Bloggang.com : weblog for you and your gang

Group Blog

 
All blogs

 

[SF] ไม่กล้า



คำเตือน

1.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการอันเพลิดแพร้วของเจ๊

2.เรื่องนี้เป็นเรื่องแนวชายรักชาย ใครรับไม่ได้คลิกปุ่มกากบาทมุมขวาบนเลยจ๊ะ

3.เนื่องจากบ็อกนี้เป็นบ็อกของเจ๊ (ก็แน่อยู่แล้วเจ๊บ๊องหรือเปล่า) ดังนั้นคู่ที่เจ๊เขียนย่อมเป็นคู่ที่เจ๊โปรดอย่างแน่นอน ใครไม่ชอบคู่นี้ก็ทำใจนิดนะจ๊ะ

4.ห้ามคัดลอกหรือกระทำใดๆที่ขัดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด แต่ถ้าติดใจลิงค์มาได้นะ เจ๊ไม่ถือ


........................................



Title : ไม่กล้า

Author : midnight train



…………………


แม้จะอยู่ท่ามกลางหมู่คนมากมายแต่ผู้ที่ครอบครองความสนใจทั้งหมดของผมก็ยังคงเป็นชายหนุ่มร่างเล็กเจ้าของผิวขาวอมชมพูซึ่งมีใบหน้าอ่อนเยาว์ที่แม้จะผ่านไปเกือบสิบปีแต่ดวงหน้านั้นก็ยังคงดูแทบไม่แตกต่างไปจากเดิมแม้ซักนิด อาจจะมีบ้างเล็กน้อยตรงประกายพริ้มพรายและเสน่ห์มากมายที่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะมากซะยิ่งกว่าเดิม ... คิมจุนซูยังคงเป็นจุดศูนย์กลางของผู้คนรอบข้างอยู่เสมอ ...


ครั้งแรกเมื่อได้บัตรเชิญสำหรับงานรวมรุ่นผมเกือบๆจะโยนมันทิ้งลงถังขยะเหมือนทุกปีแต่เพราะข่าวสังคมเล็ก ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เพิ่งผ่านตาไปเมื่อเช้า ... ข่าวไม่กี่บรรทัดมีเนื้อหาเพียง …


// คิมจุนซูเดินทางกลับหลังจากสำเร็จการศึกษาด้านบริหารธุรกิจคราวนี้คงเตรียมเดินหน้าขยายกิจการค่ายเพลงของครอบครัวเต็มตัวคุณนายคิมคงปลื้มลูกชายคนเก่งไม่น้อยเพราะหนุ่มน้อยหอบปริญญาทางด้านดนตรีสากลแนบมาอีกใบ //


นั่นทำให้ผมเปลี่ยนความตั้งใจ ... จะเรื่องค่ายเพลงของพ่อเค้า ปริญญาสองใบ หรืออะไรต่อมิอะไรก็ไม่เท่ากับใจความที่ว่า ... คิมจุนซูกลับมาแล้ว! ... และผมก็คาดหวังเหลือเกินว่าจะเจอคนที่ผมแสนคิดถึงในงานเลี้ยงวันนี้ ...


เสื้อเชิ้ตที่เลือกแล้วเลือกอีก ทรงผมที่อุตส่าห์ข่มความอายไปหาช่างที่ชำนาญด้านการออกแบบแล้วนั่งให้ผู้รู้ท่านนั้นสาธยายเกี่ยวกับการดูแลเส้นผมแล้วก็สอนการเซทให้มันเป็นทรง ยังไม่นับที่บอกย้ำกับเลขาฯ หน้าห้องให้กำชับเวลาที่จะออกมางานเลี้ยงซึ่งจัดที่ร้านอาหารแถวชานเมืองตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อเลี่ยงรถติดอันเกิดจากที่ทำงานของผมนั้นอยู่ซะกลางใจเมือง ... แม้แต่รถก็เอาไปล้างทั้งนอกและในเสียสะอาดเอี่ยมซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไรเพราะ ...


“เฮ้! ... นาย ? ... เอ่อ ... เราอยู่ห้องเดียวกันหรือเปล่าเนี่ย ?”


ผมได้แต่ยิ้ม ๆ แล้วพยักหน้าไปให้ชายร่างท้วมที่แต่งตัวภูมิฐานก็เลยทำแค่ยิ้มเจื่อนๆ แล้วเดินจากไป ...


ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้างานมาไม่มีใครจำผมได้ซักคน ซึ่งผมแน่ใจว่าชายร่างท้วมคนนั้นเค้าคงจำไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งเค้าเคยขโมยรองเท้าของผมไปซ่อนไว้ที่ดาดฟ้าจนทำให้ผมต้องใส่แต่ถุงเท้าเดินกลับบ้าน และ หมอนี่ที่เป็นหัวโจกไล่แกล้งเพื่อน ๆ ไถตังส์บ้าง คอยลอกการบ้านบ้าง และ ผมก็เป็นเหยื่ออันดับหนึ่งของเค้า ... เด็กผู้ชายตัวผอมกะหร่องแล้วก็ขี้ขลาดอย่างผมจะไปทำอะไรได้นอกจากต้องยินยอมให้เค้าลอกการบ้านไปตามระเบียบ ... แต่ก็เพราะเค้าที่ทำให้ผมเจอเหตุการณ์ที่ผมไม่มีวันลืม ...


วันที่รองเท้าถูกขโมยแล้วฝนเจ้ากรรมก็ตกกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา เด็กผู้ชายตัวผอม ๆ สะพายเป้หลังใบโตเดินตากฝนกลับบ้าน มือนึงก็ต้องคอยเช็ดแว่นตาที่มันคอยแต่จะจับเป็นฝ้า ฝนเม็ดโต ๆ ก็กระหน่ำลงมากระแทกตัวกระแทกหน้าจนเจ็บไปหมดจะถอดแว่นก็กลัวว่าไอ้เม็ดฝนที่ขนาดใกล้อุกกาบาศเข้าไปทุกทีมันจะพุ่งมากระแทกตาจนบอดเลยต้องทนฝืนเดินเช็ดมันไปตลอดทาง ... เท้าก็เจ็บ ตัวก็เจ็บ หนาวก็หนาว ชีวิตเด็กประถมของผมช่างรันทดซะยิ่งกว่าโนบิตะเพราะถ้าเป็นโนบิตะคงมีโดราเอม่อนมาช่วยแล้ว ...


“เอาร่มไปสิ”


เสียงใสๆที่ดังแทรกเสียงฝนที่กระหน่ำลงมาทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองมันดังมาจากรถคันโตที่ลดกระจกด้านหลังลงมาเสียครึ่งหนึ่งซึ่งมีมือขาว ๆ ยื่นบางอย่างลอดออกมา และ เมื่อเพ่งมองผ่านฝ้าขาว ๆ ที่เกาะเลนส์แว่นไปก็เห็นรอยยิ้มสว่างไสวของผู้ที่ยื่นมือออกมานอกตัวรถเพื่อส่งร่มมาให้ ... ผมในตอนนั้นทำแค่เอื้อมไปรับร่มนั้นมาถือไว้ ...


รถยนต์คันโตเคลื่อนออกไปแล้วแต่ผมก็ยังมองตามมันไปจนลับตา ... ฝนยังกระหน่ำลงมาจนผมเดินถึงบ้าน และ หลังจากนั้นผมก็ป่วยเป็นไข้หวัดจนต้องขาดโรงเรียนไปหลายวัน ... อาจเป็นเพราะในวันนั้นผมไม่ได้กางร่มแต่เลือกที่จะกอดมันไว้กับอกตลอดทางแม้ไอ้ฝนเวรนั่นยังกระหน่ำลงมาจนเจ็บไปหมดทั้งตัวแต่ผมจำได้ว่าผมเดินยิ้มแฉ่งไปจนถึงบ้าน ... สำหรับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่หมอบอกว่าเกือบจะเป็นปอดบวมกลับคิดว่ามันเป็นการตากฝนที่ดีที่สุดเลย ...


นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เค้าพูดกับผม ... คิมจุนซูคนนั้น ...


เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ผิวขาวผ่องไปทั้งตัว เพื่อนร่วมห้องของผม คนที่ยิ้มทีโลกสว่างตัวป้อม ๆ แก้มใส ๆ ตาแป๋ว ๆ ของเค้ากลมใสแจ๋วแล้วยิ่งตอนที่เจ้าของมันยิ้มมันก็จะหยีเป็นเส้น แล้วยังเสียงใส ๆ เวลาเจ้าตัวหัวเราะก็อย่างกับเสียงของระฆังแก้วนั่นอีก ... ไม่มีใครไม่ชอบเค้าหรอก แม้แต่ไอ้นักเลงโตประจำห้องก็เถอะ จะบอกว่าคิมจุนซูเป็นที่รักของทุกคนก็คงไม่ผิด มีแต่คนอยากจะอยู่ใกล้เพราะความร่าเริง และ น่ารัก ที่สำคัญเค้าเป็นคนกล้าหาญ...


ครั้งหนึ่งไอ้หมูอ้วนนักเลงใหญ่แย่งลูกฟุตบอลของจุนซูไปเล่นแล้วดันไปโดนกระจกในห้องอาจารย์ใหญ่แตก ... หมอนั่นน่ะไม่รับหรอกแต่คนที่ไปขอลูกบอลคืนจากอาจารย์ใหญ่แล้วก็ถูกทำโทษเพราะดันเอาลูกบอลมาเล่นในเวลาเรียนก็เป็นจุนซูที่ไม่ได้กล่าวโทษใครอื่นเลยซักนิด ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่เคยเห็นนายนั่นแกล้งจุนซูอีกเลยหนำซ้ำยังตามเป็นบอดี้การ์ดให้จุนซูอีกแน่ะ ... ช่างแตกต่างจากผม ...ร่มคันนั้นทุกวันนี้มันก็ยังอยู่กับผม ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะคืนเจ้าของนะ เพียงแต่ผม ... ทำอะไรไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าเค้า ต่อหน้าจุนซู ...


ในวิชาพละที่มีการแบ่งกลุ่มวิ่งผลัดและไม้ถัดจากผมเป็นจุนซู ผมถึงกับทำไม้หลุดจากมือเสียทุกครั้งเพียงแค่ยื่นไม้ไปให้เค้า ... ครั้งสุดท้ายในการวิ่งผลัดมันเป็นที่สุดของความขายหน้าของผม ... ผมเป็นลมไปต่อหน้าต่อตาเพื่อนทั้งห้องเพียงแค่เงยหน้าขึ้นไปพบคนที่จะรับไม้ต่อยิ้มให้ ... อาจารย์ที่ห้องพยาบาลถามว่าผมไม่สบายหรือว่าเป็นโรคประจำตัวมั้ย ... ผมบอกท่านไปว่าผมไม่รู้ ... ผมรู้แค่ตอนนั้นใจมันสั่นมากจนแข้งขาอ่อนไปหมด วิ่งต่อไม่ไหว ... ตั้งแต่นั้นผมก็ได้ฉายาว่าไอ้แว่นแข้งอ่อน ...


ช่างมันเถอะครับ มันเป็นอดีตที่นานมากแล้ว ... ตอนนี้ผมตัวโตและก็แข็งแรง เชื่อว่าคงไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้วล่ะ ...


จากมุมที่นั่งอยู่ทำให้สังเกตร่างที่นั่งเป็นไข่แดงรายล้อมด้วยกลุ่มคนได้ง่าย ยิ่งเวลาผ่านไปก็ดูเหมือนจำนวนคนจะยิ่งทวีมากขึ้น ทว่าจุนซูดูสบาย ๆ ริมฝีปากเล็ก ๆ ขยับขึ้นลงตรงกับสำเนียงสดใสเจือแหบนิด ๆ ที่ฟังไพเราะอย่างประหลาดแม้มันจะเป็นแค่การสนทนา ... ผมไม่รู้หรอกว่าพวกเค้าคุยอะไรกัน ผมรู้แค่ผมพอใจที่จะได้ฟังน้ำเสียงอ่อนหวานนั่น ... อยากจะได้ยินทั้งวันทั้งคืนเสียด้วยซ้ำ ... แต่...


มือเล็กๆที่เคลื่อนไหวไปมาตามการพูดคุยยังว่างเปล่า ... ผมเหลือบมองหาบริกร ... มันอาจจะเป็นโอกาสของผม ... เครื่องดื่มสีสวยผสมแอลกอฮอล์นิด ๆ อย่างค็อกเทลน่าจะใช้ได้ ... บริกรเดินถือถาดเครื่องดื่มเดินมาพอดีทันให้ผมหยิบเครื่องดื่มสีสดใสจากถาดนั้นสองแก้วกล่าวขอบใจไปเบา ๆ รอยยิ้มยังค้างอยู่บนหน้าแต่พอหันกลับไป ... มือเล็ก ๆ ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป มีแก้วน้ำสีสวยถือเอาไว้เสียแล้ว และ ใกล้ ๆ กันชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาที่โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้กำลังยืนสบาย ๆ โดยอิงสะโพกกับเก้าอี้ที่จุนซูนั่งอยู่แขนยาว ๆ ข้างหนึ่งพาดกับพนักเก้าอี้อย่างเนียน ๆ ดูเผิน ๆ เหมือนจะแค่พักวางแขนแต่ท่าทีนั้นบอกชันเจนในการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ...


แกขนเก้าอี้มาเองหรือไงวะ! ไอ้ซีวอน ไอ้เจ้าชาย !


... ผมได้แค่คิดในใจเท่านั้นล่ะครับ ....


ชเว ซีวอน ฉายาเจ้าชายของรุ่น ไม่ได้อยากจะเรียกมันอย่างนั้นแต่ทั้งรูปร่างหน้าตารวมถึงฐานะทางบ้านทำให้ด่ามันว่าไอ้ขี้เหร่ไอ้เหลาเหย่ไม่ลงจริง ๆ .... เท่าที่ผมจำได้ชเวซีวอนอยู่คนละห้องกับผมแล้วสองคนนี้ไปสนิทกันตอนไหน ... ตั้งเกือบสิบปีมันคงเป็นตอนไหนซักตอนแหละน่า ... ร่างสูงโปร่งก้มลงกระซิบอะไรข้างหูคนที่นั่งอยู่แล้วดวงหน้าใส ๆ ก็เงยขึ้นมองพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ ส่งไปให้ ... น้ำในมือถูกกระดกเข้าปากสองรวดหมดบริกรยังไม่ได้ไปไหนไกลผมเลยฝากแก้วเปล่าให้เค้าไปเก็บ ... เสียงหัวเราะใส ๆ ประสานกับเสียงหัวเราะห้าว ๆ แว่วมา ....


น้ำสองแก้วนั่นทำเอาผมตื้อไปถึงคอ แถมแอลกอฮอล์ที่ผสมอยู่ในนั้นก็พาลทำให้น้ำตาจะไหลซะให้ได้ ... ผมคงแพ้แอลกอฮอล์เสียแล้ว ... เหลือบมองผ่านกระจกใสอันเป็นผนังของร้านอาหารออกไปยังท้องฟ้าด้านนอกหมู่ดาวถูกเมฆบังจนมิดในกลุ่มเมฆสีดำทะมึนมีแสงแปลบปลาบปรากฏตรงนู้นตรงนี้ บ่งบอกว่าอีกไม่นานนักฝนก็คงจะตก ... ถ้าไม่อยากให้รถที่ล้างมาซะเอี่ยมอ่องต้องเสียไปโดยใช่เหตุก็ควรจะกลับซะตอนนี้ ... สมองด้านมีเหตุผลของผมเตือนเบา ๆ ...


แต่รีบกลับไปเพื่อ ? .... บ้านที่ว่าง ๆ โล่ง ๆ โหวงเหวงเหมือนกะโหลกของผมตอนนี้ที่ไม่รู้ใครมาเอาเนื้อสมองออกไปแล้วเอานุ่นมายัดไว้แทนที่ ... ผมกวาดตามองไปด้านอื่น ๆ เพื่อน ๆ จับกลุ่มกันตรงนู้นตรงนี้พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แล้วทำไมผมไม่ทำตัวให้สนุกไปกับงานเลี้ยงนี้ล่ะ แต่พอสายตาเลื่อนมาหยุดที่คนสองคนที่ยังหยอกล้อต่อกระซิกเบื้องหน้าผมก็นึกไม่ออกว่าผมจะสนุกไปกับมันได้ยังไง ....


“เชิญเพื่อน ๆ ทุกคนที่ห้องทานเลี้ยงได้แล้วครับ ... ผังที่นั่งแนบอยู่ในบัตรเชิญนะครับ”


เสียงจากประธานรุ่นตัวโย่งดังกังวานโดยไม่ต้องใช้โทรโข่ง ผมว่านั่นคือเหตุผลหนึ่งที่คะแนนเสียงส่วนใหญ่เทไปให้มัน ไม่ใช่ว่าผมจะค่อนเพื่อนว่าเพราะมันเสียงดังกว่าใครเลยได้เป็นประธาน แต่ผมหมายความว่าที่เค้าเลือกมันเป็นประธานก็เพื่อที่จะให้มันเป็นปากเป็นเสียงให้พวกผมยังไงล่ะครับ ... การ์ดใบเล็กที่เหน็บไว้ด้านในเสื้อสูทตรงหัวใจที่ห่อเหี่ยวของผมถูกดึงขึ้นมาดู


ในนั้นมีผังที่นั่งแนบอยู่จริง ๆ ด้วย ... ผมได้นั่งมุมนึงของห้อง มุมเงียบ ๆ ที่ใกล้ๆ กันเป็น ... คิมจุนซู! ... บางทีผมควรที่จะกินให้อิ่มก่อนที่จะกลับ ... รีบไปก็รังแต่จะเกิดอันตราย เค้าว่ากันว่าตอนฝนตกใหม่ ๆ ถนนมักจะลื่นเพราะน้ำฝนมันจะไปรวมกับเศษดินบนผิวถนนจนกลายเป็นขี้โคลน เพราะฉะนั้นผมควรที่จะเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ยิ่งมืด ๆ ด้วยแล้วก็ควรที่จะระวังตัวให้มากใช่มั้ยครับ ...


อ่า... ท้องชักจะร้องขึ้นมาซะแล้ว ... ที่นั่งจ๋าอยู่ไหนหนอ ....


.


.


.


.


... ผมกำลังประหม่า ...


“ไม่เจอกันตั้งนาน .. คุณดูไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ จุนซู .. น่ารักยังไงก็ยังน่ารักเหมือนเดิม เอ๊ะ! ไม่ใช่สิ น่ารักซะยิ่งกว่าเดิมอีกนะ ผมว่า”


“ขอบคุณครับ ... ทุกคนก็ดูดีขึ้นทั้งนั้นน่ะครับ ตอนเด็กคงไม่มีใครสนใจดูแลตัวเองหรอกครับ”


“ฮ่า ฮ่า ... จริงด้วยสิครับ ... อ่า ... แล้วจุนซูไปอยู่อเมริกาตั้งนาน ... ไม่มีอเมริกันคนไหนทำให้คุณสนใจได้เลยเหรอครับ”


.... ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า ... ต้องกำส้อมไว้แน่น ๆ ไม่งั้นมันจะสั่นจนมองออก ...


“ ... คนอเมริกันก็เปิดเผยตรงไปตรงมาดีนะครับ แต่ผมกลับชอบคนเอเชียที่ขี้อายนิด ๆ มากกว่า”


“... งั้นผมขอละลาบละล้วงถามอะไรจุนซูหน่อยได้มั้ยครับ ...”


“ครับ ?”


... มือไม้เย็นไปหมดแล้ว ...


“ผมเห็นคุณกับซีวอนดู ... สนิทสนมกันจัง ...เอ่อ.. คุณสองคน ...”


“เป็นเพื่อนกันครับ”


... เอ๋ ...


“เหรอครับ ... แค่เพื่อนธรรมดาน่ะเหรอครับ ... อ่า ... ถ้าคุณลำบากใจไม่ตอบก็ไม่เป็นไรนะครับจุนซู”


“ไม่ลำบากใจหรอกครับ ... ก็แค่ผมกับเค้าเรียนอยู่เมืองเดียวกันก็เลยค่อนข้างสนิทกัน อย่างวันนี้ผมก็ติดรถเค้ามาเพราะถ้าให้ผมขับรถมาเองได้หลงทางแน่ ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องนั่งตามผังผมก็คงลากหมอนั่นมานั่งนี่ล่ะครับ ฮ่า ฮ่า ผมกลัวซีวอนลืมว่าผมมาด้วยเห็นมาดดีดี หมอนั่นถ้าลองได้ดื่มมีโอกาสลืมสูงมากเลยครับ”


ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นเห็นไอ้หน้าตี๋ที่นั่งชิดอีกด้านของจุนซูถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เหตุผลก็คงเหมือนผมที่ลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ แต่ไอ้คนที่ซักจุนซูอย่างกับพิธีกรรายการโทรทัศน์ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกลับยิ้มปากกว้างจนใกล้จะฉีกไปถึงหูกางๆ ของมันละ ... จริง ๆ ต้องขอบใจหมอนี่ด้วยซ้ำที่ทะลึ่งถามคำถามที่ผมคิดว่าคนรอบโต๊ะนี่อยากจะรู้ ที่สุดอย่างความสัมพันธ์ของจุนซูกับไอ้เจ้าชายซีวอน


เหล่าบุคคลที่หน้าตาดูเบิกบานขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็ ผม ไอ้หน้าตี๋ ไอ้หูกางคนถาม ไอ้หน้าหล่อที่นั่งเงียบพอ ๆ กับผมแต่แอบเห็นมันยกกระดาษขึ้นเช็ดมุมปากไปจ้องหน้าจุนซูไปหลายครั้งนั่นก็ด้วยแม้จะพยายามเก็บอาการแต่หูตามันแพรวพราวขึ้นทันที เหลือแต่ไอ้เด็กดำที่นั่งอยู่ชิดกับผมซึ่งผมคิดว่า หมอนี่คุ้มสุดละ เพราะพอนั่งปุ๊บเค้าก็คว้าของกินปั๊บ จนถึงตอนนี้ยังไม่หยุดปากเลย ... แต่ดูเหมือนผมจะคิดผิด ...


“ถ้างั้นผมอาสาไปส่งคุณละกัน“


ไอ้หูกางค้อนควับใส่เด็กดำข้างผมที่คงนั่งฟังการสนทนามาตลอดและเลือกที่จะหยิบชิ้นปลามันโดยการเงยหน้าละจากจานพาสต้าที่มือข้างหนึ่งซึ่งถือส้อมที่ยังม้วนเส้นค้างขึ้นมายิงคำขอแกมโมเมที่ดูเหมือนจะทำให้ทั้งโต๊ะเงียบงันไปโดยไม่ได้นัดหมายพร้อม ๆ กับทุกสายตาพุ่งตรงไปยังคน ๆ เดียวที่คำตอบของเค้าจะเป็นรอยยิ้มหรือน้ำตาของสี่คนที่เหลือก็แล้วแต่ว่าเค้าจะตอบมันเช่นไร ....


รอยยิ้มอ่อนหวานผลิขึ้นบนริมฝีปากของคนที่นั่งติดกับผมพร้อม ๆ กับดวงตาสดใสตวัดข้ามไปยังไอ้เด็กดำข้างผมแล้วเสียงเล็ก ๆ เจือเอ็นดูก็ดังขึ้นถัดจากนั้น


“เมื่อมีใบขับขี่แล้วเท่านั้นนะ .. ชางมิน”


ผมหันไปมองไอ้หนุ่มข้าง ๆ ชัด ๆ พินิจรูปหน้าเรื่อยไปจนรูปร่างร่ำ ๆ จะก้มไปส่องรูปเท้า ... หน้าอย่างนี้ ท่าอย่างนี้ เขมือบไม่หยุดอย่างนี้ ... เฮ้ย! ... เด็กชายชิมชางมิน ลูกชายอาจารย์ชิม! ... ไอ้เด็กตัวกะเปี๊ยกที่ลากเก้าอี้มานั่งติดกับจุนซูเป็นราหูอมจันทร์ในทุกครั้งที่ตามอาจารย์ชิมมานั่นเอง นี่มันโตเป็นหนุ่มแถมยังแอบเนียนมานั่งกินในงานรวมรุ่นกับเค้าได้ยังไงเนี่ย ...


“นายมาได้ยังไง ? แล้วอาจารย์ล่ะ ?”


พิธีกรหูกางประจำโต๊ะเปิดฉากซักทันที หมอนี่คงจำไอ้เด็กดำได้เหมือนผมแหง ๆ


“พ่อติดธุระเลยให้ผมมาแทน”


เค้าตอบสั้น ๆ มาแค่นั้นแต่ดูเหมือนพ่อพิธีกรจะยังไม่พอใจ


“แล้วทำไมมานั่งนี่ มาแทนพ่อไม่ไปนั่งโต๊ะพวกอาจารย์ตรงนู้นเล่า” พิธีกรหูกางแทบจะใช้หูชี้ไปที่โต๊ะอันเป็นที่รวมเหล่าผู้สูงอายุแทนปากแหลม ๆ ของมันที่ยื่นให้คนข้างผมย้ายก้นออกไปเพื่อจะได้ลดส่วนแบ่งความเป็นไปได้ในโอกาสจีบจุนซู ... ผมคิดว่ามันคงคิดไม่ต่างไปจากผม... ทว่า ...


“ก็ผมจะนั่งนี่ คุณจะทำไม” เอาล่ะเว้ย!


“ไม่ทำไม ก็แค่นายกำลังแย่งกินส่วนของคนอื่นอยู่”


ตาคม ๆ บนหน้าเข้ม ๆ ที่แม้จะอ่อนกว่าเยอะแต่ความดุดันหาได้น้อยไปตามอายุไม่แล้วตอนนี้ตาคู่นั้นตวัดจ้องไอ้หมอพิธีกรเขม็ง ผมแอบเหงื่อแตกแต่ก็ดีใจที่ไม่ได้เป็นคนพูดประโยคนั้นออกมา ทั้งโต๊ะเงียบกริบเหมือนก่อนพายุที่ลมมักจะสงบนิ่งสงัด ... ผมก้มลงเห็นมือใหญ่ ๆ ของไอ้เด็กดำกำแน่นเข้า ... เอาไงดี ... มือนั้นยกขึ้นมาแล้ว!


