"ข้าพเจ้าอ่าน..ราวกับกลัวว่า ความกระหายในการอ่าน จะเหือดหายไปในวินาทีข้างหน้า"
Group Blog
 
All Blogs
 

หากคนที่เราหมายปองสงสัยว่าที่นั่นคือที่ไหน ให้ตอบไปว่า "ที่นี่ที่รัก" ทรงกลด บางยี่ขัน

ที่นี่ที่รัก

คุณเคยอ่านหนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วกี่เล่ม? ที่ถามอย่างนี้ ก็เพราะว่าหนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นมันมีมากมายเสียจนเลือกอ่านไม่ถูกน่ะสิ ทั้งคู่มือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว บันทึกการเดินทาง และอีกสารพัด บางท่านอาจเป็นเจ้าของหนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากกว่าหนึ่งเล่ม แน่นอนว่าเหตุผลที่เราตัดสินใจซื้อหนังสือประเภทนี้มีอยู่ไม่กี่อย่าง

อย่างแรก ชื่นชอบนักเขียนและสไตล์การเล่าเรื่องของนักเขียนท่านนั้น
อย่างที่สอง อยากเที่ยวประเทศญี่ปุ่นแต่ไม่มีตังค์จึงได้แต่อ่านและจิตนาการตามไปก่อน (ข้าพเจ้าเป็นประเภทหลัง)

ที่นี่ที่รัก เป็นหนังสือที่เล่าถึงเมืองฟุกุโอโกะ ประเทศญี่ปุ่น โดย ทรงกลด บางยี่ขัน เขาพาเราไปเห็นแง่มุมอื่นๆ ของประเทศญี่ปุ่น นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่คนมักจะไปกัน อาทิ การพาเดินเล่นย่านริมทะเลชื่อ Marizon ซึ่งเป็นแหล่งที่คู่รักชอบไปเดตกัน แม้ทะเลจะไม่ได้สวยงามเหมือนบ้านเรา แต่ที่นี่ก็ยังเป็นสถานที่เดตยอดนิยมของคู่รักชาวญี่ปุ่นอยู่ดี นั่นเพราะว่าเขาสร้างอาคาร และสิ่งอำนวยคามสะดวกต่างๆ ตามความต้องการของคู่รักนั่นเอง นับเป็นความแปลกใหม่ แทนที่จะสร้างอะไรต่อมิอะไรก่อน แต่ Marizon ทำการตลาดก่อนค่อยสร้าง ไอ เดียสุดบรรเจิดทำให้นึกถึงสำนวนไทยที่ว่า ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ตามใจผู้นอน ขึ้นมาทันทีทันใด

ที่แมริซอนนี้ยังมีอาคารสุดสวยสำหรับจัดพิธีแต่งงานยื่นไปในทะเลด้วย เรียกได้ว่าบรรยากาศโรแมนติก จึงไม่แปลกที่จะมีคู่รักหนุ่มสาว มาใช้สถานที่นี้จัดงานแต่งงานกันป็นประจำ เรียกว่า จีบกันก็ย่านนี้ รักกันก็ย่านนี้ แต่งงานก็ย่านนี้ เรียกสั้นๆ ว่า 'ที่รัก' เป็นที่รักที่สร้างที่รัก


ทรงกลดว่า "รักใครชอบใครลองเอาเรื่องนี้ไปล่าให้เขาหรือเธอฟัง ถ้าคนที่เราหมายปองสงสัยว่า มันคือที่ไหน ลองชวนไปเดินด้วยกันที่แมริซอน แล้วค่อยตอบว่า

"ที่นี่,ที่รัก"

อ่าน "ที่นี่ที่รัก" แล้วเหมือนมีคนมาสะกิดต่อมอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นให้คันตะหงิดๆ  ถึงกับไปเปิดสมุดดูแผนการเดินทางที่เคยวางไว้หากได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น ความฝันอันหอมหวาน แต่ปัจจุบันกระดาษหน้านั้นเหลืองแล้ว...ก็ยังไม่ได้เฉียดไปใกล้ญี่ปุ่น ด้วยเหตุผลสามัญสุดคลาสสิก ไม่มีตังค์  แต่อย่างไรก็ตาม ตั้งใจไว้แล้วว่าถ้ายังไม่ตายก็จะไปเยือนประเทศญี่ปุ่นให้จงได้ ต่อให้เกาะเครื่องบินไปก็ตามที (ถ้าสายการบินอนุญาต)

ส่วนตัวแล้วเคยแต่ได้ยินชื่อของทรงกลด บางยี่ขัน แต่เพิ่งจะเคยอ่านเขียนของเขาเล่มนี้เป็นเล่มแรก ที่ตัดสินใจซื้อหนังสือ ที่นี่ที่รัก เพราะเป็นเรื่องท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากกว่าจะเป็นเพราะนักเขียน แต่พออ่านงานเขาแล้วก็ทำให้รู้จักเขามากขึ้นและอาจมีเล่มอื่นๆ ตามมาในอนาคต ใครที่อยากเที่ยวฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ในราคาแค่ 235 บาท ก็ไปคว้าเอา ที่นี่ที่รัก มาเป็นของตัวเองได้เลย

 

book-ที่นี่ที่รัก

 

ชื่อหนังสือ : ที่นี่ที่รัก
ชื่อผู้แต่ง    : ทรงกลด บางยี่ขัน
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ a book
พิมพ์ล่าสุด : พิมพ์ครั้งที่ 3 เมษายน 2555

Note : สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจหาข้อมูลเกี่ยวกับฟุกุโอกะ ลองดูที่เว็บนี้ เว็บอ่านสบายตา และเนื้อหาไม่ยาวมากในแต่ละ section ตามลิงก์ที่แปะไว้ด้านล่าง

เมืองฮากาตะ ฟุกุโอกะ




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2555 14:55:27 น.
Counter : 1105 Pageviews.  

