ปรุงก่อนชิม
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปรุงก่อนชิม's blog to your web]
Links
 

 

จิต

จิตที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลศ รัก โลภ โกรธ หลง ลาภ ยศ สรรเสริญ ยากนักที่จะหลุดพ้นเป็นอิสระ เช่น โกรธคนที่นิสัยไม่ดี มาเบียดบังเรา เอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัว เราโกรธมากอยากเข้าไปตะบันหน้ามันสักหมัดให้สะใจ

ปราศจากในที่สุดก็พบหนทางสว่าง ผมเคยอ่านหนังสือของ น.พ.สม สุจิรา เรื่องเกิดเพราะกรรมหรือความซวย ตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า การที่ใครคนหนึ่งหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ได้นั้นเป็นเพราะอะไรมาดลใจ แล้วคนที่ไม่ได้อ่านอีกนับหมื่นนับพันเป็นเพราะอะไร ก็น่าคิดว่าอยู่เหมือนกัน ผมเคยลองแนะนำหนังสือดีๆ ให้คนใกล้ชิด แล้วลองสังเกตดูว่าจะอ่านไหม ปรากฏว่าไม่อ่าน เมื่อไม่อ่าน ปัญญาก็ไม่เกิด หนทางที่จะใช้ปัญญาในการลดทุกข์ลดกรรมก็มีโอกาสน้อยลง จะเห็นว่าความแตกต่าง ของแต่ละบุคคลนั้น ต่างกันมากจริง นั้นเป็นเพราะกรรมต่างกัน กรรมเป็นสิ่งควบคุมจิตและจัดการโอกาสด้วย

สมัยที่ทำงาน มีปัญหากับลูกน้อง มีปัญหากับหัวหน้า สิ่งที่ผมทำขณะนั้นคือจดรายละเอียดของปัญหาข้อขัดแย้งไว้เกือบจะทุกกรณี โดยหวังที่จะนำมาเป็นหลักฐานเมื่อวันหนึ่ง ผลเสียเกิดขึ้นชัดเจนแล้วจะได้พูดว่า นี่ไง บอกแล้วไม่เชื่อ เห็นไหม ถ้าวันนั้นเชื่อ วันนี้คงจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ดูแล้วมันสะใจดี เก็บข้อมูลที่ขัดแย้งไว้มากมาย ที่ผมมีเรื่องขัดแย้งมากเพราะผมอยู่ผิดที่ผิดทาง ผมเป็นนักคิดนักพัฒนา เป็นช่าง เป็นวิศวกร เป็นคนอ่านหนังสือ 7 Habits, 8 Habits มีประสบการณ์การทำงานที่ทำด้วยตนเอง คือ คิดเอง ทำเอง วิเคราะห์เอง ส่วนทั้งหัวหน้าและลูกน้องมีมุ่มมองที่แคบ ขาดการคิดกว้างและไกล และยังทำเพื่อตนเองและพวกพ้องซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งความขัดแย้งทำให้เกิดทุกข์ขึ้นภายในใจ ทำให้มีความมั่นใจในงาน แต่เมื่อมีความความคิดเห็นแย้งจากหัวหน้าหรือลูกน้องทำให้ จิตใจเป็นทุกข์ คิดอยู่ว่าทำไม ไม่เชื่อ ทำให้ขาดความมั่นใจ จิตหม่นหมอง ทุกอย่างดูแย่ลงอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะทั้งหัวหน้าและลูกน้องไม่ได้มีบุคลิกทางความคิดเหมือนเรา ไม่ได้ใช้กรอบเหตุและผลอย่างที่เราใช้ สิ่งผมที่ทำได้คือจดบันทึกเหตุการณ์เรื่องราวสิ่งที่ขัดแย้งนั้น คิดว่าสักวันหนึ่งจะได้มีโอกาสอ้างอิง ให้เห็นกันไปเลยว่าใครผิดใครถูก ผมเสียเวลาที่ทำเรื่องเหล่านี้มาเป็นปีๆ โชคดีหรือหมดกรรมก็ไม่รู้ ทำให้เกิดปัญญา ว่าสิ่งที่ทำไว้นั้นเสียเวลา และหากใช้ก็จะเป็นการสร้างกรรมกันต่อไปอีก แม้ว่าทุกเรื่องที่เป็นปัญหาผมได้ทบทวนและสิ่งที่ปรากฏขึ้นมานั้นเป็นไปตามเหตุผลฝ่ายผม เป็นฝ่ายถูก แต่ผมกับไม่อยากนำหลักฐานที่ได้จดบันทึกไว้ออกมาใช้ทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ทุกข์ ให้ยอมรับ เพื่อความสะใจ แต่กลับคิดว่า อย่าดีกว่า ไม่สร้างกรรมต่อกันอีกเลย ผลที่ทำมาทำให้เป็นแบบนี้ เป็นเพราะเค้าไม่เชื่อเรา ผลลัพธ์ก็ถือว่าเป็นกรรมเก่าก็แล้วกัน ผมเลือกที่จะสุขใจ ดีกว่า สะใจ ผมให้อภัย ตอนผมทุกข์ใจผมถือว่าเป็นกรรม ผลเสียต่างๆที่เกิดขึ้นจากการที่ไม่เชื่อเราถือว่าเป็นกรรม ส่วนผู้ที่กระทำกับเรา ถ้าเป็นกรรมของเรา ก็ถือว่าได้ใช้กรรมแล้ว แต่ถ้าการที่เค้าทำร้ายเรา อาจจะเป็นการสร้างกรรมใหม่ของตัวเขาเองก็ได้

เหตุที่ผมคิดได้อย่างนี้เป็นเพราะผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิต เกี่ยวกับธรรมะ ธรรมชาติของโลกก็เป็นแบบนี้มานานแล้วและจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปอีกนานเท่านาน การอ่านหนังสือทำให้เราเกิดความรู้ ผมอ่านหนังสือธรรมชาติ ก็ทำให้รู้ว่าธรรมชาตินั้นทุกข์ อยู่จริง, รู้สาเหตุแห่งทุกข์เป็นเรื่องของธรรมชาติจริง, รู้วิธีดับทุกข์ตามธรรมชาติ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ก็เป็นตามธรรมชาติ ข้อควรรู้ตามธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีมากมาย แต่ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ จึงเรียกว่า ธรรมมะ เพราะฉะนั้นธรรมะไม่ได้เป็นเรื่องที่เหมาะกับคนแก่เฒ่า เท่านั้นแต่เป็นเรื่องของคนทุกคน เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มีธรรมชาติรวมตัวอยู่ตลอดเวลา ผมสนใจธรรมชาติ(ธรรมมะ) มากกว่าการบูชาพระพุทธรูป การบูชาพระ เข้าวัดทำบุญ เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวพุทธควรทำ ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าในคำสอน ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้เรื่องของธรรมชาติ จะเป็นประโยชน์ในด้านการดำเนินชิวิตที่เป็นสุขปลอดทุกข์




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2557 9:51:34 น.
Counter : 271 Pageviews.  

เล่าสู่กันฟัง

ชีวิตได้ดำเนินมาระยะเวลาหนึ่งย่อมรู้ได้ว่า ลักษณะของชีวิตนี้เป็นอย่างไร อยากจะบันทึกไว้ ให้เห็นภาพ หากจะนำส่วนดีไปเป็นแบบอย่างก็ยินดี แต่พึงระวังว่าบางอย่างทำแล้วอาจไม่ได้ผลตามที่ปราถนา เพราะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ผู้คน และกาลเวลาที่แตกต่าง

