ปรุงก่อนชิม
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปรุงก่อนชิม's blog to your web]
Links
 

 

การใส่เสียง Background ในไฟล์เสียงนิทาน

วิธีการใส่เสียงดนตรี  Background เขาสู่ไฟล์เสียงนิทาน

1. นำเข้าไฟล์เสียง

1.1. File---import----audio (file1)

1.2. File---import----audio (file2)

1.3. Import ซ้ำได้

2. สำเนาต้นฉบับ

2.1. Edit----Duplicate

3. เพิ่ม/ลดความแรงของสัญญาณ

3.1. เลื่อนสกอบาร์ที่อยู่ด้านซ้ายไปทาง – หรือ +

4. ลบสัญญาณรบกวน

4.1. เลือกช่วงที่เป็นสัญญาณรบกวน

4.2. Effect ---- Noise Removal

4.3. ที่ Pop-up เลือก ----Get noise profile

4.4. เลือกช่วงทั้งหมด

4.5. Effect ---- Noise Removal

4.6. ที่ Pop-up เลือก ----OK

4.7. ทำซ้ำได้

5. ตัดแต่ง เสียงที่ไม่ต้องการออก

5.1. เลือกส่วนของเสียงที่ต้องการตัดทิ้งEdit --- Remove Audio Or Labels ---Cut

5.2. เลือกส่วนของเสียงที่ต้องการเก็บไว้แล้วตัดส่วนที่ไม่ได้คลุมทิ้ง Edit --- Remove Audio Or Labels ---TrimAudio

6. ตรวจสอบไล่ไฟล์เสียงหลักเพื่อกำหนดจุดแทรกไฟล์เสียง

6.1. ฟังไฟล์เสียงแล้วหาจุดที่จะแทรก

7. สร้างช่องว่างที่ไฟล์เสียงหลักตามที่กำหนดไว้ในข้อ6

7.1. วิธีSplit

7.1.1. คลิกตำแหน่งที่ต้องการหรือเลือกพื้นที่ที่ต้องการสร้างที่ว่าง(เพื่อใช้แทรกเสียงอื่น)

7.1.2. Edit---- Clip boundaries ----Split

7.1.3. Clickที่ เครื่องมือ Time Shift tools เพื่อเลื่อนส่วนของเสียงทั้งสามส่วนตามต้องการ

7.1.4. ทำการเลื่อนให้เกิดช่องเพื่อแทรกไฟล์เสียงและต่อส่วนที่ต้องการต่อกลับโดยเลื่อนไฟล์ที่ต้องการต่อมาต่อกัน แล้วคลุมในส่วนที่ต่อแล้วใช้คำสั่งEdit ---- Clip boundaries ----Joint

7.2. วิธีCopy / Paste

7.2.1. เลือกพื้นที่ว่างจากที่ใดที่หนึ่งความกว้างตามเสียงที่ต้องแทรก

7.2.2. Copy

7.2.3. เลือกจุดที่จะวางในไฟล์เสียงหลัก

7.2.4. Paste

7.2.5. Fileเสียงหลักจะขยับไปทางขวา

7.3. กำหนดFAD IN / FAD OUT ให้เสียง Background

7.3.1. ต้องการให้เสียงค่อยๆดังที่ละน้อยๆ(FAD IN) ให้คลุมส่วนของเสียงที่ต้องการทำ แล้ว Effect -----Fad in

7.3.2. ต้องการให้เสียงค่อยๆเบาลงที่ละน้อยๆ (FAD OUT) ให้คลุมส่วนของเสียงที่ต้องการทำแล้ว Effect -----Fad out




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2556 12:52:28 น.
Counter : 615 Pageviews.  

นิทาน 4 ยอดอัจฉริยะ

4 ยอดอัจฉริยะ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเมืองๆหนึ่งชื่อว่าเมืองเซมากุนคร ตั้งอยู่ในเขตป่าทึบแห่งหนึ่งอุดมไปด้วยสัตว์ป่าน้อยใหญ่มีแม่น้ำล้อมรอบ เมืองเซมากุนครมีพระเจ้าพินภัทรเป็นเจ้าเมืองปกครองบ้านเมือง พระเจ้าพินภัทรมีธิดา4 พระองค์ ชื่อ พระธิดาทั้ง 4 มีรูปโฉมสายงามมากเป็นที่หมายปองของราชโอรสของเมืองต่างๆเมืองเซมากุนคร น่าจะมีความสงบสุขแต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งนี้เพราะว่ามักจะถูกก่อกวนจากยักษ์ตนหนึ่ง ยักษ์ตนนี้ตัวใหญ่โตมาก…ก โตกว่าคนปรกติถึง 10 เท่า กลิ่นตัวแรง หน้าตาหน้าเกลียด ตาโปนโต ริมฝีปากหน้า มีเขี้ยวยาวมีกระบองหินขนาดเท่าเสาไฟฟ้าเป็นอาวุธ ชอบบุกเข้ามาในเมืองเซมากุนครเพื่อจับผู้คนไปกิน

