เที่ยวไป..กินไป..ตามแต่ใจเราสองคน เป็นบล๊อกที่ทำขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของเราทั้ง 2 คน และเป็นข้อมูลให้สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางด้วยตัวเอง

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 

มาเก๊า-ฮ่องกง 4วัน 3คืน ตอน 9(จบแล้ว)

วันนี้เป็นวันที่ 4 ในการเที่ยว "มาเก๊า-ฮ่องกง 4วัน 3คืน" ของพวกเราแล้ว และวันนี้เราต้องกลับเมืองไทยในเที่ยวบินเวลา 21.30น. โดย Airasia ขึ้นเครื่องที่มาเก๊า
วันนี้ตื่นสายกันไม่รีบเร่ง พวกเรามีโปรแกรมไป "ไหว้เจ้าแม่กวนอิม ที่หาดรีพลับเบย์ " เก็บกระเป๋ากันเสร็จพวกเราก็ Check out แล้วก็ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม เราไปเที่ยวจะได้ไม่ต้องลากกระเป๋าไปเที่ยวด้วย ส่วนอาหารเช้าของพวกเราก็คือร้านโจ๊ก ที่เดิมความอร่อยยังคงเหมือนเดิม
กินสร็จพวกเราก็มุ่งหน้าไปสถานี Tsim Sha Tsui เพื่อขึ้นรถไฟไต้ดินไปลงสถานี Central ออกทาง Exit A แล้วให้เดินข้ามสะพานลอยไปยังตึก Exchange Square ใต้ตึกนี้จะเป็นท่ารถเมล์หลายสายที่ไป รีพลับเบย์ สายที่ไปได้คือ "6,6A,260"


พวกเราขึ้นรถเมล์สาย 6 เป็นรถเมล์ 2ชั้นค่าโดยสารคนละ 7HKD สามารถใช้บัตร Octopus ได้ พวกเราขึ้นชั้นบน ผู้โดยสารเต็มคันรถมีทั้งฝรั่ง ไทย จีน และคนฮ่องกงเอง รถออกวิ่งได้ไม่เท่าไร พวกเราตกใจมากคิดว่าอยู่ในตลาดสด เสียงคนฮ่องกงคุยกันดังมากๆๆๆๆๆ คุยกันทั้งคันเหมือนกับว่าไม่เคยพบเจอกันมาเป็นชาติ บนรถไฟใต้ดินก็เหมือนกันคุยกันดังมากๆๆๆๆๆๆ


ย่าน Central นี้ก็มีรถรางวิ่งเหมือนกัน


นั่งรถเมล์ได้ประมาณ 15นาที รถเมล์ก็เริ่มขึ้นเขาแล้ว มาย้อนลงมาที่เห็นก็คือ สนามม้าแข่ง ภายในจะเป็นสนามฟุตบอล


นั่งรถเมล์ประมาณ 30นาที ข้ามเขามาอีกด้านของเกาะฮ่องกง เมื่อมองเห็นตึกนี้ ให้เตรียมตัวลงได้เลย เพราะป้ายรถเมล์จะอยู่หน้าตึกนี้พอดี พวกเราเกือบนั่งรถเมล์เลยป้ายแล้ว


ลงจากรถเมล์ก็เดินข้ามถนนแล้วก็เดินลงตามทางไปยังชายหาดรีพลับเบย์ ซึ่งเป็นหาดที่นิยมมากของชาวฮ่องกง และเป็นชายหาดที่มนุษย์สร้างขึ้นมาโดยซื้อทรายจากประเทศไทยมาถม


ผู้คนเยอะมากมาเล่นน้ำกัน


ไม่เพียงมีแต่เด็กๆมาเล่นน้ำเท่านั้น ยังมีผู้ใหญ่มานอนอาบแดด ก็มาก


มีทั้งคนฮ่องกงเอง คนจีน คนญี่ปุ่น ฝรั่ง มานอนอาบแดดกันเยอะมาก


เดินจากต้นๆ ชายหาดรีพลับเบย์ ไปจนสุดชายหาดก็จะเจอวัดเจ้าแม่กวนอิม ประตูทางเข้า วันที่พวกเราไปมีทัวร์ลงคนเยอะมาก กรุ๊ปทัวร์กำลังยืนฟังไกค์ทัวร์อธิบายเกี่ยวกับความเชื่อใครได้ลูบหินทอง กับเซียน แล้วเอาเข้ากระเป๋าจะมีแต่เงินทองไหลเข้ามาในกาะเป๋า


พอกรุ๊ปทัวร์ไปก็เสร็จพวกเราจะให้พลาดโอกาสกันได้อย่างไร ไปลูบกันคนละทีสองที


แล้วก็มาไหว้เจ้าแม่กวนอิมกัน องค์ใหญ่เด่นสง่าหันหน้าออกทะเล ใครๆที่มาฮ่องกงมักจะไม่พลาดที่นี่ ต้องมาใหว้พระโพธิสัตยเจ้าแม่กวนอิมเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต


บริเวณวัดก็ยังมีสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง เป็นสะพานต่ออายุเชื่อกันว่าใครได้เดินข้ามสะพานนี้ 1ครั้ง จะอายุยืน 3ปี แต่สามารถเดินข้ามได้เพียงครั้งเดียว และห้ามเดินกลับด้วย


ใกล้ๆ กันกับสะพานจะมีนักท่องเที่ยวกำลังทำอะไรกันอยู่


พอนักท่องเที่ยวทั้งหลายไปกันหมด พวกเราก็ไปทำกันบ้าง คือการโยนเงินให้เข้าปากปลามังกร แล้วให้ขอพร มีความเชื่อว่าแล้วจะได้ในสิ่งที่ขอ พวกเราโยนกันอยู่นานกว่าจะเข้า


