เดือนเมษายนเที่ยวไหนดี กับ 10 ที่เที่ยวไทยต้องไปลุยท้าลมร้อน


ที่เที่ยวเดือนเมษายน
รวบรวมที่เที่ยวเดือนเมษายนห้ามพลาด ที่จะให้คุณได้ทั้งคลายร้อนและชมงานประเพณีที่จะมีขึ้นเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนเท่านั้น ใครอยากไปเที่ยวเดือนเมษายนแต่ยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ตามเราไปค้นหาที่เที่ยวเดือนเมษายนด้วยกันเลย 

เดือนเมษายน เดือนสุดร้อนแรงในรอบปีที่หลาย ๆ คนบ่นว่าร้อนจนแทบไม่อยากออกไปเที่ยวที่ไหน แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าเดือนนี้ไม่น่าเที่ยว บอกเลยว่ายิ่งร้อนก็ยิ่งมีที่เที่ยวสวย ๆ ให้ไปเยือนเพียบ และหลังจากที่เราเคยนำเสนอ หน้าร้อนเที่ยวไหนดี "15 สถานที่ท่องเที่ยวไทยให้ไปฟินช่วงซัมเมอร์" ไปแล้ว วันนี้เราขอคัดสรร 10 ที่เที่ยวเดือนเมษายนมาฝากกันค่ะ อ๊ะ ๆ นอกจาก "ประเพณีสงกรานต์ 2560" แล้ว บางสถานที่ บางประเพณี ยังสามารถชมได้แค่เดือนเมษายนเท่านั้น จะมีที่เที่ยวไทยที่ไหนที่น่าไปเช็กอินบ้าง ตามเราไปดูกันเลย

1. แก่งคันสูง จังหวัดอำนาจเจริญ

ที่เที่ยวเดือนเมษายน

ที่เที่ยวเดือนเมษายน

          แก่งคันสูง ตั้งอยู่ในเขตตำบลโคกสาร อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีลักษณะเป็นแก่งหินขนาดใหญ่ที่ขวางลำน้ำโขง ซึ่งจะโผล่พ้นขึ้นมาในช่วงหน้าแล้งหรือราว ๆ เดือนเมษายน ซึ่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงก็จะมีร้านค้า ร้านอาหาร มาเปิดให้บริการ มีศาลามุงจากไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งกินข้าวห้อยขาสัมผัสกับน้ำเย็น ๆ ในลำน้ำโขง บริเวณที่น้ำตื้นสามารถลงเล่นน้ำได้ หรือใครจะลองนั่งสปีดโบ๊ทกลางลำน้ำโขงก็สนุกไม่น้อยเช่นกัน

2. ล่องแพห้วยกระทิง จังหวัดเลย

ที่เที่ยวเดือนเมษายน

ที่เที่ยวเดือนเมษายน
ภาพจาก liptonlemon_720 / shutterstock.com

          อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมาน หรือห้วยกระทิง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเลย เป็นอ่างเก็บน้ำสันเขื่อนดิน ซึ่งมีทัศนียภาพที่สวยงาม โอบล้อมไปด้วยทิวภูเขาน้อยใหญ่ อากาศเย็นสบาย มีแพที่พัก รวมทั้งร้านอาหารลอยน้ำให้บริการหลากหลายแบบ นักท่องเที่ยวจึงสามารถที่จะมาเที่ยวพักผ่อนกันได้ ใครอยากจะนั่งเล่นบนแพกลางอ่างเก็บน้ำหรือจะกระโดดลงเล่นน้ำสุดเย็นฉ่ำก็ทำได้

3. งานแห่ต้นดอกไม้วันสงกรานต์ จังหวัดเลย

ที่เที่ยวเดือนเมษายน
ภาพจาก topten22photo / shutterstock.com

          งานแห่ต้นดอกไม้วันสงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวบ้านในตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ซึ่งจะมีเพียงช่วงเดียวใน 1 ปี เท่านั้น โดยจะจัดขึ้นในช่วงสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 13-16 เมษายน ในปีนี้ไฮไลท์จะอยู่ในวันที่ 14 เมษายน 2560 ช่วงเช้าชาวบ้านจะช่วยกันทำดอกไม้อย่างสวยงาม ประดิดประดอยไว้กับโครงไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้คนหามประมาณ 6-10 คน แล้วในช่วงเย็น ก็จะมีพิธีแห่รอบ ๆ วัดศรีโพธิ์ชัย เป็นภาพที่สวยงาม ควรค่าแก่การไปเที่ยวชม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเลย โทรศัพท์ 0 4281 2812   

4. พายเรือท่องป่าตามหาแมงกะพรุนน้ำจืด แก่งบางระจัน จังหวัดเพชรบูรณ์

ที่เที่ยวเดือนเมษายน

          แก่งบางระจัน ตั้งอยู่ในเขตบ้านหนองแม่นา ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีลักษณะเป็นแก่งน้ำใส สองฟากฝั่งของแก่งจะเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก บางช่วงของเส้นทางยังเหมือนกับหลุดไปในยุคดึกดำบรรพ์ แต่ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือแมงกะพรุนน้ำจืด ซึ่งเป็นสัตว์ที่พบเห็นยากมาก แต่จะสามารถพบเห็นได้ที่นี่ในช่วงเดือนเมษายน (การปรากฏตัวของแมงกะพรุนในแต่ละปีจะมากจะน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย) สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพิษณุโลก โทรศัพท์ 0 5525 2742-3 หรือชุมชนคนรักษ์ป่าหนองแม่นา โทรศัพท์ 08 1046 2166

5. เมืองบาดาล สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

ที่เที่ยวเดือนเมษายน

ที่เที่ยวเดือนเมษายน

          เมืองบาดาล เป็นชื่อเรียกวัดวังก์วิเวการาม (เดิม) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณกลางเขื่อนวชิราลงกรณในปัจจุบัน วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดจมน้ำหลังจากที่มีการกั้นทำเขื่อน และได้มีการย้ายวัดขึ้นไปยังพื้นที่บนฝั่งที่สูงกว่า ปล่อยให้พื้นที่ตรงนั้นเหลือเพียงซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างอย่างอุโบสถ หอระฆัง และซากกำแพงส่วนอื่น ๆ โดยในช่วงที่น้ำลด เราก็จะได้เห็นซากปรักหักพังเหล่านี้ ซึ่งช่วงที่น้ำลดจะอยู่ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายนนั่นเอง นอกจากนี้ในอำเภอสังขละบุรียังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้ได้เที่ยวชมมากมาย อีกทั้งยังมีบรรยากาศที่เงียบสงบ พร้อมด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามของป่าเขาให้ได้ชื่นชม ใครต้องการพักผ่อนกับธรรมชาติและชมวัฒนธรรมของชาวมอญ ต้องไม่พลาดที่จะมาเที่ยวชมที่นี่