“เอ่อ ... เอาของผมไปก็ได้ครับ ... ผมไม่ค่อยหิว เอานี่ครับ ๆ ตามสบายเลยครับ”


ผมไม่รู้ว่าไอ้ที่ผมพูดออกไปมันดูปัญญาอ่อนหรือไม่ แต่มันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ผมพอจะคิดออก แล้วก็ยื่น ๆ จานอาหารตรงหน้าผมไปให้พ่อพิธีกรเลือดร้อนที่ปรายตามามองจานที่ผมยื่นให้แล้วก็รับไปวางตรงหน้าตัวเองอย่างกระแทกกระทั้น แต่เค้าก็ไม่พูดอะไรอีก มือใหญ่ ๆ ของคนข้างตัวผมคลายลงแล้ว ผมลอบถอนหายใจเบา ๆ ... ผมไม่ถนัดเป็นกรรมการห้ามมวยจริง ๆ นะครับ ภาวนาในใจขอให้สถานการณ์อย่างนี้อย่ามาเกิดบ่อย ๆ ต่อหน้าผมอีกเลย


“ยูชอนใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะ”


เสียงเล็ก ๆ ที่ดังขึ้นเบา ๆ ข้างตัวทำให้ผมเผลอหันไปมองต้นเสียงหลังจากก่อนหน้าที่ไม่กล้าแม้แต่จะหันหน้าไปมองเค้าชัด ๆ .... ใกล้มาก ... มากกว่าที่เคยฝันไว้ .... ผิวหน้านั้นไม่ได้เพียงแค่ขาวใส แต่มันซับสีชมพูระเรื่อ แล้วริมฝีปากเชิดน้อย ๆ ที่ผมชอบคิดว่ามันมีสีอ่อนจนแทบจะกลืนไปกับผิวขาวอ่อนใสนั้นแท้จริงแล้วมันเป็นสีแดงสดและดูนุ่มนวล ... ตอนนี้ให้ประมาณด้วยสายตาผมบอกไม่ได้จริง ๆ ว่ามันจะนุ่มแสนนุ่ม นิ่มแสนนิ่มระดับไหน ... แล้วยังดวงตากลมสดใสสีอ่อนภายใต้เปลือกตาเรียวที่กำลังมองตรงมาที่ผม .... ตรงมาที่ผม .... และ .. เมื่อทบทวนประโยคเมื่อครู่อีกครั้ง


“คุณ ... จำ ... เอ่อ รู้จักผม ?”


ริมฝีปากที่ดูนุ่มนวลนั้นยกเป็นรอยยิ้มน้อย ๆ พร้อม ๆ กับดวงตาสดใสคู่นั้นหรี่ลงเพราะเจ้าของทำให้มันหยีจนแทบเป็นเส้น ... อย่าทำอย่างนี้ ! อย่ายิ้มอย่างนี้ ! ... โอ้ยพระเจ้าครับ ... เคยมีคนตายเพราะถูกยิง เอ๊ย .. ถูกยิ้มมาให้มั้ยครับ .... ถ้าไม่มีผมคิดว่าผมกำลังจะเป็นคนแรก ....


“ทำไมจะไม่รู้จักล่ะ ... ก็เราเรียนห้องเดียวกัน ... ปาร์คยูชอน ...เมื่อก่อนนายใส่แว่นกรอบกลม ๆ ... รู้มั้ยว่าเหมือนโนบิตะเลย”


เหมือนฝัน~ ผมร้องไห้ออกมากลางโต๊ะเค้าจะหาว่าผมเป็นบ้ามั้ย ... ตั้งแต่เข้างานเลี้ยงมาไม่มีใครจำผมได้ซักคน แต่ ... จุนซูจำชื่อผมได้ แถมที่เค้าบอกก็คือผมในตอนสมัยเรียนเด๊ะ ๆ ไอ้เด็กแว่นผอม ๆ ที่ ...


“อ๋อ! ... ที่สมัยเรียนนายใส่แว่นหนาเตอะ โก๊ะ ๆ ตัดผมทรงกะลาครอบ... เอ๊ะ! นายคือ ..นายคือ. ไอ้แว่นแข้งอ่อน! นี่หว่า ... วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”


เป็นหนุ่มตี๋ที่หลุดประโยคเหล่านั้นและขอบคุณนะที่ย้อนอดีตอันน่าอับอายของผมต่อหน้าจุนซู ... หน้าที่ร้อนอยู่เมื่อครู่ตอนนี้มันทั้งร้อนสลับเย็นไปมาสีหน้าตอนนี้เป็นยังไงผมไม่รู้ รู้แค่ผมค่อย ๆ ยิ้มเจื่อน ๆ ... แต่ผมโตแล้ว ไม่ใช่ได้เด็กผมทรงกะลาคนก่อนที่ถ้าสถานการณ์อย่างนี้ไอ้เด็กคนนั้นมันก็คงจะก้มหน้าก้มตามองจานตรงหน้า .... แต่ผมคนนี้จะเงยหน้า ...


“แหะๆ ผมคงเหมือนโนบิตะอย่างที่จุนซูว่าจริง ๆ นั่นล่ะครับ แต่สงสัยโดราเอม่อนของผมดันมุดลิ้นชักผิดบ้านผมเลยไม่เคยได้ผู้ช่วยซักที ... เอ .. แต่ที่ผมจำได้ ตอนจบโนบิตะได้แต่งงานกับชิซูกะนะครับ”


ผมบอกหมอนั่นไปยิ้ม ๆ เสียงหัวเราะสาแก่ใจของเค้าดูจะแผ่วลงไปทันตา ... ไม่รู้ผมไปหาสติที่ไหนมาตอบเค้าไปอย่างนั้น รู้แค่ว่าการ์ตูนที่อ่านตอนเด็ก ๆ มันเป็นอย่างนี้ หางตาผมเห็นคนข้าง ๆ ผมแอบยิ้มจุนซูคงไม่ชอบลักษณะการหักหน้าของนายหน้าตี๋คนนี้นักหรอก ผมเดาเอานะ ... ดูเหมือนตอนนี้เป้านิ่งของฉลามกลุ่มนี้จะกลายเป็นผม ... ฟัดเหยื่ออ่อนแอโชว์พาวมันก็คงเจ๋งดี เพียงแต่เหยื่อที่พวกนี้หมายตาดันเป็นผมซะนี่ ... ซวยแล้วผม ...


“จุนซูกลับมาแล้วจะเริ่มทำงานที่บริษัทของคุณแม่เลยมั้ยครับ หรือว่าจะไปทำงานบริหารที่ค่ายเพลงของคุณพ่อ”


เป็นไอ้รูปหล่อที่นั่งเก็บอาการมานานใช้เสียงนุ่ม ๆ ของเค้าถามคนนั่งข้างผม มันทำให้ความสนใจของคนทั้งโต๊ะกลับไปที่จุดประสงค์เดิมอีกครั้ง ... จีบจุนซูและกันท่าคนอื่นยังไงล่ะ ....


“ ... ยังไม่รู้เลยครับ ... คงต้องดูไปเรื่อย ๆ ก่อน ...”


“นี่ถ้าไม่ติดว่างานที่บริษัทของคุณพ่อผมกำลังยุ่งเพราะวางแผนจะขยายกิจการและก็เอาเข้าตลาดหุ้นผมก็คงบินไปต่อโทที่อเมริกาแล้วก็คงได้เจอจุนซูก่อนหน้านี้แล้วล่ะครับ ... จริง ๆ จุนซูสนใจจะเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวให้บริษัทผมมั้ยครับ ... คุณพ่ออยากได้ผู้รู้เรื่องบริหารเก่ง ๆ มาช่วยงานซักคนพอดี”


“... ผมประสบการณ์น้อยยังไม่สามารถขนาดนั้นหรอกครับ ...”


“แหม ... ถ่อมตัวอีกแล้ว .... จริง ๆ แล้วตอนที่ผมเรียนอยู่ที่มิชิแกนก็ว่าจะเรียนบริหารซะอีกตัว แต่ว่า ... คุณพ่อเรียกตัวกลับมาช่วยงานซะก่อน .... น่าเสียดายจริง ๆ .... เออ ... แล้วคุณล่ะ ... ทำงานอะไร เอ๊ะ .. โทษที ๆ มีงานทำหรือยัง ?”


แล้วมันมาลงผมที่กำลังจะจิ้มไก่เข้าปากได้ยังไงเนี่ย ... ผมลดส้อมลงก่อนจะตอบหมอนั่นไปเบา ๆ


“ทำงานแล้วครับ ...”


“อ๋อเหรอ .... เป็นไง คงพนักงานบริษัทสินะ ... อันที่จริงบริษัทผมก็กำลังต้องการเสมียนจำนวนมากเลยนะ ... แต่ก็ต้องดูประวัติการศึกษากันนิด ต้องดูสถาบันกันหน่อย ... คุณจบมหาลัยอะไรมาล่ะ ... ถ้าจบมหาลัยพอมีชื่อหน่อยก็คงได้รับการพิจารณา ... ว่าไง ?”


“เอ่อ ... มหาลัยใกล้ ๆ นี้แหละครับ” ผมบอกเค้าเหนียม ๆ มหาลัยที่ผมเรียนอยู่ใกล้ ๆ นี้จริง ๆ แต่อยู่ค่อนไปกลางตัวเมืองหลวงนี้ล่ะครับ นั่นเลยได้ยิ้มเยาะ ๆ กลับมา ... ถ้าหมอนี้หล่อน้อยกว่านี้ก็คงดูน่าเกลียดพิลึก นี่ดีนะว่าเค้าหล่อมาก ... ดูเหมือนเจตนาดีของเค้าต่อผมจะยังไม่หมดง่าย ๆ


“ต้องดูคะแนนด้วย ถ้าเกรดต่ำกว่าสองจุดก็คงจะไม่ได้หรอก แต่ถ้าซักสามผมก็คงพอฝากเข้างานได้ .. เกรดตอนจบคุณเท่าไหร่ล่ะ”


เหมือนผมกำลังถูกสัมภาษณ์งาน ... ผมชักจะเหงื่อแตก ... อันที่จริงเทอมสุดท้ายผมน่าจะได้เกรดดีกว่านี้แต่เพราะงานพิเศษที่รับทำไปด้วยระหว่างเรียนมันเร่งจะปิดโปรเจคเลยทำให้ไม่ค่อยมีเวลาทวนบทเรียน ... เกือบแห้วเกียรตินิยมไปแล้วผม ดีแต่ว่ามีคะแนนเก็บค่อนข้างเยอะ ... ผมค่อย ๆ กระมิดกระเมี้ยนตอบเค้าไปเบา ๆ


“ก็เกือบแย่เลยครับ”


“อ๋อเหรอ ... ฮ่า ฮ่า ... น่าสงสารจริง ๆ ... อ่ะ ... นามบัตรผม ... เผื่อจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง”


นามบัตรสีทองถูกยื่นส่งมาให้ ผมรับเอาไว้แล้วเก็บใส่กระเป๋า แต่มือนั้นยังยื่นรออยู่ทำเอาผมเลิกคิ้วอย่างงง ๆ


“เอ้า! ... ก็นามบัตรคุณไง โอ๊ะ! หรือไม่มี ... ไม่ได้หรอกนะสมัยนี้แม้แต่ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เค้าก็ต้องมีนามบัตรกันแล้ว ...”


“..มีครับมี ...”


ผมดึงกระเป๋าสตางค์ออกมาหยิบกระดาษแข็ง ๆ สีขาว ๆ ที่เป็นนามบัตรยื่นไปให้เค้า ... หน้าหล่อ ๆ ที่ตอนแรกมีรอยยิ้มพรายอยู่เต็มหน้าค่อย ๆ เจื่อนและซีดลง หลังจากก้มลงดูนามบัตรในมือแล้วก็เงยขึ้นมองหน้าผมสลับไปมา ... ดูเหมือนนั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เค้ามองหน้าผม .... แต่สำหรับผมไม่ได้สนใจอะไรหมอนั่นอยู่แล้วเพราะเสียงใส ๆ เย็น ๆ จากคนที่นั่งติดกับผมดังขึ้นมาเบา ๆ แต่ได้ยินกันรอบโต๊ะ


“จริงๆตอนที่เรียนผมก็พยายามจะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยนะครับ แต่ก็ทำไม่ได้ ... ผมเลยคิดว่าคนที่ทำงานไปเรียนไปด้วยเนี่ยเก่งมาก ๆ เลย ... โดยเฉพาะคนที่เรียนมหาวิทยาลัยรัฐที่เข้าก็ยาก เรียนก็ยาก... ผมว่านอกจากจะเก่งแล้ว เค้าต้องทั้งขยัน ทั้งพยายาม ... คนอย่างนี้คงไม่ต้องไปวิ่งหางานหรอกครับ ... บริษัทไหน ๆ ก็คงอยากจะได้คนอย่างนี้ไปทำงาน”


ผมไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ คิดยังไง แต่สำหรับผมที่พลันสบกับดวงตาสีน้ำตาลใสซึ่งเจ้าของหันมามองผมนิ่งจนดูเหมือนเค้าพูดเพียงแค่กับผม มันทำให้ผมตื้อขึ้นมาถึงคอ .... ไม่ว่าที่จุนซูพูดจะหมายความถึงคนทั่วๆ ไปหรือใครโดยเฉพาะ แต่ผมซาบซึ้งในทุกคำที่เค้าพูดจริง ๆ ... ถ้าความเหนื่อยล้าจากการทำงานหาเงินเรียนตลอดสี่ปีของผมมันจะหนักหนาจนครั้งหนึ่งผมเคยคิดจะหยุดเพราะรู้สึกว่ามันสาหัสสำหรับผม แต่ก็ยังอดทนกัดฟันจนเรียนจบ ... แต่สิ่งที่จุนซูพูดในวันนี้ ... มันทำให้ผมภาคภูมิกับตัวเองเสียยิ่งกว่าที่เคยภาคภูมิเมื่อวันที่ได้รับใบปริญญาบัตร


คำพูดเหล่านั้นยังลอยวิ้ง ๆ อยู่รอบตัวเหมือนฟองอากาศจนผมหยุดยิ้มไม่ได้ซะทีแม้กระทั่งตอนที่ประธานรุ่นประกาศเสียงลั่นมาแบบไม่ต้องอาศัยไมค์ว่าได้เวลาสนุกกันแล้ว กลางห้องที่จัดเป็นฟลอร์เต้นรำหลายต่อหลายคู่ออกไปปล่อยของ เหล่าฉลามหนุ่มที่โต๊ะของผมเวียนขอจุนซูให้ออกไปเต้นกับพวกเค้าแต่ก็ได้รับคำปฏิเสธอย่างนุ่มนวลกลับไป .. บรรยากาศมันคงน่าสนุกจริง ๆ เพราะแต่ละหนุ่มค่อย ๆ ทยอยออกไปโค้งเพื่อนโต๊ะอื่นออกไปเต้นทีละคน ๆ แม้กระทั่งไอ้เด็กดำข้างผมที่ไม่ต้องอาศัยใครก็ลุกขึ้นไปเต้นคนเดียวกลางฟลอร์อย่างเมามันส์ได้ ... ตอนนี้ทั้งโต๊ะเลยเหลือแค่ผมกับจุนซู ...


ด้านนอกฝนกระหน่ำลงมาแล้วเห็นได้ผ่านกระจกของห้องจัดเลี้ยงนี้ ... ไม่ต่างไปจากหัวใจของผมที่แม้เจ้าของอย่างผมจะบอกให้มันนิ่ง ๆ แต่มันก็ยังดื้อเต้นไม่เป็นส่ำผมเลยปล่อยเลยตามเลยแสร้งทำหน้าเฉย ๆ แต่แอบมือสองข้างที่จับกันแน่นไว้ใต้โต๊ะ ... หางตาเห็นคนที่นั่งติดกันขยับเท้าไปตามจังหวะเพลงที่เปิดดังลั่นอยู่กลางฟลอร์ ... ผมควรจะหาเรื่องคุยกับเค้าใช่มั้ย ... อะไรดี .. คุยอะไรดี ...


... ร่มคันนั้นผมยังเก็บไว้อย่างดีเลยครับจุนซู ... อ่อนว่ะ ...


... อาหารวันนี้อร่อยดีนะครับ ... ปัญญาอ่อน!


... แล้วถ้าเป็น ... ผมรักคุณ ... ผมรักคุณ ... ผมแอบรักคุณมานานแล้วครับ ... เฮ้อ!! แกคิดอะไรของแก๊ ... เค้าไม่ตบหน้าด่าแม่แล้วแฉเตี่ยก็แปลกแล้ว ... งั้นเป็น ...


... จุนซู ... แต่งงานกันเถอะครับ .... ปาร์คยูชอน !!!! ... ไอ้โง่ไม่บันยะบันยัง !!!!!!


“หัวหอมมีประโยชน์นะ .. ตอนนั้นนายโดนอาจารย์ลีทำโทษเพราะไม่กินหัวหอมนี่ก็ไม่กินอีกแล้ว ... เดี๋ยวฉันจะไปบอกอาจารย์ลีที่โต๊ะนู้นว่านายไม่ยอมกินหัวหอม”


ผมแน่ใจว่าเจ้าของเสียงเล็ก ๆ หวานใสนั่นพูดกับผมเพราะทั้งโต๊ะเหลือเพียงผมกับเค้า ... แต่เรื่องหัวหอม อาจารย์ลีที่สั่งให้ผมกินหัวหอมทั้งน้ำตา ... เรื่องนั้นมัน ... ผมแทบลืมมันไปแล้ว ... เงยหน้าขึ้นจากจานที่ขอบจานมีหอมหัวใหญ่หั่นเป็นแว่นถูกเขี่ยอยู่ข้าง ๆ สบตากับดวงตากลมสดใสที่มองผมอยู่ก่อนนี้แล้ว ... ผมเอื้อมหยิบส้อมขึ้นมาแล้วจิ้มลงไปบนชิ้นหอมหัวใหญ่ที่ก่อนหน้านี้ผมเขี่ยมันไว้ขอบจานและส่งมันเข้าปาก ... ค่อย ๆ เคี้ยว ...


ผมไม่คิดว่าหัวหอมอร่อยอาจเพราะกลิ่นฉุนเฉียวและรสชาติที่ชวนให้น้ำตาไหล ... แม้แต่ตอนที่ผมกลืนมันลงคอไปแล้วแต่กลิ่นฉุนของมันยังตลบอยู่ในปากจนต้องดื่มน้ำตาม ... ริมฝีปากบางสีสดยกยิ้มน้อย ๆ ... ผมยังคงยืนยันว่ามันไม่อร่อย ... แต่วันนี้ผมรู้แล้วว่าผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีประโยชน์ ... หัวหอมกำลังทำให้ผมมีความสุข ...


ผมรู้ดีว่าตัวเองเป็นอย่างไรมาตลอดชีวิต ผมไม่เคยเป็นที่สนใจของเพื่อนร่วมห้องหรือแม้แต่อาจารย์ ผมชอบที่จะลอบมองผู้คนรอบข้างอยู่เงียบ ๆ น้อยมากที่จะมีปากมีเสียงอะไร และ แม้ถ้ามีมันก็ไม่มีใครได้ยินหรอก ... ผมมั่นใจอย่างนั้น ... เคยมั่นใจอย่างนั้น


“นายฉ่อยมองมาทางฉันแล้ว ... สงสัยหมอนั่นจะกลับ .... ฉัน ... คงต้องไปก่อน...” ริมฝีปากบาง ๆ นั่นเม้มนิด ๆ ก่อนที่เค้าจะขออะไรบางอย่างกับผม


“มีปากกามั้ย ?”


เป็นโชคของผมที่มักจะพกปากกาติดตัวเสมอ ผมหยิบมันออกมาส่งให้มือเล็ก ๆ ที่รับมันไปแต่มืออีกข้างนึงของเค้ากลับเอื้อมมาจับมือของผมเอาไว้แน่น ... พระเจ้าครับหัวใจผมกำลังจะหยุดเต้น! ...ท่ามกลางแรงสั่นระรัวของหัวใจที่มันไม่ได้หยุดเต้นง่าย ๆ แถมยังแผลงฤทธิ์จนแทบจะทะลุออกมานอกอกผมพยายามตั้งสติฟังสิ่งที่ดูเหมือนจุนซูอยากจะบอกเพราะสีหน้าของเค้าทำให้ผมรู้สึกได้ว่าเค้าจริงจังกับมันมากขนาดไหน


“ตอนนั้น ... วันสุดท้ายที่โรงเรียน ... ฉันเห็นสมุดสีเทาเล่มนึงวางอยู่บนโต๊ะ แต่พอจะไปหยิบก็หาไม่เจอซะแล้ว ...”


ผมรู้ว่ามันหายไปไหน ... มันเป็นสมุดสำหรับให้เพื่อนเขียนระบายความในใจต่อกันรวมถึงที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่จะสามารถติดต่อได้ ... สมุดสีเทาเล่มนั้นมันเป็นของผมเอง ผมแอบเอามันไปวางบนโต๊ะของจุนซู จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะให้เค้าเขียนมันให้ผม ... แต่พอคิดได้ว่าสำหรับจุนซูเค้าคงรู้สึกแปลก ๆ ถ้าไอ้แว่นที่ไม่เคยแม้แต่จะคุยด้วยกลับมาให้เค้าเขียนอะไรอย่างนั้น ... ผมกลัวเค้าจะเกลียดผม ... เค้าเป็นคนสุดท้ายที่ผมอยากจะให้เป็นอย่างนั้น ... ผมจึงเอามันกลับมา ...


มือที่จับมือเย็นเฉียบของผมเอาไว้ดึงมันมาวางบนตักนุ่มแล้วเค้าก็ก้มลงเขียนอะไรบางอย่างที่กลางฝ่ามือของผมที่ตอนนี้ชาไปทั้งมือทั้งตัวทั้งหน้าและสมองแล้ว .... มือของผมถูกวางคืนบนตักที่เดิมก่อนที่จะถูกดึงไปพร้อม ๆ กับปากกาด้ามนั้นถูกวางคืนไว้กลางอุ้งมือ ... จุนซูไม่ได้พูดอะไรอีกแต่ดวงตาคู่ที่มองตรงมามัน ... เหมือนใครปิดเพลงที่เมื่อครู่ดังกระหึ่ม หยุดฝนที่สาดซัดซ่าอยู่ด้านนอก หยุดเข็มนาฬิกา หยุดแม้กระทั่งลมหายใจของผม ... ผม ...


“ฉันต้องไปแล้ว”


จุนซูเบือนหน้าที่ตอนนี้กลายเป็นสีแดงจัดไปอีกทางแล้วลุกขึ้นยืน ... ส่วนผม ... ได้แต่มองร่างเล็ก ๆ ที่กำลังจะจากไป ... อีกครั้ง ... อีกครั้งแล้ว ...


... แต่ ... ผม ...


.


.


... ผม ... ไม่กล้า ...


.


.


... ผม ... ไม่กล้า ...


.


ไม่ได้แล้ว!


มือมันคงไวกว่าเสียงเพราะกว่าผมจะหามันเจอมือสั่นๆ ของผมก็ฉวยมือน้อยนั้นเอาไว้ซะแล้ว


“ให้ผมไปส่งจุนซูได้มั้ย ?”


เสียงสั่น ๆ ไม่แพ้มือที่ดังออกมาผมจำได้ว่ามันเป็นเสียงของผมแต่ความสนใจของผมอยู่ที่ดวงหน้าซึ่งตอนนี้แดงจัดที่หันกลับมามองผมอีกครั้ง ... คำตอบของเค้าจะเป็นทุกอย่างของผมนับแต่นี้ ... ชีวิตของผมจะสว่างไสว หรือ มืดมน ก็อยู่ที่คำตอบนี้ ...


มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ ดึงออกจากมือผมที่พอรู้แรงต้านนั้นก็พลันหมดเรียวแรง ... ผมคลายมือออก ... ปล่อยเค้า ... หมดแล้ว ...


“... ฉันไปบอกนายฉ่อยก่อนว่าฉันมีคนไปส่งแล้ว ...”


พูดเสร็จจุนซูก็หันหลังแล้วก้าวเร็ว ๆ ตรงไปโต๊ะนายฉ่อยหรือซีวอนเค้าเลยไม่ทันเห็นคนประหลาดที่เดี๋ยวก็ซีดเป็นศพแต่ครู่เดียวก็บานแฉ่งเป็นดอกไม้บาน ... ผมเองล่ะครับ ... ผมเก็บปากกาแล้วก็เลยมองที่ฝ่ามือข้างที่จุนซูคว้าเอาไปเขียน ... มันมีลายมือเล็ก ๆ เป็นระเบียบของเค้าเขียนเป็นชื่อและที่อยู่ ...


เงยหน้าไปมองอีกซีกหนึ่งของห้อง คนที่ผมจะไปส่งเค้ากำลังเดินกลับมา ... ผมลุกขึ้นเดินไปหาไม่รอให้เค้าเดินมาถึง ... ด้านนอกฝนคงยังตกอยู่ ... เหมือนวันนั้น ... ผิดแต่เพียงวันนี้ผมมีรองเท้า ไม่ได้สวมแว่น ไม่ต้องโดนฝนสาดจนเจ็บไปทั้งตัว ... สองขาพาผมมาถึงจุนซูและมือข้างหนึ่งที่มันยังคงเย็นเฉียบแต่ผมไม่สนเอื้อมไปกุมมือเค้ามาไว้ในมือผม....


เด็กชายยูชอนคนนั้นยิ้มแฉ่งไปจนถึงบ้าน แต่เชื่อสิว่ายูชอนคนนี้จะยิ้มแฉ่งไปนานกว่านั้น ...




END


...............................



talk :


หายไปหนึ่งพรรษา ไม่ได้หนีไปบวชค่ะแต่สารภาพดีดีเลยว่าแต่งฟิคไม่ออก ... ส่วนฟิคเรื่องนี้ก็ได้สารพัดการลากถูจากผู้ห่วงใยว่าอิป้านี่มันจะทุกพลภาพในการแต่งฟิคไปจริง ๆ แล้วใช่มั้ย ท่านเหล่านั้นเลยใช้วิธีการทั้งขู่ ทั้งปลอบ เอาของมาล่อ ฯลฯ


ระหว่างการแต่งเรื่องนี้ก็มีอะไรขำ ๆ คือ หลังจากแต่งฟิคเรื่องนี้มาค่อนเรื่อง ตั้งชื่อเรียบร้อย ในสภาพการเวิ่นเว้อของตัวเองก็เลยลองเสริชหาคำว่า “ไม่กล้า” ด้วยเพราะอยากรู้ว่ามันจะมีอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับคำนี้มั้ย ก็เลยไปเจอเพลงนี้เข้า จัดการแฮบมาเรียบร้อยฟังปุ๊บตบเข่าฉาด ... ช่างตรงอะไรเช่นนี้ ...


