+~* สวัสดี...ความรัก *~+
Group Blog
 
All Blogs
 

:+ เศรษฐีฟางเส้นเดียว+: 2



เมื่อทาโร่เห็นดังนั้น...จึงเดินเข้าไปบอกกับข้าทาสทั้งสองของซามูไรว่า " ท่านจะฆ่ามันรึน่าสงสารออก เอาอย่างนี้แล้วกัน ในเมื่อท่านซามูไรก็ไม่อยู่และไม่เห็นอะไรด้วย เราจะจัดการกับม้าตัวนี้เอง เอ้า...ผ้านี่หนึ่งม้วน เราให้ รับไปเถอะท่าน คิดเสียว่าเป็นการแลกเปลี่ยนแล้วกัน เราให้... แล้วเราจะเป็นคนจัดการกับม้าตัวนี้เอง " สองข้าทาสนั้นจึงรับม้วนผ้าที่ทาโร่ออกปากให้ด้วยความดีใจ และจากไปทันที...ครั้นแล้วทาโร่จึงเข้าไปยืนพินิจพิจารณาดูม้าตัวนั้นอยู่พักหนึ่ง และเขาก็เห็นว่ามันยังหายใจอยู่ไม่ได้ตายไป อย่างที่คนอื่นๆ คิด

ทาโร่จึงเดินไปตักน้ำมาให้มันกิน และเนื่องจากม้าตัวนั้นมันคงจะกระหายน้ำและหิว...มันจึงพยศเอาอย่างนั้น เมื่อได้กินน้ำที่ทาโร่ไปตักมาให้ดื่มกินเข้าไปแล้ว มันจึงเริ่มแข็งแรงขึ้นและฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง " โอ้...นึกว่าเจ้าจะตายไปเสียแล้วนะเนี่ย เจ้าม้าเอ๋ย รอดตายแล้วละ มา...ไปกับข้า " และเป็นเช่นนี้นี่เองทาโร่จึงได้ม้ามาเป็นเจ้าของอย่างโชคดีที่สุด...แถมผ้าไหมที่มีอยู่ทั้งหมกสามม้วนนั้น ก็ยังคงมีเหลืออยู่อีกตั้งสองม้วนซะด้วย อย่างนี้แล้วจะไม่ให้เขาคิดว่ามันเป็นความโชคดีอย่างที่สุดได้อย่างไร...ทาโร่คิด และ เดินจูงม้าออกเดินทางของเขาต่อไปอีก...

" พรของเจ้าแม่กวนอิม...ช่างน่าอัศจรรย์เสียจริงๆ ฮ่าๆๆๆ จากฟางเส้นเล็กๆ แค่เส้นเดียว...กลับกลายมาเป็นม้ากับผ้าไหมที่มีค่าราคาแพงได้...เหลือเชื่อ...เหลือเชื่อซะจริงๆ " ทาโร่เดินคิดและนึกขอบคุณเจ้าแม่กวนอิมอยู่ในใจมาตลอดทาง เมื่อเวลากลางคืนมาถึง...ทาโร่ก็ได้เดินทางไปถึงยังบ้านของชาวนาหลังหนึ่ง ก่อนจะเข้าไปขอร้องกับเจ้าของบ้านหลังนั้นว่า " ข้ามีผ้าไหมอยู่สองม้วน...จะขอแลกเป็นอาหารให้กับม้ากินแก้หิวสักนิดได้ไหมท่าน "

ชาวนาเจ้าของบ้าน...เมื่อเห็นผ้าไหมที่มีค่าราคาแพงอย่างนั้นเข้าก็ดีใจอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะแบ่งหญ้ามาให้ม้ากินเป็นอาหารแล้ว...ก็ยังเลี้ยงอาหารรสเลิศแก่ทาโร่อีก พร้อมทั้งบอกให้เขาค้างคืนเสียที่นั่นอีกด้วย เพราะเวลานั้นก็มืดค่ำแล้ว เมื่อเป็นดังนั้น...ทาโร่ผู้โชคดีจึงได้ค้างคืนที่บ้านของชาวนาผู้มีน้ำใจ จนรุ่งเช้าเมื่อเขากล่าวคำขอบคุณชาวนาทั้งสองเรียบร้อยแล้วก็ได้กระโดดขึ้นหลังม้าแล้วออกเดินทางต่อไป...

เมื่อเดินทางต่อมาได้อีกหน่อย เขาก็แลเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่เข้าหลังหนึ่ง ที่ตรงหน้าคฤหาสน์นั้น...เหล่าข้าทาสบริพารกำลังทำการขนย้ายข้าวของกันเป็นการใหญ่ ทุกคนช่วยกันแบกและขนข้าวของกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด " ท่าทางคงจะแย่นะเนี่ย...นี่ถ้าได้ม้าสักตัวคอยช่วยขนของที่หนักๆ ให้ก็น่าจะดี จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระได้อย่างมากเลยทีเดียว " ทาโร่จึงขี่ม้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วร้อง ถามผู้คนเหล่านั้นว่า...ต้องการจะใช้ม้าหรือเปล่า

สักครู่หนึ่ง...เจ้าของคฤหาสน์ก็เดินออกมาจากทางด้านใน เมื่อชายคนนั้นเห็นม้าของทาโร่เข้าก็พูดว่า " ม้าของท่านนี่เป็นม้าที่มีลักษณะท่าทางที่สง่างามมากเลยทีเดียว...จะขายให้กับเราได้ไหมล่ะท่าน เราจะได้ใช้ขี่ไปในตอนเดินทาง แต่ตอนนี้เราไม่มีเงินหรอก...เอาอย่างนี้แล้วกันเอามาแลกกับที่นาของเราได้ไหมล่ะท่าน ? " ทาโร่เมื่อได้ฟังดังนั้นจึงได้ตอบกลับไปอย่างดีใจว่า " เงินนั้นถ้าจะใช้เดี๋ยว เดียวก็หมด แต่ว่าถ้าเป็นที่นาแล้วละก็...ขยันขันแข็งเข้าสักหน่อยได้ปลูกข้าวและพืชพันธุ์ธัญญาหาญได้มีใช้มีกินไปตลอดเลยทีเดียว ถ้าท่านจะกรุณาแลกด้วยสิ่งนั้น เราก็ตกลงใจและยินดีที่จะแลกเปลี่ยน "

เมื่อได้ฟังท่าโร่ว่าดังนั้น...เจ้าของคฤหาสน์ก็ให้นึกชมเชยในความคิดของทาโร่เป็นอย่างมาก " ท่านช่างเป็นคนหนุ่มที่มีความคิดที่หลักแหลมรอบคอบน่านับถือเหลือเกิน แล้วยังมีอีกอย่าง...ที่เราอยากจะไหว้วานท่านเสียเลย อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะพ่อหนุ่ม เราอยากจะขอให้ท่านดูแลคฤหาสน์ให้กับเรา ระหว่างที่เราไม่อยู่นี้ด้วย คือเราจะต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างเมืองซึ่งไกลมาก...และคงจะเป็นเวลานานกว่าที่จะกลับมา ถ้าเป็นท่านเราคงจะหมดห่วง จะได้ไหมท่าน " เมื่อได้ฟัง...ทาโร่แสนจะดีใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้ที่นาเป็นของตัวเองแล้วยังไม่พอ ยังโชคดีได้มีที่อยู่ที่อาศัยพ่วงเข้ามาอีกเสียด้วย

และแล้ว...เจ้าของคฤหาสน์ก็ได้ออกเดินทางโดยใช้ม้าของทาโร่ขี่ออกไป ส่วนทาโร่นั้น ก็หันมาตั้งหน้าตั้งตาทำไร่ทำนาอย่างขยันขันแข็ง เขาได้คราดไถพรวนดินในที่นาซึ่งเขาได้รับมาเป็นเจ้าของอย่างบังเอิญเหลือเกินนั้น และเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน...ก็ปรากฏว่าที่นาของเขาก็ล้วนสะพรั่งไปด้วยรวงข้าวสีทองเหลืองอร่ามเต็มท้องนา ในปีนั้นทาโร่จึงเก็บเกี่ยวข้าวได้อย่างมากมาย

ไม่ช้าไม่นานต่อจากนั้น...ทาโร่ก็ร่ำรวยขึ้นอย่างทันตาเห็น " การเป็นเศรษฐีขึ้นมาได้จากฟางเส้นเดียว " ของเขา ได้ถูกเล่าลือกันไปจนทั่วทุกหนทุกแห่ง ทุกๆ คนจึงหันมาตั้งฉายาให้แก่เขาว่า " ท่านเศรษฐีฟางเส้นเดียว " และถึงแม้ว่าจะรวยขึ้นมาสักเท่าใดก็ตาม...ทาโร่ก็ยังคงเป็นคนขยันขันแข็งอยู่อย่างเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเหล่าเศรษฐีต่างๆ จึงอยากจะได้เขาไปเป็นลูกเขยกันทุกคน ถึงกับมีเศรษฐีหลายคนที่มาเสนอลูกสาวให้แต่งงานกับเขาอยู่อย่างเนืองๆ เลยเดียว