ตอนเด็กช่วงอายุ 5-9 ขวบอยู่ที่นครสวรรค์ พ่อแม่เลี้ยงดูอยู่กับบ้าน ไม่ค่อยได้ไปเที่ยว นอกบ้าน ชีวิตส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการเรียน พอโตมาแนวทางของชีวิตก็ยังคงเป็นแบบเดิม คือส่วนใหญ่เป็นเรื่องเรียน ไม่ค่อยเที่ยว ไม่คอยมีเพื่อน ประเภทไปกินนอนที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่บ้านไม่มีปรากฏ จนเรียนจบ ทำงานก็ยังเป็นอย่างที่ผ่านมา ช่วงปี พ.ศ. 2525 ได้ศึกษาทางด้านช่าง ทำให้มีลักษณะของช่างติดตัวเป็นอุปนิสัย เช่น การวิเคราะห์ หาเหตุ หาผล กลายเป็นคนตรงไปตรงมา ทำอะไร คิดอะไร ต้องยึดหลักเหตุและผล ชอบหลักการทางวิทยาศาตร์ ชอบอ่านประวัติบุคคลสำคัญของโลก ที่คิดค้น สิ่งต่างๆ เช่น ไฟฟ้า วิทยุ การสื่อสาร และมีความสัทธราต่อบุคลที่เปรียบเสมือนบุคคลพิเศษ เหนือนคนธรรมดา ชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ภาพเก่า ของเก่า ที่ดูแล้วทำให้จิตนาการถึงเหตุการณ์ในอดีต ความคิด การกระทำของคนในอดีตที่ผ่านมา ทำให้คิดถึงสัจธรรมของโลก ที่เวลาจะผ่านไปอย่างไรก็ตาม ความเป็นอยู่ การคิด การกระทำของคน ที่มีต่อกันก็ยังคงเหมือนเดิม เช่น ความรัก ความเกลียด ความโกรฐ การเอารัดเอาเปรียบ การอิจฉารีษยา และอื่นๆอีกมากมาย เป็นไปตามหลักของศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้ ทำให้ผมชอบที่จะศึกษาคำสอนของพุทธศาสนา เพราะตรงกับความเป็นจริงและเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เกี่ยวกับเรื่องนี้บางครั้งก็ไม่เห็นด้วยกับคนที่ชอบไหว้พระ สวดมนต์ บนบาน แต่ไม่สนใจหลักคำสอนที่สำคัญ เป็นแนวทางที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข แต่ก็เข้าใจในความแตกต่างของมนุษย์ ที่มีความแตกต่างกันมากทั้งพื้นฐานความรู้ และสถานะภาพ ลักษณะพื้นฐานที่เป็นช่าง ที่คิดวิเคราะห์ ช่างสักเกตุ รอบคอบ ทำโน้นทำนี้ ดัดแปลง ทำงานช่างได้หลายแขนง หลายสาขา อีกทั้งยังเป็น โปรแกรมเมอร์ เขียนโปรแกรม ต่างๆ ศึกษาค้นคว้าความรู้ทางด้านงานวิศวกรรม งานช่าง งานโปรแกรมเมอร์ ด้วยต้นเอง ตามที่ได้กล่าวมาจะเห็นว่าไม่ค่อยได้คบหาสมาคม ทำให้ไม่ค่อยรู้จักผู้คน เจรจาไม่ค่อยจะคล่องแคร่ว การเป็นคนขาดศิลปะในการพูด การเจรจา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จในการงาน ประจบหรือชม ยอคนไม่เป็น ถ้าจะทำก็จะเป็นการแสแสร้ง เลยไม่คิดจะทำในขณะเดียวกันก็ไม่ชอบ ถึงขั้นเกียดมากๆ เลยกับพอชอบทำงานด้วยปาก แต่ทำอะไรไม่เป็น คนพวกนี้พบมาในสังคม และเป็นที่มาของการไม่ยุติธรรมต่างๆในองค์กร คือคนพวกนี้มักได้ดี กว่าคนที่ทำงานอย่างมุ่งมั่นแต่พูดเอาใจหัวหน้าไม่เป็น ถ้าหัวหน้าเป็นคนที่ไม่มีสติก็จะเสมือนถูกมนต์เสน่ห์ ให้เห็นผิดเป็นถูก และเห็นถูกเป็นผิด และทั้งหมดเป็นจะเป็นแบบอย่าง เป็นทำเนียม ที่ทำแบบทุเรศแบบนี้ต่อๆกันมา เพราะความแกร่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นมันอยู่ในตัวของคนทุกคน อยู่แล้ว เพียงรอเวลาที่จะผุดขึ้นมาเท่านั้น มันเหมือนเป็นสัญชาติญานของความดำรงความอยู่รอดของมนุษย์ ซึ่งการใช้คำพูดทำงานแทนการลงมือทำ การเอาเปรียบ เอาดีในตัวเอาชั่วใส่คนอื่น เป็นการกระทำที่หน้ารังเกียจ ซึ่งผมไม่ชอบอย่างมาก คิดว่าหากมีอำนาจจะจัดการคนพวกนี้ให้สิ้นซาก เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่คิดดี ทำดี ได้มีโอกาสได้ดีบ้าง ไม่ใช้คิดดีทำดีแล้วต้องมานั้งทุกข์ใจ ร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำดีไม่มีคนเห็น หัวหน้าไม่เห็น ไม่เข้าใจ เพราะหัวหน้าก็เป็นคนประเภท ทำไม่ได้ทำไม่เป็นเช่นกัน มาคิดอีกแง่หนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะคนที่มีพฤติกรรมทำนองใช้ปากทำงานนี้เป็นเพราะเขาทำงานแบบคิดหรือลงมือทำไม่เป็นนี่เอง เขาจึงใช้ปากทำงานทดแทน สิ่งด้อย ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดนั้นเอง เพราะถ้าไม่ใช้ปากก็เท่ากับไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ดูอย่างคนพิการตาเสีย ก็จะมีหูที่ใช้งานได้ดี หรือ มือแขนเสีย ก็จะใช้เท้าได้ดี

ผมให้ความสำคัญกับการรักษาคำพูด และให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ โดยที่ไม่ละเลย ความรู้สึกของคนอื่น หากไม่สุดวิสัยจริง ๆ ทำแบบนี้มาตลอดชีวิต และทั้งอยู่ที่ทำงาน หรือที่บ้าน งานในบ้านทุกอย่างไม่ว่าตัวบ้าน บริเวณบ้านงานนอกบ้าน งานในบ้าน งานครัว งานดูแลลูกๆ ทำเองหมด พยายามทำเอง ไม่พึ่งคนอื่น (ไม่มีให้พึ่งพาได้ หายาก) จนเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับงานพวกนี้ ไม่ได้มีเวลาคบหาสมาคมกับเพื่อนๆ ทำให้เพื่อนๆ หายหน้ากันไปหมด การที่ทำอะไรได้ทุกอย่างทำให้มีความภาคภูมใจ ใครเห็นก็ชื่นชม แต่ว่าทำให้ไม่มีเวลาว่างเหมือนคนอื่น บางครั้งก็รู้สึกว่ารู้งี้ทำไม่เป็นดีกว่าจะได้ไม่ต้องทำ

เกี่ยวกับการทำงาน ลักษณะแนวทางในการทำงานที่ตนเองรับผิดชอบนั้น ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตามเน้นที่การป้องกันปัญหาที่ตามมา มีการวางแผนไม่ทำแบบทำไปแก้ไป หรือทำแล้วต้องแก้ไขที่หลัง ชอบที่จะทำการวางระบบงานในทุกส่วนๆให้รอบคอบรัดคุม เพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้ ส่วนใหญ่อุปนิสัยจะสอดคล้องกับหลักการของ 7 Habits พอดี จากที่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้แล้วขอบ เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือนั้นสอดคล้องกับแนวคิดและพฤติกรรมของเราพอดี ทำให้ชอบหนั้งสือเล่มนี้เป็นพิเศษ และยังมีเรื่อง 8 ‘s Th Habits อีกเล่มหนึ่งแต่งโดย โควี่ สตีเฟน เช่นกัน และก็สอดคล้องและเห็นตามด้วยเช่นกัน แต่เมื่อทำตามแล้วปรากฏว่าเกิดช่องว่าง ที่ผู้คนที่เกี่ยวข้องด้วยเค้าไม่ได้อ่าน ทำให้เค้าไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ หรือ ไม่เข้าใจในสิ่งที่ทำ ในสิ่งที่คิด ทำให้เกิดผลเสีย คือเค้ามองว่าไม่ดีบ้าง แปลกบ้าง เมื่อผมดูว่าความเป็นบุคคลที่มีประสิทธิภาพสูง ดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่แต่คนอื่นเขาไม่ได้เห็นตามนั้นด้วย หากเขาเห็นดีเห็นงานด้วยกับเราก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองด้อยว่า เพื่อไม่ต้องการให้เห็นภาพนั้น เขาจึงพยายามปิดกั้นเรา ยิ่งทำให้เราดูแย่มากเท่าไร ก็จะทำให้ตัวเขาดูดีขึ้นเท่านั้น เป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆ

กีฬาที่ชอบนั้นคือ เล่นฟุตบอลและตะกร้อ เพราะมีทักษะมาตั้งแต่เด็กๆ ส่วนด้านศิลปะนั้นก็มีทักษะด้านการวาดภาพและถ่ายภาพ สามารถดูงานศิลปะได้ แต่สิ่งที่ทำไม่ได้เลยคือการร้องเพลง และการใช้เครื่องดนตรีต่างๆ ไม่ได้เรื่องเลยไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้เลย

ลักษณะเด่นชัดอีกเรื่องหนึ่งคือการให้โอกาสคนที่ด้อยโอกาส อาจจะเป็นเพราะตนเองเป็นคนที่มาจากครอบครัวที่ยากจน พอชีวิตดีขึ้น ก็จะเข้าใจ เห็นใจคนที่ด้อยโอกาส สงสารคนง่าย อยากส่งเสริมคนดี คนด้อยโอกาส ในทางาตรงข้ามกับไม่ชอบคนที่มีโอกาสแล้วแต่ไม่ทำตัวให้สมกับที่ได้โอกาส หรือคนที่เขามาสู่ตำแหน่งสูงๆได้โดยใช้เส้นสาย ไม่ผ่านการทำงานไต่ตำแหน่งมาตามลำดับอย่างสมเหตุสมผล เสมือนการแซงคิว รัดคิว เห็นแต่ตัว ซึ่งไม่ชอบมากๆ




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2555 10:05:27 น.
Counter : 661 Pageviews.  