เป็นอันตกลง ว่าอย่าเพิ่งตายนะ อ่าน A Long Way Down ก่อนโอเคไหม?

 

A Long Way Down : เป็นอันตกลง

ในที่นี้มีใครเคยคิดฆ่าตัวตายบ้างไหม? หวังว่าคงจะไม่มีนะ แต่จะว่าไปการฆ่าตัวตายก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรอก ไม่เชื่อหรือ? หากไม่เชื่อต้องลองอ่าน A Long Way Down : เป็นอันตกลงดู แล้วคุณจะเห็นด้วยว่า การฆ่าตัวตายไม่ใช่เรื่อง น่ากลัวเลยจริงๆ

A Long Way Down : เป็นอันตกลง เป็นนิยายเล่มที่ 3 ของ นิค ฮอร์นบี ต่อจาก High Fidelity และ About a boy ที่ถูกดัดแปลงนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้ว A Long Way Down : เป็นอันตกลง เล่มนี้ยังคงแบบฉบับของ นิค ฮอร์นบี ไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งความยียวนกวนประสาท ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องเศร้า ขมขื่น เป็นตลกร้ายได้อย่างไม่ขัดขืน

A Long Way Down : เป็นอันตกลง เป็นนิยายที่ว่าด้วยเรื่องราวของคน 4 คน  ที่ต่างก็รู้สึกว่าตนประสบความล้มเหลวในชีวิตและไม่เห็นข้อดีของการมีชีวิตอยู่ต่อไป พวกเขาจึงคิดฆ่าตัวตายด้วยวิธีการกระโดดตึกลงมาให้ร่างแหลกเหลวแดดิ้น
และสถานที่ที่พวกเขาคิดใช้ฆ่าตัวตายก็คือตึกสูงแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอนที่คน "นิยม" มาโดดตึกตายมากที่สุด แต่ทว่าพวกเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อคน 4 คนที่ไม่เคยรู้จักกันแต่บังเอิญเลือกที่จะตายในสถานที่ วันและเวลาเดียวกัน เรื่องราววุ่นๆ จึงเกิดขึ้น

เริ่มด้วยเรื่องของ มาร์ติน พิธีกรรายการทอล์คโชว์ชื่อดังของประเทศอังกฤษ ชีวิตของเขาแวดล้อมไปด้วยชื่อเสียง เงินทอง และความสำเร็จ เขามีภรรยาและลูกสาวที่น่ารัก 1 คน พูดได้ว่าชีวิตของมาร์ตินเข้าขั้นน่าอิจฉา และคาดว่าชีวิตของเขาจะน่าอิจฉาเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หากเขาไม่ "ทำพลาด" เมาจนไม่ได้สติแล้วลงเอยด้วยการนอนกับเด็กสาวอายุ 15 ความผิดพลาดครั้งแรกและครั้งเดียวของเขานี้ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา มาร์ตินโดนจับติดคุก ภรรยาขอหย่า โดนถอดออกจากงาน โดนประณามหยามเหยียด กลายเป็นคนไร้ชื่อเสียง เขาอยากตาย และจะฆ่าตัวตายจบชีวิตบัดซบของเขาซะ อ่านถึงตรงนี้คุณอย่าหาว่าเขา "คิดสั้น" เชียวนะ เพราะเขาจะสบถใส่คุณและเถียงคอเป็นเอ็นว่า การฆ่าตัวตาย เป็นวิธีที่ดีที่สุด และผ่านการคิดไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบดีแล้ว

ถัดมาเรื่องของ มัวรีน หญิงวัยกลางคนที่ดูเหมือนแม่บ้านทำความสะอาด (เจเจว่า) ที่ต้องดูแลลูกพิการผู้ซึ่งไม่สามารถรับรู้เหลือช่วยตัวเองได้เลย ชีวิตของเธอมีแต่ลูก ลูก และก็ลูก เธอไม่เคยได้ใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเลย ฟังดูเหมือนจะซึ้งใจในความรักที่แม่มีต่อลูกใช่ไหมล่ะ แต่เปล่าเลยการดูแลลูกเป็นภาระที่หนักอึ้งสำหรับเธอ เธอรู้สึกทั้งเศร้า ขมขื่น และเปลี่ยวเหงา เธออยากจะมีชีวิตเป็นของตัวเองบ้าง เธอก็แค่อยากไปปาร์ตี้บ้านเพื่อนบ้างเท่านั้น (ถ้าจะมีคนเชิญเธอนะ) แต่ก็ไม่เคยได้ทำเลยสักครั้ง เพราะติดแหงกอยู่กับลูกทั้งวัน

จะฆ่าลูกให้ตายดับดิ้นจะได้หมดภาระก็ทำไม่ได้ จะเอาไปฝากสถานรับเลี้ยงเด็กก็ค่าใช้จ่ายสูงอีก เธอไม่มีเงินมากพอขนาดนั้นหรอกนะ ทางออกเพียงทางเดียวที่เธอคิดว่าดีที่สุดก็คือ การฆ่าตัวตาย ดังนั้นเธอจึงวางแผนล่วงหน้าไว้หลายเดือน แสร้งบอกลูกที่ไม่รับรู้อะไรว่า เธอถูกเชิญไปงานปาร์ตี้สิ้นปีนี้ แต่เธอวางแผนจะไปโดดตึกตายต่างหากล่ะ เมื่อวันนั้นมาถึง เธอจึงไปที่ "ตึกคนโดด" เมื่อขึ้นไปถึงบนยอดตึก เธอกลับพบชายคนหนึ่งท่าทางเมาแอ๋นั่งหวุดหวิดอยู่ริมขอบตึก อยู่ก่อนหน้าแล้ว

