Group Blog
 
All blogs
 
ละครเวที ยินดีต้อนรับ..



จากเด็กหนุ่มที่ใช้ชีวิตและเติบโตจากเมืองนอก ที่เคยมีผลงานทั้งเป็นพิธีกรรายการ รวมถึงแสดงภาพยนตร์ แต่บัดนี้ อ้น นพพันธ์ บุญใหญ่ ได้กลายเป็นชายหนุ่มที่เปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและบทบาทต่อการสื่อสาร ด้วยการมารับหน้าที่เป็นทั้งผู้กำกับและนักแสดงของสารที่ถูกสื่อออกมาอีกรูปแบบหนึ่ง..ที่เราเรียกว่า “ละครเวที”

“ตอนแรกเป็นนักแสดง แล้วก็เล่นหนังใช่ไหมฮะ แล้วก็ไม่ได้เรียนรู้ทางด้านนี้มาเลย มาจากอังกฤษน่ะครับ คือโตที่อังกฤษ แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าเบื่อ ก็เลยไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยกลับมาเมืองไทยแล้วก็อยากจะลองทำงานการแสดงอะไรอย่างนี้ ก็ไปคลุกคลีกับวงแคสติ้งเยอะๆ แล้วก็ได้เล่นหนัง2-3เรื่อง อันนี้พอดูผลงานของเรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ การแสดงเรามันไม่ค่อยดี เราก็นึกว่าเราควรที่จะทำให้มันดีกว่านี้ เราคิดว่าอะไรที่มันเป็นการแสดงที่มันบริสุทธิ์ที่สุด อะไรที่มันเพียวๆน่ะครับ ..ก็กลับไปคิดถึงละครเวที”

ด้วยจุดเริ่มต้นนี้จึงนำพาคนๆหนึ่งที่มุ่งหาความหมายของตัวเอง มาเจอสิ่งบางสิ่งที่นพพันธ์บอกว่ามันเหมือนมีแรงขับจากภายใน..

“ตอนนั้นบ้านอยู่อิทามระซอย3 เพื่อนก็บอกว่าเนี่ย ลองเข้าไปดูสิ เดี๋ยววันนึงเราพาเข้าไปดูละกันว่าเค้าทำอะไรกัน…ก็ลืมกัน..วันนึงผมก็เออ ลองเข้าไปดูซักทีดีกว่า อยู่แค่ตรงนี้เอง ก็เดินเข้าไปหาเค้าแล้วบอกว่า ผมชื่อ อ้น ชื่อนพพันธ์ มีอะไรให้ผมช่วยทำไหม แล้วก็พอดีมีงานละครเด็กเกี่ยวกับวงเพลงออเคสตร้า ก็เลยไปworkshopกับเค้า นั่นก็เป็นจุด..จุดแรกๆเลยมั้งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับละครเวที”

มะขามป้อมสตูดิโอคือเวทีของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่นพพันธ์ได้เข้าไปสัมผัส เรียนรู้ และเข้าใกล้ถึงสิ่งที่เค้าอยากจะสื่อมากขึ้น

“แต่พอเข้าไปมะขามป้อมก็ไปอยู่เดือนนึง แล้วก็แบบได้รู้สึกอะไรซักอย่างข้างในที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เหมือนแบบคนที่มันหาที่ๆอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม พอตอนเราทำงานในหนังเราก็แบบมันเหมือนมีคนคอยมาเทคแคร์ ดูแลเราตลอด มีคนมารับส่ง มีคนมาคอยถามโอเคไหม เป็นอะไรไหม หิวน้ำไหม เราก็รู้สึกว่าพวกนี้มั้ง…ถ้าเกิดเราไม่ระวังตัว มันจะเหลิง เพราะว่ามันมีเส้นที่แบบว่า พอเราพักแล้ว เรากลับบ้านแล้ว เราเดินบนถนนเนี่ย.. แบบเฮ้ย…ไม่มีใครรู้จักเราเลย ไม่มีใครรู้เลย แล้วถ้าเกิดเราเอาไอ้อคติเนี่ยไปใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป มันจะทำให้เราไปผิดทางน่ะ เออก็ลองทำงานที่ไม่ได้อะไรเลยดีกว่า ได้วุฒิ ได้การศึกษามั่ง แล้วก็มะขามป้อมก็ให้อะไรกับเราเยอะมากๆ”



โดยเมื่อถามถึงละครที่นพพันธ์ทำ ว่าเริ่มหรือมีที่มาที่ไปอย่างไร จึงได้ทราบและปฏิเสธไม่ได้เลยว่าละครเวทีนั้นดึงดูดเค้ามากแค่ไหน

“คือก่อนที่จะทำละคร ก็ต้องดูละครก่อนนะฮะ ผมก็ดูละครไปเรื่อยๆ ในมุมมองของนักแสดงและ อยากแสดงอะไรอย่างเนี้ย แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสมากเท่าไหร่ แล้วก็ได้ร่วมงานกับ พระจันทร์เสี้ยว กับบีฟลอร์ ได้ร่วมงาน ได้เล่นละครของพระจันทร์เสี้ยวไปสองเรื่อง แล้วก็ได้เก็บเกี่ยวทักษะ และประสบการณ์ ไอ้การ ดูนี่แหละเป็นตัวช่วยนะ ดูละครของพี่มิกรณ์แล้วรู้สึกว่า..อยาก อยากทำละครบ้าง เพราะว่าวิธีที่เค้านำเสนอ มันน่าสนใจมาก ชื่อเรื่องเม้าท์น่ะครับ เราติดใจมาก แล้วก็รู้สึกว่าเนี่ยแหละละครมันต้องได้อารมณ์เนี้ย เพราะว่า สำหรับคนดูนะ มันไม่มีอะไรเลยนอกจากการแสดง กับนักแสดงในห้องสี่เหลี่ยม คือมันเต็มมากเลยไง แล้วมัน ประทับใจ”