ไม่กล้า


และเรื่องไม่กล้านี้ก็เลยทำนึกไปถึง Kiss from a rose ที่แต่งเอาไว้ก่อนหน้านี้ .... ท่านใดเคยอ่านแล้วคงพอจำได้ จะแปลกมั้ยคะถ้าจะบอกว่า ไม่กล้า เป็นเหตุการณ์ก่อน Kiss from a rose และ อยากให้มันมีภาคต่อไปอีกซักหนึ่งภาคซึ่งคิด ๆ เอาไว้แล้ว จะเป็นซีรีย์เล็ก ๆ ขนาดสามตอนจบคงน่ารักดีเนอะ ...


ต่อมาขอชี้แจงสำหรับผู้ที่แจ้งเมลล์ไว้สำหรับเข้ากรุ๊ปบล็อก Short fic two กับ Deep นะคะ


สำหรับ Short fic two เราเคยบอกว่าจะเมลล์ไปเมื่ออัพฟิคในกรุ๊ปบล็อกนั้นใช่มั้ยคะ มันยังเป็นอย่างนั้นอยู่นะคะ แต่เงื่อนไขนี้ไม่รวมการอัพฟิคอื่น ๆ ในกรุ๊ปบล็อกนอกเหนือจากนี้นะคะ


และ Deep ที่ดองอินโทรมาจะครบหนึ่งปี จะแจ้งว่าใกล้แล้วค่ะเพราะข้อมูลเรื่องยาคุณหมอท่านได้ส่งมาให้แล้ว (ขอบคุณคุณหมอมีนนะคะ) และ พล๊อตย่อยก็เรียบร้อย ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงน่าจะเป็นฟิคขนาด 16 ตอนจบค่ะ ตอนหนึ่งนั้นถ้าเสร็จเมื่อไหร่เราก็จะปิดกรุ๊ปและแจ้งพาสเวิร์ดสำหรับเข้าตามเมลล์ที่ท่านได้แจ้งไว้นะคะ


ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะคิดว่าน่าจะกลับมาแต่งฟิคได้อีก = =”


ดูเหมือนไม่ได้ talk มานานมากขอบ่นพร่ำเยอะหน่อยไม่ว่ากันนะคะ


ขอบคุณที่สนใจเข้ามาอ่านค่ะ


ปล. ใครอ่าน Pluto บ้างคะ เล่ม 7 นี่ไม่ไหวเนอะ น้ำตาจะท่วมตายค่ะ รอเล่ม 8 กันนะคะ ...


++++++


ตอบคุณ Hana ค่ะ Pluto เป็นการ์ตูนค่ะ เขียนโดยอาจารย์ อุราซาว่า นาโอกิ ตอนนี้ดำเนินเรื่องถึงเล่ม 7 และ 8 เล่มจบค่ะ งานของอาจารย์ท่านนี้ถ้าเราเจอบนแผงหนังสือก็จะหยิบโดยไม่ลังเลเลยค่ะ อาจารย์เขียน ทเวนตี้เซนจูรี่บอย มอนเตอร์ และ ยาวาร่า สนุกสุดยอดทุกเรื่องค่ะ เรารับรองว่าไม่มีคำว่าผิดหวังค่ะ ^ ^







 

Create Date : 28 สิงหาคม 2552
Last Update : 8 กันยายน 2552 20:39:19 น.  

[SF] Kiss From a Rose



คำเตือน

1.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการอันเพลิดแพร้วของเจ๊

2.เรื่องนี้เป็นเรื่องแนวชายรักชาย ใครรับไม่ได้คลิกปุ่มกากบาทมุมขวาบนเลยจ๊ะ

3.เนื่องจากบ็อกนี้เป็นบ็อกของเจ๊ (ก็แน่อยู่แล้วเจ๊บ๊องหรือเปล่า) ดังนั้นคู่ที่เจ๊เขียนย่อมเป็นคู่ที่เจ๊โปรดอย่างแน่นอน ใครไม่ชอบคู่นี้ก็ทำใจนิดนะจ๊ะ

4.ห้ามคัดลอกหรือกระทำใดๆที่ขัดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด แต่ถ้าติดใจลิงค์มาได้นะ เจ๊ไม่ถือ


........................................


Kiss From a Rose

By midnight train


…………


แกร๊ก ...


เสียงลูกบิดประตูคลายตัวจากล็อคดังขึ้นในความเงียบสงัดของยามค่ำคืน ... เสียงฝีเท้าที่พยายามให้แผ่วเบาก้าวเข้ามาหลังบานประตูเปิดกว้างออกแค่พอดีตัว เสียงหยดน้ำจากชายเสื้อโค้ดที่เปียกชุ่มตกกระทบบนพื้นถูกเสียงลงกลอนประตูที่แม้เจ้าตัวจะพยายามให้แผ่วเบาแต่มันก็ยังได้ยินชัดเจนในความเงียบดังแทรกขึ้น ...


หลังจากนั้นทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ... เงียบเชียบ ... จนได้ยินกระทั่งเสียงถอนใจแผ่วเบาของผู้ที่เพิ่งมาถึง ...


แสงสลัวจากโคมไฟสีส้มอ่อนที่เปิดทิ้งไว้ส่องให้เห็นนาฬิกาซึ่งแขวนติดบนผนังเป็นรูปมิคกี้เมาส์ แขนข้างที่สั้นกว่าของมันชี้เลยเลขสามไปแล้ว ... ชายหนุ่มถอดเสื้อโค้ทหนาหนักที่ชุ่มไปด้วยน้ำออก ... กระนั้นเสื้อเชิ้ตตัวในก็ยังเปียกชื้นไม่แพ้กัน ... แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้ใส่ใจเพราะหลังจากพาดเสื้อชุ่มโชกไว้บนพนักโซฟาหนังสีครีมอย่างลวก ๆ ขายาว ๆ ก็ตรงไปที่ประตูปิดสนิทซึ่งซ่อนตัวอยู่ด้านในสุดของห้องนั้น ...


บานประตูถูกผลักอย่างเบามือมันค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ ทุกอย่างอยู่ในความระมัดระวัง ... แสงสีนวลพาดผ่านช่องที่แง้มน้อย ๆ นั่นเผยให้เห็นว่าด้านในมีเตียงหลังใหญ่ตั้งอยู่กึ่งกลางห้องและบนนั้นมีร่างหนึ่งซึ่งคงอยู่ในนิทราถูกคลุมไว้ด้วยผ้านวมผืนหนาโผล่มาให้เห็นแค่เส้นผมที่สะท้อนกับแสงสีส้มแม้แสงนั้นจะมีแค่เพียงเล็กน้อย .... ราวกับการสะท้อนนั้นจุดประกายบางอย่างในหัวใจของผู้ที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่ประตู ... รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นถึงแม้บนใบหน้านั้นจะมีเค้าอิดโรย ...


... ประตูถูกปิดลงอีกครั้ง ...


ร่างสูงเพรียวยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าประตูที่ปิดสนิทครู่หนึ่งก่อนจะก้าวถอยหลังอย่างคนที่ทำอะไรรวดเร็ว ... ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กถูกหยิบมาจากตู้เสื้อผ้าเพื่อนำมาเช็ดเส้นผมที่ใกล้จะแห้งอย่างไม่ใส่ใจพร้อม ๆ กับขายาว ๆ เคลื่อนที่ไปทั่วบริเวณที่ถูกกั้นเป็นครัวเล็ก ๆ ตู้เย็นถูกเปิดออกและข้าวของที่ชายหนุ่มยืนพินิจอยู่ครู่หนึ่งก็ถูกฉวยออกมา ... บนเคาเตอร์เต็มไปด้วยอุปกรณ์และของสดที่ถูกเลือกแล้วว่าจำเป็นต้องใช้ ... ผ้าขนหนูถูกพาดไว้บนบ่ากว้างอย่างไม่ใส่ใจเพราะเจ้าของบ่านั้นกำลังง่วนกับการหั่น จัด เลือก สิ่งที่ตนเรียงไว้บนเคาเตอร์น้อย ๆ นั้น


เสียงฮัมเพลงดังขึ้นเบา ๆ แต่ครั้นเจ้าของเสียงทุ้มนุ่มนึกอะไรขึ้นมาได้ เสียงร่าเริงนั้นก็หยุดลงกะทันหันแต่รอยยิ้มอ่อนหวานกลับถูกจุดขึ้นบนริมฝีปากแทน ... เสื้อเชิ้ตแห้งแล้วและแขนเสื้อก็ถูกดึงขึ้นสูงเพื่อไม่ให้เกะกะแก่กิจกรรมที่เจ้าตัวกำลังทำ ...


... แขนเล็ก ๆ ของมิกกี้เมาส์เลื่อนมาอยู่ระหว่างเลขห้าและเลขหก ...


บนเคาเตอร์ปรากฎจานสีขาวสะอาดบนนั้นถูกตบแต่งไว้อย่างประณีต ... ผลไม้สีสดที่ถูกจัดไว้ข้างๆ ถูกเปลี่ยนให้เป็นหัวใจดวงเล็ก ๆ ตรงกลางเป็นไข่ดาวธรรมดาติดแต่ว่าบนไข่ดาวกลมดิ๊กนั้นถูกซอสมะเขือเทศหยดบนกลางไข่แดงสีส้มอ่อนเป็นรูปริมฝีปากสีแดงเล็ก ๆ ราวกับไข่ใบน้อยกำลังจะส่งจูบใครก็ตามที่ปรารถนาจะกินมัน ... แฮม ขนมปัง มะเขือเทศ ชีส ผักใบเขียว ถูกจัดเป็นแซนด์วิชพอดีคำ มีไม้เล็ก ๆ จิ้มแยกเอาไว้ ปลายไม้แต่ละไม้มีกระดาษถูกติดเอาไว้ไม่ต่างไปจากธงแต่ข้อความที่อยู่บนกระดาษนั้นแตกต่างกันไป …


// กินคำนี้หมดจะได้โตไว ๆ //


// กินคำนี้หมดจะเป็นที่รักของผม //


// ถ้ากินคำนี้ผมสัญญาว่าจะรักคุณตลอดไป //


// ผมโกหก.. ถึงคุณไม่กินผมก็จะรักคุณตลอดไป //


// แต่ผมจะดีใจมากถ้าคุณกินมันหมด จุ๊บๆ //


ใกล้ ๆ มีแก้วน้ำส้มสดที่คั้นเองเมื่อครู่วางเคียงกับนมสดที่ไอเย็นยังเกาะอยู่รอบแก้ว ... รอยยิ้มกว้างขวางแลประกายภาคภูมิปรากฏบนใบหน้าและแววตาของผู้ที่ยืนมองผลงานตัวเองอยู่หลังเคาเตอร์ ... แต่เพียงชั่วอึดใจร่างสูงเพรียวคล่องแคล่วก็ละจากตรงนั้นเพื่อก้าวเร็วๆ หายลับเข้าไปที่ห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง ไม่นานนักก็ออกมาในเสื้อผ้าชุดใหม่สะอาดสะอ้าน ...


... ลำแสงสีทองส่องลอดผ้าม่านสีครีมที่แง้มน้อย ๆ เข้ามานั่นบอกได้ว่าใกล้จะเช้าแล้ว ...


ฝีเท้าที่ยังระมัดระวังให้แผ่วเบาตรงไปยังเสื้อโค้ทที่พาดอยู่บนพนักโซฟาชายหนุ่มล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านหนึ่งแล้วกล่องพลาสติกใสสี่เหลี่ยมทรงเพรียวยาวก็ติดมือออกมา ... ภายในกล่องบรรจุดอกกุหลาบแรกแย้มไว้หนึ่งดอกสีของมันไม่ใช่สีแดงสด กลีบที่แย้มน้อย ๆ นั้นออกสีแดงเข้มจัดเสียจนตัดกับก้านสีเขียวสดนั่นอย่างชัดเจน .. รอยยิ้มพึงใจของผู้ถือครองไม่อาจเทียบได้กับสิ่งที่เจ้าตัวหมายมาด ...


บานประตูที่ปิดสนิทถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ชายหนุ่มไม่ได้ทำเพียงแค่ยืนอยู่ตรงบานประตูอีกต่อไป ... ร่างสูงเพรียวเคลื่อนไหวแผ่วเบามาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง ... แสงอ่อน ๆ ยามเช้าส่องให้เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ยังคงอยู่ในห้วงนิทรา ... ราวกับเจ้าหญิงน้อย ๆ ... ฟูกยวบลงไปเล็กน้อยตามน้ำหนักของผู้ที่ทรุดตัวลงนั่งแต่ดูเหมือนคนที่ครอบครองอยู่ก่อนหน้านั้นจะไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ... มือข้างหนึ่งยกขึ้นเพื่อจะไล้ผิวแก้มเนียนใสแต่ก็ชะงักค้างทั้งที่อีกเพียงนิดก็จะถึงตัวแล้ว ...


ทว่าชายหนุ่มก็ตัดสินใจใช้เพียงสายตาไล่มองอย่างอ่อนโยนแทน ....


... ราวกับเวลาผ่านไปชั่วกัปป์ ...


เจ้าของแววตาอ่อนโยนค่อยละสายตาออกจากดวงหน้าอ่อนใส ... แล้วเอื้อมหยิบกระดาษโน้ตเล็ก ๆ และก้มลงเขียนข้อความลงบนกระดาษ ... เนื้อความนั้นเขียนว่า ...


//


ไหน ๆ แฟนไม่เอาไหนของคุณก็ทำให้คุณต้องนอนคนเดียวอีกแล้ว ... คืนนี้ผมเลยถือโอกาสมานอนข้าง ๆ เป็นเพื่อน .. และยังแอบจูบเบา ๆ ตอนคุณหลับด้วย แต่คนใจดีอย่างคุณคงไม่ว่าผมใช่มั้ย ...


ช่วยไม่ได้จริง ๆ ก็คุณอยากน่ารักจนผมอดใจไม่ไหวเองนี่นา ...


อ๋อ.. ไม่ต้องตอบแทนผมหรอกครับแค่ตอนคุณตื่นขึ้นมา ... จูบตอบผมซักทีก็พอ


ปล. ถึงแฟนคุณจะไม่เอาไหนแล้วยังบ้างานมาก ๆ แต่ผมก็คิดว่าเค้าคงสำนึกผิดแล้วที่ปล่อยให้คุณต้องนอนคนเดียวอย่างนี้ ... อย่าโกรธเค้าเลยนะครับ


ปลล. ถึงผมจะเป็นกุหลาบแต่ผมก็แมนนะ !


ปลลล. คนไม่เอาไหนคนนั้นเค้าฝากบอกด้วยว่าเค้ารักคุณมากที่สุดในโลกเลยครับ


//


รอยยิ้มกระจายบนใบหน้าของผู้ที่ค่อย ๆ วางกระดาษนั้นบนหมอนอีกใบที่เคียงข้างกับหมอนที่รองรับดวงหน้าใส ๆ ของเจ้าหญิงนิทรา .... ชายหนุ่มประทับริมฝีปากลงบนกลีบบอบบางของดอกกุหลาบก่อนที่จะลดดอกไม้ดอกสวยลงเพื่อแตะกลีบที่เมื่อครู่ตนแนบริมฝีปากกับกลีบปากสีอ่อนชวนจุมพิต ... สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับเจ้าตัวกลัวว่ากลีบดอกไม้จะทำให้เรียวปากนั้นชอกช้ำ ...


ใบหน้าของผู้ที่จับจ้องมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อยตามความรู้สึกภายในที่มันพลุ่งขึ้น ... ความรู้สึกที่ท่วมท้นปรารถนาจะคว้าร่างที่ยังอยู่ในห้วงนิทราขึ้นมากอดแนบแน่นให้สมกับที่หัวใจมันบอกว่ารัก ...


แต่เพราะ ... รัก ... จึงเลือกทำเพียงวางดอกไม้ในมือไว้บนหมอนเคียงกระดาษที่วางไว้ก่อนหน้านั้น


ร่างสูงเพรียวลุกขึ้นยืนแต่ก็ยังจับจ้องร่างบนเตียงชั่วครู่ก่อนที่จะตัดใจละสายตาพร้อมกับถอนหายใจยาวนาน ... นาฬิกาข้อมือถูกยกขึ้นดู ... ได้เวลาต้องไปแล้ว .... ชายหนุ่มหมุนตัวจากข้างเตียง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาค่อย ๆ ห่างออกไปเรื่อย ๆ


แกร๊ก ...


ประตูปิดลงเบา ๆ เกือบจะพร้อม ๆ กับรอยยิ้มอ่อนหวานบนเรียวปากของผู้ที่น่าจะอยู่ในห้วงนิทราค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ...



End …


............


talk : ดีใจที่แต่งฟิคได้อีก ... เดือนกว่า ๆ ที่นั่งจ้องหน้าจอคอมแล้วก็ไม่สามารถจะพิมพ์อะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอันได้ รู้สึกแย่มากกับทั้งตัวเองและคนที่ให้รอ ... ขอโทษจริง ๆ นะคะที่ให้รอกันนานมาก ๆ ...


ฟิคเรื่องนี้ไม่ใช่สำหรับแก้ตัวที่หายไป แต่เป็นอะไรที่ลองแต่งดูว่ามันจะยังแต่งฟิคได้อีกมั้ย ... ถ้าไม่ได้ ก็คงต้องโบกมือบ๊าย ๆ กับการแต่งฟิคล่ะค่ะ ... ดีใจที่ไม่พิการทางการจิ้นไปซะทีเดียว (จุดพลุ)


ขอบคุณมากมายกับกำลังใจและผู้ที่เวียนมาถามถึงนะคะ ... พี่ยังแต่งฟิคอยู่ค่ะ ... ยังอยากจะแต่งฟิคอยู่ค่ะ ^ ^



 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2552
Last Update : 28 สิงหาคม 2552 16:25:03 น.  

[SF] Yours



คำเตือน

1.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการอันเพลิดแพร้วของเจ๊

2.เรื่องนี้เป็นเรื่องแนวชายรักชาย ใครรับไม่ได้คลิกปุ่มกากบาทมุมขวาบนเลยจ๊ะ

3.เนื่องจากบ็อกนี้เป็นบ็อกของเจ๊ (ก็แน่อยู่แล้วเจ๊บ๊องหรือเปล่า) ดังนั้นคู่ที่เจ๊เขียนย่อมเป็นคู่ที่เจ๊โปรดอย่างแน่นอน ใครไม่ชอบคู่นี้ก็ทำใจนิดนะจ๊ะ

4.ห้ามคัดลอกหรือกระทำใดๆที่ขัดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด แต่ถ้าติดใจลิงค์มาได้นะ เจ๊ไม่ถือ


........................................

Title : Yours


For my beloved Junsu “ Happy Birth Day”


……………………..


ท้องฟ้ายามค่ำคืนดารดาษไปด้วยหมู่ดาวพร่างพรายท่ามกลางพื้นหลังสีดำสนิทที่ยิ่งทำให้ประกายพรายแพรวแวววับซะยิ่งกว่าเดิม ... แต่ดูเหมือนจะน้อยกว่าประกายในดวงตาของใครบางคนที่นอนเขลงอยู่บนพื้นดาดฟ้าบนยอดตึกสูงลิบที่แม้ร่างเพรียวจะนอนเหยียดยาวแต่ก็ขยันเหลือบมองคนข้าง ๆ ที่นอนเคียงกันบ่อยครั้ง


ดวงไฟที่ปกติมักจะเปิดอยู่แทบตลอดทั้งคืนถูกปิดเพื่อที่จะให้กลุ่มดาวบนท้องฟ้าปรากฏชัดเจนในสายตาของผู้ดู นั่นก็ทำให้ร่างทั้งสองน่าจะต้องนอนท่ามกลางความมืดสนิท แต่ทว่าแสงจากหมู่ดาวที่สว่างสุกใสบนฟากฟ้าก็ส่องประกายเยือกเย็นลงมาแทน


อาจเพราะความสูงของตึกทำให้เสียงยามอึกทึกยามค่ำคืนของย่านใจกลางเกาหลีไม่สามารถไต่ระดับความสูงมาถึง มีเพียงเสียงลมหายใจเบา ๆ พร้อมกับกลุ่มควันสีขาวอวยออกมาเป็นไอเมื่อคนทั้งสองหายใจ หรือ พูดออกมา และ บัดนี้ก็มีเสียงทุ้มนุ่มนวลของหนึ่งในผู้ที่นอนสบายใจเอ่ยเย้าแหย่ผู้อยู่ข้าง ๆ เบา ๆ เจตนาจริง ๆ ก็คงเพื่อจะให้ผู้ฟังกระเถิบเข้ามาใกล้กว่านี้


“จุนซู ดูดาวดวงนั้นสิ ตลกชะมัด ... เหมือนนายเลย”


“ไหน ? แล้วทำไมเหมือนฉันแล้วต้องตลกด้วย !”


“ดวงนั้นไง ... นั่นไง”


ใช่เพียงจะแค่พูด แต่มือเรียวพลันฉวยมือเล็ก ๆ ที่ยื่นชี้ดาวต้องสงสัยดวงที่ว่าพร้อมทั้งจับชี้ให้ตรงดาวดวงที่ตนบอกไว้ตอนต้น


“เห็นมั้ย ... มันกลม ๆ กระพริบช้า ๆ สงสัยคงเพราะอ้วนมากแน่ ๆ ... “


“เพี๊ยะ!”


“โอ้ย! ทำไมต้องตีด้วยล่ะ ฉันยังพูดไม่จบเลย”


“..............”


“ฉันก็แค่จะบอกว่า ถึงจะกลมแต่มันก็พยายามส่องแสงเต็มที่เลยนะ ดูสิ ... มันสว่างกว่าใครเพื่อนเลย ดูก็รู้ว่ามันต้องมีความพยายามมากจริง ๆ เห็นมั้ย ... มันทั้งสว่าง ... ทั้งน่ารัก...”


คนที่ถูกเปรียบว่าเหมือนดาวกลม ๆ ตอนนี้ได้แต่นิ่งเงียบ เพราะคงเขินกับคำพูดเมื่อกี้จนพูดต่อไม่ออก เลยทำให้คนที่เนียนจับมือ ยังคงกุมมือน้อยชี้ชวนดูดาวอื่น ๆ ต่ออย่างแนบเนียน


“นั่นไง กลุ่มดาวหมีใหญ่ แต่ว่าเห็นไม่ครบเจ็ดดวงหรอกนะ ต้องกลางเดือนเมษานู่น .. อ๊ะ ๆ นายเห็นดาวที่คล้าย ๆ รูปตัวเอ็มนั่นมั้ย ?”


“ไหนล่ะ ... ใช่นั่นหรือเปล่า”


“ใช่แล้ว ... เซียจุนซูเก่งมาก ... นั่นแหละ กลุ่มดาวราชินีของเรา”


“แคสสิโอเปียน่ะเหรอ ?”


“ถูกต้องครับผม .... ที่จริงคืนนี้ถือว่าเห็นชัดนะ เพราะเลยช่วงที่จะมองได้ชัด ๆ มาแล้ว เดือนตุลานั่นแหละ ถึงจะเห็นชัดที่สุด”


“ทำไมนายรู้เรื่องดาวดีจัง”


“ไม่รู้เหรอว่าแฟนตัวเองเก่ง”


ไม่มีคำตอบแต่ดวงตากลม ๆ ตวัดค้อนควับอย่างหมั่นไส้คนหน้าไม่อายที่พูดออกมาได้โต้ง ๆ


“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... ค้อนอย่างนี้เห็นด้วยใช่มั้ย ... นายทำอย่างนี้ฉันเคยตัวนะจุนซู ปาร์คยูชอนก็เขินเป็นนะเนี่ย”


คนหมั่นไส้ค้อนจนไม่อยากจะค้อนคนหลงตัวเองแล้ว ค้อนฟ้าค้อนดาวมันยังรู้สึกได้มากกว่าคนข้าง ๆ ที่นอนติดกันอยู่นี่ ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศเหนือดาดฟ้า สองคนเงียบกันไปจนคนขี้แกล้งอดที่จะหาเรื่องมาคุยต่อไม่ได้


“จุนซู ... นายชอบดาวดวงไหน บอกสิ ฉันจะสอยเอามาให้นายเป็นของขวัญวันเกิดปีนี้”


คนฟังอยากจะหัวเราะคิกคักกับคำพูดนั่น ... แม้จะรู้ว่าคนข้าง ๆ ล้อเล่นแต่มือเล็ก ๆ ข้างที่ถูกกุมอยู่ก็ขยับชี้ไปยังดาวดวงที่ตนหมายเอาไว้ในใจว่าช่างสวยเหลือเกิน


“เอาดวงนั้น”


“หนาย ?”


“นั่นไง”


“นายจะเอาดาวเหนือเลยเหรอ ... ฉันก็อยากจะเอามาห่อของขวัญให้นายหรอกนะ แต่ว่า ...”


“แต่ว่า ?”


“ถ้านายเอาดาวเหนือไปซะแล้วชาวเรือเค้าจะเอาดาวที่ไหนไปดูทิศเวลาออกเรือล่ะ แล้วนายรู้มั้ย ไอ้เจ้าดาวเหนือเนี่ยมันเป็นหางของกลุ่มดาวหมีเล็ก ... ถ้าหมีมันไม่มีหางคงจะน่าสงสารน่าดูเลยนะฉันว่า”


“อิยะฮ่ะฮ่า ๆ ๆ โอเค ๆ ฉันไม่เอาดวงนั้นแล้วก็ได้ .... เพราะสงสารหมีนะเนี่ย ... ถ้างั้น ฉันเอาดวงนี้”


นิ้วเล็ก ๆ เลื่อนชี้ดาวดวงถัดไปที่ตนมองแสงสวยงามนั่นด้วยความประทับใจ มันเด่นสวยสุกใสไม่แพ้ดาวดวงใดบนฟากฟ้าในคืนนี้เลย


“ดาวอัลพาร์ด เป็นดาวสำคัญที่ชาวเรือใช้สำหรับเดินเรือเหมือนกัน นายคงต้องมองดาวดวงอื่นแล้วแหละ”


“แล้วฉันจะเอาดวงไหนดีล่ะ ... ดวงนั้นมั้ย!”


