เที่ยวไป..กินไป..ตามแต่ใจเราสองคน เป็นบล๊อกที่ทำขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของเราทั้ง 2 คน และเป็นข้อมูลให้สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางด้วยตัวเอง

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 

ไปเที่ยวง่ายๆ สบายๆ ...ที่ สิงคโปร์ ตอนจบ

วันเสาร์ที่ 3 พ.ค. 2551 เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่เที่ยวที่สิงคโปร์กัน โปรแกรมวันนี้ที่วางแผนไว้คือ เช้าไปเที่ยว Chaina Town บ่าย ๆ ไปช้อปปิ้งและซื้อของฝาก แถว ๆ Suntec City ตามมาชมกันครับว่าเราทั้งสองคนจะทำได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่

วันนี้เราตื่นประมาณ 8 โมงเช้า นอนกลิ้ง ๆ ไปกลิ้งมา ตื่นอาบน้ำแต่งตัวเก็บกระเป๋าเพื่อเตรียม Check Out ดีกว่า จะได้ออกไปหาของกินอร่อย ๆ กันก่อนจะเที่ยวต่อ โดยที่โรงแรม NSS Hotel เค้าให้ Check Out ได้ไม่เกิน 12.00 น. แต่เรา Check Out กันเวลา 10.00 น. (เพื่อจะได้ออกไปเที่ยวกันต่ออย่างสบายใจ โดยไม่ต้องรีบกลับมา Check Out) เราจ่ายค่าโรงแรมเป็นเงินสดโดยใช้เงินดอลล่าร์สิงคโปร์ ค่าห้องคืนละ $87 รวม 2 คืนก็ $174 เราจองผ่าน Internet โรงแรมมีโปรโมชั่นลดให้อีก $8 ก็เท่ากับ 174 - 8 = $166 ถ้าเป็นก่อนหน้านี้จะเสียแค่ $166 เท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้รัฐบาลสิงคโปร์ให้เสียภาษี เราจึงต้องจ่ายภาษีอีก 7% รวมแล้วก็เท่ากับ 166 + 11.62 = $177.62 เป็นจำนวนเงินที่เราจ่ายค่าโรงแรม 3 วัน 2 คืน คิดเป็นเงินไทยตอนที่เราแลกเงิน $1 = 23.66 บาท 177.62 X 23.66 = 4,202.50 บาท ถ้าคิดต่อคืนก็เท่ากับ 2,101.25 บาทครับ

จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย ก็เอากระเป๋าฝากไว้ที่โรงแรม บอกเค้าว่าเย็น ๆ เราจะกลับมาเอากระเป๋าอีกครั้ง ทางโรงแรมออกใบฝากกระเป๋าให้ครับ โรงแรมมีห้องเก็บกระป๋าอย่างดีรับรองไม่มีหาย เปิดห้องเก็บกระเป๋าตกใจ ทำไมกระเป๋าที่ฝากถึงมากมายขนาดนี้ อ่านในใบฝากกระเป๋าถึงรู้ว่า สามารถฝากกระเป๋าไว้ได้ไม่เกิน 3 เดือน (ส่วนกระผมเอง เย็น ๆ ก็มารับกระเป๋าครับ)

ฝากกระเป๋าเสร็จเกิดอาการหิวข้าวอย่างแรงเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว Chaina Town ไปหาอะไรกินแถว Bugis Street ซึ่งใกล้กับโรงแรมดีกว่า


ที่ Bugis Street มีร้านขายของสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า ขนม ของกินต่าง ๆ


เดินไปเรื่อย ๆ ในย่าน Bugis จะมีตลาดสดขายของกิน เหมือนตลาดสดบ้านเรา เป็นอีกย่านของคนสิงคโปร์มาจับจ่ายซื้อของต่าง ๆ เรามุ่งตรงไปยัง Food Center อยู่ติดกับตลาดสดเพื่อหาอะไรกิน เจอ บะหมี่กระดูกหมู รสชาดเยี่ยม อร่อยดี ให้บะหมี่เยอะมากจานนี้ราคา $3 ครับ ถ้ากินไม่หมดบอกเค้าเอา $2 ก็ได้ครับ


หลังจากหาอะไรกินกันแล้วก็เดิยย่อยอาหาร ดูว่าแถว Bugis นี้จะมีอะไรขายและมีอะไรน่าสนใจบ้าง


ผู้คนเยอะเดินไปมา บางคนก็มานั่งเล่นโดยเฉพาะคนมีอายุ มานั่งคุยกัน ในรูปเป็นการแสดงกล แล้วขายอะไรสักอย่าง แสดงกลแบบนี้คิดว่าจะมีแต่บ้านเราที่ไหนได้สิงคโปร์ก็มี (ที่ขด ๆ อยู่หน้าผ้าสีแดงนั่น งู...ปลอม ครับ ขด ๆ ซะคิดว่างูจริงซะอีก...โถ่ )


เดินเล่น ดูของต่างๆ ที่ย่าน Bugis ได้ไม่นาน มีคนอยากช้อปปิ้งขึ้นมา เลยต้องขึ้นรถไฟ MRT ที่สถานี Bugis เพื่อไปลงสถานี City Hall เดินช้อปฯ ไปเรื่อยตั้งแต่ที่ Citylink Mall จนถึง Suntec City


ลงสถานี City Hall แล้วเดินต่อ Citylink Mall เพื่อไปช้อปปิ้งที่ Suntec City มีคนอยากตั้งเป้าหมายอยากได้กางเกง G2000 และรองเท้า Charles & Keith ...ลุยกันเลยเรา เดิน ๆ ไปเจอเคาน์เตอร์ขายตั๋วของ Duck & Hippo Tour ใครที่มาสิงคโปร์แล้วอยากจะนั่งรถเที่ยว ให้มาซื้อตั๋วได้ที่นี่ ขึ้นรถได้ที่นี่เช่นกัน อยู่ชั้น 1 ในห้าง Suntec City (แต่วันนี้เราไม่ได้ไปเที่ยวกับ Tours นี้เค้าหรอกครับ เพราะต้องโดนดึงไปช้อปปิ้งตลอดเลยครับ ไม่รู้อดอยากช้อปปิ้งมาจากหน๋ายยย )