วันหนึ่งยักษ์ตนนี้ ได้เข้ามาก่อกวนในเมืองอีกจับคนและสัตว์เลี้ยงกินตามปกติ แต่ครั้งนี้ตอนกลับได้จับพระธิดาทั้ง 4 ของพระเจ้าพินภัทรไปกักขังไว้ในถ่ำด้วยของมันด้วยสร้างความวิตกกังกลให้กับพระเจ้าพินภัทรเป็นอย่างมาก พระเจ้าพินภัทรผู้เป็นเจ้าเมืองได้ประกาศหาผู้กล้าหรือพระโอรสตามหัวเมืองต่างๆ ว่าหากใครสามารถช่วยพระธิดาของพระองค์ได้จะให้อภิเสกสมรส พร้องยกเมืองให้ปกครองด้วย พระโอรสตามหัวเมืองรู้ข่าวก็มาเสนออาสาแต่ทั้งหมดก็ทำไม่สำเร็จ เพราะการเดินทางไปยังถ่ำของยักษ์ลำบากมากระหว่างทางมีอุปสรรคภัยมากมายอีกทั้งยักษ์ตนนี้ร้ายกาจมาก สร้างความกลุ้มพระทัยให้กับพระเจ้าพินภัทรเป็นอย่างมาก ไม่รู้ชะตากรรมของพระธิดาทั้ง 4 ว่าจะตกระกำลำบากอย่างไรหมดหนทางช่วยใครๆก็ช่วยไม่ได้

เช้าวันหนึ่งท่ามกลางการโจทย์ขานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมีชายหนุ่ม 4 คน ที่เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กอาศัยอยู่ในหุบเขา ริมเมือง ได้เดินทางเข้ามาในเมือง ชาวบ้านเห็นชายทั้ง 4 ก็หลบหลีกหนีห่างแสดงกิริยารังเกียจด้วยเหตุที่ชายทั้ง 4 มีร่างกายแปลกประหลาด สมัยเด็กๆ ทั้ง 4ถูกขับออกจากเมือง ด้วยเหตุที่มีรูปร่างแตกต่างจากคนปรกติคือคนหนึ่งมือใหญ่มาก อีกคนหนึ่งตาโตมาก อีกคนหนึ่งหูใหญ่มาก และอีกคนหนึ่งอ้วนพุงใหญ่มากชาวบ้านเห็นว่าจะเป็นเพศภัยต่อบ้านเมืองจึงขับออกจากเมืองไป หลายปีต่อมาเด็กทั้ง 4 เติบโตเป็นหนุ่มได้กลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เข้ามานานและสังเกตุจากคำพูดของชาวบ้าน จึงรู้ถึงปัญหาที่เมืองเซมากุนครประสบอยู่ ด้วยความที่สงสารพระเจ้าพินภัทรจึงอาสาจะตามหาพระธิดาทั้ง4 กลับมา เมื่อมีความตั้งใจดังนั้นจึงพากันเข้าเฝ้าพระราชาแต่ก็ถูกดูถูกกีดกันจากทหารองค์รักษ์ ว่าร่างกายพิกลพิการเยี่ยงนี้แล้วจะช่วยพระธิดาได้อย่างไรจึงขับไล่ออกไป ทันใดนั้นพระเจ้าพินภัทรผ่านมาพอดี จึงสอบถามเมื่อทราบความทั้งหมดจึงครุ่นคิดแล้วตัดสินใจให้ชายทั้ง 4 เข้าเฝ่าและให้ชายทั้ง 4 ออกตามหาพระธิดาในเมื่อไม่มีหนทางอื่นแล้ว ในที่สุดชายทั้ง 4 ที่ร่างกายผิดแปลกจากคนปกติก็ออกตามหาพระธิดา

เช้าวันเดินทางทั้ง 4คนมาพร้อมกันและออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ถ่ำที่เป็นที่อยู่ของยักษ์ร้าย เมื่อเดินทางเข้าไปในป่าลึกได้สักพักเจ้าหูใหญ่ก็ทำท่ายกมือขึ้น เป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดเดิน เพื่อนทั้งสามคนหยุดชะงักก้าวขาค้าง แล้วถามว่า

“เฮ้ย….ไอ้หูใหญ่ เองให้พวกข้าหยุดทำไม”

ไอ้หูใหญ่พูดว่า “ข้าได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ….มุ่งหน้ามาทางพวกเรา น่าจะเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ข้าได้ยินเสียง”

เพื่อนๆทุกคนงงเพราะว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่ต้องเชื่อไอ้หูใหญ่เพราะต่างก็รู้ดีว่าไอ้หูใหญ่มีความสามารถพิเศษ ว่า หูใหญ่ หูดี สามารถได้ยินแม้แต่เสียงมดตัวเล็กๆคุยกันมันยังได้ยิน