หลังจากเดินเที่ยวหาดรีพลับเบย์ และ ไหว้เจ้าแม่กวนอิม เสร็จพวกเราก็เดินกลับไปยังป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามกับป้ายรถเมล์ที่เราลงในตอนขามาเที่ยว เพื่อรอรถเมล์สาย 6,6A,260 เพื่อกลับไปยังย่าน Central ที่เราขึ้นมา พวกเราขึ้นสาย 260 กลับ รถเมล์จะผ่านย่าน Times Squrae


ลงที่ท่ารถเมล์ แล้วเดินต่อไปยังสถานี MTR Central นั่งรถไฟกลับไปยังสถานี Tsim Sha Tsui ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม
ได้กระเป๋าเรียบร้อยก็นั่งรถไฟไปลงสถานี Sheung Wan เพื่อไปขอตั๋วเรือ Cotai Jet ฟรี (ไม่ได้ถ่ายรูปเวลาขอตั๋วเรือหรืออยู่ที่ท่าเรือเพราะไม่มีเวลา)
เราได้ตั๋วเที่ยว 17.00 น. แต่พวกเราไปไม่ทันขึ้นเรือเป็นเพราะคนที่ด่าน ตม. เยอะมากๆๆๆๆ กว่าจะผ่าน ตม. ก็เลยเวลา 17.00 น. แต่เจ้าหน้าที่เรือบอกไม่เป็นไรสามารถขึ้นเที่ยว 17.30 น. นั่งเรือประมาณ 1ชั้วโมงก็ถึง มาเก๊า เห็น มาเก๊าทาวเวอร์ เป็นสิ่งยืนยันว่าถึงแล้วมาเก๊า


พวกเราถึงท่าเรือเวลาเกือบจะ 1ทุ่ม เราจองตั๋ว Airasia Fight 21.35น. เวลายังเหลือ พวกเราจึงนั่งรถเวเนเซี่ยนไปเล่นคาสิโนกันอีกครั้งก่อนขึ้นเครื่อง ยังติดใจกับ slot machine ได้เวลาประมาณ 20.00น. พวกเราก็นั่ง taxi จากเวเนเซี่ยนกลับมายังสนามบิน ทำการ check in ผ่าน ตม. เพื่อรอขึ้นเครื่องบิน สนามบินมาเก๊าเล็กๆ ไม่ใหญ่จึงไม่รู้จะเดินไปเที่ยวไหนเลยได้แต่นั่ง หมดแรง เช่นเคย


ถึงเวลา 21.10 น. พวกเราก็ได้ขึ้นเครื่อง วันนี้ผู้โดยสารเกือบเต็ม เครื่องบินใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง 50 นาที ก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างปลอดภัย ผ่าน ตม. ขาเข้าเสร็จก็มารอรับกระเป๋า


เป็นธรรมเนียมของเราเมื่อไปที่ไหนกลับมา ต้องมาถ่ายกับป้ายรับกระเป๋า


ในการไปเที่ยวทั้ง 2 แห่ง มาเก๊า-ฮ่องกง ของพวกเรา ยังขาดสถานที่สำคัญๆ อีกหลายแห่ง เนื่องจากเวลาจำกัดพวกเราจึงไม่ได้ไป เอาไว้มีโอกาสได้ไปอีกเมื่อไร จะนำมารีวิวอีกรอบ



ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรา 2 คน มีดังนี้



ค่าใช้จ่ายที่แสดงให้ดู ยังไม่รวมค่าขนมและน้ำนิดๆ หน่อยๆ ที่ไม่ได้ลงรายละเอียด และ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับช้อปปิ้ง และ ซื้อของฝาก และ ค่าเรือโดยสารไป-กลับ มาเก๊า-ฮ่องกง ซึ่งฟรี

พวกเราหวังว่ารีวิวนี้คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้ที่สนใจจะไปเที่ยวทั้ง 2 แห่งนี้ และขอขอบคุณข้อมูลต่างๆ ในการพาพวกเราเที่ยว เพื่อนๆห้อง blueplanet แห่ง web pantip , Hfight.net

ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตามชมเรื่องราวการเดินทางของพวกเรา และรอติดตามชมเรื่องราวการเดินทางของเราอีกครั้งในทริปหน้า เร็วๆ นี้ เราได้จอง Airasia โปรโมชั่น กรุงเทพฯ - ฮ่องกง 0 บาท ไว้แล้ว แต่เป้าหมายของเราในทริปหน้าไม่ใช่ฮ่องกง แต่อาศัยฮ่องกงเป็นทางผ่านเข้าสู่ประเทศจีน แต่จะไปที่เมืองใดนั้นขณะนี้กำลังเก็บข้อมูลอยู่ อย่าลืมติดตามชมนะครับ




 

Create Date : 15 กันยายน 2551    
Last Update : 18 กันยายน 2551 10:06:31 น.
Counter : 3049 Pageviews.  

