...แต่ละคืนวันที่ผันผ่าน มีเรื่องราวหลากหลายให้ค้นหา ...วานนี้ พรุ่งนี้ มินำพา ...เพียงรู้ว่า ทำวันนี้ให้ดีก็เพียงพอ ...มีความสุขกับทุกจังหวะของชีวิต
Group Blog
 
All blogs
 

พฤ โอ่โดเชา ผมเดินเพื่อชีวิต



“เฮาอยู่ของเฮาดีๆ ที่บนดอย อยู่ดีๆ รัฐบาลก็มาไล่พวกเฮาให้ลงมาจากถิ่นฐานชุมชนของเฮา...ถามไปว่ามาไล่ได้จะได เขาบอกเฮาว่า มีมติครม. แล้วก็เอากระดาษหนึ่งใบมาให้เฮาดู.....เฮาก็ถามไปว่า ไอ้กระดาษนี่มามาจากที่ใด เขาบอกว่า ออกมาจากทำเนียบรัฐบาล...พวกเฮาก็เลยลงมาจากดอยมาชุมนุมกับสมัชชาคนจนที่ หน้าทำเนียบรัฐบาลนี่แหละ...” (พ่อหลวงจอนิ โอโดเชา, คำสัมภาษณ์โดยผู้เขียนเมื่อคราวสมัชชาคนจนปักหลักชุมนุม 99 วัน)

เคยนั่งดูรายการคนค้นตนเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่โอ่เดชาเดินเท้าเปล่าจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพเพื่อไปประกาศให้คนเมืองได้รู้ว่า พ.ร.บ.ป่าชุมชนนั้นกำลังจะขับไล่คนกลุ่มน้อยที่มีชีวิตทั้งชีวิตและหลายรุ่นทั้งชีวิตอยู่ในป่า ป่าเป็นความอยู่รอดของชีวิตคนกลุ่มนี้ ก่อนเดินทางโอ่เดชาตัดสินใจบอกลูกบอกเมียว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่เช่นนั้นลูกจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ เขาทำเพื่ออนาคตคนรุ่นต่อไป มีอยู่คำหนึ่ง(ถ้าผมจำไม่ผิด)เขาบอกว่า"แม้สุดท้าย กฎหมายจะบีบให้เขาและชาวบ้านออกจากป่า เมื่อลูกถามเขาว่าได้ทำอะไร เขาจะไม่อายลูกเลยที่บอกว่าเขาได้ทำทุกอย่างที่เขาทำได้เพื่อหยุดกฎหมายนี้ ถ้าเขาไม่ทำอะไรเลย วันข้างหน้าจะไม่มีหน้าบอกลูก".ระหว่างการเดินทางตอนจะนอน โอ่เดชาหยิบเสื้อผ้าลูกๆออกมาดมแล้วเอาเสื้อลูกมารองหมอน โอ่เดชาบอกว่าคิดถึงลูก คงทำได้แค่นี้ เป็นฉากที่ผมซึ้งใจมากๆ และผมว่านี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้โอ่เดชาเดินเท้าเปล่าไปจนถึงกรุงเทพ....อีกฉากหนึ่งที่ดูแล้วใจเศร้ามากๆคือ ภาพที่โอ่เดชายืนกลางเมือง มีป้ายบอกถึง พ.ร.บ.ป่าชุมชน แจกเอกสารให้คนเมือง มีแต่คนเดินผ่านไปผ่านมา แทบไม่มีใครสนใจ

วันนี้ลองเข้ากูเกิลหาเรื่องของโอ่เดชา....ถึงจะจำได้ว่าเป็นรายการเมื่อปี 2549...สามปีแล้ว ผมก็ขอก๊อปปี้บทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์มาลงไว้

พฤ โอ่โดเชา ผมเดินเพื่อชีวิต...เวบประชาไท 20 มีนาคม 2549

พฤ โอ่โดเชา“ผมต่างหากที่ต้องถาม พวกคุณรักษากันอย่างไร ป่ากลายเป็นเมืองหมด”
เมื่อคืนวันอังคารที่ ผ่านมาได้มีโอกาศดูรายการคนค้นฅน ระหว่างที่การเมืองกำลังรุ่มร้อน แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่อาจจะถูกมองข้ามไป เลยอยากเอามาฝากให้ทุกคนได้อ่านกันคะ

"พฤ โอ่โดเชา’"คือชายหนุ่มปกากะญอ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านแม่ลานคำ ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เป็นลูกพะตีจอนิ โอ่โดเชา อดีตปกากะญออาวุโสผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ และปัจจุบันเป็นผู้หนึ่งในสภาผู้นำชุมชนแห่งชาติ หรือสภาปราชญ์ชาวบ้านที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี

เขาเป็นหนุ่มผม ยาว ชอบม้วนผมไว้ข้างหลัง หน้าตาไม่หล่อแต่เฮฮาหน้าตาเปื้อนยิ้ม พูดภาษากลางด้วยสำเนียงแปลกหู เดินสะพาย ‘ก๋วย’ หรือ ‘โส่เกวอะ’ อุปกรณ์ประจำกายของผู้หญิงปกากะญอสำหรับใส่ฟืน-พืชผัก ซึ่งเขาเอามาใส่สัมภาระต่างๆ เพื่อเดินรณรงค์เรื่องป่าชุมชนจากเชียงดาวถึงกรุงเทพฯ ใช้เวลา 50 วันเต็ม

รณรงค์ได้แค่ไหนไม่รู้ แต่ผลเบื้องต้นคือ ขาบวม ฝ่าตีนเป็นปุ่มแข็งขนาดใหญ่ และรองเท้าหูคีบขาดไปหลายคู่

ขณะ ที่เพื่อนๆ เขาอีก 98 คนมาถึงหน้ารัฐสภาตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค. เพื่อเรียกร้องให้ส.ส.ยืนยันร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชน ฉบับแรกที่ประชาชนเสนอเข้าไป พร้อมกับให้ปฏิเสธร่างพ.ร.บ.ฉบับล่าสุด ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง 2 สภาเพิ่งแก้ไข้เสร็จ เนื่องจากมีการกีดกันชาวบ้าน โดยระบุ ‘เขตอนุรักษ์พิเศษ’ ไม่ให้มีการจัดตั้งป่าชุมชน โดยเขตที่ว่านี้มีหลักเกณฑ์ที่คลุมเครือและยังไม่รู้ว่าจะประกาศตรงไหนบ้าง

จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีการบรรจุร่างพ.ร.บ.นี้เข้าสู่การพิจารณาจนหมดวาระการประชุมสมัย นิติบัญญัติเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.48 ต้องรอเปิดสมัยประชุมอีกทีเดือนมี.ค.49

‘พฤ’ หายไปไหนมา เดินหลงหรือแอบอู้ คำถามนี้ได้รับการเฉลยอย่างละเอียดละออ พอสรุปได้ว่า

หลัง จากร่วมขบวนเดินเท้าจากเชียงดาว จนมาถึงพิจิตร เขาตัดสินใจแยกเส้นทางกับพรรคพวกโดยยอมเดินอ้อมไปรณรงค์ทำความเข้าใจกับชาว บ้านตลอดลุ่มน้ำเจ้าพระยาตามเจตนารมณ์แต่แรกเริ่ม ขณะที่เพื่อนๆ ซึ่งมีเป้าหมายทางการเมือง ต้องการไปกดดันหน้ารัฐสภาให้ทันก่อนหมดสมัยประชุมนั้น ทำให้ต้องเร่งเท้าเดินทางสายสั้นที่สุดและเลิกแวะทำความเข้าใจกับชุมชนราย ทาง

“ผมแยกมาคนเดียวเลย เพราะไม่อยากรีบ มันตั้งใจไว้แล้ว สัญญาใจไว้กับเจ้าป่าเจ้าเขาแล้ว นโยบายก็สำคัญเพราะมันไล่เราออกจากป่าได้ แต่ว่าเราก็มาชุมนุมที่กรุงเทพฯ หลายครั้งแล้ว คราวนี้ผมอยากทำให้เต็มที่ เพราะธรรมะมันสำคัญกว่ากฎหมาย”