เล็กน้อยมหาศาล

วันนี้ตื่นไว้ ยังมีเวลาสัก 1 ชั่วโมง ก่อนปลุกลูกอาบน้ำ ไปโรงเรียน จึงถือโอกาสนี้เข้าห้องพระ ผมกราบพระ และนั่งสมาธิ วางโทรศัพท์ไว้ข้างๆตัวรอให้มันปลุก ระหว่างนั่งจิตก็ไม่ยอมจะนิ่ง มันเผลอไปคิดเรื่องอื่นอยู่เรื่อยๆ แถมยังปวดหลังและปวดแขนอยู่ตลอดต้องคอยขยับ คอยบิดคอ โยกไหล่อยู่เรื่อยๆทุกครั้งที่อาการปวดเริ่มเพิ่มขึ้น อาการปวดไหลและแขน ปวดมาได้เกือบเดือนแล้ว เคยไม่นวดที่หัวเฉียว แพทย์แผนจีน ก็ไม่หาย ขณะนวดก็รู้สึกดี ทำให้คิดว่าคิดถูกแล้วที่มารักษาที่นี่ แต่พอกับมาบ้านอาการก็ปวดก็เกิดขึ้นอีก และถ้าทำงานกับคอมพิวเตอร์จะปวดแขนมาก เมื่อวันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม 2554 เป็นวันหยุดชดเชยวันเข้าพรรษา ได้มีโอกาสได้วัดสังฆทาน ที่วัดนี้มีการนวดแผนโบราณ ผมได้เข้าไปใช้บริการ เพราะเป็นคนชอบนวดอยู่แล้ว และบางทีอาการปวดหลังหรือปวดแขนอาจจะหายดีขึ้นบ้าง เข้าไปในห้องที่นวด พี่ที่นวดหรือจะเรียกว่าหมอก็ได้เขาก็ให้ เสียค่าครู 20 บาท ผมใส่ให้ไป 100 เพราะคิดว่าการนวดข้างนอกอย่างน้อยก็ 150 บาทหรือมากกว่า พี่เขานวดดี น้ำหนักไม่แรงไปหรือเบาไป กำลังพอดี โดยเฉพาะตอนใช้เท้าเหยียบ รู้สึกหายเมื่อยเลย แต่ไม่ชอบตอนเอาปลายเท้าเหยียบจิกลงไปตามจุดต่างๆที่ท้อง เพราะช่วงที่กดจะหายใจลำบาก แล้วพี่เขาตัวใหญ่ถ้าออกแรงมากไป กลัวท้องจะแตก ขณะที่นวดอยู่ ผมสังเกตภายในห้อง ที่มีหลายคนกำลังได้รับการนวดจากพี่หมอนวด ผู้ที่เคยมาหลายครั้งแล้ว คุ้นเคยกับหมอและสถานที่ ก็จะนวดไปด้วยคุยกันไปด้วย เรื่องที่คุยก็เป็นเรื่องทั่วๆไป อยู่ทำตัวในฐานะผู้ฟังที่ถนัดอยู่แล้ว หมอนวดทำหน้าที่ไปพูดไป บ้างยืนเหยียบ บ้างนั่งกดนวด ส่วนผู้ที่ถูกนวดก็นอนให้หมอเหยียบ จับยกแขนยกขา เสียงพูดคุยไม่เคยขาด เดี๋ยวคุยเรื่องโน้นเดี๋ยวคุยเรื่องนี้ ผมเห็นความงามภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้ ความงดงามของชีวิตในแง่มุ่มของการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ทำร้ายกัน พูดคุยกัน บีบนวดให้กัน จากคนที่ไม่เคยรู้จักกัน แบบหวังให้ฝ่ายหนึ่งหายทุกข์กาย หายปวดเหมื่อย โดยไม่คิดหวังว่าจะทำเพื่อค่าจ้าง หากเป็นการทำเพื่อการจ้างจะไม่มีโอกาสเห็นภาพนี้ ผมรู้สึกประทับใจในความงดงามที่เกิดขึ้นภายในห้องสี่เหลี่ยมเก่าๆแห่งนี้ แม้จะเหลือบสายตาไปเห็นกระดาษขนาด A4 เขียนข้อความติดผนังไว้ว่า “ค่านวดแล้วแต่จะให้กับหมอเอง” ความงามที่ผมรู้สึกในตอนแรกก็ไม่ได้เลือนหายไป แม้จะรู้ตัวว่าหลังจากนวดเสร็จต้องเสียเงินเพิ่มอีกเป็นแน่แท้ นอกเหนือจากค่าครู ที่ให้ไว้แล้ว 100 บาท เพราะนานๆจะได้เป็นวิถีแห่งการพึงพาอาศัย ที่มนุษย์พึงจะมีต่อกัน ใช้เวลาประมาณ 2 ชัวโมงเมื่อนวดเสร็จผมให้หมออีก 200 บาท จริงให้เท่าไรหรือไม่ให้ก็ได้ แต่ดูสถานการณ์แล้วควรให้ดีกว่า แต่พอให้ไปแล้วยังนี้เจ็บใจตัวเอง น่าจะให้น้อยกว่านี้หน่อย เพราะจะกลายเป็นสร้างมาตรฐานไว้สำหรับครั้งต่อไป ขณะที่เขียนก๊อกนึกถึงธรรมะที่ว่าการให้ทานเพื่อลดความตระหนี่ มันยังมีอยู่ในตัวเราอีกมาก น่าอายเสียนี่กะไร แต่ความงามที่กล่าวมาก็ยังมีค่าที่ควรจดจำ จึงเป็นส่วนหนึ่งของบทความนี้ และอาจจะเป็นเพราะสืบเนื่องจากภาพดีๆ อีกเรื่องหนึ่ง ที่ได้เห็นจากวัดสังฆทานนี้เหมือนกัน คือก่อนหน้านี้ 3 วันคือวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 เป็นวันอาสาฬหะบูชา ผมไปเวียนเทียนที่วัดหลังจากเวียนเทียนเสร็จ ก็เข้าไปนั่งในโบสถ์ ภายในโบสถ์มีคนที่นั่งและสวดมนต์กันอยู่หลายคน และเข้าในว่าการสวดมนต์ได้เริ่มมานานสักพักหนึ่งแล้ว ผมเข้าไปทีหลังแล้วคอยๆหาที่นั่งลง เพื่อจะไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนคนอื่นที่กำลังสวดมนต์อยู่ การสวดมนต์นั้นยาวมาก ไม่รู้ว่าสวดอะไรกัน เพราะไม่เคยมาวัดนี้มาก่อน ไม่รู้ทำเนียบปฏิบัติ ต้องอาศัยการสังเกต สังเกตเห็นว่าแต่ละคนมีหนังสือในมือกันทุกคน มีเสียงพระสวดนำ ทั้งภาษาบาลี และคำแปล สวดไปพร้อมๆกัน พอนั่งพนมมือได้ไม่นานก็มี ผู้หญิงไวกลางคนหันมาสะกิด แล้วชีไปที่โต๊ะ ที่โต๊ะนั้นมีหนังสือ ผมก็เข้าใจในทันทีว่าท่านต้องการจะบอกให้เราไปหยิบหนังสือนั้นมา จะได้สวดไปพร้อมๆกัน ผมพนักหน้าแสดงความของคุณ แทนการส่งเสียง เพราะจะรบกวนการสวดมนต์ที่กำลังดำเนินอยู่ พอผมได้หนังสือแล้วก็หาที่นั่งแต่ไม่ใช้ที่เดิม เพราะเห็นว่ามีที่ที่เหมาะกว่า พอนั่งลง ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหน้าก็หันมา แล้วเอาหนังสือที่ถืออยู่ยื่นมาให้ผมดูพร้อมกับชี้เลขหน้า ผมเข้าในในเจตนาดีของท่านผู้นั้น ว่าถึงหน้านี้แล้ว ผมยิ้มและพยักหน้าแสดงความขอบคุณ ทั้งๆที่ผมยังมองเลขหน้าไม่ชัด เพราะสายตาไม่ดี ไม่ได้ใส่แว่น แต่ก็แกล้งทำเป็นรู้เพื่อที่ท่านจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับผม ผมจึงต้องมางงต่อ แต่สักพักก็ตามได้ทันแล้วสวดต่อตามกันไปมีพระนำสวดอยู่ ท่านผู้ชายยังคงให้ความช่วยเหลือคนอื่น ที่มาทีหลังอีก เหมือนกับที่ได้ทำกับผม ผมเห็นความงามที่เกิดขึ้น จากท่านผู้หญิงที่แนะนำให้ไปหยิบหนังสือ ผมเห็นความงามของท่านผู้ชายที่หันมาบอกเลขหน้าว่าสวดมนต์ถึงหน้าที่เท่าไรแล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่า การมาทำบุญเวียนเทียนในครั้งนี้ได้มากกว่าที่คิด ความงามที่ปรากฏอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตในความรู้สึกของบางคน หากเปรียบความงามเล็กนั้นเหมือนแสงดาวบนท้องฟ้า ถ้ามีหลายๆดวงรวมกันท้องฟ้าก็สวยสว่างขึ้นมาได้ หรือคืนใดแหงนมองท้องฟ้าแล้วพบแต่ความมืดมน มีดาวเพียงดวงเดียวให้แสงอย่างโดดเดี่ยว เดียวดาย อดทนอย่างทระนง แหงนมองคราวใด ก็เห็นแต่ดวงเดียวอยู่อย่างนั้นตลอดคืน งามในแบบดวงเดียวก็งามได้ ควรหาความงามนั้นให้เจอ งามในแบบดวงเดียว และเมื่อใดที่เมฆหมอกหายไป หรือมุ่มมองเปลี่ยนไป กับเห็น ดวงดาวมากมาย ไม่โดดเดี่ยวอย่างที่เคยเห็น ก็พบความงามในแบบสว่างไสวอีกแบบหนึ่ง แต่ในความจริงดาวไม่เคยมีดวงเดียว แท้จริงแล้ว ดาวมีหลายดวงตลอดเวลาหากแต่จุดที่มองและภาวะเมหหมอกต่างหากที่บดบัง ในความเป็นจริง ดวงอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นทางตะวันออก และตกทางทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์ไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน โลกต่างหากที่เคลื่อนที่และไปโมเมเอาว่าดวงอาทิตย์เคลื่อนที่โพล่ทางตะวันออก และไปตกทางทิศตะวันตก และที่เรานั่งอยู่นิ่งๆ ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน ความจริงเราเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็ว เร็วๆเท่ากับที่โลกหมุน อย่าได้ทึกทักว่าการนั่งนิ่งๆและบอกว่าฉันนิ่งแล้ว ไม่ถูกต้อง เมื่อเอ่ยถึงคำว่าถูก มนุษย์มีปัญหาในการสรุปเรื่องถูก-ผิดมานานมากแล้ว ยิ่งถ้าขณะที่พิจารณาเรื่องใดถูกหรือผิดนั้นอยู่ในภาวะมีการเห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่พวกพ้อง เห็นแก่ผลประโยชน์ อยู่ในอำนาจของสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดแล้ว การตีความว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูกกลับผิดเพี้ยนไป อย่างฟ้ากับเหวเลย เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด ไม่รับผิด เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ใช้อำนาจในทางที่ผิด ผลที่ตามมาคือการทำลายคนอื่นที่ดูแล้วจะเป็นภัยต่อตัวเอง เพราะความที่ตนเองมีจุดบกพร่อง กลัวว่าคนอื่นจะมาเปิดเผยความจุดอ่อนของตนเอง เลยชิงลงมือก่อน เสมือนคนที่ตีงูเพราะกลัวงูกัด ทั้งๆที่งูมันไม่ได้คิดจะทำร้ายใคร เว้นแต่ว่ามันถูกรังแกก่อน หรือไม่มีที่จะไป หนีไม่ทัน เป็นการทำลายหลักการที่ดีงาน ทำลายคนดี คนดีหมดกำลังใจ คนดีไม่มีที่ที่จะยืน เพราะคนไม่ดีรังแก บ้านเมืองก็เต็มไปด้วยคนไม่ดี ฉะนั้นอย่าให้คนไม่ดีได้มีอำนาจ มิฉะนั้นทุกอย่างพังหมด ตามพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ของเรา