แต่ว่า...ทาโร่นั้นก็มีหญิงสาวที่เขาหมายปองเอาไว้แล้วตั้งแต่เมื่อตอนที่เขาอาศัยอยู่ที่บ้านเกิด เขาจึงได้ตอบปฏิเสธเศรษฐีทุกคนไป และไม่นานหลังจากนั้น...ทาโร่ก็ได้ไปสู่ของหญิงสาวนางนั้นมาเป็นเจ้าสาวของเขาได้สมใจในที่สุด " ฮานา " คือหญิงสาวนางนั้น และนางก็เป็นคนที่ขยันขันแข็งไม่ย่อท้อต่อการงานใดๆ ทั้งสองจึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและให้กำเนิดลูกน้อยหลายคนในเวลาต่อมา ส่วนเจ้าของคฤหาสน์ที่ทาโร่ได้ใช้อาศัยอยู่นั้น...ก็ไม่มีท่าทางว่าจะกลับมาเลยสักที ทาโร่กับฮานาจึงอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์หลังนั้นต่อมาอย่างมีความสุข

ทั้ง " ทาโร่ " และ " ฮานา " มักจะพาลูกๆ ของเขากลับไปทำความเคารพเจ้าแม่กวนอิมที่ศาลอยู่เสมอๆ มิได้ขาด เพราะเจ้าแม่แท้ๆ ที่บันดาลให้เขามีความสุขขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้...จาก " ฟางที่ไร้ค่าเพียงแค่เส้นเดียวจริง ๆ "





 

Create Date : 07 กันยายน 2548    
Last Update : 7 กันยายน 2548 3:41:48 น.
Counter : 344 Pageviews.  

:+ เศรษฐีฟางเส้นเดียว+: 1



เนิ่นนานมาแล้วในสมัยหนึ่ง...มีชายหนุ่มผู้กำพร้าพ่อแม่และยากจนมากอยู่นายหนึ่งชื่อ " ทาโร่ " เขาต้องอาศัยอยู่ ตัวคนเดียวไร้บ้านช่องที่หลับนอน หรือแม้แต่ที่ดินเล็กๆ จะเอาไว้ทำมาหากินสักผืนก็ยังไม่มีกับใครเขาเลย...แม้แต่สักหยิบมือเดียว " ทาโร่ " จึงต้องจำเป็นที่จะต้องไปขออาศัยอยู่ในที่ดินของผู้ที่พอมีอันจะกินอยู่บ้างคนหนึ่ง และขอยืมใช้โรงนาเก่าๆ ที่เกือบจะพังมิพังแหล่ของเขานั้น แบ่งที่ทำเป็นที่หลับนอนและอาศัยอยู่...โดยตอบแทนด้วยการช่วยทำไร่ทำนาให้เป็นการแลกเปลี่ยน และหากินเป็นคนรับจ้างเขาทำนาแลกข้าวแลกน้ำเลี้ยงตัวเองเรื่อยมา

" ทาโร่ " นั้นถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่ยากจนข้นแค้นสักเพียงใดก็ตาม...แต่ก็เป็นคนที่ขยันขันแข็งและประพฤติตนเป็นคนดีเสมอ นอกจากนี้...การที่เขาไร้ญาติขาดพ่อแม่พี่น้อง " ทาโร่ " จึงยึดถือและเคารพเจ้าแม่กวนอิมมาก ทุกวันเมื่อทำงานเสร็จแล้ว " ทาโร่ " จะไปที่ศาลเจ้าและจะเข้าไปกราบไว้ขอพรจากเจ้าแม่กวนอิมไม่เคยขาด และวันนี้ก็เป็นเหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา " ได้โปรดเถิดเจ้าแม่...ข้าน้อยนั้น ไม่ว่าจะขยันขันแข็งทำงานจนสายตัวแทบจะขาดอย่างไรก็ตามที...ก็ไม่เห็นว่าจะเกิดความสบายขึ้นมาได้เหมือนกับใครเขาบ้างเลยแม้แต่สักน้อยนิด ได้โปรดช่วยดลบันดาล...และช่วยให้ข้าน้อยได้มีโอกาสและได้มีความสบายขึ้นมาบ้างเหมือนกับใครๆ เขาสักนิดด้วยเถิด "

แล้วในคืนวันหนึ่ง " ทาโร่ " ก็เกิดฝันไปว่า...อยู่ๆ ที่ตรงหัวนอนของเขานั้นได้เกิดมีแสงประกายสว่างไสวขึ้น และเจ้าแม่กวนอิมที่เขาได้ไปกราบขอพรอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ได้ออกมาปรากฏกายต่อหน้าเขา...พร้อมทั้งบอกกับเขาว่า
" ทาโร่ เจ้าคนที่น่าสงสาร ข้าจะบันดาลสิ่งที่ดีสิ่งหนึ่งให้กับเจ้า พรุ่งนี้สิ่งแรกที่เจ้าได้จับเอาไว้ในมือนั้น...เจ้าจงถือสิ่งนั้นเอาไว้ให้ดี เพราะมันจะช่วยดลให้เจ้าโชคดีและมีความสุขขึ้นมาได้ในภายภาคหน้า...จำไว้นะทาโร่ จงถือสิ่งนั้นติดมือของเจ้าเอาไว้ให้จงดี "

เมื่อ" ทาโร่ "ได้กล่าวขอบคุณและตอบรับแล้ว...เจ้าแม่กวนอิมก็ได้จางหายไปในทันที ครั้นรู้สึกตัวและตื่นขึ้นมาใน ตอนเช้าแล้ว " ทาโร่ " ให้รู้สึกมดีใจเป็นอย่างที่สุด เขารีบแต่งตัวแต่โดยไวแล้วออกเดินทางไปที่ศาลเจ้าเพื่อที่จะไปทำความเคารพขอบคุณเจ้าแม่กวนอิมต่อหน้าท่านอีกครั้งหนึ่งที่ได้มาเข้าฝัน...ซึ่งมันทำให้เขามีกำลังใจที่จะคิดต่อสู้กับชีวิตขึ้นมาอย่างมาก เมื่อ" ทาโร่ " ทำการกราบไหว้และขอบคุณเจ้าแม่กวนอิมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่เขากำลังจะเดินออกมาจนเกือบจะพ้นจากปากประตูของศาลเจ้าอยู่แล้วนั้น...

เขาก็เกิดเดินสะดุดหินก้อนหนึ่งเข้า และได้หกล้มลงไปนอนหมอบอยู่ที่ตรงหน้าประตูศาลเจ้านั้นอย่างหมดท่า แต่เมื่อเขายันกายลุกขึ้นมาได้...และมองไปที่มือของเขา่่้เท่านั้นก็พลันได้เห็นว่า มีฟางเส้นหนึ่งติดมือมาและตัวเองก็ได้ กำมันเอาไว้จนแน่นอยู่ในมือตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ " โอหยา โอหยา...เดี๋ยวก่อน !...หรือสิ่งนี้คือของที่เจ้าแม่กวนอิมได้บอกว่าจะประทานให้ล่ะ !...มันคือฟางนี่น่ะหรือ ? ฟางเส้นเล็กๆ ที่ไร้ค่าเส้นนี้น่ะนะ...ที่จะช่วยทำให้ข้าโชคดีขึ้นมาได้...จะเป็นไปได้อย่างไรเล่านี่ ? " ทาโร่ไม่อยากที่จะเชื่อและมั่นใจเอาเสียเลยจริงๆ ต่อฟางเส้นนั้น แต่...ไม่ว่าเขาจะพยายามคิดหรือโกหกตัวเองอย่างไรก็ไม่เป็นผล เพราะฟางเส้นนี้น่ะ...มันเป็นสิ่งแรกที่เขาได้จับเอาไว้ในมือจริง ๆอย่างแน่นอนเลยละ !...

" ทาโร่ " หยุดนิ่งคิด และให้มีความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังฝันไป อีกทั้งความหวังของเขานั้น...ก็เกือบจะสลายลงไปอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เขามีใจตั้งมั่นเชื่อในความฝันของตนเองและเคารพนับถือในเจ้าแม่กวนอิมอย่างมาก เขาจึงแน่ใจว่า...เจ้าแม่กวนอิมจะต้องไม่แกล้งหลอกเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงตกลงใจที่จะถือฟางเส้นนั้นเอาไว้แล้วออกเดินไปเรื่อยๆ และในขณะที่เขากำลังเดินออกมาได้สักหน่อย ก็มีแมลงหวี่ตัวหนึ่งกระพือปีกบินมาพร้อมกับส่งเสียงร้อง " ปุ ปุนน..หวี่ ๆๆ " อยู่ที่รอบๆ ฟางเส้นนั้นของเขา " ทาโร่ " รู้สึกรำคาญจึงได้จับแมลงหวี่ตัวนั้นแล้วเอามาผูกติดไว้ที่ฟางเส้นสำคัญเส้นนั้นของเขา...เสร็จแล้วจึงนำมาผูกติดไว้กับกิ่งไม้กิ่งเล็กๆ กิ่งหนึ่งอีกที แล้วเดินถือไม้แกว่งไปแกว่งมา ก่อนจะออกเดินต่อไปอีก...