6. เกาะขาม จังหวัดตราด

ที่เที่ยวเดือนเมษายน

ที่เที่ยวเดือนเมษายน

          เกาะขาม ตั้งอยู่ใกล้กับเกาะหมาก จังหวัดตราด เป็นเกาะส่วนตัวเล็ก ๆ ที่มีความสวยงามเทียบเท่ากับท้องทะเลทางฝั่งอันดามันของไทยเลยทีเดียว โดยเฉพาะหาดทรายที่มีความขาวสะอาด เนื้อทรายเนียนละเอียดราวกับผงแป้ง น้ำทะเลเป็นสีฟ้าอมเขียวใสแจ๋ว มีหินสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ตั้งอยู่อย่างสวยงามบริเวณชายหาด บรรยากาศบนเกาะเงียบสงบมาก เหมาะแก่การไปนอนเล่นพักผ่อน ว่ายน้ำชมปะการัง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด โทรศัพท์ 0 3959 7259     

7. กินผลไม้อร่อยบนเกาะช้าง จังหวัดตราด

          เกาะช้าง แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญของจังหวัดตราดและภาคตะวันออก หลายคนเดินทางไปเที่ยวเกาะช้างก็เพื่อไปสัมผัสกับท้องทะเลสวย ๆ ที่อยู่รายล้อม แต่บนเกาะช้างเองก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะใครที่ชอบทานผลไม้ไทย ๆ ต้องไม่พลาดไปชิมผลไม้สุดอร่อยบนเกาะช้าง ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน, เงาะ, ลองกอง หรือมังคุด ฯลฯ โดยในปี 2560 ก็จะมีการจัดงานเทศกาลผลไม้และของดีเกาะช้าง ระหว่างวันที่ 15 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2560 บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเกาะช้าง ใครอยากเที่ยวทั้งทะเลและกินผลไม้อร่อย ๆ ก็วางแผนไปเที่ยวเกาะช้างกันได้เลย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด โทรศัพท์ 0 3959 7259

8. ถนนดอกคูณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

ที่เที่ยวเดือนเมษายน
ภาพจาก ททท.

          ถนนดอกคูณ เป็นเส้นทางดอกไม้สวย ๆ ในหน้าร้อนที่ห้ามพลาดเลยทีเดียว โดยถนนเส้นนี้จะตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น สองฟากฝั่งถนนจะมีต้นคูณเรียงรายเป็นแถวยาว ดอกคูณสีเหลืองจะบานสะพรั่งอย่างสวยงาม น่าไปเดินเที่ยวชมชิล ๆ และถ่ายรูปเล่น ซึ่งในปี 2560 ดอกคูณจะบานเต็มที่ช่วงต้นเดือนเมษายน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น โทรศัพท์ 0 4322 7714

9. งานประเพณีแห่ช้าง บวชนาคไทยพวน บ้านหาดเสี้ยว จังหวัดสุโขทัย

ที่เที่ยวเดือนเมษายน
ภาพจาก ททท. สำนักงานสุโขทัย

          งานประเพณีแห่ช้าง บวชนาคไทยพวน บ้านหาดเสี้ยว เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่หาดูได้ยากมาก ๆ และมีมายาวนานกว่า 173 ปี นักท่องเที่ยวจะได้ชมขบวนแห่นาค ซึ่งนั่งอยู่บนหลังช้าง มีการแต่งกายแบบไทยพวนทั้งนาคและช้างอย่างสวยงามตระการตา พร้อมทั้งร่วมสนุกสนานไปกับขบวนแห่ที่มีเครื่องดนตรีพื้นบ้านมาสร้างสีสัน อีกทั้งยังได้ร่วมทำบุญกับชาวบ้านอีกด้วย สำหรับงานประเพณีแห่ช้าง บวชนาคไทยพวน บ้านหาดเสี้ยว ประจำปี 2560 จะจัดขึ้นวันที่ 7 เมษายน 2560 ณ วัดหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย โทรศัพท์ 0 5561 6228   0 5561 6229

10. งานประเพณีปอยส่างลอง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ที่เที่ยวเดือนเมษายน
ภาพจาก kalapangha / shutterstock.com

          งานประเพณีปอยส่างลอง หรืองานบวชลูกแก้ว เป็นพิธีบรรพชาสามเณรหมู่ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวไต (ไทยใหญ่) ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยการจัดงานจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน มี 4 อำเภอที่จัดงานปอยส่างลองอย่างสวยงามอลังการ คือ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอแม่สะเรียง อำเภอปาย และอำเภอขุนยวม ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีรายละเอียดของพิธีแตกต่างกันออกไป มีการแต่งกายและแต่งหน้าอย่างเป็นเอกลักษณ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ 0 5361 2982 

          ถึงแม้ว่าเดือนเมษายนอากาศจะอบอ้าวไปสักนิด แต่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเดือนที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ ให้ไปเยี่ยมเยือนและเที่ยวชม แล้วแบบนี้จะหลบร้อน นอนเล่นอยู่ในบ้านกันอย่างเดียวได้ยังไงใช่ไหมคะ ถ้าใครพอจะมีเวลาว่างก็จัดสรรตารางการเดินทางเที่ยวเดือนเมษายนกันได้เลย :)

หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง ข้อมูล ณ วันที่ 24 มีนาคม 2560

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
dasta.or.th, ททท., ททท., info.dla.go.th, ททท. , ททท. สำนักงานเลย, thainews.prd.go.th และ info.ru.ac.th




Create Date : 29 มีนาคม 2560
Last Update : 29 มีนาคม 2560 12:50:06 น.
Counter : 424 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
สูตรทำน้ำพริกเห็ด อาหารลดน้ำหนักมื้อเย็นแคลอรีเบาโปรตีนสูง


น้ำพริกเห็ด
 แชร์วนไปไม่มีผิดหวัง ! เมนูน้ำพริกเห็ด อาหารไทยรสแซ่บ แคลอรีต่ำ โปรตีนสูง อิ่มสบายท้อง แกล้มกับผักต้มหรือผักดิบ แค่ถ้วยเดียวก็ดีต่อใจ

     ใครเปรี้ยวปากอยากกินเมนูน้ำพริกเหมือนกันบ้าง โดยเฉพาะเมนูน้ำพริกเห็ดที่หาถูกปากยากมาก ไปหาซื้อวัตถุดิบมาทำน้ำพริกอร่อยกินเองดีกว่า กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำน้ำพริกเห็ด เช่น น้ำพริกเห็ดย่าง น้ำพริกเห็ดเจ และสูตรน้ำพริกเห็ดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ทั้งยังใช้เป็นสูตรน้ำพริกทำขายได้ด้วย
น้ำพริกเห็ด
น้ำพริกเห็ดนางฟ้า

     มาต่อกันที่อีกสูตรทำน้ำพริกเห็ดนั่นคือ เมนูน้ำพริกเห็ดนางฟ้า สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน จับเห็ดนางฟ้าไปย่างเพื่อให้มีกลิ่นหอม เติมกะปิให้เค็มกลมกล่อม กินกับไข่ต้มสักฟอง และผักสดสักจาน ทั้งอิ่มและได้ประโยชน์