อีกคนถัดมา เจส เด็กสาวอายุ 18 ที่สบถเป็นอาหารหลัก จิดกัดเป็นอาหารรอง ด้วยความเป็นคนปากหมานและอารมณ์รุนแรง ทำให้เธอเข้ากับใครไม่ค่อยได้ แม้แต่พ่อแม่ของเธอเอง เธอก็แสดงออกด้วยอย่างก้าวร้าว เธอรู้สึกโดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา ชีวิตแต่ละวันช่างน่าเบื่อหน่ายสำหรับเธอ และฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดลงเมื่อแชสแฟนหนุ่มของเธอบอกเลิก  (เป็นใครก็คงอยากเลิก) ด้วยสาเหตุจากพฤติกรรม และอุปนิสัยรุนแรงของเธอนั่นเอง เธอจึงมั่นใจว่าเธอไม่ควรมีชีวิตอยู่ต่อไป วิธีที่ดีที่สุดก็คือทำให้ชีวิตสั้นลงซะ เธอจึงขึ้นไปยังดาดฟ้า "ตึกคนโดด" แต่พอไปถึง กลับพบกับมาร์ติน และมัวรีนอยู่ก่อนหน้าแล้ว

และคนสุดท้าย เจเจ หนุ่มนักดนตรีชาวอเมริกัน ที่มีอาชีพพิเศษเป็นเด็กส่งพิซซ่า เขามีความฝันสูงสุดบนเส้นทางสายดนตรี คือการเป็นวงร็อกที่มีชื่อเสียง แต่ทว่าเขาก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน วงมาแตกเสียก่อน และแฟนสาวที่ทำให้เขาต้องย้ายมาอยู่อังกฤษก็เลิกราไป ความรู้สึกอยากตายเหมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งชีวิตของเขา ในค่ำคืนวันส่งท้ายปีเก่าเขาได้รับมอบหมายให้มาส่งพิซซ่าที่ "ตึกคนโดด" เขาเห็นเป็นโอกาสดีที่ยากจะปฏิเสธ จึงขึ้นไปยังดาดฟ้ายอดตึกแต่เขาก็ต้องพบกับกลุ่มคน 3 คนที่กำลังชุลมุนวุ่นวาย

ทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนทั้ง 4 ได้มาพบกัน จุดเริ่มต้นที่ดูเหมือนจะขมขื่น แสนเศร้า หากทว่ากลับกลายมาเป็นมิตรภาพในเวลาต่อมา พวกเขาใช้เวลาที่อยู่ดัวยกันบนยอดตึก บอกเล่าเรื่องราวที่แต่ละคนประสบพบเจอมาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาอยากฆ่าตัวตาย

นิค ฮอร์นบี ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างอบอุ่น และตลกอย่างเหลือร้าย จะมีหนังสือเล่มไหนที่สบถได้มากมายเท่านี้อีกไหม? อ่านแล้วหยุดไม่อยู่ วางไม่ลง ด้วยความอยากรู้ว่าพวกเขาจะตายกันจริงๆ ไหม? และจะตายด้วยวิธีใด?

การเดินเรื่องที่ผูกตัวละครทั้ง 4 เข้าไว้ด้วยกัน จนก่อให้เกิดความผูกพันและมิตรภาพดีๆ จากคนแปลกหน้าก็กลายมาเป็นเพื่อนต่างวัยในที่สุด ทุกคนต่างกระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหาให้แก่กันและกัน โดยลืมความทุกข์ของตัวเองไปสิ้น
เช่น ตอนที่ทุกคนช่วยกันออกตามแชสแฟนของเจส แม้จะเป็นการช่วยอย่างเสียไม่ได้ในตอนแรก แต่ต่อมากลับกลายเป็นการช่วยเหลืออย่างจริงใจ เห็นอกเห็นใจ เสมือนหนึ่งเป็นเรื่องของตัวเอง

เราคนอ่านก็รู้สึกถึงความอบอุ่น ผูกพัน ไปกับตัวละครทั้ง 4 ด้วย การฆ่าตัวตายของพวกเขาทำให้เรามองเห็นปัญหาในมุมใหม่ๆ มุมมองที่เราไม่ค่อยจะยอมนึกถึงเมื่อประสบทุกข์หรือปัญหา นั่นคือ เรามักจะมองว่าความทุกข์ของเรานั้นยิ่งใหญ่กว่าคนอื่นเสมอ โดยไม่ "อยากจะยอม" คิดว่าคนที่ทุกข์หนักกว่าเรายังมี การอ่าน A Long Way Down : เป็นอันตกลง ช่วยสะท้อนให้เราเห็นถึง ความหมายของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และยังกระตุ้นให้เราเลือกที่จะมองด้านดีในชีวิตของเรามากขึ้น

A Long Way Down : เป็นอันตกลง

ชื่อหนังสือ : เป็นอันตกลง A Long Way Down
ชื่อผู้แต่ง    : นิค ฮอร์นบี
ชื่อผู้แปล    : จักรพันธุ์ ขวัญมงคล
ชื่อผู้เรียบเรียง : วีระวัฒน์ เตชะกิจจาทร
สำนักพิมพ์ : mars space
พิมพ์ล่าสุด : พิมพ์ครั้งที่ 1 มกราคม 2554 

 




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2555 12:16:19 น.
Counter : 1000 Pageviews.  

