Group Blog
 
All Blogs
 

หลักธรรมของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลักธรรมของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

จิตคิด จิตเกิด จิตไม่คิด จิตไม่เกิด
จิตคิด จิตถูกทำลาย จิตไม่คิด จิตไม่ถูกทำลาย
จิตปรุงแต่ง จิตถูกทำลาย จิตไม่ปรุงแต่ง จิตไม่ถูกทำลาย
จิตแสวงหา จิตถูกทำลาย จิตไม่แสวงหา จิตไม่ถูกทำลาย
จิตปรารถนา จิตถูกทำลาย จิตไม่มีความกำหนัด จิตไม่ถูกทำลาย
ทิ้งหมด รู้หมด ทิ้งหมด ได้หมด
ไม่ทิ้งเลย ไม่รู้เลย ไม่ทิ้งเลย ไม่ได้เลย
ทรงจิตเข้ามรรคจิต แล้วจิตพิจารณาจิต
รู้ธรรมในจิต แล้วถนอมมรรคจิต จงทำให้ชำนิชำนาญ

จิตอบรมจิต รู้ธรรมภายในจิต แล้วอบรมธรรมในธรรมภายในจิต
ผู้รู้ไม่คิด ผู้คิดยังไม่รู้ รู้แล้วไม่ต้องคิดก็เกิดปัญญา
เอาธรรมมาอบรมธรรม รู้ธรรมในธรรม
เอาธรรมชาติมาปฏิบัติธรรมชาติ ให้รู้ธรรมชาติในธรรมชาติ
เอาธาตุมาปฏิบัติธาตุ ให้รู้ธาตุในธาตุ
เอาธรรมอบรมในธรรม เอาจิตอบรมในจิต ให้รู้ธรรมภายในจิต
รู้แล้วละวาง ปล่อยทิ้ง และไม่อาลัย และไม่ยึดมั่นธรรมต่างๆ
ธรรมที่เกิดขึ้นภายในจิต ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว
บาปบุญเปรียบเหมือนมารยา เกิดขึ้นแล้วดับ ปล่อยทิ้งทั้งสอง
มีแต่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
สิ้นแห่งความรู้ หุบปากเงียบ อิ่มในธรรม
ธรรมเติมธรรม ไม่มีธรรม นั่นคือธรรม

อย่าปล่อยให้จิตปรุงแต่งมากนัก
ข้อสำคัญ ให้รู้จัก.....จิต.....ของเราเท่านั้นเอง
เพราะว่าจิตคือ “ตัวหลักธรรม”
นอกจากจิตแล้ว ไม่มีหลักธรรมใดๆ เลย
ภาวนามากๆ แล้วจะรู้ถึงความเป็นจริง
เท่านั้นเอง.....ไม่มีอะไรมากมาย.....มีเท่านั้น


เปล่า.....เปล่า.....บริสุทธิ์



>>>>> จบ >>>>>




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2553 18:23:38 น.
Counter : 132 Pageviews.  

บางส่วน จาก "โพธิญาณ" โดย พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท)

บางส่วน จาก "โพธิญาณ" โดย พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท)

...

จิตยึดมั่นมันก็สับสนวุ่นวาย

ธรรมชาติของใจเรามันก็อย่างนั้น เมื่อใดที่เกาะเกี่ยวผูกพันยึดมั่นถือมั่นก็จะเกิดความวุ่นวายสับสน เดี๋ยวมันก็จะวิ่งวุ่นไปโน่นไปนี่พอมันวุ่นว่ายสับสนมากๆเข้า เราก็คิดว่าคงจะฝึกอบรมมันไม่ได้แล้วแล้วก็เป็นทุกข์ นี่ก็เพราะไม่เข้าใจว่ามันต้องเป็นของมันอย่างนั้นเองความคิด ความรู้สึก มันจะวิ่งไปวิ่งมาอยู่อย่างนี้ แม้เราจะพยายามฝึกปฏิบัติ พยายามให้มันสงบ มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เมื่อเราติดตามพิจารณาดูธรรมชาติของใจอยู่บ่อยๆก็จะค่อยๆเข้าใจว่าธรรมชาติของใจมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้