มาเก๊า-ฮ่องกง 4วัน 3คืน ตอน 8

พวกเรายังอยู่ใน "Ngong Ping Village" วันที่พวกเราไปเที่ยวเป็นวันที่ 14 สิงหาคม 2551 ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดี และเป็นวันที่ 3 ในการเที่ยวของพวกเรา วันนี้อากาศร้อนมากๆๆๆ แดดเปรี้ยง แต่ผู้คนที่มาเที่ยวที่นี่ถือว่าไม่มากไม่น้อย ใครจะมาเที่ยวที่นี่และต้องการนั่งกระเช้า ต้องเช็คก่อนนะครับว่ากระเช้าเปิดให้ขึ้นหรือไม่ เพราะเค้าจะมีวันหยุดไม่ให้นั่งกระเช้าเพื่อตรวจสอบ และ ซ่อมแซม กระเช้า วิธีตรวจสอบก็ไมยากเข้า Website "http://www.np360.com.hk" ผมก็ตรวจสอบจาก website นี้ก่อนมาเหมือนกัน

เดินในหมู่บ้านฯ เพื่อที่จะไปวัดโพลิน ใกล้จะถึงทางออก หยุดถ่ายรูป ได้ฉากหลังเป็นพระใหญ่


เดินออกจากหมูบ้านหนองปิง เพื่อจะไป "วัดโพลิน" จะต้องผ่านประตูหมู่บ้านฯ


ระยะทางจากทางเข้าหมู่บ้านฯ ไปวัดโพลิน ระยะทางประมาณ 500เมตร ก่อนถึงก็เลยถ่ายรูปพระใหญ่มาให้ชมกันเล่นๆ


การมาเที่ยวที่นี่ไม่จำเป็นต้องนั่งกระเช้าก็ได้ สามารถนั่งรถเมล์มาเที่ยวก็ได้ ขึ้นรถเมล์ที่ข้างๆห้าง Citygate ใกล้ๆกับสถานีขึ้นกระเช้า รถเมล์จะมาจอดที่หน้าวัด ส่วนเรื่องราคานั้นจำไม่ได้ว่าเท่าไรแต่ถูกกว่านั่งกระเช้าแน่นอน และใช้เวลาเดินทางมากกว่านั่งกระเช้า 2 สาวประจำทริปนี้ ถ่ายรูปที่ทางเข้าวัดโพลิน


ถ่ายจากด้านล่างหน้าประตูวัด ถ้าใครจะขึ้นไปไหว้พระใหญ่ด้านบน ต้องเดินขึ้นอย่างเดียวไม่มีรถรับส่ง ต้องเดินขึ้นบันไดเป็นร้อยๆ ขั้น


การขึ้นไปไหว้พระใหญ่ข้างบน "ไม่ต้องเสียค่าเข้า" นะครับ ข้างๆทางขึ้นจะมีที่ขายตั๋วนั้นสำหรับใครที่จะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ฯ ใต้พระใหญ่เท่านั้น มาถึงหน้าพระใหญ่ ถ้าไม่ขึ้นไปไหว้ เดี๋ยวจะหามาไม่ถึง ต้องขึ้นไปเอารูปสวยๆมาฝาก


ขึ้นไปถึงข้างบนทางซ้ายของพระใหญ่ก็จะเจอรูปปั้น 3องค์ถือของสักการะพระใหญ่


ส่วนทางด้านขวาของพระใหญ่ก็จะมีเช่นกัน 3องค์


เดินเล่นถ่ายรูปข้างๆพระใหญ่ไม่นานต้องรีบลงแล้ว เพราะร้อนมากๆๆ พิพิธภัณฑ์ใต้ฐานพระใหญ่ก็ไม่ได้เข้าเพราะเสียตังส์ค่าเข้าชม พวกเราจุงเดินย้อนกลับมาทางเดิมคือ หมู่บ้านหนองปิง เพื่อไปขึ้นกระเช้ากลับ ไปขึ้นกระเช้าที่เดิมที่ดราลงกันตอนขามา
นั่งกระเช้าลงมาท้องเริ่มร้อง หิวข้าวแล้ว ร้านอาหารต่างๆ ที่หมู่บ้านฯ ก็มีขายแต่พวกเราอยากกินที่ "Foodrepublc" ซึ่งเป็น Foodcourt ที่มีอาหารหลากหลายประเภทมากราคาก็ปานกลาง ไม่ถูกไม่แพงมาก และ เป็น Foodcourt ที่มีอยู่ในหลายๆประเทศในแถบเอเซีย ตั้งอยู่ใน "Citygate Outlet" ติดอยู่กับสถานีต้นทางของกระเช้า และ สถานี MTR Tung Chung


ห้าง Citygate นี้มีทั้งหมด 4 ชั้นรวมกับชั้นใต้ดินด้วย เป็นห้างไม่ใหญ่มากแต่ขึ้นชื่อในเรื่องของถูก ขายไม่แพง มีการลดราคาตลอดทั้งปี ใครที่มาเที่ยวหนองปิงแล้วส่วนมากจะไม่พลาดที่นี่


หลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อยพวกเราก็ออกสำรวจร้านต่างๆ ว่ามีอะไรลดบ้าง ก็มีหลายร้านด้วยกันที่ลดราคาเช่น PUMA ลด 50%, Quick Silver 50%, แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเพราะคนในร้านเยอะมากๆ มาหยุดอยู่ที่ร้านนี้นานเป็นพิเศษ ESPRIT OUTLET ลดราคาทุกอย่างดูแล้วถูกจริงๆ ถ้าเทียบกับบ้านเรา เข้าไปทั้งนานสรุปได้เสื้อคนละตัว


ออกจากห้าง Citygate Outlet พวกเราก็เดินมาที่สถานี MTR Tung Chung เพื่อขึ้นรถไฟไปอีกสถานีเดียวไปลงสถานี Sunny Bay เพื่อต่อรถไฟสายสีชมพู่ เพื่อที่จะไป "Disneyland Resort" ภายในรถไฟไป Disneyland จะตกแต่งภายในสวยงามแตกต่างไปจากรถไฟทั่วๆไป แต่งตามรูปแบบของ Disneyland