สิ่งมีชีวิตในโรงแรม Renovate Edition เตรียมกระชากต่อมงึด ยึดต่อมฮา

สิ่งมีชีวิตในโรงแรม

สิ่งมีชีวิตในโรงแรม Renovate Edition เพิ่มตอนใหม่เข้าไปอีก 14 ตอน  กำลังจะวางขาย

สิ่งมีชีวิตในโรงแรม หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องราวสุดป่วน กระชากต่อมฮา ของผู้มีอาชีพพนักงานโรงแรม ที่ชื่อวิชัยและผองเพื่อน รวมถึงแขกสุดเพี้ยนที่มาเข้าพัก ใครที่อ่านแล้วขำจนปวดตับกับ สิ่งมีชีวิตในโรงแรม เวอร์ชั่นเก่ามาแล้ว  เตรียมพบกับ สิ่งมีชีวิตในโรงแรม Renovate Edition ที่จะฉลองพิมพ์ครบครั้งที่ 10 โดยเพิ่มตอนใหม่เข้าไปอีก 14 จากเวอร์ชั่นเดิม 272 หน้า เป็น 448 หน้า ! เตรียมหาซื้อเวอร์ชั่นใหม่กันได้ เร็วๆ นี้

เห็นว่า หนังสือ สิ่งมีชีวิตในโรงแรม Renovate Edition กำลังจะวางขาย วันนี้ก็เลยอยากมาเล่าถึง สิ่งมีชีวิตในโรงแรม ให้ฟังกันอีกครั้ง สำหรับใครที่เคยอ่านมาแล้ว หรือคนที่ยังไม่เคยอ่านเลย ลองอ่านตอนต่อไปนี้ดู

"Is there anyone following me?" (มีคนตามชั้นมาใช่มั้ย?)

อืม...ก็กูนี่ไงที่เดินตามมึงอยู่ อยู่กันแค่สองคนยังจะหลอนกันอีก

ว่าแล้วเธอก็จกมือถือออกมาคุย
"Yes mom, I'm coming home." (ค่ะแม่ หนูกำลังจะกลับบ้านแล้ว)


คือจะแปลกใจมากเลยถ้ามือถือมันใช้ได้ เพราะในป่าพงแบบนี้ต่อให้มือถือ 8G ก็ไม่มีคลื่นครับ และที่สำคัญเหนือสิ่งใดผมแอบเห็นว่า มือถือมันไม่ได้เปิดเครื่อง!
เอาซี่...จะมีอะไรที่แปลกใจมากกว่านี้มั้ย

และแล้วพฤติกรรมนังจูก็สลับเป็นลูปนรก คือ คุยกับคุณแม่ผ่านมือถือ หันซ้ายหันขวา หันมาทำท่าตกใจ แล้วถามผมว่า มีคนตามมาใช่มั้ย แล้วหันมาคุยกับแม่ของเธอต่อ...

ยังจำกันได้ใช่ไหม?.....

นี่เป็นพฤติกรรมแปลกๆ ตัวอย่างหนึ่งของแขกที่เข้ามาพักในโรงแรมที่ "วิชัย" ทำงานอยู่ วิชัย เป็นใคร? สำหรับคนที่รู้จักวิชัยแล้วอนุญาตให้อ่านข้ามไปได้ แต่คนที่ยังไม่รู้จักว่า วิชัย เป็นใคร? มา...จะเล่าให้ฟัง

วิชัย เป็นชายหนุ่มที่เรียนจบทางด้านการโรงแรม และมีประสบการณ์การทำงานในโรงแรมระดับห้าดาวมาแล้วหลายแห่ง วิขัยได้นำประสบการณ์ประหลาดๆ ฮาๆ ที่เกิดขึ้นจริงมาถ่ายทอดครั้งแรกผ่านบล็อกชื่อดัง exteen.com ซึ่งเป็นบล็อกที่นักเขียนนักวาดมารวมตัวกันเยอะที่สุดแห่งหนึ่ง บล็อกของเขา ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และได้ขึ้นเป็นเอ็นทรี่แนะนำ (Hot Posts)

ด้วยสำนวนการเขียนที่อ่านสนุก ภาษาจัดจ้าน อ่านแล้วแซบ ฮาเป็นฮา ด่าเป็นด่า สาระก็มีแอบสอดไส้อยู่ทั่วไป นักท่องเน็ตจึงติดบล็อกของวิชัยกันงอมแงม

เมื่อ วงทนงค์ ชัยณรงค์สิงห์ แห่งค่าย a book ริเริ่มโปรเจกต์พิเศษ "a blog" โดยให้ทีมงานตามหาข้อเขียน บทความ หรือเรื่องราวดีๆ ที่อยู่ตามเว็บบล็อกมากมายบนโลกไซเบอร์ ที่น่าจะมีศักยภาพในการแปลงร่างเป็น พ็อกเก็ตบุ๊ก เพื่อมาตีพิมพ์ และบล็อกของวิชัยเป็นหนึ่งผู้ที่ถูกเลือก และถูกตีพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กชื่อ "สิ่งมีชีวิตในแรงแรม" โดยวางเหยื่อล่อไว้ใต้ชื่อหนังสือบนหน้าปกว่า


"ถ้าคุณเคยคิดว่าชีวิตในโรงแรมห้าดาว จะถูกแวดล้อมไปด้วยความหรูหรามหาวิจิตร - คิดใหม่!" ซึ่งก็ทำให้เราสนใจใคร่รู้ต่อไปว่า "เออ...แล้วในโรงแรมห้าดาวมันมีอะไร?"

สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ไม่ค่อยจะได้สัมผัสกับบรรยากาศโรงแรมห้าดาวสักเท่าไหร่ก็คงนึกภาพโรงแรมห้าดาวออกแต่เพียงว่า  มีความหรูหรา มีบริการเยี่ยมๆ มีความสะดวกสบายเป็นเลิศ นั่นก็ถูก แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง วิชัยในฐานะผู้คลุกคลีอยู่ในโรงแรมห้าดาวทุกวันจะมาบอกเล่าเรื่องที่เราคาดไม่ถึง เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตประหลาดๆ ซึ่งก็คือ มนุษย์สุดเพี้ยน นั่นเอง

มนุษย์สุดเพี้ยน-โรงแรมห้าดาว ดูจะขัดแย้งกันในที แต่มันมีอยู่จริง ตัวอย่างแขกสุดเพี้ยน "คุณนายโรส" อันลือลั่นนั่นปะไร คุณนายโรสเธอเป็นแขกชาวอเมริกัน ร่างเล็ก สูงประมาณ 150-160 มัดจุกตลอดเวลา เดินไปมาเหมือนลอยได้ ประหนึ่งยืนอยู่บนดอลลี่แล้วมีคนลากให้ วิชัยเปรียบเธอเป็นอาวุธวิสัยไกล มีอำนาจทำลายหนึ่งหมู่บ้านได้สบายๆ

ลำพังผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวนี้สามารถทำคนค่อนโรงแรมระส่ำระสายได้ ดิวตี้แมเนเจอร์ทั้งหลายส่ายหัวไม่อยากเจอ เธอมีวิธีการแสดงออกที่ไม่เหมือนชาวบ้าน คือ เธอจะร้องไห้เวลาปลาบปลื้ม น้ำตาจะชุ่ม ถ้าอะไรไม่ถูกใจเธอก็จะร้องไห้อีก ร้องไห้ในที่นี้คืออาการเดียวกับพ่อเลี้ยง พ่อตา พี่รหัส น้องเขย ลูกหนี้ โดนรถพ่วงบดตัวขาดตกลงไปในบ่อ โดนปลาสวายแดกซากเกลี้ยง ทุกคนถูกห้ามใช้โทรศัพท์ต่อหน้าเธอ เพราะเธอบอกว่าคลื่นโทรศัพท์สามารถทำลายซีรีบรัมสมองซากอ้อยบ้าบอคอตุ้ยอะไรสักอย่าง(จากหนังสือ)

ยัง ความมสติแตก ของคุณนายโรสยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ต่อไปนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ยกมาจากหนังสือ "สิ่งมีชีวิตในโรงแรม"

"ครั้งหนึ่งเธอมาพักกับสามี และสามีเธอออกไปธุระข้างนอก ปล่อยให้เธออาละวาดทำลายล้างอยู่ที่โรงแรม โจทย์วันนี้ก็คือ  เธอเบื่อ อยากไปเดินสวนสาธารณะ เธอบอกว่าอยากไปวังสวนผักกาด ตอนนั้นมัน15.45 แล้วและวังปิดสี่โมงเย็น ต่อให้ดำดินไปก็ไม่ทัน


โรส : เธอช่วยโทรไปบอกวังเค้าทีซิ ว่าเปิดรอชั้นก่อน ชั้นกำลังจะออกไป
โอ้วซ์ ช่างกล้า...
แล้วเธอก็ร้องห่มร้องไห้ เมื่อเพื่อนผมพยายามบอกว่า ไม่ได้หรอก วังที่ไหนก็ต้องปิดตามเวลา จะบ้ารึไง ทำไม่ได้ครับ ก็ต้องวางหมากแก้เกมกันข้างล่าง ปล่อยให้เธอร้องไห้ญาติเสียอยู่ข้างบนไปก่อน...."

ความฮาจน "ปวดตับปวดไต" อย่างนี้ยังมีอีกตลอดทั้งเล่ม ใครทำกำลังเครียดๆ ในชิวิต ลองหา "สิ่งมีชีวิตในโรงแรม" มาอ่าน ชีวิตคุณจะมีความสุขขึ้นในทันใด หนังสือ "สิ่งมีชีวิตในโรงแรม" ของวิชัยเล่มนี้จะเป็นเหมือนกาวที่ทำให้คุณเสพติด ต้องซื้อต้องหาหนังเล่มอื่นๆ ของเขามาเสพเรื่อยๆ เหมือนพวกเราที่อ่านมาแล้วตั้งตาคอย สิ่งมีชีวิตในโรงแรม Renovate Edition มาเสพต่อไป

....แล้วความคิดเกี่ยวกับโรงแรมห้าดาวของคุณจะเปลี่ยนไป

ด้วยใจสุดสนุก

สิ่งมีชีวิตในโรงแรม

ชื่อหนังสือ : สิ่งมีชีวิตในโรงแรม  Renovate Edition
ชื่อผู้แต่ง    : วิชัย
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ a book
พิมพ์ล่าสุด : พิมพ์ครั้งที่ 10 แก้ไขและเพิ่มเติม

 

อยากหาเรื่องขำๆ ใส่ตัว เชิญที่บล็อกของวิชัยที่ http://doggiestyle.exteen.com/
Facebook Fan Page : http://www.facebook.com/vichaibooks




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2555    
Last Update : 30 มิถุนายน 2555 12:17:14 น.
Counter : 1641 Pageviews.  

ถ้าหากว่าวันนี้แอนน์ แฟรงค์ ยังมีชีวิตอยู่ : บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์ The Diary of a Young Girl

แนวคิดเรื่อง "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว" หรือภาษาอังกฤษว่า Holocaust อันหมายถึง "การตายของคนกลุ่มใหญ่อย่างรุนแรง"   ของท่านผู้นำหนวดจิ๋ม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เรียกได้ว่าสุดโต่ง บ้าคลั่ง เข้าขั้นเสียสติ เขามีความเชื่อว่าบุคคลที่ไม่ใช่สายเลือดอารยันบริสุทธ์ไม่ควรมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไป และเพื่อสนับสนุนแนวคิดท่านผู้นำ

ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ เป็นผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส ผู้บัญชาการทหาร และสมาชิกระดับสูงของพรรคนาซี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบโดยตรงที่สุดสำหรับกาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จึงหาสารพัดวิธีมาทำลายมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นให้สิ้นซาก โดยใช่วิธีทัณฑ์ทรมานต่างๆ นานา ทั้งการจับเอามาทำเป็นหนูทดลอง การปล่อยให้อดตาย การรมแก๊สพิษ และอื่นๆ อีกสารพัดวิธี ผลก็คือทำให้มีชาวยิวและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ถูกสังหารเป็นจำนวนกว่า 5 ล้านคน ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

