Bloggang.com : weblog for you and your gang

...แต่ละคืนวันที่ผันผ่าน มีเรื่องราวหลากหลายให้ค้นหา ...วานนี้ พรุ่งนี้ มินำพา ...เพียงรู้ว่า ทำวันนี้ให้ดีก็เพียงพอ ...มีความสุขกับทุกจังหวะของชีวิต

Group Blog

 
All blogs

 

- " การกลับมาที่ดูดีของ Big Ben " -



แอบมาอ่านบทความของสมาชิกในห้องศุภชลาศัย..เขียนโดย คุณหนุ่มNo.7 เป็นบทความที่พูดถึงBen Wallace ที่เคยดังกับชุดPistonที่ได้แชมป์ กลับบ้านมาอีกคราวนี้เรียกฟอร์มได้ แต่ผมไม่เคยรู้ว่าอายุ36แล้ว...ลองอ่านดูครับ

พอดีเมื่อวานเจอเพื่อนแฟนใส่เสื้อของ Ben Wallace เลยนึกถึงขึ้นมา ... เรียกได้ว่า ผู้เล่นเกมส์รับยอดเยี่ยม 4 สมัย พ่วงตำแหน่ง Center All-Star 4 ปีซ้อนและ All-NBA Defensive Team 6 ปีซ้อนคนนี้ เกือบแขวนสตั้ดที่คลีฟแลนด์


ลุงเฒ่าอายุย่าง 36 ปีคนนี้ ...

แก่มากๆ สำหรับผู้เล่นเฉลี่ยใน NBA เพราะต้องตั้นท์ ตั้งดุดัน ต้องการ์ด กับผู้เล่นระดับมืออาชีพที่สด และฟิตตลอดทั้งปี

แก่ขึ้นไปอีก สำหรับผู้เล่นเฉลี่ยของ NBA ในตำแหน่ง Center ที่นับวันจะผุดขึ้นมาจาก NCAA เป็นดอกเห็ด (และแต่ละคนก็ไม่ธรรมดาทั้งนั้น ... ส่วนมากจะเป็น First Draft ด้วยซ้ำ)

ยังแก่ขึ้นไปอีก สำหรับผู้เล่นเฉลี่ยของ NBA ในตำแหน่ง Center ที่เป็น ตัวจริงของทีม ...


จากอดีต Center Superstar ไปฟอร์มตกที่ชิคาโก ... หวังเฮือกสุดท้ายที่จะได้แชมป์อีกสักครั้งก่อนเลิกเล่นกับ คลีฟแลนด์ ที่มี LBJ ... เกือบได้ไปเลี้ยงหลานโชว์ชาวเมืองฟินิกส์


Big Ben กลับมาอยู่ DETROIT PISTONS ทีมที่ปั้นเค้าขึ้นมาเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ทีมเดียวที่เค้าอยู่แล้วสามารถทำค่าเฉลี่ยรีบาวน์ต่อเกมส์ได้เกินสิบกว่า ทีมที่ทำให้เค้าได้รับรางวัลต่างๆ นาๆ


ผมจะไม่บอกว่าที่เค้ากลับมาเอาตำแหน่ง Center ตัวจริงที่ DETROIT เพราะ "กินบุญเก่า" แต่เพราะการดูแลร่างกาย สุขภาพ เวทเทรนนิ่ง การฝึกซ้อมที่หนักสำหรับลุงเฒ่าอายุเกือบสี่สิบ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในบรรดา CENTER ทุกคนของทีม PISTONS ...

ลุงในวัยขนาดนี้ สามารถเอาชนะ Kwame Brown ผู้เล่น Center ของ Pistons ที่เป็น "นักบาสที่ได้รับการเลือกอันดับ 1 รอบแรกของปี 2001"

ลุงในวัยขนาดนี้ สามารถเอาชนะ Chris Wilcox ผู้เล่น Center ของ Pistons ที่เป็น First Round Pick ปี 2002

ลุงในวัยขนาดนี้ สามารถเอาชนะ Jason Maxiell ผู้เล่น Center ของ Pistons ที่เป็น First Round Pick ปี 2005

โดยที่ลุงแกเอง ไม่ได้ถูก Draft เข้ามาใน NBA ด้วยซ้ำ !!!