เจ้าแมลงหวี่เมื่อโดนผูกเอาไว้อย่างนั้นจึงร้อง หวี่ ๆๆๆๆ และกระพือปีกบินไปรอบๆ ไม้ที่ผูกไว้นั้นอย่างไม่ยอมหยุด "ทา โร่ " เกิดนึกสนุกขึ้นมา...จึงออกวิ่งถือไม้ติดแมลงหวี่นั้นไปอย่างร่าเริงเลยทีเดียว แล้วในขณะนั้นก็พอดีกับได้เผอิญมีขบวนเดินทางของขุนนางขบวนหนึ่งผ่านมาทางนั้นเข้า และในขบวนนี้...ก็มีภรรยาและบุตรชายของขุนนางผู้นั้นเดินทางมาพร้อมกันด้วย ลูกชายของขุนนางนั้นยังเป็นเด็กเล็กอยู่...และคงจะด้วยเป็นเพราะว่าจำต้องเดินทางไกลๆ จึงร้องกระจองงองแงมาตลอดทาง และเมื่อได้เหลือบมาเห็นไม้ติดแมลงหวี่ของทาโร่เข้า...ก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น พร้อมทั้งร้องบอกข้าทาสบริวารด้วยเสียงอันดังว่า " เราจะเอาของเล่นนั่น..แง้ๆๆๆ "

บริวารของขุนนาง...จึงบอกให้หยุดขบวนแล้วเดินมาพูดกับทาโร่ เพื่อขอไม้ติดแมลงหวี่อันนั้น " พ่อหนุ่มน้อย บุตร ของนายเรา อยากจะได้ของเล่นอันนี้ของท่าน เราขอให้กับเขาเถิด " ทาโร่จึงยื่นให้ในทันที...บุตรขุนนางเมื่อได้ของเล่นที่ถูกใจจึงหยุดร้องและหันมาแกว่งไม้ติดแมลงหวี่อันนั้นเล่นอย่างสนุกสนาน ภรรยาของขุนนางเมื่อเห็นลูกชายหยุดร้องไห้อย่างนั้นก็ดีใจมาก...นางจึงได้ยื่นผลส้มให้กับทาโร่สามผล " เราขอมอบส้มนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนกับของเล่นชิ้นนั้นของท่าน ขอขอบคุณท่านอย่างมากเหลือเกิน"

ทาโร่เมื่อได้รับส้มสามผลเป็นการแลกเปลี่ยน...ก็เดินถือส้มนั้นต่อมาอีก ภายในใจก็ให้รู้สึกทึ่งขึ้นมาเป็นอย่างมากว่า " จะมหัศจรรย์อะไรอย่างนี้เป็นไม่มีอีกแล้ว...ฟางไร้ค่าแค่เส้นเดียวนี่น่ะ เปลี่ยนเป็นส้มได้ตั้งสามผลทีเดียว นี่จะต้องเป็นเพราะพรของเจ้าแม่กวนอิมอย่างแน่นอนเลย " เขาคิด และเมื่อเขาเดินต่อมาได้อีกสักหน่อยมาถึงตรงทางแยกซึ่งเป็นทางที่จะเข้าหมู่บ้านพอดีนั้น เขาก็แลเห็นว่า...ได้มีหญิงนางหนึ่งนั่งหน้าตาซีดเซียวเหมือนกำลังเป็นลมอยู่ที่ข้างทาง และมีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งคงจะเป็นผู้ที่เดินทางร่วม กันมากับหญิงนางนั้น...ได้เข้ามาถามทาโร่ว่า " ขอโทษทีเถิดพ่อหนุม แถวนี้พอจะมีที่หาน้ำดื่มได้บ้างไหม ? "

ทาโร่จึงบอกกับผู้ชายคนนั้นไปว่า " จะมีก็ต้องเป็นที่ศาลเจ้าที่ไกลออกไปมากพอดูเหมือนกันแหละท่าน...เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าเป็นลมเพราะกระหายน้ำแล้วละก็ เอ้า...ส้มสามผลนี่เราให้ เอาไปกินแก้กระหาย บางทีมันอาจจะช่วยได้หรอกท่าน " หญิงนางนั้นเมื่อรับส้มไปแล้วก็แกะกินอย่างกระหาย และแล้ว...อาการของนางก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
" ขอบคุณท่านมาก พ่อหนุ่ม เรารู้สึกดีขึ้นมากและสามารถที่จะเดินทางต่อไปได้แล้วละ...เราทั้งสองเป็นคนขายผ้าเดินทางมาไกล อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะท่าน เพื่อเป็นการตอบแทนความกรุณาของท่าน เราขอมอบผ้าไหมสามม้วนนี้ให้เป็นการตอบแทนในน้ำใจของท่าน...ขอขอบคุณท่านอย่างมากเหลือเกิน " มาถึงตอนนี้ทาโร่ยิ่งเกิดความทึ่งในใจมากขึ้นมาอีก " โอ้...ส้มแค่สามผลนี่ กลับกลายมาเป็นผ้าไหมราคาแพงได้ตั้งสามม้วนแน่ะ โอ้ย...ช่างเหลือเชื่อเสียจริงๆ ! "

ด้วยอารามดีใจ...ทาโร่จึงเดินแบกผ้าไหมทั้งสามม้วนนั้นเดินต่อมาอีก และเขาเกิดนึกสนุกขึ้นมาพลางคิดไปด้วยว่า แล้วคอยดูสิว่า...เจ้าผ้าไหมทั้งสามม้วนนี้มันจะเนรมิตและกลับกลายเป็นอะไรขึ้นมาได้อีก จากนั้นพอเขาเดินมาได้อีกสักหน่อยก็แลเห็นว่ามีซามูไรผู้หนึ่ง กำลังขี่ม้าพยศวิ่งโร่ตรงมาทางเขาอย่างปัจจุบันทันด่วย...เจ้าม้าตัวนั้นวิ่งควบไปข้างหน้าไม่ยอมหยุด ขณะเดียวกันข้างหลังก็ติดตามมาด้วยข้าทาสอีกสองคน เพื่อที่จะช่วยกันจับและฉุดรั้งม้าพยศตัวนั้นให้หยุดลงให้ได้อย่างโกลาหล ทว่า...เจ้าม้าตัวนั้นเมื่อมันวิ่งมาตรงใกล้ๆ กับที่ทาโร่ยืนหลบอยู่ แล้วอยู่ดีๆมันก็กลับหยุดวิ่งอย่างกระทันหัน และล้มลงไปนอนนิ่งอยู่ที่พื้นดินอย่างไม่ไหวติงเลยทีเดียว...

ฝ่ายซามูไร...เมื่อลงจากหลังม้าได้เท่านั้นก็โมโหฉุนเฉียวอย่างมาก และได้หันมาสั่งให้ข้าทาสให้เอาม้าไปจัดการฆ่าทิ้งเสีย แล้วตนเองก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองดูม้าอีกแม้สักน้อยนิด...ฝ่ายผู้รับใช้เเมื่อได้รับคำสั่งดังนั้นเข้าก็ กลุ้มใจอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับม้าดี ทั้งสองจึงได้แต่หันหน้าเข้าปรึกษาหารือกันไปพลางๆ ว่าจะทำยังไงกันดี อยู่ข้างๆ ม้าที่กำลังนอนไม่ได้สติตัวนั้น


...............................ยังมีต่ออีกนะคะ.....................>




 

Create Date : 07 กันยายน 2548    
Last Update : 7 กันยายน 2548 3:09:19 น.
Counter : 370 Pageviews.  

นิทานเรื่อง-@-ศึกปูกับลิง *2



แต่ไม่ว่าแม่ปูจะร้องเรียกเท่าไหร่ๆ เจ้าลิง..ก็ทำไขหูและนั่งเก็บกินลูกพลับต่อไปเรื่อยๆ ไม่ทีท่าว่าจะหยุดและสนใจอะไรเลย..แม่ปูเกิดมีโมโหขึ้นมา เลยตะโกนขึ้นไปว่า
" นี่แน่ะ...ท่านลิง! ต้นพลับต้นนี้..พวกเราเป็นคนปลูกและเป็นเจ้าของนะ..แล้วนี่ท่านจะมานั่งกินอยู่คนเดียวแบบนี้..มันจะไม่มากไปหรือไง..ช๊อกกิ..ช๊อกกิ.." พวกลูกปูเห็นแม่ปูพูดขึ้นแบบนั้น ก็เลยช่วยกันพูดสมทบไปด้วยอีกว่า "ใช่ ใช่เลย..เห็นแก่ตัวอย่างวายร้าย..ขี้โกง..เป็นลิงที่เห็นแก่ตัวที่สุดในโลก..เร็วๆ..แบ่งลูกพลับให้พวกเราบ้างเร็วๆ สิ " ลิงเมื่อได้ฟังพวกปูต่อว่าต่อขานเข้าแบบนั้น...ก็เกิดโมโหขึ้นมา..มันจึงเอื้อมมือไปหยิบลูกพลับลูกที่ยังดิบๆ มาแล้วกระหน่ำปาลงไปยังพวกปูแม่ลูกอย่างจ้าละหวั่น..แล้วยังพูดด้วยความโมโหด้วยว่า "เจี๊ยกๆ..เอ้าๆๆ..อยากกิน มากนักหรือ..เอ้า..เอาไปข้าแบ่งให้..ฮ่าๆ..แต่เป็นลูกดิบๆ นะ..โทษฐานปากเสีย..ฮ่า ๆๆๆ..สมน้ำหน้า..เจี๊ยก ๆ.."