เดินไปเดินมาเจอแล้วครับร้านเป้าหมายของคุณผู้หญิง Charles & Keith ร้านขายรองเท้าคุณสุภาพสตรี สุภาพบุรุษอย่างเราไม่เกี่ยว อยู่ที่ Suntec City ชั้น 1


เข้าไปตั้งนานเป็นชั่วโมง ได้รองเท้ามาแค่ 4 คู่เอง (อันนี้ประชดครับ ประชด ในตู้ใส่รองเท้าที่บ้านเป็นของคุณผู้หญิงทั้งตู้ครับ แล้วนี่ก็ซื้อไปเพิ่มอีก 4 จะมีที่ใส่มั๊ยเนี่ย )
[อร: เกินไปค่ะคุณพี่ 4 คู่นี่ ไม่ใช่ของอรทั้งหมดซะหน่อยน๊า เพื่อนที่ทำงานเค้าฝากซื้อมาค่ะ ของอรแค่ 3 คู่เองนะค๊า ]
[เต่า: ]

ห้าง Suntec City ก็เหมือนห้างขายของทั่วไป มีร้านขายของหลาย ๆ ระดับ ตั้งแต่หรู ๆ ไฮโซ ๆ ไปถึงระดับธรรมดา เดิน ๆ ไปต่อเพื่อเป้าหมายต่อไปร้าน G2000 นั่นเอง ก็ไม่ผิดหวังเจอจนได้คุณผู้หญิงเข้าไปลองอีกแล้ว นานสองนาน ออกมาได้กางเกงมาอีก 2 ตัว รวมกับซื้อเมื่อวาน 2 ตัวรวมเป็น 4 ตัว ตั้งใจจะซื้อสัก 6 ตัวได้แค่ 4 ตัวบ่นเสียดาย เราคิดในใจ (จะซื้อไปเผาหรืองัยตั้ง 6 ตัว) [อร: แหม...คุณพี่คะก็คุณน้องขาดการช้อปปิ้งมาตั้งครึ่งปีกว่าแล้วนะคะ ตั้งแต่งานสหพัฒน์เมื่อกลางปีที่แล้ว ไหน ๆ มาเจอเค้า Sale ถูกกว่าเมืองไทยทั้งที พลาดไปเสียดายแย่ ขออนุญาตช้อปฯ ให้คุ้มค่าเดินทางหน่อยนะคร๊า โฮ่ะ ๆ ๆ ๆ ]


เดินไปเดินมาใกล้เวลา 6 โมงเย็นแล้ว ต้องรีบกลับไปโรงแรม เพื่อไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ เอากระเป๋าออกมาจัดการแพ็คของทั้งหมดที่ซื้อมาลงในกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่โรงแรมนี้ดีมาก ๆ บริการดีตลอดขอความช่วยเหลืออะไรก็ช่วยเหลือเต็มที่ครับ

ออกจากโรงแรมเดินมาขึ้นรถไฟ MRT ที่สถานี Bugis เพื่อไปสนามบินฯ แต่ต้องไปเปลี่ยนขึ้นรถไฟขบวนใหม่ที่สถานี Tanah Merah (EW4) เหมือนเช่นตอนที่เรามาจากสนามบิน

เมื่อถึงสนามบิน ออกมาจากรถไฟแล้วให้ดูป้ายที่บอกว่า Terminal อะไรไปทางไหน ในตอนนี้เราต้องไปขึ้นเครื่องที่ Terminal 1 ครับ การเดินทางไป Termeinal 1 ก็ให้ใช้วิธีย้อนกลับไปเหมือนตอนที่เรามา เพียงแต่เมื่อลงรถไฟ ที่สถานี Terminal 1 ไม่ต้องลงบันไดเลื่อนเพราะขาออกจะอยู่ชั้น 2 ของอาคาร Terminal1 นั้นเองครับ


ถึงสนามบินก่อนเวลา Check In ต้องมานั่งรอ ต้องขออภัยด้วยครับท่านั่งไม่สุภาพ เพราะเดินตามคุณผู้หญิงเค้าช้อปปิ้งมาทั้งวัน เกิดอาการรองเท้ากัด และหมดสภาพอย่างที่เห็นครับ

สรุปว่าจบทริปนี้กระผมยังไม่ได้ของส่วนตัวซักกะชิ้นครับ ส่วนคุณผู้หญิงของกระผมนี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจริง ๆ ครับ เพราะของคุณเธอนั้นเต็มฝากระเป๋าเดินทางที่เห็นอยู่นี่ไปด้านนึงเลยครับ [อร: คุณพี่เค้าไม่ได้ของอะไรหรอกค่ะคุณผู้ชม เพราะมัวรี ๆ รอ ๆ กางเกง Billabong สุดเท่ห์ที่เล็งไว้ตั้งแต่วันแรกตัวละ $41 พอวันที่สองเดินมาร้านเดิมเค้าขึ้นป้าย No Discount หุ ๆ อย่างขำค่ะ ป้ายที่กางเกงก็เปลี่ยนไปเป็น $68 อยากจะย้อนเวลากลับไปก็ไม่ได้แล้ว...อดเลย โฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อยากจะหัวเราะเป็นภาษาสิงคโปร์]


ไฟท์ที่เรากลับคือ FD3506 ของสายการบิน Airasia เวลา 20.40 น. หลังจาก Check In เรียบร้อยเราก็ทำการผ่าน ตม.ขาออกเรียบร้อยแล้วมาเดินดูของ Duty Free (คุณผู้หญิงเค้าตั้งท่าจะช้อปฯ อีกแล้วครับ ) พอใกล้จะได้เวลาขึ้นเครื่องเราก็ไปยัง Gate ที่ขึ้น วันนี้เราโชคดีมากได้นั่ง Airbus A320 เป็นเครื่องบินลำใหม่เอี่ยม ภายใน เบาะนั่งใหม่มาก ๆ และโชคดีอีกอย่างคือ ไฟท์ไม่ดีเลย์ด้วยครับ ออกตรงเวลาเป๊ะ พอเครื่องทะยานสู่ท้องฟ้าแล้ว เราทั้งคู่หลับสนิทหลังจากเหนื่อยจากการเดินเที่ยวอยู่ตั้ง 3 วันในสิงคโปร์