แอนน์ แฟรงค์ คือเด็กหญิงชาวยิวผู้หนึ่งที่ต้องจบชีวิตลงในครั้งนั้น แม้ว่าเธอจะไม่ได้ถูกยิง หรือถูกส่งเข้าห้องรมแก๊สพิษก็ตามที แต่ความทรมานที่เธอได้รับก็คงไม่ต่างชาวยิวผู้เคราะห์ร้ายคนอื่นๆ เธอเสียชีวิตด้วยโรคไข้รากสาด ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายของค่ายกักกัน 

สิ่งเดียวที่เธอได้ทิ้งไว้และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในด้านการเขียนของเธอก็คือสมุดบันทึกประจำวันเล่มหนึ่งที่เธอได้รับเป็นของขวัญวันเกิดในปีที่ 13 ซึ่งต่อมาสมุดบันทึกเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่มีผู้อ่านมากที่สุดในโลกในชื่อ "บันทึกลับของแอนนน์ แฟรงค์" The Diary of a young girl

สมุดบันทึกของแอนน์ แฟรงค์

สมุดบันทึกของแอนน์ แฟรงค์

แอนน์ แฟรงค์ หรือ อันเน่อ ฟรังค์ หรือชื่อเต็มว่า อันเน่อลีเซอ ฟรังค์ (Anneliese Fank)เกิดที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนีในปีค.ศ.1929 พ่อของเธอ อ๊อตโต แฟรงค์ เป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย ส่วนแม่ของเธอ อิดิธ แฟรงค์ ก็มาจากตระกูลที่ร่ำรวยเช่นกัน เธอจึงมีความเป็นอยู่อย่างคุณหนูทีเดียว แอนน์มีพี่สาวหนึ่งคนชื่อ มาก็อธ แฟรงค์ ซึ่งมีบุคลิกนิสัยใจคอต่างกับเธอโดยสิ้นเชิง โดย มาก็อธเป็นคนติ๋มๆ ใฝ่เรียนรู้ ส่วน แอนน์ แฟรงค์ มีอุปนิสัยร่าเริง  เปิดเผย จริงใจ

ในปีค.ศ.1933 เมื่อพรรคนาซีได้รับชับชนะในการเลือกตั้งและฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจอย่างเต็มตัว อ๊อตโต แฟรงค์ พ่อของแอนน์คาดการณ์ว่าอนาคตเยอรมนีจะต้องนองเลือด จึงเตรียมอพยพออกจากเยอรมนีไปตั้งรกรากที่เนเธอร์แลนด์ โดยให้ภรรยาและมาก็อธไปพักกับมารดาของเธอที่เมืองอาเค่น ส่วนเขาก็หนีบแอนน์ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 3 ขวบไปเนเธอร์แลนด์ จนได้ที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงรับครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน

ต่อมาเมื่อกองทัพนาซีเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ และได้ออกกฎควบคุมชาวยิวอย่างเข้มขวด อาทิ  ต้องติดรูปดาวไว้บนอกเสื้อ เพื่อให้รู้ว่าเป็นคนยิวนะ ห้ามชาวยิวเข้าร้านรวงต่างๆ ที่ทางการไม่อนุญาต (ห้ามมันเกือบทุกร้าน) ห้ามชาวยิวเข้าโรงภาพยนตร์ และอาหารที่ได้รับแบ่งสรรปันส่วนอย่างจำกัด เรียกได้ว่ากระดิกกระเดี้ยแทบไม่ได้

แล้วสถานการณ์ก็มาตึงเครียดสุดๆ เมื่อ มาก็อธ แฟรงค์พี่สาวของแอนน์ ถูก "หมายเรียกตัว" หมายเรียกในที่นี้ไม่เหมือน หมายเรียกเกณฑ์ทหารนะท่าน คือเรียกแล้วไปลับ ไม่ได้กลับจากค่าย ทีนี้จะอยู่ทำไมล่ะครับทั่น เผ่นสิ ดังนั้นแอนน์และครอบครัวของเธอกับผู้อื่นอีก 4 คน จึงต้องหลบไปซ่อนตัว ในที่ซ่อนลับบนห้องหลังคา สำนักงานของนายอ็อตโต แฟรงค์ผู้พ่อ

อาคารสำนักงานที่ซ่อนลับ

อาคารสำนักงานที่ซ่อนลับ

ห้องลับบนหลังคานี้ไม่ธรรมดา ปกปิดร่องรอยได้มิดชิดนัก ใครเลยจะรู้ว่าเบื้องหลังประตูบานเก่าที่ชั้นสามจะเป็นประตูไปสู่ "ที่ซ่อนลับ" ภายในยังแบ่งเป็นห้องหับต่างๆ อย่างสลับซับซ้อน ทั้งห้องนอน ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องครัวเล็กๆ ที่ดัดแปลงจากห้องทดลอง ห้องน้ำ และห้องส้วม เรียกว่าครบ ไม่สุขสบายแต่ก็ไม่ลำบาก

หากทว่าให้อยู่เล่นๆ สักอาทิตย์ สองอาทิตย์ ก็พอว่า แต่แอนน์และคนอื่นๆ ต้องหลบอยู่ในที่ซ่อนลับถึง 2 ปี ! คิดดูเเถอะท่านว่า 2 ปีที่ไม่ได้ออกไปสู่โลกภายนอก แม้แต่ก้าวเดียวจะเป็นเช่นไร ติดคุกยังดีเสียกว่า เพราะติดคุกยังมีอิสระเสรีในบางคราวเท่าที่ผู้คุมจะอนุญาต แต่นี่ต้องเก็บตัวอยู่ในแต่ที่ซ่อนลับตลอดเวลา สภาพจิตคงย่ำแย่ถึงขีดสุด แต่เธอก็พยายามมองว่ายังโชคดีที่ไม่ต้องถูกจับไปค่ายกักกัน ซึ่งนั่นหมายถึงความตาย