ส่วนผสม น้ำพริกเห็ดนางฟ้า

     • เห็ดนางฟ้าขนาดกลาง 10-12 ดอก
     • พริกหนุ่ม 5 เม็ด
     • หอมแดง 5 หัว
     • พริกขี้หนูสีแดง 3 เม็ด
     • กระเทียมไทยกลีบเล็ก 10 กลีบ
     • น้ำปลา 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำมะนาว 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
     • กะปิแท้อย่างดี 1/2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนชา
     • ไข่ไก่ (อุณหภูมิห้อง) 2 ฟอง
     • น้ำเปล่า
     • ผักสด หรือผักต้มตามชอบ

วิธีทำน้ำพริกเห็ดนางฟ้า

     1. ต้มน้ำเปล่าให้เดือด หรี่ไฟลง นำไข่ไก่หย่อนลงในน้ำเดือด จับเวลา 4 นาที ตักขึ้นแช่น้ำเย็น ปอกเปลือกเตรียมไว้
     2. นำพริกขี้หนูและกระเทียมลงคั่วในกระทะให้สุกหอม ตักขึ้นพักไว้
     3. นำพริกหนุ่ม หอมแดง และเห็ดนางฟ้า เสียบด้วยไม้ปลายแหลม นำไปย่างบนเตาด้วยไฟอ่อนให้สุกหอม ลอกเปลือกพริกที่ไหม้ออก เตรียมไว้
     4. นำพริกขี้หนูกับกระเทียมคั่ว พริกหนุ่มย่าง หอมแดงย่าง และเห็ดนางฟ้าย่างโขลกให้พอหยาบ ๆ เติมน้ำเปล่า น้ำมะนาว กะปิ และน้ำตาลปี๊บ ชิมรสให้เค็มนำ เปรี้ยวตาม
     5. ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมไข่ต้มยางมะตูม และผักสด หรือผักต้มตามชอบ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ น้ำพริกเห็ดนางฟ้า ไข่ต้มยางมะตูม แคลอรีเบา ๆ เพื่อสุขภาพ

++++++++++++++++
 น้ำพริกเห็ดเจ

     แม้ไม่ถึงเทศกาลกินเจก็มาลองทำเมนูน้ำพริกเห็ดเจได้นะคะ สูตรจาก คนอร์ สูตรนี้จับเห็ดหอมกับเครื่องปรุงผัดในกระทะจนสุก แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ

ส่วนผสม น้ำพริกเห็ดเจ

     • เห็ดหอมแห้ง (แช่น้ำจนนุ่ม) 20 ดอก
     • น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ
     • พริกขี้หนูแห้งคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ
     • ซุปเห็ดหอมก้อน 1 ก้อน
     • เกลือ 1+1/2 ช้อนชา
     • น้ำตาลทราย 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำ 6 ช้อนโต๊ะ
     • ผักเครื่องเคียง เช่น แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ ผักกาดขาว แครอทลวก ดอกกะหล่ำลวก เป็นต้น

วิธีทำน้ำพริกเห็ดเจ

     1. สับเห็ดหอมทั้งหมดที่แช่น้ำจนนิ่มแล้วให้ละเอียด
     2. ใส่น้ำมันลงกระทะ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลาง พอน้ำมันร้อนใส่เห็ดหอมลงผัดจนสุกและกลิ่นหอม
     3. ใส่ซุปเห็ดหอมก้อนลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติกลมกล่อม
     4. ปรุงรสด้วยพริกขี้หนูแห้งคั่ว น้ำมะขามเปียก เกลือป่น น้ำตาลทราย และน้ำ ผัดจนซุปเห็ดหอมก้อนละลาย และส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน พอน้ำพริกเริ่มแห้ง และเหนียวจับตัวกันก็ปิดไฟได้เลย
     5. ตักน้ำพริกใส่ถ้วย เสิร์ฟคู่กับผักสด หรือผักลวกก็อร่อยเข้ากัน

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ หลากหลายเมนูเจ อร่อยไม่จำเจ กับขั้นตอนง่าย ๆ จากสูตรของคนอร์

ใครอยากทำเมนูน้ำพริกเห็ดกินกับผักสดเย็นนี้ รีบไปซื้อเห็ดก่อนตลาดวายกันเถอะ จะใส่เห็ดอะไรก็ดัดแปลงจากสูตรได้นะคะ อยากกินรสแซ่บแค่ไหนถามใจตัวเองด



Create Date : 29 มีนาคม 2560
Last Update : 29 มีนาคม 2560 12:47:07 น.
Counter : 503 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
โรคคิดไปเองว่าป่วย (Hypochondriasis) เช็กสักนิดเราอาจเป็นอยู่ !


โรคคิดไปเอง
อาการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ใครต่างก็ไม่อยากเจอ แต่รู้ไหมว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดไปเองอยู่ตลอดว่าร่างกายป่วยเป็นโรคนั้นโรคนี้ พลอยให้ใจก็ป่วยไปด้วย

เคยได้ยินโรคคิดไปเองกันบ้างไหมคะ หรือในภาษาอังกฤษจะเรียกโรคนี้ว่าโรคไฮโปคอนดริเอซิส (Hypochondriasis) ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้หมกมุ่นอยู่กับอาการป่วยของตัวเองไม่ยอมหาย และมักจะคิดว่าตัวเองเป็นโรคร้ายแรง ทั้ง ๆ ที่อาการเจ็บป่วยที่เป็นไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด ซึ่งจากอาการโรคคิดไปเองก็เลยทำให้ต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง พบหมอ กินยา และตรวจโรคกันมานับไม่ถ้วน แต่ผลตรวจที่ออกมาคือไม่เจอโรคหรือความผิดปกติใด ๆ !

          เอาล่ะสิ...หากใครคุ้น ๆ กับอาการนี้ เหมือนตัวเรากำลังเป็นอยู่ ลองมารู้จักโรคคิดไปเอง หรือโรคไฮโปคอนดริเอซิส (Hypochondriasis) กันค่ะ

โรคคิดไปเอง

โรคคิดไปเอง คืออะไร

โรคไฮโปคอนดริเอซิส (Hypochondriasis) หรือโรคคิดไปเองว่าป่วย เป็นโรคจิตเวชชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยจะมีความกังวลและหมกมุ่นกับปัญหาสุขภาพของตัวเองมากเกินไป คิดกลัวอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองจะป่วยเป็นโรคร้ายแรง เช่น กลัวว่าตุ่มหรือไฝบนร่างกายอาจจะเป็นสัญญาณของโรคมะเร็ง โรคเอดส์ กลัวว่าอาการปวดมวนท้องอาจบอกได้ถึงโรคร้ายแรงของลำไส้ หรือกลัวตัวเองเป็นโรคหัวใจเพราะใจเต้นผิดจังหวะอยู่บ่อย ๆ