นั่งหลับมาตั้งนาน พอได้ยินเสียงกัปตันพูดอะไรอู้ ๆ อี้ ๆ ก็คาดว่าน่าจะใกล้ถึงสนามบินสุวรรณภูมิซะที เรานั่งรถเท็กซี่จากสนามบินกลับบ้าน เค้าจะคิดค่าบริการเพิ่มจากมิเตอร์คันละ 50 บาท ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เราไปเที่ยวเช่น ค่าแท็กซี่ไปกลับสนามบินสุวรรณภูมิ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเดินทางในสิงคโปร์ ค่าอาหาร ทั้งหมด ทริปนี้มีค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จคนละ 7,410 บาท ไม่รวมซื้อของฝาก และของที่คุณผู้หญิงไปช้อปปิ้งมาครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมรีวิวสิงคโปร์ของเรา หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจจะเดินทางไปเที่ยวเองแบบไม่ง้อทัวร์ไม่มากก็น้อยนะครับ การไปเที่ยวสิงคโปร์เองไม่ยากอย่างที่คิด ไปง่าย ๆ Visa ก็ไม่ต้องขอ แค่มี Passport ก็ไปได้ จริง ๆ แล้วสามารถไปเช้าแล้วกลับดึก ๆ ก็ยังได้ครับ

ทริปหน้าของเราทั้งสองจะเป็นที่ไหนนั้น คอยติดตามชมกันได้ในหัวข้อ Next Trip นะครับ ส่วนทริปนี้...บ๊าย บาย คร๊าบบบ




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2551 20:26:49 น.
Counter : 3512 Pageviews.  

ไปเที่ยวง่ายๆ สบายๆ ...ที่สิงคโปร์ ตอน5

ต่อจากตอนที่แล้วเราอยู่ที่ห้าง Vivo กำลังจะไปตั๋วเข้าไปเที่ยวที่ Sentosa กัน

ขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้น L3 ก็จะพบกับเคาน์เตอร์ขายตั๋วของ Sentosa ด้านข้างเคาน์เตอร์ จะเป็นสถานีรถไฟ Monorail ข้ามไปยังเกาะ Sentosa เราได้ซื้อตั๋วรถไฟไป-กลับ รวมค่าเข้า Sentosa คนละ $3 (การเข้าไปเที่ยวที่ Sentosa มี 3 ทาง ทางแรกคือ ทางรถไฟ Monorail ทางที่สองโดยกระเช้าลอยฟ้าไป-กลับ รวมค่าเข้าคนละ $12 และทางที่สามคือทางรถยนต์ แต่คิดว่าสะดวกและประหยัดสุด คือ เดินทางโดยรถไฟ Monorail)


ไปเที่ยว Sentosa ครั้งนี้ตั้งใจจะไปดู Song of the Sea ค่าเข้าชมคนละ $6 มี 2 รอบ 19.30 น. กับ 20.40 น. แนะนำถ้าใครจะชมให้ซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ที่นี่ได้เลย และควรจะมาซื้อแต่เนิน ๆ เพราะบ้างครั้งทัวร์ลงตั๋วจะเต็ม


ได้ตั๋วรถไฟ ($3) และตั๋วเข้าชม Song of the sea ($6) เรียบร้อยแล้ว (รวมจ่ายไปคนละ $9) ....อย่ารอช้า...Let's go กันเล้ย

นั่งรถไฟ Monorail ข้ามไปเกาะฯ มองออกไปเห็นท่าเรือสตาร์ครูส เรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ และกระเช้าข้ามเกาะสูงมาก ๆ (เรานั่งไปคงใจหวิว ๆ เพราะกลัวความสูงกันทั้งคู่)


นั่งรถไฟข้ามเกาะฯ จะมีทั้งหมด 4 สถานี สถานี Imbiah Station จะเป็นสถานีที่จอดให้คนลง ใครต้องการไปถ่ายรูปกับ Merlion หรือดูพิพิธภัณฑ์ เล่นอะไรต่าง ๆ จะต้องลงที่สถานีนี้ แต่เราไปลงสถานี Beach Station เพื่อจะไปเดินเล่นชาดหาด (ชมวิวสวย ๆ ขาว ๆ ) และดู Song of the sea


Beach Station เป็นสถานีสุดท้ายของรถไฟ Monorail ติดกับสถานีจะเป็นที่แสดง Song of the Sea เราเดินลงมาข้างล่างสถานีเจอผู้คนยืนต่อคิวขึ้นรถราง เพื่อไปยัง หาด Siloso เป็นรถรางรับส่งฟรี เราก็ไม่พลาดรีบไปต่อคิวเพื่อขึ้นรถแล้วก็นั่งใจเย็น...สังเกตจากนางแบบของกระผม กินอิ่ม นั่งรถรางรับลมเย็น ๆ ถึงกับตาปรือเชียวหรือจ๊ะ


ชายหาดที่เกาะ Sentosa เป็นชาดหาดที่สร้างขึ้นมา ไม่ได้มีขึ้นเองตามธรรมชาติ มีหลายหาดสวย ๆ ทั้งนั้น แต่เราเลือกไปหาด Siloso เราลงรถเพื่อไปเดินเล่นและถ่ายรูปวิวสวย ๆ แต่โชคไม่ค่อยดีวิวสวย ๆ ไม่ค่อยมี หรือเป็นเพราะใกล้จะมืดแล้ว (โถ่...อดเลยเรา โดนลากไปช้อปปิ้งทั้งวัน ดูสิ Subject หายหมดเลย )


ถึงใกล้จะค่ำแต่ก็ยังมีผู้คนเล่นน้ำกันอยู่ ภาพวิวจะดูไม่สวย (แต่ยังพอมี Subject นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ยังดีแฮะ )


ไม่ใช่จะสร้างเฉพาะชาดหาด เกาะที่เห็นนี้ก็สร้างขึ้นมาโดยการถมทะเล ทำเป็นเกาะสวยงามดี