เปิดฤดูกาลแข่งปีนี้ ... ลุงเฒ่าสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงจากวัยรุ่นข้างบนทั้งหมด และสามารถทำเฉลี่ยรีบาวน์สูงสุดในทีม


In the paint (พื้นที่ใต้แป้น) ของเมือง Detroit เป็นพื้นที่ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตจากชายคนนี้ BEN WALLACE




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2552 17:18:42 น.  

Kobeติดอาวุธเพิ่มในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา....

เมื่อกี้ลองแว๊ปเข้าNBA.comมา มีหัวข้อข่าวสั้น เมื่อ 5 พย.2552ว่า...Olajuwon makes Bryant's dreams come true.....เนื้อความเขียนถึงการขอให้Hakeemมาโค้ชส่วนตัวให้กับโคบี ในเรื่องของการยืนโพสแบบHakeem และการเคลื่อนตัวสลัดหลุดในระยะMid-postเพื่อเข้าไปถึงหน้าห่วงง่ายขึ้นและทำแต้มได้ดีขึ้น คนเขียนบทความชี้ว่า...สิ่งที่โคบีกำลังทำนั้นเป็นสิ่งที่ไมเคิล จอร์แดนได้ทำในช่วงปลายของอาชีพ .โคบีเล่าถึงความชอบการทำสปินมูฟใต้แป้นของHakeemมาตั้งนานแล้วการขอให้Hakeemมาโค้ชนั้นเป็นความฝันของเขาเลยทีเดียว โคบีพูดถึงแบบอ้อมๆว่าทำไมเขาถึงต้องเชิญHakeemมาสอน เพราะว่าการเคลื่อนมูฟแบบHakeemนั้นดูจากวีดีโอ มันดูง่ายๆ ไม่เห็นจะยากอะไร แต่จริงแล้วมันเต็มไปด้วยความซับซ้อนและความพิสดาร การให้Hakeemมาสอนเลยนั้นเพื่อเขาจะได้ซักถามเวลาติดขัด และให้สอนเขาถึงวิธีการยืนโพส ว่ายืนยังไง และเหตุผลว่าทำไมต้องยืนตรงนั้น...สำหรับHakeemก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า อย่างโคบีที่เป็นMVPมาหลายครั้ง ได้แหวนมาสี่วงกับประสบการณ์13ปีที่เล่นในNBA กลับมาเชิญเขาไปสอนเรื่องนี้ แต่เขาก็เต็มใจ
..โคบีให้สัมภาษณ์หลังเกมที่ชนะRockets 103-102 ในช่วงต่อเวลาว่า..การฝึกแบบนั้นช่วยให้เขาทำเกมบุกง่ายขึ้นและช่วยให้คนที่ประกบเขานั้นยากลำบากมากขึ้น
บทความของ...Fran Blinebury ในNBA.com



ลองดูไฟล์วีดีโอในyoutubeดู..Hakeemยังรักษาหุ่นได้ดีเลย
ไม่รู้ว่าการติดอาวุธเพิ่มคราวนี้จะช่วยยกระดับการเล่นของโคบีมากน้อยเท่าไหร่ คงต้องติดตามดูผลงานเขาต่อครับ

 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2552 16:56:11 น.  