“เดินซักวันละ 30 กิโลได้ ค่ำไหนก็ขอนอนวัด แบกของเองหมดเลย คืนแรกที่ไปนอนที่วัด พระเขากลัวผมหน่อย เพราะไปถึงก็เจ็ดโมงกลางคืนแล้ว เขาให้ผมไปนอนที่ศาลาเก่า แล้วมีหมาเยอะ มีหมัดเยอะ เหยียบขาลงไปไต่ขึ้นขาเต็มเลย เราก็ว่าแมงอะไรวะ พอลูบดู โอ้โห ก็เลยต้องถอดกางเกงไปล้างที่ก๊อกเลย”

เขาเล่าเรื่องราวอย่างมี ชีวิตชีวา ดวงตาเป็นประกายสีทองยามต้องแสงสนธยาริมน้ำเจ้าพระยา เพราะขณะที่นั่งสัมภาษณ์นี้เครือข่ายป่าชุมชนและองค์กรพันธมิตรกำลังจัดเวที เสวนา แสดงดนตรี ที่สวนสันติชัยปรากการ ถนนพระอาทิตย์

ที่ที่ไปพัก พิงส่วนใหญ่จะเป็นวัดและปั๊มน้ำมัน บางคนก็กลัวนึกว่าเป็นคนบ้า แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว หลังจากได้สื่อสารกันถึงที่มาและที่ไป ก็จะให้ความช่วยเหลืออย่างดี เลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ บางคนให้เงิน 40 บาทด้วย

มี บ้างบางคืนที่ต้องปักกลดนอนในป่าริมทาง ซึ่ง ‘พฤ’ บอกว่ากลัวงูเหลือมเป็นที่สุด และมีบางคืนที่เอ็นจีโอในพื้นที่บางคนถึงกับลงทุนขับรถไปกางเต็นท์นอนเป็น เพื่อน

ในแต่ละพื้นที่ที่เขาผ่าน บ้างได้รับการต้อนรับจากบรรดาคุณครู นักเรียน นายก อบต. อาสาสมัครสาธารณสุข นอกจากนี้เขายังได้รับเชิญไปร่วมรายการวิทยุชุมชน 2 ครั้งระหว่างทาง รวมทั้งให้แวะไปบรรยายเรื่องป่าชุมชนให้นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏฟังด้วย ซึ่งเขามีข้อแม้ว่ารับไปทำกิจกรรมยังไงก็ได้ แต่ต้องมาส่งลงที่เก่าที่เดินมา

“ผมได้แวะอนุสาวรีย์สืบ นาคะเสถียรด้วยนะ เขาเป็นรักธรรมชาติมาก ยอมเสียสละตัวเองเพื่อธรรมชาติ ดูภาพหนึ่งแล้วแกนั่งกับชาวบ้านที่เป็นกระเหรี่ยงสะพายย่ามแดง ดูเหมือนกำลังถามข้อมูลอะไรชาวบ้าน ดูแกเข้าใจชาวบ้านในป่านะ แกใจดีมาก”

กระทั่งมาถึงสุพรรณบุรี เพื่อนของเขาที่เดินเท้าจนมาถึงกรุงเทพฯ และกลับไปเชียงใหม่แล้ว ตัดสินใจลงมาเดินเป็นเพื่อนเขาอีก 6 คน


ตลอดเส้นทางพบเห็นปัญหาอะไรไหม?
ทาง ข้างบนมีปัญหาอย่าง ข้างล่างมีปัญหาอย่าง อย่างที่เวียงมอก จังหวัดลำปาง เป็นปัญหาอ่างเก็บน้ำท่วมที่ชาวบ้านไป 15,000 ไร่ ชาวบ้านก็ร้องไห้ ยังไม่ได้ค่าชดเชย พอลงมาทุ่งสะเรียง จังหวัดสุโขทัย ก็บอกน้ำไม่มี ทั้งที่ขอให้รัฐสร้างเขื่อน แต่พอสร้างเสร็จชาวบ้านกลับไม่ได้ใช้ อุตสาหกรรมได้ใช้

แถวพะเยาก็มีปัญหา ทั้งชาวเขาชาวบ้านทั่วไปปลูกข้าวโพดสุดตา ปลูกแล้วก็เป็นหนี้แต่คนรวยเอาๆ อีกคนหนึ่ง นายทุนนี่เขาไม่ต้องเสี่ยง แถมได้ขายสารเคมี ปุ๋ย ได้ขายพวกนี้มหาศาล พอรับซื้อก็เก็งกำไรอีก ได้อีกเยอะ คนปลูกข้าวโพดก็เหนื่อย แล้วพอป่าหมดก็บอกว่าชาวเขาทำลาย ไม่มีนายทุนออกมารับว่าฉันร่วมด้วยซักคน สังคมต้องมองตรงนี้ให้ออก



เดินมาคิดอะไรบ้าง ?
เดิน มาก็ภาวนาให้กับคนที่เราไม่ชอบ ให้เขามีความสุข ถ้าพูดในแง่ตื้นหน่อยก็โกรธเขา แต่พูดลึกๆ เขาน่าสงสาร มันมีอะไรบางอย่างทำให้เขาเป็นแบบนี้


เขาที่ว่านี้คือใคร?
เขา คือคนที่ออกกติกา เห็นแก่ตัวกอบโกยทรัพยากรคนเดียว เขาหลายๆ คนนั่นแหละ พวกคนที่ไม่เห็นคุณค่าธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องเอาตัวรอดไปวันๆ ไม่มีชีวิตให้กับตัวเอง ไม่เคยติดว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ได้อยู่กับตัวเองลึกๆ ข้างใน มันมีแต่ความวุ่นวาย แล้วคนที่เอารัดเอาเปรียบกัน เอาในเมืองไม่ได้ก็ไปเอาในชนบท ชนบทไม่รู้จะทำไงก็ต้องไปตัดไม้

ทาง ที่ผมเดินตอนเช้าๆ สว่างขึ้นหน่อยเดินข้างซ้ายมันจะมีเสียงนกร้องจิ๊บๆ จ๊าวๆ วิ๊ดๆ แว็ดๆ ข้างขวาจะมีเสียงรถดังกระหึ่ม เราเดินตรงกลางเราจะรู้ว่าเราคืออันไหน วิถีชุมชนของเราใกล้เคียงกับอันไหน แล้วผมก็คิดถึงบ้าน

แต่พอเข้ามาในกรุงเทพฯ ขึ้นสะพาน เดินตามทางด่วนนี่อันตรายมาก มันแคบมากแล้วน้องเขาก็เดินเตะก้อนซีเมน ทีหนึ่งผมก็ไม่พูด พอเตะอีกที ผมก็ต้องตะโกน –เดินยังไงวะ- ต้องด่าเขาไปเลย เพราะว่าถ้าเตะแล้วล้ม รถสิบล้อวิ่งมาก็ตายเลย


50 วันนี้ที่ผ่านมาให้อะไรบ้าง?
ผม ก็ได้ความรู้ แล้วก็ได้สมดังตั้งใจที่ว่าเดินมาถึงซักครั้งนึง ภูมิใจ อิ่มใจ แล้วถ้าจะกลับบ้านก็เหมือนกับเราเล่าให้ลูกหลานฟังได้อีกยาว ว่าเราตั้งใจจะมาทำอะไรดีๆ ในยุคที่มันเกิดปัญหากับธรรมชาติ เกิดปัญหากับจิตใจคน กับวิถีชีวิต กับโลกด้วยนะ โลกที่มันกลายเป็นวัตถุ มนุษย์ก็กำลังกลายเป็นวัตถุ กลายไปแล้วด้วย เพราะวัตถุกำหนดมนุษย์ไปแล้วตอนนี้ เราก็ถือว่าได้มายืนยันแล้วว่า ไม่น่านะ มันมีธรรมชาติ มีจิตวิญญาณลึกซึ้งอยู่