ปล่อยวางได้จิตใจก็สงบ

ถ้าเราเห็นอันนี้ชัด เราก็จะทิ้งความคิดความรู้สึกอย่างนั้นได้ ทีนี้ก็ไม่ต้องคิดนั่นคิดนี่อีก คอยแต่บอกตัวเองไว้อย่างเดียวว่า "มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง" พอเข้าใจได้ชัด เห็นแจ้งอย่างนี้แล้ว ทีนี้ก็จะปล่อยอะไรๆได้ทั้งหมด ก็ไม่ใช่ว่าความคิดความรู้สึกมันจะหายไป มันก็ยังอยู่นั่นแหละ แต่มันหมดอำนาจเสียแล้ว

เปรียบก็เหมือนกับเด็กที่ชอบซน เล่นสนุก ทำให้รำคาญ จนเราต้องดุเอา ตีเอา แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของเด็กก็เป็นอย่างนั้นเอง พอรู้อย่างนี้ เราก็ปล่อยให้เด็กเล่นไปตามเรื่องของเขาความเดือดร้อนรำคาญของเราก็หมดไป มันหมดไปได้อย่างไร ก็เพราะเรายอมรับธรรมชาติของเด็ก ความรู้สึกของเราเปลี่ยน และเรายอมรับธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย เราปล่อยวาง จิตของเราก็มีความสงบเยือกเย็น นี่เรามีความเข้าใจอันถูกต้องแล้ว เป็นสัมมาทิฏฐิ

ถ้ายังไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ แม้จะไปอยู่ในถ้ำลึกมืดสักเท่าใด ใจมันก็ยังยุ่งเหยิงอยู่ ใจจะสงบได้ก็ด้วยความเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ทีนี้ก็หมดปัญหาจะต้องแก้เพราะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น นี่มันเป็นอย่างนี้ เราไม่ชอบมัน เราปล่อยวางมัน เมื่อใดที่มีความรู้สึกเกาะเกี่ยวยึดมั่นถือมั่นเกิดขึ้น เราปล่อยวางทันที เพราะรู้แล้วว่าความรู้สึกอย่างนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อจะกวนเรา แม้บางทีเราอาจจะคิดอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงความรู้สึกนั้นเป็นของมันอย่างนั้นเอง

ถ้าเราปล่อยวางมันเสีย รูปก็เป็นสักแต่ว่ารูป เสียงก็สักแต่ว่าเสียง กลิ่นก็สักแต่ว่ากลิ่น รสก็สักแต่ว่ารส โผฏฐัพพะก็สักแต่ว่าโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ก็สักแต่ว่าธรรมารมณ์ เปรียบเหมือนน้ำมันกับน้ำท่า ถ้าเราเอาทั้งสองอย่างนี้เทใส่ขวดเดียวกัน มันก็ไม่ปนกัน เพราะธรรมชาติมันต่างกัน เหมือนกับที่คนฉลาดก็ต่างกับคนโง่ พระพุทธเจ้าก็ทรงอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ แต่พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์ พระองค์จึงทรงเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่ง "สักว่า" เท่านั้น


ใจก็สักว่าใจ ความคิดก็สักว่าความคิด

พระองค์ทรงปล่อยวางมันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ทรงเข้าพระทัยแล้วว่า ใจก็สักว่าใจ ความคิดก็สักว่าความคิด พระองค์ไม่ทรงเอามันมาปนกัน ใจก็สักว่าใจ ความคิดความรู้สึกก็สักว่าความคิด ความรู้สึกปล่อยให้มันป็นเพียงสิ่ง "สักว่า" รูปก็สักว่ารูป เสียงก็สักว่าเสียงความคิดก็สักว่าความคิด จะต้องไปยึดมั่นถือมั่นทำไม ถ้าคิดได้รู้สึกได้อย่างนี้เราก็จะแยกกันได้ ความคิดความรู้สึก (อารมณ์) อยู่ทางหนึ่งใจก็อยู่อีกทางหนึ่ง เหมือนกับน้ำมันกับน้ำท่า อยู่ในขวดเดียวกันแต่มันแยกกันอยู่

พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกของพระองค์ ก็อยู่ร่วมกับปุถุชนคนธรรมดาที่ไม่ได้รู้ธรรม ท่านไม่ได้เพียงอยู่ร่วมเท่านั้น แต่ท่านยังสอนคนเหล่านั้น ทั้งคนฉลาด คนโง่ ให้รู้จักวิธีที่จะศึกษาธรรมปฏิบัติธรรมและรู้แจ้งในธรรม ท่านสอนได้เพราะท่านได้ปฏิบัติมาเองท่านรู้ว่ามันเป็นเรื่องของใจเท่านั้น เหมือนอย่างที่ได้พูดมานี่แหละ

ดังนั้นการปฏิบัติภาวนานี้อย่าไปสงสัยมันเลย เราหนีจากบ้านมาบวช ไม่ใช่เพื่อหนีมาอยู่กับความหลงหรืออยู่กับความขลาดความกลัว แต่หนีมาเพื่อฝึกอบรมตัวเอง เพื่อเป็นนายตัวเอง ชนะตัวเองถ้าเราเข้าใจได้อย่างนี้ เราก็จะปฏิบัติธรรมได้ ธรรมะจะแจ่มชัดขึ้นในใจของเรา

...


__________________________________________

บางส่วน จาก โพธิญาณ
โดยพระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท)
http://www.dhammathai.org/book/bodhiyana4.php


สำเนาจากท่านจิต




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2552    
Last Update : 14 ธันวาคม 2552 22:21:21 น.
Counter : 123 Pageviews.  

บันทึกคำถามเกี่ยวกับการปฎิบัติ เบื้องต้น

.........นั้งสมาธิ ด้วย สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบ คือชอบใจ การตรัสรู้ของพระบรมศาสดา ตามที่ตรัสไว้ว่า

ภิกษุ (ผู้เห็นภัยในทุกข์อริยสัจ) ทั้งหลาย
พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด

(เจริญสมาธิตามที่ตรัส เจริญได้ ทั้ง ยืน เดิน นั่งนอน /พระสูตรหนึ่งตรัสว่า เดินสมาธิ สมาธิตั้งอยู่ได้นาน จากความจำ)

ทีนี้ ตรัส ถึงผล ของการเจริญสมาธิ ต่อไปว่า

ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุ ผู้มี จิต เป็น สมาธิ (ตามที่ตรัสให้เจริญนั้น โดย ระบบ ธรรมอันเอกคือ อานาปานสติสมาธิ ฯลฯ)

ขอให้ เพ่งคำว่า เป็น สมาธิ.....ดีดี ว่า เป็นอย่างไร? เช่นที่ตรัสไว้ว่า สมาหิโต บริสุทโธ กัมมนิโย


ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุ ผู้มี จิต เป็น สมาธิ ตั้งมั่นแล้ว ..(ตั้งมั่นขั้นไหน? เพื่อสติในสมาธิที่ ฯลฯ)

ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง


ก็ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งอะไรเล่า? (ซึ่งอะไรนั้น ไม่ใช่ ธรรมกาย หน้าตักเท่านั้นเท่านี้ ฯลฯ .....ตามที่ตรัสต่อไปอีกว่า)

ภิกษุนั้น
ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่ง

ความเกิดขึ้น และความดับไปแห่ง รูป
ความเกิดขึ้น และความดับไปแห่ง เวทนา
ความเกิดขึ้น และความดับไปแห่ง สัญญา
ความเกิดขึ้น และความดับไปแห่ง สังขารทั้งหลาย
ความเกิดขึ้น และความดับไปแห่ง วิญญาณ

แล้วตรัสต่อไปว่า

ก้การเกิดขึ้นแห่งรูป เวทนา สัญญษ สังขาร วิญญาณนั้น คือ

(โดยอาการคือ) ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่กับ ซึ่งรูป (เช่น นิมิตธรรมกาย หน้าตัก ฯลฯ เป็นต้น กระมัง) ..ซึ่ง เวทนา ...ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขารทั้งหลาย ซึ่งวิญญาณ

นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น

ความเพลินใดในรูป (เวทนา สัญญษ สังขาร วิญญาณ) ความเพลินนั้นคืออุปาทาน

เพราะมีอุปาทาน (ความเพลินเช่นที่ตรัสนี้) ของภิกษุนั้น เป็นปัจจัย จึงมี ภพ
เพราะมี ภพ เป็น ปัจจัย จึงมี ชาติ
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน (ชาติ ยัน อุปายาสทั้งหลาย)

ความเกิดขึ้นพร้อม (แห่งรูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ หรือขันธ์ทั้ง ๕ อันเป็น) กองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี

ด้วยอาการอย่างนี้


แล้วตรัส ความดับแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ หรือขันธ์ทั้ง ๕ ....เพราะ
ภิกษุนั้น
ย่อม ไม่ เพลิดเพลิน
ย่อม ไม่ พร่ำสรรเสริญ
ย่อม ไม่ เมาหมก
อยู่
ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ หรือขันธ์ทั้ง ๕



สรุป
ท่าน จขกท จะเจริญ สมาธิ ก็ควร

(๑)มีความเห็นที่ถูกต้องว่า เจริญสมาธิเพื่อ ผลอะไร ...ผลคือ รู้ชัดตามที่เป็นจริง ตรงตามพุทธปัญญา ตามที่อ้างอิง ที่ตรัสไว้

(๒) เมื่อ ลงมือปฏิบัติสมาธิ จะเกิดอะไร เห็นอะไร ก็ไม่ หลงเพลิน เมาหมกอยู่ในสิ่งนั้นๆ เพราะ มันเนื่องกับ ..รูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ หรือขันธ์ทั้ง ๕ นั่นเอง

(๓) พระป่า ฯลฯ จึงกล่าวว่า เห็น-รู้แต่ไม่เอา หรือ เห็น-รู้แล้วทิ้ง หรือ เห็น-รู้แล้วปล่อย ...ไม่ เพ่งคือเพลินเมาหมกอยู่ ฯลฯ

(๔) จากนั้น เลือก คู่มือ จากแผนที่ชั้นปฐมภูมิ เพื่อ ปฏิบัติสมาธิ หรือ เจริญสติตามสัญชาติญาณสมาธิ เพื่อ ให้ เกิด สติในสมาธิที่สูงกว่าสามัญสัญชาติญาณ คือ อุปจารสมาธิ -อัปปนาสมาธิ ฯลฯ

ข้อที่ ๔ นี้ ย่อม ไม่ = เจริญ มิจฉาสมาธิ แน่ๆ เพราะ มีสัมมาทิฏฐิ นำแล้วว่า จะเจริญ สมาธิ เพื่อ ลุสัมมาสมาธิ อย่างไร (คือ ไม่ นันทิ ใน สภาวะอะไรๆ ที่เนื่องกับ สมาธินั้นๆ)


กลับมาที่กระทู้
คือว่า เรานั้งสมาธิเรานั้งได้ไม่นานบางที่ยังไม่ถึง 5 นาที ความก็กระจายคิดโน้นคิดนี้ ........


ข้อความที่ท่าน จขกท เสนอนั้น
แปลว่า

ขณะที่ ๑ ......พอ ตั้งใจ จะให้ สติตั้งมั่น = เกิดจิตกลุ่มดวงใหม่ ปั๊ป (จะ 15 - 30 / หรือ 5 อะไรก็ตาม)

ขณะที่ ๒ ต่อจาก ๑ .....ไอ้ความเคยชินแห่งจิตสมัยก่อนๆ ที่เคยชินอย่างยิ่งเหล่านั้น มัน ขัดขวาง จิตกลุ่มดวงใหม่นั้น ที่เกิดขึ้น นั้น - 15 - 30 / หรือ 5 อะไรก็ตาม)