ชีวิตผมไม่ได้โรยด้วยหลีบกุหลาบ ลำบากมาตั้งแต่เด็ก อาศัยว่าช่วงวัยเด็กได้รับโอกาสเข้าศึกษาในโครงการพระดาบส จนสำเร็จ และมีโอกาสเรียนต่อ จนจบปริญญาตรี จึงระลึกถึงโอกาสที่ได้ตลอดเวลา พอทำงานก็คิดอยู่เสมอว่าจะตั้งใจทำงานให้ดี ใช้ความรู้ความสามารถที่มีทั้งหมดทำให้องค์กร สถานที่ทำงานที่ทำมาทั้งชีวิตคือ--- งานที่ทำก็ทำได้ทุกอย่าง ทำมาได้ 18 ปี ไม่เคยสร้างปัญหาให้กับองค์กร ระลึกถึงรายรับที่ได้ ที่ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถมีบ้านมีรถเลี้ยงดูลูกๆและแม่หรือพี่ๆน้องๆได้ ถือว่าเป็นหลักของครอบครัว จึงระลึกถึงบุญคุณที่ ---ให้ในทุกๆสิ่งอย่าง จึงทำงานด้วยความตั้งใจ มาโดยตลอด แต่ไม่นึกเลยว่า จะมีคนไม่ชอบ จ่องทำลาย ทั้งๆที่ผมไม่เคยคิดทำร้ายใครเลย ไม่รู้เป็นเวรกรรมแต่ปางใด คนที่ทำร้ายก็เพื่อให้ตนเองได้ดี เท่านั้น ทำร้ายกันแบบใช้อำนาจที่มีอยู่รังแก ไม่ให้ความยุติธรรม ไม่สอบสวน ไต่ถาม อะไรเลย เสมือนตำรวจยัดยาบ้าแล้วแจ้งข้อหาให้ผู้บริสุทธิ์ แล้วนำเข้าคุก โดยที่ไม่ได้สอบสวนด้วยความยุติธรรม ไม่มีโอกาสที่จะชีแจ้ง ไม่รู้แม้กระทั้งว่าผิดข้อหาอะไร ผู้ที่ลงโทษ ฟังความจากผู้ใกล้ชิดหรือกลุ่มคนที่ไม่สมประโยชน์ หรือทำงานด้อยคุณภาพ เพราะรู้ตัวว่าด้อยคุณภาพแต่ไม่พัฒนาตนเอง กับใช้วิธีทำลายคนที่จะเผยมันออกมา ผมทำงานเปรียบเสมือนว่า--- เป็นเรือลำใหญ่ ผมคนหนึ่งที่ร่วมพายมาไม่เคยหยุดตลอดเวลา 18 ปี มีลูกน้องที่ยังพายไม่ค่อยเป็นที่ได้พร่ำสอน บางก็ไม่ออกแรงพายบ้าง พายผิดวิธีบาง ว่ากล่าวก็ไม่พอใจ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ลูกน้องเหล่านี้ทรยศหักหลัง หัวหน้าใหญ่ก็ไม่สอบถามจากผมว่าทำไม่ กลับฟังจากลูกน้องฝ่ายเดียว แล้วจู่ๆกัปตันเรือที่ไม่ใช้เจ้าของเรือมาถีบผมตกน้ำไปโดยที่ไม่บอกสาเหตุ ผมว่ายน้ำตามเพื่อความอยู่รอดของชีวิต กัปตันเรือคนนั้นก็หันหน้าหนี ไม่มีใครสักคนที่จะยื่นมือมาฉุดผมขึ้นเรือ ในทางตรงข้ามคนที่เราหวังจะให้ช่วยกับช่วยถีบซ้ำให้ผมไม่มีโอกาสขึ้นเรือได้อีก หวังเพื่อเอาใจเจ้านายที่เป็นกัปตันเรือ เพราะรู้ว่าหากช่วยอาจจะโดนอย่างผม ผมว่ายน้ำตามอย่างเหนื่อยอ่อน ตามลำพังเป็นเวลานาน หมดทั้งกำลังใจ ทั้งๆที่สุขภาพร่างกายก็เต็มไม่ด้วยโรคภัย เบาหวาน สายตา ถ่ายเป็นเลือด มีภาระบ้าน ภาระลูก พอได้ทบทวนเรื่องต่างๆ ว่าทำไม ทำดีไม่ได้ดี ก็พบว่าหลักทางพุทธศาสนากำหนดว่าเป็นเรื่องของกรรม ผมหาหลักธรรมมะหมวดต่างๆ มาเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ปฏิบัติสมาธิ ต่างๆนาๆ ก่อนที่จะเครียดหรือเป็นบ้าผิดฟั่นเฟือนไปเสียก่อน ผมนอนกวดลูกเวลาหลับคิดว่า ต้องกอดเพราะไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่กอดได้อีกนานแค่ไหน ถ้าขาดผมแล้วเขาคงจะลำบาก ผมสังเกตคนที่ได้ดี ไม่เห็นต้องทำงานเก่งเลย อาศัยว่าเอาใจหัวหน้า ก็ได้ดิบได้ดี ถ้าเป็นแบบนี้ องค์กร --- ไปได้แบบมีตัวถ่วง แทนที่จะแล่นด้วยความเร็วที่ควรจะเป็นก็จะไปแบบช้า ผิดทิศผิดทาง แต่เนื่องจากองค์กร --- เป็น องค์กรใหญ่ ผู้ที่มีอำนาจและมีความเป็นธรรม มีภารกิจมาก มองไม่เห็นภาพเล็กๆหรอก มีหลายจุดที่หัวหน้ารังแกลูกน้อง หลบซ่อนอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งมองไม่เห็น




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2555 10:08:09 น.
Counter : 459 Pageviews.  

วิทยายุทธ





ตอนเด็กๆ เคยดูหนังจีนกำลังภายใน ตอนที่พระเอกจากเดิมที่ไม่มีวิทยายุทธอะไรเลย และมักถูกทำร้าย วันหนึ่งถูกทำร้ายแล้วพลัดตกไปในหุบเขาลึกจนสลบ พอรู้สึกตัวฝืนขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะกลับขึ้นมาจากหุบเหวลึกนั้นได้อย่างไร จึงเดินอยู่ในหุบเหวลึกนั้น ทันใดนั้นก็พบกับผู้เฒ่าอาวุโส 4 คนแต่งตัวมอมแมม แต่ช่างกระปี่กระเป่าไม่เหมือนคนเฒ่าคนแก่ ทำให้เข้าใจว่าผู้เฒ่าทั้ง 4 เป็นผู้ที่มีวรยุทธสูงส่ง เมื่อผู้เฒ่าทั้ง 4 กับพระเอกได้พบกัน ผู้เฒ่าเห็นหน่วยก้านของพระเอกก็อยากจะถ่ายทอดวิชาให้ และเกิดเหตุการณ์แย่งลูกสิทธิ์กันขึ้น เป็นสีสันให้หนังดูสนุก มีการแย่งกันถ่ายทอดวิทยายุทธ จนในที่สุดพระเอกของเรื่องก็ได้วิชาของผู้เฒ่าทั้ง 4 มีความเก่งกล้า ไม่กลัวใคร พร้อมที่จะตะลุ่ยท่องภิภพ พอนึกถึงตัวเองก็อดที่จะเปรียบเทียมกับเรื่องที่กล่าวมาไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าทำเรื่องต่างๆรอบตัวได้เอง โดยไม่ต้องจ้างหรือว่ายวานใคร หากไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยจริงๆ โดยเฉพาะงานช่างๆ สมัยที่ผมเรียนอยู่โครงการพระดาบส ช่วงปี พ.ศ.2525-2534 ผมได้รับการสอนวิชาช่างหลายแขนง เช่น ช่างไฟฟ้า, ช่างอิเล็กทรอนิกส์,ช่างเชื่อม,ช่างเครื่องทำความเย็น,ช่างเครื่องยนต์ ช่างพันมอร์เตอร์ เป็นตน แม้ว่าเวลาผ่านไผหลายปี นิสัยความเป็นช่างยังติดตัวผมอยู่ และภูมิใจในความเป็นช่างมาก แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นวิศวกร หัวหน้าหน่วยงาน เป็นโปรแกรมเมอร์ไม่ได้เป็นช่างแล้วก็ตามนิสัยพื้นฐานทางช่างยังใช้เป็นประโยชน์ในหน้าที่การงานปัจจุบัน ในแง่ของการมีเหตุมีผล การวางแผนงาน ความรอบคอบรุดกุมเป็นต้น