ขึ้นรถไปลงที่สุดชายหาดแล้วเดินเล่นตามชาดหาดย้อนกลับมาเรื่อย ๆ เพื่อรอเวลาเข้าชม Song of the Sea รอบ 20.40 น. เดินมาเจอเครื่องเล่นนั่งกระเช้าขึ้นไปบนเขาแล้วนั่งรถล้อเลื่อนลงมาจากเขา (ขออภัยจริง ๆ มันจะมืดแล้วเลยไม่ทันดูป้ายว่าเค้าเรียกเครื่องเล่นชุดนี้ว่าอะไรครับ ถ้านึกออกแล้วจะกลับมา Update ให้อีกครั้งครับ) ไปยืนดูแต่ไม่ได้เล่น เพราะไม่อยากเล่นกลัวเดี้ยง ส่วนราคาจำไม่ได้ครับ จำได้ว่าเค้ามีบริการถ่ายรูปขณะเราเลื่อนรถลงมาให้ด้วยครับ เป็นแพ็กเกจ 2 รูปบ้าง 3 รูปบ้าง คนเล่นเยอะอยู่เหมือนกันครับ


เดินเรื่อย ๆ มาถึงที่แสดง Song of the Sea ด้านหน้าจะมีร้านขายของที่ระลึก ผู้คนยืนรอเข้าดูรอบ 20.40 น. เยอะมาก ๆ เราเลยขอถ่ายรูปคู่กับปลาออสก้า (ดูจากรูปพรรณสัณฐานน่าจะเป็นปลาสิงโตครับ) ตัวเอกของการแสดงชุด Song of the Sea นั่นเอง ใคร ๆ มาก็ต้องมายืนถ่ายรูปกับเจ้าตัวนี้ เราก็จัดการเก็บภาพตามประเพณีนิยมซะหน่อย


กลัวน้อยหน้ากันต้องขอเก็บภาพด้วยซะหน่อย


ช่วงเวลารอเข้าดู เราก็เดินถ่ายรูปเล่นได้ไม่นาน ถ่านกล้องเกิดหมดขึ้นมาเอาดื้อ ๆ เป็นอะไรที่เซ็งมาก ตั้งใจจะมาถ่าย Song of the Sea มาให้ชม เซ็งมากกกกกกกคร๊าบบบบบ เค้าจะเปิดประตูให้เข้าก่อนการแสดง 30 นาที เราเลยเดินไปรอเข้าที่ประตู 5 ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือของประตูใหญ่ (ประตูนี้เค้าจะให้เป็นประตูทางออก) แถวรอเข้ายาวมาก ๆ นั่งดู ๆ ไปหยิบกล้องขึ้นมาลองเปิดดู...ถ่านมาแล้ว (แป๊บเดียว) ถ่ายได้ 3 ภาพ ถ่านหมดอีกแล้ว สองภาพถ่ายไม่ทันเพราะถ่านมันอ่อนแรง เลยมีรูปที่พอดูได้อยู่แค่รูปเดียวมาให้ชมครับ...กระผมก็เศร้าใจกะตัวเองจริง ๆ ครับ

Song of the Sea เป็นการแสดงเทคโนโลยีแสงสีเสียงบนม่านน้ำ Special Effect ดูน่าตื่นเต้นดี เรื่องราวก็เป็นแนว ๆ ว่าเสียงเพลงจากเด็ก ๆ ช่วยฟื้นพลังให้สรรพสิ่งตื่นจากการหลับไหล ขึ้นมาเริงระบำ ดูตัวการ์ตูนแล้วออกแนว ๆ ดิสนีย์โชว์ครับ ก็ตื่นตา ตื่นใจ ประทับใจดีไปอีกแบบ เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่พาบุตรหลานมาชมครับ (แต่ไม่ควรเป็นเด็กเล็กมากนะครับ เพราะบางฉากมีการจุดพลุไฟใกล้ที่นั่งของผู้ชม และมีเสียงดัง เด็ก ๆ อาจตกใจครับ )


หลังจากดู Song of the Sea เสร็จแล้ว ตามโปรแกรมเราตั้งใจว่าจะไป Clarke Quay เพื่อไปชมบรรยากาศเก่า ๆ และหาอะไรอร่อย ๆ กิน แต่หมดอารมณ์เพราะถ่านกล้องหมด เลยกลับโรงแรมนอนดีกว่า

ผ่านไปแล้ว 2 วันของการไปเที่ยวสิงคโปร์ของเรา ตอนหน้าเป็นวันที่ 3 แล้วที่เราอยู่ในสิงคโปร์ และกว่าจะขึ้นเครื่องกลับก็ตั้ง 2 ทุ่มแน่ะ ตามไปดูกันว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันอีกในวันสุดท้ายสำหรับสิงคโปร์ทริปของเราครั้งนี้ครับ




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2551 23:03:27 น.
Counter : 2226 Pageviews.  

ไปเที่ยวง่ายๆ สบายๆ ...ที่สิงคโปร์ ตอน4

เริ่มต้นวันที่ 2 ที่เราอยู่สิงคโปร์ วันนี้ตื่นนอนสายไปหน่อย 9 โมงเช้าตามเวลาที่สิงคโปร์ ถ้าคิดเป็นเวลาในเมืองไทยก็ 8 โมง เพราะว่าเวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง จุดมุ่งหมายของเราวันนี้มีหลายที่ด้วยกันที่เราตั้งใจจะตามโปรแรมที่วางไว้ก่อนมาสิงคโปร์ คือ ไปเดินเล่น Orchard Road, China Town, Vivo City และปิดท้ายที่ Sentosa เพื่อไปดูการแสดง Song of the Sea

ออกจากโรงแรม 10 โมงเช้า เดินไปสถานี Bugis ต้องข้ามถนน คราวนี้ไม่ลืมที่จะกดปุ่มที่เสาไฟสัญญาณเพื่อให้สัญญาณไฟสำหรับคนเดินข้ามเป็นเปลี่ยนเป็นสีเขียว ถึงจะข้ามถนนได้...อย่าลืมนะครับพ๊ม


ขึ้นรถ MRT สายสีเขียวที่สถานี Bugis ไปลงที่สถานี Cityhall เพื่อเปลี่ยนไปขึ้นรถ MRT สายสีแดงเพื่อไปลงสถานี Orchard ก็จะถึง Orchard Road ถนนช๊อปปิ้งของเมืองสิงคโปร์ เดินออกขึ้นมาจากสถานีก็จะเจอ ตึก Shaw House สถานทูตไทยจะอยู่เลยตึกนี้ไปนิดเดียว