ลูกพลับดิบ...ที่เจ้าลิงขี้โกงปาลงมานั้น ทั้งแข็งทั้งลูกใหญ่แล้วพวกปูน่ะตัวเล็กแค่นิดเดียว..ลูกพลับที่ลิงกระหน่ำลงมานั้นจึงเป็นผลให้ก้ามของแม่ปูต้องหักออกจากกันเป็นสองท่อน ก่อนจะล้มลงไปนอนสลบอยู่ตรงนั้นทันที..พวกลูกปูรีบวิ่งไปล้อมรอบแม่ปู..."แม่จ๋า..อย่าเพิ่งตายนะ..แง้โอ้ย..ไอ้ลิงเลว..ทำไมทำแม่ข้าแบบนี้.แง้ๆๆ " พวกลูกปูร้องต่อว่าต่อขานกันให้ระงม แต่เจ้าลิงก็หาสนใจไม่..ยังคงนั่งกินลูกพลับของมันต่อไปอย่างหน้าตาเฉย..พวกลูกปูเลยหันมาช่วยกันหามแม่ปู กลับเข้ามาในบ้าน ลูกๆ กลัวแม่ ตายจึงช่วยกันดูแลแม่ปูอย่างดี..แม่ปูจึงรอดชีวิตมาได้

แล้วข่าวคราวการทำความชั่วครั้งนี้ของเจ้าลิง...ก็หาได้พ้นไปจากสายตาของสามเพื่อนคู่ยากของแม่ปู ซึ่งเพื่อนทั้งสามนี้ก็มี..ผึ้ง..คุริ (ลูกเก๋าลัก) และอุสึ (ที่ตำข้าวเหนียว)ทั้งสามได้เดินทางมาเยี่ยมแม่ปู..และได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น...จึงเกิดโมโหขึ้นอย่างมาก..เห็นทีว่าจะปล่อยเอาไว้ไม่ได้เสียแล้ว..." แหม! อ้ายลิงเลว..ไม่มีสำนึกใน บุญคุณเลยสักนิด..พวกเราจะไม่ให้แม่ปูต้องเจ็บฟรีๆ อย่างแน่นอน...ฮึ..เห็นทีว่าจะปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว จะต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบ ล้างแค้นให้กับแม่ปูด้วยนะพวกเรา " แล้วทั้งสามก็เริ่มวางแผน...

แล้วในวันรุ่งขึ้น...ทั้งสามสหายก็พร้อมใจกันไปดักรอเพื่อจะล้างแค้นเจ้าลิง ที่บ้านของเจ้าลิงเองนั่นแหละ...เมื่อทั้งสามไปถึงนั้นเป็นเวลาพอดีกับที่เจ้าลิงออกไปข้างนอก
" โยชิ...แหม..เจ้าลิงมันไม่อยู่พอดีเลยเชียว..เป็นการประจวบเหมาะดี...เรามาทำกับดักไว้รอมัน...ตามแผนที่เตรียมไว้เมื่อวานนี้กันดีกว่า.." แล้วจากนี้แผนการณ์ล้างแค้นทำโทษลิงเจ้าเล่ห์ก็จะเกิดขึ้นแล้วหละ..ในแผนการณ์นั้นก็มีอยู่ว่า...ขั้นแรก...ให้อุสึขึ้นไปดักรออยู่บนหลังคาบ้าน...ขั้นต่อมา...ให้คุริเข้าไปนอนดักรอจังหวะอยู่ในเตาผิงไฟ..เพราะทั้งหมดกะกันไว้แล้วว่า วันนี้มีลมหนาวพัดแรงมาก และเจ้าลิงมันจะต้องใช้เตาผิงอย่างแน่นอน..ขั้นสุดท้าย...ให้ผึ้งไปดักรออยู่ที่โอ่งใส่น้ำในครัว...เป็นอันว่าทุก อย่างเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว...แล้วทีนี้ก็ได้แต่คอย...คอยแค่อย่างเดียว...บรื้อวว์...น่ากลัวจัง!

เมื่อทั้งสามรอมาได้สักพัก...เจ้าลิงก็ได้เวลากลับมาพอดี..เจ้าลิงน่ะเดินกอดอกตัวสั่นเทาด้วยความหนาวมาจริงๆ ด้วย มันเดินตัวงอและสั่นงั่กๆ เข้ามาในบ้าน " บรื้อวว์... หนาวจังเลยวันนี้น่ะ..ทำไมมันหนาวถึงไขสันหลังอย่างนี้ก็ไม่รู้..ฮี้ ๆๆ โอ้ย...ดูสิ ก้นแดงๆ ของข้าก็หนาวเหมือนกัน บรื้อวว์.. " ลิงบ่นพึมพำแล้วก็เอามือกุมก้นของตน พร้อมกับเดินไปก่อไฟที่เตาผิงให้ติด..พอไฟในเตาผิงติดและร้อนเต็มที่แล้ว เจ้าลิงก็ค่อยๆ หย่อนก้นของมันลงไปในเตาผิงหวังจะอังกับความร้อน เพื่อบรรเทาความหนาวให้กับก้นของตน " ว้าว..อุ่นดีจังเลย..ว้าว..แฮ่ๆๆ"

คุริ...ซึ่งแอบดักรออยู่ในเตาผิงเป็นเวลานานแล้วนั้น..ตั้งแต่ร่างกายโดนความร้อนของเปลวไฟเข้าไป มันก็ระอุคุกรุ่นไปทั้งร่าง...แล้วก็ได้เวลาพอดีกับเมื่อเจ้าลิงค่อยๆ หย่อนก้นลงมาเข้าเท่านั้น...พอก้นแดงๆ ของลิงหย่อนต่ำลงมา..ต่ำลงมา..มันดีดตัวลอยขึ้นไปปะทะอย่างสุดแรงเกิด..เพี้ย..ป้าง...คุริร้อนกับก้นลิงปะทะกันอย่างตรงเป้า..!!!
"จ๊าก..อะไรกันนี่..ว๊าก...ฮู้ ๆๆ ร้อนๆ " ลิงแหกปากร้องแทบไม่เป็นภาษา มันกุมก้นที่โดนคุริอันร้อนผ่าวดีดเข้าใส่นั้น..วิ่งโร่หาน้ำ...เพื่อหวังจะให้ดับความร้อน " น้ำ..น้ำ..อยู่ไหน...ฮี้ๆๆ " ลิงนึกขึ้นมาได้ว่า โอ่งน้ำอยู่ที่ในครัว..แล้วไวเท่าความคิด เจ้าลิงกุมก้นวิ่งโร่เต็มฝีเท้าเข้าไปในครัวทันที...

เมื่อลิงวิ่งมาถึงโอ่งน้ำแล้ว..ฮะ..ฮะ..มันก็รีบหย่อนก้นลงไปแต่ !..ผึ้งซึ่งแอบอยู่หลังโอ่งน้ำ ก็ชักเข็มที่เป็นอาวุธสำคัญประจำตัวออกมาทันที..และยกเสียบขึ้นไปตรงก้นลิงอย่างแม่นยำ... " จ๊าก..เจ็บเหลือเกิน..เจ็บจ้า..." ลิงเจ็บและแสบก้นไปหมดจนสุดที่จะทนได้..เลยปล่อยโฮออกมาอย่างหมดท่า " ฮื่อๆๆ.."