ทุกคนจึงกระโดดเข้าหลังก้อนหินหาที่กำบัง สักพักก็เห็นฝูงช้างวิ่งมาทางพวกเขา อย่างรวดเร็วพวกเข้าไม่สามารถหลบไปทางไหนได้อีกทุกคนตกใจสุดขีดมีหวังถูกช้างเหยียบเป็นแน่แท้ แต่ทันใดนั้น ไอ้มือโตก็ลุกขึ้นขวางแล้วใช้มืออันใหญ่โตของเขา ปัด ตบช้างใหญ่ที่วิ่งเข้าใส่พวกเข้าให้กระเด็น กระดอน ไปทางอื่น

ไอ้ตาโตก้มหัวมุดหลบอยู่พูดว่า “โอ่โอ ….ไอ้มือโตเองนี้มันใบอ่อน อะไรวะ ใบอ่อน ก็สุดยอดไง เองมันสุดยอดมาก ช้างทั้งตัวเองใช้มือเดียว ปัดซะกระเด็นกระดอน ไปไกลลิบ สุดยอด สุดยอด ใบอ่อน 555555+” หลังจากทุกคนปลอดภัยจากโขลงช้างแล้วทุกคนก็เริ่มหิว ได้พุงใหญ่ก็พูดว่า

“แหะ.....เพื่อนๆข้าหิวแล้ว เราหยุดพักหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า ว่าไหมเพื่อน แหะๆๆๆ ”

ไอ้หูใหญ่พูดว่า “นี่เจ้าอ้วน พุงพุ้ย เจ้านี่เห็นแก่กินจริงๆ เลยนะ แต่เอาเหอะนี่ก็ใกล้มืดแล้ว เราหาอะไรกินกันแล้วพักตรงนี้เลย ว่าแต่จะหาอะไรมากินดีล่ะ เสบียงอาหารก็กระจัดกระจายไปตอนโขลงช้างวิ่งเข้าใส่แล้ว”

“เอาอย่างนี้ซิข้ามีแผน” ไอ้ตาโตเสนอความคิด “ให้ไอ้อ้วนพุงพุยไปนอนเป็นเหยื่อให้เสือออกมาเมื่อเสือออกมาก็ให้ไอ้มือโตใช้มือตีเสือ “

“เฮ้ยเข้าใจคิดนะมึงไอ้ตาโต ให้กูไปนอนล่อเสือนี่นะ”ไอ้อ้วนพุงพุยโวยวายขึ้นมาทันที แต่เพื่อนๆสนับสนุนความคิดนี้ในที่สุดไอ้อ้วนก็จำเป็นต้องไปนอนล่อเสือ ในที่สุดแผนนี้ก็สำเร็จไปได้ด้วยดีได้เสือมาย่างกินเป็นอาหารมื้อค่ำ แต่ได้อ้วนยังเสียวไส้ไม่หายแต่มันก็มีความสุขกับการที่ได้กินเสือจนอิ่ม จากนั้นทุกคนก็นอนพักผ่อน

รุ่งเช้าวันถัดมาทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางต่อมุ่งหน้าสู่ถ่ำที่อยู่อาศัยของยักษ์ร้าย เดินมาได้สักพักทุกก็ต้องหยุดอีกครั้งเพราะเจออุปสรรคเข้าอีกแล้วคราวนี้เป็นแม่น้ำใหญ่ ขวางทางเดินอยู่ และแถมยังมีจระเข้ ปลาปิรัญญาอีกขืนข้ามไปมีหวังเป็นอาหารจระเข้แน่ๆ แม่น้ำก็กว้างใหญ่แถมไหลเชี่ยวอีกพวกเราจะข้ามไม่ได้อย่างไร นี่แหละ ที่ผ่านมาจึงไม่มีใครช่วยเจ้าหญิงได้ทุกคนทรุดตัวนั่งลงอยู่หมดหนทาง

ทันใดนั้น ไอ้อ้วยพุงพุยก็ลึกขึ้น เอามือลูบพุงพุยอันใหญ่โตของมัน แล้วพูดว่า

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเจ้าจะลืมข้างานนี้ข้าอาสาเอง” เพื่อนทั้งสามหันหน้ามาทางไอ้อ้วนแล้วถามด้วยความสงสัย “เจ้าจะช่วยอย่างไร ”

ไอ้อ้วนพูดว่า “ในเมื่อน้ำในแม่น้ำและสัตว์ร้ายทั้งหลายในน้ำเป็นอุปสรรค ต่อพวกเจ้าข้าก็จะจัดการให้ไง ”

“เจ้าจะจัดการอย่างไร”ไอ้มือโตถาม

ไอ้อ้วนพูดว่า “เดี๋ยวคอยดู” ว่าแล้วมันก็เดินอุ้ยอ้ายไปยังริมแม่น้ำ แล้วกล้มลงดูดน้ำทั้งแม่น้ำเข้าท้องมัน ไม่ว่าจระเข้ ปลาใหญ่ปลาเล็ก เข้าไปอยู่ในท้องมัน น้ำในแม่น้ำลดลงฮวบ ฮวบ อย่างรวดเร็ว จนแห้งขอด จากนั้นมันก็ส่งสัญญาณโบกมือให้เพื่อนทั้งสามเดินข้ามไปพูดว่า”เร็วๆ ข้ามไปเลยทิ้งกูไว้ตรงนี้กูเดินไม่ไหว ไปช่วยพระธิดามาให้ได้“