เสียงแหบหวานดังขึ้นมาเมื่อพบดาวถูกใจ พร้อมเงี่ยหูรอฟังว่าคราวนี้ดาวดวงที่ตนหมายตาไว้จะมีเหตุจำเป็นอันใดที่ทำให้ตนไม่สามารถครอบครองได้


“ดาวดวงกระจิ๋วหลิวดวงนั้นน่ะเหรอที่นายอยากได้ ... ของขวัญวันเกิดเชียวนา ... ไม่เอาดวงใหญ่ ๆ สวย ๆ กว่านี้เหรอจุนซู”


เล็กไปอีก ! ... คนน่ารักพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ อย่างไม่ค่อยพอใจจนกลุ่มควันสีขาวขนาดใหญ่อวลอยู่ในอากาศเมื่อได้ยินเสียงทุ้ม ๆ พูดอย่างนั้น หาใหม่ก็ได้ ... แล้วกระบวนการคัดสรรดวงดาวเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดก็ดำเนินต่อไป ... ต่อไป ... จนกระทั่ง


“ไม่เอาแล้ว! ดวงนั้นก็ไม่ดี ดวงนี้ก็ไม่ได้ ... นี่นายไม่อยากให้ของขวัญฉันจริง ๆ ใช่มั้ยถึงได้แกล้งให้ฉันมองหาดาวอยู่นั่นแหละ ถ้านายไม่ให้ฉันก็ไม่เอา! เมื่อยแขนแล้วด้วย !!!”


พูดเสร็จมือเล็ก ๆ ก็ทำท่าจะสะบัดกลับแต่มือใหญ่กว่ากลับจับกระชับมือนั้นไว้ก่อนพร้อมทั้งเสียงทุ้มกลั้วหัวเราะที่เอ่ยขึ้นมาอย่างนุ่มนวลราวกับปลอบเด็กแสนโยเย


“โอ๋ ๆ ๆ ฉันขอโทษ จุนซู ... ก็ฉันเห็นว่าดาวดวงที่นายเลือกมันไม่เหมาะกับนายนี่นา ... ถ้านายไม่อยากเลือก ฉันเลือกให้เอามั้ย”


ไม่มีเสียงตอบรับจากคนแสนงอน แต่มือที่หดมาวางไว้ข้างตัวก็ไม่ได้ขืนแรงเมื่อมือเรียวประคองมันขึ้นเหมือนจะเป็นการตอบรับ แต่แทนที่เจ้าของมือที่เกาะกุมมือน้อยเอาไว้จะยื่นชี้ดาวดวงไหนบนท้องฟ้า อุ้งมืออบอุ่นกลับจับมือเล็กมาวางไว้บนแผ่นอกตนและกุมมือนั้นให้นิ่งเอาไว้จนบัดนี้เซียจุนซูสัมผัสถึงเสียงหัวใจอีกดวงที่เต้นหนัก ๆ อยู่ใต้มือตนอย่างแจ่มชัด ดวงหน้ากลม ๆ หันไปมองคนข้าง ๆ อย่างไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา


“ถ้าเป็นดวงนี้ ... นายโอเคมั้ย ?”


มือเล็กชักกลับอย่างรวดเร็วจนอุ้งมือเรียวที่วางทับไม่สามารถรั้งไว้ได้ทัน .... ใจบางดวงหล่นวูบ ...


ทว่า ... แทบจะทันทีศีรษะกลม ๆ ค่อนข้างหนักก็มาซุกวางแทนที่ ... เสียงแหบหวานอู้อี้ของคนที่ใช้อกคนอื่นต่างหมอนแล้วยังจะก้มงุด ๆ หวังจะซ่อนหน้าแดง ๆ ของตนเอาไว้ก็ดังขึ้นแผ่ว ๆ


“ไม่ใช่ว่าเป็นของฉันอยู่แล้วหรอกเหรอ ยูชอน”


ไม่ต้องรออะไรอีกปาร์ค ยูชอนกระชับคนน่ารักไว้ในอ้อมกอดของตนแนบแน่น ....


“ใช่ จริง ๆ ด้วย ... แต่ดาวดวงอื่น ๆ มันก็ไม่เหมาะกับนายนี่นา ... นี่..จุนซู...”


“หือ ?”


“ถ้าปีนี้ และ ปีต่อ ๆ ไป .... ฉันมีแค่นี้ ... แค่ที่ให้นายไปนี่ .... นายจะว่าอะไรมั้ย”


สำเนียงทุ้มนุ่มแฝงแววทะเล้นเปลี่ยนเป็นจริงจังเมื่อเอ่ยประโยคคำถามนั้น ความเงียบเข้าคลอบคลุมพื้นที่เล็ก ๆ นั่นอีกครั้ง จนคนรอฟังคำตอบอดที่จะใจเต้นไม่ได้ ... นาน ... ช้า ... ในที่สุด สำเนียงแหบหวานก็ดังขึ้นเบา ๆ


“ฉัน .... ก็จะมีของขวัญที่ดีที่สุด ... ทุก ๆ ปีเลยไง”


บรรยากาศหนาวเหน็บบนดาดฟ้ายังคงเย็นยะเยือก .... แต่คนสองคนตรงนั้นไม่ได้รู้สึกถึงมันเลยซักนิด ... อาจเพราะ... มีอะไรบางอย่างที่แสนอบอุ่นกำลังวิ่งวนหล่อเลี้ยงอยู่ในหัวใจของคนทั้งคู่ ... เราเองก็ไม่อาจทราบได้ว่ามันคืออะไร ... ถ้าอยากรู้ คงต้องให้หัวใจทั้งสองดวงนั้นมาตอบเอง ... แล้วคุณล่ะคิดว่ามันคืออะไร ?





 

Create Date : 15 ธันวาคม 2551
Last Update : 26 พฤษภาคม 2552 20:32:25 น.  

[SF] ...ยอม...



คำเตือน

1.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการอันเพลิดแพร้วของเจ๊

2.เรื่องนี้เป็นเรื่องแนวชายรักชาย ใครรับไม่ได้คลิกปุ่มกากบาทมุมขวาบนเลยจ๊ะ

3.เนื่องจากบ็อกนี้เป็นบ็อกของเจ๊ (ก็แน่อยู่แล้วเจ๊บ๊องหรือเปล่า) ดังนั้นคู่ที่เจ๊เขียนย่อมเป็นคู่ที่เจ๊โปรดอย่างแน่นอน ใครไม่ชอบคู่นี้ก็ทำใจนิดนะจ๊ะ

4.ห้ามคัดลอกหรือกระทำใดๆที่ขัดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด แต่ถ้าติดใจลิงค์มาได้นะ เจ๊ไม่ถือ


........................................


Title : ...ยอม... ภาคต่อ Rush hours

Author : midnight train

Couple : Yoosu

Rate : NC


……………………………………

Talk : อยากลองแต่งเอ็นซีหวาน ๆ ดูบ้าง ถ้าไม่ถูกใจ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้นะคะ


..........................................

.......................


เพราะ...ความปรารถนา....เกิดขึ้นได้ทุกที่...



ร่างเล็กบางที่นอนขดอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มดูเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับความใหญ่โตของโซฟา ศีรษะกลมอิงหมอนใบเล็กที่มีไว้สำหรับเอนหลังขณะที่ดวงตาเรียวเหม่อมองภาพเคลื่อนไหวบนจอขนาดใหญ่ที่ติดอยู่กับฝาผนังห่างออกไป...แต่ภายในใจกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่มองเห็นแม้แต่นิด....สมองเต็มไปด้วยความคิดสับสนวุ่นวายทั้งเรื่องของตัวเองและใครอีกคนที่ตอนนี้ขอตัวหายเข้าไปในห้องนอน


ภาพบนจอเป็นรายการสารคดี....ผึ้งตัวน้อยบินอย่างอิสระแล้วก็เผลอติดเข้ากับใยแมงมุมที่กางขวางอยู่อย่างไม่รู้ตัว...มันดิ้นสะบัดสุดชีวิต...ไม่ห่างไปนักเจ้าแมงมุมตัวโตกำลังจ้องดูเหยื่อที่ใกล้จะหมดแรงขัดขืน....คิมจุนซูถอนหายใจออกมาเบา ๆ


นานเท่าไหร่แล้วนะ.... ที่ใครคนนั้นก้าวเข้ามาในชีวิต....


ตอนนี้ชีวิตของเค้าไม่เหมือนเดิมเลย.... ชีวิตที่เคยเรียบง่าย... กลับมีใครคนหนึ่งรุกเข้ามา .... คนที่พยายามอย่างเหลือเกิน.... เริ่มตั้งแต่วันที่ใครคนนั้นขอไปส่งเค้าที่บ้าน แล้วก็เนียนขอทานข้าวเย็นด้วย พ่อกับแม่ที่อยู่ดีดีก็ดันอนุญาตให้แขกแปลกหน้ามาร่วมทานอาหาร ดูจะแปลกยิ่งกว่าเพราะท่าทีโอภาปราศรัยด้วยเป็นอันดี ปกติพ่อกับแม่หวงเค้าจะตาย... และ เพียงแค่น่องไก่ที่มือใหญ่ ๆ ลอบส่งลงไปให้เจ้าหมาตะกละที่นอนหมอบอยู่ใต้โต๊ะ ตั้งแต่นั้นทุกครั้งเจ้าชยากี้ก็ทำท่าทางแสนดีใจที่นายคนนี้มาที่บ้าน .... ใช่แล้ว ... ทุกครั้ง... ทุกเช้าที่มารับเค้าไปทำงาน ....ทุกเย็นที่มาส่ง และ ปวารณาตัวเป็นนักชิมมือวางอันดับหนึ่ง อาสาชิมอาหารใหม่ ๆ ที่แม่คิดค้นขึ้นมาได้ .... ได้หน้า.... แถมยังเนียนทานข้าวเย็นด้วยทุกมื้อ ....


มือเรียวเล็กเอื้อมไปแตะรีโมทที่วางอยู่ใกล้ ๆ ตัดสินใจเปลี่ยนช่อง .... ภาพบนจอกลายเป็นการ์ตูน ... เจ้าหนูหูโตออกมาทำท่าทางตลกกับเพื่อนของมัน ..... ใช่... ตลก แต่เค้าหัวเราะไม่ออก....


ทุกวันคนเป็นเจ้านายจะก้าวออกมาจากห้องก่อนเวลาพักเที่ยงเล็กน้อย แล้วก็มายืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ ... พอเค้าถามว่ามีธุระอะไร คำตอบที่ได้คือ


“ ผมมารอคุณไปทานข้าว “


จะทำเมินไม่ได้ยินน่ะเหรอ .... หมอนั่นก็จะยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น แล้วใครอื่นจะกล้ามาชวนเค้าล่ะ จะปฏิเสธ แต่พอเหลือบมองขึ้นไปเห็นหน้าจ๋อย ๆ เซียว ๆ ก็ต้องเผลอยอมไปด้วยทุกครั้ง... แถมในเวลางานพอมีช่วงว่าง ท่านผู้จัดการก็จะออกมานั่งชวนคุยนู่นนี้ รำคาญหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ท่าทางยิ้ม ๆ กับแววตาที่เผลอมองมาบางครั้งก็ทำให้หน้าร้อนได้เหมือนกัน .... แต่ไม่เลยซักครั้งที่คน ๆ นั้นจะทำอะไรรุ่มร่ามหรือแสดงท่าทีฉวยโอกาส....อย่างมากที่สุดก็คือขอมือไปกุมอย่างสุภาพ...คน ๆ นี้แท้จริงเป็นคนยังไงกันแน่....


แทบทุกวันหยุด แขกประจำคนเดิมก็จะมาปรากฏตัวที่หน้าบ้านแต่เช้า พร้อมกับของสดเต็มมือ แล้วก็บอกกับแม่ว่าอยากกินนู่นนี่ แต่ที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าฝีมือแม่ ....คุณนายคิมเป็นอันหน้าบาน รี่เข้าครัวตั้งแต่หัววัน ส่วนพ่อก็ได้เพื่อนมาช่วยปลูกต้นไม้ คอยชวนคุย ปกติพ่อเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ถ้าลองได้คุยเรื่องต้นไม้ล่ะก็ เห็นทีจะหยุดยาก ดูเหมือนหมอนั่นจะรู้จุดอ่อนข้อนี้ ช่วงเช้าสองหนุ่มถึงขลุกอยู่ในเรือนต้นไม้ จนบ่ายคนที่ทำตัวเกินแขกก็มาลากเค้าไปช่วยอาบน้ำให้หมาที่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจว่ามันยังจะเป็นหมาของเค้าอยู่อีกมั้ย จะปฏิเสธก็ดูเหมือนแบ็คอัพสองคนที่มองจ้องเขม็งอาจตัดเค้าออกจากกองมรดก ก็เลยต้องเดินตามคนจูงไอ้ชยากี้ที่กระดิกหางกระริกระรี้อย่างกับไม่ได้ถูกจับอาบน้ำ


“จุนซูดูสิ ชยากี้มันดีใจใหญ่เลย” ปากอิ่ม ๆ ที่ยิ้มกว้าง ๆ กับตาคม ๆ ที่ยิ้มซะจนเป็นเส้นนี่มันช่างแสนกวนประสาท


“อืออ”


ตอบไปอย่างเสียไม่ได้ทั้ง ๆ ที่อยากจะบอกเหลือเกินว่า เมื่อก่อนตอนที่ไอ้หมาตัวนี้พอรู้ว่าจะถูกจับอาบน้ำเค้าต้องวิ่งไล่มันรอบบ้านขาแทบลาก จนต้องแอบล่ามโซ่มันไว้ก่อนตอนมันกำลังเพลินกับการกินข้าว ก็ตอนนั้นมันจะปล่อยเนื้อปล่อยตัว...จับไปไถขนมันยังไม่สนใจเลย....แล้วดูตอนนี้สิ...ไอ้ชยากี้ ไอ้หมาทรยศ


แล้วที่ทำให้อารมณ์ยิ่งบูดขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตอนอาบน้ำ....หมาสีขาวตัวสวยยืนนิ่งให้เจ้าของมือใหญ่ ๆ เอาแปลงนิ่ม ๆ ไล้ไปตามเส้นขน แถมบางทียังทำเสียงครางราวกับมีความสุขนักหนา เค้าที่ยืนถือสายยางแทบอยากจะเอาสายยางฟาดหัวมัน เคยมีมั้ยตั้งแต่เลี้ยงมันมาที่มันจะมีกิริยาเช่นนี้...ไม่...ไม่เคย...และไม่คิดว่ามันจะทำด้วย....แล้วนี่อะไรเนี่ย...ไอ้หมาทรยศ !


อาบน้ำให้มันเสร็จก็ต้องเอามันไปเป่าขน...อีกเช่นเคย...ชยากี้ยืนนิ่งอย่างกับหมาส่งประกวด...


“ชยากี้นี่มารยาทดีจริง ๆ เลยนะ ดูสิ ไม่ดื้อเลย” มารยาน่ะสิเค้าแอบต่อท้ายคำพูดนั้น ตาคม ๆ เหลือบขึ้นมาทันที


“จุนซูเบื่อเหรอ...งั้นเดี๋ยวเราพาชยากี้ไปเดินเล่นกันดีกว่า ตัวใกล้แห้งแล้ว”


ทำได้แค่พยักหน้าไปตามเรื่อง ลองไม่ไปสิ นู่น คุณคิมและคุณนายคิมที่ตอนนี้ไม่รู้เป็นพ่อแม่ใครกันแน่คงได้เอ็ดตาย ฐาน”ทิ้งให้พี่เค้าไปคนเดียวได้ยังไง” อยากจะบ้า...นี่มันบ้านใคร แล้วพ่อกับแม่จะรู้บ้างไหม...ไอ้หมอนี่มัน....ตาคม ๆ ที่อ่อนแสงลงแล้วเสียงทุ้มก็ดังขึ้นเบา ๆ ...


“ถ้าจุนซูไม่อยากไปก็ไม่เป็นไร...เดี๋ยวผมพาชยากี้ไปเดินแถว ๆ นี้คนเดียวก็ได้” ประโยคแสนธรรมดาแต่น้ำเสียงช่างสื่อให้เข้าใจได้ไม่ยากว่า คนตรงหน้านี้กำลังน้อยใจ ....


“ก็...ไปสิครับ”


ตอบไปแค่นั้นแต่ปากอิ่ม ๆ ก็ยิ้มกว้าง... เฮ้อ...คิมจุนซู...ช่วยจำเอาไว้หน่อยว่าไอ้หมอนี่มันเคยปล้ำนาย !


มื้อค่ำจบลงด้วยความชื่นมื่น....ของใคร ?....


“ยูชอน...ลองนี่หน่อยสิจ๊ะ...อร่อยนะ แม่ทำเต็มที่เลย เห็นว่ายูชอนชอบทาน”


“จุนซู...ตักกับข้าวให้พี่เค้าหน่อยสิลูก...เห็นมั้ยว่ามันไกล...พี่เค้าเอื้อมไม่ถึง”


“จุนซู ลองทานนี่ดูสิครับ...คุณแม่ทำได้อร่อยกว่าภัตตาคารอีกนะ”


“ยออย่างนี้คุณนายคิมได้ทำตายเลย....แค่นี้พ่อก็อ้วนจะกลิ้งได้อยู่แล้ว”


เอาเข้าไป...ตกลงนี่มันบ้านใคร ?... จบมื้อแล้วก็ยังไม่วาย....


“จุนซูไปส่งพี่เค้าที่รถสิลูก จะได้ช่วยหิ้วกับข้าวที่แม่ทำไว้ให้เค้าไปทานที่บ้านด้วย”


ขัดคำสั่งคุณนายได้ที่ไหน แล้วก็เดินไปหยิบกล่องกับข้าวแต่ก็ไม่ทันคนมือไวกว่าที่คว้าไปเกือบหมดเหลือไว้ให้เค้าช่วยถือหนึ่งกล่อง...หยิบไอ้กล่องที่เหลือได้ก็เดินลิ่ว ๆ ไปที่รถ คนตัวโตที่เดินได้แสนเบาตามหลังมาไม่ห่าง .... เสร็จแล้วก็ต้องรอให้คนที่แบกของมาเต็มอ้อมแขนทุลักทุเลเปิดประตูรถด้านหลัง....อยากจะใจร้าย แต่ก็อดไม่ได้....คว้ากุญแจมาเปิดให้ซะเอง...กลัวกับข้าวแม่หกหมดต่างหาก... มือที่ยื่นมารอรับกุญแจแล้วจับปลายนิ้วเค้าไว้ก่อนจะละออกไปอย่างอ้อยอิ่ง....กระแสอุ่น ๆ ที่แล่นจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจส่งผลให้หน้าร้อนวาบ....แล้วยังยิ้มน้อย ๆ บนริมฝีปากอิ่มพร้อมเสียงทุ้มๆ ที่เอ่ยออกมานั่นอีกล่ะ


“ฝันดีนะครับ...ฝันถึงผมบ้างนะ...แล้วก็...พรุ่งนี้เจอกันครับ”


นึกว่าจะรอดพ้น ...แต่...ปาร์คยูชอนยังตามมาหลอกหลอนทั้งกลางวันและกลางคืน


// ผมถึงห้องเรียบร้อยแล้ว อุ่นกับข้าวของคุณแม่กินอีกรอบ รสชาติยังอร่อยไม่เปลี่ยน เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จจะนอนแล้ว จุนซูก็รีบนอนนะครับ อย่าเล่นเกมส์ดึกนัก พรุ่งนี้ผมจะไปรับเช้าหน่อยเพราะสัญญากับคุณแม่ไว้ว่าจะไปทานมื้อเช้าที่บ้าน ราตรีสวัสดิ์ครับ .... ยูชอนของคุณ //


พออ่านข้อความยาวสามกิโลกว่าของท่านชายจบ ทำไมรู้สึกอย่างกับแก้มจะแตก... อ้อ...ยิ้มกว้างมากไปนี่เอง....คนอะไรก็ไม่รู้ .... ทำไมต้องรายงานมายาวเหยียดขนาดนั้น ก็เพิ่งแยกกันไปแท้ ๆ พรุ่งนี้ก็เจอกันอยู่แล้วด้วย... แล้วใครสั่งใครสอนให้ใช้คำลงท้ายอย่างนี้.... ยูชอนของคุณ....คนบ้า!


นั่นแค่หนึ่งในจำนวนนับไม่ถ้วนวัน ที่ปาร์คยูชอนบุกรุกเข้ามาในชีวิต...


เพราะนอนเอาหูแนบกับหมอนเลยได้ยินเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา เปลือกตาเรียวรีบปิดลงแกล้งทำเป็นหลับสนิท เสียงนั้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วเสียงทุ้ม ๆ ก็ดังขึ้งเบา ๆ


“จุนซู....ไปอาบน้ำได้แล้วครับ....นอนอยู่ตรงนี้เดี๋ยวไม่สบายนะ” เงียบ...ร่างที่นอนตะแคงหลับตาพริ้ม ริมฝีปากสีอ่อนเผยอน้อย ๆ ยิ่งดูใกล้ ๆ ยิ่งเห็นว่าผิวหน้าขาวอมชมพูนั้นเนียนใสจนแทบเห็นเส้นเลือด... แต่เปลือกตาเรียวสีมุกขยุกขยิกเล็กน้อย .... ริมฝีปากอิ่มของคนที่ก้มมองอยู่ยกยิ้มก่อนจะขยับพูดแผ่วเบาราวกับจะเปรยกับตัวเอง


“เอ... ถ้าจุนซูไม่อาบน้ำคุณแม่จะว่ายังไงน้อ...” เปลือกตาเรียวกระพริบลืมขึ้นทันทีพร้อม ๆ กับเสียงแหบแหวออกมา


“คนขี้ฟ้อง!”


“....ตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำสิครับ...ผมวางชุดนอนไว้ให้บนเตียง...เอ่อ..ผมเห็นชุดมันน่ารักดีก็เลยซื้อมาเก็บไว้... กะว่า...ซักวันอาจจะได้ให้จุนซูใส่” เสียงทุ้ม ๆ ตอบกลับนุ่มนวลพร้อมรอยยิ้มเย็นบนใบหน้า


“ชุดของผมก็มี....ทำไมต้องใส่ของคุณด้วย” คนดื้อยังไม่ยอมแพ้...อารมณ์พาลยังไม่หาย ยังไงก็ต้องลากหมอนี่มาทะเลาะให้ได้นั่นแหละ


“......จุนซูไม่ใส่ก็ได้....ผมก็แค่คิดว่า....ถ้าจุนซูใส่ชุดนี้ต้องน่ารักยิ่งกว่าที่เห็นในหุ่นแน่ ๆ .... แล้วก็..”


“แล้วก็..อะไร”


“ถ้าคุณใส่....ผมคงจะดีใจมาก”


เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยหงอย ๆ เพียงเท่านั้น เจ้าของใบหน้าน่ารักก็ลุกขึ้นเดินสะบัดไปโดยไม่พูดอะไรซักคำ ปล่อยให้คนที่แอบคาดหวังเล็ก ๆ ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ชายหนุ่มทรุดลงนั่งแทนที่แล้วก็เพิ่งสังเกตว่าบนจอขนาดใหญ่เบื้องหน้าเปิดรายการอะไรค้างไว้....การ์ตูนสำหรับเด็ก....นั่นสินะ....ก็ดันไปหลงรักเด็กนี่นา ปาร์คยูชอน.... เด็กเอาแต่ใจซะด้วย.... แล้วจะเลิกรักมั้ยล่ะ..... ก้อนเนื้อในอกตอบกลับมาชัดเจน..... คงเลิกไม่ได้แล้ว ก็ให้หัวใจเค้าไปทั้งดวงแล้วนี่


ชายหนุ่มกดรีโมท....ภาพบนจอเปลี่ยนเป็นแมงมุมตัวโตกำลังพ่นใยสีขาวพันรอบแมลงเล็ก ๆ ที่ดูคล้ายผึ้ง แมลงตัวนั้นนอนนิ่งอยู่ภายในที่คุมขังอันคงเป็นแห่งสุดท้ายที่มันจะได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ .... ช่างเหมือนและแตกต่าง สำหรับตัวเค้าแล้ว.... การถูกพันธนาการโดยหัวใจตัวเองไม่ได้เป็นเรื่องสนุก โดยเฉพาะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปทุกอย่างมันจะทำให้ใครคนนั้นรู้สึกอะไรบ้างซักนิดไหม แต่เค้าก็มีความสุขที่ได้ทำมัน มีความสุขภายใต้ผู้คุมขังโหดร้ายที่ชื่อว่า...รัก


แทบทุกวันที่ยื่นเหน้าเสนอตัวไปรับไปส่งคนน่ารักจากบ้านจนถึงที่ทำงาน เลยได้รู้ว่า คนน่ารักพำนักอยู่กับพ่อ แม่ และ หมาตัวไม่น้อยหนึ่งตัว บ้านหลักเล็กแต่แสนอบอุ่น ไม่แปลกใจเลยที่คนอย่างนั้นจะเติบโตภายใต้ความรัก และ ความอบอุ่น จุนซูของเค้าโตมาอย่างคนที่วางใจในทุกอย่างรอบตัว.....แต่เค้านี่แหละที่....แต่เค้าจะเปลี่ยนมัน


ทุกวันที่ทำงานเค้าพยายามทำตัวปกติ....ต้องใช้คำว่าพยายาม ...เพราะใจน่ะอยากจะออกมานั่งเฝ้าคนน่ารักที่นั่งอยู่หน้าห้อง จะให้เข้ามาทำงานในห้องก็เกรงว่า....เค้าจะยังไม่ไว้ใจ....แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ตาก็คอยจะเหลือบมองผ่านกระจกใสที่กั้นเป็นฝาผนังให้มองออกไปเห็นโต๊ะทำงานของเลขา ฯ คนน่ารักอยู่ทั้งวัน กลางวันก็ต้องไปดักรอ ไม่ให้ใครมาแย่งชวนคุณเลขา ฯ ไปทานข้าวก่อน นึกแล้วก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ ทำอย่างกับหนุ่มแรกรัก...เอ๊ะ....จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิดนัก จุนซูคงไม่รู้สินะว่าคนที่ปล่อยข่าวว่า ผู้จัดการฝ่ายการตลาดกับคุณเลขา ฯ หน้าห้องกำลังคบกันอยู่ นั่นน่ะเป็นตัวเค้าเอง...