ความภูมิใจดังกล่าว จึงอยากจะขอพื้นที่น้อยๆตรงนี้เขียนถึงตัวเองสักหน่อย เพื่อให้ผู้ที่ไม่รู้จักหรือรู้จักแต่เพียงบางแง่มุมได้ทราบ หรืออย่างน้อยเมื่อลูกๆโต จะได้รู้ว่าพ่อเข้าเป็นคนเช่นไร ด้วยเริ่มต้นที่คำถามว่า จะทำอย่างไรจึงจะสะท้อนความเป็นตัวตนออกมาให้คนอื่นได้รู้ ว่าเราเป็นคนอย่างไร คิดอย่างไร และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แม้เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว หากบทความนี้ยังอยู่ก็ถือว่า ช่วงชีวิตที่เกิดมาแล้วจากไป ยังได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้บ้าง มิได้สาบสูญไปทั้งหมด อีกทั้งยังหวังว่าจะเป็นกรอบให้ลูกหลานได้ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตสืบต่อไปหรือเป็นข้อมูลประกอบส่วนหนึ่งที่ต้องใช้ปัญญาในการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และช่วงเวลา

ผมเป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยถนัดที่จะคุย แต่ทางด้านความคิดผมมีความละเอียดรอบครอบ คิดกว้าง ลึก ละเอียด ฉะนั้นด้านเหตุและผล การวางแผนงาน การตัดสินใจ มักจะทำได้ดี การทำอะไรก็ทำได้ดี สำเร็จ ไม่มีปัญหาตามมาให้ต้องแก้ไขในภายหลัง เรียกว่าคิดดี ทำดี คิดก่อนทำ ทำหนึ่งได้ผลสองอย่าง (ยิงนกครั้งเดียวได้สองตัว) มีความโอบอ้อมอารี มักจะเห็นใจผู้ที่ด้อยโอกาส มากกว่าผู้ที่มั่งมี แต่ทำตัวไม่ดี โอ้อวด เพราะว่าผมก็เคยเป็นผู้ด้อยโอกาสมาก่อน ไม่ชอบความไม่ถูกต้องความไม่เป็นธรรม โดยการแสดงออกด้วยการไม่ยอม(ถ้าอยู่ในวิสัยที่ทำได้ ช่วยได้) แต่บางครั้งอยากจะช่วยและไม่ยอมให้ความไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมดำเนินต่อไปได้ แต่ก็สุดวิสัย เพราะเรื่องพวกนี้มีอยู่ทั่วไป ต้องใช้คำสอนทางพระพุทธศาสนาช่วย ผมชอบอ่านหนังสือชอบเรียนรู้ ประโยชน์ที่ได้จากการอ่านนั้นทำให้แนวคิดเราเปลี่ยนไป หลักปรัชญา จิตวิทยา คำสอนพุทธศาสนา ทำให้เรามีทิศทางของชีวิตที่ถูกต้อง เป็นบุญของผมที่ได้พบหนังสือกลุ่มนี้

ผมมีความละเอียดรอบคอบ ความสามารถทางช่างหลายสาขา ทั้งนี้ผมคิดว่ามาจากการศึกษาในอดีต ผมจำได้สมัยเรียนมัธยมต้นที่ ร.ร. บางเสด็จวิทยาคม จ.อ่างทอง มีวิชาเขียนแบบ ตอนเรียนครูให้เขียนแบบ ดินสอที่ใช้ต้องแหลม เวลาลากเส้นไปกับไม้บรรทัดต้องหมุนดินสอไปด้วย และต้องฝนดินสอกับกระดาษทรายอยู่บ่อยๆ เพื่อให้เส้นคมสม่ำเสมอ นี่กระมั่งที่เป็นเหตุให้ผมสามารถเขียน Process diagram ออกมาได้อย่างสวยงาม แต่ปัจจุบันจะมีโปรแกรม MICROSOFT VISIO แล้ว สะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมาก หรือการที่ขณะซ่อมโทรทัศน์ ต้องไล่วงจรที่มีความยุ่งยาก วิเคราะห์อาการ หาต้นเหตุของปัญหา นี่กระมั่งที่เป็นเหตุให้ผมมีความรอบครอบทางการวางแผน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์

ด้วยที่ชีวิตในเด็กและวัยศึกษา ได้อาศัยวัดสระแก้ว[1]และโครงการพระดาบส[2] เพื่ออยู่อาศัยและเรียนหนังสือ และมีโอกาสดีกว่าคนอื่น ที่ได้ศึกษาต่อจนจบเป็นวิศวกร (สาขาไฟฟ้า-สื่อสาร) ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น เรียกได้ว่า ชีวิตของเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งได้รับการอนุเคราะห์จากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง หรือกล่าวอีกได้ว่าเป็นผู้ที่ถูกสร้าง จากองค์กรทางสังคม ครั้นเมื่อได้ผ่านช่วงนั้นมาแล้ว มักจะถูกกล่าวถึงในเวลาต่อมาอีกหลายครั้ง เพื่อเป็นตัวอย่างแต่น้องๆรุ่นหลัง แม้แต่การได้รับความชมเชยในความเป็นคนดี อดทน ต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ จนประสบความสำเร็จ และที่สำคัญที่สุดคือการที่ได้เข้าเฝ้ากราบพระบาทต่อพระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิดเพียงลำพังคนเดียว ในโอกาสที่สำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2536

เมื่อจบการศึกษา ก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานในหน้าที่ ที่ได้รับผิดชอบให้เป็นอย่างดี เพราะคิดเสมอว่าสิ่งที่เคยได้รับมาในอดีตไม่ว่าจะบุญคุณของวัดสระแก้ว หรือ โครงการพระดาบส จะต้องไม่ลืมและหาโอกาสตอบแทน แต่ด้วยการที่ต้องทำงาน จนไม่มีเวลาจะตอบแทน หรือ เงินทองก็ยังขัดสนอยู่ หนทางที่จะตอบแทนได้คือ การเป็นคนดีต่อสังคม ต่อองค์กร หรือหน่วยงานที่ทำงานอยู่ ผมตั้งใจทำงาน คิด และทำ หลายๆอย่าง ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรหรือหน่วยงาน โดยใช้ความรู้ความสามารถที่ทั้งหมดที่มีอยู่ ทุ่มเทตลอดเวลา

ผมทำงานครั้งแรกที่บริษัทโทเทิ่ลเอคเซทคอมมูนิเคชั่น[3] ในตำแหน่ง ช่างเทคนิค เงินเดือนเริ่มต้น 7,000 บาท ระหว่างนั้นเรียนปริญญารีควบคู่ไปด้วย จำได้ว่างานแรกที่ได้ทำคือได้รับมอบหมายให้ซ่อม แพงวงจรของตู้ชุมสายโทรศัพท์ ถือเป็นการทดสอบงานจากหัวหน้า ผลปรากฏว่าทำได้ดี วิเคราะห์หาจุดเสียได้ หัวหน้างานพอใจมาก และ ได้พัฒนาวงจร อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา 1 ชิ้น จำไม่ได้ว่าเป็นวงจรอะไร จนสำเร็จ เป็นที่ชื่นชมของหัวหน้างาน และทาง พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ [4]ก็ทราบและแสดงความยินดีด้วย เหตุที่ต้องกล่าวถึง ก็ต้องการชี้ให้เห็นว่า ความรู้ที่ได้จาก การศึกษา ในโครงการพระดาบสนั้นได้ติดตัวผมมาอยากมาก แม้แต่ทุกวันนี้ผมก็มีความสามารถ ในงานช่างต่างๆมากมาย ซึ่งหาได้ยากในคนที่เป็นวิศวกรด้วยๆกัน

ตอนเรียนที่โครงการพระดาบส นอกจากจะเรียนด้านไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยังเรียนด้านช่าง วิทยุ-โทรทัศน์ ช่างซ่อมพัดลม ช่างเครื่องปรับอากาศ ช่างพันมอเตอร์ ช่างซ่อมเครื่องไฟฟ้าทุกชนิด เช่นหม้อหุงข้าว เตารีด เป็นต้น ผมจำได้ว่าตอนเรียนวิชาวิทยุ อาจารย์สอนวงจรวิทยุ ทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ วันหนึ่งอาจารย์ให้เขียนวงจรวิทยุหลอด พอเขียนเสร็จก็ให้นำอุปกรณ์ มาสร้างตามวงจร ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ผมก็ทำเสร็จ พอเปิดวิทยุที่ต่อเสร็จนั้นขึ้นมา สิ่งที่ได้ยินครั้งแรกคือเพลง “หนุ่มนาข้าว-สาวนาเกลือ” ผมจำเพลงและภาพ ณ วันนั้นได้ดี เป็นวันแรกที่สนุกและภาคภูมิใจที่สามารถเรียนรู้วิชานี้ได้ และเป็นพื้นฐาน สำหรับการศึกษาเครื่องรับ เครื่องส่งทั้งที่พบในตอนเรียนมาหาวิทยาลัย หรือ เมื่อทำงานกับบริษัท แทค ในเวลาต่อมาอย่างดี อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการปรับจูนวิทยุสื่อสารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการควบคุมดูแลของพล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ รวมทั้งการสร้างสายอากาศ และเครื่องมือลดทอนสัญญาณ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องรับส่งวิทยุสื่อสารอีกมากมาย

นอกจากนั้นด้านชีวิตความเป็นอยู่ เมื่อมีบ้านมีครอบครัว มีลูก งานบ้านทั้งหมดตั้งแต่งานสนามรอบๆบ้าน ดูแลสวน ต้นไม้ ในบ้านก็ทุกอย่าง ทั้งที่นอน ห้องน้ำ งานครัว ผมทำได้ทุกอย่าง เนื่องจากที่บ้านไม่ได้จ้างผู้ช่วยงานบ้าน ฉะนั้นผมต้องทำเอง นี้ก็มีพื้นฐานมาจากวัดสระแก้วและโครงการพระดาบส ตอนอยู่โครงการพระดาบส ต้องอยู่กินร่วมกัน ฉะนั้นเด็กต้องออกไปจ่ายตลาดและทำอาหารกินกันเอง ดูแลตนเอง ฉะนั้นเวลามีครอบครัว มีบ้าน มีลูก จึงทำเองได้หมด แต่เหนื่อยเหมือนกัน



[1];วัดสระแก้ว .บางเสด็จ .บ่าโมก .อ่างทอง (..2519- ..2525)

[2] โครงการพระดาบส โครงการตามกระแสพระราชดำริ ตรงข้ามหอสมุดแห่งชาติ .สามเสน .ดุสิต กรุงเทพฯ

[3] xxx




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 17 ตุลาคม 2559 11:00:54 น.
Counter : 574 Pageviews.  