นั่งรถไปไปสถานนีเดียวก็จะไปถึงสถานี Disneyland รูปแบบของสถานีก็แตกต่างจากสถานีทั่วๆไป วันนี้ผู้คนมาเที่ยวเยอะเหมือนกัน


มา Disneyland ไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเที่ยว ตั้งใจมาเพื่อมาถ่ายรูปข้างหน้ากับป้ายเท่านั้น เวลาไม่มีและไม่ได้เพลนจะเที่ยวด้วย


มาแล้วต้องขอเก๊กถ่ายรูปกับป้าย Disneyland เอาไว้มาคราวหน้าพวกเราจะเข้าไปลุยข้างในกัน


ถ่ายรูปเสร็จเดินดูของที่ระลึกนิดหน่อยพวกเราก็กลับกัน ขึ้นรถไฟกลับไปยังสถานี Sunny Bay เป้าหมายต่อไปของพวกเราคือ "Times Square" จะไปดูว่ามีอะไรลดราคาบ้าง พวกเรานั่งรถไฟไปลงที่สถานี "Causewy Bay" แล้วเดินออกทาง "EXIT A" ซึ่งจะอยู่ใต้ตึก Times Square พอดี นาฬิกาลัญญาลักษณ์ของที่นี่


หน้าตึก Times Squrae ตอนเย็นๆ ผู้คนเยอะมากๆ ส่วนมากจะเป็นคนทำงานออฟฟิต มาเพื่อรอขึ้น taxi กลับบ้าน รถ taxi ต่อคิวไม่มีขาดมารอรับผู้โดยสารหน้าตึก


เดินมาข้างๆตึกฯ จะเป็นถนนที่สามารถเดินไปห้าง SOGO ได้ ผู้คนเดินไปมาเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆ ไม่รู้เค้าจะไปไหนกัน พวกเราจึงเดินตามไป


ลัญญาลักษณ์อีกอย่างของเมืองฮ่องกงคือ "รถราง" ซึ่งเป็นรถรถเมล์ วิ่งบนรางเหล็กเหมือนรถไฟ แต่อยู่บนถนน เป็นรถรางไฟฟ้า


พวกเราเดินสำรวจร้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Bossini, G2000, Gordano, Esprit ลดราคาเท่ากับย่านอื่นๆ จึงไม่ได้ดูอะไรมาก ประกอบกับพวกเราเริ่มจะหิวข้าวกันแล้ว จึงพากันเดินกลับมายังตึก Times Squrae เพื่อมากินข้าวกันที่ Food Court อยู่ชั้นใต้ดินของตึกนี้


กินข้าวกันเสร็จ ก็ดึกแล้วเกือบจะ 5ทุ่ม พวกเราจึงนั่งรถไฟกลับโรงแรมกัน

หมดไปแล้ว 3 วันกับการเที่ยวมาเก๊า-ฮ่องกง ของพวกเรา คงเหลือเวลาอีก 1วันเท่านั้นในการเที่ยว ไปดูกันว่าพรุ่งนี้ซึ้งเป็นวันสุดท้ายพวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนกัน




 

Create Date : 12 กันยายน 2551    
Last Update : 17 กันยายน 2551 23:09:44 น.
Counter : 1491 Pageviews.  

มาเก๊า-ฮ่องกง 4วัน 3คืน ตอน 7

ผ่านไปแล้ว 2 วัน 2 คืน กับโปรแกรมเที่ยว "มาเก๊า-ฮ่องกง 4วัน 3คืน" วันนี้จึงเป็นวันที่ 3 ของการเที่ยวของพวกเรา และตรงกับวันที่ 14 สิงหาคม 2551 พวกเรายังอยู่ในฮ่องกง

ทุกตอนที่ผ่านมายังไม่เล่าถึงเรื่องการกินอาหารของพวกเรา พวกเราเป็นคนง่ายๆ กินง่ายๆ ส่วนใหญ่ก็อาศัยตาม" Food Court" ต่างๆ ตามห้างทั่วไป 1มื้อเราก็ใช้เงินในการกินประมาณ 30-40 HKD ต่อคน หรือประมาณ 150 บาทต่อมื้อ อาหารส่วนใหญ่ก็เป็นประเภทอาหารจานเดียว จานด่วน พวกเรามาเที่ยวไม่เน้นกินอะไรมาก อาหารที่ฮ่องกงมีหลายชนิดมากที่อร่อยๆ เช่น เป็ดปักกิ่ง โจ๊กปู ฯลฯ

ตื่นเช้าขึ้นมาพวกเราก็ออกเดินหาร้านอาหารเช้ากันในย่านจิมซ่าจุ่ย เดินไปเจอร้านโจ๊ก มีป้ายหน้าร้านเขียนเป็นภาษาไทยว่า "ร้านโปรดของหม่อมถนัดศรี" ไม่รอช้าพวกเราเข้าไปทันที


เข้าไปนั่งในร้านรู้สึกตกใจ เพราะในร้านมีแต่เสียงคุยกันเป็นภาษาไทยทุกโต๊ะ เรียกขอเมนูโอ๊ะดีใจมีเมนูภาษาไทยด้วย นั่งๆไปเหมือนร้านนี้อยู่ในประเทศไทยเลย พวกเราสั่งโจ๊กหมู โจ๊กตับ โจ๊กไข่เยี่ยวม้า และบะหมี่หมู พร้อมกับปาท๋องโก้ ขอบอกว่าทุกอย่างอร่อยหมด ราคาจานละประมาณ 20 กว่าเหรียญ