เพราะความเจ็บปวดเหลือทนเข้าจริงๆ..เจ้าลิงจึงคิดว่าเห็นทีจะต้องหนีดีกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด...มันรีบวิ่งแจ้นไปที่หน้าประตูบ้านหมายจะหนีออกไปข้างนอก...แต่พอมันโผล่หัวออกไปนอกบ้านได้แค่นิดเดียวเท่านั้น..โดะสึน! ตุ๊บ!...อุสึที่รอท่าอยู่บนหลังคา ก็กระโจนกระโดดตุ้บลงมาทับลิงเข้าให้อีกเต็มรัก...เจ้าลิงนอนตาเหลือกตัวแบนแต๊ดแต๋...อยู่ที่ใต้อุสึนั้นเลยทีเดียว.." จ..จ๊ากๆ เจ็บ..เจ็บจริงๆ จ้า..ใครก็ได้ช่วยด้วย..ฮื่อๆๆ " อุสึเห็นลิงนอนร้องไม่เป็นท่าแบบนั้น จึงขู่ลิงขึ้นว่า " โคร่า..ฮึ..เป็นยังไง อ้ายลิงเลว ต่อไปนี้จะเข็ดหลาบหรือยังล่ะ..ทีเวลาเจ้าทำความเลว..เอาลูกพลับดิบขว้างใส่แม่ปูผู้มีพระคุณแก่เจ้าน่ะ..แม่ปูเขาเจ็บเกือบตายเจ้ารู้ไหม?..แล้วตอนนี้เวลาเจ้าโดนเข้ามั่งล่ะ...เจ้าเจ็บหรือปล่าวหือ ??...จะเข็ดหลาบและกลับตัวกลับใจหรือยัง ? "

ลูกๆ ของแม่ปู...รีบวิ่งเข้ามาสบทบ " เย้ ๆๆ..บันไซ ชนะแล้วๆ...เป็นยังไง..สมน้ำหน้าเจ้าลิงเลว..อยากมาทำให้แม่ข้าต้องเจ็บปางตาย..เป็นยังไงล่ะ...เย้ๆๆ แก้แค้นให้แม่ได้แล้ว..เย้ๆๆ " พวกลูกปูดีใจกันใหญ่..ที่สามารถแก้แค้นลิงได้สมกับความตั้งใจ...เจ้าลิงนั้นเมื่อต้องเจ็บเกือบตายขนาดนี้แล้ว...ก็ให้รู้สำนึกในความผิดของตนขึ้นจริงๆ
" ได้โปรดอภัยและยกโทษ..ให้กับข้าด้วยเถิดแม่ปูผู้ใจดี..ต่อแต่นี้ ข้าจะไม่ทำอะไรเลวๆ อย่างนั้นอีกต่อไปเป็นอัน ขาด..ช่วยอภัยให้ข้าเถิด " ลิงก้มลงขอโทษแม่ปูครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความสำนึกผิด...แม่ปูนั้นเห็นว่าคราวนี้ลิงคงจะเข็ดหราบและสำนึกได้จริงๆ แน่แล้วจึงพูดว่า " พวกเรามาอภัยให้กับท่านลิงกันเถอะนะ..และที่สำคัญตอนนี้ฉันก็หายและแข็งแรงเป็นปกติแล้วด้วย..ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..ฉับ..ฉับ"

อุสึจึงพูดว่า "ถ้าแม่ปูจะเอาอย่างนั้น...พวกเราก็เห็นพ้องต้องตามด้วยเหมือนกัน " เจ้าลิงจึงนึกอยากจะตอบแทนบุญคุณที่แม่ปูอภัยให้แก่ตน..จึงปีนขึ้นไปเก็บลูกพลับลงมามากมาย " เชิญพวกท่านกินกันให้อิ่มหนำสำราญเถิด " และเป็นเพราะลิงสำนึกผิดนี่เอง..แม่ปูและลูกปูจึงได้กินลูกพลับสมใจอยากและหายหิวเสียที...แล้วจากนั้นทุกๆ อย่างก็กลับเป็นปกติและมีความสุขดังเดิม อย่างที่เคยเป็นมา...




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2548    
Last Update : 19 สิงหาคม 2548 20:29:22 น.
Counter : 461 Pageviews.  

นิทานเรื่อง-@-ศึกปูกับลิง *1



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...ในวันที่อากาศแจ่มใสของฤดูใบไม้ร่วงนั้นเอง...ได้มีลิงที่หิวโซตัวหนึ่งกำลังเดินเอามือกุมท้องด้วยความหิวโหยอย่างมาก..มาตามทางเดินในป่า..มันได้สอดส่ายสายตาไปที่พี้นดิน เพื่อมองหาของกินที่พอจะประทังความหิวของมันไปได้บ้าง..ปากก็พูดบ่นไปเรื่อยเปื่อยว่า " อ้า อ้า..หิวจังเลย...แถวๆ นี้มี อะไรพอที่จะหาเก็บกินได้..ตกหล่นเอาไว้บ้างหรือปล่าวน๊า..เจี๊ยกๆๆ" นกกระจอกซึ่งพอดีบินผ่านมาแถวนั้น เมื่อได้เห็นเข้าก็นึกหมั่นไส้เจ้าลิงตัวนี้ขึ้นมา...มันจึงพูดตำหนิลิงว่า " ..เฮ้อ..บนภูเขานั่นน่ะ..พวกลูกท้อ ลูกพลับ..ออกลูกดกเต็มต้นไปหมด..ไฉนเลยเจ้าถึงไม่ขึ้นไปที่นั่นล่ะ จะมามัวเดินค้นหาของตกแถวๆ นี้กินอยู่ทำไมเล่า หือ..เจ้าลิงจอมขี้เกียจ ..." " ก็ข้า..ขี้เกียจปีนขึ้นไปบนภูเขานี่..." เจ้าลิงตอบแล้วก็บิดตัวไปมาด้วยความขี้เกียจจริงๆ อย่างที่มันพูด...แล้วมันก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง..ตกอยู่บนพื้นดินใกล้ๆ ตรงนั้นเข้า..จึงรีบเดินไปก้มมองดู

" อ๊ะ..มีอะไรตกอยู่ล่ะนี่..เจี๊ยก ๆๆ ว้า..ฮึ..ฮุ้นดะ..ที่แท้เป็นเม็ดลูกพลับนี่เอง..เม็ดเล็กนิดเดียวแค่นี้ไม่ทำให้ท้องที่หิว ของข้าได้อิ่มขึ้นมาได้หรอก..ว้า..อี้.. " ลิงพูดอย่างหัวเสีย แล้วก็ก้มหน้ายืนคอตกอย่างหมดหวัง...แต่แล้วเมื่อลิงเงยหน้าขึ้นมาและมองไปที่ตรงหัวมุมถนนเข้าเท่านั้น.." เอ๊ะ..อะไรเล่านั่น " ลิงตะโกนขึ้นแล้วก็กระโดดเต้นแร้งเต้นกา ตบมือด้วยความดีใจ..แล้วพูดว่า " เย้ ๆๆ...พระเจ้าทำไมถึงได้น่ารักแบบนี้ก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆๆ เห็นข้าหิว..เลยบันดาลให้ข้าวปั้นเดินมาให้กินแล้วเห็นไหมนั่น...ดูสิ..เจี๊ยก ๆๆ "

ลิงดีอกดีใจ...รีบวิ่งไปที่ก้อนข้าวปั้น ที่มันได้เห็นว่ากำลังเดินมานั้น..หมายจะตะครุบกินให้หายหิว แต่...ทันใด! ก็มีเสียงใครพูดดังลอดออกมาจากใต้ก้อนข้าวปั้น..ก้อนนั้นว่า " ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..ฉับ...ฉับ...เดี๋ยวก่อนสิท่านลิง!! ช้าก่อน..ไม่ได้หรอก..ข้าวปั้นอันนี้มันเป็นของๆ ฉัน " เสียงที่ดังออกมาจากใต้ข้าวปั้นน่ะ เป็นเสียงของแม่ปูตัวหนึ่ง ไม่พูดเปล่า..แถมยังยื่นก้ามออกมาอีกเสียด้วย แล้วทำท่าช๊อกกิ..ช๊อกกิ...ฉับ..ฉับ..เหมือนจะหนีบให้อีกด้วยน่ะสิ...

เจ้าลิงตกใจ...รีบชักมือกลับแล้วพูดว่า " แว๊ก... ตกใจหมดเลย...อ้าว..เป็นของๆ แม่ปูนี่เอง..ขอโทษทีเถอะ ข้านึกว่าของตก...แต่ไหนๆ นะ แม่ปูช่วยแบ่งให้ข้ากินสักครึ่งหนึ่งไม่ได้หรือ..แม่ปูผู้ใจดี..เจี๊ยก ๆๆ " แม่ปูได้ยินดังนั้น จึงรีบตอบปฏิเสธเป็นพัลวันว่า " อะไร..ไม่ได้หรอก..พวกลูก ๆของฉันกำลังรอกันอยู่ที่บ้านด้วยความหิว..ท่านไปหาเอาเองที่อื่นเถิด..ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..ฉับ..ฉับ..ฮึ..เดี๋ยวก็หนีบให้หรอก...