รองเท้านันยางก้าวไกลไประดับนานาชาติ....บาสหญิงชิงแชมป์เอเซียปี2552



ผมขอเก็บภาพนี้ไว้ในบล็อกเพราะเป็นภาพเดียวที่ต้องการโชว์รองเท้านันยางให้เห็น.ถ้าบริษัทนันยางมาเห็น ผมขอวิงวอนให้สนับสนุนรองเท้าให้เธอไปตลอดด้วยครับ เธอยอมลงทุนเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้นันยางในเวทีระดับเอเซียเลย...หรือจะใจร้ายไม่ยอมเป็นสปอนเซอร์เลยเหรอครับ

เบอร์13 ชื่อ Sinjai KUNTHAISONG

 

Create Date : 21 กันยายน 2552
Last Update : 21 กันยายน 2552 9:48:15 น.  

ถึงเวลาหรือยังครับที่กีฬาบาสต้องเรียนรู้หนทางความสำเร็จของทีมชาติวอลเลย์บอล



ก่อนอื่นคงต้องขอแสดงความยินดีกับทีมชาติวอลเลย์บอล หญิงไทยที่ได้แชมป์มาโดยชนะทีมเต็งอย่างจีน แม้ว่าผมจะเข้ามาเขียนเรื่องนี้ช้าเพราะรอการให้ข่าวเรื่องเบื้องหลังความ สำเร็จ จากคอลัมภ์ที่13ในข่าวสดฉบับ 16 กย.2552 กับผู้จัดการออนไลน์ฉบับวันที่ 16 กย.2552......ทำให้ผมรู้ว่าทางสมาคมวอลเลย์บอลวางแผนมานานถึง 12 ปี กับการทุ่มเทของทีมงานโดยเฉพาะโค้ชเกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หรือ ‘โค้ชอ๊อด’.ในมุมมองของผมน่าจะสรุปปัจจัยสำคัญได้ว่า

ปัจจัยข้อแรกคือ สมาคมวอลเลย์บอลให้ความสำคัญกับการสร้างทีมชาติหญิง
เมื่อ มีการให้ความสำคัญ แผนการสร้างทีมจึงเริ่มขึ้น เริ่มตั้งแต่ปี2540 ด้วยการมองยุทธศาสตร์ว่า ทีมวอลเลย์บอลหญิงในเอเซียอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน มีอันดับดีๆในเวทีโลก การมุ่งพัฒนาทีมเพื่อชนะทีมเหล่านี้ได้ย่อมไม่ต้องพูดถึงเวทีโลกว่า...ไปได้ แน่นอน.กลับมามองเรื่องสรีระอย่างนักวอลเลย์บอลญี่ปุ่นที่มีส่วนสูงไม่ห่าง จากคนไทยมาก จึงเกิดการคัดเลือกเลือกเฟ้นสรีระนักวอลเลย์บอลตังแต่อายุน้อยๆ เพาะบ่มนักกีฬาเพื่อสร้างทีมชาติ ตั้งแต่เก็บตัวสร้างทีม พัฒนาเทคนิคและยุทธวิธี อาหารการกินที่พัก รวมทั้งส่งแข่งต่างประเทศเพื่อสร้างประสบการณ์
ในความเห็นของผม....ข้อ นี้สำคัญที่สุด ถ้านโยบายของสมาคมไม่ชัดเจนและไม่มั่นคง ไม่มีทางเด็ดขาดที่จะสร้างทีมแบบนี้โดยอาศัยความต่อเนื่องและประสบการณ์ของ ทีมเบื้องหลัง.....ถ้านโยบายยังเป็นแบบรายปี หวงเก้าอี้กัน เด็กข้าต้องเข้ามาเป็นใหญ่ ไม่ได้มองอนาคตของกีฬา ของทีมชาติ มันจบตั้งแต่แรก เพราะวันๆเอาเวลาไปนั่งหวงก้าง กลัวคนมาเลื่อยขาเก้าอี้ จนไม่มีเวลา ไม่มีสมองไปคิดการสร้างทีมชาติ.....จริงไหมครับ