ถ้าผมเดินมาคนเดียวมันไม่ถึงหรอก แต่ที่ผมทำมัน....ธรรมชาติบอกมาอีกที จิตวิญญาณของธรรมชาติให้ผมมา

แต่ สังคมก็มักจะเรียกร้องว่า ถ้าชุมชนดีจริง ชุมชนเข้มแข็งจริง คุณก็ต้องสู้กับนายทุน สู้กับสิ่งเลวร้ายได้ มันก็เหมือนกับบอกว่าถ้าคุณแข็งแรงจริงคุณก็ต้านทานลูกปืนได้สิ หมู่บ้านมันเหมือนดอกไม้ มีรถแมกโครมาเหยียบ มีก้อนหินมาทับมันก็แบน แล้วก็ถามว่าทำไมดอกไม้ไม่แข็งแรง ผมจะบอกว่า ดอกไม้น่ะแข็งแรงอยู่แล้ว คุณแข็งแรงอยู่แล้ว แต่คนที่คิดจะยิงคุณนั่นแหละที่อ่อนแอ คนที่คิดจะยิงคุณนั่นแหละเขาตายก่อนตั้งแต่ตอนที่คิดแล้ว

ผมเดิน มาบอกตรงนั้น ไม่ใช่ว่าหมู่บ้านผมจะแข็งแรง ผมจะทนทาน ผมแค่เดินมาบอก ผมทำให้ดีที่สุด แล้วก็พบว่าคนรอบข้างไหลมาเทมา มีคนเอาข้าวเอาน้ำมาให้กิน บางคนให้เงินด้วย มันเป็นน้ำใจมากกว่าที่ผมจะแบกรับแล้ว น้ำใจนี้แหละที่มันหล่อเลี้ยงให้สังคมอยู่ได้ และถ้ามันหมดไป สังคมจะวิกฤต

คาดหวังขนาดไหนกับการเดินนี้ แล้วถ้าผิดหวังจะทำยังไงต่อ ?
ถ้า มันต้องล้มเหลว ระดับข้างในแทนที่มนุษย์จะได้สัมผัสจิตวิญญาณตรงนั้นก็สูญเสียไป แล้วผมแทนที่จะได้มีความสุขยืนยันคุณค่าตรงนั้น ก็ต้องสูญเสียไป อาจถูกอพยพจากป่า จิตวิญญาณถูกฆ่า ชุมชนก็ล่มสลาย ก็จะเสียใจมาก

แล้ว ถ้าพ.ร.บ.ไม่ออกมา ก็ต้องหาวิธีใหม่ ก็ไม่รู้จะทำยังไงก็ต้องคุยกันดู แต่อาจจะพ่ายแพ้ไปนั่นแหละ อินเดียนแดงก็สูญพันธุ์ไปแล้วนี่


กลัวมั้ย ?
กลัวครับ


ถามจริงๆ ไม่คิดจะใช้ชีวิตสบายๆ ในเมืองบ้างเหรอ ?
ใน เมืองเขาก็ใช้กันเต็มที่แล้ว แล้วถ้ายิ่งใช้ชีวิตที่นี่เท่าไหร่ มันก็ยิ่งไปบดบังเอาความอ่อนหวานไปทุกที เพราะมันไม่ใช่ธรรมชาติ ยิ่งทำให้เราเข้าไปในหลุมดำมากขึ้นทุกทีๆ

ก็ทำไมพระพุทธเจ้าต้อง เรียนรู้จากธรรมชาติ ไม่เรียนรู้จากในวัง เพราะอะไร เพราะเราคือธรรมชาติ คุณคือธรรมชาติ ต้องหาสมดุลให้ได้ ไม่ใช่ใช้บำเรอความสะดวกสบายเกินไป มันก็เจ๊งด๊อง

เราก็หวังว่า การมาครั้งนี้จะทำให้คนรู้เรื่องมากขึ้นๆ แล้วก็ตรวจสอบผู้แทนของเขา ช่วยพูดแทนผมได้ ทำให้ผมไม่ต้องมาเดิน แล้วไปเยี่ยมผมบ้าง ตรวจสอบผมบ้าง ไปช่วยดู ช่วยผมคิด จะอยู่ยังไงท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ เพราะเขามีประสบการณ์ในเมืองมาแล้วมาแชร์ให้ชุมชน แล้วเราก็แชร์ทางด้านจิตใจ คนกรุงเทพฯ จะเอามาปรับใช้ในเมืองยังไง

พ.ร.บ. มันเป็นเครื่องมือตัวหนึ่ง ที่ถ้าเกิดขึ้นได้มันจะนำไปสู่ตัวอื่นๆ คล้ายถ้าได้ 1 รูแล้วเห็นว่าหลังกำแพงมีแสงสว่างต่อไปก็จะมีมากขึ้น มีพ.ร.บ.อีกหลายอันที่ต้องตามมาตามรัฐธรรมนูญ



แล้วประเมินสถานการณ์ยังไง ?
แนว โน้มว่าจะไม่ได้สูง เพราะตอนนี้มันเป็นกระแสที่รถกำลังขนกะหล่ำเต็ม ขนหินเต็ม มาแบบลงดอยแรงถ่วงแรงโน้มก็ทำให้ลงมาเร็วเหลือเกิน สังคมก็สร้างความร้อนแรงเชี่ยวกรากให้ไปในทางที่ผิด เร็วขึ้นแล้วก็มากขึ้นเป็นคูณยกกำลังคูณ

แล้วไอ้สิ่งดีๆ ก็จะถูกทำลาย เพราะสังคมสร้างองค์ความรู้ที่ไม่ดีขึ้นมา ทำให้แรงขึ้น ทำลายคู่ต่อสู้ได้ดีขึ้น นี่คือสิ่งที่เป็นอยู่ แต่เราก็มาทำอะไรเล็กๆ เพราะผมเชื่อว่ามันสามารถทำได้ เหมือนจุดไฟเผาป่า จุดนิดเดียว มันก็ลามไปได้ ถ้ามันมีเชื้อดี

สมมติถ้าได้เป็นนายกฯ จะแก้ปัญหาเรื่องป่าไม้ยังไง ?
ถ้า ผมเป็นนายกฯ ผมจะเป็นแค่ตัวอำนวยการให้ประชาชนมาถกมาเถียงกัน ยังไงก็ได้ให้หันหน้าเข้าหากัน อำนวยเวทีให้สังคมมาพูดกันเรื่องนี้ เพราะตอนนี้สังคมไม่มีใครสนใจ สนใจแต่ตัวใครตัวมัน ธุรกิจใครธุรกิจมัน สังคมใหญ่ขึ้น มันต้องมีเวทีใหญ่ขึ้น ให้ประชาชนมาเรียนรู้ปัญหาต่างๆ กันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ประเทศจนถึงนอกประเทศ แต่เวทีตรงนี้มันไม่มี

ส่วนเรื่องป่าก็เอาคนป่า คนไม่เข้าใจป่า มีคุยมาวิเคราะห์กันเพื่อจะเกิดสิ่งดีๆ โดยที่คำนึงว่าเราคือธรรมชาติ เราจะอยู่ในกลีบของธรรมชาติ แต่ถ้าคิดว่าเราควบคุมธรรมชาติได้มันคนละความคิดกันเลย เราไม่ใช่จ้าวทั้งหมด

มีคนถามอยู่เรื่อยว่า ชาวบ้านจะรักษาป่าได้เหรอ ?
มัน มีคำถามแบบนี้มาตลอด แล้วก็เห็นเราเป็นจำเลย อันที่จริงที่ไหนๆ บ้านใครๆ ก็เคยมีป่ามีน้ำเหมือนกัน แล้ววันดีคืนดีคุณก็ทำลายจนหมดแล้วมาถามเอากับผม ผมต่างหากที่ต้องถามกลับไปว่าป่าคุณหายไปไหน คุณรักษาป่าของคุณยังไง ถึงได้ไม่เหลืออย่างทุกวันนี้