แม่ปูตอบปฏิเสธลิงแล้ว...ก็เตรียมที่จะเดินทางของตนต่อไป..แต่เจ้าลิงด้วยความเจ้าเล่ห์ จึงรีบห้ามเอาไว้มันพูดว่า
" เดี๋ยวก่อน..ช้าก่อน..แม่ปูผู้แสนใจดี..เอาอย่างนี้ไหม ข้าน่ะหิวจนแสบใส้แสบพุง จวนจะเป็นลมอยู่รอมร่อนี่แล้ว..เอาข้าวปั้นของท่านมาแลกกับเม็ดลูกพลับนี่แล้วกันนะ.. " แม่ปูเหลือบไปมองเม็ดลูกพลับที่ลิงยื่นออกมาให้ดู แล้วพูดว่า" ไม่เอาๆ ไม่ได้หรอก เม็ดลูกพลับกินได้ที่ไหนล่ะ ไม่เอาหละ..ช๊อกกิ..ช๊อกกิ...ฉับ..ฉับ.." ลิงเจ้าเล่ห์ทำเป็นหัวเราะแล้วพูดกับแม่ปูว่า " ฮ่าๆๆ..ท่านนี่ไม่รู้จริง..เลยนะว่าข้าวปั้นน่ะ กินหมดแล้วมันก็หมดกันแค่นั้น..แต่เม็ดลูกพลับนี่สิเอาไปปลูกให้เป็นต้นได้ และเมื่อโตเป็นต้นใหญ่ขึ้นมาก็จะได้มีลูกพลับมากมาย..ให้เก็บกินกันเท่าไหร่ๆ ก็ไม่หมด..น่ะ..น๊า..แม่ปู..เจี๊ยกๆ " แม่ปูเมื่อได้ยินคำว่า...จะมีกินเท่า ไหร่ๆ ก็ไม่หมด...เข้าเท่านั้น ก็พยักหน้าเห็นพ้องต้องตามไปกับลิงด้วย...

เมื่อลิงเจ้าเล่ห์...เห็นแม่ปูพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของตนเช่นนั้น ก็ยิ่งพูดสริมหลอกแม่ปูสำทับเข้าไปอีกว่า
" ที่จริงข้าน่ะ..ไม่อยากเสียเม็ดลูกพลับที่สำคัญเม็ดนี้ไปหรอกนะ..แต่ข้าน่ะหิวจริงๆ ถ้าไม่ได้กินอะไรเข้าไปเดี๋ยวนี้ข้าอาจจะต้องขาดใจตายไป..เพราะความหิวโหยนี้ได้..ข้า จึงยอมแลกเม็ดลูกพลับที่สำคัญของข้า..กับก้อนข้าวปั้นของเจ้า...เจี๊ยกๆ " ลิงพูดแล้วก็ทำท่าเอามือกุมท้อง แล้วก็เป็นเวลาที่พอดีพอเหมาะกับท้องของเจ้าลิงนั้นเกิดส่งเสียงร้อง..จ๊อก..จ๊อก..ดังลั่นออกมาเสียด้วย..พอดีเลยเชียว.. แม่ปูเมื่อเห็นดังนั้นก็ยิ่งเชื่อสนิทและเกิดสงสารลิงที่หิวจนท้องร้องลั่นสนั่นแบบนั้น จึงพูดว่า " อะร้า..ม่า..ท้องของท่านร้องน่าสงสารจัง..ตกลงเรายอมแลกก้อนข้าวปั้นนี่กับเม็ดลูกพลับ..ที่กินเท่าไรๆ ก็กินไม่หมดเม็ดนั้น..ให้ท่านแล้วกัน....ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..ฉับ..ฉับ.."

เจ้าลิงดีใจที่หลอกแม่ปูได้สำเร็จ...รีบส่งเม็ดลูกพลับให้กับแม่ปูไป แล้วรีบฉวยเอาข้าวปั้นก้อนนั้นมาถือไว้...แถมทำ ท่าแลบลิ้นหลอกอีกต่างหาก "ฮุ้นด่ะ..แค่นี้ก็เชื่อ..แม่ปูหน้าโง่..ฮ่า ๆๆ... " ว่าแล้วด้วยความไวเจ้าลิงก็จัดการขม้ำก้อนข้าวปั้นก้อนนั้นตัวกลมเลยหละ..เผลอแป๊บเดียว..ก้อนข้าวปั้นก็หายวับเข้าไปอยู่ในท้องลิงจนหมดเลย...เรียกว่าไม่เหลือข้าวติดมือแม้แต่สักเม็ดเดียว..กินเสร็จแล้ว..มันยังหันมาพูดเยาะเย้ยแม่ปูแถมอีกด้วยว่า "เจี๊ยกๆ..ข้าวปั้นอร่อยจริงๆ เลย..ลูกของแม่ปูกำลังหิวอยู่ไม่ไช่หรือ..ไปๆ รีบๆกลับไปปลูกเม็ดลูกพลับเถอะไป..ลูกๆ จะได้กินลูกพลับอร่อย ๆ..ฮ่าๆๆ..กินเท่าไหร่ๆ ก็ไม่หมด..เจี๊ยกๆๆๆ..บ๊าย บาย แม่ปูผู้ใจดี..บาย.." พูดเสร็จ...มันก็วิ่งหนีจากไป..ฝ่ายแม่ปูกลับยืนยิ้ม " ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..ฉับ..ฉับ..ทำไมถึงได้เป็นลิงที่ใจดีแบบนี้ก็ไม่รู้..ได้กำไรนะนี่เรา..รา..ร่า..ร้า..ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..ฉับ..ฉับ..ดีใจจังเลย" แม่ปูคิดอย่างนั้น แล้วก็เดินจากไปอย่างสำราญบานใจ...

เมื่อแม่ปูกลับมาถึงบ้านแล้ว...พวกลูกๆ ปู พอเห็นหน้าแม่เข้าเท่านั้นก็ร้องกันกระจองอแงเลยทีเดียว ว่า " แม่จ๋า..พวกเราหิวกันจนท้องร้อง..จ๊อกๆ แล้วหละแม่..." ลูกปูร้องเร่งแม่ปูกันเป็นการใหญ่ แม่ปูจึงเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ประสบมาให้พวกลูกๆ ฟัง..ว่าได้เม็ดลูกพลับที่กินเท่าไหร่ๆก็ไม่หมดมาจากลิง...แล้วเมื่อเล่าจบทั้งแม่ปูและลูกปูก็รีบไปที่สวนหลังบ้าน..จัดการฝังเม็ดลูกพลับลงไปในดินทันที เสร็จแล้ว..ก็ช่วยกันไปตักน้ำเอามารดเม็ดลูกพลับกันให้เป็นการใหญ่...ทั้งแม่ปูและลูกปูรดน้ำไปร้องเพลงไป อย่างไม่ตั้งใจว่า " โผล่หน้าออกมาไวๆ เม็ดลูกพลับเอ๋ย...ถ้าไม่รีบยื่นหน้าออกมาไวๆ ละก็..จะใช้ก้ามคมๆ นี่..หนีบ..ฉับๆ..ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..สุรุโสะ (ตัดให้เลย)" แล้วจะเป็นด้วยเพลงที่พวกปูร้องนั้น..หรือเกิดอัศจรรย์อะไรขึ้นมา...

เพราะได้เกิดสิ่งแปลกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาทันที...ด้วยเป็นการบังเอิญอย่างมาก ที่เจ้าเม็ดลูกพลับซึ่งถูกฝังอยู่ในดินเม็ดนั้น..แทรกพี้นดินโผล่หน้าและขยายใบอ่อนออกมาทันทีทันใด..แม่ปูกับลูกปูเมื่อเห็นดังนั้น..ก็ยิ่งช่วยกันตะโกนร้องเพลง ขึ้นมาอีกว่า "ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..ฉับ..ฉับ..โตเป็นต้นใหญ่ แล้วแตกแขนงให้ไวๆ ยอดอ่อนของเม็ดลูกพลับเอ๋ย...ไม่รีบโตขึ้นมาไว ไว..เดี๋ยวนี้..หละก็..จะใช้ก้ามที่คมอย่างกรรไกรนี่..หนีบ..ฉับๆ ให้ขาดเป็นสองท่อนเลย..ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..ฉับ..ฉับ..สุรุโสะ.." เผลอแป๊บเดียวยอดอ่อนของเม็ดลูกพลับก็กลับกลายเป็นต้นพลับสูงใหญ่ แตกใบแตกก้านออกมาอย่างทันใจ...

แม่ปูกับลูกปู...เมื่อเห็นเม็ดลูกพลับว่านอนสอนง่ายดีเหลือเกินแบบนั้น จึงรีบช่วยกันรดน้ำให้อีก แล้วร้องเพลงต่อไป ว่า " ช๊อกกิ..ฉับ.. ฉับ..รีบออกดอกออกมาไว ไว..ต้นพลับ..เอ๋ย..ถ้าไม่รีบออกดอกมาเดี๋ยวนี้หละก็...ฉับๆ... ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..สุรุโสะ.." เม็ดลูกพลับจึงออกดอกมาให้จนขาวโพลนไปทั้งต้น...แม่ปูกับลูกปูเห็นต้น พลับมีดอก..ออกมาแบบนั้นจริงๆ ก็ร้องเพลงสำทับอีกครั้งว่า "ช๊อกกิ..ช๊อกกิ.. ฉับ..ฉับ..ไหนๆ ก็ออกดอกออกมาแล้ว..ก็กลายเป็นผลลูกพลับเสียเลยไว ไว ไม่เช่นนั้นละก็จะ..ฉับๆ ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..สุรุโสะ...สุรุโสะ จริงๆ ด้วย .." แล้วดอกที่ขาวโพลนของต้นพลับ ก็กลายเป็นผลลูกพลับขึ้นให้เต็มต้นไปหมดทั้งต้นเลยทีเดียว...