บรรยากาศในร้านคนเดินเข้าออกตลอด ที่แปลกที่สุดก็คือมีแต่คนไทยทั้งนั้นในร้านนี้ พวกเราก็เลยฝากท้องสำหรับอาหารเช้าไว้ที่ร้านนี้ทั้ง 2 วันที่อยู่ในฮ่องกง


เสร็จเรื่องอาหารเช้าสถานที่เที่ยวแห่งแรกของเราวันนี้คือ"วัดโพลิน นั่งกระเช้าลอยฟ้า Ngong ping 360" พวกเราก็เดินมาที่สถานี"Tsim sha Tsui" ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านโจ๊ก เพื่อขึ้นรถไฟฟ้าไปยังสถานี "Tung Chung" พวกเรานั่งรถไฟสายสีแดงไปลงที่สถานี" Lai King" เพื่อต่อรถไฟสายสีส้มที่สถานี Lai King ไปลงสุดสายสีส้มที่สถานี Tung Chung ซึ่งเป็นที่ขึ้นกระเช้าลอยฟ้า ไปยังวัดโพลิน และ หมู่บ้านหนองปิง
บรรยากาศของรถไฟตอนสายๆ คนไม่เยอะ


นั่งรถไฟประมาณ 30นาที ก็มาถึงสถานี Tung Chung พวกเราก็เดินออกทาง "EXIT B" เพื่อที่จะไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้า บริเวณทางออกสถานีจะเป็นห้าง "Citygate Outlet" ได้ยินว่าของถูกมาก เอาไว้ขากลับจะมาสำรวจกัน


เดินออกจากสถานีก็จะมองเห็นกระเช้าลอยฟ้า ให้เดินไปที่ขายตั๋วของกระเช้า วันนี้เป็นวันธรรมดาคนไม่เยอะมาก แต่ก็มีให้ต่อคิวไม่นาน


ราคาของตั๋วขึ้นกระเช้า ราคาของวันธรรมดา และ วันหยุดจะต่างกัน ดูจากป้ายได้ ราคาของวันธรรมดาจะถูกกว่า ป้ายสีเขียวคือวันธรรมดา ส่วนป้ายสีชมพู่ราคาวันหยุด จะต่างกันประมาณ 10HKD พวกเราซื้อตั๋วไป-กลับ 88HKD เป็นเงินไทยก็ประมาณ 390บาท


ซื้อตั๋วที่เคาร์เตอร์ๆ จะแจกคู่มือการเที่ยวหมู่บ้านหนองปิงให้ เจ้าหน้าที่สาวสวยจะถามเราว่า"Where are you come from?" เราเลยแกล้งตอบทันที "from philippino" เจ้าหน้าที่ก็เชื่อ บอกว่า"Sorry no have philippin language" เราก็ถามกลับไปว่า "Do you have thai language" เจ้าหน้าที่ก็ตอบเราว่า "i have but are you sure?" เราก็ตอบ "i can" เจ้าหน้าที่สาวสวยแอบยิ้มๆ งงๆ เราได้แต่นึกในใจ "โดนเราหลอกแล้ว"
ได้ตั๋วกับคู่มือฯ เสร็จก็เดินไปต่อแถวเพื่อรอขึ้นกระเช้า


ระหว่างต่อคิวรอขึ้นกระเช้าถ่ายรูปกับบัตรขึ้นกระเช้าไว้เป็นหลักฐานว่าเรามาถึงแล้ว การขึ้นกระเช้าก็ไม่ยาก ขึ้นเหมือนรถไฟฟ้าจะมีประตูกั้น ให้เอาบัตรเสียบที่ประตูไม้กั้นก็จะเปิดให้เราเข้าไป อย่าลืมดึงบัตรออกมาเพราะเราต้องใช้เมื่อเวลาขึ้นขากลับ


หลังจากต่อแถวมาเรื่อยจนใกล้จะขึ้นฯ ถ่ายรูปรวมอีกครั้งก่อนจะขึ้นกระเช้า


กระเช้าที่พวกเราขึ้นจะมีทั้งหมด 7คนรวมพวกเราด้วย กระเช้าขึ้นได้ไม่เกิน 8 คนเท่านั้น กระเช้ากำลังพาพวกเราข้ามทะเลและต่อด้วยขึ้นเขาแล้ว


ขอถ่ายรูปคู่กับหวานใจบนกระเช้า หน่อยนะครับ


มองย้อนกลับไปเมื่อข้ามทะเลแล้ว รู้สึกหวิวๆ เหมือนกัน จุดนี้ยังไม่ใช่จุดสูงที่สุดของกระเช้า


จุดนี้เป็นจุดที่สูงที่สุดของกระเช้า เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นสนามบินใหม่ฮ่องกง เครื่องบินจะมาลงที่สนามบินนี้ ถมทะเลทำสนามบิน


ผ่านจุดสูงที่สุดของกระเช้า มองไปทางด้านหน้าก็จะเห็นจุดจอดกระเช้า นั้นก็หมายถึงว่าพวกเราถึงที่หมายแล้ว หมู่บ้านหนองปิง ทางขวาของภาพคือน้ำตก


เมื่อนั่งกระเช้าใกล้จะถึงจุดสุดท้ายของกระเช้า มองไปทางซ้ายมือก็จะเห็นพระองค์ใหญ่ที่วัดโพลิน


นั่งกระเช้าประมาณ 30 นาทีก็ถึงที่หมายแล้วพวกเราลงจากกระเช้า สิ่งแรกที่พวกเราเจอคือร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ทุกคนที่ลงจากกระเช้าต้องผ่านร้านนี้ เป็นทางบังคับไม่มีทางอื่นไป


เดินออกจากร้านขายของที่ระลึกแล้ว ก็จะเริ่มเข้า "หมู่บ้านหนองปิง หรือ NGONG PING VILLAGE" เป็นหมู่บ้านที่สร้างขึ้นมาใหม่


ทั้งหมู่บ้านสองข้างทางเดิน จะเป็นร้านอาหารต่างๆ ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ร้าน 7-11 ก็ยังมี


ที่หน้าร้านขายของที่ระลึก"Monkey's Tale"




ตอนนี้ขอไว้แค่นี้ก่อน ตอนหน้าเราจะพาไปวัดโพลิน และ ไปช๊อปปิ้งที่ Citygate Outlet




 

Create Date : 06 กันยายน 2551    
Last Update : 17 กันยายน 2551 23:55:19 น.
Counter : 2232 Pageviews.  