ผมไม่อยู่ในฐานะจำเลย ผมอยู่ในฐานะที่ผมอยู่ในป่า สิทธิของผม ศักดิ์ศรีของผมยิ่งใหญ่ตรงนั้น ผมแหละต้องถามคุณว่าคุณมารุกอะไรป่าผม เอากฎหมายมารุกป่าผม แต่พวกนั้นเขาไม่ยอมเป็นจำเลยเลย

มีคำถามมาผมก็ตอบอันนี้แล้ว อันนั้นก็แล้ว คำถามก็ยังไม่หมด ก็มาเลยมา มาบ้านผม แล้วจะเห็นภาพจริงว่าเป็นยังไง ตอบในกรอบของจำเลยยังไงก็ยังเป็นจำเลย มีคำถามร้อยแปด

จนเขาสร้างองค์ความรู้ใหม่ว่า ตรงนี้สำคัญมาก แค่เหยียบลงไปก็ทำให้สะเทือนไปทั้งหมด แล้วคนกรุงเทพฯ เขาก็ตกใจ ขนาดนั้นเลยเหรอ ความจริงมันไม่ขนาดนั้น เบื้องหลังของคำนั้น คือ คนพูดจะได้ยึดป่าไว้ได้ อำนาจการจัดการจะอยู่ที่เขา มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายคนเดียว

อย่างบ้านเรามีไม้เนื้อหอม มีรองเท้านารี ชาวบ้านอยู่กันมาสามสี่ร้อยปีมันก็ยังอยู่ พวกป่าไม้เพิ่งมาเจอ โอ๊ยมีรองเท้านารี ต้องอนุรักษ์ไว้ ชาวบ้านอยู่ไม่ได้ ไล่ออก มันอะไรกัน แล้วไม้หอมบางชนิดเราไม่กล้าบอกเขา ถ้าเราบอกเขาเขาก็จะไล่เราออก แล้วก็เป็นข่าวดัง นักท่องเที่ยวก็จะแห่กันไป คนในเมืองไม่มีความรู้แล้วกับป่า แล้วก็เอาอำนาจมาบังคับ


แล้วตามความรู้ของหมู่บ้าน มันมีมั้ยพื้นที่ที่เปราะบางมาก มนุษย์ห้ามย่างกรายเข้าไปแตะต้อง ?
ชาว บ้านเขาไม่ห้ามตัวเองถึงขนาดนั้น แต่เขาลึกซึ้งกว่านั้น อยู่ในป่ามานาน พัฒนามาจนต้นไม้น่ะมีวิญญาณ มีเจ้ามีนางอยู่ในต้นไม้ น้ำมีเจ้าน้ำผีน้ำ ข้าวมีขวัญ กว่าจะเกี่ยวต้องขออนุญาตเกี่ยว จะเอากลับบ้านต้องขออนุญาตเอากลับบ้าน ก่อนกินต้องขออนุญาตกิน มองน้ำ มองปลา มองภูเขา มองต้นไม้ มองคน มีวิญญาณที่ต้องเคารพ มันจะทำให้ชาวบ้านระมัดระวัง มันไม่ใช่แค่ตรงนี้เหยียบได้ ตรงนี้เหยียบไม่ได้

เหมือนยุคหนึ่ง เมืองไทยบอกว่าภูมิใจมากมีxxxีบุก ข้าว ต้นไม้ ส่งขาย ตัดกันใหญ่ ไม่ผิดเลยเราทำเพื่อประเทศชาติ มาตอนนี้ป่าหมดไป ชาวเขาทำลายครับ น้ำท่วม เพราะชาวเขาครับ เราต้องปลูกต้นไม้คนละต้น กลับมารักต้นไม้เหลือเกินอีก เมื่อก่อนเกินทางนี้ มาตอนนี้เกินมาอีกทางหนึ่ง แต่ชาวบ้านเขาเป็นยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น เขาคลุกคลีกับธรรมชาติมานานนัก



ยอมรับมั้ยว่ามีชาวบ้านบางส่วนทำลายป่าจริง ทำให้ภาพมันออกมาแย่จริงๆ ?
ใช่ ต้องยอมรับ แต่ว่าต้องดูด้วยว่ามันมีเงื่อนไขอะไรมาทำให้เขาแย่ ถ้าเขามีโอกาส กฎหมายช่วยเขาเขาก็กลับมาทำดีได้ แต่ตอนนี้จับหมดเลย

คุณ ต้องทำพื้นที่เดิมนะ ไร่หมุนเวียนไม่ได้ หาของป่าไม่ได้ คุณต้องทำกินแปลงเดียว 1 งาน 2 งาน ถ้าเราทำแปลงเดียวอย่างนั้นแล้วมันต้องพึ่งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ส่งสินค้าไปขายข้างนอก เรากำหนดราคาไม่ได้ สุดท้ายเราเป็นหนี้ ไม่มีรถพ่อค้าคนกลางก็เอาค่ารถแพง พอเราดาวน์รถเราก็ต้องทำมากขึ้น ก็ต้องขยายพื้นที่อีก สุดท้ายแล้วคุมไม่อยู่ เพราะเงินเข้ามามากกว่าจิตใจ

ชาว บ้านพวกนี้ ชาวเขาม้งพวกนี้ก็เลยเหมือนเป็นผู้หญิงที่ถูกข่มขืน แต่เราก็ไปบอกอีกว่า ก็อยากยั่วยวนเขาดีนัก ที่จริงแล้วเขาไม่มีทางเลือก ไม่รู้จะทำอะไร ใครส่งเสริมอะไรก็ทำอย่างนั้น เหมือนคนจนส่วนหนึ่งค้ายาบ้าก็ถูกฆ่าทิ้ง แต่รัฐไปขูดรีดเขาจนหมด สังคมก็ไม่มีพื้นที่ให้เขา เราต้องมองอะไรให้มันลึกเข้าไปในทุกๆ เรื่อง

ไม่ ว่าคนกรุงเทพฯ คนดอย ล้วนเชื่อธรรมชาติ ง่ายๆ เรามีลูก ธรรมชาติจะสอนให้เรารักลูกเลยทันที เรารักน้องมั้ย รักพ่อรักแม่มั้ย เรารัก เอามาดูซิมีกี่กิโล มันไม่มีจริง แต่คนก็จะเอากิโลมาว่าเรื่อยๆ แล้วก็ลืมสิ่งที่ธรรมชาติสอนเราหมด



ไตเติ้ลในเวปไซด์ของทีวีบูรพา

" พฤ โอ่โดเชา ผมเดินเพื่อชีวิต "

สำหรับ ชีวิตที่กฎหมายไม่ได้ลิขิตให้มีความผิดตั้งแต่ลืมตาดูโลก คงยากจะเข้าใจได้ว่าการมีความหวาดกลัวประหนึ่งเป็นลมหายใจเข้าออกนั้น มันทรมานเพียงใด
แต่หนุ่มปกาเกอะญอที่ชื่อ พฤ โอ่โดเชา 34 ปีที่ผ่านมา ความเจ็บปวดอันเกิดจากการถูกทำให้อยู่นอกกติกาได้แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของ ร่างกาย และแน่นอนว่า นอกจากมันจะเป็นความทุกข์ที่บั่นทอนจิตใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วอีกด้านหนึ่งของความทุกข์ก็กลับกลายเป็นพลังที่ทำให้เขาลุกขึ้นสู้ด้วย เช่นกัน

พฤ ไม่นิยมความรุนแรง ไม่ชอบการทะเลาะวิวาท หรือจะว่าไป สิ่งใดที่เป็นความรุนแรงย่อมไม่ใช่ทางที่เขาเลือก พฤ มีชีวิตเฉกเช่นปกาเกอะญอทั่วไปที่พึ่งพา และผูกพันอยู่กับธรรมชาติอย่างยากจะแยกขาดจากกัน