ต้นพลับ...เมื่อบันดาลลูกอ่อนสีเขียวออกมาเล้ว ก็ค่อยๆ กลายจากสีเขียว..มาเป็นสีเหลืองสดขึ้นๆ เรื่อยๆ และในที่สุด..ต้นพลับทั้งต้นก็มีผลเหลืองอร่าม..น่ากินไปหมด " ว้า..น่ากินจังเลยแม่..ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..รีบเก็บมากินกันเถอะ.." ลูกปูเห็นลูกพลับน่ากินแบบนั้น...ก็ยิ่งหิวกันใหญ่รีบร้องเร่งแม่ปูกันให้ระงมเลยทีเดียว..แม่ปูจึงรีบไปหยิบบันไดมาเพื่อหวังจะปีนขึ้นไป หมายจะเก็บลูกพลับมาให้ให้ลูกๆ ได้กินกันให้หายหิว..แต่ !! ไม่ว่าแม่ปูจะพยายามเอี้อมมือไปเท่าไหร่ๆ ก็เก็บลูกพลับไม่ถึง..ก็เพราะต้นพลับถูกเร่งให้โตอย่างกระทันหันอย่างนั้น จึงโตและสูงใหญ่จนผิดปกติ..ว้า..แล้วจะทำยังไง..ดีล่ะ นี่..ลูกปูก็ร้องกันให้ระงม..เร่งแม่ปูให้เร็วๆ เข้า..แม่ปูได้แต่ยืนงง..เพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ทำได้แค่ยืนถอนหายใจเฮือกๆ อยู่ที่ใต้ต้นพลับนั่นเอง...

แล้วตรงนั้น..เจ้าลิงเจ้าเล่ห์ตัวเดิม..ก็เดินยิ้มเผล่ออกมา
" ย่า...สวัสดี..แม่ปูผู้ใจดี กำลังทุกข์ใจอยู่หละสิ..เจี๊ยกๆ " เจ้าลิงน่ะเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรกแล้ว...โดยบังเอิญ และมันได้แอบจ้องมองดูเพื่อหาจังหวะมาอยู่นาน แล้วด้วย..เมื่อสบโอกาสเหมาะพอดีเช่นนั้นเข้า..จึงพูดลอยๆ ด้วยเสียงอันดังให้แม่ปูได้ยินว่า " แฮ่ๆ..ข้าหละ ปีนต้นไม้ละเก่งเป็นยอด..แล้วตอนนี้ข้าก็ว่างอยู่ด้วย...เจี๊ยกๆ ให้ข้าปีนขึ้นไปเก็บลูกพลับให้เอาไหมล่ะ " แม่ปูกำลังกลุ้มใจอยู่พอดี และเห็นว่าลิงได้ออกปากอย่างใจดีเช่นนั้น ก็เลยพูดว่า " ม่า..ขอบคุณท่านลิง..พวกลูกๆ ของฉันกำลังร้องกันกระจองงอแง..อยากจะกินลูกพลับเร็วๆ..ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..ฉับ ฉับ..ถ้างั้นก็ได้โปรด เชิญท่านขึ้นไปแล้วช่วยเก็บมาให้ลูกๆ ของฉันได้กินกันสักหน่อย..แล้วถ้าท่านอยากจะกินด้วยก็เชิญเลย เพราะมีมากมาย..กินเท่า ไหร่ๆ ก็ไม่หมดเสียด้วย อย่างที่ท่านเคยบอกไว้เลย..."

เจ้าลิงตาลุกวาว..ที่ได้ยินแม่ปูออกปากอนุญาตง่ายๆ เช่นนั้น..จึงรีบปีนขึ้นไปบนต้นพลับอย่างดีใจ..เมื่อขึ้นไปถึงบนต้นแล้ว "ว้าว..รอมานาน..สมใจอยากข้าหละ ว้าว..ว้าว..ลูกพลับเต็มต้นไปหมดเลยด้วย..เจี๊ยกๆ " เจ้าลิงรีบเด็ดลูกพลับใส่ปากทีละลูกๆ กินอย่างตะกละตะกรามและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หรือกลับมาสนใจกับพวกปูเจ้าของต้นพลับเลยแม้แต่น้อย..ฝ่ายแม่ปูกับลูกปู รอกันอยู่ใต้ต้นพลับ เป็นเวลานาน และเห็นว่าลิงดูไม่มีท่าทีว่าจะนึกถึงพวกตนเลยสักนิด จึงตะโกนขึ้นไปว่า " เน้..ท่านลิง พวกลูกๆ ของฉัน ร้องด้วยความหิวกันใหญ่แล้ว..อยากจะกินกันไวๆ นะท่าน ช่วยแบ่งลูกพลับให้กับพวกเรากินบ้างสิ..ช๊อกกิ..ช๊อกกิ..ฉับ..ฉับ"



--------+----------+---------+----------> มีต่ออีกค่ะ





 

Create Date : 15 สิงหาคม 2548    
Last Update : 19 สิงหาคม 2548 20:28:40 น.
Counter : 678 Pageviews.  

นิทานเรื่อง-@-ตำนาน 12 นักษัตร*2



ม้า...ก็เริ่มออกเดินทางขึ้นเขามาพร้อมกับเพื่อนคู่ซี้..คือแกะ สัตว์สองตัวนี้สามัคคีกันดีมานานแล้ว..เรียกว่ามีม้าที่ไหนก็ต้องมีแกะที่นั่นอย่างแน่นอน..ม้าน่ะมีจิตใจที่อ่อนโยนเคารพเจ้านาย..แต่เจ้าแกะนี่สิ..เป็นจำพวกใจเสาะและขี้กลัวจนขึ้นสมอง..แกะเดินตามม้าด้วยตัวอันสั่นเทาไปตลอดทาง แม้แต่เสียงลมพัดใบไม้ไหวแค่นิดเดียว..เจ้าแกะก็มีอันต้องตกอกงตกใจไปตลอดเลยเชียวหละ..
" บรื้อๆๆ..ข้ากลัวหมาป่าจะโผล่ออกมาน่ะสิ..บรื้อๆๆ" แกะพูดออกมาด้วยความหวาดกลัว ม้าเพื่อนซี้จึงพูดปลอบใจแกะว่า "ไม่ต้องเป็นห่วง..ไม่ต้องกลัวหรอกเพื่อนรัก..ถ้าหมาป่าโผล่ออกมาหมายจะกินนายหละก็..เราจะจัดการเตะมันให้กระเด็นไปเลย..ไม่ต้องห่วง เราสัญญาว่าจะปกป้องนายเอง..ฮี้ๆๆๆ"

เมื่อแกะเห็นว่า...ม้าสัญญาอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะอย่างนั้นก็โล่งใจ..แกะเลยพาม้าไปกินใบไม้ความลับ (ต้นหญ้า) ที่สุดอร่อย..ซึ่งแกะไม่เคยบอกใครมาก่อน..เป็นรางวัล "ม้าเพื่อนรัก ใบไม้ความลับนี้อร่อยมากรู้ไหม..เราไม่เคยบอกใครเลย เชิญท่านกินตามสบายเลยนะ " "ฮี้ๆๆ..ทำไมอร่อยอย่างนี้หละหือ..ฮี้ๆๆๆ " อันนี้ก็เป็นเหตุที่ว่า...ทำไมม้ากับแกะจึงกินหญ้าเป็นอาหารค่ะ..แล้วทั้งม้าและแกะก็เดินขึ้นเขามาด้วยกันอย่างสามัคคี...

เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา...และจวนจะถึงเทพเจ้าอยู่รอมร่อแล้วนั้น..แกะก็หันมาพูดกับม้าว่า "เชิญท่านไปก่อนเราเถอะ " ม้าจึงพูดด้วยความดีใจ "เอาอย่างนั้นหรือท่านแกะ..ให้เราเข้าไปหาท่านเทพเจ้าก่อนท่านหรือ..ขอบคุณท่านมาก " เหตุนี้..ม้าจึงมาอันดับที่ 7 และแกะตามมาติดๆ เป็นอันดับที่ 8.. "ขอแสดงความยินดีและสวัสดีปีใหม่..ท่านเทพเจ้า " เทพเจ้ายิ้มอย่างมีความสุขแล้วพูดว่า "ย่า ๆๆ..ขอแสดงความยินดีด้วยเหมือนกัน ม้ากับแกะสามัคคีกันดี..น่าภูมิใจ ฮ่า ๆๆ"

ทีนี้ก็มาถึงไก่...ไก่น่ะมีนิสัยตื่นแต่เช้าก่อนใครๆ ก็จริงแต่เมื่อคืนก่อน..เจ้าไก่ไม่ยอมนอนกลับเอาแต่สังสรรค์ต้อนรับปีใหม่จนดึกดื่น จึงทำให้วันสำคัญวันนี้ต้องนอนตื่นสาย ผิดปกติ " จ๊าก..เอก อี้ เอก เอ๊ก..ทำไงดี..ไม่ได้การแล้วงานนี้..เอก อี้ เอก เอ๊ก.." ไก่จึงรีบตาลีตาเหลือกกางปีกวิ่งถลาออกเดินทางขึ้นเขาไปอย่างรีบร้อน..ในระหว่างที่กำลังเดินทางมาอย่างรีบร้อนนั้น ตรงทางแยกที่จะไปสู่ยอดเขาไก่ก็เห็นลิงกับหมากำลังตะลุมบอนทะเลาะถกเถียงกันให้จ้าละหวั่นแถมยังกอดปล้ำกันจนฝุ่นตลบไปหมด...