ที่ Orchard Road นี้เป็นแหล่งช๊อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ใครมาเที่ยวสิงคโปร์มักจะมาเดินเล่นหรือหาซื้อของแบรนด์แนมจะมีห้างตลอด 2 ฝั่งถนน เป็นห้างเล็กบ้างใหญ่บ้างสลับกันไป ห้างหรูระดับไฮโซ แอบมีโลโซบ้างนิดหน่อย


ถนนเส้นนี้ทั้ง 2 ฝั่งจะมีต้นไม้ปกคลุมให้ร่มเงาตลอดทางเดินหน้าห้าง ก็เลยไม่ร้อนมากนัก มักจะมีผู้คนชาวสิงคโปร์มานั่งพักผ่อนกันเต็มในช่วงเย็น ๆ ฟุตบาททางเดินจะกว้างเดินสบายทั้ง 2 ฝั่งถนน


สำหรับใครที่ชอบของหรู ๆ แบรนด์เนมดัง ๆ ต้องไม่พลาดที่นี่ ราคาส่วนใหญ่ช่วงที่เราไปไม่มีการลดราคา คิดว่าถูกกว่าบ้านเรานิดหน่อย ในเรื่องของภาษีนำเข้าที่บ้านเราจะแพงกว่า สรุปเราก็ยังไม่ได้ซื้ออะไรที่นี่แค่ไปเดินเล่น ถ่ายรูปเท่านั้น


เดิน ๆ ไปเจอ ตึก Sintel เห็นว่าที่ทำงานต้องมีการติดต่อกับบริษัท Operator นี้ด้วย ก็เลยขอถ่ายรูปคู่กับตึกไว้สักหน่อยก่อนดีกว่า


เดินเล่นถนน Orchand เสร็จไม่ได้ซื้ออะไร เพราะของต่าง ๆ ที่น่าจะแพง แล้วก็ไม่มีของอะไรโดนใจ เลยไม่ได้ซื้อ จุดมุ่งหมายต่อไปของเราคือ ห้าง Vivo City ไปจะเดินดูของต่าง ๆ เผื่อมีอะไรโดนใจ และจะไป Sentosa ต้องไปขึ้นรถ Monorail รถไฟข้ามไปเกาะ Sentosa
เรานั่งรถไฟ MRT สายสีแดงจากสถานี Orchand ไปลงสถานี Dhoby Ghaut แล้ว ต่อรถไฟสายสีม่วง ไปลงสถานนี Harbour front สถานนีอยู่ใต้ห้าง Vivo City เดินขึ้นมาเข้าห้างได้เลย


บรรยากาศทั่วไปของห้าง Vivo City คล้าย ๆ ห้างฟิวเจอร์พาร์คบ้านเรา เป็นห้างเปิดใหม่ของสิงคโปร์


ผู้คนเยอะมาก ๆ สำหรับห้างนี้ (โปรดสังเกตคุณผู้หญิงของเราเดินจ้ำอ้าว สายตากวาดหาเป้าหมายอะไรสักอย่างหนอ )


ในที่สุดเจ้าหล่อนก็เจอร้านเป้าหมายที่ Charles & Keith ร้านรองเท้าของคุณสุภาพสตรี สุภาพบุรุษอย่างเราเลยได้แต่ยืนสังเกตการณ์อยู่หน้าร้าน (ตั้งนาน) มีสุภาพสตรีเยอะมาก ๆ เข้ามาแวะเวียนชมสินค้าที่ร้านตลอดเวลาที่เรายืนรอคุณผู้หญิงเลือกรองเท้าอยู่


หลังจากคุณผู้หญิงเลือกแล้ว เลือกอีก เลือกอีก เลือกแล้ว (นึกในใจสาว ๆ นี่เค้าเลือกของกันนานจังแฮะ ) ก็ยังไม่โดนใจสักคู่ เราเลยพาเดินไปที่อื่นต่อบอกพรุ่งนี้ค่อยซื้อแล้วกัน ไปดูอย่างอื่นก่อนดีกว่า (ว่าแล้วคุณผู้หญิงก็ทำหน้าบู้ ๆ แบบผิดหวังนิด ๆ แล้วก็เดินออกมาจากร้าน) เดินไปเดินมาเจอร้าน G2000 คุณเธอตาเป็นประกายตรงดิ่งเข้าไปดู ไปลอง ได้อยู่นานสองนาน เลยสอยมา 2 ตัว เป็นกางเกงผู้หญิงใส่ทำงาน ตัวละ 800 กว่าบาท (พอกลับมาเช็คราคาที่บ้านเราดูที่เซ็นทรัลลาดพร้าวลด 10% แล้วเหลือตัวละ 1800 บาท) ใกล้จะ 6 โมงเย็นแล้วยังไม่ได้ข้ามไปเกาะ Sentosa เลย เราบอกว่าคุณผู้หญิงนักช้อปว่าไม่ต้องเดินดูอะไรแล้ว จะไปถ่ายรูปที่ชาดหาดเกาะฯ เพราะได้ยินเค้าเล่าลือว่าสวยมาก (นึกในใจไม่ใช่ชายหาดหรอกที่จะไปดู สาว ๆ ที่มาเล่นน้ำต่างหาก บิกินนี่ ทูพีช ทั้งน๊าน โฮ่ ๆ ๆ ๆ ) ไปดูที่ป้ายบอกทางต้องขึ้นไปชั้น L3 เพื่อไปซื้อตัวเข้า Sentosa


ตอนหน้าขอเวลาไปซื้อตัวเข้า Sentosa ก่อน ตอนหน้าเราจะพาข้ามไปเที่ยวเกาะ Sentosa ติดตามดูว่าเราจะได้ดูอะไรสวย ๆ ดีกว่าจะใช่ชายหาดหรือไม่ และจะพาไปดู Song of the Sea ตบท้าย...ติดตามกันให้ได้นะจ๊ะ




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2551 20:50:33 น.
Counter : 1299 Pageviews.  