เพื่อนเห็นดังนี้ก็ยกนิ้วให้“เองยอดมาก ใบอ่อน รอข้าตรงนี้แหล่ะ ” ว่าแล้วทั้ง3 คน ไอ้หูใหญ่ ได้ตาโต ได้มือโตก็มุ่งหน้าเดินต่อไปยังถ่ำยักษ์ทิ้งให้ไอ้อ้วนนั่งอมน้ำไว้ตรงแม่น้ำที่แห้งขอดนั้น

เมื่อถึงถ่ำที่ยักษ์จับพระธิดาไปขังไว้ในเวลามือคำพอดี ไอ้ตาโตจึงใช้ความสามารถพิเศษของมันมองหาห้องขังผ่านความมืดไปได้จนรู้ว่ายักษ์ขังพระธิดาไว้ที่ไหน ไอ้ตาโตนำทุกคนไป พอถึงห้องขังก็ให้ไอ้มือโตใช้มืองัดประตูกรงขังให้พระธิดาทั้ง 4 ออกมาไอ้มือโตอุ้มพระธฺดาทั้ง 4 ไว้ในอุ้มมือมัน เพื่อจะพาออกมาทันใดนั้นไอ้หูใหญ่ก็ได้ยินเสียงยักษ์รู้ตัวว่ามีผู้บุกรุก และกำลังมา จึงบอกให้ทุกคนรีบออกจากถ่ำโดยเร็วขืนชักช้าถูกยักษ์จับกินหมดทุกคนแน่ๆ

ทุกคนและพระธิดาพากันวิ่งออกมาจากถ่ำอย่างสุดชีวิตโดยมียักษ์ร้ายตัวใหญ่ตามมาติดๆ พร้อมส่งเสียงคำราม

“กูจะฆ่าพวกมึงทุกคนบังอาจบุกถ่ำกู มาซะดีๆ มาเป็นอาหารอันโอชะของข้า 55555”

ชายทั้ง 3 พร้อมพระธิดาวิ่งหนีต่อไปล้มลุกคลุกคลานในที่สุดก็วิ่งข้ามฝั่งแม่น้ำที่แห้งขอดกลับมาอีกฝั่งได้และยักษ์ก็อยู่กลางแม่น้ำพอดีทันใดนั้นไอ้ตาโตเห็นยักษ์อยู่กลางแม่น้ำพอก็ก็ตะโกนด้วยเสียงอันดังให้ไอ้อ้วนที่อมน้ำอยู่พ่นน้ำออกมาให้น้ำกลับคืนลงสู่แม่น้ำตามเดิม ไอ้อ้วนได้ยินอย่างนั้นก็พ่นน้ำออกมาอย่างรวดเร็วจนน้ำในแม่น้ำเพิ่มขึ้นและจระเข้ ปลาใหญ่ ปลาเล็กก็กลับออกมาลงสู่แม่น้ำตามเดิมเจ้ายักษ์ร้ายตกใจ ตะลึงสุดขีด

“เฮ้ย เฮ้ยน้ำมาจากไหน โอ้ย โอ้ย ไอ้เข้กัดตูข้าโอ้ยๆ โอ้ย ช่วยด้วย ข้าว่ายน้ำไม่เป็น ”

ในที่สุดยักษ์ก็จมน้ำตายท้องไอ้อ้วนก็ยุบลง ทั้งสี่และเจ้าหญิงก็ปลอดภัย ทุกคนเดินทางกลับเข้าเมือง

พระเจ้าพินภัทรและประชาชนเมื่อทราบข่าวก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งตางชื่นชมในความสามารถของชายพิกลพิการทั้ง 4 และยกพระธิดาทั้ง 4 ให้แต่งงานกับชายทั้ง 4 พร้อมแบ่งเมืองให้ปกครองนับจากนั้นมาบ้านเมืองก็กลับสู่ความสงบสุขเรื่อยมาก และต่อมาพระธิดาทั้ง 4 ก็ให้กำเนิดโอรส พร้อมกัน 4 พระองค์ มีรูปโฉมงดงามปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไปแต่มีความสามารถพิเศษติดตัวมาคือ โดยคนแรกหูทิพย์ อีกคนหนึ่งตาทิพย์ อีกคนหนึ่งใช้มือต่อสู่เก่งและอีกคนหนึ่งทำอาหารเก่งน้องๆ ทายซิว่าใครลูกใคร




 

Create Date : 26 กันยายน 2556    
Last Update : 27 กันยายน 2556 8:08:30 น.
Counter : 383 Pageviews.  