ขออนุญาตเอาภาพประกอบจาก ผู้จัดการออนไลน์มาแปะครับ

ปัจจัยข้อที่สอง...ผมยกให้ทีมงานเบื้องหลัง ที่ต้องเอ่ยชื่อน่าจะเป็นโค้ชเกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หรือ ‘โค้ชอ๊อด’ ถือเสียว่าเป็นหัวหน้าทีมงานเบื้องหลังแล้วกัน ถ้าผมไม่ได้เอ่ยชื่อทีมงานเบื้องหลังว่ามีใครบ้าง ก็ขออภัยเพราะผมเก็บข้อมูลตามข่าว

ผมเห็นโค้ชคนนี้ตั้งแต่เล่นให้ ทีมชาติไทย ผมยังรุ่นๆอยู่เลย....เมื่อผันตัวมาเป็นโค้ชทีมชาติตั้งแต่เริ่มแผนงาน เป้าหมายของสมาคมชัดเจนก็ช่วยให้ทีมโฟกัสงานได้ชัดขึ้น เป้าหมายแรกคือพัฒนามาตรฐานของทีมวอลเลย์บอลให้เข้าใกล้มาตรฐานโลกมากที่สุด นั่นคือซ้อมอย่างหนักเท่านั้น นั่นหมายถึงความทุ่มเทของทั้งผู้เล่นและโค้ช.....ลองอ่านคำสัมภาษณ์ในผู้จัด การออนไลน์ดู

“ในโปรแกรมฝึกซ้อมของผม ถ้าจะซ้อมให้มันถึงระดับโลกต้องฝึกซ้อมอย่างน้อย 25-30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โปรแกรมการฝึกจะต้องฝึกอย่างน้อยวันละสองครั้ง เช้าเย็น เช้าต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า มาฝึกซ้อมสามชั่วโมงจนถึงเก้าโมงเช้า เล่นเวตเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและสร้างทักษะ ตอนเย็นก็ฝึกซ้อมอีกสามชั่วโมงเพื่อพัฒนาเทคนิคและยุทธวิธี ก็ทำแบบนี้อยู่ทั้งหมดหกวัน จันทร์ถึงเสาร์ เวลาส่วนตัวก็จะไม่มี เวลากลางวันถ้าใครมีเรียนหนังสือก็ไป ใครไม่เรียนหนังสือก็ต้องไปทำกายภาพเพื่อเตรียมร่างกาย”

มาดูตัวนัก กีฬาถ้าซ้อมหนักขนาดนั้น มันหมายความว่า ไม่เหลือแรงไม่เหลือเวลาไปทำงานอย่างอื่นแน่นอน นั่นคือเล่นวอลเลย์บอลเป็นอาชีพ....ทั้งที่เรายังไม่มีรายได้จากการแข่งขัน ลีคอาชีพมาเลี้ยงนักกีฬาและทีมได้จริงๆ แต่เมื่ออ่านในบทสัมภาษณ์ก็มีโครงการในอนาคตต่อ โดยเฉพาะการพัฒนาลีคอาชีพ.....
สำหรับทีมงานเบื้องหลังนั้นต่างก็มีข้อ จำกัด เพราะโค้ชและทีมงานต่างก็มีงานประจำ แม้จำเป็นต้องมีบุคลากรด้านนี้จริงๆ แต่ทางสมาคมฯ ก็ไม่สามารถที่จะจ้างโค้ชที่มาฝีกสอนได้ในเงินเดือนที่เท่ารัฐวิสาหกิจหรือ บริษัทเอกชน จึงต้องใช้วิธีขอยืมตัวแทน.....และถ้าเบื้องหลังเป็นคนไทยทั้งหมด ไม่จ้างฝรั่งเลย ผมคงจะดีใจเพิ่มไปอีกเท่าตัวเลยครับ
ถ้าจะถามว่าอะไร ถึงมัดใจโค้ชกับทีมให้ลุยกันมานับสิบปีได้....ก็คงต้องบอกว่า กำลังใจดี.....กำลังใจมาจากไหน สำคัญที่สุดก็น่าจะเป็นนโยบายของสมาคม.....ผมไม่ได้โจมตีสมาคมอื่นนะครับ เพียงแค่สมาคมนิ่ง คงนโยบาย เชื่อมั่นในทีมงาน แล้วรอเวลาออกดอกออกผล อย่างที่เห็นในวันนี้.....สุดท้าย...ผมนับถือหัวใจของโค้ชและทีมงานครับ ....ไม่มีพวกคุณ ทุกอย่างมันไม่มีทางเดินมาถึงวันนี้แน่นอน