แต่เมื่อสายลม แผ่วเบา ที่เคยผัดเหนือยอดดอยที่เขาอาศัยถูกพายุลูกใหญ่จากในเมืองพัดเข้ามาแทนที่ ทำให้วิถีคนอยู่ป่าเริ่มสั่นคลอน จากคนที่เคยดูแลและหากินอยู่กับป่ามาหลายร้อยปี มาวันนี้มีคนบอกว่าเป็นการบุกรุก จากมือที่ทำให้ป่าเป็นป่าในความหมายที่มีชีวิต มาวันนี้มีคนบอกว่ามือเดียวกันนี้เป็นผู้ทำลาย

เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจ หรือไม่ยอมรับในวิถีที่แตกต่างกันแน่ที่ทำให้ผู้คนไม่เข้าใจ แต่ที่แน่ๆ ก็คือการอยู่เฉยๆ คงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

พฤ ตัดสินใจเข้าร่วมกับผองเพื่อนเครือข่ายป่าชุมชน เดินธรรมชาติยาตราเพื่อป่าชุมชนของคนทั้งประเทศ ซึ่งมีกำหนดเดินเท้าจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ถึงกรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องให้รัฐสภาผ่านร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน.. กฎหมายที่ให้สิทธิประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแล และจัดการทรัพยากรร่วมกับภาครัฐ

ผ่านไป 1 เดือน พฤ ตัดสินใจแยกมาเดินคนเดียวเพื่อใช้ความช้าของเวลายืดความยาวให้กับความเข้าใจของคนรายทาง

ใช่! ความเข้าใจของผู้คนคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด เมื่อระหว่างทางคือจุดหมายปลาย

ระยะเวลา 49 วัน ของการเดินทางย่อมต้องอาศัยมากกว่ารองเท้าดีๆ สักคู่หรืออุปกรณ์การเดินทางที่ทันสมัย คงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ใครสักคนจะตัดสินใจจากบ้านจากครอบครอบครัว อันเป็นที่รักเข้ามารอนแรมตามลำพังในสถานที่ที่ไม่เคยคุ้น และคงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกันที่ผู้คนบนทางผ่านของชายพเนจรจากดอยสูง จะสามารถทำความเข้าใจกับกฎหมายที่เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิต

การเดินครั้งนี้ มีความหมายกับเขามากเพียงใด อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาออกเดิน พฤ เรียนรู้อะไรจากการเดินครั้งนี้ และสุดท้ายเขาจะก้าวผ่านเดิมพันที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดได้หรือไม่

ร่วมค้นหาคำตอบได้ในรายการ คนค้นฅน ตอน พฤ โอ่โดเชา ผมเดินเพื่อชีวิต คืนวันอังคารที่ 14 มีนาคม เวลา 22.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2552    
Last Update : 13 ตุลาคม 2552 10:12:15 น.
Counter : 578 Pageviews.  

นิทานคติปกิณกะ



เชือดหมูสอนลูก
ขณะภรรยาของเฉิงจื่อกำลังเดินไปยังตลาด ลูกน้อยก็วิ่งตามพลางร้องไห้ขอตามติดไปด้วย ข้างมารดาหันมาบอกให้ลูกกลับไปรอที่บ้าน “แม่กลับมาแล้ว จะฆ่าหมู ทำกับแกงให้กิน” เมื่อนางกลับมา เห็นเฉิงจื่อกำลังไล่จับหมูเพื่อนำมาเชือด ก็ร้องห้าม “ข้าเพียงแต่พูดเล่นกับลูกเท่านั้น”

เฉิงจื่อตอบกลับไปว่า “เจ้าไม่ควรพูดเล่นกับลูกอย่างนั้น ลูกไม่รู้ไม่เข้าใจหรอก แต่เขาจะเรียนรู้จากพ่อแม่ คำพูดของพ่อแม่ก็คือการสั่งสอน เมื่อเจ้าพูดโกหก ก็เท่ากับได้สอนการหลอกลวง แม่หลอกลูก ลูกก็ไม่ไว้ใจพ่อแม่ การใช้วิธีการแบบนี้ จึงเป็นการสอนการฉ้อฉลแก่ลูก” จากนั้น พ่อบ้านก็ก้มหน้าก้มตาจัดแจงจับหมูลงหม้อต้มต่อไป

แปลจากจาก ‘หานเหยจื่อ’ ของหานเฟยปราชญ์จีนนามกระเดื่องยุคโบราณระหว่างปี 280-233 ปี ก่อนคริสต์ศักราช หรือในราวยุคสามก๊ก

**********************************************

“การศึกษาโดยไม่คิด นับเป็นความสูญเปล่า การคิดโดยไม่ศึกษานั้น อันตราย”
จากสารนิพนธ์ของขงจื่อ บทที่ 2 วรรคที่ 15




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2552    
Last Update : 16 สิงหาคม 2552 23:47:19 น.
Counter : 357 Pageviews.  

จวงจื้อ...นิทานคติ..(๕)



ผู้รู้ไม่พูด ผู้พูดไม่รู้(บทที่ ๒๒)

ผู้รู้ไม่พูด ผู้พูดไม่รู้
ดังนั้น ผู้บรรลุธรรมจึงดำเนินการสอน โดยไร้คำพูด

เมื่อโลกสูญเสียมรรคาแห่งธรรมชาติ(บทที่ ๒๒)เมื่อสูญเสียเต๋าหรือมรรคาแห่งธรรมชาติ จึงต้องอาศัยคุณธรรม

เมื่อสูญเสียคุณธรรม จึงต้องอาศัยเมตตาธรรม

เมื่อสูญเสียเมตตาธรรม จึงต้องอาศัยจริยธรรม

เมื่อสูญเสียจริยธรรม จึงต้องอาศัยขนบจารีต

เครื่องแบบขงจื่อ
จวงจื่อ*ได้พบกับหลู่อ้ายกง อ้ายกงคุยว่า “มีผู้นับถือลัทธิหยู่*จำนวนมหาศาลในนครรัฐของเรานี้ แต่ดูเหมือนจะมีเพียงไม่กี่คนที่ศึกษาแนวทางของท่าน”

“นครรัฐหลู่ ก็มีผู้นับถือลัทธิหยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น” จวงจื้อศอกกลับ

“ ท่านไม่เห็นรึว่า มีผู้สวมชุดคลุมลัทธิหยู่ดาษดื่นในนครรัฐหลู่!” อ้ายกงค้าน “ท่านกล่าวได้อย่างไรว่า นครรัฐของเรามีผู้นับถือลัทธิหยู่เพียงน้อยนิด”

“ข้าได้ยินมาว่า พวกลัทธิหยู่สวมหมวกกลม เพื่อแสดงว่าพวกเขาเข้าใจกฎแห่งฟ้า สวมรองเท้าสี่เหลี่ยมเพื่อแสดงว่าพวกเขาเข้าใจรูปแบบแห่งแผ่นดิน อีกทั้งติดเครื่องประดับรูปทรงจานกลมแตกที่หัวเข็มขัดเพื่อแสดงว่า เมื่อถึงกาลเวลาที่ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด พวกเขาก็ต้อง ‘ยอมแตกหัก’ แต่วิญญูชนอาจโอบรับลัทธิทฤษฎีโดยไม่จำเป็นต้องสวมหมวกเพื่อประกาศตัวตน พวกเขาอาจสวมหมวกโดยที่ไม่เข้าใจลัทธิทฤษฎีแม้แต่น้อย หากท่านไม่เชื่อ ทำไมไม่ลองออกประกาศว่า “ผู้ที่สวมหมวกโดยที่ไม่ปฏิบัติตามแนวทางของลัทธิ...จะต้องโทษประหาร!”