เมื่อทุกอย่างเป็นใจ และการกำกับรวมถึงการแสดงเรื่องแรกก็เกิดขึ้น‘ดอกไม้ในแสงแดด’คือละครเรื่องนั้น คนดูว่ายังไงอันนี้ยอมรับว่าไม่ทราบครับคงพูดแทนไม่ได้ แต่ที่ทราบคือกว่าสามรอบครับที่ละครเรื่องนี้เพิ่ม(รอบ)ขึ้น

“เค้า(คนดู)ก็ชอบนะฮะตอนแรกผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากคือเรารู้งานของเรามันมีอะไรน่าสนใจในวิธีการเสนอ แต่เนื้อหามันก็เหมือนเดิมมันไม่มีอะไรแปลกใหม่เลยมันก็เหมือนเดิมทั่วไปแต่เราเชื่อว่าการเล่าของเรามันมีอะไรที่มันน่าค้นหาสำหรับคนดูเพราะเราไม่ได้เปิดเราไม่ได้บอกอะไรแต่เราถามมากกว่าเราตั้งคำถาม ให้กับคนดูมาคิด เรื่องนี้อีกที คือตอนแรกมันออกดราม่านิดๆ เลยลบออกไปเป็นคอมเมดี้ แต่ไม่คอมเมดี้แบบตั้งใจหัวเราะ เป็นคอมเมดี้แบบอารมณ์สนุกๆน่ะครับ คือทำเพื่อให้คนดูรู้สึกดี ..คืออยากมอบความสุขให้กับคนดูในตอนที่เค้าได้ดู หรือไม่ก็มอบอะไรสักอย่าง..ให้เค้าคิดอะไรซักอย่าง ให้เค้าเอาไปคิด ไม่ใช่ดูเสร็จแล้วก็..จบ ลืมไป”

กับละครเวทีเรื่องใหม่ Welcome to nothing เป็นการ์ตูนที่นพพันธ์เขียนขึ้นมาปีที่แล้ว ละครเรื่องนี้มีคอนเซปมาจากการ์ตูน เป็นเรื่องราวหลายๆตอนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน มีตัวละครหลายตัว สถานการณ์หลายแบบ หลายรส หลายอารมณ์ โดยมีคำนิยามของเรื่องที่ว่า “ DON'T THINK – JUST FEEL!!”



“ก็สนุกดีครับ เพิ่งเริ่มต้น เพิ่งจับบทขึ้นมาอ่าน เพิ่งซ้อมไปก็สนุกดี มีความสุข เพราะมันมีอะไรที่มันจั๊กกะจี๋ๆ เห็นนักแสดงเล่นอึดอัดแล้วจั๊กกะจี๋ดีเพราะว่ามีผู้ชายสามคนเล่นแล้วเล่นเป็นทุกอย่างเป็นผู้หญิง เป็นทุกวัย เป็นทุกเพศอะไรอย่างเนี้ย เพราะเรารู้สึกว่านักแสดงไม่น่าจะมีขีดจำกัดที่เล่นได้บทเดียว น่าจะเล่นหรือลองเล่นได้หมด.. สนุก เอาสนุกอย่างเดียวไม่ได้เอาความจริง สาระมันมาจากความจริงแต่ว่าเราไม่ได้นำเสนอความจริง เราเสนอหรือสะท้อนบางmomentที่เล่าถึง เป็นmomentบางmomentของชีวิต”

ซึ่งสุดท้ายแล้วนพพันธ์ได้พูดถึงอนาคตว่าอยากอยู่ตรงนี้ไปนานที่สุดเท่าที่จะทำได้และพูดถึงเรื่องพื้นที่ที่จะทำให้คนเข้าใจละครเวทีมากขึ้น ได้แรงบัลดาลใจมากขึ้นและหวังว่าจะกลับมาดูอีก แม้สิ่งที่นพพันธ์ทำอาจดูเหมือนไม่อยู่ในกระแส แต่ถ้าเราจะปล่อยให้แต่กระแสหลักพัดผ่านเราแต่อย่างเดียว ก็อาจจะฟังดูเหมือนเราจำกัดตัวเองมากจนเกินไป ก็หวังได้แต่เฝ้าคิดให้เรารู้จักWelcomeก่อน เพราะบางอย่างอาจจะไม่ได้Nothingอย่างที่คิดๆกันก็เป็นได้..








There Are Some Remedies Worse Then The Disease - THIS WILL DESTROY YOU


Create Date : 18 พฤษภาคม 2551
Last Update : 8 มิถุนายน 2551 17:30:48 น. 4 comments
Counter : 345 Pageviews.

 
อืม . . . # ?





ปล.ชอบดู Pantomind มากกว่าน่ะ


โดย: red_era IP: 58.8.160.201 วันที่: 6 มิถุนายน 2551 เวลา:20:36:00 น.  

 
Pantomind คือไรหรือ ?


โดย: ตี่ IP: 58.9.147.149 วันที่: 7 มิถุนายน 2551 เวลา:17:59:21 น.  

 
ขอบพระคุณค่ะ ที่หาสิ่งดีดีให้อ่าน

อ่า ดูหนังเรื่องMemoto รับรองโฉมสมัยชอบแน่ๆๆๆ หนังอินดี้ หนังดูยากกกกกกกกก ........เชิญเสพ อิอิ

ปวดเฮดดดดดดดดดดดด


โดย: Bernadette วันที่: 9 มิถุนายน 2551 เวลา:13:08:07 น.  

 


โดย: boatboat วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:15:41:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โฉมสมัย
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add โฉมสมัย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.