ปัจจัยข้อที่สาม คือ การส่งนักกีฬาไปเล่นลีคต่างประเทศ
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการส่งนักกีฬาไปเล่นลีคอาชีพต่างประเทศ คือ

1.การเก็บประสบการณ์
ประเทศ ที่มีลีคอาชีพนั้น น่าจะเป็นแหล่งรวมมืออาชีพต่างๆ ระบบการเก็บตัวและซ้อมก็เป็นระบบ แน่นอนว่าลีคที่รายได้ดีๆจะดึงตัวเล่นเก่งๆให้หลั่งไหลเข้ามา การเล่นกับคนเก่งอย่างน้อยก็ได้พัฒนาความสามารถของผู้เล่น
"ความแกร่งของทีม ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากผู้เล่นหลายคนก้าวขึ้นไปเล่นวอลเลย์บอลอาชีพในต่างประเทศ จนกระดูกแข็งโป๊ก"

2.เรื่องรายได้
ผมไม่มีข้อมูลว่ารายได้จะดีมากไหม แต่น่าจะดีกว่าบ้านเรา ลองดูตัวเลขที่มีให้ดูจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดดังนี้
อรอุมา สิทธิรักษ์ ตำแหน่งหัวเสา สโมสรไซเลอร์ โคนิซ ในสวิตเซอร์แลนด์ สัญญา 7 เดือน รับค่าจ้าง 32,000 ยูโร

นุศรา ต้อมคำ ตัวเซ็ต สโมสรวีซี กานติ ชาฟเฮาเซ่นในสวิตเซอร์แลนด์ สัญญา 7 เดือน ค่าจ้าง 30,000 ยูโร

ปลื้มจิตร์ ถินขาว หัวเสาบอลเร็ว สโมสรคอนย่า เอเรกี ในตุรกี สัญญา 7 เดือน ค่าเหนื่อย 50,000 เหรียญสหรัฐ

มลิกา กันทอง หัวเสาบอลเร็ว สโมสรคอนย่า เอเรกี ในตุรกี สัญญา 7 เดือน รับค่าเหนื่อย 45,000 เหรียญสหรัฐ

วิลาวัลย์ อภิญญาพงศ์ หัวเสาบอลเร็ว, กลาง สโมสรคอนย่า ในตุรกี สัญญา 7 เดือน ค่าเหนื่อย 42,000 เหรียญสหรัฐ

และ อำพร หญ้าผา บอลเร็ว สโมสรคาซี่ ยูนิเวอร์ซิตี้ อันกาล่า ในตุรกีมีสัญญา 7 เดือน รับค่าเหนื่อย 750,000 บาท.....

และ แน่นอนว่าการได้แชมป์คราวนี้อาจได้ขึ้นค่าตัวบ้าง ได้ไปเล่นลีคที่ระดับสูงขึ้นบ้าง เป็นแรงส่งเสริมกันครับ เหมือนนักเตะถ้าเป็นดีกรีทีมชาติและทีมชาติที่ผลงานดีๆ ค่าตัวค่าเหนื่อยก็อีกเกรดหนึ่ง เกรดของทีมที่อยากดึงตัวก็อีกระดับหนึ่ง....จริงไหมครับ

สุดท้ายครับ .....ในความคิดของผม ทุกอย่างมันจุดประกายจากวิสัยทัศน์ของผู้นำ.....อย่างกีฬาบาสของไทย คงไม่ต้องเอ่ยชื่อมั้งครับว่าใครกุมทิศทาง แนวทางกันอยู่..ทุกวันที่เป็นแบบนี้เพราะอะไร...ทุกคนคงรู้ดี

 

Create Date : 21 กันยายน 2552
Last Update : 21 กันยายน 2552 9:20:21 น.  