ไอ้ความเคยชินแห่งจิตสมัยก่อนๆ ที่เคยชินอย่างยิ่ง นั่นแหละคือ อุปกิเลสที่ได้แก่นิวรณ์ทั้ง ๕ (แมงหวี่ตัวใดตัวหนึ่ง) หรือ สนิมแห่งอดีตจิตกลุ่มดวงเดิมๆ (ที่ไม่ใช่ ขณะที่ ๑) มันเป็น แขกจรมา ที่จิตกลุ่มดวงใหม่ ที่ตั้งขึ้นนั้น


ด่านนี้ ...เป็นธรรมดาๆๆๆ คที่นักสมาธิ ต้องผ่าน สภาวะแบบนี้ ทุกๆ คน แต่ ช้า นานต่างกัน เพราะ "สัมมาทิฏฐิ +อิทธิบาท ๔" เป็นต้น


วิธีแก้ไข
ท่าน จขกท ลองแก้ไข ตาม แบบนั้นแบบนี้ แล้ว
ถ้า ยัง ผ่านด่านนี้ ไม่ได้อีก ใน ระยะเวลาหนึ่ง เช่น 10 ปี หรือ 5 ปี หรือ 1ปี

ท่าน จขกท ควร ทิ้ง วิธีเหล่านั้น หรือไม่

ลองเทียบกับ กรณี อุปติสสะ (พระสารีบุตร) ศิษย์เอก อาจารย์สัญชัย
เมื่อได้ยินคาถาพระอัสสชิ ถึงกับ กล้า ปลีกออกจากสำนัก อาจารย์ ....


หมายเหตุ
คำว่า ...ว่าเราควรจะต้องทำยังไงให้สมาธิ และ จิต เรานิ่ง เหมือนเดิม
ไม่ทราบว่า เป็นคำสอนของท่านใด ...ไม่ใช่คำถาม เพราะอยากรู้นะครับ

แต่ขอเสนอว่า
ควรกำหนดรู้ได้ว่า จะเจริญสมาธิเจตสิก เพื่อผล คือทำให้จิตนิ่ง แบบไหน?
ต่างหาก ...ที่จะนำไปสุ่ ผล ที่สูงกว่าเดิม ฯลฯ

กล่าวคือ กำหนดได้ว่า

(๑) เมื่อเจริญสมาธิเช่นนั้นแล้ว ผลคือ จิตจะนิ่งจากอะไร? เพราะจิตกลุ่มดวงใหม่นั้น มันประกอบด้วยอะไร? แล้ว = จิตนิ่งอีกแบบหนึ่งใช่หรือไม่

(๒)
นั่นคือ
เจริญสมาธิ ก็เพื่อให้ จิต ขณะที่ ๑ มีสติในสมาธิที่มีกำลังมากพอ กั้นไม่ให้ ขณะที่ ๒ มันเกิดขวาง ขณะที่ ๑ = จิต อิสระจาก นิวรณ์ทั้ง ๕ ซึ่งจะ = ทำจิตให้ นิ่งจาก นิวรณ์ทั้ง ๕ .....

(๓) ข้อที่ ๒ คือ สมถะ ตามที่ตรัสว่า สมถะ อบรมแล้ว จิตจะเจริญ
จิตเจริยแล้ว ได้ประโยชน์คือ ละ กามราคะได้ ..กามฉันทะ อันเป้นนิวรณื คือกามราะแบบหนึ่ง ฯลฯ

(๔) ทีนี้ ถ้า ปฏิบัติ ตาม อานาปานสติ วัตถุ ๑๖ ก้จะคือ อานาปานสติสมาธิ ผลคือ สมถะด้วย วิปัสสนาด้วย .....


หมายเหตุ
ที่เสนอ
เดาว่า แตกต่างไปจากที่ เสนอๆ กัน ฯลฯ
..เสนอ เป็น ทางเลือก นะครับ

เพราะ พระบรมศาสดายังทรงยังอยู่

จากคุณ : เซนเถรวาทปฐมสังคายนานิยม (F=9b)




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2552 17:08:41 น.
Counter : 117 Pageviews.  


ที่ปรึกษาตัวกลม
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ที่ปรึกษาตัวกลม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.