ทุกวันพอกลับมาถึงบ้าน แต่ก่อนก็มักจะฟังเพลง ผ่อนคลายอะไรไปเรื่อย แต่ตอนนี้กลับใช้เวลาว่างศึกษาเรื่องการดูแลต้นไม้ การเลี้ยง เพาะชำ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยเลยที่จะสนใจในเรื่องเหล่านี้ แต่เพราะต้องการหาเรื่องพูดคุยกับบิดาของใครคนนั้น จนตอนนี้กลายเป็นเค้าที่ชักจะติดใจการเลี้ยงต้นไม้จริง ๆ ซะแล้ว....ปาร์คยูชอนคนกินง่าย ถือว่าเป็นโชคดีของตัวเค้าเองที่คุณนายคิมชื่นชอบการทำอาหาร และ เค้าที่ใช้ชีวิตลำพังช่างดูน่าสงสารในสายตาคุณนายคิม ... เป็นอีกโอกาสที่จะได้เสนอหน้าและตัวไปที่บ้านที่แสนอบอุ่นหลังนั้นได้โดยไม่มีใครกล้าว่า ก็ผู้ทรงอำนาจของบ้านเป็นคนเชิญ...แต่ก็ได้ค้อนจากดวงหน้าหวาน ๆ อยู่เนือง ๆ ... รู้..ว่าที่ตัวเองทำเช่นนี้น่าหมั่นไส้ แต่ถ้าเพื่อให้ได้ใกล้ชิด....มากกว่านี้ก็ยอม...


ถ้าคนที่รู้จักกับเค้าก่อนหน้านี้มาเห็นเค้ากับเจ้าชยากี้คงแทบไม่เชื่อสายตา.... ในวัยเด็กที่ครั้งหนึ่งเคยโดนหมาตัวโตวิ่งไล่และเกือบโดนมันกัดทำเอาเค้าขยาดกับพวกสัตว์หน้าขน ขนาดน้องชายคนเดียวขอเอาหมาพันธุ์ชิสุมาเลี้ยงยังโดนปฏิเสธ... แล้วนี่...ใครจะเชื่อ ตัวเค้าเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกัน .... ปาร์คยูชอนที่ไปเดินเลือกซื้อสแน็คของหมา เลือกแล้วเลือกอีกว่าชนิดไหนที่เจ้าชยากี้น่าจะชอบ พิถีพิถันกับน้ำยาอาบน้ำ โทรศัพท์ไปถามเพื่อนที่เป็นสัตว์แพทย์ว่าจะเป็นอะไรมั้ยถ้าไม่เอาหมาไปตัดเล็บ แค่คิดว่าถ้าเกิดคนตัดเล็บทำพลาดตัดเข้าไปในเนื้อ คงจะเจ็บแทบตาย คำตอบก็เป็นเสียงแบบไม่อยากจะเชื่อของเพื่อนแต่ก็ยังอุตส่าห์ตอบมาว่าถ้ามันวิ่งเล่นมากพอเล็บก็จะกุดไปเอง ไม่จำเป็นต้องตัด และ สั่งทำปลอกคอให้เจ้าหมาสีขาวปลอดแล้วแอบให้เขียนด้านในปลอกคอว่า ....YooSu.... ใครไม่เข้าใจแต่เค้าเข้าใจ....รักเค้าแล้วก็ต้องรักหมาของเค้ามันเป็นเช่นนี้เอง


แล้ววันหนึ่ง.....ก็มีสิ่งที่ทำให้เค้ารู้สึกว่าที่ทำทั้งหมดนั้นไม่ได้สูญเปล่า


“ดูต้นไม้ต้นนี้สิ ยูชอน....พ่อดูแลมันมาตั้งแต่มันยังเป็นต้นเล็ก ๆ นึกว่ามันจะไม่รอดแล้ว...แต่ตอนนี้มันเติบโตแผ่กิ่งก้านงดงาม” เสียงนุ่ม ๆ ของคุณคิมดังขึ้นเนิบ ๆ อย่างเคยชายสูงวัยกว่าเอ่ยบอกชายหนุ่มที่ยืนดูต้นไม้ต้นใหญ่ในเขตบ้านที่ดูก็รู้ว่าถูกดูแล และ ตัดแต่งกิ่งเป็นอย่างดี


“ครับ” เสียงทุ้มตอบรับอย่างสุภาพ


“คงจะดีถ้าคนที่มาดูแลต่อไป....เป็นคนที่ใส่ใจ และ ก็รักที่จะดูแลมันไปตลอดชีวิต” เสียงนุ่ม ๆ นั้นยังดังต่อไป ชายหนุ่มหันมองหน้าคุณคิม


“พ่อเห็นยูชอนมาพักนึงแล้ว.... พอรู้เจตนาที่มาที่นี่....และก็คิดว่าคงดูคนไม่ผิด” ชายสูงวัยกว่าหันมามองหน้าชายหนุ่ม


“พ่อจะวางใจให้เราดูแลสิ่งที่พ่อรักได้ใช่มั้ย ?” ชายหนุ่มรู้ซึ้ง...คำถามนี้ไม่ได้หมายถึงต้นไม้... ตาคมสบตาผู้สูงวัย


“ครับ....ผมสัญญาว่าจะดูแลสิ่งที่คุณพ่อวางใจให้ดีที่สุด จะรัก และ ทนุถนอมเท่าชีวิตของผมเลยครับ”


ไม่มีคำตอบ แต่มือใหญ่ของคนสูงวัยกว่ายกขึ้นทิ้งน้ำหนักลงบนบ่ากว้างอย่างจะวางสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไว้บนบ่านั้น ยูชอนในตอนนั้นไม่ได้พูดอะไรกลับ ความรู้สึก ปิติ ปลาบปลื้ม ภาคภูมิ ประดังกันภายในใจจนมันตื้อไปหมด


อีกไม่กี่วันหลังจากนั้นคุณคิมและคุณนายคิมก็มีธุระต้องไปต่างจังหวัด แถมเจ้าชยากี้ก็ถึงเวลาตรวจสุขภาพประจำปีต้องเอาไปฝากไว้ที่โรงพยาบาลสัตว์....จุนซูเลยต้องมาพักที่ห้องของชายหนุ่มด้วยเหตุผลของคุณนายคิมที่เกรงว่าให้อยู่บ้านคนเดียวเดี๋ยวได้ทำบ้านรกไปหมดแน่ ดีไม่ดีอาจจะทำบ้านไฟไหม้เพราะเกิดอยากจะติดไฟทอดไข่ ....อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จุนซูมาที่ห้อง .... บ่อยครั้งที่ชายหนุ่มแวะมาเอาของก่อนจะเลยไปส่งเด็กหนุ่มที่บ้านหลังจากเลิกงาน บางครั้งก็เพราะถูกลากมาทานอาหารเย็นในกรณีที่คุณและคุณนายคิมไม่อยู่ทานมื้อเย็นด้วย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มมาค้างคืนที่นี่


ชายหนุ่มถอนหายใจ ค่อย ๆ คลายมือที่กำไว้แน่นก่อนหน้านี้ ภายในอุ้งมือชื้นไปด้วยเหงื่อ....เค้าจะควบคุมตัวเองได้อีกซักเท่าไหร่.... ใช่...ที่ผ่านมาดูเหมือนเค้าสามารถเก็บกดความต้องการทุกอย่างไว้ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งได้เป็นอย่างดี แต่ตัวเค้าเองนั่นแหละที่รู้ดีที่สุด กี่ครั้งที่ถูกปลุกเร้าจาก...กลิ่นกายหอมกรุ่น สัมผัสที่ไม่ได้ตั้งใจ ท่าทางยั่วยวนโดยไม่เจตนา ให้ตายสิ แค่รอยยิ้มอ่อนหวานที่บางครั้งเจ้าตัวเผลอส่งมาให้ก็ทำให้เค้าอยากจะคลั่งใจตาย จุนซูจะรู้มั้ยว่าตัวเองได้ทำให้ใครคนหนึ่งแทบจะกลายเป็นสัตว์ป่าเพราะความน่าปรารถนาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม.... แต่ก็ติดอยู่แค่.... รัก.....คำเดียวที่เป็นทุกเหตุผลให้หยุดความคิดอกุศล .... จะไม่ยอมให้มือนั้นหลุดลอย...


“ดูอะไรอยู่ครับ ?”


เสียงหวานดังขึ้นใกล้ ๆ พร้อม ๆ กับร่างเล็ก ๆ ที่นั่งจุ้มปุ๊กลงข้าง ๆ ทำให้ชายหนุ่มหลุดออกจากภวังค์และก็ต้องยิ้มกว้าง คนตัวเล็กคว้าหมอนอิงมาวางบนตักแต่ก็ยังทำหน้าตาเฉยเมยเมื่อชะโงกมาคว้ารีโมทไปจากมือใหญ่ที่ถือเอาไว้หลวม ๆ


“.......”


ไม่มีคำตอบจากคนตัวใหญ่ ทำให้ดวงตากลมใสตวัดมองคนข้าง ๆ อย่างแปลกใจแล้วก็พบว่าดวงตาคมระยิบระยับกำลังจ้องมองตนด้วยสายตาอ่อนโยนระคนประกายบางอย่างที่ไม่อาจบอกได้แต่ชวนให้หน้าร้อนผ่าว


“มองอะไรครับ... ก็แค่... เห็นว่ามันน่ารักดี...”


“ผมก็ว่า....น่ารัก”


คำพูดแค่นั้นแต่ผิวหน้าขาวใสของคนฟังกลายเป็นแดงแปร๊ดไปเสียแล้ว....ชายหนุ่มยังคงจับจ้องร่างเล็ก ๆ ที่นั่งขยุกขยิกด้วยความขวยเขิน ชุดนอนตัวหลวมลายการ์ตูนเป็นรูปเจ้าจ๋อหน้าตาทะลึ่ง แต่พอคนข้าง ๆ สวมใส่ทำไมมันช่างดูน่ารักน่าเอ็นดูได้ขนาดนี้ก็ไม่รู้ มือเล็ก ๆ วุ่นวายกับการเปลี่ยนช่องรีโมทไปมา ชายหนุ่มละสายตาจากคนน่ารักไปมองจอเบื้องหน้า...ไม่ใช่ว่าจะสนใจอะไรบนจอมากมาย เพียงแต่กลัวว่าคนข้าง ๆ หน้าจะระเบิดเพราะความเขินอายไปเสียก่อน


ในที่สุดภาพบนจอก็หยุดลงที่หนังเก่าเรื่องหนึ่ง....หญิงสาวในหนังร้องเพลงพร้อมกับกระโดดโลดเต้นบนฉากเบื้องหลังที่เป็นทิวเขาสวยงามสลับซับซ้อน รอบ ๆ มีเด็ก ๆ ที่ล้อมวงร่วมร้องเพลงอย่างน่าเอ็นดู หนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวผู้เติบโตในคอนแวนต์แล้วจับพลัดจับพลูไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กแสบลูก ๆ ของนายทหารพ่อหม้ายหนุ่ม....หนังบอกเล่าถึงการเอาชนะใจเด็ก ๆ ของหญิงสาวพร้อมทั้งขโมยหัวใจของชายหนุ่มผู้เป็นบิดา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวเล็ก ๆ ภายใต้ประเทศที่ก้าวเข้าสู่บรรยากาศของสงคราม....แล้วชายหนุ่มก็ทำตัวแข็ง เมื่อรู้สึกถึงศีรษะกลม ๆ ที่อยู่ ๆ ก็เอนมาพิงต้นแขน กลิ่นแชมพูผสมกับกลิ่นกายรวยระรินชวนให้เคลิบเคลิ้ม เหลือบมองก็พบว่าตาใสแจ๋วกำลังจับจ้องอยู่กับภาพบนจออย่างสนใจ....ก้อนเนื้อที่อยู่ในแผ่นอกเต้นระรัว ร่างเพรียวลุกขึ้นยืนทันทีแล้วทำท่าจะเดินหนี


“ผมไปนอนก่อนนะ จุนซูก็รีบเข้านอนนะครับ” เสียงทุ้มพูดขึ้นเร็ว ๆ ไม่ยอมหันหน้ามา ขายาวกำลังจะก้าวจากไปแต่ก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกถึงมือนุ่มนิ่มที่ฉวยข้อมือเอาไว้ก่อน


“เป็นอะไรไปครับ ?”


เมื่อหันมาก็พบดวงตากลม ๆ ใสแจ๋วจ้องมองอย่างไม่เข้าใจในพฤติกรรมของคนข้าง ๆ ชายหนุ่มถอนใจยาว หันซ้ายหันขวา ก่อนจะเหลือบลงมองมือเล็ก ๆ ที่ยังเกาะข้อมือของเค้าเอาไว้ เหมือนเพิ่งรู้ตัว เจ้าของมือน้อยรีบดึงมือตัวเองกลับ แต่สายตาดื้อดึงยังเปล่งประกายมาเป็นคำถามไม่หยุดหย่อน ชายหนุ่มอึกอักไม่รู้จะตอบยังไง ตัดสินใจหมุนตัวกลับ.... เค้ายังไม่พร้อมจะพูดอะไรตอนนี้.....เพราะกลัวว่าคำที่หลุดออกไปอาจจะทำให้ต้องเสียใจไปตลอดชีวิตก็เป็นได้ แต่แรงดึงเสื้อจากด้านหลังก็ทำให้ต้องชะงักอีกรอบ แทบจะในทันทีคนดื้อก็โผล่มาดักข้างหน้าอย่างไม่ยอมให้หนี แก้วตาใสภายใต้เปลือกตาเรียวจ้องมองอย่างไม่เข้าใจ


“ไม่พอใจอะไรผมหรือเปล่า ?” ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อย ๆ ทำให้คนเบื้องหน้ายิ่งขมวดคิ้ว


“หรือเพราะผมว่าคุณ....ถ้าอย่างนั้น....ผมขอโทษก็ได้” เสียงตอนท้ายแผ่วลงตามวิสัยเด็กดื้อแต่ก็เรียกรอยยิ้มน้อย ๆ จากเรียวปากอิ่ม ....ใบหน้าคมยังส่ายปฏิเสธ


“งั้นเรื่องชุดนอนนี่เหรอ....ผมก็ใส่แล้วไง...” คนตัวสูงถอนหายใจยาว อยากจะจับคนน่ารักตรงหน้ามาจูบซักทีฐานที่พูดอะไรได้น่ารักหนักหนา แต่ก็ต้องระงับอารมณ์ตัวเองเอาไว้ ร่างเพรียวพยายามจะเดินเบี่ยงหลบแต่มือเล็ก ๆ ของคนใจร้อนกลับคว้าสาบเสื้อนอนด้านหน้าของชายหนุ่มเอาไว้ซะก่อน อุ้งมือน้อยทั้งสองข้างขยุ้มผ้าในมือเอาไว้แน่น ตากลม ๆ ที่เงยมองเริ่มมีน้ำใส ๆ มาคลอ เสียงหวานสั่นน้อย ๆ


“ผมทำให้คุณไม่พอใจเหรอ.....หรือเพราะว่าผมมารบกวนคุณมากไป....หรือคุณรำคาญผมแล้ว...” น้ำตาของเด็กขี้ใจน้อยตรงหน้าทำท่าจะหยด มือเรียวกระตุกยกขึ้นจับไหล่บอบบาง เสียงทุ้มแหบพร่าเปล่งออกมาอย่างยากลำบาก


“ไม่ใช่ ไม่ใช่ และ ไม่ใช่ ...ผมไม่ได้ไม่พอใจ ไม่เคยคิดว่าคุณรบกวน และที่สำคัญผมไม่เคยรำคาญคุณเลยซักนิด” ใบหน้าน่ารักเอียงน้อย ๆ ดวงตากลมสบตาคมที่บัดนี้มีประกายบางอย่างแปลกออกไปจากที่เคย


“งั้นแล้ว....เดินหนีผมทำไมล่ะครับ” ชายหนุ่มหลับตานิ่งราวจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะลืมตาแล้วมองเข้าไปในดวงตากลมใสของคนตรงหน้า


“ผม.....กลัวตัวเอง”


“หือ ?”


“ผมกลัวว่า...ตัวผมจะทำให้คุณต้องเสียใจอีก....เข้าใจใช่มั้ย...” ดวงตากลมใสพลันหลบไม่ยอมสบตา เสียงหวานเอ่ยขึ้นแผ่วเบา


“ก็แล้ว....ทำไมคุณถึงคิดว่าจะทำให้ผมเสียใจล่ะครับ” สมองของชายหนุ่มหยุดทำงานไปชั่วขณะเพราะคำตอบนั้นก่อนจะกลับมาประมวลผลเร็วจี๋


“จุนซู !....รู้ใช่มั้ยว่าพูดอย่างนี้หมายความว่าอะไร”


เสียงทุ้ม ๆ อุทานขึ้นมาอย่างตกใจ แต่ร่างเล็กบางของคนตรงหน้ากลับมีปฏิกิริยาตรงข้ามกับที่ชายหนุ่มคิดไว้อย่างสิ้นเชิง คนตัวเล็กก้าวเข้ามาจนชิดร่างอบอุ่นทั้ง ๆ ที่ก้มหน้างุด ๆ แล้วก็อิงหัวกลม ๆ ซุกกับอกกว้าง....เท่านั้น....เพียงเท่านั้น สองแขนแข็งแรงก็ตวัดรัดร่างเล็กบอบบางไว้ในอ้อมกอดแนบแน่น...เสียงทุ้มพร่าเอ่ยออกมาเบาแทบไม่ได้ยิน


“แน่ใจนะ ?”


ไม่มีเสียงตอบรับ แต่หัวกลม ๆ ที่ซุกแนบแผ่นอกค่อย ๆ ขยับ ...อาการนั้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็นแต่คนที่ใจเต้นไม่เป็นส่ำรอฟังคำตอบกลับรับรู้อาการนั้นได้ชัดเจน ชายหนุ่มก้มลงช้อนคนตัวเล็กเข้าสู่อ้อมแขนแล้วอุ้มพาร่างที่ยังก้มหน้างุด ๆ อยู่แนบอกตรงไปยังห้องที่เปิดประตูแง้มเอาไว้เล็กน้อย ชายหนุ่มใช้แผ่นหลังของตัวเองดันประตูเปิดออก ไม่สนใจแม้จะเปิดไฟ กลับตรงพาร่างในอ้อมแขนไปที่เตียงกว้างที่ตั้งอยู่ด้านใน


เมื่อมาถึงที่หมาย แขนแข็งแรงค่อย ๆ วางร่างเล็กบางให้นั่งลงที่ขอบเตียงแล้วตัวเองก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าคนขี้อายที่ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาซักที มือเล็ก ๆ ขยุกขยิกอยู่ที่ตัก สองแขนแข็งแรงท้าวคล่อมลงข้างตัวเด็กหนุ่ม ใบหน้าคมยื่นเข้าไปใกล้ดวงหน้าใสที่แม้แต่แสงสลัวที่ลอดเข้ามาทางบานหน้าต่างเพียงเล็กน้อยก็ยังสะท้อนให้เห็นผิวหน้าขาวผ่องต้องแสงนวลชวนสัมผัส


“เงยหน้าสิครับ....ไม่เงยหน้าแล้วผมจะจูบจุนซูได้ยังไง”


ใบหน้าน่ารักขยับเงยขึ้นมาเพราะตกใจกับคำพูดนั้นแล้วก็ทำท่าจะก้มหน้างุด ๆ ลงไปอีกแต่นิ้วเรียวก็ยึดปลายคางเล็ก ๆ นั่นไว้ซะก่อน เปลือกตาเรียวกระพริบปิดทันควันทำให้คนที่รอจะสบตายิ้มเอ็นดูกับความเขินอายที่แสนน่ารักของคนตรงหน้า ริมฝีปากอิ่มเคลื่อนเข้าไปใกล้จนแทบจะแนบกับผิวแก้มขาวใส เสียงทุ้ม ๆ แผ่วหวานดังขึ้นบอกความต้องการของตัวเองและนั่นก็ทำให้เรียวปากอิ่มขยับแนบกับผิวเนียนราวกับชายหนุ่มได้ลากไล้จุมพิตไปทั่วดวงหน้าหวาน


“รู้มั้ยครับ....ทุกครั้งที่ผมเห็นจุนซูขมวดคิ้วผมก็อยากจะทำอย่างนี้” ริมฝีปากอิ่มกดลงแนบกับผิวบริเวณระหว่างคิ้วเรียวสวย


“แล้วก็.....ตอนที่จุนซูชอบย่นจมูกเวลาไม่ได้อย่างใจ ผมก็อยากทำอย่างนี้” ชายหนุ่มเลื่อนริมฝีปากลงมาประทับจูบกับปลายจมูกมนแล้วแกล้งงับปลายจมูกน่ารักนั่นเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว


“แล้วก็....ผมคอยภาวนา ขอให้ผมได้ทำอย่างนี้เวลาคุณใกล้จะหลับในทุกคืน” เปลือกตาเรียวทั้งสองข้างถูกประทับแนบด้วยริมฝีปากอุ่นอย่างนุ่มนวล แล้วริมฝีปากช่างสำรวจก็ไล้ไปที่ปรางค์ใสทั้งสองข้าง


“เวลาที่คุณเล่นซน ๆ จนแก้มสองข้างแดงจัด หรือไม่ก็เวลาที่คุณอายจนแก้มแดง รู้มั้ย..ว่าผมไม่อยากให้ใครมาเห็นเลยเพราะผมอยากจะเก็บไว้ดูคนเดียว” เปลือกตาเรียวกระพริบเปิดทันทีแล้วริมฝีปากบางก็ขยับโต้คำพูดนั้น


“จะเก็บไว้ดูคนเดียวได้ไง หน้าของผมนะ”


“ดูคนเดียวไม่ได้....แต่จูบได้คนเดียว”


พูดจบริมฝีปากอิ่มก็ปิดกลีบปากบางที่กำลังจะอ้าเถียง เรียวปากอิ่มกดแนบ ลิ้นอุ่นสอดเข้าเย้าหยอกลิ้นเล็กที่ทีแรกชะงักแต่ก็ค่อย ๆ โต้กลับอย่างไร้เดียงสาเรียกเสียงครางลึกอย่างพึงใจจากลำคอของชายหนุ่ม สองเรียวลิ้นกระหวัดรัด หยอกล้อจนพอใจ ริมฝีปากอิ่มจึงละออกมา พิศดูดวงหน้าระเรื่อ เปลือกตาเรียวลืมขึ้นเผยให้เห็นแววตาหวานฉ่ำ กลีบปากบางแดงช้ำเผยอราวกับจะรอจุมพิตครั้งต่อไป นิ้วเรียวละจากปลายคางยกขึ้นไล้เรียวปากบางอย่างอดไม่ได้....ชายหนุ่มครางอยู่ในใจ คนตรงหน้านี่จะรู้มั้ยว่าตัวเองตอนนี้ช่างน่าปรารถนาเหลือเกิน ชายหนุ่มถอยห่างออกมาแล้วสบตากลมหวาน


“ผมอยากให้จุนซูดูอะไรอย่างนึง”


เด็กหนุ่มเลิกคิ้วอย่างสงสัย เมื่อชายหนุ่มค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อนอนของตัวเองออก ร่างสมส่วนแต่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเพรียวกระชับเผยออกเมื่อเจ้าตัวถอดเสื้อวางไว้ข้าง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ เด็กหนุ่มมองตามมือเรียวที่ยกขึ้นแตะที่บ่าข้างหนึ่ง....บนผิวขาวเผือดมีรอยแผลเป็นเหมือนโดนกัด....เปลือกตาเรียวเบิกกว้าง...ความทรงจำแล่นรวดเร็ว...รอยนั้นเค้าเองที่เป็นคนทำ....ตอนนั้น ที่เผลอกัดลงไปเต็มแรง ยังจำได้ถึงรสเค็มคาวของเลือดในปาก...แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะทิ้งรอยไว้จนบัดนี้.....ดวงตากลมสบตาคมอย่างหวั่น ๆ ....หรือจะยังเจ็บอยู่... นิ้วเล็กสั่น ๆ ยกขึ้นแตะรอยย่นบนผิวหนังเบา ๆ มือเรียวว่องไวกดนิ้วนั้นไว้กับรอยแผลเป็น ตาคมสบตากลมที่มีแววขลาด


“มันเป็นรอยที่คุณทำไว้...”


“ผม...ขอโทษ...ผมไม่ได้ตั้งใจ...ตอนนั้น..เอ่ออ...” เสียงหวานพูดตะกุกตะกัก กลัวก็กลัวเขินก็เขินเมื่อจะกล่าวถึงเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์ที่เค้าไม่มีวันลืม รอยยิ้มผุดขึ้นบนเรียวปากอิ่ม


“รอยนี่... จุนซูต้องรับผิดชอบ”


“ครับ” เสียงหวานตอบรับเบาแทบไม่ได้ยิน ในสมองมีภาพการถูกทำโทษผุดขึ้นมายิ่งทำให้ใจฝ่อ


“คุณทำเครื่องหมายจองตัวผมเอาไว้แล้ว....ผมรอมาตลอดว่าเมื่อไหร่คุณจะมารับของ ๆ คุณไป” เปลือกตาเรียวเบิกกว้างพยายามแปลคำพูดที่เพิ่งได้ยินว่าหมายความว่ายังไง....คนเจ้าเล่ห์ยิ้มกว้าง


“ก็คุณน่ะสิ....เป็นเจ้าของที่ใจร้ายชะมัด....จองไว้แล้วหลังจากนั้นก็ไม่สนใจใยดี” คนน่ารักทำท่าเหมือนอะไรติดคอ ริมฝีปากบางขมุบขมิบแต่ก็ไม่มีคำพูดหลุดออกมา เรียกรอยยิ้มกว้างขวางบนใบหน้าของคนขี้แกล้ง


“อย่างนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ย”


พูดเสร็จริมฝีปากอิ่มก็ชะโงกฉกหอมจากแก้มผ่องข้างละฟอด ทำเอาคนที่มัวแต่อึ้งกลับไปหน้าแดงอีกรอบ ตาคมเลื่อนชิดดวงตากลมใสจนเห็นประกายระยับในแววตาที่จับจ้องจนไม่อาจเบือนหนีไปไหนได้ ปลายจมูกคมไถเข้ากับสันจมูกมน ริมผีปากทั้งคู่อยู่ห่างแค่แรงขยับ


“ผมพูดจริง ๆ นะ....ตั้งแต่ตอนนั้น...ผมก็เป็นของคุณ.....ผมอดใจไม่คิดถึงคุณไม่ได้แม้แต่วันเดียว” ปลายจมูกคมเลื่อนลงไล้สันกรามริมฝีปากอิ่มจูบผะแผ่วบริเวณผิวละเอียดตามแนวซอกคอหอมกรุ่น


“หลงใหล...คลั่งไคล้” นิ้วเรียวเขยิบขึ้นปลดกระดุมทีละเม็ด ริมฝีปากอิ่มเลื่อนลงประทับจูบตามผิวเนื้อผ่องที่เผยตัวตามสาบเสื้อที่แยกออกแล้วไล่ลึกลงเรื่อย ๆ


“ผมไม่รู้ว่าคุณทำอะไรกับผม....จุนซู.....ร่างกายของผม....หัวใจของผม...”