           อย่างไรก็ตาม อาการป่วยที่คนไข้เป็นอาจไม่มีอยู่จริง หรือหากเจ็บป่วยจริงก็มักจะเป็นความผิดปกติเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะความผิดปกติที่ศีรษะ คอ หน้าอก และช่องท้อง เช่น ปวดหัวบ่อย ปวดมวนท้องบ่อย ๆ ใจสั่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หรือปัสสาวะบ่อย แต่ก็เป็นเพียงอาการป่วยที่ไม่น่ากังวล เพราะไม่ร้ายแรง ทว่าคนไข้โรคคิดไปเองมักจะไม่เชื่ออย่างนั้น และยังคงหมกมุ่นอยู่กับอาการป่วยของตัวเองจนอาจกระทบกับการใช้ชีวิตได้ในที่สุด

โรคคิดไปเอง

โรคคิดไปเอง ใครป่วยได้บ้าง

โรคคิดไปเองพบได้บ่อยในกลุ่มคนอายุระหว่าง 20-30 ปี พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย โดยจิตแพทย์ต่างให้ความเห็นว่า คนในช่วงอายุราว ๆ นี้ มักจะเป็นช่วงที่มีความตึงเครียดในเรื่องต่าง ๆ ได้ง่าย และความเครียดก็อาจมีส่วนผลักดันให้รู้สึกกังวลกับปัญหาสุขภาพของตัวเองมากเกินไปด้วย

โรคคิดไปเอง

โรคคิดไปเอง เกิดจากอะไร

          ต้องบอกก่อนว่าผู้ป่วยโรคคิดไปเองไม่ได้มโน ไม่ได้แกล้งเจ็บป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ด้วยสาเหตุเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้เขาป่วยโรคไฮโปคอนดริเอซิส (Hypochondriasis)

1. เคยชินกับการจับผิดความผิดปกติของตัวเองมากเกินไป

คนรักสุขภาพมักจะใส่ใจในเรื่องอาหารการกินและความรู้สึกผิดปกติของร่างกายตัวเองกันอยู่แล้ว ทว่าจากสถิติก็พบว่า ผู้ป่วยโรคคิดไปเองโดยมากแล้วจะมีความใส่ใจในร่างกายของตัวเองในระดับที่มากจนเกินไป ทำให้เกิดความรู้สึกกังวลกับร่างกายของตัวเองเป็นประจำ จนกระทั่งก่อให้เกิดความรู้สึกเคยชินกับการจับผิดร่างกายตัวเอง เช่น คอยสังเกตจังหวะการเต้นของหัวใจ ประสาทการรับรสหรือรสชาติน้ำลายที่เปลี่ยนไป หรือกังวลกับระบบขับถ่ายของตัวเองจนทำให้ต้องวิ่งเข้า-ออกห้องน้ำบ่อยผิดปกติ แล้วก็คิดไปเองว่าอาการที่เป็นน่าจะใช่อาการของโรคใดโรคหนึ่ง

2. แปลความรู้สึกของร่างกายผิดไป

          แม้จะเกิดความผิดปกติของร่างกายเพียงเล็กน้อย แต่คนไข้กลุ่มนี้ก็จะแปลความรู้สึกนั้นในแง่ที่ร้ายแรงกว่าคนทั่วไป และมักจะมีความอดทนต่อความผิดปกติของร่างกายต่ำกว่าคนปกติ

3. เรียนรู้ที่จะใช้บทบาทของผู้ป่วย

ในทางจิตวิทยามีข้อสันนิษฐานว่า อาการโรคคิดไปเองอาจเกิดจากการใช้บทบาทของผู้ป่วย (Sick role) โดยเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาหรือสถานการณ์ที่แก้ไขไม่ได้ ผู้ป่วยก็จะเรียนรู้ที่จะใช้บทบาทคนป่วยเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์นั้น ๆ ผลักดันให้ร่างกายเกิดความผิดปกติบางอย่างขึ้นมา

4. โรคแทรกซ้อนทางจิตวิทยาอื่น ๆ

          ผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้า โรคเครียด โรควิตกกังวล ที่ยังไม่รู้ตัวว่าป่วยด้วยโรคจิตเวชเหล่านี้ อาจมีอาการของโรคคิดไปเองซุกซ่อนอยู่ด้วย และทำให้คิดว่าตัวเองป่วยเป็นโรคต่าง ๆ  นานา ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมอาการป่วยทางจิตของตัวเองให้ย่ำแย่หนักขึ้นไปอีก

5. ความกดดันบางอย่าง

ผู้ป่วยโรคคิดไปเองบางคน อาจป่วยด้วยความรู้สึกกดดันบางอย่าง เป็นต้นว่าผู้ป่วยอาจขาดความภูมิใจในตนเอง และรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับ มีความผิดหวัง จึงใช้กลไกทางจิตชนิดที่เรียกว่าเก็บกด แสดงออกมาเป็นอาการผิดปกติทางกาย เพื่อปกปิดสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ

โรคคิดไปเอง

โรคคิดไปเอง อาการเป็นอย่างไร

          อาการของโรคคิดไปเองซึ่งเราสามารถวินิจฉัยในเบื้องต้นได้ง่าย ๆ มีดังนี้

1. หมกมุ่น กังวลว่าตัวเองจะป่วยด้วยโรคร้ายแรงตลอดเวลา

2. ยังกลัวจะป่วยด้วยโรคร้ายแรงไม่หาย แม้จะเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์อย่างละเอียดแล้วว่าไม่มีความผิดปกติใด ๆ ก็ตาม

3. ความรู้สึกกลัวจะป่วยโรคร้ายแรง เริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน คนรอบข้างเริ่มเอือมระอา มีปัญหากับการเข้าสังคม

4. เป็นมานานติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน และมีระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

          หากพบว่าตัวเองหรือคนรอบข้างมีอาการตามนี้ ก็เป็นไปได้ค่อนข้างสูงค่ะว่าคุณกำลังป่วยโรคไฮโปคอนดริเอซิส (Hypochondriasis) อยู่

โรคคิดไปเอง

โรคคิดไปเอง รักษาอย่างไร

ในเมื่อคนไข้โรคคิดไปเองมักจะคิดว่าตัวเองมีอาการป่วยทางกายจริง ๆ ดังนั้นการรักษาโรคคิดไปเองหรือโรคไฮโปคอนดริเอซิสจึงมีลำดับการรักษาอยู่ 2 ขั้นตอนด้วยกัน ดังนี้

1. วินิจฉัยแยกโรคทางกาย

          โดยตรวจความผิดปกติของร่างกายด้วยเครื่องมือแพทย์อย่างละเอียด จนแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่มีอาการใดส่อถึงโรคอันตราย หรือแม้แต่แนวโน้มความเสี่ยงต่อโรคนั้น ๆ