ห้องนอนของ แอนน์ แฟรงค์ ในที่ซ่อนลับ

ห้องนอนของ แอนน์ แฟรงค์ ในที่ซ่อนลับ

ความประทับใจที่มีต่อหนังสือ "บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์" คือความผูกพันที่มีต่อชีวิตของเธอ มันเป็นความผูกพันที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การที่เธอเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในที่ซ่อนลับ รวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น ทำให้เรารู้สึกเสมือนหนึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมด้วย ทั้งคอยลุ้น คอยเอาใจช่วย และคอยรับฟังเธอบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เมื่อบันทึกเดินทางมาใกล้สิ้นสุด เราก็รู้สึกใจหายวาบ เพราะรู้ว่าอีกไม่นานแอนน์จะตาย

แอนน์ แฟรงค์ เริ่มเขียนบันทึกครั้งแรกลงวันที่ 12 มิถุนายน 1942 และเขียนบันทึกครั้งสุดท้ายลงวันที่ 1 สิงหาคม 1944 อีก 3 วันถัดมา คือในวันที่ 4 สิงหาคม 1944 แอนน์แฟรงค์และคณะรวม 8 คน ถูกหักหลังและถูกตำรวจลับเข้าจับกุม เธอถูกส่งไปยังค่ายเวสเตอร์บอร์ก วันที่ 3 กันยายน 1944 พวกเขาถูกย้ายไปค่ายเอาชวิตซ์ในโปแลนด์ ที่สุดแอนน์ แฟรงค์ เสียชีวิตด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ในค่ายกักกันแบร์เกิน-เบลเซิ่น

อ็อทโต แฟรงค์ เป็นคนเดียวในบรรดาพวกที่ซ่อนลับที่รอดชีวิตหลังจากสิ้นสุด ผู้ให้ความช่วยเหลือเมื่อครั้งอยู่ในที่ซ่อนลับ เก็บสมุดบันทึกของแอนน์ได้จากพื้นห้องในที่เกลื่อนกลาดกระจุยกระจาย และส่งมอบให้อ๊อตโต แฟรงค์ พ่อของแอนน์ เขาตัดสินใจนำสมุดบันทึกดังกล่าวออกตีพิมพ์ เพื่อให้สมกับปณิธานของแอนน์ที่ต้องการเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง ถ้าแม้นว่าเธอยังอยู่....วันนี้ เธอคงได้ชื่นชมกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเธอสมดั่งใจ

หลุมศพของ แอนน์ แฟรงค์ และ มาก็อธ แฟรงค์

หลุมศพของ แอนน์ แฟรงค์ และ มาก็อธ แฟรงค์

Note : เกร็ดเกี่ยวกับค่ายกักกันของนาซี หรือเกร็ดเกี่ยวกับสงคราม ยังมีที่น่าสนใจอีกมาก รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่แอนน์ แฟรงค์ เสียชีวิตแล้ว
ก็มีคนพูดถึงอีกจำนวนไม่น้อย ท่านที่สนใจสามารถ Search หาอ่านเพิ่มเติมได้

บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟรงค์ The Diary of a Yonng Girl

ชื่อหนังสือ : บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟรงค์ The Diary of a Young Girl
ชื่อผู้แต่ง   : Anne Frank
ชื่อผู้แปล   : สังวรณ์ ไกรฤกษ์
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
พิมพ์ล่าสุด : พิมพ์ครั้งที่ 3 แก้ไขและเพิ่มเติม สิงหาคม 2553




 

Create Date : 29 มิถุนายน 2555    
Last Update : 29 มิถุนายน 2555 22:09:04 น.
Counter : 5051 Pageviews.  

ใครคือ HARUKI MURAKAMI : แกะรอย แกะดาว (A Wild Sheep Chase) ?

แกะรอย แกะดาว

"ใครอ่ะ HARUKI MURAKAMI ?" เป็นคำถามที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นหนังสือ แกะรอย แกะดาว (A Wild Sheep Chase) เป็นครั้งแรก จำได้ว่าซื้อมาแบบงงๆ อ่านช่วงแรก ก็ยังงงๆ ไม่หาย เพราะดำเนินเรื่องสลับไปมา เล่นเอาตามไม่ทัน อีกทั้งวลีก็แปลกแปล่งกว่าหนังสือเท่าที่เคยอ่านมา


วลีที่ว่า เช่น สามัญดาษดื่น ที่นี่หนาวอิบหาย ไปกินขี้เหอะ! เป็นต้น และมีอีกหลายประโยคในระหว่างการสนทนา ที่อ่านแล้วรู้สึกว่า กวนดีแท้  และอีกประเด็นที่รู้สึกได้ ไม่รู้คุณคิดเหมือนกันไหม? ที่ว่า อ่านงานของ HARUKI MURAKAMI  แล้วเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหนังของ "หว่องกาไว" ไม่ผิดเพี้ยน บรรยากาศแบบมืดๆ ทึมๆ ควันบุหรี่คลุ้งๆ อาร์ตๆ เข้าใจยากๆ ทำนองนี้ อ่านไปแล้วครึ่งเล่มยังไม่รู้เลยว่ามันเกี่ยวกับอะไร แต่เขาว่าไว้ว่างานเขียนดีๆ ต้องเป็นประเภทที่ทำให้เราซึมซับโดยไม่รู้ตัว และงานของ HARUKI MURAKAMI เป็นเช่นนี้จริงๆ