The Prince And The King



บางครั้งการตอบตัวเองว่าทำไมถึงชอบนักกีฬาคนนี้ คงต้องใช้เวลานั่งนึกอยู่นานเหมือนกัน เช่นเดียวกับหลายๆท่านที่มีนักกีฬาในดวงใจและนักกีฬาแบบไอดอล และที่ผมเห็นบ่อยคือ เราเห็นแต่นักกีฬาในดวงใจของเรา ไม่ค่อยเปิดใจให้นักกีฬาคนอื่น ทั้งที่ทุกคนก็ดีก็เด่นในแบบตัวเองเพียงจะต้องตาต้องใจเรามากน้อยแค่ไหน.... ประเด็นนักกีฬาหน้าใหม่ในวงการNBAที่ถูกชูขึ้นมาร้อยทั้งร้อยถูกเทียบกับ จอร์แดน เป็นยังจอร์แดน..ยังที่แปลว่าหนุ่ม นิวจอร์แดนบ้าง จอร์แดนนัมเบอร์ทรูบ้าง ผมก็ไม่แน่ใจว่านักกีฬาคนนั้นจะนับว่าเป็นเกียรติไหม คิดว่าใช่ และถ้าหนทางในลีคทอดผ่านไป ดาราดาวรุ่งคนนั้นไม่ได้ทำอะไรที่เทียบเท่ากับที่จอร์แดนได้ทำมาในเวลาที่ ผ่านไป กลับถูกสื่อเขียนตอกย้ำแล้วตอกย้ำอีก บางทีก็อัดเสียจมดิน บางทีดาวรุ่งก็เป๋ไปเลย แล้วเราก็หาตัวละครคนใหม่เข้ามาให้เราตั้งความหวัง เชียร์แล้วลุ้นให้เขาทาบไม่ติดดาราแล้วหาตัวละครใหม่ สิ่งเดียวที่ทำให้เกิดวงจรนี้คือ....จอร์แดนเป็นคนที่เก่งเกินไปเท่านั้น... ผมเขียนผิด เพราะจอร์แดนเป็นเทพ เป็นพระเจ้ามากกว่า เหมือนกับถามว่าเปเล่เก่งไหม คงไม่ต้องตอบแน่นอน..เทพแท้ๆ แล้วมาราโดน่าเก่งไหม....เซียนดีๆ แล้วเปเล่กับมาราโดน่าใครเก่งกว่ากัน....ผมว่าเก่งทั้งคู่แต่คนละแบบ
... ลองใส่คำว่า Kobe Bryant กับ Michael Jordanลงในกูเกิลจะเห็นว่ามีบทความเทียบทั้งสองให้อ่านจนตาลาย ไม่ว่าใครจะว่ายังไง ผมว่าเก่งทั้งคู่ เพียงแต่ใครจะมีอิทธิพลต่อวงการบาสมากน้อยเท่าไหร่ บาสในยุคนี้มีอิทธิพลจากจอร์แดนอย่างมากมาย หลายคนสรรเสริญจอร์แดนว่าทำให้บาสบูมได้ขนาดนี้ แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยแว๊บความคิดมาว่า อิทธิพลครอบงำที่มากเกินของจอร์แดนนี่หรือเปล่าที่ทำให้วงการอยู่เพียงเท่า นี้ ถ้าอิทธิพลของเขาลดจากนี้อีกหน่อย ความกดดันของดาวรุ่งจะน้อยลงแล้วการสรรสร้างวงการอาจได้อะไรต่างจากทุก วันนี้....จะโดนด่าไหมครับ ทั้งๆที่ผมก็ชอบบาสเพราะMJ ประตูห้องตอนวัยรุ่นก็เอาAir Walkมาแปะ
...ถ้าลองไปอ่านชีวิตของKobeใน wikipedia อ่านแบบคร่าวๆเพราะเขาไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมาก การเป็นลูกชายของนักบาสอาชีพ การหัดเล่นบาสตั้งแต่อายุ3ขวบ สุดท้ายการมีพ่อตัวเองเป็นโค้ชในวัยหัดเล่น ชีวิตของพ่อโคบีนั้นออกไปเล่นในอิตาลีและสเปน ถ้าคิดเอาเองก็คงเพราะเล่นลีกใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ ลองคิดดูว่าพ่อที่โหยหาความสำเร็จในฐานะผู้เล่นจะเคียวลูกตัวเองขนาดไหน เพื่อชดเชยสิ่งที่ตัวเองคว้าไม่ได้แต่เห็นแววลูกตัวเองว่าคว้าได้ ผมคิดว่าโคบีพูดถึงปูมหลังตัวเองน้อยมาก พูดถึงพ่อตัวเองแทบจะนับครั้งได้ ทุกอย่างที่ผลักดันเขาให้มายืนตรงนี้และเป็นแบบนี้มันมีเหตุผลแน่ๆ เพียงเราจะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้น