2. วินิจฉัยโรคทางจิตเวชอื่น ๆ

          เนื่องด้วยคนไข้บางคนที่มาหาหมอ อาจเป็นโรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โรคไฮโปคอนดริเอซิส โดยอาจเป็นโรคซึมเศร้า โรคเครียด โรควิตกกังวล รวมถึงโรคจิตเภทชนิดอื่น ๆ ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการใช้ยา ทว่าเมื่อตรวจจนแน่ใจแล้วว่า คนไข้ไม่ได้ป่วยด้วยโรคจิตเวชชนิดอื่น ๆ อย่างที่กล่าวมา เราจึงจะวินิจฉัยว่า คนไข้ป่วยเป็นโรคไฮโปคอนดริเอซิส ซึ่งแพทย์ก็จะทำการพิจารณาวิธีรักษาตามเคสไป

โรคคิดไปเอง

โรคคิดไปเอง ป่วยแล้วจะหายไหม

การรักษาผู้ป่วยโรคไฮโปคอนดริเอซิสค่อนข้างทำได้ยาก เนื่องจากคนไข้มักจะไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วยด้วยโรคนี้ แต่จะเข้าใจเอาเองว่าตัวเองป่วยด้วยโรคทางกายอื่น ๆ จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการรักษา อีกทั้งผู้ป่วยมักจะหาข้อมูลอาการป่วยของตัวเองจากอินเทอร์เน็ต จากนิตยสาร หรือสื่อทางการแพทย์อื่น ๆ มาค่อนข้างมาก ทำให้มั่นใจในความคิดและความรู้สึกของตัวเอง ส่งผลให้มักจะต่อต้านการรักษาของหมอด้านจิตเวช

          อย่างไรก็ตาม ยังมีแนวทางการรักษาโรคคิดไปเองให้หายได้ โดยวิธีความคิดและพฤติกรรมบำบัด ซึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคคิดไปเองนั้น มีแนวทางการรักษาอยู่ 2 แนวทางดังนี้ค่ะ

1. ฝึกการจัดการความเครียด

เป็นวิธีฝึกให้ผู้ป่วยมีทักษะในการจัดการความตึงเครียดและความกังวลอย่างเป็นระบบ โดยจิตแพทย์จะมีเทคนิคให้ผู้ป่วยจัดการกับความกลัวของตัวเองอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการสอนเทคนิคการแก้ปัญหาในเบื้องต้น ซึ่งก็จะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ไม่มากก็น้อย

2. เผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว

          วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความต้านทานต่ออาการของตัวเองเพิ่มขึ้น​ โดยแพทย์จะให้ลิสต์อาการป่วยที่คิดว่าคนไข้เป็นอยู่มาทีละข้อ และพูดคุยถึงอาการดังกล่าวอย่างละเอียด หรือสร้างสถานการณ์ให้ผู้ป่วยได้เผชิญกับอาการนั้น ๆ พร้อมทั้งฝึกให้ผู้ป่วยอยู่กับอาการนั้นให้ได้ และหากผู้ป่วยเริ่มปรับตัวกับอาการที่เป็นได้ในระดับที่น่าพอใจแล้ว ต่อมาก็จะพัฒนาในด้านการป้องกันอาการเป็นลำดับต่อไป

          อย่างไรก็ดี ตัวผู้ป่วยเองก็ต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่าตัวเองป่วยด้วยโรคไฮโปคอนดริเอซิส จึงจะเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยจิตบำบัดอย่างเต็มรูปแบบได้

โรคคิดไปเอง

โรคคิดไปเอง ป่วยแล้วควรดูแลตัวเองอย่างไร

          เรามีแนวทางในการดูแลตัวเองเมื่อป่วยโรคไฮโปคอนดริเอซิสมาฝาก ลองทำตามกันนะคะ

          - ออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและสดชื่น

          - ปลูกต้นไม้ เพราะการได้เห็นสีเขียวของต้นไม้จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และอารมณ์ดีขึ้น

          - อ่านหนังสือ เช่น หนังสือธรรมะ หนังสือตลก นิยายที่เนื้อหาไม่หนักเกินไปนัก ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ได้ความเพลิดเพลินแล้วยังได้ความรู้เพิ่มเติมอีกมากมาย

          - หาโอกาสไปเที่ยว การได้ไปเปลี่ยนบรรยากาศในสถานที่ใหม่ ๆ สามารถลดความวิตกกังวลจากเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่ตกตะกอนอยู่ในใจได้ เช่น ไปทะเล ภูเขา น้ำตก เป็นต้น

          - ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว การพูดคุยปรึกษาหารือ ทานอาหารร่วมกัน ก็สามารถช่วยให้ความตึงเครียด วิตกกังวล และโรคซึมเศร้าที่เป็นอยู่ทุเลาลงได้

นอกจากนี้อยากให้คนใกล้ตัวรวมทั้งญาติของผู้ป่วยเข้าใจผู้ป่วยโรคไฮโปคอนดริเอซิสด้วยนะคะ อย่ารำคาญ อย่าเมินเฉย อย่างน้อยคอยรับฟังสิ่งที่เขาอยากบ่นอยากพูดอย่างเข้าใจ เท่านี้ก็น่าจะทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจและอาจช่วยป้องกันให้เขาไม่ป่วยด้วยโรคอื่น ๆ เพิ่มขึ้นก็ได้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

minddisorders
harvard
psychcentra



Create Date : 29 มีนาคม 2560
Last Update : 29 มีนาคม 2560 12:42:18 น.
Counter : 360 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
สื่อดัง AP ตีข่าว บอส ทายาทกระทิงแดง ชนแล้วหนี 5 ปี คดีไม่คืบ แถมใช้ชีวิตหรูหรา


บอส วรยุทธ อยู่วิทยา
สำนักข่าวเอพี จัดทำบทวิเคราะห์ พร้อมตีข่าว บอส วรยุทธ อยู่วิทยา ชนตำรวจแล้วหนี ผ่านมาเกือบ 5 ปี คดีล่าช้า อัยการไม่ยอมสั่งฟ้อง ตัวอย่างของความอยุติธรรมในสังคมไทย

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 สำนักข่าวเอพี ได้จัดทำบทวิเคราะห์คดีของ บอส หรือนายวรยุทธ อยู่วิทยา ลูกชายของนายเฉลิม อยู่วิทยา ผู้บริหารกระทิงแดง จากกรณีที่นายวรยุทธซิ่งรถหรูเฟอร์รารี่ไปชนเข้ากับรถมอเตอร์ไซค์ของ ด.ต. วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป. สน.ทองหล่อ จนกลายเป็นคดีดังเมื่อปี พ.ศ.2555 จนถึงตอนนี้ เป็นเวลาผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว แต่คดีนี้ยังไม่คืบหน้า ในขณะที่บอสเอง กลับใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า ซื้อรถยนต์หรูพร้อมป้ายราคาแพงในต่างประเทศ
          ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 บอส หรือนายวรยุทธ อยู่วิทยา ได้ซิ่งรถหรูเฟอร์รารี่ไปบนถนนสุขุมวิท ก่อนที่จะชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของ ด.ต. วิเชียร ทว่านายวรยุทธเองไม่หยุดรถ เขากลับพยายามเร่งเครื่องหนีและลากศพของ ด.ต. วิเชียร ไปตามถนน พร้อมกับทิ้งร่องรอยน้ำมันเบรก ที่ทำให้สาวไปจนถึงบ้านของนายวรยุทธได้ถึงที่สุด