ไปเที่ยวง่ายๆ สบายๆ ...ที่สิงคโปร์ ตอน3

ออกจากห้าง Sim Lim Square เราก็เดินกลับมาที่สถานี Bugis ซึ่งไม่ไกลมาก เพื่อขึ้น MRT ไปลงสถานี City Hall จุดมุ่งหมายของเราคือ ตึก Suntec City ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Fountain of Wealth หรือ "น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง"

เมื่อลงสถานี Cityhall แล้วเราสามารถเดินต่อไปยังตึก Suntec City ได้ โดยอาศัยทางเชื่อมใต้ดิน Citylink Mall ไม่ต้องขึ้นมาเดินบนถนน


ภายใน Citylink Mall มีร้านค้ามากมายให้เดินช๊อปปิ้ง ตลอดทางเดินจะเป็นแอร์หมดเย็นสบายเวลาเดินไม่ร้อนเหมือนอยู่ข้างบนถนน


เดินมาถึงตึก Suntec แล้วเดินไปชั้นใต้ดินเพื่อหาอะไรกินสักหน่อย ร้านอาหารอยู่รอบ ๆ น้ำพุฯ ไม่รู้จะกินอะไรเดินไปเดินมา ร้านนี้แหละกินอาหารเกาหลีกันดีกว่า


มอง ๆ ดูรูปอาหารตามเมนูน่ากินหลายอย่าง ลองสั่งบะหมี่เนื้อใส่กิมจิ กับบะหมี่ปลาทอดใส่กิมจิ มาลองดูคนละชามก่อนดีกว่า ราคาชามละ $5 ชามใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม (ขนาดประมาณกะละมังล้างผักผลไม้ขนาดย่อม ๆ เลยแหละ) พอลองชิมดูก็อร่อยดีเหมือนกันแฮะ (ภายใน 10 นาทีกินกันจนหมดเกลี้ยง)


อิ่มท้องแล้วมีแรงไปถ่ายรูปน้ำพุฯ ซึ่งต้องเดินขึ่นบันไดไปด้านบน ขึ้นไปเจอป้ายของน้ำพุ


เดิน ๆ วนอยู่นาน เอ...ทำไมเค้าไม่แสดงซะทีน๊า เดิน ๆ วนไปรอบ ๆ บริเวณศูนย์อาหารที่กินบะหมี่กันไปตะกี้ ก็เจอป้ายเค้าประกาศปิดซ่อมบำรุง ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย. 51 - 4 พ.ค. 51 วันนี้เราโชคไม่ดีจริง ๆ ตั้งใจจะมาชมน้ำพุที่สวยงาม เป็นน้ำพุที่ใหญ่มาก ๆ และสัมผัสกับน้ำพุจะได้มีความมั่งคั่งร่ำรวย...อดเลยเรา


แต่ไม่เป็นไรขอถ่ายรูปคู่กับโครงน้ำพุฯ ไว้เป็นที่ระลึกซะหน่อยก็ยังดี


ถ่ายรูปกับ (โครง) น้ำพุแห่งความมั่งคั่งแล้ว จุดมุ่งหมายต่อไปของเราคือ ตึก Esplanade หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ ตึกทุเรียน นั่นแหละที่เดียวกัน กับ Merlion เจ้าสิงโตทะเล สัญลักษณ์ของเมืองสิงคโปร์ ที่จะคอยหันหน้าออกทะเลคอยต้อนรับผู้คนที่มาเยือนสิงคโปร์

วิธีการก็คือเดินย้อนกลับไปทางเดิมที่เดินมาคือ Citylink Mall เดินกลับไป City Hall แต่ระหว่างทางจะมีป้ายบอกว่าไป Esplanade เราก็เดินตามที่ป้ายบอก แล้วออกมาโผล่ก่อนถึงตึกทุเรียนนิดเดียว


ตึก Esplanade เป็นตึกที่สร้างขึ้นมาใหม่เป็นชอปปิ้งมอล์ เป็นที่จัดงานต่าง ๆ แต่เราไม่ได้เดินเข้าไปดู เพราะจะรีบไปถ่ายรูปกับเจ้าสิงโตทะเลหน้าตึกทุเรียนในวันที่เราไปมีตากล้องจำนวนมากมาถ่ายรูปกัน


เดินทางกันต่อถัดจากตึกทุเรียนไปนิดเดียวก็จะเจอเจ้าสิงโตทะเล (Merlion) อากาศบริเวณนี้ดีมาก ๆ ลมเย็นดี บริเวณนี้จะมีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติมาถ่ายรูป และมีผู้คนชาวสิงคโปร์มานั่งพักผ่อนกันเต็มไปหมด คนเยอะมาก บางส่วนพบว่ามีวัยรุ่นบ้าง วัยไม่รุ่นบ้าง ไม่รู้ชาวอะไรมาจู๋จี๋กันเป็นหย่อม ๆ ตามมุมมึดบ้าง ไม่มึดบ้าง แล้วแต่จะสะดวก เราก็ดูผ่าน ๆ ไปตามสะดวก


เจ้าสิงโตทะเล สัญลักษณ์ของเมืองสิงคโปร์ ใครไปเที่ยวสิงคโปร์แล้วไม่ได้ไปถ่ายรูปคู่กับเจ้าสิงโตทะเลถือว่ามาไม่ถึงสิงคโปร์ จะพ่นน้ำอยู่ทั้งวันทั้งคืน


ยืนอยู่ที่เจ้าสิงโตทะเลมองย้อนกลับไปทางตึกทุเรียน จะเห็น Singapore Flyer จากภาพที่เห็นเป็นวง ๆ สีม่วง ๆ อยู่ด้านขวาในรูป เป็นชิงช้าที่สูงที่สุดในโลก ค่าขึ้นคนละ 700 บาท ต่อ 1 รอบประมาณ 30 นาที ก่อนมาเราตั้งใจจะไปขึ้นแต่ก็ไม่ได้ไปเพราะไม่มีเวลา (มีคนดึงไปช้อปปิ้งทั้งวัน ) เอาไว้มาคราวหน้าเราต้องไปขึ้นให้ได้


อีกมุมของเจ้าสิงโตทะเล จะเห็นตึกทุเรียน และ Singapore Flyer ในภาพเดียวกัน


มาแล้วต้องถ่ายรูปกับเจ้าสิงโตทะเลสักหน่อย ภาพนี้ในมุมไกล


ภาพนี้ในมุมใกล้ ถ่ายภาพชุดนี้ยังไม่จุใจต้องทำเวลารีบกลับโรงแรม เพราะใกล้จะ 5 ทุ่มแล้วเดี๋ยวรถไฟ MRT หมด จะกลับลำบาก


จบตอนนี้เป็นเพียงการ Review วันแรกที่เรามาเยือนสิงคโปร์ เรายังอยู่กันอีก 2 วัน อย่าลืมติดตามชมวันที่ 2 และ 3 ให้ได้นะจ๊ะ ว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันต่ออีก




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2551 21:13:00 น.
Counter : 1305 Pageviews.  