ร่างเล็ก ๆ แอ่นสะท้านตามแรงจุมพิตเสียงหวานครางขึ้นแผ่ว ๆ มือน้อยสอดเข้าใต้เส้นผมสีเข้มของคนที่ยังคงเพลินกับการสัมผัสผิวนวลเนียนด้วยริมฝีปากของตน ทันทีที่ชายเสื้อทั้งหมดแยกจาก ชายหนุ่มก็ละใบหน้าขึ้นแล้วแทรกตัวระหว่างขาเรียวจนแผ่นท้องแน่นตึงแนบกับหน้าท้องขาวไร้ไขมัน ตาคบสบตากลมใสส่องประกายปรารถนา สองแขนแข็งแรงสอดกระชับรัดร่างนุ่มนิ่มให้เอนแนบตัวแล้วซบใบหน้ากับไหล่ลาดบอบบาง หน้าท้องแนบหน้าท้อง แผ่นอกแนบแผ่นอก เสียงหัวใจสองดวงสอดประสาน วงแขนเรียวโอบรอบต้นคอของชายหนุ่ม ลมหายใจอุ่น ๆ ไล่แนบสันกรามแกร่ง


“ผมอยากจะกอดคุณไว้อย่างนี้.....อยากจะสัมผัส....ไม่ให้มีช่องว่างระหว่างเรา...คุณคิดเหมือนผมมั้ย จุนซู”


“อืมม...” เสียงหวานแผ่วตอบใกล้หูทำให้ริมฝีปากอิ่มยิ้มบาง ๆ ปลายจมูกคมสูดกลิ่นหอมหวานที่ผิวอ่อนนุ่มแถวซอกคอก่อนจะครางออกมาเบา ๆ อย่างพอใจ


“รู้มั้ย...กลิ่นของคุณทำผมคลั่งได้ทุกครั้งเลย...กลิ่นหอม ๆ ใส ๆ หวาน ๆ ....ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม แต่เป็นกลิ่นของคุณ..”


“คุณก็หอม “ เสียงหวาน ๆ ดังอู้อี้ขึ้นทำให้ชายหนุ่มอดที่จะยิ้มกว้างไม่ได้


“ไม่เหมือนกัน....คุณได้กลิ่นของผม....แล้วต้องการผมมั้ยล่ะ” ไม่มีคำตอบแต่ชายหนุ่มก็รู้สึกถึงปลายจมูกมนที่ซุกซนอยู่แถวซอกคอตน....ทำอย่างนี้ผมจะคลั่งตายนะครับจุนซู


“ผมจะทนไม่ไหวแล้วนะครับ....”


จูบแผ่ว ๆ แถวซอกคอยังไม่หยุด ชายหนุ่มสูดหายใจลึกส่วนอ่อนไหวของตนแข็งขึงมาตั้งนานแล้วแต่มันใกล้จะหมดความอดทนเอาตอนที่คนไร้เดียงสามายั่วยวนอย่างตอนนี้ แขนแข็งแรงช้อนบั้นเอวบางและบั้นท้ายของคนที่ยังเพลิดเพลินกับการแกล้งคนอื่นให้ลอยขึ้นจากขอบเตียง แล้วอุ้มพาร่างนุ่มนิ่มแสนเย้ายวนวางประคองไว้กลางเตียง ในทันที ชายหนุ่มก็แนบร่างตนตามติดลงไป ตาคมก้มลงมองตากลมใสที่ช้อนขึ้นมา ประกายตาแวววับหวานเชื่อมสบกัน


ดวงตาสีเข้มแพรวพราวที่มองลงมาแม้จะบ่อยครั้งที่สบตาคู่นี้ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเคย เพราะนอกจากประกายอบอุ่น อ่อนหวาน ที่มีเหมือนทุกครั้งแต่คราวนี้ยังเจือความปรารถนาไว้อย่างไม่ปิดบัง ...แววตาที่เร้าอารมณ์เกินที่จะกล่าว แววตานี้ที่จับจูงเค้าไปในรถไฟคราวนั้น แววตาทรงอำนาจ แสนดึงดูดใจ คนตรงหน้านี้จะรู้มั้ยว่า ถ้าจ้องมองใครด้วยสายตาเช่นนี้ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็คงปฏิเสธความเร่าร้อนในแววตานี้ไม่ได้อย่างแน่นอน แล้วเค้าล่ะเป็นใคร..... ก็แค่แมลงเล็ก ๆ ที่หลงเข้าไปในกับดักแสนอ่อนหวาน ไม่มีแรงแม้จะขัดขืน ที่สำคัญหัวใจก็ไม่ต้องการดิ้นรนหนีไปจากบ่วงนี้แม้แต่น้อย


ใบหน้าคมเลื่อนลงมาซุกไซร้แนบกับแผ่นอกบาง ทิ้งความรู้สึกร้อนผ่าวไว้บนผิวเนียนเป็นทางไปตามที่ริมฝีปากลากผ่าน เด็กหนุ่มได้แต่ปล่อยให้ชายหนุ่มชักนำร่างกายและอารมณ์.....จะไปในทิศทางไหนก็ไม่หวั่นแล้ว....แค่มีคน ๆ นี้เคียงคู่ไปด้วยกัน นรก หรือ สวรรค์ก็จะไป ..... เสียงครางแสนหวานดังขึ้นเป็นระยะเมื่อรู้แน่ว่าคนเบื้องบนมีเจตนาที่จะทรมานตน เสื้อผ้าทั้งคู่ถูกเปลื้องออกอย่างไม่ใส่ใจ ร่างเล็กบอบบางถูกจุมพิตไปทั่วตัวทุกตารางนิ้ว แทบไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ริมฝีปากอิ่มไม่ได้สัมผัส ไล้เลีย แต่บนผิวเนียนผุดผ่องก็ไม่ได้เกิดร่องรอยใด ๆ ไว้บอกถึงความต้องการที่จะทะนุถนอมคนเบื้องล่างได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มเลื่อนใบหน้าขึ้นกระซิบแนบกับใบหูบอบบางเสียงสั่นพร่า


“เป็นของผมนะ ”


ไม่รอคำตอบ นิ้วเรียวค่อย ๆ สอดแทรกช่องทางด้านหลัง ขยับกระตุ้นอารมณ์ เรียกเสียงครางหวานแหบพร่าให้ดังได้อีกละลอก ชายหนุ่มผงกตัวขึ้นสบตากลมใสเฝ้าดูใบหน้าน่ารักที่แสดงความรู้สึกออกมา นิ้วเรียวยังขยับชักจูง ดวงหน้าใสส่ายไปมาบนหมอนจนผมกระจาย จนเห็นว่าคนเบื้องล่างทวีความต้องการจนใกล้จะถึงจุดของความทรมาน ร่างเพรียวจึงเลื่อนตัวลง ดึงนิ้วออกและแทนที่ด้วยสัดส่วนแข็งแกร่งของตนอย่างเชื่องช้า ดวงตาสองคู่สบกันไม่มีใครหลบ สะโพกเพรียวขยับแทรกร่างเข้าไปทีละนิดจนร่างบอบบางรับร่างกายของเค้าเข้าไปจนหมด ความอ่อนนุ่มคับแน่นทำให้ชายหนุ่มต้องกัดฟันเพื่อยับยั้งความต้องการที่จะกระแทกร่างรุนแรง แต่สำหรับคน ๆ นี้เค้าทำเช่นนั้นไม่ได้ ชายหนุ่มจับยกเรียวขาขาวให้พันรอบสะโพกตน ก่อนจะขยับเข้าออกช้า ๆ


“เจ็บหน่อยนะจุนซู...”


สิ่งแปลกปลอมที่กำลังสอดแทรกอยู่ภายในร่างกายทำให้เด็กหนุ่มหลุดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บ มือเล็กที่โอบรอบบ่ากว้าง เผลอจิกเล็บลงไปเพื่อระบายความรู้สึก แต่สักพักก็แปรเป็นเสียงครางด้วยความเสียวซ่าน มืออุ่นที่กอบกุมสัดส่วนด้านหน้าเคลื่อนไหวรวดเร็วเพื่อให้ร่างเล็กได้ผ่อนคลาย ประกอบกับจังหวะของร่างที่กระทบถูกจุดอ่อนไหวภายในกายตน ทำให้เด็กหนุ่มตอบสนองการเคลื่อนไหวของคนเบื้องบนอย่างไม่รู้ตัว สะโพกบางขยับรับการกระแทกเร่งเร้า นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มขยับถี่เร็ว


ตาคมสบตาเรียวหรี่ปรือแล้วช้อนร่างบอบบางขึ้นมาให้เป็นฝ่ายนำ เปลือกตาเรียวเบิกกว้างอย่างตกใจ แต่อุ้งมือใหญ่ที่กระชับแนบบั้นท้ายคอยบอกจังหวะ ไม่ช้าเอวบางก็ขยับเคลื่อนไหวเข้ากับการสวนกระแทกของสะโพกเพรียว ส่วนอ่อนไหวเสียดสีกับแผ่นท้องตึงแน่นยิ่งเร้าอารมณ์ของเด็กหนุ่ม แผ่นอกบอบบางขยับแนบกับแผ่นอกแข็งแรง สองแขนเรียวโอบรัดบ่ากว้าง ร่างกายส่วนบนของทั้งคู่แทบไม่มีช่องว่าง มือเรียวข้างหนึ่งยึดศีรษะด้านหลังของเด็กหนุ่มไว้แน่นก่อนจะกดริมฝีปากแนบกับกลีบปากบาง จูบรุนแรงคลั่งไคล้ ปรารถนาจะกลืนกินทุกอย่างของร่างนี้ ชายหนุ่มปล่อยริมฝีปากบางให้เป็นอิสระ กระซิบแนบกับกลีบปากบางเสียงพร่า


“จุนซู....พูดชื่อผมหน่อย .....ผม.....อยากได้ยิน”


“อื้อ....ยู..ยูชอน...” เสียงหวานตอบรับความต้องการของชายหนุ่มแต่โดยดี แววตาหวานปรือปรอยสบตาคมกรุ่นด้วยความปรารถนา ก่อนที่เจ้าของเสียงอ่อนหวานจะเอ่ยบางคำที่ทำให้ชายหนุ่มแทบคลั่งตาย


“คุณเป็นของผม...ยูชอน....เป็นของผม”


ริมฝีปากอิ่มจู่โจมกลีบปากบางเป็นคำตอบ ชายหนุ่มแทบอยากตะโกนออกไปว่าเค้าเป็นของคิมจุนซูหมดทั้งตัวและหัวใจมาตั้งนานแล้ว เหลือแต่คำตอบรับของคนใจแข็งคนนี้เท่านั้น.....กล้ามเนื้ออ่อนนุ่มกระตุกถี่บอกว่าร่างบอบบางเบื้องบนใกล้จะถึงที่สุดเต็มที ชายหนุ่มโอบบั้นท้ายมนของคนบนตักขยับรัวเร็ว หวังจะไปให้ถึงปลายทางพร้อมกัน สองร่างขยับประสานเร่งเร้าก่อนจะกระตุกรุนแรง ความปรารถนาถูกปลดปล่อย สองแขนแข็งแรงรัดร่างบอบบางจนแทบจะกลืนหายเข้าไปในกายตน พอ ๆ กับเรียวแขนเล็กที่รัดรอบบ่ากว้างราวกับกลัวว่าคนตรงหน้าจะหนีหาย สองร่างสั่นสะท้านหอบฮักอยู่ในอ้อมแขนของกันและกัน


มือเรียวลูบแผ่นหลังบอบบางช้า ๆ ก่อนจะถอดถอนกายออกแล้วประคองให้ร่างในอ้อมแขนนอนลงกับที่นอน ริมฝีปากอิ่มจูบซับเหงื่อบนหน้าผากมนเกลี้ยงเกลา ชายหนุ่มนอนตะแคงอยู่เคียงข้างร่างที่ดูเหมือนจะหมดสติไป นิ้วเรียวปัดเส้นผมที่ละใบหน้าน่ารักออกให้ ดวงตาคมจับจ้องอยู่แต่ใบหน้าหวาน ราวกับไม่รู้จักพอที่จะจ้องมองคน ๆ นี้ ริมฝีปากอิ่มเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม....ความสุข....อย่างที่สุด....เป็นอย่างนี้นี่เอง เปลือกตาเรียวค่อย ๆ กระพริบเปิดช้า ๆ มือเรียวไล้ไปตามใบหน้าน่ารัก


“เหนื่อยมั้ย....เดี๋ยวผมไปหาอะไรมาให้ทานนะ....นมดีมั้ย” คำตอบเป็นการส่ายหน้าปฏิเสธ ชายหนุ่มยังไม่ยอมแพ้


“หรือจะเป็นน้ำผลไม้.....ถ้าจะกินหนักกว่านี้ผมขอไปดูเสบียงในตู้เย็นก่อนนะ...อืม..มันพอทำสปาเก็ตตี้ของโปรดคุณได้แหละ” ใบหน้าน่ารักยังส่ายไปมา


“หรือว่าจะโทรไปสั่งพิซซ่าดี....แถวนี้เค้ามาส่งไม่ช้าหรอก....จุนซูชอบหน้าฮาวายเอี้ยนใช่มั้ย”


“ทำไมต้องเอาใจผมขนาดนี้” เสียงแผ่วหวานถามคนตรงหน้าที่ดูท่าจะไม่หยุดวางแผนอาหารมื้อดึก


“ก็ผมชอบให้คุณมีความสุข ได้ดูแลให้คนรักมีความสุข ผมก็ยิ่งมีความสุข”


“คนรัก..... หมายถึงใครกันครับ.....ใครรักคุณ ?”


เสียงใส ๆ ที่เอ่ยคำพูดไม่ใยดีนั้น ทำให้อีกคนหุบยิ้มลงทันควัน ดวงตาทอประกายความสุขเมื่อกี้พลันแสดงความเจ็บปวดออกมาแจ่มชัด ร่างเพรียวลุกขึ้นแล้วทำท่าจะจากไป ทำให้เด็กหนุ่มใจหายวาบ มือเล็กคว้ามือคนตัวโตเอาไว้ได้ทัน


“ยูชอน....” เสียงหวานดังออดอ้อน เมื่อรู้สึกตัวว่าได้ทำร้ายจิตใจคนตัวโตขี้ใจน้อยเข้าให้แล้ว


“ผมไม่ต้องการ....” เสียงทุ้มดังขึ้นแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน จนเด็กหนุ่มต้องเอ่ยถาม


“อะไรนะครับ ?”


“ผมไม่ต้องการความสงสาร ไม่ต้องการความหวังดี” แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงอย่างถือดี แต่ก็ยังไม่ยอมหันกลับมา


“ผมรอคุณได้นะจุนซู....นานแค่ไหนก็รอได้....ให้คุณรักผมตอบ.....แต่ได้โปรด...อย่ามอบตัวคุณให้ผมเพราะสงสาร”


“ยูชอน....ผม...ไม่” ร่างเพรียวเบื้องหน้าทำท่าจะลุกหนี ทำให้เด็กหนุ่มรีบคว้ากอดรอบแผ่นหลังกว้างเอาไว้แนบแน่น แล้วรีบพูดอธิบายเร็วปรื๋อจนลิ้นแทบจะพันกันด้วยกลัวว่าคนตรงหน้าจะหนีหายไปจากชีวิต


“อย่าไปไหนนะ....ผมไม่ให้ไป.....อย่าไปจากผมเลยนะ....ผมล้อเล่น....ไม่ได้อยากให้คุณเสียใจ....ผมขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ” แผ่นหลังแข็งทื่อยังไม่ยอมขยับ ร่างเล็ก ๆ ที่เกาะแนบค่อย ๆ ชะโงกหน้าจุมพิตแก้มป่อง ๆ ของคนที่ยังนิ่งเฉย


“ถ้าคุณไปแล้วผมจะทำยังไง จะอยู่ยังไงล่ะ ยูชอน... สงสารผมบ้างมั้ย....คุณเอาหัวใจของผมไป....แล้วผมจะอยู่ยังไง....ผมไม่ได้ยอมคุณเพราะผมสงสาร....ผม...รักคุณนะ..ยูชอน”


แทบจะในทันที วงแขนแข็งแรงตวัดร่างที่พิงอยู่ด้านหลังมากอดเอาไว้ซะแน่น....ทำเอาคนโดนเหวี่ยงเข้าไปในอ้อมแขนตกใจจนหน้าเหวอ แล้วพอสบตาคมระยิบระยับ ก็พลันรู้ตัวว่าถูกหลอก กำปั้นเล็ก ๆ ยกขึ้นทุบไหล่คนเจ้าเล่ห์ไม่เบานัก


“หลอกเหรอ...โหยยย...ไอ้เราก็นึกว่าจะร้องไห้....คนอะไรร้ายชะมัด” แต่ดูเหมือนคนเจ้าเล่ห์จะหยุดยิ้มไม่ได้ซะแล้ว ริมฝีปากอิ่มยิ้มกว้าง ดวงตาส่องประกายแห่งความสุขชัดเจน


“เสมอกันไง”


“เสมอไงอะ....รู้มั้ยว่าใจแป้วเลยนึกว่าจะไปจริง ๆ“


“ก็..ผมรักจุนซู แล้วจุนซูก็รักผม...อย่างนี้ไม่เรียกเสมอเหรอ”


“อืมมม....เสมอก็ได้” วงแขนอุ่นรัดร่างบอบบางแนบแน่น....ในที่สุด...


จริงอยู่ ความปรารถนา...อาจจะเกิดได้ทุกที่.....แต่เพียงที่เดียวที่ผมต้องการ....คือหัวใจของคุณ....






 

Create Date : 20 กันยายน 2551
Last Update : 8 พฤษภาคม 2552 0:46:55 น.  

[SF] Rush hours



คำเตือน

1.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการอันเพลิดแพร้วของเจ๊

2.เรื่องนี้เป็นเรื่องแนวชายรักชาย ใครรับไม่ได้คลิกปุ่มกากบาทมุมขวาบนเลยจ๊ะ

3.เนื่องจากบ็อกนี้เป็นบ็อกของเจ๊ (ก็แน่อยู่แล้วเจ๊บ๊องหรือเปล่า) ดังนั้นคู่ที่เจ๊เขียนย่อมเป็นคู่ที่เจ๊โปรดอย่างแน่นอน ใครไม่ชอบคู่นี้ก็ทำใจนิดนะจ๊ะ

4.ห้ามคัดลอกหรือกระทำใดๆที่ขัดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด แต่ถ้าติดใจลิงค์มาได้นะ เจ๊ไม่ถือ


........................................


Title: Rush hours

Author: midnight train

Couple: Yoosu

Rate: NC

……………………………………


Talk: แด่สองสาว อุ้ม และ จูน ...แม้ไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่ก็ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ขอบคุณยูชอน และ จุนซู ที่ทำให้เราได้รู้จักกัน....สุขสันต์วันเกิดค่ะ



คำเตือน : ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง ไม่มีส่วนใดของเนื้อหาที่สามารถเทียบเคียงกับความเป็นจริง ดังนั้น ห้าม ถือเป็นจริงเป็นจังในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และ ฟิคเรื่องนี้ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน....ถ้าไม่มีผู้ปกครองแนะนำ... โดยเฉพาะผู้ปกครองที่นิยมวาย...ควรแนะนำเยาวชนด้วยความระมัดระวัง


ฟิคเรื่องนี้มีฉากที่....ล่อแหลม และ การกระทำที่ไม่เหมาะสม...ดังนั้น...ห้ามเลียนแบบโดยเด็ดขาด... ผู้แต่งไม่ขอรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น .... 500 บาท ตัวใครตัวมัน อายุต่ำว่า 15 ปี ปรับ 10,000 บาท จำคุก 5 ปีนะเออ








..........................................


ความปรารถนา....เกิดขึ้นได้ทุกที่....


................


......


ชายหนุ่มในเสื้อโค้ทสีดำในมือถือกระเป๋าเอกสารหนังสีเข้ากันกับเสื้อโค้ท ชะเง้อมองรถไฟเที่ยวที่กำลังจะเข้ามาเทียบท่า ผู้คนนับร้อยรอบตัวก็มีกิริยาไม่ต่างกัน รถไฟเที่ยวนี้มักจะแน่นเอี๊ยดเป็นประจำ เพราะช่วงเวลาหลังเลิกงานเช่นนี้ใครก็อยากจะกลับบ้านเร็ว ๆ ด้วยกันทั้งนั้น


รถไฟเข้าเทียบชานชาลาชายในเสื้อโค้ทสีดำรีบรุดก้าวเข้าไปทันทีที่ประตูไฟฟ้าเปิดออก อาศัยช่วงขาที่ยาวและร่างกายเพรียวแข็งแรงแทรกตัวเข้าไปภายใน เป็นอย่างที่คาดไว้ ไม่เหลือที่นั่งแต่ยังพอหาที่ยืนเหมาะ ๆ ได้ ชายหนุ่มกวาดสายตาจนไปพบที่ว่างที่อยู่ติดกับประตูด้านที่ปิดไว้ จึงก้าวยาว ๆ เข้าไปยืนตรงนั้น มือข้างที่ว่างฉวยเสาค้ำด้านข้างเอาไว้เป็นหลัก เหลือบมองคนที่นั่งริมสุด เป็นหญิงชรากำลังหลับพิงพลาสติกใสที่คั่นระหว่างช่วงที่นั่งกับประตูอย่างมีความสุข...ท่าอย่างนี้คงนั่งยาว


รถไฟจอดที่สถานีอีกครั้ง กลุ่มคนกรูกันเข้ามาทำให้ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ติดกันเสียหลักเซกระแทกร่างเพรียวที่พยายามยึดเสาเอาไว้ แต่คนจำนวนมหาศาลที่ทยอยกันเข้ามาทำให้จำต้องถอยไปด้านหลัง...


“โอ๊ะ! ขอโทษครับ”


รีบกล่าวขออภัยเมื่อแผ่นหลังไปชนคนที่ยืนอยู่ติดกัน หันไปมองเป็นเด็กหนุ่มในเสื้อโค้ทสีครีมยืนเกาะประตูอยู่ แต่กระจกใสด้านบนของประตูที่ปิดสนิทก็สะท้อนให้เห็นใบหน้าของเจ้าของเสื้อสีครีม เงาราง ๆ ในกระจกยิ้มให้อย่างเข้าใจในอุบัติเหตุครั้งนี้ ชายหนุ่มยิ้มตอบ ตอนนี้ในขบวนรถไฟแน่นขนัด คนมากมายเบียดเสียดเยียดยัดอยู่ในนี้ กลิ่นเหงื่อ กลิ่นบุหรี่จาง ๆ แม้แต่กลิ่นอาหารที่แม่บ้านบางคนหอบหิ้วมา ทุกอย่างที่ว่ากระจายอยู่ในอากาศ


เจ้าของร่างเพรียวลอบถอนหายใจ บริการสาธารณะก็เช่นนี้ ถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่าคนเหล่านี้ก็คงไม่มายืนอัดกันแน่นในนี้หรอก ตัวเค้าเองก็เช่นเดียวกัน ด้วยภาวะน้ำมันแพงจึงเลือกที่จะจอดรถยนต์ไว้ที่สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้บ้านที่สุดแล้วค่อยใช้บริการขนส่งสาธารณะ เพื่อน ๆ ค่อนขอดว่าเค้าประหยัดโดยใช่เหตุ เค้าได้แต่ยิ้มน้อย ๆ จริงอยู่น้ำมันแพงขึ้นมากแต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เค้าลำบาก แต่ก็อยากจะช่วยลดโลกร้อนไปกับการรณรงค์ตอนนี้บ้าง แล้วเป็นไงล่ะ ปาร์คยูชอน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่หนุ่มที่สุดเท่าที่บริษัทเคยมี ต้องมาผจญกับภาวะแออัดยัดเยียดราวกับปลากระป๋องในรถไฟใต้ดิน


อีกหลายสถานีกว่าจะถึงจุดหมายตาคมจึงเหลือบมองทางนู้นทางนี้อย่างสนใจ แต่ก็ไม่มีสิ่งไหนดึงดูดสายตาได้ เด็กนักเรียนยืนคุยกันอย่างสนุก ชายวัยกลางคนหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน คนทำงานอยู่ในโลกส่วนตัวกับหูฟัง แม่บ้านนั่งหลับ แล้วก็ตวัดหันไปมองวิวภายนอกบ้าง และสิ่งที่สะดุดสายตาก็คือใบหน้าน่ารักของคนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง เด็กหนุ่มในเสื้อโค้ทสีครีมที่เมื่อครู่เค้าถอยไปชนโดยบังเอิญ เงาที่สะท้อนจากกระจกเผยให้เห็นตาเรียวใสที่เหม่อมองออกไปเบื้องนอก จมูกโด่งมน และ ริมฝีปากบางสีอ่อนน่าแตะต้อง เมื่อพินิจดูใบหน้านั้นดีดีแทบไม่อยากจะเชื่อว่านี่เป็นใบหน้าของเด็กผู้ชาย


อาจเพราะใบหน้าที่ดึงดูดใจทำให้อยากจะพิจารณาให้นานกว่านั้นทำให้ชายหนุ่มค่อย ๆ หมุนตัวกลับอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้กระทบกับคนรอบข้าง แม้จะยากอยู่ซักหน่อยแต่มันก็ไม่เกินความสามารถ ในที่สุดกระจกบนบานประตูที่ทีแรกสะท้อนให้เห็นเพียงใบหน้าน่ารัก บัดนี้ถัดไปด้านหลังมีใบหน้าคมของชายหนุ่มอีกคนที่เหลือบลงมองความน่ารักนั้นอย่างสนใจ


ขณะที่กำลังก้มลงมองคนที่ไม่รู้ตัว รถไฟก็จอดลงที่สถานี มีการเคลื่อนไหวมากมายในตู้โดยสาร ทั้งคนที่ต้องการจะออก และคนที่ต้องการจะเข้า ความชุลมุนย่อย ๆ เกิดขึ้น ลุงขี้เมาด้านข้างเบียดเข้ามาใกล้ กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง เจ้าของเสื้อโค้ทสีครีมถอยหนีโดยอัตโนมัติแต่ก็ติดแผ่นพลาสติกใสด้านข้างที่คั่นระหว่างที่นั่งและทางเดิน ชายหนุ่มด้านหลังยื่นแขนออกมากั้นระหว่างชายขี้เมาและร่างบอบบาง มือเรียวท้าวประตูใกล้กับมือเล็กที่เกาะอยู่ก่อนหน้านั้น ตาเรียวที่สะท้อนในกระจกสบกับตาคมที่มองอยู่ก่อนหน้านั้น เจ้าของใบหน้าน่ารักยิ้มหวานและก้มศีรษะให้อย่างจะขอบคุณกับท่าทีปกป้อง ชายเบื้องหลังยกริมฝีปากอิ่มเป็นยิ้มบาง ๆ ราวกลับจะสื่อว่าไม่เป็นไร


รถไฟใต้ดินแล่นไปราวยี่สิบนาที เด็กหนุ่มในเสื้อโค้ดสีครีมก็ขยับตัวหันหลัง คงใกล้ถึงสถานีที่จะลง ชายร่างสูงเบื้องหลังจึงเปิดทางให้เด็กหนุ่ม ที่ก่อนจะเดินละไปยังหันมายิ้มและก้มศีรษะให้อีกครั้ง ท่าทางเช่นนั้นช่างน่ารักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของผู้ที่ได้รับมันมาโดยตรง ... จะมีโอกาสได้เจอกันอีกมั้ย...