อ้างกงได้ลั่นประกาศตามที่จวงจื้อเสนอจริงๆ และภายใน 5 วัน ก็หามีผู้คนในนครรัฐหลู่แม้แต่คนเดียวที่หาญกล้าสวมหมวกลัทธิหยู่ มีเพียงชายชราผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมลัทธิหยู่ และเดินมายังหน้าประตูวังของท่านกง ท่านกงได้เชื้อเชิญผู้เฒ่าเข้ามาข้างใน และถามคำถามเกี่ยวกับกิจการต่างๆของนครรัฐ มากมายนับร้อยนับพันคำถาม ชายชราก็สามารถตอบได้อย่างไม่หลุดหลงเลย

จวงจื้อกล่าวขึ้นว่า “ทั่วทั้งนครรัฐหลู่ ก็เห็นจะมีเพียงผู้เฒ่าท่านนี้ ที่เป็นหยู่ที่แท้จริง แล้วท่านกล่าวได้อย่างไรเล่าว่า มีผู้นับถือหยู่มากมายเหลือคณานัป?”

-----------

*1. จวงจื่อหนึ่งในปราชญ์โบราณผู้ยิ่งใหญ่แห่งลัทธิเต๋า มีชีวิตอยู่ระหว่างยุคสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก (369-268 ก่อนค.ศ.) หรือยุคสงคราม(จั้นกั๋ว) คัมภีร์ของจวงจื่อ มีเนื้อหาทั้งหมดแบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ สมุดใน(7 บท) สมุดนอก(15 บท) และสมุดปกิณกะ(11 บท) นับเป็นหนังสือปรัชญา-วรรณกรรมที่เยี่ยมยอดเล่มหนึ่งของโลก มุ่งนำเสนอแนวคิดในการปลดปล่อยชีวิตไปตามครรลองธรรมชาติ

คัมภีร์ของจวงจื้อ มีฉบับแปลเป็นสำนวนไทยได้แก่ มรรรควิถีของจางจื้อ โดยอาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ซึ่งเป็นฉบับแปลโดยคัดเลือกตัดตอนมาจากบทต่างๆของคัมภีร์, มรรควิถีของจางจื้อ: ก้าวย่างบนทางคู่ โดยมานพ อุดมเดช ซึ่งเป็นฉบับแปลเฉพาะส่วนสมุดใน และคัมภีร์เต๋าของจวงจื่อ โดยปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ ซึ่งเป็นฉบับแปลเฉพาะส่วนสมุดใน และเป็นฉบับสำนวนไทยเล่มเดียวที่เรียงลำดับตามต้นฉบับภาษาจีนอย่างสมบูรณ์

2. ลัทธิหยู่คือลัทธิขงจื้อ ขงจื่อหรือขงจื๊อ (551-479ก่อนค.ศ.) เป็นนักคิดและนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ในสมัยปลายยุคชุนชิว และเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปราชญ์ หยู่เจีย ซึ่งมีความหมายว่าบัณฑิตหรือผู้รู้ แนวคิดของหยู่เจียนั้น มุ่งไปที่การบ่มเพาะเมตตาธรรม ความชอบธรรม และจารีตประเพณี สำหรับคำสอนที่สำคัญของขงจื่อนั้น มีบันทึกไว้ในคัมภีร์หลุนอวี่

หลุนอี่ของลัทธิขงจื่อ มีฉบับแปลสำนวนภาษาไทยหลายฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแปลตัดตอนเรียบเรียงลำดับหัวข้อใหม่


นำมาจากผู้จัดการออนไลน์...มุมจีน นิทานคติ(นำมาเรียงหัวข้อใหม่ให้อ่านง่ายขึ้น)




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2552    
Last Update : 16 สิงหาคม 2552 23:32:43 น.
Counter : 1145 Pageviews.  

จวงจื้อ...นิทานคติ..(๔)



ช่างไม้ 'มือทอง'
"ช่างไม้ฉิงแกะสลักไม้ท่อนหนึ่งสำเร็จเป็นที่แขวนระฆัง ทุกคนที่ได้เห็น ต่างตะลึงมองตาค้างด้วยความอัศจรรย์ใจ ราวได้เห็นผลงานเนรมิตของเทพเทวดา เมื่อขุนนางแห่งหลู่เห็นเข้า ก็เอ่ยถาม "เจ้ามีศิลปะการประดิษฐ์อย่างไร?"

ฉิงตอบว่า "ข้าเป็นช่างไม้ธรรมดาๆ จะมีศิลปะวิทยาสูงส่งได้อย่างไร? อย่างไรก็ตาม ก็มีสิ่งหนึ่งที่จะบอกเล่า …ก่อนเริ่มลงมือทำที่แขวนระฆัง ข้าได้ถือศีลทำสมาธิชำระจิตใจกระทั่งปลอดโปร่ง ...เมื่อถือศีลได้ 3 วัน ความคิดเกี่ยวกับคำชมเชยหรือรางวัล ลาภ ยศ สินบน ก็สลายไปสิ้น …เมื่อถือศีลได้ 5 วัน ก็สลัดสิ้นความปรารถนาในคำสรรเสริญ หรือความวิตกกังวลถึงคำตำหนิใดๆเกี่ยวกับผลงาน …เมื่อถือศีลล่วงเข้าวันที่ 7 สมาธิจิตก็นิ่งแน่วจนลืมสิ้นแม้องคายพต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าแขนขา เรือนกาย เวลานั้น ราชาเจ้าแผ่นดินแลขุนนางใหญ่ต่างเลือนหายไปสิ้นจากห้วงความคิดของข้า ดวงจิตข้านิ่งเป็นหนึ่งเดียว สิ่งภายนอกทั้งมวลไม่อาจซึมแทรก

จากนั้น ข้าจึงเข้าไปยังป่าเขา เสาะหาต้นไม้ที่มีคุณลักษณ์ดีเยี่ยม เมื่อพบแล้วและได้เพ่งพิศดูมันจนลืมรูปทรงท่อนไม้นั้น เห็นเพียงที่แขวนระฆังปรากฏชัดเจน จึงลงมือแกะสลัก ด้วยวิธีการเช่นนี้ ข้าจึงสามารถประสานสิ่งวิเศษเข้ากับสิ่งวิเศษ สรรค์สร้างผลงานที่สะกดผู้คนให้ตะลึงเช่นนี้"

ดาบ 2 คม ของความไร้ประโยชน์
ขณะจวงจื้อเดินท่องไปตามป่าเขา ก็ได้พบต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขา ระรานตา ใบเขียวชะอุ่มดกหนา คนตัดไม้เดินทางมาพบเข้าและได้หยุดมองดูปราดเดียว ก็เดินผ่านไปอย่างไม่ใยดี เมื่อจวงจื้อถามถึงสาเหตุที่ไม่ล้มไม้ต้นนั้น ชายผู้นั้นก็ตอบว่า "ไม้อย่างนั้นรึ นำไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้สักอย่าง!" จวงจื้อจึงเอ่ยขึ้นว่า "เป็นเพราะความไร้ประโยชน์ของมัน ต้นไม้ต้นนั้น จึงรอดชีวิตและมีอายุยืนยาวถึงปานนี้"

เมื่อลงจากเขา จวงจื้อก็แวะพักค้างคืนที่บ้านเพื่อนเก่าคนหนึ่ง สหายดีใจหาย กุลีกุจอต้อนรับ สั่งลูกชายจับห่านมาเชือด ทำเป็นอาหารเลี้ยงต้อนรับ ฝ่ายบุตรชายร้องถามว่า "ห่านตัวหนึ่งร้องได้ อีกตัวหนึ่ง ร้องไม่ได้ ท่านจะให้ข้าเชือดตัวไหน?"
"เชือดตัวที่ร้องไม่ได้" เจ้าบ้านตอบ

ในวันถัดมาศิษย์ของจวงจื้อจึงเอ่ยถามขึ้นว่า "เมื่อวานนี้ เราได้พบต้นไม้ที่รอดชีวิตและมีอายุยืนยาว เพราะความไร้ประโยชน์ของมัน และขณะนี้ ก็ได้เห็นห่านถูกสังหารตัดทอนชีวิต เพราะความไร้ประโยชน์ของมัน ในกรณีเยี่ยงนี้ ท่านอาจารย์จะยืนอยู่จุดไหน?"