บอส วรยุทธ อยู่วิทยา

  ภายหลังจากที่ชนได้ไม่นาน ตำรวจสอบสวนกลับมองว่า โชเฟอร์ของตระกูลอยู่วิทยา คือ ผู้กระทำความผิด แต่เมื่อตำรวจระดับสูงได้ลงมาทำคดีนี้เอง นายวรยุทธก็ได้เข้ามอบตัวพร้อมกับวางเงินประกันตัว 15,000 บาท ก่อนที่จะกลับบ้าน และภายหลังจากที่เกิดเหตุ นายวรยุทธและคุณแม่ก็ได้มาร่วมงานศพของ ด.ต. วิเชียร ซึ่งภายหลังครอบครัวอยู่วิทยาได้ออกมาเผยว่า การที่นายวรยุทธขับรถชนแล้วเร่งเครื่องหนีออกมานั้น ไม่ใช่ว่าเขาต้องการที่จะหลบหนี แต่เป็นเพราะเขาต้องการกลับบ้านเพื่อมาบอกคุณพ่อ และจากการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดพบว่า นายวรยุทธมีระดับแอลกอฮอล์เกินมาตรฐาน ซึ่งทนายได้ออกมาบอกว่า นายวรยุทธเองเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาจึงต้องดื่มเพื่อคลายเครียด

บอส วรยุทธ อยู่วิทยา

          อย่างไรก็ตาม คดีนี้ได้ผ่านมาเป็นเกือบ 5 ปีแล้ว แต่อัยการก็ยังไม่สั่งฟ้องนายวรยุทธ และเมื่อครั้งที่ตำรวจเรียกนายวรยุทธไปรับทราบข้อกล่าวหา เขาก็กลับไม่ไปปรากฏตัว โดยยื่นเรื่องให้ทนายความไปดำเนินคดีแทนว่า ในตอนนั้นเขาเองป่วยและไปทำงานที่ต่างประเทศ และภายในปีนี้ คดีเรื่องชนแล้วหนีของนายวรยุทธจะหมดอายุความลงแล้ว

  หลายคนอาจจะคิดว่า ในระหว่างนี้ นายวรยุทธได้หลบซ่อนตัวในต่างประเทศ และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเพียงไม่กี่สัปดาห์ภายหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุ นักข่าวของเอพีได้สืบทราบว่า นายวรยุทธได้กลับไปใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าตามเดิม เขาเดินทางไปทั่วโลกด้วยเครื่องบินเจ็ทสุดหรู เข้าร่วมชมการแข่งขันการแข่งขันรถยนต์สูตร 1 ฟอร์มูล่า วัน จากที่นั่งวีไอพีของกระทิงแดง รวมทั้งยังเป็นเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ คาร์เรร่า ในลอนดอน ที่มาพร้อมกับแผ่นป้ายทะเบียนสั่งทำพิเศษคือ  B055 RBR หรืออ่านว่า บอส เรดบูลเรสซิ่ง

บอส วรยุทธ อยู่วิทยา

           นอกจากนี้ เพียง 3 เดือนหลังจากที่เกิดเหตุ นายวรยุทธได้ปรากฏตัวในงาน Red Bull Singha Race of Champions ที่จัดขึ้นที่ กทม. เขาเองใส่หมวกกระทิงแดงและล้อมรอบไปด้วยญาติและเพื่อน  ๆ พร้อมกับห้อยป้าย วีไอพี บนคอ

อีกทั้งยังมีภาพบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม รวมถึงบล็อกที่เกี่ยวกับการแข่งรถต่าง ๆ ที่เผยให้เห็นภาพของนายวรยุทธที่เดินทางไปรอบโลกถึง 9 ประเทศ นับตั้งแต่ ด.ต. วิเชียร เสียชีวิต มีทั้งสวนสนุก แฮร์รี่ พอตเตอร์ ในเมืองโอซาก้า ที่นายวรยุทธใส่เสื้อคลุมของบ้านสลิธีรีน เขาได้ไปล่องเรือที่ประเทศโมนาโค เล่นสโนว์บอร์ดที่ญี่ปุ่น ฉลองงานวันเกิดที่ร้านอาหารสุดหรูของเชฟดังอย่าง กอร์ดอน แรมเซย์ (Gordon Ramsay) ในกรุงลอนดอน และแม้เขาจะตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย แต่ก็มีเพื่อน ๆ แท็กไป @bossrbr กว่า 60 ครั้ง อย่างฤดูร้อนปีที่แล้ว นายวรยุทธได้โพสต์คลิปสั้น 10 วินาที ในขณะที่เขากำลังกินไส้กรอกและไข่ที่โรยหน้าด้วยสาหร่าย แท็กไปหาเพื่อน ๆ และครอบครัว ซึ่งพ่อแม่ของเขาได้เข้ามายกนิ้วในคอมเมนต์ หรือแม้กระทั่งภาพของเขาที่เช่น้ำในเมืองอาบูดาบี ดินเนอร์ที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส เป็นเจ้าของจักรยานราคาหลายแสนบาท ซึ่งมาจากเงินถุงเงินถังของครอบครัว

           และไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายวรยุทธ และครอบครัวได้ไปพักผ่อนที่เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว และพักในรีสอร์ทสุดหรูคืนละเกือบ 35,000 บาท ดินเนอร์ที่โรงแรมชั้นนำ ไปเยี่ยมชมวัดและจัดงานปาร์ตี้ริมสระน้ำก่อนที่จะบินกลับกรุงเทพมหานคร

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า คดีลูกกระทิงแดงนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนรวยที่ได้รับอภิสิทธิ์ในสังคมไทย แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศทำสงครามกับการคอร์รัปชั่น และให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีและลดความเหลื่อมล้ำให้ได้มากที่สุด ทว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนแล้วเหยื่อไม่ได้รับความยุติธรรมนั้น กลับเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความอยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ลูกเศรษฐีที่กระทำความผิด มักจะได้รับโทษที่เบากว่าประชาชนคนไทยทั่วไป

           ขณะที่ นายคริส เบคเกอร์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีภรรยาชาวไทย ได้ออกมายอมรับว่า เขาไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมคดีนี้จึงล่าช้า และอัยการไม่ยอมสั่งฟ้องนายวรยุทธ เพราะในสังคมไทยได้ก่อกำเนิดวัฒนธรรมที่ว่า หากผู้ที่กระทำผิดเป็นคนรวยและมีอำนาจ พวกเขาก็มักจะรอดจากการลงโทษเมื่อกระทำผิดเกือบทุกครั้งไป เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ เกิดขึ้นเสมอ และกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับในขณะนี้


           ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ออกมายืนยันว่า เราจะไม่ปล่อยให้นายตำรวจต้องตายโดยที่ไม่ได้รับความยุติธรรม จะต้องมีการค้นหาความจริงให้ถึงที่สุด ผมขอยืนยัน แต่เมื่อ พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ได้เกษียณอายุราชการเมื่อปี 2557 และคดีนี้ยังคืบหน้าไม่ถึงไหน พล.ต.ท. คำรณวิทย์ กลับออกมาบอกว่า เขารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง

ด้านครอบครัวของ ด.ต. วิเชียร ได้พบกับทนายของนายวรยุทธ พร้อมกับมีการชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1 แสนบาท แลกกับกับการเซ็นสัญญาว่าจะไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งถือเป็นช่องโหว่ของกฎหมายไทยที่ว่า หากเจ้าทุกข์ไม่ดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการก็ไม่สามารถดำเนินเรื่องนี้ได้ ซึ่งจนกระทั่งถึงตอนนี้ ทางครอบครัวเองก็ยังไม่แตะต้องเงิน 1 แสนบาทนั้น และบอกว่า เงินนี้เป็น "เงินเปื้อนเลือด"

           ด้านพันตำรวจโท กฤษณะ พัฒนเจริญ  รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ทางสำนักงานตำรวจเองได้ทำทุกวิถีทางเพื่อนที่แจ้งข้อกล่าวหาและฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายวรยุทธ และยืนยันให้นายวรยุทธเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 30 มีนาคม 2560

"ผมไม่ได้บอกว่า ลูกเศรษฐีจะรอดคดีนี้ ผมไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ แต่สิ่งที่ผมจะได้ตอบได้ก็คือ หากคุณดูดี ๆ คุณจะเห็นว่า ตำรวจที่เป็นเจ้าของคดีนี้ไม่ได้ทำคดีตกหล่นบกพร่องเลยสักนิดเดียว"

           นายวรยุทธและพี่น้องของเขาคือ น้องชายที่ชื่อ ปอร์เช่ และน้องสาวที่ชื่อ แชมเปญ เติบโตขึ้นมาในครอบครัวเศรษฐีที่ทรัพย์สินของครอบครัวได้เปลี่ยนจากหลักล้านเป็นหลักพันล้านหลังจากที่กระทิงแดงได้ขยายกิจการ นายวรยุทธเข้าเรียนที่ Bradfield College โรงเรียนประจำเก่าแก่ของแคว้นเบิร์กเชียร์ในประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งนักเรียนจะใส่เสื้อสูทและผูกเนคไทให้สมฐานะ โรงเรียนแห่งนี้มีค่าเทอมแพงหูฉี่ ปีละ 1.3 ล้านบาท ซึ่งครอบครัวคนรวยในประเทศไทยก็มักจะส่งลูกมาเรียนที่นี่

           ในขณะที่ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ เป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้อง 5 คน ด.ต.วิเชียร มาจากครอบครัวของชาวสวนที่ทำไร่มะพร้าวและปาล์ม ด้วยความมุ่งมั่นและทะเยอทะยาน ด.ต. วิเชียร ได้ทิ้งท้องไร่ท้องนา มาแสวงหางานที่มั่นคงในเมือง เขาเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้รับราชการและเรียนจบสูง ด.ต. วิเชียร ได้ส่งเสียดูแลพ่อแม่จนกระทั่งท่านเสียชีวิต และช่วยเหลือน้องสาวที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง แม้ว่า ด.ต. วิเชียร จะไม่มีลูก แต่ ด.ต. วิเชียร เองก็ตั้งใจว่าจะส่งเสียลูกของน้องชายให้ได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และบอกว่าจะให้หลานเป็นคนคอยดูแลเมื่อยามแก่เฒ่า

ภาพจาก ไทยพีบีเอส



Create Date : 29 มีนาคม 2560
Last Update : 29 มีนาคม 2560 12:30:45 น.
Counter : 407 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน นอนแพชิล ๆ และเที่ยวรอบตัวเมือง


เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน

ทริปเที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน แวะนอนแพชิล ๆ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติและสายน้ำสวย ๆ พร้อมตระเวนเที่ยวรอบตัวเมือง เปิดมุมมองเที่ยวกาญจนบุรี ที่จะทำให้คุณมีความสุขสุด ๆ

กาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยม ที่เที่ยวได้แทบตลอดปี ไม่ว่าจะร้อน หนาว หรือฝน กาญจนบุรีก็มีมุมท่องเที่ยวสวย ๆ ให้เราเห็นอยู่เสมอ แถมยังเดินทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อีกด้วย วันนี้เราเลยอยากที่จะเสนอทริปการเดินทางเที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน มาฝาก คราวนี้เราจะพาคุณเดินทางไปสัมผัสกับที่เที่ยวกาญจนบุรีที่น่าประทับใจ และนอนแพชิล ๆ รับลมเย็น ๆ เชื่อแน่ว่าหลายคนน่าจะอยากสัมผัส ไม่เสียเวลา...เรามาเริ่มออกเดินทางกันเลยดีกว่า
วันที่ 1

          เช้าวันแรกของการเดินทาง เราออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้า ซึ่งเดี๋ยวนี้การเดินทางไปเที่ยวกาญจนบุรีทำได้โดยสะดวก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวคนไหนที่อยากจะสัมผัสมุมมองการท่องเที่ยวกาญจนบุรีแบบคลาสสิก เห็นจะหนีไม่พ้นการเดินทางด้วยรถไฟ ที่จะทำให้คุณรู้สึกอินไปกับตำนานเรื่องเล่าขานทางรถไฟสายกาญจนบุรี เพราะจุดที่รถไฟแล่นผ่านคือบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแควและบริเวณทางรถไฟสายมรณะ ถือเป็นจุดท่องเที่ยวที่สวยงาม ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมบรรยากาศและวิวสองข้างทางที่จัดว่าสวยมาก ๆ

เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน
ภาพจาก Eo naya / shutterstock.com

          การนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ เดินทางไปกาญจนบุรี จำไว้ว่าไม่ได้ขึ้นที่สถานีหัวลำโพงนะคะ (จะมียกเว้นก็แต่ขบวนพิเศษในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ออกที่หัวลำโพง) ในวันธรรมดา ต้องไปขึ้นที่สถานีรถไฟธนบุรี สถานีรถไฟเก่าแก่ ตั้งอยู่ทางด้านหลังบริเวณโรงพยาบาลศิริราช แห่งบางกอกน้อย โดยเส้นทางขบวนรถไฟกรุงเทพฯ-กาญจนบุรีจะวิ่งผ่านสถานีต่าง ๆ ดังนี้ ตลิ่งชัน-ศาลายา-นครปฐม-หนองปลาดุก ท่าเรือน้อย-กาญจนบุรี-สะพานข้ามแม่น้ำแคว-วังเย็น-บ้านเก่า-ท่ากิเลน-ถ้ำกระแซ-วังโพธิ์-เกาะมหามงคล-น้ำตก สามารถตรวจสอบตารางการเดินรถไฟเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ railway.co.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์และบริการท่องเที่ยว การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 02 220 4261, 02 220 4268