..............................


ทันทีที่ประตูรถไฟใต้ดินเปิด เจ้าของตาคมก็ชะเง้อมองไปที่หน้าประตูฝั่งที่ปิดแล้วริมฝีปากอิ่มก็ยกยิ้มอย่างยินดี เมื่อพบชายเสื้อโค้ทสีครีมอยู่ลิบ ๆ ร่างเพรียวเจ้าของเสื้อโค้ทสีเข้ม ค่อย ๆ แทรกผู้คนเข้าไปจนหยุดอยู่เบื้องหลังเจ้าของเสื้อโค้ทสีอ่อน ตาเรียวที่สะท้อนจากแผ่นกระจกส่งประกายจากรอยยิ้มที่เกิดขึ้นเหมือนจะเอ่ยยินดีที่ได้พบ พร้อม ๆ กับริมฝีปากอิ่มของคนเบื้องหลังพลันยิ้มกว้างจากความรู้สึกเดียวกัน


แต่กลุ่มคนที่ทยอยตามชายร่างสูงเข้ามาก็เบียดเสียดเพื่อหาที่ว่างจนสภาพภายในโบกี้ที่เมื่อครู่ยังพอมีที่หลวม ๆ เพื่อให้ยืนได้อย่างสบาย บัดนี้ที่จะให้วางเท้าแทบไม่มี คลื่นมนุษย์เบียดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้จะแข็งแรงแค่ไหน ก็ยังไม่อาจทานแรงนั้นได้ ร่างในเสื้อโค้ทสีดำก็เช่นเดียวกัน แม้จะฝืนต้านกลุ่มคนที่เบียดเข้ามา แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถที่จะยืนนิ่งอยู่ได้ต่อ จำต้องเคลื่อนที่ไปเบื้องหน้าซึ่งก็คือร่างบอบบางที่ยืนหันหลังอยู่ชิดประตู ด้วยความรวดเร็วมือเรียวดึงรั้งร่างด้านหน้ามาไว้แนบอก เพื่อกันไม่ให้เจ้าของร่างต้องถูกบดตามแรงเบียดของกลุ่มคนที่ดึงดันเข้ามา แขนอีกข้างที่ใช้หนีบกระเป๋าก็กั้นตัวเองและคนในวงแขนไว้กับประตู ถ้าไม่ทำเช่นนั้น รับรองได้ว่าทั้งตัวเองและร่างเล็กบอบบางในอ้อมแขนตอนนี้ต้องถูกอัดติดกับประตูเป็นแน่แท้


มือเล็กดึงกระเป๋าหนังสีดำที่ชายหนุ่มหนีบเอาไว้มาถือให้ เงาในกระจกบนประตูสะท้อนให้เห็นใบหน้าคมที่แม้จะล้าจากการต้านแรงเบียดจากด้านหลัง แต่ก็ยังยิ้มบาง ๆ ตอบกลับให้เจ้าของใบหน้าน่ารัก ประตูอัตโนมัติปิดลงรถไฟค่อยเคลื่อน คนที่เบียดแน่นเมื่อครู่ต่างก็ขยับเพื่อให้ตนยืนได้อย่างสบายขึ้น ชายหนุ่มเจ้าของเสื้อสีเข้มก็เช่นเดียวกัน แต่อาจเพราะตำแหน่งที่ยืนอยู่ชิดด้านข้างตัวรถทำให้แทนที่จะถอยออกไปได้บ้าง กลับถูกคนเบื้องหลังดันจนร่างกายสุดที่จะฝืนต้องเบียดร่างบอบบาง ถึงแม้จะพยายามใช้แขนข้างที่โอบคนตัวเล็กขืนเพื่อให้เหลือพื้นที่หายใจบ้างแต่ก็ทำได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย...วันนี้แทบทั้งวันก็เครียดจากการที่เลขาฯ ขอลายาวจนตารางงานทุกอย่างปั่นป่วน ถึงขนาดไปทุบโต๊ะผู้จัดการฝ่ายบุคคลว่าเลขา ฯ คนต่อไปของเค้าขอที่ไม่ต้องลาคลอด....แค่นึกก็หงุดหงิด... สะบัดศีรษะเพื่อปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป ปลายจมูกเคลียเข้ากับเส้นผมนุ่มสลวย.....กลิ่นหอมอ่อน ๆ รวยริน...


ทันทีที่...กลิ่นหอมหวานนั้นแล่นเข้ากระทบกับประสาทรับรู้......อาจเพราะความอ่อนล้า อาจเพราะร่างกายที่เครียดจนถึงขีดสุด....สมองที่เหมือนขดเชือกมัดเป็นเกลียวแน่น....ถูกปลดปล่อย....


ร่างกายค่อย ๆ ตื่นตัวราวกับมีความคิดของมันเอง ทั้งส่วนที่แนบสนิทกับสะโพกโค้งมนเพราะความแน่นขนัด....มือที่รั้งร่างบอบบางให้แนบชิดด้วยเจตนาดี....ร่างกายของเค้ามัน.....


เด็กหนุ่มถอนใจเหลือบลงมองแขนแข็งแกร่งที่โอบเค้าไว้ราวกับป้องกันภัยดูก็รู้ว่าพยายามฝืนแรงดันจากทางเบื้องหลังไว้เต็มที่ ร่างที่ตอนนี้ถูกเบียดจนแผ่นหลังแทบจะกลืนกับแผ่นอกแข็งแกร่ง ติดเพียงแต่ว่ายังมีเสื้อผ้ากั้นขวางอยู่....ทว่าไม่ได้ให้ความรู้สึกคุกคามแต่อย่างใด กลับทำให้อุ่นใจอยู่เงียบๆ เหมือนชายร่างสูงผู้นี้เป็นดั่งผู้พิทักษ์....เด็กหนุ่มค่อยๆ อิงไปทางเบื้องหลัง อย่างไว้ใจ ... เปลือกตาเรียวหลับลงช้า ๆ ...สัมผัสลมหายใจอุ่นแผ่วใกล้ขมับ....


แต่...ผิวอ่อน ๆ เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจอุ่นร้อน... .เชื่องช้า...จนแทบไม่รู้สึก...ลมร้อนผ่าวค่อย ๆ เคลียไล่ลงมาตามแนวผิวแก้ม ปลายจมูกโด่งปัดเฉียดกับขมับและผิวเนื้ออ่อน....มือที่เกาะอยู่ที่แนวเอว...ไม่ได้อยู่นิ่งดังเดิม....และ บางอย่างที่ดุนดันแนบกับบั้นท้าย...ตาเรียวลืมขึ้นแล้วก็พบสายตาที่จับจ้องอยู่ก่อนสะท้อนจากกระจก...แววตาคมที่บัดนี้ต่างไปจากเดิม...แววตาที่ยึดไม่ให้ถอนสายตาไปได้...ความร้อนเร้นลึกเผยขึ้นในนั้น...


ตาคมชำเลืองแลดวงตาเรียวที่เหลือบมองตามเงาสะท้อน....รับรู้....ทุกการสัมผัส....ริมฝีปากอิ่มปัดแผ่ว ๆ ที่ใบหูนิ่มทำให้ขนอ่อนตั้งชัน ...ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่...มือเรียวเลื่อนสอดระหว่างกระเป๋าหนังที่คนตัวเล็กถือไว้แนบอกขึ้นมาแตะผิวขาวผ่องบริเวณลำคอ...ปลายนิ้วสัมผัสผิวบอบบางแผ่วเบา...ตายังจับจ้อง....ผิวไวต่อการสัมผัสค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอย่างน่าดู แก้มใสขึ้นสีระเรื่อ...ลำคอระหงแหงนเงยพิงบ่ากว้างโดยอัตโนมัติ.....นิ้วช่ำชองไล่ไปตามแนวผิวอ่อนนุ่ม...เลยหายเข้าไปใต้ปกเสื้อเชิ้ตสีหวานตัวในที่โผล่พ้นแนวขอบโค้ทสีครีม....ภาพในกระจกส่องให้เห็นการเดินทางของมันเพียงแค่นั้น.....แต่คนทั้งคู่ก็รู้....รู้ว่า...ปลายนิ้วหยุดลงที่ไหน.... ชีพจรที่อยู่ภายใต้แอ่งเล็ก ๆ ที่ปลายนิ้วกดแนบเต้นเร่า....


สิ่งที่สะท้อนให้เห็นเบื้องหน้า....และความร้อนผ่าวทางผิวสัมผัส ยากที่จะปฏิเสธว่ามันช่างเร้าความรู้สึก ก้อนเนื้อในอกขยับเป็นจังหวะหนัก ๆ....ริมฝีปากบางเผยอน้อย ๆ ราวกับจะเอ่ยคำพูด...ปฏิเสธน่ะหรือ....แต่แก้วตาใสปรือปรอยไม่ได้บอกเช่นนั้น.....สิ่งที่ไม่เคยคุ้นจุดขึ้นในใจช้า ๆ ...ความปรารถนา....มันจะพาไปทิศทางไหน...


ร่างที่อ่อนแรงในอ้อมแขนกับแววตาที่เห็นนั้น...ทำให้อดที่จะเข้าข้างตัวเองไม่ได้...ริมฝีปากอิ่มย่ามใจก้มลงขบเม้มใบหูบาง...มือละจากซอกคอขาวไล้เลื้อยนิ้วเรียวแทรกสอดเข้าไปตามแนวรอยแยกระหว่างสาบเสื้อสีครีม....ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อผ้าฝ้ายของเชิ้ตตัวในทว่าไม่ได้ล่วงล้ำลึกเข้าไปกลับปัดเย้าหยอกผ่านผืนผ้าจนรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แข็งขึงขึ้นมาใต้เรียวนิ้ว...ปลายลิ้นร้อนลากไล้ผิวอ่อน ริมฝีปากอิ่มงับติ่งหูน้อย ๆ ที่บัดนี้แดงจัด....แขนที่ท้าวกั้นไว้กับประตูเพื่อยันแรงเบียดเมื่อแรกกระหวัดร่างในอ้อมแขน แล้วใช้ไหล่กว้างยันกับบานประตูที่ปิดสนิทเพื่อต้านแรงเบียดแทน ทำให้พื้นที่ตรงนั้นกลายเป็นมุมอับที่ชายหนุ่มใช้แผ่นหลังบังทุกกิริยาถ้าเกิดมีสายตาของใครกวาดผ่าน....


ภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นตาเรียวที่คลอคลองไปด้วยน้ำใสราวกับจะร้องขอ....มือเล็กกำขอบกระเป๋าที่กระชับไว้แนบอกแน่นจิกเล็บเข้ากับหนังสีดำมันลื่นราวกับการทำเช่นนั้นจะช่วยระงับความรู้สึกทั้งมวลที่พลุ่งพล่านให้สงบลงได้....ริมฝีปากบางถูกแนวฟันคมของเจ้าตัวกัดไว้เพื่อกั้นเสียงแม้กระนั้นก็ยังเล็ดลอดเสียงสะอื้นแผ่วหวิว ร่างกายถูกชักนำจากร่างที่โอบกอดแนบสนิท.... เคล้าเคลียทีละนิด...ไม่โจ่งแจ้ง...ทว่าแจ่มชัด...ความรู้สึกแปลกใหม่เร้าอารมณ์จนเด็กหนุ่มแทบจะหมดความอดกลั้น ร่างที่นิ่งเฉยตั้งแต่ต้นขยับจะดิ้น แต่อ้อมแขนที่ปกปักบัดนี้กลายเป็นกรงแข็งแกร่ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นปิดริมฝีปากบางทันควัน ชายหนุ่มกระซิบเสียงพร่าแนบใบหูบาง พร้อมทั้งไถปลายจมูกกับแก้มนุ่ม


“ผะ..ผมขอโทษ....แต่ผม...หยุด...ไม่ได้แล้ว...”


สะโพกเพรียวเบียดคลึงส่วนที่ตื่นตัวเต็มที่เข้ากับบั้นท้ายตึงแน่นอย่างแช่มช้า....จากเจตนาที่เพียงแค่จะเย้า...บัดนี้ แม้แต่ตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าจะหยุดมันได้ไหม...


มือเรียวละลงจากเบื้องบนลากน้ำหนักตามทางแล้วสอดผ่านชายที่ทบกันของเนื้อผ้าสีครีม...แตะถูกผ้าเนื้อหนา...แต่ก็ไม่ใส่ใจ....สิ่งที่นูนดุนขึ้นมาอย่างรู้สึกได้นั่นต่างหากที่เป็นจุดหมายในการนี้....ปลายนิ้วสะกิดซิปลงแล้วแทรกสอดสัมผัสความร้อนเร่าที่ขยายตัวเบียดแน่นชั้นในผ้าเนื้อบางที่กั้นไว้....แตะส่วนปลายปริ่มน้ำแล้วกดน้อย ๆ ทักทาย... สัมผัส...อุ้งมือกอบกุม...ขยับ....จากเชื่องช้า....ค่อยๆ เพิ่มจังหวะทีละนิด... ภาพในกระจกส่องให้เห็นเพียงดวงตาเรียวที่เบิกกว้างอย่างตระหนก แต่เพียงครู่ก็หรี่ปรือประกายในดวงตาค่อย ๆ อ่อนเชื่อม...ไม่ต่างจากแววตาคมที่จับจ้องอยู่เลยแม้แต่นิด...


เด็กหนุ่มหลุดจากสัมปชัญญะ....ทั้งการเร่งเร้าของอุ้งมือจาบจ้วง...ส่วนดึงดันคลึงเคล้าเบียดแนบ....ลมหายใจร้อนผ่าวที่ซุกไซร้...แล้วยัง...เสียง...เสียงแผ่วหวาน แหบ พร่า ไม่เป็นคำ..แต่แสนเร่าร้อนริมหูคอยชักจูงให้จิตใจกระเจิดกระเจิง...ทุกอย่างรุมเร้าเรียวขาสั่นเทาที่ยังประคองร่างอยู่ได้ก็เพราะวงแขนที่รัดแนบแน่น ริมฝีปากที่ถูกมือเรียวปิดไว้เผยออ้า...แต่ทำได้แค่สะอื้นฮัก ทั้งร่างสั่นเทาอย่างน่าสงสาร ตาคมที่จับจ้องไม่ได้ละเลยกิริยานั้น....ปลายนิ้วค่อยแทรกผ่านกลีบปากบางที่เผยอน้อย ๆ ผ่านแนวฟัน แตะพันลิ้นอ่อนนุ่ม...เด็กหนุ่มเผลอไผล เพลิดไปกับการกระตุ้นเร้า เรียวลิ้นกระหวัดรัดตอบกลับ กลีบปากบางเม้มดูดสิ่งแปลกปลอมหวังเพื่อแค่จะระบายความรู้สึกที่ทวีขึ้นในร่างกายจนสุดกลั้น...


ชายหนุ่มเร่งจังหวะมือเมื่อเห็นร่างในอ้อมแขนใกล้จะถึงที่สุด...ตัวเค้าเองก็ทรมานกับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นทุกวินาที ...วงแขนรัดร่างแบบบางแนบชิดแทบจะเป็นเนื้อเดียวบดเบียดแก่นกายแกร่งเข้ากับบั้นท้ายกลมกลึง....ร่างเล็กบางสั่นระริกก่อนจะกระตุกรุนแรง ชายหนุ่มตะครุบปิดริมฝีปากบางไว้แน่นมีเพียงเสียงคราวแผ่วหวิวที่รอดออกมาเล็กน้อย...อุ้งมือที่กอบกุมเต็มไปด้วยของเหลวอุ่นร้อน ...ร่างอ่อนปวกเปียกพิงแนบแผ่นอกกว้างอย่างไร้เรี่ยวแรง...แผ่นอกบางสะท้านไหว ราวกับไปวิ่งระยะไกลมากระนั้น... นิ้วคล่องแคล่วจัดการเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วหมุนร่างเล็กให้หันเข้าอิงกับแผ่นอกตน ... ฉวยกระเป๋าหนังจากนิ้วไม่มั่นคงมาถือไว้ซะเอง....ริมฝีปากอิ่มปัดผ่านหน้าผากเนียนชื้นเหงื่อเร็ว ๆ ก่อนจะพยุงร่างปวกเปียกให้กระชับ...ตัวเค้าเองก็ทนอดกลั้นไม่ไหวแล้ว


“ขอทางหน่อยครับ...แฟนผมเค้าเป็นลม!”


เสียงทุ้มดังขึ้นมาก่อนที่เจ้าของเสียงจะค่อย ๆ พาร่างในอ้อมแขนที่ดูท่าใกล้จะหมดสติดั่งเอ่ยอ้างแหวกผ่านผู้คนไปที่ประตูทางออก....ตาเรียวปรือปรอยกระพริบงุนงง เมื่อรู้สึกว่าตัวเองถูกพยุงกึ่งหิ้วผ่านกลุ่มคนแน่นขนัดออกจากโบกี้รถไฟทันทีที่รถจอด แต่กระนั้นสองขาสั่นสะท้านก็ก้าวตามแรงรั้งของคนตัวโตกว่า...สมองมึนงงประมวลผลเชื่องช้า...คิดได้แค่ว่า นี่ยังไม่ใช่สถานีที่ตนจะลง กำลังจะเอ่ยปากบอกคนที่พาเดินลิ่วไปอย่างรวดเร็ว...แต่ขายาว ๆ ก็พาเดินแกมวิ่งผ่านกลุ่มคนบางตา...ไปที่ประตูเล็ก ๆ ที่แอบอยู่ทางด้านข้างอาคาร...ที่แท้ก็เป็นห้องน้ำ...ภายในว่างเปล่าแต่ตอนนี้ชายหนุ่มไม่สนใจอะไรทั้งนั้น...รวบร่างในอ้อมแขนตรงไปที่ห้องด้านในสุด...แล้วกระชากประตูปิดตามหลัง...


กระเป๋าถูกปล่อยทิ้ง แผ่นหลังแบบบางถูกกดแนบกับฝาผนังแล้วริมฝีปากอิ่มก็จู่โจม จุ่มจ้วง กระหวัดรุกไล่ลิ้นอ่อนเชิง มือเรียวเชี่ยวชาญเหมือนจะแค่ผ่านแนวเสื้อโค้ทด้านหน้า แค่นั้นกระดุมก็หลุดชายเสื้อเปิดกว้าง มือคล่องแคล่วเลิกชายเสื้อเชิ้ตตัวในขึ้นเผยผิวขาวผ่องและแผ่นอกเนียนสะท้อนแผ่ว...ริมฝีปากเจนจัดละจากกลีบปากบวมแดงจากการจุมพิตเร่าร้อนสู่ยอดอกสีชมพูชูชันแล้วครอบครองอย่างรวดเร็ว เรียวลิ้นรัดรึง ขบเม้ม จนแผ่นหลังบางแอ่นสะท้านเพราะความเสียวซ่าน มือเล็กเกาะบ่ากว้างเพื่อเป็นหลักพยุงไม่ให้ทรุดฮวบลงไปกับพื้น ร่างกายถูกรุกรานเกินกว่าจะต้านทาน...ทำได้แค่เปล่งเสียงครางแสนหวานแต่ก็ต้องปิดปากตัวเองไว้แน่นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากภายนอก...ทว่าดูเหมือนคนที่ฟอนเฟ้นร่างกายเค้าอยู่จะไม่ได้ใส่ใจ


ร่างกายแสนงดงามตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็น ผิวเนื้อเนียนผุดผ่องที่กรุ่นกลิ่นหอมหวาน กล้ามเนื้อแน่นเพรียวกระชับที่พอถูกสัมผัสเพียงนิดก็ระริกอย่างไวความรู้สึก แล้วยังท่าทีอ่อนต่อโลกนี่อีกเล่า อยากจะทนุถนอม ค่อย ๆ ทำทุกอย่างให้สมกับสิ่งที่พระเจ้าสร้างอย่างวิจิตรนี้ แต่สัดส่วนแข็งขึงของร่างกายที่เต้นระทึกจนแทบระเบิดมันบอกว่าไม่สามารถรั้งรอได้อีกแม้นาที กางเกงถูกปลดรูดลงรวมทั้งชั้นในตัวน้อยทั้ง ๆ ที่ใบหน้าคมยังไม่ละไปจากยอดอกสีสวย แต่มือเรียวก็เข้ายึดครองแก่นกายที่ตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง ฝ่ามือใหญ่ป้ายของเหลวที่ยังอุ่นลงกับปากทางด้านหลัง ของเหลวที่อยู่ในอุ้งมือที่ตนกักเอาไว้...เพื่อใช้ในการนี้...


เด็กหนุ่มสะอื้นอยู่ในอกเปลือกตาเรียวปิดลงอย่างอ่อนล้า แต่ร่างกายกลับตอบสนองการรุกเร้า ...แรงกดต่อเนื่องที่ทางด้านหลัง...ริมฝีปากอุ่นร้อนที่ครอบครองสัดส่วนทางด้านหน้า...เอวบางขยับเคลื่อนไหวตามจังหวะที่ริมฝีปากช่ำชองปรนเปรอโดยอัตโนมัติ ...รับรู้ถึงการสอดแทรกของปลายนิ้ว...ลึกล้ำ..ทวีจำนวน...เอวบางแอ่นกระตุก....มือเล็กบางสอดเข้าไปใต้เส้นผมสีเข้มจิกขยุ้มตามแรงอารมณ์ที่ถูกพัดพาให้กระเจิดกระเจิง....อุ้งมือเล็กอีกข้างยกขึ้นปิดปากเอาไว้แน่นเพื่อกั้นเสียงร้อง...หยดน้ำตาไหลลงทางร่องแก้มเนียน....เจ็บ...ทรมาน...ทว่า... ต้องการ...มากกว่านี้....


หยาดน้ำใสปริ่มจากปลายยอดให้เรียวลิ้นตวัดเลียรสหวานล้ำ...ริมฝีปากอิ่มดูดเลียเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมด...เรียวปากโอบรัดรอบ ปลายลิ้นไล้เลียระมัดระวังไม่ให้แนวฟันกระทบกับผิวเนื้ออ่อน ....ช่องทางด้านหลังตอดรัดถี่บอกว่าเจ้าของใกล้จะถึงที่สุด...อีกครั้ง...แต่คราวนี้เราจะไปด้วยกัน...ริมฝีปากอิ่มละจากสัดส่วนชูชันสั่นระริก...ถอดถอนนิ้วจากช่องทางรัดร้อนอย่างเสียดาย...ยืดตัวขึ้น...ดึงรั้งอุ้งมือเล็กออกจากใบหน้ากลมใสแดงปลั่งพร้อมประกบจูบริมฝีปากบางปริเป่ง...ชั่วครู่แล้วถอนริมฝีปากออก...กระซิบแนบกับกลีบปากแดงฉ่ำ...


“ต้องการ...ผมมั้ย ?”


ชายหนุ่มหยุดนิ่ง...รอ...เปลือกตาเรียวปรือขึ้นช้า ๆ สบกับตาคมที่คอยอย่างอดทน.... แทบจะในทันทีใบหน้าน่ารักพยักรวดเร็ว...ร่างกายปวดร้าวกับความต้องการที่ถูกปลุกเร้าแล้วหยุดชะงัก...ยังไงก็ได้...ช่วยทำให้ความทรมานที่รุมเร้าอยู่ในเวลานี้หายไปที....ริมฝีปากอิ่มจูบซับน้ำตารวดเร็วก่อนที่จะจับร่างบอบบางพลิกหันหลัง ชายเสื้อโค้ทยาวเกะกะถูกปัดไปด้านข้างเผยให้เห็นบั้นท้ายกลมกลึงงามราวสวรรค์สร้างชวนให้ซุกไซ้ฟอนเฟ้นแต่...ไม่มีเวลาแล้ว...