จวงจื้อหัวเราะพลางตอบว่า “ข้าก็อาจเลือกที่จะยืนอยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่างความมีค่าและความไร้ค่า แต่จุดกึ่งกลางระหว่างความมีค่าและความไร้ค่า ที่ดูจะเป็นที่ที่ดีนี้ ก็ยังไม่ใช่จุดที่ดีอย่างแท้จริง ท่านยังไม่อาจหลบหนีความวุ่นวายในที่แห่งนั้นได้ แต่หากท่านดำเนินไปตามเต๋าและคุณธรรมของมรรคานี้ พเนจร ท่องไปเรื่อยเปื่อย ไม่ทั้งยกย่องปิติ หรือประณามขุนเคือง บัดเดี๋ยวก็กลายเป็นพญามังกร บัดเดี๋ยวก็กลายเป็นงู เปลี่ยนแปลงอยู่ไปมาตามกาลเวลา โดยไม่เคยที่จะยึดเพียงหนทางใดหนทางหนึ่งเท่านั้น

บางคราก็ทะยานขึ้น บางคราก็ตกต่ำลง สร้างความกลมกลืนในวิถีของท่าน เร่ร่อนไปตามวิถีดั้งเดิมของสรรพสิ่ง ปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆอย่างเป็นวัตถุ แต่อย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ ปฏิบัติต่อท่านอย่างวัตถุ ดังนี้ ท่านจะถลำสู่ความวุ่นวายได้อย่างไร? นี่คือ กฎเกณฑ์ วิธีการที่เสิ่นหนง และจักรพรรดิเหลืองยึดถือ

มายาภาพชีวิต
“...ชีวิตอันน่าพิสมัยนี้ ไม่ใช่มายาภาพดอกหรือ? จะรู้ได้อย่างไรว่า ในความตายอันน่าเกลียดน่าสะพึงกลัวนั้น จะไม่ใช่ปรากฎการณ์ชีวิตที่อุปมาได้ดัง ‘ชายหนุ่มผู้ออกจากบ้านไปเมื่อวัยเยาว์ แล้วก็ลืมเส้นทางคืนสู่บ้านเกิด?’

เมื่อสาวน้อยลี่บุตรสาวนายด่านแห่งนครอ้าย ถูกจับตัวเป็นเชลยนั้น นางร้องไห้จนน้ำตาเปียกชุ่มคอเสื้อ แต่ต่อมา เมื่อได้เข้ามาพำนักในเวียงวังของเจ้าครองนคร ได้ร่วมเรียงเคียงหมอน เสพอาหารเลิศรสนานา ก็ได้นึกกังขาว่าเธอเคยร่ำไห้เสียยกใหญ่ด้วยเหตุใดหรือ? ผู้ที่วายชนม์ไปแล้วนั้น จะไม่คิดกังขาเช่นเดียวกันว่า ทำไมพวกเขาถึงเคยปรารถนาชีวิตกัน?”

คุณค่าขี้ผึ้งกันมือแตก
ฮุ่ยจื่อบ่นกับจวงจื่อว่า “เจ้านครรัฐวุ่ยให้เมล็ดพันธุ์น้ำเต้ายักษ์แก่ข้า และข้าก็ได้สู้อุตส่าห์นำไปเพาะปลูก บำรุงเลี้ยง กระทั่งเติบใหญ่ ออกผลเป็นผลน้ำเต้าใหญ่ ขนาดที่สามารถบรรจุสิ่งของได้ถึง 5 หาบ* ข้าพยายามใช้ประโยชน์จากมัน โดยหะแรก คิดจะนำไปใช้เป็นที่กักเก็บน้ำ แต่ผลน้ำเต้า ก็หนักเสียจนยกไม่ไหว ก็เลยผ่าครึ่งแยกมันออกเป็นสองส่วน เพื่อจะทำกระบวย แต่กระนั้น มันก็ยังใหญ่และกว้างมากเกินกว่าจะขุดปั้นให้เป็นรูปทรงใดๆ ในที่สุด ข้าก็คิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร จึงฟันผลน้ำเต้านั้น แตกยับเป็นเสี่ยงๆ

จวงจื่อกล่าวตอบไปว่า “คงเป็นเพราะท่านใช้สิ่งของใหญ่โตไม่เป็น! ในนครรัฐซาง มีชายผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญในการทำขี้ผึ้งกันมือแตก ครอบครัวของเขามีอาชีพฟอกไหมสืบทอดกันมาหลายชั่วรุ่น เมื่อนักเดินทางคนหนึ่งได้ยินเกี่ยวกับขี้ผึ้งรักษามือที่ทรงประสิทธิภาพนี้ ก็ได้ขอซื้อสูตรยาดังกล่าวด้วยทองคำก้อนโตถึง 100 ชั่ง*

หัวหน้าครอบครัวฟอกไหมได้เรียกประชุมสมาชิกในบ้าน “พวกเราฟอกไหมกันมาหลายชั่วรุ่นแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้ทองมากไปกว่า 2-3 ชั่ง ถ้าเราขายเคล็ดลับทำขี้ผึ้งทามือในตอนนี้ ก็จะได้ทองคำถึงร้อยชั่งในชั่วพริบตาเลยเชียว...ให้เขาไปเถอะ!”

เมื่อชายคนนั้นได้สูตรทำขี้ผึ้งยานั้นไปแล้ว ก็นำไปมอบให้กับเจ้านครรัฐอู๋ ซึ่งกำลังติดพันสงครามยืดเยื้อกับรัฐเย่ว์มานานมาก เจ้านครได้บัญชาให้ชายผู้นั้นนำกองกำลังทหาร ต่อสู้ศึกกับกองทัพเย่ว์ในฤดูหนาว เขาได้แจกขี้ผึ้งให้เหล่าทหารทาป้องกันมือแตก จึงสามารถจับอาวุธได้กระชับมั่น ลุยโรมรันตีทัพศัตรูจนพ่ายยับ ชายผู้นั้น จึงได้รับการตกรางวัลใหญ่จากเจ้านครรัฐอู๋ คือ ได้เป็นเจ้าศักดินาเหนือดินแดนที่พิชิตมาได้จากเย่ว์

ขี้ผึ้งยานั้น มีสรรพคุณในการป้องกันมือแตกที่เกิดจากทั้งสองสาเหตุไม่ว่าการฟอกไหม และการจับอาวุธทำศึก แต่คนหนึ่งกลับสามารถใช้ประโยชน์จากมัน จนได้เป็นเจ้าศักดินาเหนือดินแดนอันกว้างใหญ่ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เคยได้อะไรมากไปกว่าการเป็นคนฟอกไหม เนื่องจากพวกเขาใช้มันในทางที่แตกต่างกัน

สำหรับท่าน ซึ่งขณะนี้มีผลน้ำเต้าใหญ่กระทั่งสามารถทานน้ำหนักได้ถึง 5 หาบ ท่านสามารถใช้มันต่างเรือน้อย เอนกายนอนเล่น เที่ยวล่องไปตามธารน้ำ ทะเลสาบ แทนการมานั่งเป็นทุกข์เป็นร้อนเอาแต่หงุดหงิดบ่นว่าถึงความใหญ่โตเทอะทะ ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ของมัน ดูเหมือนท่านยังมีพุ่มไม้หนาทึบจำนวนมากขึ้นรกในหัวของท่าน!

*หน่วยน้ำหนัก 1 หาบ เท่ากับ 60 กิโลกรัม
*1 ชั่งจีน เท่ากับ 600 กรัม

นำมาจากผู้จัดการออนไลน์...มุมจีน นิทานคติ(นำมาเรียงหัวข้อใหม่ให้อ่านง่ายขึ้น)




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2552    
Last Update : 16 สิงหาคม 2552 23:26:32 น.
Counter : 570 Pageviews.  