มาเก๊า-ฮ่องกง 4วัน 3คืน ตอน 6

หลังจากดู "Symphony of Light" จบก็ได้เดินกลับไปยังสถานี MTR Tsim Sha Shuiเพื่อขึ้น MTR ไปยังสถานี"Mongkok" จะไปเดินย่าน "Lady Market" และ เดินย่านถนน " Sai Yeung Choi Street " ซึ่งจะมีร้านค้าแบนด์แนมเต็มไปหมด

พวกเราลงสถานีMTR Mongkok เดินออกทาง "Exit E2"


เมื่อเดินออกมาทาง Exit E2 แล้วตรงมาอีกนิดหน่อยก็จะเจอถนน "Sai Yeung Choi Street" ซึ่งจะยาวมาก


ย่านนี้ร้านค้าจะเต็มไปหมด วัยรุ่นเดินกันเยอะ นับเป็นแหล่งซ๊อปปิ้งอีกแห่งของคนฮ่องกง เวลาที่เราไปถึงขณะนั้นประมาณเกือบๆ 3 ทุ่ม คนยังเดินกันเยอะอยู่เลย


ที่นี่ไม่มีแต่เพียงร้านค้าต่างๆ มากมาย วัยรุ่นเดินเล่น นักซ๊อปฯ ทั้งหลาย ที่นี่ยังมี ผู้ให้เสียงเพลงแลกกับเศษเงินของผู้ผ่านไปมา ซึ่งก็เหมือนกันกับบ้านเราที่เรียกว่า นักดนตรีข้างถนน


หรือที่เรียกว่า ศิลปินเปิดหมวก เดินๆ ไปก็จะพบเห็นเป็นระยะๆ ในรูปไม่เพียงแต่ให้เสียงเพลงเท่านั้น ยังมีสุนัขตัวสีขาวมาเป็นเพื่อน ช่วยหารายได้อีกทาง


เดินๆ ไปเจอน้องๆ ชาวฮ่องกงแสดงอะไรไม่รู้สักอย่างกลางถนน เลยหยุดถ่ายรูป ถนนเส้นนี้ช่วงเย็นจะถูกปิดไม่ให้รถวิ่ง ถ้าใครจะมาซ๊อปปิ้งย่านนี้ต้องมาประมาณบ่ายๆ ถึง 5 ทุ่ม


มาฮ่องกงช่วง"Hong Kong summer Sale" จะไม่สำรวจร้านดังต่างๆ ว่าลดราคาเท่าไร ถูกหรือไม่ เดี๋ยวก็จะว่ามาไปถึงฮ่องกง เราไปดูกันเลยสำหรับร้าน "G2 Black Label" ลดราคาแบบสุดๆ 70% ลองเดินเข้าไปสำรวจแล้วลดราคาเยอะมาก แต่ยังไม่ตรงใจเลยยังไม่ได้อะไร เพราะส่วนใหญเป็นเสื้อผ้าของคนทำงาน


เดินต่อไปเจอร้าน "G2000" หน้าร้านบอกลดราคา 70% ไม่รอช้ารีบเข้าไปดูลดราคาจริงๆ 70% เฉพาะตัวที่3 แต่ในร้านก็มีลดราคาตั้งแต่ 20-50% มีทั้งเสื้อผ้าผู้หญิง และผู้ชาย ผู้คนในร้านเยอะมาก รื้อค้นกันใหญ่


เข้าร้าน G2000 ยังไม่ได้อะไรเพราะว่าอยากจะเดินสำรวจราคาดูก่อน สรุปยังไม่ได้อะไร เดินไปเจอร้านเขียว "Bossini" หน้าร้านติดป้ายลดราคา 50% UP รีบเดินเข้าไปดูไม่รอช้า


ร้าน "Bossini" เป็นตึกสีเขียวมีทั้งหมด 4 ชั้น มีเสื้อผ้าของทุกเพศ ทุกวัย ลดราคาเยอะมาก สวยๆทั้งนั้น พวกเราเข้าไปอยู่นานสองนาน ออกมาหน้าร้าน ผู้คนหน้าร้านก็ยังคึกคักเดินกันไปมา


เข้าร้าน Bossini ได้เสื้อผ้ากันบ้าง ผมได้กางเกงใน 6 ตัวๆ ละ 70บาท เสื้อยืด 2 ตัวๆละ 230บาท ส่วนคุณผู้หญิงได้กางเกงใส่ทำงาน 1 ตัวราคา 700 บาท เพื่อนร่วมทริปได้เสื้ออีก 2 ตัวราคารวม 600กว่าบาท ออกจากร้านเขียวเดินไปเจอร้านแดง ไม่รอช้ารีบเข้าไปเลย วัยรุ่นฮ่องกงเดินสวนออกมา หันหลังมองด้วยความตกใจ "ยัยคนนี้อดอยากซ๊อปปิ้งมาจากไหน ถึงได้รีบเดินจ้ำฮ่าวเข้าร้าน"