ประสบการณ์ตรง ฮวงจุ้ย

วันนี้ 1 สิงหาคม 2555

เรื่องเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดกับตัวผู้เขียนเอง ซึ่งมีความตั้งใจจะเผยแพร่มานานแล้ว เพื่อเป็นกรณีศึกษา แต่ก่อนที่จะมุ่งไปที่ประเด็นสำคัญของเรื่องขอเล่าถึงที่มาของตนเองก่อน โดยมีเจตนาที่จะให้เห็นลักษณะอุปนิสัย หรือความรู้ความสามารถประสบการณ์ทั้งนี้ไม่ได้หวังที่จะยกยอปอปั้นตนเองเพียงมีเจตตนาที่จะชี้ให้เป็นว่าเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่มีความสอดคล้องกันระหว่างบุคคลกับเหตุการณ์ต่าง

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2525ตอนนั้นอายุ 15 ปี หลังจากจบ มัธยมศึกษาปีที่ 3ผมไม่มีโอกาสเรียนต่อ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯได้มีทรงมีพระประสงค์ช่วยเหลือเด็กวัดสระแก้ว อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา ให้เข้ากรุงเทพฯเพื่อมาเรียนวิชาชีพ ที่โครงการพระดาบส ซึ่งเป็นโครงการตามกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผมเป็นเด็กคนหนึ่งในนั้นที่โดยรับพระมาหากรุณาธิคุณ ในครั้งนั้น ผมได้เรียนวิชาช่างซ่อมวิทยุและโทรทัศน์จนจบหลักสูตร จากนั้นผมก็ได้เรียนต่อในระดับ ประกาศวิชาชีพ ประกาศวิชาชีพชั้นสูงและ วิศวกรรมศาสตร์สาขาอิเล็กทรอนิกส์สื่อสาร ในปี พ.ศ. 2536 และเมื่อวันที่ xxxx ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่วังสวนจิตรดาพระองค์ท่านชื่นชมและทรงกล่าวชมว่า มีความพยายาม จนสำเร็จ ในการศึกษาหลังจากเรียนจบ ผมก็เข้าทำงานที่บริษัท xxx ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของประเทศไทยและขณะที่ทำงานก็ได้ เดินทางไปต่างประเทศหลายครั้งด้วยกัน เช่น สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร, มาเลเซีย, ฮ่องกง ซึงถือว่าชีวิตจากเดิมเป็นเด็กกำพร้า วัดสระแก้ว ก็มีโอกาสได้เล่าเรียนจนจบวิศวะโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลยและมีทักษะงานด้านช่างหลายแขนงที่ได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญสมัยที่เรียนอยู่ที่โครงการพระดาบส โครงการตามกระแสพระราดำริ พอได้ทำงานที่บริษัท xxxจึงเป็นที่ชื่นชมของหัวหน้างาน จนได้มีโอกาสไปอบรมและดูงานในต่างประเทศซึ่งน้อยคนจะได้มีโอกาสอย่างนี้

จากโอกาสที่ผมได้รับตามที่กล่าวมานั้นในความรู้สึกของผมเห็นว่าสูงส่ง และมีคุณค่าต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่งสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นกรอบให้ผม คิดเสมอว่า จะต้องประพฤติตัวให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องตลอดไป คิดและทำสิ่งดีๆเพื่อตอบแทนและตั้งใจทำงานให้ดีทีสุด เพราะชีวิตนี้ได้โอกาสดีๆมามาก บุคคลที่ให้การอุปการะรวมทั้งสถานีต่างๆที่ได้ให้การพักพิง อบรม ดูแลมาตั้งเด็กจนโต

จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่าผมมีกรอบความคิดและถือว่าเป็นเส้นทางหรือข้อกำหนดในการทำภารกิจต่างไม่ว่าจะในฐานะลูกน้องในฐานะหัวหน้า ในฐานะลูก ในฐานะสามี ในฐานะพ่อ ในฐานะคนในสังคม เพื่อนฝูงซึ่งไม่ว่าจะในฐานะใดผมตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่าทำสิ่งใดบกพร่องหรือไม่ซึ่งผมจะไม่ยอมให้เกิดความบกพร่องขึ้นแน่ แต่วันหนึ่งขณะที่นั้งทำงานอยู่ดีๆเมื่อวันที่ xxxx ได้รับ email จากหัวหน้าระดับผู้บริหารแจ้งว่าให้คนมาทำงานแทน เนื่องจากมีปัญหาในการบริหาร เรื่องราวประมาณว่าเราก็เป็นคนพายเรื่อคนหนึ่งตั้งใจที่จะพายเรือองค์นี้ให้ไปข้างหน้าอย่างถูกทิศทิศทาง ในขอบเขตหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่แล้วจู่ๆ ก็มีกัปตันเรือมาถีบด้วยเท้าอย่างแรงจนกระเด็นตกเรือไป ไม่ได้ไต่ถามสักคำ เพื่อฝูงก็ไม่มีสักคนที่จะยื่นมือช่วยเหลือผมลอยคอเกาะเรือตามเรือไป ไม่สามารถขึ้นเรือได้ เกือบ 3 ปีที่ตกอยู่ในภาวะเศร้าหมองทุกข์ตรม เฝ้าถามตัวเองว่า เราผิดอะไร ทำไม่ทำกับเราอย่างนี้ ก่อนนั้นไม่นาน ร่างกายก็ไม่ปรกติวันหนึ่งไปช่วยแฟนตั้งร้านขายเสื้อผ้าที่ตลาดโบเบ้ เป็นตลาดที่ขายตอนเช้ามืดฉนั้นต้องตื่นนอนแต่เช้า ร่างกายพักผ่อนน้อย ต้องกินเครื่องดื่มบำรุงกำลังทุกวันจนวันหนึ่ง พอจะเดินไปที่รถปรากฏว่า ขาบริเวณน่องเป็นตระคิว ทั้งสองขา เดินต่อไม่ได้ต้องยืนเกาะต้นไม้ข้างทาง ความคิดตอนนั้นกังวล ทุกข์ใจเป็นที่สุดเราเป็นอะไรกันนี่ ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ในที่สุดก็ไปพบหมอที่โรงพยาบาลหัวเฉียวผลประกฏว่าเป็นเบาหวาน หมอบอกโรคนี้รักษาไม่หายต้องกินยาตลอดชีวิต ความทุกข์ใจความกังวล เพิ่มขึ้นทวีคูณ ด้วยความที่ไม่รู้จักโรคมาก่อนประกอบกับหมอให้ยาลดน้ำตาล และยาลดไขมันในเลือดเต็มอัตรา ในขณะที่ให้กินข้าวน้อยลงทำให้ร่างกายแย่หนักไปอีกด้วยฤทธิ์ยาที่แรงเกินไป เวลาขับรถไปทำงานที่อยู่ไกลและรถติดหนัก ความเครียดเกิดขึ้น หรือบางครั้งฤทธิ์ยาทำให้นิ้วมือหงิกขณะที่อยู่ในรถคนเดียว ต้องอดทนนำขับรถต่อไป ให้ถึงจุดที่จะพักรถได้ระหว่างทางก็โทรหาแฟน โทรกาเพื่อนบอกอาการว่าแย่แล้ว แต่ก็ไม่มีใครช่วยได้เพราะผมอยู่ในรถคนเดียว เป็นอย่างนี้อยู่ ประมาณ 6-9 เดือนระหว่างนั้นก็มีคำสั่งให้ยุติงาน ตามที่กล่าวมา ถือว่าในระยะเวลาใกล้ๆ กัน เจอแรงๆ 2 เด่งเลย

ยังครับ ยังไม่หมดต่อจากนั้น ลูกน้องที่เรา ให้ความดูแล เอ็นดูคอยช่วยเหลือแนะนำและสอนงานก็ทำตัวออกห่าง ไม่เข้าใจ ขัดแย้งกันมากขึ้นเหมือนมีบางเรื่องที่เข้าใจผิดแล้วทำสิ่งแย่ๆ สิ่งที่ส่งผลกระทบถึงผม ดูแย่ลงหัวหน้างานโดยตรงก็ไม่ใยดี ก็เกิดการขัดแย้ง ไม่กินเส้นกันอีก อย่างที่บอกว่าผมสำรวจตนเองเสมอเพราะมีกรอบในการดำเนินชีวิต ยังไม่พบว่าตนเองทำอะไรผิดแต่ผลที่ได้รับเหมือนถูกลงโทษ เหมือนคนถูกยัดยาบ้าแล้วถูกนำไปขังคุกโดยไม่มีการไต่สวน อะไรทำนองนั้น เป็นเวลายาวนานที่สังคมที่ทำงานในทุกด้านแย่ลงอย่างมากเพื่อนและญาติพี่น้อง ก็ห่างหาย เข้าใจผิด ไปหมด แม้แต่ในหมู่บ้านช่วงหนึ่งในฐานะเป็นกรรมการหมู่บ้าน อยู่ช่วงหนึ่ง นอกจากจะร่วมประชุมแล้วผมคนเดียวที่ทำประหนึ่งว่าเป็นคนสวนของหมู่บ้านอีกตำแหน่งหนึ่ง คือกรรมการมาประชุมกัน คุยกัน แล้วก็กลับ แต่งานที่กำหนดกันไว้ในที่ประชุมท้ายที่สุดก็ไม่มีคนรับไปทำ ผมจำเป็นต้องลงมือทำ แต่ก็พอไหวไม่หนักมากเพราะเรามีความเป็นช่างมาก่อนงานไฟฟ้าสนามที่เสีย ทำได้ซ่อมได้ก็ทำแต่ไม่มีคนเห็นความดี แต่ในทางตรงข้ามกับถูกต่อว่าอย่างรุนแรง จนคิดว่า ไม่ไหวแล้วทำให้ขนาดนี้ยังโดนขนาดนี้ขอบายดีกว่า ผมทิ้งงานทั้งหมด และไม่ร่วมประชุมกรรมการอีกเลยนี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ ทำอะไร อะไร ดูแย่ไปหมด ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