ไปเที่ยวง่ายๆ สบายๆ ...ที่สิงคโปร์ ตอน2

หลังจากเอากระเป๋าเก็บไว้ที่โรงแรมแล้ว เราก็ออกตะลุยเที่ยวกัน จุดมุ่งหมายแรกของเราคือ ห้าง Mustafa Center ซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่ ขายของถูก แถมเป็นห้างที่เปิด 24 ชั่วโมงซะด้วย อยู่ย่าน Littel India เป็นย่านเก่าแก่ของคนเชื้อสายอินเดีย

เราใช้วิธีเดินไปจากโรงแรมไปตามถนน Rochor Road มุ่งไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 3 ไฟแดง ในการข้ามถนนในแต่ละแยกให้มองหาปุ่มลักษณะตามภาพนะครับ กดปุ่มนี้เพื่อบอกให้ระบบสัญญาณไฟจราจรของแยกนั้นรับรู้ว่าจะมีคนต้องการข้ามถนนนะ รอสักพักสัญญาณไฟเขียวจะปรากฏขึ้นให้ข้ามถนนได้ (ข้ามถนนที่สิงคโปร์ผิดที่ผิดทางอาจโดนจับ ปรับ ได้ต้องระวังครับ) ปุ่มกดนี้มีอยู่ทุกแยกไฟแดง (ข้ามถนนที่สิงคโปร์ครั้งแรกก็ลืมไปว่าต้องกดปุ่มนี้ก่อนข้าม เราก็ไปยืนรอ รอแล้วรออีกทำไมไฟเขียวมันถึงไม่มาสักที สักพักมีคนสิงคโปร์เดินมากดปุ่มนี้...ป้าบ...สักพักไฟเขียวขึ้น...อ้อ...โก๊ะจริง ๆ เลยเรา เค้าต้องกดปุ่มนี้ก่อน หัวเราะกันเอง 2 คน บ้านน๊อกกก...บ้านนอกจริง ๆ เรานี่ 555 )


เดินตรงไปประมาณ 3 ไฟแดง ไม่บอกก็จะรู้ได้เองว่าถึงแล้วย่าน Little India เพราะพอเข้าสู่ย่านนี้จะเจอผู้คนจะหน้าตาคมเข้มลักษณะเหมือนชาวอินเดียเต็มไปหมด


ลักษณะตึกของที่นี่จะคล้าย ๆ กันหมด เป็นอาคารห้องแถว 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นร้านขายของต่าง ๆ ที่ทั้งเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านทอง ฯลฯ


เดินไปเจอถนน Buffalo Road (เอ๊า...นี้มัน "ถนนควาย" นี่น่า เมืองเจริญขนาดนี้ยังจะมีควายเดินด้วยหรือว่าแล้วหันมองหน้ากันเองสองคน...อ้อ...อืม ) ทำไมมีแต่แขกเดินเต็มไปหมดละนี่ เห็นรถบัสที่เปิดหลังคาวิ่งอยู่นั่นรถของ Hippo Tours เป็นรถที่นั่งชมเมืองสิงคโปร์ (ไม่มีหลังคาแบบนี้คงร้อนตับปลิ้น) สามารถซื้อบัตรเที่ยวไปกับทัวร์นี้ได้ที่ห้าง Suntec ในราคาคนละ $23 สามารถนั่งเที่ยวชมเมืองได้ทั้งวันเลยครับ


2 ฝั่งถนนเป็นร้านค้าทั้ง 2 ฝั่ง รถก็วิ่งเยอะเต็มไปหมด ย่าน Littel India ถือเป็นย่านเก่าแก่ของเมืองสิงคโปร์ คนมาเที่ยวสิงคโปร์มักจะมาที่นี่ ไม่ซื้อของก็มาเดินเที่ยว หรือหากินอาหารสไตล์อินเดีย


เดินตามถนน Serangoon Roadไปเรื่อย ๆ จะเจอวัดแขกลักษณะของวัดคล้าย ๆ กับวัดแขกแถว ๆ สีลมบ้านเรา


แล้วเราก็เดินมาถึงจนได้ ห้าง Mustafa Center ห้างที่เค้าบอกว่าขายของถูกมาก ไม่รอช้ารีบจะเข้าไปสำรวจซะหน่อย เจอ รปภ. หน้าร้านไม่ให้เข้าบอกว่าให้เอากระเป๋าไปฝาก เราไม่อยากฝากเพราะเป็นกระเป๋ากล้องกับเลนส์กลัวหาย รปภ. เลยยอมให้เอากระเป๋าเข้าไป แต่ต้องขอล๊อกซิปกระเป๋าเราไว้ด้วยเข็มขัดพลาสติกเส้นเล็ก ๆ คิดในใจหน้าเราออกจะหล่อไม่เหมือนขโมยสักหน่อยกลัวไปได้ พวกหน้าตาที่มีแต่นวด เครายาว ๆ ไม่ยักจะกลัว [อร: เอ่อ...คุณพี่คะตรงนี้อรขอแจมนิดนึงนะคะ จริง ๆ เค้าก็ชี้แจงให้เราเข้าใจแล้วค่ะว่าที่เค้าทำอย่างนี้ไม่ใช่กลัวเราจะขโมยของเขาอย่างเดียวหรอก เค้าก็กลัวว่าของในกระเป๋าเราจะหายไปด้วยน่ะค่ะเพราะคนในนั้นมากมายเหลือเกินไม่รู้ใครเป็นใครเค้าก็เลยให้ป้องกันไว้ก่อนค่ะ แหมไปหาว่าเค้าไม่ให้เข้าเพราะหน้าตาไม่ผ่าน...เฮ่อ ]