VBA auto rename all files in the folder

ใช้ excel เป็นตัวเก็บชื่อเพลง sheet 1
column A = ชื่อไฟล์เดิม
column C = ชื่อใหม่

module 1
Sub ChangeFilename_tepakorn()
 Dim M(1, 100) As String
 Dim i As Integer
Const FILEPATH As String = _
"D:ChangeFilename"
Dim strfile As String
Dim filenum As String
strfile = Dir(FILEPATH)

 For i = 1 To 77
         M(0, i) = Cells(i, 1).Value 'exiting file name
         M(1, i) = Cells(i, 3).Value 'new file name
 Next i
 i = 1
Do While strfile <> ""
  Debug.Print strfile
  If strfile = M(0, i) Then
    Name FILEPATH & strfile As FILEPATH & M(1, i) & ".wma"
  End If
  strfile = Dir
 i = i + 1
Loop
End Sub

อีกแบบหนี้ง


Option Explicit
Sub ChangeFilename_ok()
Const FILEPATH As String = _
"C:changefilename"
Dim strfile As String
Dim filenum As String
strfile = Dir(FILEPATH)
Do While strfile <> ""
  Debug.Print strfile
  If Right$(strfile, 3) = "jpg" Then
    filenum = Mid$(strfile, Len(strfile) - 6, 3)
    Name FILEPATH & strfile As FILEPATH & "DSC00" & filenum & ".JPG"
  End If
  strfile = Dir
Loop
End Sub




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2556 14:05:38 น.
Counter : 244 Pageviews.  

การ ลิตส์ รายชื่อไฟล์ ออกมาทั้ง folder

1.เข้า command prompt

2. ไปที่ folder ที่ต้องการ
     c:d:
      d:cd music01
หมายเหตุ music01 เป็น folder ที่มี file ที่ต้องการ list ไฟล์ทั้งหมดออกมา
3. เมื่อเข้าไปยัง folder ที่ต้องการแล้วให้พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้แล้ว enter
d:music01>DIR /B/O:N>List.txt

ข้อมูลที่ได้จะอยู่ที่ List.txt




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2556 13:30:43 น.
Counter : 853 Pageviews.  