ยังอีกครับ ยังไม่หมดความซวยยังตามรังควานไปจบไม่สิ้น มีอยู่วันหนึ่งรถที่ใช้อยู่มีคราบน้ำมันเครื่องออกมาตรงห้องบริเวณหัวฉีด วิ่งอืด และควันดำ จึงนำไปซ่อมช่างบอกว่าต้องเปลี่ยนหัวฉีดหรือไม่ก็วางเครื่องใหม่ แล้วติดแก๊สเอาละซิความรู้เรื่องเครื่องยนต์ก็ไม่มีเลย ทั้งสองทางเลือกก็ใช้เงินเป็นหลายหมื่นในที่สุดเลือกวางเครื่องใหม่ ไม่รู้อะไรดลใจให้เลือกทางนั้น ปรากฏว่า ทำไปทำมา บานปลายเจอช่างไม่ดีด้วย เกือบจะวางมวย กันเลยทีเดียว คุยกันดีๆไม่ได้แล้วผลงานน่าโมโหมาก งานไม่เรียบร้อย นำรถออกมาใช้งาน วันแรกขับไปทำงานเติมน้ำมันเต็มถัง ขับไปน้ำมันรั่วเป็นทางเลย ต้องกลับมาแก้ไขวันต่อมานึกว่าเรีบยร้อย ขับไปนครสวรรค์ ออกจากกรุงเทพ ฯ ไปได้แค่อ่างทองปรากฏว่าเกียร์เสีย ต้องจ้างรถยกลากมาจากอ่างทอง ลูกเมียลำบากกันหมด เซ็งสุดๆ นั่งในรถแต่รถถูกลากมาอีกทีเป็นอะไรที่ไม่เคยเจอในชีวิตนี้ ท้ายที่สุดรถคันนี้ต้องขายทิ้ง ทั้งๆที่รถยังดีอยู่เลยจากเรื่องเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ มารู้ตอนหลังว่า ด้วยสาเหตุเล็กๆนี้แก้ไขได้ด้วยการแก้ไขที่หัวฉีด ไม่กี่ตังค์ก็จบ ปรากฏว่างานนี้เสียเงินไปประมาณ70,000 บาท ระหว่างที่วางเครื่องรถคันนี้ มีเหตุการณ์ซ้อนขึ้นมาอีกเนื่องจากการวางเครื่องใช้เวลาเป็นเดือน ระหว่างรถอยู่ที่ศูนย์ ต้องไปทำงานและไม่มีรถใช้ลำบากหนักไปอีกจึงขอยืมรถญาติมาใช้ ปรากฏว่า ใช้ไปใช้มากล่องควบคุม หรือกล่อง CPU เสียอีก เสียในขณะที่เรานำรถมาใช้ซวยอีกต้องเสียเงินเปลี่ยนกล่องควบคุมนี้อีกประมาณ 25,000 บาท

ความซวยยังไม่หมดมีอยู่วันหนึ่งจอดรถซื้อกับข้าว จอดอยู่ใกล้ๆ ร้าน ปรากฏว่ากลับมาที่รถกล้องถ่ายรูปราคาหมื่นกว่าหายไปแล้ว ทั้งๆที่จอดรถห่างจากร้านค้าไม่ถึง 20 เมตร ในซอยข้างวัดโสมนัส หลายท่านคงคิดว่ามันต้องหายหยู่แล้วประเภทจอดรถไม่ล็อกรถ หรือ ชอบเอาของมีค่าวางทิ้งไว้ในรถ ปกติก็หายกันอยู่แล้วแต่สำหรับผมถ้ามองเป็นกรณีๆ ก็พอจะรู้เหตุได้ ว่าเหตุเกิดเพราะอะไรแต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไม่ต้องซวยซ้ำซวยซ้อน ?

ระหว่างที่พิมพ์นี้ก็ทรมารมาก ปวดไหลปวดแขนขวามาเป็นเดือนๆ อาการนี้เรียกว่า Office syndromeคือผมทำงาน Office ใช้คอมพิวเตอร์ทุกวัน และทั้งวัน นี่ก็เป็นปัญหาเรื่องสุขภาพอีกอาการหนึ่งจะเห็นว่าสิ่งที่ปรากฏล้วนมีเหตุมีผล คือ รู้ได้ว่าผลเกิดจากอะไร เรารู้ได้ตรวจทานหาเหตุได้ แต่คำถามว่า ทำไม่ต้องเป็นเรา ทำไม่ต้องเกิดเรื่องหลายเรื่องในช่วงเวลาเดียวกัน ยังมีอีกอาการหนึ่งคือ ตอนถ่ายมีเลือดออกทางทวาร ไม่กล้าไปหาหมอและไม่กล้ามอง กดน้ำทิ้งไปอย่างเดียว ตอนนี้คิดว่า ถ้าจะตายก็ห้ามไม่ได้ มันซวยซ้ำซวยซ้อน

ตอนที่มีปัญหาเรื่องงานนอกจากจะตรวจสอบว่าเราผิดตรงไหน แต่ไม่พบสิ่งบกพร่องในทางตรงข้ามกับเห็นว่ามีผลงานเป็นที่ประจักษ์และปัจจุบันผลงานก็ยังปรากฏอยู่ นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผู้อ่านหลายท่าน คงได้ยินมาว่า ทำดี เข้าไว้ ชีวิตจะดีเอง ผมขอบอกว่า ไม่เสมอไปสังคมมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ตัวท่านเองทำดี แต่อย่าลืมเรื่องเวร เรื่องกรรมสิ่งที่จะเกิดกับเราในอนาคต ครอบครัว มันไม่ขึ้นอยู่กับการทำดีในช่วงชีวิตหรือปัจจุบันเสมอไปบางคนอ้างถึงโชค หรือ เคราะห์กรรม ถ้าพูดแบบนั้นก็ได้ เพราะตามคำสอนทางพุทธศาสนาสอนว่าเวรกรรมมีจริงแต่ด้วยความที่ยังเป็นปุถุชน คนธรรมดายังไม่สามารถยั่งรู้ที่มาที่ไปของเรื่องเวรกรรมได้ ความโชคดีหรือเคราะห์กรรมเกินความสามารถที่จะเข้าใจหรือรับรู้คาดการณ์ให้เห็นชัดๆได้แต่ก็เชื่อและศรัทราในคำสอน ศิล สมาธิ ปัญญา กิเลส ผมใช้เวลาช่วงที่ทุกข์ใจ เข้าหาธรรมมะ ดถือคำสอนเรียนรู้คำสอนทุกหมวดธรรม เข้าโบสถ์ นั่งสมาธิ เพ่งพระพักต์ขององค์พระประธานและระลึกถึงคำสอน รวมทั้งหาคำสอนที่เป็นหมวดธรรมต่างๆ ตามอินเตอร์เน็ท นำข้อธรรมที่ดีมารวบรวมไว้ร่างเป็น Mind map ทำเป็นหมวดหมู่ นี่เป็นวิธีการทำของผมเพื่อให้คำสอนทางพุทธศาสนาที่มีพลังและเป็นความจริง เพื่อให้ตัวเองได้เข้าถึงได้ง่ายๆแน่นอนสิ่งนี้ช่วยให้ความทุกข์หายได้ แต่ด้วยความจริงของโลกเรายังต้องพบต้องเจอสิ่งต่างๆ อีกต่อไปไม่สามารถหลุดพ้นหรือละทิ้งทุกสิ่งอย่างที่เราสัมพันธ์อยู่ไปได้ แบบปุถุชนคนธรรมดา ไม่ทำความชั่ว ทำแต่ความดี นับถือพุทธด้วยเชื่อในคำสอน แต่ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไปในวิธีของปุถุชนคนธรรมดา

เวลาผ่านไปนับเดือนนับปี ชีวิตตกต่ำทุกด้าน มีอยู่วันหนึ่งขณะขับรถกลับบ้านฟังวิทยุพิธีกรเขา สนทนากับแขกรับเชิญ ที่เป็นอาจารย์สอนทางฮวงจุ้ย ผมสนใจขึ้นมาเพราะในรายการแจ้งกำหนดวันอบรม และค่าเรียนไม่แพง แค่ 4500 บาทพอดีก่อนหน้านี้ที่บ้านมีการจัดห้องพระ แล้วเถียงกันกับภรรยาต่างคนต่างก็อ้างแบบนี้ดีแบบนี้ไม่ดี ตรงห้องน้ำ ซึ่งไม่มีความรู้ด้วยกันทั้งคู่ฟังคนอื่น มา เลยตัดสินใจสมัครไปเรียนไม้มันรู้ไปเลยว่าที่ถูกต้องมันป็นอย่างไรเพื่อว่าปํญหาต่างๆที่เกิดขึ้นมันจะหายไปบ้าง