ราคาที่ร้าน"Esprit" นี้ถือว่าถูกมากๆ ถ้าเที่ยบกับที่บ้านเราเสื้อยืดราคาตัวละ 200 กว่าบ้าน กางเกงยีนตัวละพันบาท ยอมรับเลยนะครับว่าถูกจริงๆๆๆ ถูกมากๆๆๆ ภายในร้านมีเสื้อผ้าหลากหลายประเภทเต็มไปหมด พวกเราเข้าไปนานมาก ก็ได้ของมาบ้างนิดหน่อย สังเกตุสีหน้าซิครับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข


การแต่งตัวของวัยรุ่นฮ่องกง ก็เหมือนๆ คล้ายๆ กับบ้านเรา


หลังจากที่เดินเล่นย่านถนน Sai Yeung Choi Street จนสุดถนนแล้ว พวกเราก็ได้เดินไปสำรวจตลาดใกล้ๆ กัน" Lady Market" ซึ่งอยู่ติดๆกัน ไปเดินดูว่าเค้าขายอะไรกันบ้าง


ของที่พ่อค้าแม่ค้าที่เอามาขายกัน คือ เสื้อผ้า กางเกง กระเป๋า ผ้าขนหนู ของที่ขายคล้ายๆกับสวนจตุจักร หรือ ตลาดประตูน้ำ บ้านเรา ตลาดจะเปิดขายของตั้งแต่เวลาประมาณ 5 โมงเช้า ถึง 5 ทุ่ม


เดินดูไปเรื่อยๆ สังเกตุเห็นร้านขายของอยู่อย่างหนึ่งที่ร้านขายบ้านเราไม่มี หรือมีก็ไม่รู้เพราะผมไม่เคยเจอ และไม่ใช่มีขายอยู่ร้านเดียว มีหลายร้านด้วย นั้นก็คือ ชั้นในแฟชั่นรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของผู้หญิงหรือผู้ชาย ชั้นในผู้หญิงชิ้นจะบางๆ ตัวเล็กๆ ส่วนของผู้ชายจะเป็นรูปต่างๆ เช่น งวงช้าง ปากนก หน้าวัว ฯลฯ มากมาย หรือว่านี้เป็นที่มาของ Lady Market



เดินชมผู้คน ห้างร้านต่างๆ ช๊อปปิ้งบ้าง ได้เวลา 5 ทุ่มกว่าร้านต่างๆ เริ่มปิดพวกเราก็เริ่มจะง่วงนอน ต้องกลับไปนอนกันแล้ว นอนเอาแรงไปเที่ยวกันต่อในวันรุ่งขึ้น ตอนนี้ของจบแค่นี้ก่อน " ติดตามต่อไปว่าตอนหน้าพวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนกัน "




 

Create Date : 03 กันยายน 2551    
Last Update : 10 กันยายน 2551 23:03:11 น.
Counter : 3075 Pageviews.  

มาเก๊า-ฮ่องกง 4วัน 3คืน ตอน 5

เรือ Cotai Jet ที่พวกเรานั่งเดินทางออกทะเลมุ่งหน้าสู่ "เกาะฮ่องกง" เวลา 15.00 น. นั่งเรือมาพวกเราก็งีบหลับกันบ้าง เรือไม่โคลงเคลง จึงทำให้ไม่เมาเรือกัน เคยอ่านรีวิวของบางท่านจะบอกเรือง นั่งเรือไม่ได้เลยเมามาก ปวดหัวมาก แต่ผมว่าเรือของ Cotai Jet นั่งนิ่มดี บนเรือจะมีเจ้าหน้าที่เดินแจกใบ Immigration หรือ ใบ ตม. ของฮ่องกง ได้ใบเราก็เขียนทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา
นั่งมาได้ประมาณ 50นาที เริ่มมองเห็นเกาะฮ่องกงอยู่ข้างหน้า เรือ Cotai Jet จะไปจอดที่ท่าเรือตึก Sheung Wan ฝั่งเกาะฮ่องกง ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงพอดี ด้านซ้ายของรูปจะเป็นท่าเรือ


เรือจอดที่ท่าเสร็จพวกเราก็เดินมาทำการผ่าน ตม. ไม่มีปัญหาอะไร เดินเข้ามาได้มาเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรียกให้พวกเราไปตรวจสอบกระเป๋าทุกคน พวกเรายินดีให้ตรวจ ไม่มีอะไรผิดปรกติตำรวจจึงให้เราไป ได้แต่คิดในใจว่า "เรียกพวกเราทำไมเสียเวลา ไม่ได้ขนยาบ้าสักหน่อย" เป้าหมายต่อไปของเราคือ สถานีรถไฟ" MTR Sheung Wan" ซึ่งอยู่ใต้ตึกนี้เดินลงบันใดเลือนไปใต้ดินตามป้ายรถไฟฟ้าใต้ดินบอกก็จะเจอสถานีฯ พวกเราซื้อบัตร" Octopus Card ราคา 150HKD แต่จะใช้ได้เพียง 100HKD มัดจำบัตร 50HKD บัตรนี้ใช้สำหรับเดินทางไปยังที่ต่างๆ พวกเราขึ้น MTR ไปลงที่สถานี "Tsim Sha Tsui " เพราะจองที่พักไว้ที่นี่ New Hong kong Hostel