ชายหนุ่มปลดพันธนาการปล่อยแก่นกายคับแน่นของตนเป็นอิสระแล้วจับส่วนปลายจรดปากทางที่ถูกนิ้วเรียวขยายไว้ก่อนหน้านี้ ...สะโพกเพรียวค่อย ๆ แทรกกายเข้าสู่ความหนั่นแน่นร้อนผ่าว...ใบหน้าคมโน้มลงซุกไซ้ซอกคอขาว ไม่มีคำปลอบโยนหวานหู แต่นิ้วเรียวที่เลื่อนขึ้นเคล้นคลึงยอดอก และ อุ้งมือที่กอบกุมคลึงเคล้นแกนกลางช่วยทำให้เด็กหนุ่มเสียวซ่านจนเผลอลืมความเจ็บปวดของการสอดแทรกทางเบื้องหลัง ... ใบหน้าน่ารักซุกแนบกับท่อนแขนตนริมฝีปากบางกดลงกับเนื้อผ้าหนาหนักเพื่อสะกดกลั้นเสียงกรีดร้อง...ฟันคมกัดลงกับโค้ทที่ห่อหุ้มเรียวแขน...จากตอนแรกเพราะความเจ็บปวด...ต่อมาเพื่อกั้นเสียงคราง....แต่ก็ยังรอดเสียงสะอื้นออกมาเป็นจังหวะตามการกระแทกที่เร่งเร้ารุนแรงขึ้นทุกขณะ


ความอบอุ่นอ่อนนุ่มที่รัดแน่นเมื่อแรกที่แทรกสัดส่วนแข็งแกร่งเข้าไป...ทำให้ชายหนุ่มแทบครางออกมาด้วยความสุขสม...ริมฝีปากอิ่มกดจูบเน้นย้ำที่ซอกคอขาวผ่องเพื่อบรรเทาความต้องการของร่างกายไม่ให้ชำเราเรือนร่างน่ากินนี้ตามอารมณ์ที่พล่านจนเกินจุดที่จะควบคุมไหว แก่นกายสอดแทรกเชื่องช้าหวังให้ร่างบอบบางคุ้นเคย...ครั้นรู้สึกว่าผนังนุ่มร้อนค่อยโอบรัดสัดส่วนใหญ่โตที่จมลึกอย่างไม่ได้ต่อต้าน จนส่วนแข็งขึงเข้าไปสุดทาง...สะโพกเพรียวจึงค่อยขยับเร่งจังหวะ....ลิ้นร้อนโลมเลียใบหูบางตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน...


เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้อง...อุ้งมือเรียวเร่งขยับดุเดือดเข้ากับการแทรกสอดเสียดสีทางด้านหลัง...แก่นกายในอุ้งมือที่ขยายเต็มที่และการตอดรัดของกล้ามเนื้ออุ่นร้อนฟ้องว่าคนในอ้อมกอด....ใกล้แล้ว...ชายหนุ่มเสือกไสเข้าออกรัวเร็วจนแทบหายใจไม่ทัน... ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว.... ร่างกายที่ถูกรุกเร้าจนสุดจะทนไหวสั่นระริกแล้วกระตุกรุนแรง.... ของเหลวร้อนกระจายเลอะฝาผนัง....ร่างเล็กบางทรุดฮวบดีว่าท่อนแขนแข็งแรงช้อนประคองไว้ได้ทัน....ชายหนุ่มชะงักรั้งร่างปวกเปียกให้อิงกับกายตน ก้มลงมองร่างอ่อนละทวยที่หายใจระรวยในวงแขนแล้วตัดสินใจถอดถอนแก่นกายที่ยังแข็งแกร่งออกมา....ริมฝีปากอิ่มจูบประทับแนบหน้าผากกลมมนชื้นเหงื่ออย่างจะปลอบ...


คนที่กึ่งหมดสติในอ้อมแขนดูช่างน่าสงสาร เปลือกตาเรียวปิดสนิทแพขนตายังมีน้ำตาเกาะอยู่รวมถึงที่ผิวแก้มใส แต่กลีบปากปริเป่งที่เผยอน้อย ๆ ไม่ได้ช่วยอะไรเจ้าตัวเลย มันราวกับจะแย้มรอให้จูบประทับ ท้าทายให้ลิ้นจุ่มจ้วงลิ้มรสความหวานล้ำภายใน แล้วร่างกายที่ปวดหนึบเพราะยังไม่ได้ปลดปล่อยก็เป็นตัวเร่งให้ชายหนุ่มตอบสนองความต้องการของตน แขนแข็งแรงช้อนร่างเบาหวิวเข้าสู่อ้อมอกแล้วจัดการให้ตัวเองนั่งลงบนฝาสุขภัณฑ์ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในห้อง เปลื้องกางเกงที่ยังพันอยู่รอบขาเรียวให้หลุดออกไปแล้วจัดท่าให้เรียวขาขาววาดคล่อมทิ้งน้ำหนักตัวลงบนหน้าขา พร้อมทั้งประคองใบหน้าน่ารักให้ซุกแนบอยู่กับซอกคอ จับเรียวแขนบอบบางให้โอบรอบช่วงบ่าของตน...ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก....ไม่อยากจะทำเช่นนี้ แต่ตัวเค้าเองก็มีความอดทนจำกัด


อุ้งมือเรียวสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อโค้ทสีอ่อนที่สะบัดน้อยๆ ตามการเคลื่อนไหวเพื่อโอบกระชับบั้นท้ายกลมกลึงหยุ่นมือ ปลายนิ้วรุกรานช่องทางนุ่มร้อน....เมื่อเห็นว่าช่องทางคับแคบน่าจะพร้อมสำหรับการสอดแทรกอีกครั้ง แขนแข็งแรงจึงสอดเข้าใต้เข่ายกตัวคนที่ยังไร้สติจนลอยขึ้น จ่อปลายส่วนแข็งขึงเข้ากับปากทางแดงช้ำแล้วค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักร่างในอ้อมแขนลง....ดูเหมือนคนที่แน่นิ่งอยู่จะเริ่มขยับตัวมือเรียวรีบกดศีรษะทุยให้ซุกกับบ่ากว้างเพื่อจะปิดเสียง...เพราะการเคลื่อนไหวฉับพลันทำให้แก่นกายรุกเข้าไปรวดเดียวสุด เด็กหนุ่มที่พอได้สติก็เพิ่งรู้ตัวว่าร่างกายของตนกำลังจะถูกรุกรานอีกครั้งกรีดร้องเพื่อบรรเทาความเจ็บแต่ก็ทำไม่ได้เพราะแรงกดที่ทำให้ใบหน้าต้องแนบเข้ากับซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นน้ำหอมปนกับกลิ่นกายเจ้าของ สองแขนผวากอดบ่ากว้างเอาไว้โดยอัตโนมัติพร้อมกับน้ำตาที่ไหลปริ่มขอบตาเรียว…นี่เค้าจะต้องเจอกับอะไรอีก


ดูเหมือนความอุ่นร้อนคับแคบที่ถูกสวมใส่บีบรัดฉับพลันจะยิ่งกระตุ้นให้ชายหนุ่มยิ่งบ้าคลั่ง อุ้งมือที่ประคองบั้นท้ายกลมมนจับกระแทกร่างเบื้องบนรัวเร็ว สะโพกเพรียวสวนขึ้นรุนแรงตามความต้องการที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่างที่ถูกนำพาไปตามพายุอารมณ์ค่อยเพลิดจนลืมความเจ็บปวดเมื่อทีแรก ความต้องการก่อตัวขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว เอวบางขยับตามจังหวะที่ถูกชักนำ เล็บจิกเข้าไปที่แผ่นหลังกว้างเพื่อบรรเทาอาการเสียวซ่าน ใบหน้าไถเข้ากับซอกคอและเชิ้ตขาวสะอาดตัวในของชายหนุ่ม การกดกระแทกล้ำลึก และการเสียดสีของแก่นกายกับหน้าท้องตึงแน่น ทำให้ความต้องการเต้นเร่าเกินจะทนไหว เด็กหนุ่มกดฟันคมเข้ากับบ่ากว้างสุดแรงจนได้กลิ่นเลือดจาง ๆ ...แต่ตอนนี้ใครเล่าจะสนใจ...ร่างอ้อนแอ้นที่เขยื้อนกายเร่งเร้าอยู่บนตักทำให้ชายหนุ่มแทบเป็นบ้าไปกับความต้องการที่ใกล้จะถึงที่สุด ร่างกายกระตุกรุนแรงฉีดพ่นความร้อนเข้าไปในร่างบอบบางที่แอ่นสะท้านในเวลาไล่เลี่ยกัน แก่นกายสีสวยฉีดพ่นของเหลวขาวขุ่นเปรอะเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านหน้า กล้ามเนื้อนุ่มตอดรัดรุนแรงจนของเหลวไหลล้นออกมาเลอะต้นขาเนียน...


ใบหน้าคมซอนซบเข้ากับไหล่ลาด วงแขนกอดกระชับร่างบอบบางแนบแน่น....ร่างกายยังสั่นสะท้านกับการถึงจุดสุดยอดที่เร้าอารมณ์อย่างที่สุด เป็นครั้งแรกในชีวิตก็ว่าได้ที่เค้าถึงจุดสุดยอดรุนแรงขนาดนี้ ดูเหมือนร่างในอ้อมแขนจะแน่นิ่งไป ปลายจมูกเคล้าเคลียเข้ากับซอกคอหอมกรุ่น...มือเรียวประคองใบหน้าเนียนให้ซุกซบกับซอกคอก่อนจะกวาดตามองห้องเล็ก ๆ ที่ตนใช้เป็นสถานที่กระทำการแสนอุกอาจ....แต่ถึงมีใครบุกเข้ามา เค้าก็คิดว่าคงไม่สามารถหยุดตัวเองได้แน่ ๆ มือเรียวลูบแผ่นหลังบอบบางช้า ๆ แล้วจะทำยังไงต่อไปดี... ต้องออกไปจากที่นี่ก่อน แล้วก็ค่อยพูดคุยทำความเข้าใจกับคนในอ้อมกอด เรียวปากอิ่มยิ้มบาง ๆ แม้จะรวดเร็วไปหน่อย แต่คนตัวเล็กในวงแขนเค้านี้ก็ต้องยอมรับการมีคนรัก...ซึ่งก็ต้องเป็นเค้าอยู่แล้ว ริมฝีปากอิ่มกดจูบหนักหน่วงที่ขมับบาง....แน่นอนเค้าไม่ยอมให้คน ๆ นี้หลุดมือไปได้หรอก....


ชายหนุ่มค่อย ๆ ถอดถอนกายออกแล้วประคองร่างที่เริ่มขยับน้อย ๆ ให้นั่งแทนที่ ตาเรียวลืมขึ้นช้า ๆ อ่อนเปลี้ยจนแทบไม่อยากขยับเขยื้อนส่วนไหนของร่างกาย ตอนนี้ทำได้แค่หรี่ตามองคนตัวโตที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของเค้าอย่างเบามือก่อนจะเลื่อนลงไปเช็ดทำความสะอาดร่างกายส่วนล่างให้ กิริยานั้นช่างแสนนุ่มนวลราวกับปฏิบัติให้น้องน้อย เมื่อทำความสะอาดเสร็จชายหนุ่มก็โน้มตัวลง ริมฝีปากอิ่มกดแนบกับต้นขาขาวด้านในแล้วขบเม้มจนเป็นรอยแดงจ้ำ ราวกับจะทำสัญลักษณ์ แล้วจึงเลื่อนกายขึ้นจูบที่กลีบปากแดงช้ำแผ่วเบา ตาเรียวกระพริบอย่างงุนงง เฝ้ามองชายที่มีท่าทีพิกลแต่งตัวให้ตนราวกับสวมเสื้อผ้าให้ตุ๊กตาตัวโปรด....ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ...มีแค่สายตาที่ประสานกันเป็นครั้งคราวเท่านั้น


เมื่อกระดุมเสื้อโค้ทเม็ดสุดท้ายติดเสร็จแขนเรียวจึงรั้งร่างเล็กบางให้ลุกขึ้น ร่างนั้นซวนเซเล็กน้อย แต่ก็ได้อ้อมแขนแข็งแรงโอบกระชับรอบบั้นเอวเอาไว้ นิ้วเรียวยกขึ้นแตะแก้มเนียนพร้อมทั้งสบตาเรียวใสที่มองตรงมา ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงกระซิบแผ่วเบาแนบใบหูบาง


“ออกไปรอข้างนอกก่อนนะ...แล้วผมจะตามออกไป”


ริมฝีปากบางที่แดงช้ำจากการถูกจุมพิตไม่ได้ขยับตอบรับ เด็กหนุ่มหมุนตัวมือเล็กเลื่อนปลดกลอนประตูทว่า มือที่คว้าต้นแขนบอบบางเอาไว้ ทำให้ตาเรียวตวัดมองมือนั้นก่อนจะเลื่อนขึ้นสบสายตากึ่งบังคับกึ่งขอร้อง...ใบหน้าน่ารักพยักนิด ๆ ก่อนจะก้าวจากไปช้า ๆ


ชายหนุ่มถอนหายใจยาว นับหนึ่งถึงสิบในใจ....พอครบสิบ ร่างเพรียวก็ผลุนผลันตามออกมา...รู้สึกร้อนใจอย่างบอกไม่ถูก ภายนอกและบริเวณใกล้เคียง...ผู้คนบางตา....แต่ไม่ปรากฏร่างที่บอกให้รอ...


......................................


ชายหนุ่มละสายตาจากนาฬิกาข้อมือ....อีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลาเลิกงาน วันนี้ทั้งวันเค้าแทบไม่เป็นอันทำอะไร ที่จริงตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน....สามวันที่ไม่พบใครคนนั้นบนรถไฟ แม้จะถ่วงเวลาให้นานช้าแค่ไหน ลองร่นเวลากลับให้เร็วขึ้น...ก็ไม่พบแม้แต่เงา....เด็กหนุ่มคนนั้นคงจะหลบเค้า....


ชายหนุ่มยิ้มสมเพชตัวเอง มันก็น่าอยู่หรอก ดูสิ่งที่เค้าทำสิ ไม่ถูกแจ้งความจับก็บุญแล้ว....แล้วก็ต้องถอนหายใจหนักหน่วง....ถ้าในใจมันไม่รู้สึกถ่วงหนักขนาดนี้ก็ดีน่ะสิ....อยากลองลิ้มความหวานหอมนั่นอีก....ก็ใช่....อยากแทรกลึกดื่มด่ำความนุ่มนวลนั่นอีก...แน่นอน.....แต่ก็อยากโอบประคองเคียงข้าง อยากสบตาสัมผัสรอยยิ้มแสนหวานนั้นด้วย....นี่เรา....คงตกหลุมรักเด็กนั่นเข้าไปแล้ว


แต่...จะทำเช่นไร...จะไขว่คว้ามาได้ยังไง...ในเมื่อทุกอย่างหลุดลอยด้วยน้ำมือตน


เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้นทำลายความคิดที่อยู่ในห้วงภวังค์ ชายหนุ่มเอื้อมคว้าแล้วกรอกเสียงลงไปทันที


“ครับ ?”


“ยูชอนเหรอ...ดูแฟ้มที่ส่งไปให้หรือยัง”


“แฟ้มอะไร ?”


“ก็เลขา ฯ คนใหม่ของนายน่ะสิ ผ่านสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่นายโอเค...ถ้าอยากจะซักถามอะไรเพิ่มก็ได้นะ ตอนนี้เค้ารออยู่ที่นี่”


มือเรียวเอื้อมหยิบแฟ้มที่ก่อนหน้านี้ถูกปัดออกอย่างไม่ใส่ใจแล้วพลิกเปิดก่อนจะกวาดสายตาคร่าว ๆ ดูประวัติ ปากก็โต้ตอบกับผู้ที่อยู่ปลายสาย


“ประวัติโอเค ....การศึกษาใช้ได้... แต่ดูเหมือนประสบการณ์การทำงานก่อนหน้านี้จะน้อยไปนิด”


“เค้าเพิ่งจบนี่หว่า....แต่มีใบรับรองจากที่ฝึกงานว่าเค้าทำงานเก่งใช้ได้เลยล่ะ”


“เป็นผู้ชายนี่....ก็ดี จะได้ไม่ต้องมาลาคลอด”


“ไอ้ปากจัด....อย่าให้พวกสาว ๆ ในสำนักงานได้ยินเอานะไม่งั้นความนิยมของนายจะตกถึงขั้นตกอับแน่”


“ฮ่า ฮ่า...เออ ชื่อน่ารักดี คิมจุนซูเหรอ หน้าตาเป็นไงล่ะ”


“อยู่อีกหน้านึงไง ไอ้เซ่อ...” มือเรียวพลิกเปิดรวดเร็วแล้วก็ต้องชาวาบไปทั้งตัว....ไม่นานริมฝีปากอิ่มก็ยกยิ้มกว้าง


“ฉันเอาคนนี้ !...เค้ายังอยู่ใช่มั้ย ให้มานี่เลย”


“อะไรวะ....บทจะใจร้อนก็ร้อนเป็นไฟ...เห็นหน้าตาน่ารักหน่อย...แหม! เออ ถนอมเค้าหน่อยนะ...อย่าไปด่ากระเจิงเหมือนเลขา ฯ คนก่อนล่ะ...คนนี้เค้าออกจะบอบบาง” ปลายสายตัดไปแค่นั้น ทิ้งให้ชายหนุ่มใจเต้นระรัว...มือไม้เย็นเฉียบ..แค่นี้ อยู่ใกล้แค่นี้...


“ก๊อก ๆ “


“เชิญครับ”


แม้แต่เสียงก็ยังสั่นอย่างรู้สึกได้ หน้าระรื่นของเพื่อนสนิทที่ควบตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลโผล่เข้ามาก่อน ชายหนุ่มอดค่อนขอดในใจไม่ได้...ไอ้ขี้หลี เห็นน่ารักมันรีบมาส่งเองเลยนะ...แล้วร่างที่แสนถวิลหาก็ตามเข้ามาช้า ๆ …


ในหัวได้ยินเพียงเสียงแว่ว ๆ ของเจ้าเพื่อนรักที่พูดแนะนำจ๋อย ๆ ชายหนุ่มทำได้แค่พยักหน้าตามเรื่องตามราว เพราะความสนใจทั้งหมดอยู่ที่เจ้าของใบหน้าน่ารักที่ตะลึงมองเค้านิ่งงัน คนที่พูดอยู่คนเดียวเริ่มสังเกตความผิดปกติเมื่อเห็นคนสองคนเอาแต่จ้องกันไปมา พ่อคนแสนฉลาดจึงพิจารณาอยู่ในใจ...คงเคยรู้จักกันก่อนหน้านี้แล้วล่ะมั้ง....เพราะงั้น...ให้คนรู้จักเค้าสนทนากันดีกว่า คิดได้ดังนั้นจึงขอตัวแล้วผลุบหายไปอย่างเร็วรี่..


ตาเรียวกระพริบถี่ ๆ สมองค่อย ๆ ประมวลผลจากภาพเบื้องหน้า...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...โลกมันกลมจริง ๆ ขาเรียวขยับหมุนตัวเพื่อออกจากสถานที่นี้....คงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร... ก่อนที่จะเอื้อมถึงประตูทั้งร่างก็ถูกดึงเข้าสู่อ้อมแขนแข็งแรง....แข็งแรงขนาดไหนทำไมเค้าจะไม่รู้ทว่า...ร่างบอบบางสะบัดดิ้นรนสุดแรงแต่ก็เปล่าประโยชน์ ดิ้นยังไงก็ยังไม่หลุดไปจากพันธนาการ ทำได้แค่เงยหน้าจ้องคนที่ดูเหมือนจะสนุกกับการรังแกคนอ่อนแอกว่า....


“…ผมขอโทษ....ขอโทษ...ผมรู้ว่าที่ทำลงไปมันเลวร้าย...เลวร้ายมาก ๆ แต่ก็ยังอยากจะขอให้คุณยกโทษให้ผม” คนที่จ้องเขม็งไม่ปริปากพูดอะไรออกมาซักคำ ทำให้เสียงทุ้มอ่อนเศร้าอย่างน่าสงสาร


“คุณคงคิดว่าผมเป็นพวกโรคจิต...แล้วก็ทำอย่างนั้น...มาเป็นสิบครั้ง...”


“แต่มันไม่ใช่...จุนซู...ผม...รักคุณตั้งแต่เห็นคุณยิ้มให้...ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน....คุณ...จะเชื่อผมได้มั้ย” น้ำใส ๆ คลอขอบตาเรียวก่อนที่เสียงหวานสั่นสะท้านจะเอ่ยขึ้นมาแสนเบา


“แล้วทำไมต้องทำอย่างนั้น....คุณทำให้ผม...รู้สึก... ไร้ค่า” วงแขนปลดลงทันควันมือเรียวแค่คว้ากระชับรอบมือเล็กบางทั้งสองข้างไว้


“ผม ปาร์คยูชอน อายุยี่สิบเจ็ด ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด มีแม่ และ น้องชายหนึ่งคนตอนนี้ทั้งคู่อยู่อเมริกา ผมพักอยู่ที่คอนโดเพียงคนเดียว ทำอาหารพอใช้ได้ เวลาว่างชอบเล่นเปียโน ฟังเพลงคลาสสิก กินง่าย อยู่ง่าย ยังไม่มีแฟน แต่อยากจะขอให้คุณ คิมจุนซู มาเป็นคนรักของผมจะได้มั้ย..” คนตัวเล็กยืนนิ่งงัน แต่ก็ปล่อยให้อุ้งมืออบอุ่นกุมมือตัวเองไว้อย่างไม่ขัดขืน


“ให้โอกาสผมนะ...จุนซู....ขอให้ผมได้แสดงความจริงใจให้คุณเห็น..” ตาคมสบตากลมใสพยายามถ่ายทอดความรู้สึกผ่านสายตาไปให้คนที่นิ่งฟังเบื้องหน้า...หยดน้ำตากลิ้งตัวลงมาตามผิวแก้มเนียน...ชายหนุ่มใจหายวาบ


“ที่ทำอย่างนั้น.....ผม..เป็นคนที่เท่าไหร่” เสียงหวานสั่นเครือถามขึ้น วงแขนอุ่นรั้งร่างเล็กตรงหน้าเข้ามาในอ้อมแขนมือก็ลูบแผ่นหลังบางช้า ๆ แต่เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยรัวเร็ว


“คนแรกและคนเดียว... ไม่มีทั้งก่อนหน้า และ หลังจากนี้” ร่างบอบบางขืนตัวออกจากวงแขนเพื่อสบตาคมที่ก้มมองลงมา


“จริงเหรอครับ ?”


“สาบาน..”


สายตาทั้งคู่สบกันนิ่ง...นาน...ดวงตากลมใสมองลึกลงไปในดวงตาคมที่ไม่ยอมละไปแม้แต่น้อย...ดวงตาที่คล้ายจะบอกว่าสิ่งที่เพิ่งได้รับฟังทั้งหมดนั้นออกมาจากหัวใจไม่ใช่สมองที่จะปั้นแต่งคำสวยงามแค่ไหนก็ได้


จะเป็นอย่างไร...ถ้าจะให้โอกาสอีกสักครั้ง...กับคน ๆ นี้...จริงอยู่...สิ่งที่ถูกกระทำนั้น...เลวร้าย...แต่ก็ไม่ได้มีเพียงความเจ็บปวด...มันยังเจือความอ่อนโยนแทรกอยู่ในนั้น ที่สำคัญ อดที่จะยอมรับกับตนเองไม่ได้ว่า...ขณะที่ร่างกายถูกครอบครองตัวเค้าก็มีความสุขกับการกระทำนั้นอยู่ด้วยเช่นกัน...


“..ยังไม่ต้องรับปากก็ได้...ขอแค่จุนซูอย่าเพิ่งปฏิเสธ..” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาในที่สุดก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาข้อมือแล้วพูดเสียงอ่อน


“เลิกงานแล้ว...ให้ผมไปส่ง...นะครับ” แววตาใสพลันเปลี่ยนเป็นไม่ไว้ใจซึ่งชายหนุ่มก็จับกระแสนั้นได้จึงรีบเอ่ยขึ้นทันที


“ผมสัญญา...จะไม่ฝืนใจคุณอีก... ได้โปรด... เชื่อผมสักครั้ง”


ชายหนุ่มยื่นมือไปเบื้องหน้านิ่ง...รอ...เนิ่นนาน...มือเล็กยกขึ้นวางแตะในอุ้งมือใหญ่นิ้วเรียวค่อย ๆ กุมกระชับมือน้อยแน่นก่อนจะกำหลวม ๆ ชายหนุ่มยกยิ้มอย่างยินดี...ร่างเพรียวย้อนกลับไปที่โต๊ะทำงานเพื่อเก็บข้าวของ มือก็จับจูงคนตัวเล็กติดมาด้วย แม้จะดูยุ่งยาก แต่อุ้งมือที่กุมมือเล็กบางไม่ได้ปล่อยมือน้อยนั้นแม้แต่ครั้งเดียว...เด็กหนุ่มจ้องมองกิริยาเก้งก้างนั้นด้วยความขบขัน


“ปล่อยมือผมก่อนก็ได้ครับ”


มือเรียวปล่อยมือเล็กให้เป็นอิสระ...ราวกับจะยืนยันคำพูดก่อนหน้านี้ของตน ...เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไรอีกจวบจนมือใหญ่ยื่นไปข้างหน้าอีกครั้ง คราวนี้มือเล็กวางลงพร้อมทั้งบีบมือที่นิ่งค้างแน่นเหมือนกับจะวางความไว้ใจลงในอุ้งมือนั้น...อีกครั้ง...มือที่นิ่งอยู่กุมรอบ รอยยิ้มน้อย ๆ ผุดขึ้นที่ริมฝีปากบาง มีหรือคนที่จับจ้องทุกกิริยาจะไม่สังเกต ริมฝีปากอิ่มยิ้มกว้าง .... คราวนี้จะไม่ให้มือนี้หลุดลอย.... มือใหญ่กว่าจับจูงพาร่างเล็กออกไปจากห้องนั้น...


ประตูห้องปิดลง....แต่ความสัมพันธ์รูปแบบที่ถูกต้องกำลังเริ่ม....


.............................


.............


ทว่า...


โปรดระวัง....


เพราะ...ความปรารถนา....เกิดขึ้นได้ทุกที่.....



END.


…………………….


แถม*


“เอ่อ...ที่บอกว่าจะไม่ฝืนใจ....หมายถึงจะตามใจด้วยหรือเปล่า”


“จุนซูอยากให้ผมทำอะไรหรือครับ...ผมเต็มใจถ้าเป็นความต้องการของจุนซู”


“แน่ใจนะ”


“ยืนยันด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย”


“ได้โปรด....ไปตัดผมเถอะ”


“ทำไมล่ะครับ... ผมว่าทรงนี้มันดูดีออก”


“คือ...ผมไม่ชอบหัวเห็ด !”


“!?!”


จบเถอะ







 

Create Date : 01 กันยายน 2551
Last Update : 8 พฤษภาคม 2552 0:44:02 น.  

1  2  3  4  5  6  

midnight train

Location :
ราชบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

หลังไมค์ถึง midnight train กดที่นี่เลยจ้า


ShoutMix chat widget
 
Friends' blogs
[Add midnight train's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.