ด้วยการที่ผมเป็นคนที่ทำอะไรทำจริงอยากรู้อะไรก็ต้องรู้แบบตกผลึก การเรียนที่สถาบันเขาสอน สัปดาห์ละครั้ง เรียนวันอาทิตย์ทั้งหมด 3 สัปดาห์ คือเรียน 3 ครั้ง ผมเห็นว่า หนึ่งนานเกินไปสองไม่น่าจะได้รายละเอียดครบ ผมตั้นสินใจศึกษาด้วยตนเองเพิ่มเติมจากที่ไม่รู้เรื่องเลย รวมทั้งไม่เชื่อเรื่องฮวงจุ้ย หรือหมดดูต่างๆนาๆ ด้วย การศึกษาด้วยตนเองของผมคือใช้เวลาเป็นวันๆหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ท ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษตอนแรกการค้นหาภาษาอังกฤษยังไม่รู้เลยว่าจะใช้ Key word ว่าอย่างไรหาไปหามาจึงรู้ว่าควรใช้คำ “Feng Shui” นอกจากอินเตอร์เน็ทแล้วยังซื้อหนังสือมาอ่านไม่น้อยกว่า 15 เล่มแต่พอถึงวันอาทิตย์ผมก็ไม่เรียบกับอาจารย์ พอเรียนครบ 3 ครั้งปรากฏว่ามีหลักสูตรฮวงจุ้ย2 อีก ต้องเสียเงินเรียนต่ออีก พอจบหลักสูตรฮวงจุ้ยอาจารย์บอกต้องเรียนดูดวงจีนอีก เพราะต้องดูดวงปรับดวงคนที่อาศัยในบ้านอีกรวมๆแล้วต้องเสียเงินค่าเรียน ค่าหนังสือที่ซื้อมาอ่านเอง และค่าเข็มทิศค่าโปรแกรม ฮวงจุ้ย ฤกษ์ยาม ดวงจีน (ยังไม่หมด) อีก รวมๆแล้วประมาณ 30,000 บาทผมรูดบัตรเครดิตไม่เรียนครับ เพราะเงินหมดตั้งแต่ 4,500 แรกแล้วตอนแรกนึกว่า จบแต่ 4,500 บาทนึกถึงตัวเองว่านี่คือการบานปลายอีกหรือเปล่าวะนี๊

พอผมได้ศึกษาไปได้ระยะหนึ่งพอรู้หลักการตรวจสอบ รู้หลักการแก้ไข ฮวงจุ้ย ก็กลับมาดูบ้านตนเอง ปรากฏว่า องศาบ้านกลับทิศบ้านองศากลับทิศ เป็นบ้านที่อยู่แล้วล้มเหลว สอดคล้องตรงตามทฤษฎีทุกอย่างเหตุการณ์ที่ตัวเอง ที่ได้อยู่บ้านหลังนี้มาตลอด และเป็นหัวหน้าครอบครัวอึ้งเลยครับ สิ่ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมาองศาทิศทางของบ้านที่ตรงตามทฤษฎีแห่งความล้มเหลวความรู้สึกตอนที่ทราบครั้งแรกบอกได้เลยว่านี้คือคำตอบของทุกสิ่งอย่างหรือ? สำหรับผม ใช่ มากกว่า 50 แล้ว เหลืออีก 50 ต้องแก้ไข แล้ว สิ่งต่างๆดีขึ้นจะให้เต็ม 100 (การได้เต็มร้อยจากชายไทยสัญชาติไทย และ เชื้อชาติไทย สายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่ โทรคมนาคมไม่ใช่เรื่องง่าย)

อ่านมากันมานานหลายท่านคงอยากจะทราบว่าต่อจากนั้นผมทำอะไรกับบ้านและผลที่ได้ต่อจากนั้นเป็นอย่างไรโปรดติดตามต่อครับ

ผมเอาแผนผังบ้านมาแล้วหาทิศของบ้าน จากนั้นหาค่าเลขดาว ใช้ยุค 8 ตีความหมายจากค่าเลขดาวที่ได้พบว่าบ้านหลังนี้ต้องการการเคลื่อนไหว(หยาง)ที่หลังบ้านและต้องการสภาพความนิ่ง(หยิน)ที่หน้าบ้าน ซึ่งถ้าทำได้จะดีทั้งโชคภาพและบารมีแต่ในทางปฏิบัติ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะจะให้หลังบ้านเคลื่อนไหวได้อย่างไรเพราะหลังบ้านก็เป็นกำแพงติดกับบ้านคนอื่นไม่มีประตู และไม่ใช้ทาเข้าออก ส่วนหน้าบ้านต้องการสภาพความนิ่ง ก็ทำไม่ได้อีกเพราะหน้าบ้านเป็นทางที่เราใช้เข้าออกเป็นประจำ มีถนน มีประตูทำอย่างไรก็ให้เป็นสภาพนิ่งไม่ได้ ลักษณะบ้านแบบนี้เรียกว่า องศากลับทิศ บ้านที่ปกติมีโชคลาภบารมีจะต้องการสภาพนิ่งที่หลังบ้านและสภาพเคลื่อนไหวที่หน้าบ้าน หรือที่เรียกว่าหลักภูเขา หน้าน้ำ

ทางแก้ของบ้านกลับทิศคือต้องหันประตูบ้านไปรับองศาที่ค่าพลังทิศทางดีขึ้นซึ่งการหันประตูบ้านก็เรื่องใหญ่อยู่เหมือนกัน เพราะต้องดูเรื่องความสวยงามด้วย ผมทดลองวาดแบบจำลองภาพก่อนหันประตูกับหันประตูแล้วดูว่าการที่บ้านบิดเบี้ยวไป น่าเกียจมากน้อยแค่ไหน ดูแล้วก็ขัดๆอยู่ในความรูสึกว่าบ้านท่ได้ฉากได้มุมดีอยู่แล้ว จะหันให้มันบิดเบียวไปทำไม อีกใจหนึ่งก็คิดว่านี้พิสูจน์ด้วยหลักวิชาฮวงจุ้ยแล้วแย่ตามทฤษฎีเป๊ะ ทำไงดี และเท่าที่คุยกับผู้รับเหมา ต้องใช้เงินไม่ตำกว่า 30,000บาท เอาอีแล้วครับท่าน จ่ายๆ จ่ายๆ

ผมตัดตัดสินใจอยู่นาน หาวิธีแก้อื่นๆ เช่นลองคำนวณหาช่องประตูใหม่แล้วลองคำนวณดาวดูอีกหลายๆวิธี และรอเครื่องมือเข็มทิศที่จะได้จากฮ่องกงเพื่อที่จะได้ใช้วัดองศาให้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุดระหว่างที่รอและตัดสินใจผมได้สร้างสภาพให้หลังบ้านเคลื่อนไหวโดยการ หาฤกษ์ และไปซื้อหินกลิ้งน้ำล้นมาวางที่ทิศหลังบ้านในขณะเดียวกันก็ตั้งโต๊ะหินที่หน้าบ้าน และปิดประตูส่วนหน้าให้มากที่สุดเข้าออกเท่าที่จำเป็น ที่ทำเช่นนี้เพราะต้องการให้หลังบ้านมีสภาพเคลื่อนไหวและหน้าบ้านมีสภาพนิ่งเป็นการทำชั่วคราวไปก่อน เพราะการหันประตูเป็นเรื่องใหญ่ หลังจากทำตามนี้ประมาณ 1-2 อาทิตย์ ปรากฏว่าถูกล๊อดเตอรี่รางวัล เลขท้าย 3 ตัว 3ใบ และ ที่บริษัทก็ประกาศโครงสร้างองค์กรใหม่ทำให้ได้รับหน้าที่งานชัดเจนขึ้น ในความรู้สึกถือว่าดีกว่าเดิม ถึงจะไม่ดีที่สุด เงินที่ได้มาจากการถูกถูกล๊อดเตอรี่รางวัลเลขท้าย 3 ตัว 3 ใบก็ไม่ได้มากแต่ก็ถือว่าเป็นลาภ นำเป็นค่ารถสามารถไปเยี่ยมแม่ที่นอนป่วยอยู่ได้จากเดิมที่ เลือกเงินใช้จ่ายอยู่ไม่มาก (ไม่น่าเชื่อว่ามีเงินใช้ไม่ถึง2 พันต้องใช้ทั้งเดือน คือเงินเดือนออกจ่ายโน้นจ่ายนี้ เหลือ2 พัน จะใช้อะไรกันนักกันหนาว๊ะตรู)เลยหยุดทุกอย่าง แม่ที่ป่วยอยู่ต่างจังหวัดยังไม่สามารถไปเยียมได้ มันเจ็บปวดใจจริง จากการปรับฮวงจุ้ยชั่วคราวเพียงเล็กน้อยก็เห็นผลแล้ว จึงมีความมุ่งหวังที่จะหันประตูในโอกาสที่ไปถ้าได้ผลอย่างไรแล้วจะรายงานให้ทราบต่อไป เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริงทุกประการครับ

ก่อนที่จะจบบทความนี้ขอให้ทุกท่านได้เข้าใจว่า เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับผมจริง ซึ่งเป็นเรื่องของคนๆเดียวหมายถึงอาจจะไม่เกิดขึ้นกับทุกคนวิธีการก็อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคน เพราะในแต่ละคนมีความแตกต่างกันมาก ทั้งบุญกรรม ดวงสภาพแวดล้อม กาลเวลา ขอให้ใช้บทความนี้เป็นกรณีศึกษาหนึ่งเท่านั้น และทำแต่ความดีและเว้ณความช่วย เข้าถึงคำสอนทางพุทธศาสนา และน้อมนำมาปฏิบัติชีวิตมีทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดี ช่วงใดชีวิตตกต่ำจะได้ไม่แย่มาก ชั่งใดชีวิตรุ่งจะได้รุ่งเรืองถึงขีดสุด

วันนี้ 1 กันยายน 2555

ถูกล๊อตเตอรี่เลขท้าย 3 ตัวอีกครั้งในวันที่ 1 กันยายน แต่ยังไม่มีเงินสำหรับหันประตูบ้านคาดว่าจะรอเงินโบนัสปลายปี




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2555    
Last Update : 1 ธันวาคม 2555 15:53:48 น.
Counter : 859 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.