ตึก Chungking Mansion อยู่ย่านจิมซ่าจุ่ย โรงแรมที่เราจองไว้อยู่ภายในตึกนี้ ยังเดินไม่ถึงตึกจะมีคนเข้ามาถามว่ามีที่พักหรือยัง เต็มไปหมดรำคาญมากๆๆ ส่วนมากเป็นคนดำ กับ แขก ไม่รู้ชาติไหน เยอะไปหมด ยุ่งวุ่นวายไปหมด ไปถึง Hostel ที่จองไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดคือ โรงแรมถูกปิดไม่ทราบสาเหตุ เค้าให้เราไปพักที่ tom gusethouse แทน ผมโมโหมาก ขอเงินมัดจำคืนก็ไม่ให้ ตั้งใจจะไปที่พักใหม่แต่คิดไปคิดมา กลัวจะเสียเวลาหา ราคาอาจจะแพงด้วยเพราะเห็นเราลากกระเป๋ากันมา ผมเลยตัดสิ้นใจพักที่นี่ แคบมากแต่ก็สะอาดดี เจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิงมีอายุดูเป็นคนง่ายๆดี
ขอแนะนำท่านที่จะไปเที่ยวฮ่องกง ผมว่าไม่ควรมาพักที่นี่เด็ดขาด
เก็บกระเป๋าเสร็จก็ออกเที่ยวกันเลย ถนนนาธานหน้าที่พัก


ตามโปรแกรมที่เราตั้งเอาไว้ก่อนมาฮ่องกงคือ พวกเราจะไป" The Peak" แต่ด้วยเวลามีน้อยจึงเปลี่ยนใจไปเดิน "Avenue Of Stars" และ รอชม "Symphony of Light" ซึ่งจะเริ่มแสดงเวลา 20.00 น. การไปที่ต้องเดินทางลอดถนน subway ไม่สามารถเดินข้ามถนนได้ พวกเราเดินไปหาทาง Subway ยืนอยู่กลางถนนนาธาน


เดินใต้ดินเพื่อไปออกทางตึก SOGO ซึ่ง Anenue Of Stars จะอยู่หลังตึกนี้


เดินออกจาก Subway แล้วเดินอ้อมห้าง Sogo ไปทางด้านหลังก็จะเจอ AVENUE OF STARS เป็นเหมือนแห่งชุมนุมของผู้คนยามค่ำคืน เป็นแหล่งที่ดาราฮ่องกงมาประทับรอยมือกันมาก เดินหารอยมือ เฉินหลง หาไม่เจอ ผู้คนเยอะมากๆ


มาแล้วต้องถ่ายรูปกับล้อฟิล์มหนังขนาดใหญ่


Avenue of stars จะตั้งอยู่ฝั่งเกาลูน มองออกไปฝั่งตรงข้ามคือฝั่งของเกาะฮ่องกง บรรยากาศพระอาทิตย์กำลังจะตกดินของฝั่งเกาะฮ่องกง


พวกเรายังอยู่ในส่วนของ avenue of stars เดินถ่ายรูปกันไปเรื่อย ถ่ายยากมากเพราะจะติดคนอื่นเยอะมาก พอได้จังหวะว่างๆ ก็ขอถ่ายภาพแนว Night Portriat ไว้ดูเล่นๆสักหน่อย


เพื่อนสาวร่วมทริป ซึ่งเป็นน้องที่ทำงานเดียวกัน


เพื่อนชายร่วมทริปอีกคน เป็นน้องที่ทำงานเดียวกัน


คราวนี้ถ่ายรวมกัน 3 คน อีกคนเป็นคนกดถ่ายภาพเลยไม่ได้ไปถ่ายด้วย ด้านหลังจะเป็นเรือสำเภาโบราณ มีใบสีแดงผ่านพอดี


ย้ายกองถ่ายไปถ่ายคู่กับสัญญลักษณ์อักอย่างของ anenue of stars


บรรยากาศของภาพแนวกว้าง เกาะฮ่องกง


หลังจากเดินเล่น ถ่ายรูปบริเวณ avenue of stars แล้ว พวกเราก็ได้เดินไปยังบริเวณที่ชม Symphony of Light ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเดินไปประมาณ 500 เมตร ระหว่างเดินไปก็มีผู้คนจำนวนมาก มายืนจับจองที่ริมน้ำเพื่อรอชม แต่เราอยากได้มุมกล้องตรงๆ ก็เลยต้องเดินไปหน่อย บริเวณที่ชมจะทำเป็นชั้นให้ขึ้นไปชม แต่เราไปถึงเต็มหมดแล้ว เพราะมีทัวร์ลง


เมื่อถึงเวลา 20.00 น. ตรง การแสดงก็เริ่มขึ้น มีการเปิดเพลงประกอบไปกับลีลาของแสงไฟแต่ละตึก ดูแล้วอลังการมาก สวยดี


การแสดงจะมีใช้เวลาประมาณ 20 นาที ตึกจะสลับการเปิด-ปิด ไฟไปตามจังหวะของเสียงเพลง จะยาวไปตลอดของตึกด้านฝั่งเกาะฮ่องกง การแสดงจะมีขึ้นเวลา 20.00 น. ของทุกวัน ชมฟรี ไม่มีการเก็บค่าดูแต่อย่างใด


กำลังดูเพลินๆ จบเสียแล้ว หลังการแสดงจบผู้คนเริ่มแยกย้ายกันเดินกลับ


ดู Symphony of Light จบแล้ว พวกเรามีโปรแกรมไปเดินเล่น ย่าน Mongkok จะไปเดินซ๊อปปิ้งย่าน lady market และเป็นช่วง"Hong Kong Summer Sale" ไปดูว่าแต่ละร้านจะลดราคากี่เปอร์เซ็นต์ อย่าลืมชมตอนหน้าไปดูซิว่าเป็นอย่างไร




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2551    
Last Update : 8 กันยายน 2551 21:00:21 น.
Counter : 1576 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.