แกะรอย แกะดาว  เป็นเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่สุดแสนจะ "สามัญ" เขามีชีวิตสามัญ มีอาชีพสามัญ คือ เป็นนักเขียน เขาเปิดบริษัทร่วมกับหุ้นส่วน รับเขียนคำโฆษณา และแปลงานจากเอกสารต่างๆ กิจการดำเป็นไปด้วยดี แต่ชีวิตส่วนตัวกลับอย่าร้างกับภรรยาย ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างจืดชืดสามัญ ดื่มเบียร์  กาแฟ สูบบุรี่ ทำอาหาร เลี้ยงแมว ฟังดนตรีในบาร์


วันหนึ่งเขาได้รับว่าจ้างให้เขียนคำโฆษณาเกี่ยวกับใบหู! เมื่อเขาได้เห็นรูปถ่ายใบหู เขาถึงกับเกิดหลงใหลใบหูนั้น และสืบหาเจ้าของใบหูมหัศจรรย์
จนในทั่สุดเขาก็ได้มารู้จักกับสาวใบหูมหัศจรรย์คนนั้น นี่เป็นความพึลึกตอนแรกเท่านั้น


ความพิลึกช่วงที่สองก็คือ การที่มีผู้มีอิทธิพลลึกลับ มาว่าจ้างให้เขาตามหาแกะแบบเดียวกับในรูปถ่าย แกะที่มีดาวอยู่บนลำตัว


และท้ายสุด เป็นความพิลึกของแก่นเรื่อง ก็คือหารตามหาเจ้าแกะดาวนี่แหละ ส่วนจะพิลึกอย่างไร สุดท้ายเขาจะพบแกะดาวหรือไม่?  ต้องหามาอ่านเอาเองนะท่าน


ปรากฏณ์การที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ก็คือ เกิดการซึมซับเอาวลี และประโยคแปลกแปล่งเอาไว้อย่างไม่รู้ตัวและค่อยๆ กลายมาเป็นความชอบในที่สุด  ถึงกับต้องกลับไปอ่านหน้าปกว่าผู้ใดเป็นคนแปล และนั่นก็ทำให้รู้จักคุณ "นพดล เวชสวัสดิ์" เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกับการรู้จัก HARUKI MURAKAMI  นับว่าการที่จะอ่านหนังสือให้ได้อรรถรสครบถ้วนตามแบบนักเขียนเจ้าของเรื่อง ผู้แปลมีส่วนสำคัญมากทีเดียว

หากงานเขียนของ HARUKI MURAKAMI เป็นงานเขียนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ และอรรถรสแล้วล่ะก็ ผู้แปล คุณนพดล ก็ยิ่งช่วยถมความมีเสน่ห์และอรรถรสให้เต็มเป็นเท่าทวีคูณ (จะสัมผัสได้จากงานเขียนของ HARUKI MURAKAMI เล่มอื่นๆ ที่คุณนพดลไม่ได้แปล ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังโอกาสหน้า)

หนังสือ แกะรอย แกะดาว เล่มที่อ่านเป็นของสำนักพิมพ์กำมะหยี่ ซึ่งเป็นการพิมพ์ครั้งสอง ออกวางขายเมื่อเดือนธันวาคม 2554 ส่วนการพิมพ์ครั้งแรกออกเมื่อมกราคม 2546 โดยสำนักพิมพ์แม่ไก่ขยัน แกะรอย แกะดาว เล่มนี้เป็นเล่มปัจฉิมบทแห่ง "ไตรภาพแห่งมุกสิก" (Trilogy of the Rat) เล่มแรกของหนังสือชุดนี้ชื่อว่า สดับลมขับขาน และเล่มที่สองคือ พินบอล 1973 โดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่เช่นเดียวกัน และจะนำมาเล่าในโอกาสต่อ

 แกะรอย แกะดาว  จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้จักกับ  HARUKI MURAKAMI หลังจากนั้นก็มีหนังสือของ HARUKI MURAKAMI ตามมาอีกหลายเล่ม ความชอบที่มีต่อเขาไม่ได้เป็นความชอบแบบคลั่งไคล้ แต่เป็นความชอบแบบค่อยๆ ซึมซับ แม้ว่าจะมีอีกหลายคนที่หมั่นไส้เขาก็ตามที หากพูดอย่างเป็นกลางก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นนักเขียนทีมีแนวคิดแปลกล้ำ ไม่ซ้ำใครจริงๆ

แกะรอย แกะดาว

ชื่อหนังสือ : แกะรอย แกะดาว
ชื่อผู้แต่ง   : HARUKI MURAKAMI
ชื่อผู้แปล   : นพดล เวชสวัสดิ์
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์กำมะหยี่
พิมพ์ล่าสุด : พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2554

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากติดตามหนังสือใหม่ๆ หรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหนังสือ เชิญตามไป Like ที่ Facebook Fan Page กันได้ หรือจะ Follow กันใน Twitter ก็ได้นะทุกท่าน เพิ่งจะสร้าง Account ทั้งสองอย่าง อยากให้ทุกคนมาเป็นเพื่อนกัน

My Facebook Fan Page Facebook : The Readers Online Cafe'

@ReadersCafe_ https://twitter.com/ReadersCafe_




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2555    
Last Update : 29 มิถุนายน 2555 11:02:46 น.
Counter : 1347 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

แกงสับปะรดของแม่
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการอ่าน แนะนำหนังสือที่ชอบ หรือจะฝากข้อคิดดีๆ จากหนังสือก็ทำได้ "ใครใคร่อ่าน...อ่าน" ใครใคร่วิจารณ์...ก็เชิญตามอัธยาศัย
Friends' blogs
[Add แกงสับปะรดของแม่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.