พร้อมรับความสูญเสีย...พระไพศาล วิสาโล

บทความคัดจากต้นฉบับของท่าน...พระไพศาล วิสาโล
ชีวิตคนเราล้วนวนเวียนอยู่กับเรื่องได้-เสีย มีเรื่องได้-เสียเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตทั้งในทางดีและทางร้าย ทั้งนี้เพราะสุขหรือทุกข์ของคนเราล้วนขึ้นอยู่กับได้หรือเสีย ถ้าได้ก็มีความสุข แต่หากเสียก็มีความทุกข์
ได้คือสุข เสียคือทุกข์ นี้คือสมการชีวิตที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี แต่สมการนี้แปลกตรงที่ ตามตรรกะแล้ว เวลาได้สิ่งหนึ่งมาแล้วสูญเสียสิ่งนั้นไป สุขกับทุกข์ที่เกิดขึ้นตามมา น่าจะเท่ากัน เพราะเกี่ยวเนื่องกับของชิ้นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ เราสังเกตไหมว่า สิ่ง ๆ เดียวกันนั้นเวลาเราได้มา ความสุขที่เกิดขึ้นมักจะน้อยกว่าความทุกข์เมื่อสูญเสียสิ่งนั้นไป
แดเนียล คาเนแมน (Daniel Kahneman)ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อสิบปีที่แล้ว กับคณะ ได้ทำการทดลองจนได้ข้อสรุปว่า การสูญเสียสิ่งหนึ่งไปนั้นทำให้เรามีความทุกข์เป็นสองเท่าของความสุขเมื่อได้มันมา การทดลองอย่างหนึ่งที่เขาทำขึ้นก็คือ แบ่งนักศึกษาในชั้นเรียนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับถ้วยกาแฟซึ่งประทับตรามหาวิทยาลัย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นได้แต่เพียงยืนดูถ้วยกาแฟ จากนั้นก็เปิดโอกาสให้มีการซื้อขายกัน การซื้อขายนั้นไม่ได้ใช้เงินจริง ๆ เพียงแต่ตอบคำถามว่า “จำนวนเงินเท่าใดที่คุณยินดีจะขายหรือซื้อถ้วยกาแฟ” ผลปรากฏว่า เจ้าของพร้อมสละถ้วยกาแฟหากได้เงินเป็นสองเท่าของจำนวนที่ผู้ซื้อยินดีจ่าย การทดลองนับสิบ ๆ ครั้งให้ผลสรุปทำนองเดียวกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความไม่อยากสูญเสียถ้วยกาแฟนั้นมีมากเป็นสองเท่าของความอยากได้ถ้วยกาแฟ ดังนั้นหากต้องสูญเสียถ้วยกาแฟไปฟรี ๆ จึงมีความทุกข์เป็นสองเท่าของความสุขเมื่อได้ถ้วยกาแฟนั้น
การทดลองอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตั้งโจทย์ว่า หากมีการเสี่ยงโชคด้วยการโยนเหรียญ ถ้าออกก้อยต้องเสีย ๑๐๐ เหรียญ แต่ถ้าออกหัวจะได้.....เหรียญ ถามว่าต้องเติมเงินในช่องว่างนั้นเป็นจำนวนเท่าไหร่คุณถึงจะยอมเล่น? คำตอบของคนส่วนใหญ่อยู่ราว ๆ ๒๐๐ เหรียญ แต่ก็มีบางคนที่แม้ออกหัวได้ ๒๐๐ เหรียญก็ยังไม่ยอมเล่น ทั้ง ๆที่มีโอกาส ๕๐ เปอร์เซ็นต์ที่จะได้ ทั้งนี้ก็เพราะไม่อยากเสีย ๑๐๐ เหรียญนั่นเอง
การทดลองดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า คนเรากลัวความสูญเสียและพยายามหลีกเลี่ยงมันให้ไกล เว้นแต่มีสิ่งแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า (คือดีกว่าหรือมากกว่า) ไม่ว่าทำอะไรก็ตามถ้าโอกาสเสียกับได้มีเท่า ๆ กัน เราจะไม่ทำเลยถ้าเลือกได้ ทั้งนี้ก็เพราะการสูญเสียนั้นทำให้เรามีความทุกข์มากกว่าความสุขที่ได้สิ่งเดียวกันนั้นมา (นี้กระมังเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงจดจำคนที่ขโมยหรือโกงเงินเราได้แม่นยำหรือยาวนานกว่าคนที่ให้เงินเราในจำนวนเท่า ๆ กัน)
มองตามตรรกะ ความสุขที่ได้จากเงิน ๑๐๐ บาท กับความทุกข์ที่เสียเงิน ๑๐๐ บาท น่าจะเท่ากันหรืออยู่ในระดับเดียวกัน แต่ทำไมความทุกข์ที่เสียเงิน ๑๐๐ บาทจึงมากกว่าความสุขที่ได้เงิน ๑๐๐ บาท คำตอบจะเห็นชัดมากขึ้นเมื่อย้อนกลับไปที่การทดลองเกี่ยวกับถ้วยกาแฟ ตอนที่ยังไม่ได้ถ้วยกาแฟมานั้น ผู้คนไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะซื้อมัน จึงมักให้ราคาที่ไม่สูงนัก แต่เมื่อได้ถ้วยกาแฟมาแล้ว ผู้คนไม่อยากเสียมันไป ดังนั้นจึงตั้งราคาสูง ถามว่าทำไมถึงไม่อยากเสียมันไป เหตุผลสำคัญน่าจะเป็นเพราะเมื่อได้มันมาแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกยึดมั่นว่ามันเป็น “ของฉัน” ความยึดมั่นดังกล่าวนี้เองทำให้เราทุกข์เมื่อต้องสูญเสียมันไป ตรงข้ามกับตอนที่ยังไม่ได้มันมา ยังไม่มีความยึดมั่นสำคัญหมายว่ามันเป็น “ของฉัน” ดังนั้นเมื่อได้มันมาความดีใจจึงไม่มากเท่ากับความเสียใจยามที่ต้องสูญเสียมันไป ด้วยเหตุผลเดียวกัน เงิน ๑๐๐ บาทที่ได้มากับเสียไป แม้จำนวนเท่ากัน แต่ความรู้สึกผูกพันต่อเงินสองก้อนนั้นไม่เท่ากัน ตอนที่ยังไม่ได้มันมานั้น เงินจำนวนนั้นไม่ใช่ของฉัน แต่เมื่อได้มาแล้ว ก็เกิดความยึดมั่นทันทีว่าเป็นเงินของฉัน เมื่อต้องเสียมันไป จึงเกิดความเสียดายหรือเป็นทุกข์ขึ้นมาในระดับที่มากกว่าความดีใจตอนที่ได้มันมา
การทดลองอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นักศึกษากลุ่มหนึ่งได้ถ้วยกาแฟ อีกกลุ่มหนึ่งได้ช็อกโกแลตแท่งใหญ่ ซึ่งมีราคาเท่ากับถ้วยกาแฟ การสอบถามความเห็นก่อนการทดลองทำให้ทราบว่านักศึกษาแต่ละคนชอบของสองอย่างไม่เท่ากัน เมื่อเริ่มการทดลองหลายคนได้สิ่งที่ตนเองชอบน้อยกว่า แต่เมื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนจากถ้วยกาแฟเป็นช็อกโกแลต หรือกลับกัน ปรากฏว่ามีเพียงหนึ่งในสิบที่ขอเปลี่ยน
นี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่าคนเราไม่ชอบการสูญเสีย ถึงแม้ว่าตอนที่ยังไม่ได้มานั้น อาจจะชอบไม่มากนัก แต่เมื่อได้มาแล้วก็ไม่อยากเสียมันไป แม้จะเป็นการแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ชอบมากกว่าก็ตาม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะพอได้มันมาก็เกิดความยึดติดถือมั่นว่าเป็นของฉันทันที จึงไม่อยากเสียมันไป
ความรังเกียจและพยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียนั้น เป็นสัญชาตญาณที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ มันช่วยให้เราหวงแหนและปกป้องทรัพย์สมบัติซึ่งจำเป็นต่อความอยู่รอดของเรา อีกทั้งยังทำให้เราไม่หลงใหลสิ่งใหม่ ๆ จนยอมเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทองข้าวของที่มีอยู่ แต่บางครั้งมันก็เป็นโทษต่อตัวเรามิใช่น้อย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ นักเล่นหุ้นที่รู้ทั้งรู้ว่าหุ้นในมือของตนนั้นราคาตกลงเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ยอมขายเพราะกลัวขาดทุน และหวังว่าราคามันจะดีขึ้นในที่สุด ผลก็คือถือหุ้นตัวนั้นจนกลายเป็นขยะคามือ ซึ่งทำให้เขาขาดทุนยิ่งกว่าเดิม เช่นเดียวกับนักธุรกิจที่ทำกิจการจนขาดทุนอย่างหนักแต่ไม่ยอมเลิกเพราะเสียดายเงินที่ลงไป กลับกู้เงินซ้ำเล่าซ้ำเล่ามาค้ำจุนกิจการที่ไม่มีอนาคต ด้วยความหวังล้ม ๆ แล้ง ๆ ว่ามันจะดีขึ้น สุดท้ายเขาก็เป็นหนี้ท่วมหัวจนล้มละลาย
ความกลัวสูญเสียบางครั้งจึงทำให้เราตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากคนที่กอดหีบสมบัติที่กำลังจมน้ำ ด้วยความหวังว่าจะกู้มันขึ้นมาได้ ทั้ง ๆ ที่ในยามนั้นการปล่อยหีบสมบัติเป็นวิธีเดียวที่ช่วยให้สูญเสียน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ควรปล่อยให้ความกลัวสูญเสียครอบงำจิตใจจนขาดสติหรือบดบังปัญญา ดังได้กล่าวแล้วว่าความกลัวสูญเสียนั้นมีข้อดี อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่นิ่งนอนใจ พยายามหาทางป้องกันและรักษาทรัพย์สมบัติที่มี แต่ความจริงอย่างหนึ่งของชีวิตที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ความสูญเสียพลัดพรากนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความสูญเสียพลัดพรากไปได้ตลอด ดังนั้นเมื่อถึงคราวต้องสูญเสียพลัดพราก จึงควรรู้จักทำใจยอมรับความจริง การไม่ยอมรับความจริงเพราะกลัวหรือรังเกียจความสูญเสียนั้น นอกจากทำให้เราทุกข์ใจจนอาจกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือล้มป่วยแล้ว ยังอาจผลักให้เราก่อปัญหาหนักกว่าเดิม เช่น ทำให้เกิดความสูญเสียหนักขึ้น
การมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ของตนนั้น ช่วยให้ใจไม่ถูกครอบงำด้วยความกลัวสูญเสีย อย่างน้อยก็ทำให้ไม่เผลอทำให้ปัญหาเลวร้ายลง สติยังช่วยให้ได้คิดหรือเกิดปัญญา สามารถไตร่ตรองด้วยเหตุผลหรือข้อเท็จจริง จนเห็นโทษของการหวงแหนปกป้องทรัพย์สมบัติอย่างไม่ลืมหูลืมตา เช่น ทำให้นักลงทุนเห็นชัดว่า การขายหุ้นที่กำลังตกตอนนี้แม้จะขาดทุนแต่ก็ยังดีกว่าการถือไว้ในมือไปเรื่อย ๆ หรือทำให้นักธุรกิจเห็นชัดว่าเลิกกิจการตอนนี้ดีกว่ามัวกู้หนี้มาต่ออายุกิจการอย่างไร้อนาคต สติและปัญญาช่วยให้เราเห็นว่าการกอดหีบสมบัติที่กำลังดิ่งลงน้ำนั้น ในที่สุดย่อมลงเอยด้วยการสูญเสียทั้งชีวิตและหีบสมบัติ
อย่างไรก็ตาม ได้กล่าวแล้วว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เรากลัวความสูญเสีย ก็คือ ความยึดติดถือมั่นว่าเป็นของเรา หรือที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า ความยึดมั่นใน “ตัวกู ของกู” ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ความกลัวสูญเสียครอบงำใจ นอกจากการใช้สติและปัญญารับมือกับเหตุการณ์แล้ว การทำใจให้คลายความยึดมั่นในตัวกูของกู ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเรายึดติดถือมั่นในทรัพย์สินน้อยลง ความกลัวสูญเสียก็จะน้อยลงตามไปด้วย