Kobe Bryant

ในมุมมองของคนดูคนหนึ่ง
ถ้าเรามองโคบีในฐานะ มนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความสามารถ ความมุ่งมั่นและต้องการความสำเร็จ เวลาที่ผ่านมาทำให้คนคนหนึ่งเรียนรู้ว่าความสำเร็จนั้นไม่ได้มาด้วยลำพัง สิ่งที่เขาเข้าใจว่าเขามี ความสามารถส่วนตัวนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ถ้าไม่มีคงไม่กล้าฝันไกล แต่เมื่อมีแล้วมันยังจำเป็นต้องหาจิ๊กซอว์อันอื่นมาเติมให้เต็ม...คำว่า" ทีม"ไงล่ะครับ ความดื้อดึงดึงดันจากเด็กวัยรุ่นพัฒนาการไปสู่ผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น ...แม้ว่าหลังๆผมจะไม่ค่อยได้ยินคำพูดอะไรออกจากปากโคบี้ และในฐานะที่เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจคือแต่ละคนมีอัตตลักษณ์ อาจไม่ถูกใจเรา และคนคนหนึ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีวุฒิภาวะ สิ่งที่ผ่านมาอาจไม่ดี ไม่ถูกใจเราแต่วันนี้เขาปรับตัวให้ดีขึ้น เราก็ควรจะให้อภัยกับสิ่งที่ผ่านมา...ใช่ไหมครับ



สิ่งหนึ่งที่ผมมองเห็นเสมอตั้งแต่วันแรก แต้มแรก แม็ตช์แรกจนถึงวันนี้....ลองมองเข้าไปในตาของโคบีสิครับ แล้วคุณจะมองเห็นอะไร สิบกว่าปีไม่ได้เปลี่ยนแปลงตาคู่นี้เลย.....ความมุ่งมั่นและสู้ไม่ยอมถอย

ผมชอบสายตาแบบนี้ชะมัดเลยครับ

 

Create Date : 11 มิถุนายน 2552
Last Update : 11 มิถุนายน 2552 22:04:25 น.  

1  2  3  4  5  6  7  

JazzLover

Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

หนุ่มราศีมังกร เลือดกรุ๊ปโอ ตัวโต ขี้ใจน้อย เหงาบ้างเป็นบางอารมณ์ และชอบหาเพลงมาฟังแก้เหงาประจำ...ฟังเพลงทุกประเภท
 
Friends' blogs
[Add JazzLover's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.