เดินเที่ยวสำรวจตัวเมืองกาญจนบุรี


เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน
ภาพจาก jumoobo / shutterstock.com

เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน
ภาพจาก bunnavit pangsuk / shutterstock.com

          ถ้าเกิดว่าทริปนั้นคุณเองมีเวลาน้อย เราแนะนำให้คุณลองเที่ยวตัวเมืองและรอบเมืองจะดีกว่า มีอยู่หลายที่ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์เชิงท่องเที่ยวของเมืองกาญจน์ที่ทุกคนต้องมา อย่าง "สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก" ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนแสงชูโต (ทางหลวงหมายเลข 323) ก่อนจะเข้าตัวเมืองกาญจนบุรี เป็นที่เที่ยวที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟกาญจนบุรีมากที่สุด ใช้เวลาเดินไม่ถึง 5 นาที แถมยังไม่เสียค่าเข้าชม เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ฝังศพเชลยศึกช่วงระหว่างสร้างทางรถไฟสายมรณะ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.30-16.00 น. โทร. 034 511 200, 034 512 500

          และใกล้ ๆ กับสุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรักมี "พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย-พม่า" จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางรถไฟสายไทย-พม่า เริ่มตั้งแต่การเข้ามาของญี่ปุ่น การออกแบบและการสร้างทางรถไฟ สภาพภูมิศาสตร์ของทางรถไฟ สภาพชีวิตในค่ายเชลยศึก การทิ้งระเบิดและการทำลายทางรถไฟ และเหตุการณ์หลังจากสงครามยุติ

ถึงเวลานอนพักเอาแรง

          จากเที่ยวรอบตัวเมืองเหน็ดเหนื่อยมาแล้วเกือบเต็มวัน คืนนี้เราแนะนำให้คุณนอนพักกันที่ "ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์" มีลักษณะเป็นที่พักแพบนแม่น้ำแควน้อย ซึ่งอยู่ถัดจากสถานที่ท่องเที่ยวที่เรามาเที่ยวก่อนหน้าไม่ไกล เลยมาตามเส้นทางน้ำตกไทรโยคน้อย แล้วเลี้ยวขวาเพื่อเข้าไปยังท่าเรือรีโซเทล แล้วนั่งเรือหางยาวเข้าที่พัก

เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน

เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน

          ที่พักที่นี่เขามีดีในเรื่องการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและใช้วัสดุธรรมชาติในการก่อสร้าง ตัวแพ หลังคา โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของ กระถางต้นไม้ ก็ใช้วัสดุจากธรรมชาติทั้งหมด ภายใต้คอนเซ็ปต์ Back to nature อ๊ะ ๆ ขอเตือนไว้นิดหนึ่งว่าใครที่ติดโซเชียลอาจต้องร้องครวญคราง เพราะที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ แต่สิ่งที่คุณจะได้กลับมานั่นคือการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม เหมือนได้ชาร์จพลังชีวิตให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน

เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน

เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน
          ใครที่เที่ยวมาทั้งวันแล้วรู้สึกหิว ไม่ต้องห่วงในเรื่องของอาหาร เพราะที่นี่จัดหนักจัดเต็มแบบไม่ยั้ง กับข้าวแต่ละอย่างเรียกว่าอร่อยกำลังพอดี นั่งทานอาหารไป ปล่อยใจให้ไหลไปตามสายน้ำ อะไรมันจะชิลได้กว่านี้อีก หรือใครอยากจะลองดูตัวเลือกที่พักแพกาญจนบุรีแบบอื่น ๆ ก็สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ 10 ที่พักแพกาญจนบุรี ตีตั๋วชมธรรมชาติแบบริงไซด์

วันที่ 2

          ตื่นเช้าขึ้นมาอย่างสดใส ไหน ๆ เข้าวันสุดท้ายของการเที่ยวกาญจนบุรีแล้ว อย่าเพิ่งหมดแรงหรือเพลียกันไปเสียก่อนนะคะ เพราะเรามีที่เที่ยวกาญจนบุรีที่จะทำให้คุณรู้สึกประทับใจก่อนกลับถึงบ้านมาฝากกัน โดยตั้งใจไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวโดยตั้งต้นที่เส้นอำเภอทองผาภูมิ บริเวณตำบลหินดาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "น้ำพุร้อนหินดาด" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรี เป็นที่รู้จักกันดีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน
ภาพจาก Bubbers BB / shutterstock.com

          บริเวณริมบ่อน้ำพุร้อนรายล้อมด้วยธรรมชาติ มีต้นไม้ร่มรื่น หรือหากใครที่ไม่ต้องการแช่น้ำร้อน ก็สามารถเล่นน้ำในลำธารได้ น้ำไม่ลึกมาก หรือผู้ที่ไม่เล่นน้ำ ต้องการพักผ่อนคลายเส้น ที่นี่ก็มีจุดบริการนวดแผนโบราณ ทั้งนวดตัว และนวดฝ่าเท้าด้วยเช่นกัน

เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน

เที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน

          ทั้งเที่ยวในตัวเมือง นอนแพ และแช่น้ำร้อนแล้ว ออกเดินทางจากอำเภอทองผาภูมิแล้ววกกลับมาเที่ยวในอำเภอไทรโยค พลาดไม่ได้กับการแวะชม "น้ำตกไทรโยคน้อย" นั่งชมสายน้ำที่ทิ้งตัวผ่านโขดหินที่ลดหลั่นกันดูสวยงาม มีแอ่งน้ำอยู่เบื้องล่างเอาให้ไว้นักท่องเที่ยวได้ลงแช่น้ำเย็น ๆ เพื่อช่วยคลายความร้อน เหมือนได้เติมความสดชื่นก่อนที่จะเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ

ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ จบทริปเที่ยวกาญจนบุรี 2 วัน 1 คืน ของการนอนแพชิล ๆ อย่างน้อยที่สุด การมาเที่ยวกาญจนบุรีเที่ยวนี้ เราได้พาหัวใจมาสัมพันธ์กับสายน้ำแควน้อยอย่างใกล้ชิด เปรียบเสมือนเป็นการชาร์จแบตฯ ชีวิตให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง กาญจนบุรีจึงเป็นอีกหนึ่งจังหวัดน่าเที่ยว เพราะเดินทางไม่ยาก จะมากี่ครั้งก็ได้เห็นมุมมองท่องเที่ยวใหม่ ๆ อยู่เสมอ และได้รับความประทับใจกลับบ้านไปทุกครั้งอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
เฟซบุ๊ก มุมในฝันฉันไปมาแล้ว, railway.co.th, thai.tourismthailand.org, เฟซบุ๊ก ททท. สำนักงาน กาญจนบุรี



Create Date : 28 มีนาคม 2560
Last Update : 28 มีนาคม 2560 20:42:59 น.
Counter : 650 Pageviews.
4 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  

BlogGang Popular Award#13



หนี่งหน่อง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]



All Blog