วิธีหนึ่งที่ช่วยลดความยึดมั่นในตัวกูของกู ก็คือ การให้ทานหรือสละทรัพย์สมบัติให้แก่ผู้อื่นหรือส่วนรวม ถ้าเราคิดแต่จะเอา ไม่ยอมให้ ความยึดมั่นในตัวกูของกูย่อมเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อคิดจะให้ ทีแรกจะมีแรงต้านทานอันเกิดจากความยึดติดถือมั่น แต่เมื่อให้บ่อย ๆ ความยึดติดถือมั่นในทรัพย์สมบัติก็จะลดลง โดยเฉพาะการให้ที่ไม่หวังประโยชน์เข้าตัวเลย หากมุ่งเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นหรือส่วนรวมล้วน ๆ แต่ถ้าให้เพราะอยากร่ำรวยอยากถูกหวยแล้ว อย่างที่ผู้คนมักอธิษฐานเวลาทำบุญ ความยึดมั่นในทรัพย์มีแต่จะพอกพูนขึ้น
ผู้ที่ให้เป็นนิจ ไม่ว่าให้แก่ผู้เดือดร้อน นักบวช หรือองค์กรสาธารณประโยชน์ เมื่อถึงคราวที่ต้องสูญเสียทรัพย์ด้วยเหตุจำเป็น ก็พร้อมจะเสียโดยไม่บ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงชนิดที่ก่อให้เกิดโทษ ขณะเดียวกันก็ไม่ทุกข์ใจ เพราะไม่ได้ยึดติดถือมั่นกับมันอย่างเต็มที่ หากจำเป็นต้องเสียทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะหรือชีวิต ก็พร้อมจะทำ ไม่เผลอเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อรักษาทรัพย์ เช่น ในยามที่ถูกโจรปล้นจี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การไม่ยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์ว่าเป็น “ของกู” ทำให้เราเป็นนายมัน ไม่ใช่มันเป็นนายเรา ตรงกันข้าม การยึดติดถือมั่นว่ามันเป็นของเรา มีแต่จะทำให้เรากลายเป็นของมันไป
การหมั่นระลึกถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เรายึดติดถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ น้อยลง เพราะตระหนักได้ว่าไม่ช้าไม่นานมันก็ต้องจากเราไป ไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง ทุกอย่างเป็นของชั่วคราวทั้งนั้น ยิ่งระลึกถึงความจริงที่ว่า เราเกิดมามือเปล่า และเมื่อสิ้นลม เราก็ต้องจากไปมือเปล่า ทรัพย์สมบัติที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นจึงเป็นเสมือนกำไร หากสูญไปจนหมดก็แค่เท่าทุน ไม่อาจเรียกว่าขาดทุนหรือสูญเสียด้วยซ้ำ เพราะมันไม่ได้เป็นของเราตั้งแต่แรก การระลึกเช่นนี้ยังกระตุ้นให้เราหมั่นให้ทานหรือสละทรัพย์ให้ผู้อื่น ไม่คิดจะเก็บเอาไว้กับตัวเอง เพราะรู้ว่าตายแล้วก็เอาไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว
นอกจากการให้ทานและระลึกถึงความไม่เที่ยงแล้ว การหมั่นมองตนจนเห็นใจที่ยึดมั่นในตัวกูของกูอยู่เนือง ๆ ก็ช่วยให้เราเป็นอิสระเหนือทรัพย์มากขึ้น และไม่กลัวการสูญเสีย จะว่าไปแล้วการยึดติดถือมั่นว่ามี “ตัวกู”นี้แหละเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งนี้เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่แห่งตัวตน ดังนั้นเมื่อต้องสูญเสียสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป จึงกลายเป็นการกระทบตัวกู ทำให้ความยิ่งใหญ่แห่งตัวกูลดน้อยถอยลง หรือถึงกับรู้สึกว่าตัวกูถูกคุกคาม การทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย จึงมิใช่เป็นแค่การปกป้องทรัพย์สมบัติที่ยึดมั่นว่าเป็นของกูเท่านั้น หากยังเป็นการปกป้องตัวกูหรือความยิ่งใหญ่แห่งตัวกูด้วย
เป็นเพราะหวงแหนตัวตน ผู้คนจึงหวงแหนทรัพย์สมบัติและอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรสักอย่างที่เที่ยงแท้ยั่งยืนหรืออยู่กับเราไปตลอด ร้ายกว่านั้นก็คือ ตัวตนที่หวงแหนนั้นแท้จริงหามีไม่ หากเป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาเองด้วยอวิชชา เมื่อใดที่เราเห็นชัดด้วยปัญญาว่าตัวกูนั้นไม่มีอยู่จริง ความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกูก็ดับไปเอง ถึงตอนนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป ไม่ว่าความสูญเสียทรัพย์ หรือแม้แต่ความสูญเสียชีวิต ไม่ว่าความผันผวนปรวนแปรใด ๆ เกิดขึ้นกับชีวิต ก็ไม่ทุกข์อีกต่อไป จะได้หรือเสียก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะจิตอยู่เหนือการได้และเสียอย่างสิ้นเชิง
แต่ตราบใดที่ยังไม่มีปัญญาถึงขั้นนั้น เราก็ควรฝึกใจให้เป็นทุกข์น้อยที่สุดเมื่อประสบความสูญเสีย โดยไม่มัวหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธความสูญเสียอย่างหลับหูหลับตา




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2555    
Last Update : 10 ธันวาคม 2555 6:50:27 น.
Counter : 806 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.