หมาเห่า "โฮ่งๆๆ" และต่อว่าลิงว่า "เอ็งแกล้งปาเม็ดผลไม้ใส่ข้าใช่ไหม..เจ้าลิงเกเร โฮ่งๆๆๆ" " โอ้ย..ไม่ใช่ ไม่ใช่..เจี๊ยกๆๆ ก็เอ็งมากัดหางข้าก่อนนี่..เจี๊ยกๆๆ" ลิงร้องโวยวายดังลั่น..ไก่เมื่อเห็นดังนั้น จึงจำเป็นต้องเข้าไปห้ามศึกที่ไม่มีทีท่าว่าจะสงบนั้น "เอก อี้ เอก เอ๊ก..อย่ามะเลาะกันเลย มาเถอะ...เราขึ้นเขาไปหาเทพเจ้าพร้อมกันดีกว่า " ไก่ร้องเตือน ลิงหยุดชะงักแล้วผละจากหมากระโดดขึ้นไปยืนบนต้นไม้แล้วพูดอย่างโมโหและพาลว่า "ไม่เอา..ไม่เอาหรอก..เจี๊ยกๆ..ข้าจะไปของข้าคนเดียว..เจี๊ยกๆๆ" ลิงว่าแล้วก็กระโดดผลุงแถมหันกลับมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ไก่กับหมา..ก่อนจะกระโดดโหนต้นไม้ปีนหายลับไปจากตรงนั้นทันที...

หมากับไก่...จึงออกเดินทางมาด้วยกันด้วยเหตุนี้ จากนั้นเมื่อหมากับไก่กำลังจะโผล่มาถึงยอดเขาอยู่รอมร่อนั้น..ลิงก็กระโดดพรวดพราดลงมาจากต้นไม้ แล้วกระโดดข้ามผ่านหน้าหมากับไก่ไปอย่างเร็ว..วิ่งโร่เข้าไปหาเทพเจ้าไปอย่างหน้าตาเฉย..หมากับไก่เมื่อเห็นดังนั้นก็พากันวิ่งตามลิงเข้าไปติดๆ ผลปรากฏว่า..ทั้งคู่วิ่งเข้าไปถึงเทพเจ้าพร้อมๆ กันเลยทีเดียว ไม่มีใครช้ากว่ากันสักก้าวเดียวเลย..อาร้า..แล้วจะว่ายังไงดีล่ะท่านเทพเจ้า...

เทพเจ้ามองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ก่อนแล้ว...จึงประกาศออกมาว่า "ลิงน่ะอันดับที่9" แล้วชี้ไปที่ไก่ "ไก่เป็นอันดับที่ 10" แล้วก่อนที่เทพเจ้าจะว่าอะไรต่อ หมาก็เห่าโฮ่งๆๆขึ้นกลางคันด้วยความไม่พอใจ " อะไรกันท่านเทพเจ้า..ลิงได้อันดับที่ 9 ข้าก็ไม่แย้งหรอก แต่ข้ามาพร้อมๆ กับไก่แล้วไฉนเลยไก่..จึงได้อันดับที่ 10 ก่อนข้าหละ.." เทพเจ้าจึงหัวเราะ และตอบหมาไปว่า...

ต่อจากลิงแล้วถ้าเป็นหมา...ก็จะเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้นน่ะสิ..ข้าจึงให้ไก่มาแทรกตรงกลางเข้าใจไหม..เจ้าหมา" เทพเจ้าน่ะรู้หมดทุกอย่าง...ว่าหมากับลิงเป็นศัตรูกันมานม นานแล้ว จึงไม่อยากให้เข้าใกล้กันมากนัก จึงตัดสินไม่ให้หมามีอันดับต่อมาจากลิง..แต่ให้ไก่เข้ามาแทรกตรงกลาง..เหตุนี้หมาจึงได้อันดับที่ 11ไป ลิงน่ะ..เมื่อได้ฟังเทพเจ้าพูดเช่นนั้นก็อายจนหน้าแดงก่ำไปหมดทั้งหน้า จึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมลิงจึงหน้าแดงอยู่ตลอดเวลา มาจนถึงทุกวันนี้..ส่วนหมาเมื่อได้ฟังเทพเจ้าพูดจบแล้ว ก็ได้แต่ก้มหน้าลงมองพื้นดินด้วยความจำนนในเหตุผลนั้น..เลยเป็นเหตุให้หมาต้องมีท่าทางเหมือนก้มหน้าอยู่ตลอดเวลา มาจนถึงทุกวันนี้เหมือนกันค่ะ...

เมื่อเทพเจ้าตัดสินคดีของลิง หมา และไก่เสร็จ...ทันใดนั้นก็มีตัวอะไรบางอย่างวิ่งตาเหลือกด้วยความเร็วเข้ามา พร้อมกับฝุ่นที่ตลบไปหมด..สิ่งที่กำลังตรงเข้ามาหาเทพเจ้า..เป็นตัวอะไรกันนี่?..ตรงกลางฝุ่นที่ตลบนั้น คือหมูป่าที่มีนิสัยรีบร้อนตาลีตาเหลือกนั่นเองแหละ..."โอ้ย..เสียใจจัง..ข้ารีบร้อนเลยจำทางผิด..ดันวิ่งไปบนเขาลูกอื่น..แฮ่ๆๆ ข้ามาทันได้ติดอันดับกับเขาหรือเปล่านี่ท่านเทพเจ้า..แฮ่ๆ"
"ฮ่าๆๆๆ เจ้ามาทันสิ..เป็นอันดับสุดท้ายพอดี คืออันดับที่ 12 เป็นอันว่า..ได้ครบทั้งหมดแล้ว 12 อันดับ..ฮ่าๆๆๆ"

และแล้วการจัดอันดับสัตว์ทำหน้าที่คุ้มครองปีทั้ง 12 ปี...ก็ถูกกำหนดและกำเนิดขึ้นมานับตั้งแต่บัดนั้น....สัตว์ตัวอื่น ๆที่ขึ้นมาหาเทพเจ้าล่าช้าไป ก็ทยอยออกมาสบทบกันอย่างมากมาย..ทุกตัวต่างเข้ามาแสดงความยินดี " ท่านเทพเจ้า..ขอแสดงความยินดีและสวัสดีปีใหม่ " แล้วการแสดงความยินดีในวันขึ้นปีใหม่ ระหว่างเทพเจ้าและสัตว์ต่างๆ ก็เริ่มขึ้น ด้วยความสุขและสนุกสนาน..o-me-de-ta-shi...

จากนั้น...ทุกอย่างก็จบลงอย่างมีความสุข..อ๋า..ยังจำเรื่องของเจ้าแมวจอมขี้เซาที่โดนหนูเจ้าเล่ห์ ที่ได้รับเลือกให้เป็นที่ 1 นั้น..หลอกเอาจนไม่ได้รับเลือกให้ติดอันดับกับใครเขาเลยได้มั้ยคะ...เจ้าแมวน่ะทั้งโกรธและแค้นหนูมาก..มาจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ เรียกว่าแค้นนี้ต้องชำระกันเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เมื่อแมวเห็นหนูที่ไหน..เป็นต้องไล่กวดไปทุกครั้งแล้วแมวก็สัญญากับตัวเองว่า "คราวหน้า..ถ้ามีการเลือกอันดับขึ้นมาอีกละก็..จะไม่ยอมขี้เซาอีกเป็นอันขาด" แมวจึงมีนิสัยชอบเอามือของมันาขึ้นมาถูใบหน้าไปมา..อยู่ตลอดเวลา และนิสัยอันนี้ของแมว..ผู้สันทัดกรณีบอกว่าเพื่อกันไม่ให้ง่วงนอนนั่นเองค่ะ




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2548    
Last Update : 19 สิงหาคม 2548 20:27:18 น.
Counter : 2126 Pageviews.  

1  2  3  4  

ระนาดแก้ว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




" ผู้หญิงราศีกุมภ์....อีกหนึ่งคนบนโลก "











Google



all webpantip















Friends' blogs
[Add ระนาดแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.