เดินเข้าไปดู...โอ้ววววว...คนเยอะมาก ๆ ครับ (ช่วงแรก ๆ ที่เข้าสู่ตัวห้างเราไม่ได้เดินเข้าหรอกครับถูกดันไหลไปตามกระแสฝูงชน) มีของขายเต็มร้านไปหมด ทั้ง 3 ชั้น ของขายมีทุกอย่าง นาฬิกา เครื่องไฟฟ้า เสื้อผ้า น้ำหอม เครื่องสำอาง คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เว้นแต่สากกระเบือกะเรือรบละมัง ราคาโดยรวมถูกจริง ๆ ครับ (ยกตัวอย่างเปรียบเทียบครับ ผมไปดูน้ำหอมที่ผมชอบใช้ประจำอยู่ยี่ห้อนึง ถ้าซื้อที่เมืองไทยขวดนึงประมาณ 1200 บาท แต่ถ้าซื้อที่ห้างนี้จะอยู่ประมาณ 1000 บาทครับ) ถ้าจะเปรียบภายในห้องก็คล้าย ๆ ร้านเจ้เล็ง ดอนเมืองบ้านเรานั่นเองครับ


ออกจากห้าง Mustafa Center โดยที่เราไม่ได้ซื้ออะไรเลยเพราะตั้งใจสำรวจราคาก่อนวันหลังจะมาใหม่ [อร: โถ่...อดซื้อเลยเราอุตส่าห์เดินเล็งไว้ตั้ง 10 กว่าอย่าง ] เดินกลับมาทางเดิมที่เราเดินไป ผ่านร้านขายทอง ตกใจคิดว่าเค้าแจกฟรีคนเยอะมาก ๆ สงสัยช่วงนี้ทองลงราคาเลยแห่มาซื้อทองกันเต็มไปหมด


ขากลับเดินกลับมาทางเดิมคือถนน Rochor Canal Road จะต้องผ่าน Sim Lim Square เป็นห้างขายของทางด้าน IT และอุปกรณ์ถ่ายภาพคล้าย ๆ ห้างพันธุ์ทิพย์บ้านเรา ...พลาดไม่ได้ครับสำหรับชาว IT อย่างเราต้องไปสำรวจอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ ๆ ซะหน่อยว่าราคาจะถูกกว่าบ้านเราหรือไม่


ภายในเป็นอาคาร 6 ชั้น ขายของทางด้าน IT และอุปกรณ์ถ่ายภาพเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค กล้อง เลนส์ เครื่องเล่น MP3 MP4 และเครื่องเล่นเกมส์ต่าง ๆ


ร้านขายกล้องมีเยอะมาก ๆ เดิน ๆ ไปก็โดนเรียกให้เข้าร้านไปเรื่อยเลย ร้านโน้นก็เรียก ร้านนี้ก็เรียกชักชวนให้ดูเลนส์ มีเลนส์แบบนี้แบบนั้นหรือยัง อยากรู้ราคาอุปกรณ์กล้องจะถูกกว่าบ้านเราหรือไม่ ก็เลยตัดสินใจลองเข้าไปขอดูที่ร้านแห่งหนึ่ง ราคาเลนส์หลายรุ่นของ Canon กล้องที่เราใช้อยู่ ปรากฎว่า แพงกว่าพันธุ์ทิพย์บ้านเรามาก ๆ ครับ เค้าคะยั้นคะยอให้ซื้อบอกลดพิเศษเลย เราบอกว่าพันธุ์ทิพย์บ้านเราถูกกว่าซื้อราคาที่เค้าบอกไม่ได้หรอก เค้าพูดเป็นภาษาไทยกะเราเลยครับ "โน ๆ ๆ ยู ตอแหล" (โฮ่...คิดในใจ...จะเต๊ะพ่อค้าเลนส์สิงคโปร์สักหน่อยซะดีมั๊ยเนี่ยมาหาว่าเรา...ตอแหล แต่คงมีคนไปสอนเค้าพูดแหละ เค้าคงไม่รู้ความหมายว่ามันไม่ค่อยสุภาพที่จะพูดกะลูกค้ามั๊ง) ของทุกอย่างเกี่ยวกับกล้องแพงกว่าบ้านเราหมดครับ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋ากล้อง ขาตั้งกล้อง คุยกันตั้งนานเลิกคุยเรื่องกล้อง มาแอบกระซิบถามเราว่าจะกลับเมื่อไรจะพาไปเที่ยว เราเลยแย่ไปว่า "มากับเมียไปเที่ยวไม่ได้ เอาไว้มาคนเดี่ยวจะมาหาตกลงมั๊ย" เค้ารีบตอบ OK เราได้แต่คิด (สงสัยเจ้าคนนี้เป็นตุ๊ดแน่ ๆ เพิ่งรู้จักกันเดี๋ยวเดียวอยู่ ๆ มาชวนไปเที่ยวด้วยกันซะแล่ว)


ห้าง Sim Lim นี้ เป็นห้างที่ขายสินค้า IT ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ผู้คนจึงเยอะทุกวัน ของขายโดยรวมจะแพงกว่าบ้านเรา เห็นมีแต่ราคา I Phone ราคา 17,500 บาทที่ถูกกว่าบ้านเรา แต่ก็ถูกกว่าไม่เท่าไร สรุปจบตอนนี้เราก็ยังซื้ออะไรไม่ได้อีกแล้วครับ...แฮะ ๆ
[อร: จะซื้ออะไรได้ละคะ ผีขี้เหนียวเข้าสิงคุณพี่เค้าน่ะสิค่ะท่านผู้โช๊มมม]


ตอนหน้าเราจะพาไปสำรวจตรวจตราที่ไหนกันอีก โปรดติดตามกันให้ได้นะครับ รับรองว่าอย่างน้อยก็มีวิวสวย ๆ มาให้ชมกันแน่นอนคร๊าบบบ




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2551 21:13:33 น.
Counter : 2506 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.