จวงจื้อ...นิทานคติ..(๓)



ผู้ถูกลงทัณฑ์โดยสวรรค์(บทที่ ๑๔)
ผู้ที่นับถือความมั่งคั่ง ย่อมไม่หยุดยั้งการสั่งสมทรัพย์เงินทอง

ผู้ที่เทิดทูนความโดดเด่น ย่อมไม่หยุดวิ่งวุ่นไล่คว้าชื่อเสียงเกียรติยศ

ผู้ที่ปรารถนาอำนาจ ย่อมไม่นึกคิดสละอำนาจแก่ผู้อื่น

ผู้ยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ ต่างหวั่นไหวด้วยความกลัว

หากพวกเขาสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป ก็จะตรอมตกอยู่ในความทุกข์ระทม

พวกเขาไม่เคยนิ่งสงบแม้ชั่วอึดใจ เพื่อใคร่ครวญอย่างลุ่มลึก ต่างมุ่งแต่จดจ้องด้วยนัยน์ตาที่เปี่ยมด้วยความโลภทะยานอยาก ผู้คนเหล่านี้ คือผู้ที่ถูกลงทัณฑ์โดยสวรรค์

'กาก ตะกอนอดีต'(บทที่ ๑๙)
" เปี่ยนนายช่างทำล้อรถละจากการสลักเสลาล้อไม้ ทิ้งค้อนและลิ่ม เดินเข้ามาหาท่านกงหวนซึ่งกำลังคร่ำเคร่งอ่านตำราในห้องหนังสือ และเอ่ยถามว่า "ท่านกำลังอ่านเรียนถ้อยคำของผู้ใด?"

"ถ้อยคำของปราชญ์" ท่านกงกงตอบ

"ปราชญ์ท่านนั้น ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?"

"ท่านล่วงลับไปนานมากแล้ว" กงกงตอบ

"ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่ท่านอ่าน ก็ว่างเปล่า เป็นเพียงกาก ตะกอนของอดีต!"

"ช่างไม้อย่างเจ้า บังอาจมาวิจารณ์ความรู้วิชาที่ข้ากำลังศึกษาเช่นนี้ได้อย่างไร?" กงกงถามขึ้น "หากเจ้าสามารถอธิบายเหตุผลของเจ้าได้ ก็จะรอดชีวิต!"

ช่างทำล้อกล่าวขึ้น "ข้าเพียงแสดงความเห็นจากประสบการณ์ของข้า เมื่อข้ากลึงสลักวงล้อ หากแรงค้อนเบาเกินไป ลิ่มก็จะหลุด แต่ถ้าทุบแรงเกินไป มันก็จะฝังเข้าไปติดแน่นจนไม่อาจขยับ อย่าเบามือไป และอย่าหนักข้อไป จังหวะเหล่านี้อยู่ที่มือของท่าน และท่านสามารถรู้สึกมันได้ด้วยใจของท่าน ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดมันออกมาเป็นคำพูด อักษร...เช่นกัน ข้าไม่สามารถสอนสิ่งเหล่านี้แก่บุตรชาย และเขาก็ไม่สามารถเรียนรู้จากข้าได้ การปฏิบัติงานนั้น อยู่ที่มือและจิตใจของผู้นั้น ดังนั้น สิ่งที่ท่านอ่าน ก็ไม่มีอะไร นอกจากซาก เปลือกของคนแห่งโบราณกาลไว้"

'ภัยภายนอก-ภายใน'(บทที่ ๒๐)
ขงจื้อกล่าวว่า " อย่าเอาแต่เก็บตัวซ่อนเร้นกาย หรือเที่ยวเดินพล่าน อวดโอ้ ควรดำรงอยู่ ณ จุดกึ่งกลาง” ผู้ซึ่งสามารถดำเนินตามหลักทั้งสามนี้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นบุคคลยอดเยี่ยมที่สุด

เมื่อผู้คนได้ท่องไปตามถนนหนทางเผชิญภยันตราย และได้บอกเล่าเรื่องร้ายที่พานพบนั้นแก่ผู้สัญจรไปมา บรรดาพ่อ ลูก พี่ชายและน้องชายต่างเตือนกันให้ระแวงระวัง อย่าได้ย่างกรายเฉียดเส้นทางอันตรายนั้นโดยปราศจากผู้คุ้มกันติดอาวุธกลุ่ม ใหญ่ติดตามไปด้วย นั่นคือ ความชาญฉลาดของพวกเขาหรือเปล่า? แต่พวกเขากลับไม่นำพาต่อสิ่งที่ควรวิตกกังวลจริงๆ เวลาที่พวกเขานั่งนอนบนตั่งเตียง หรือเวลาที่พวกเขาดื่มกินอาหาร กลับไร้สำนึกที่จะเตือนกันและกัน นี่คือความผิดพลาด!"

ความทุกข์ร้อนของบัณฑิต(บทที่ ๒๐)
จวงจื่อสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบเต็มไปด้วยรอยปะชุน สวมรองเท้าซ่อมซอที่ดูราวจะปริหลุดเป็นชิ้น เดินทางไปยังวังแห่งเจ้านครเว่ย เว่ยหวังถึงกับเอ่ยทักอย่างสะท้อนใจในทันทีว่า “โอ! ท่านจอมปราชญ์ ไฉน ท่านตกทุกข์ได้ยากถึงเพียงนี้ !”

จวงจื่อตอบเสียงหนักแน่นทันควันเช่นกันว่า “ ข้าเป็นคนยากไร้ทรัพย์เงินทอง แต่ข้าก็ไม่ได้ทุกข์ระทมร้อนใจแต่อย่างใด เมื่อบัณฑิตผู้รู้ถึงมรรคาแห่งคุณธรรมแลเปี่ยมด้วยภูมิปัญญา แต่ไม่อาจนำมาปฏิบัติดำเนินชีวิต นั่น...จึงเรียกว่า เป็นผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยแท้ แม้เขาจะมีเสื้อผ้าเก่าขาด กระท่อมซอมซ่อ รองเท้าปริขาด เขาก็เป็นเพียงผู้ยากจนเงินทอง หาใช่ ผู้ตกทุกข์ได้ยากไม่”


เรือที่ว่างเปล่า(บทที่ ๒๐)
ขณะชายผู้หนึ่งกำลังพายเรือข้ามลำน้ำ ก็ปรากฏเรือที่ว่างเปล่าลำหนึ่ง แล่นตรงเข้าปะทะชนเขา แม้ชายผู้นั้น เป็นผู้มีอารมณ์ร้อนรุ่มเพียงไร ก็ไม่นึกฉุนโกรธ แต่หากเขาหันกลับมาพบคนนั่งอยู่ในเรือ ก็จะลุกทะลึ่งพรวดขึ้นว่ากล่าวเสียงดังลั่น หากคนผู้นั้นไม่อินังต่อคำบริภาษนั้น เขาก็จะตระโกนใส่อีก หากยังไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ เขาก็จะทุ่มเสียงตระโกนซ้ำซากด้วยโทสะที่ยิ่งร้อนแรง

ในสถานการณ์แรก... เขาไม่มีความโกรธใดๆ แต่ในสถานการณ์ที่สองกลับกลายเป็นตรงข้าม ด้วยหนแรก เขาเผชิญกับความว่างเปล่า แต่หนต่อมา...เขาเผชิญกับการถูกยึดครองทางจิตใจ

หากผู้คนดำเนินไปในโลกด้วย ‘ความว่างเปล่า’ จะมีสิ่งใดอาจทำร้ายเขาได้?

นำมาจากผู้จัดการออนไลน์...มุมจีน นิทานคติ(นำมาเรียงหัวข้อใหม่ให้อ่านง่ายขึ้น)




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2552    
Last Update : 16 สิงหาคม 2552 23:17:54 น.
Counter : 551 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

JazzLover
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




หนุ่มราศีมังกร เลือดกรุ๊ปโอ ตัวโต ขี้ใจน้อย เหงาบ้างเป็นบางอารมณ์ และชอบหาเพลงมาฟังแก้เหงาประจำ...ฟังเพลงทุกประเภท
New Comments
Friends' blogs
[Add JazzLover's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.