เที่ยวไป..กินไป..ตามแต่ใจเราสองคน เป็นบล๊อกที่ทำขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของเราทั้ง 2 คน และเป็นข้อมูลให้สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางด้วยตัวเอง

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 

ใคร ใคร ก็ไปเกาหลี ตอนจบ

ใคร ใคร ก็ไปเกาหลี ตอนจบ ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของการรีวิวแล้วครับ พวกเรามาเที่ยวเกาหลีมีเวลาหลายวัน แต่โชคไม่ดีเพราะหลังจากวันนี้ไปฝนตกทุกวัน จึงทำให้พวกเราไม่สามารถไปเที่ยวที่ไหนได้ จึงทำให้การรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวลดลง แต่ไม่เป็นไรจะพาไปเที่ยวสถานที่พวกเราพอไปได้

พวกเราไปเที่ยวห้างดัง ของเกาหลี นั้นก็คือห้าง Coex Mall เป็นห้างที่ใหญ่มากๆ


พวกเราเดินชมร้านค้าต่างๆ มากมาย เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ เดินไปเจอร้าน Uniqlo ผมก็ได้เข้าไปเลือกซื้อเสื้อผ้าราคาถูก เลือกไป ลองไป ได้มาเสื้อยืดตัว กางเกงขาสั้นตัว ก็ดีเหมือนกัน ห้าง Coex Mall ใหญ่มากๆ เดินหลงไปหลงมา เดินจนเมื่อยแวะกินไอติมยอดฮิตดีกว่า Coldstone เป็นการเอาไอติมมาสับๆ ผสมกันหลายอย่าง อร่อยดีครับ ผมไปเที่ยวที่ไหนถ้าเจอมักจะซื้อกินประจำ ราคาตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป เช่นถ้วยนี้เกือบๆ 300 บาท ผมไม่รู้ว่าที่บ้านเรามีร้านนี้แล้วหรือยัง


ที่ห้างนี้มี พิพิธภัณฑ์กิมจิ ด้วยนะครับ พวกเราก็ได้ไปชม เสียค่าเข้าชมคนละ 3000 วอน ข้างในจะจัดแสดงอุปกรณ์การทำกิมจิ


แสดงวิธีการทำกิมจิ เป็นรูปปั่นนะครับ ไม่ได้มีการแสดงการทำแบบสดๆ เหมือนที่มาเที่ยวกับทัวร์แล้วมีให้ลองทำ ที่นี่ไม่มีแบบนี้ครับ เป็นแค่การภาพ และ รูปปั่นบรรยาย


หุ่นหญิงสาวชาวเกาหลีมานั่งรอบ้อนกิมจิ ให้กับผู้เข้าชม แต่ผมไม่ยอมกิน แค่ขอถ่ายรูปด้วยก็พอ


กลับมากินข้าวเย็นกันที่น้านหน้าปากซอยชื่อร้านคุณลุง ขายอาหารเกาหลี ทุกอย่างอร่อยมากครับ ราคาไม่แพง พอนั่งแล้วสั่งอาหารเสร็จก็จะมีของแบบนี้มาเสริฟทันที เป็นเครื่องเคียงที่กินกันประจำของชาวเกาหลี


ไข่ตุ่นเกาหลี หน้าตาน่ากินมากครับ รสชาดคล้ายๆ ของบ้านเรา


หมูผัดพริกเผา อันนี้ก็อร่อย เห็นแดงๆ แบบนี้ไม่เผ็ดครับ


อาหารร้านนี้ไม่แพงครับ อย่างละประมาณ 100 บาท กินเสร็จก็กลับโรงแรมนอน วันต่อไปพวกเราไปเดินซื้อของที่ตลาด นัมแดมุน ซึ่งอยู่ตรงกับกัยที่พวกเราพัก แค่เดินข้ามถนนก็ถึงแล้ว พวกเราเดินหาซื้อของฝาก เช่น กิมจิ สาหร่ายทะเล ตลาดนี้เป็นตลาดเก่าแก่ มีของขายเยอะมากๆ เสื้อผ้า กระเป๋า โสมเกาหหลี ทัวร์จากเมืองไทยมักจะมากันที่นี่


ตลาดนี้เหมาะกับการมาเดินซื้อขอฝากต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว พวกเราก็ได้ซื้อของฝากกันที่นี่ราคาผมว่าปรกติไม่ถูกไม่แพง เดินเล่นไปเรื่อยๆ ไปเจอร้านขายกล้องเยอะมากๆ อยู่ด้านหลังตลาดนัมแดมุ่น สำหรับตากล้องสมัครเล่นอย่างผมก็ได้แต่เดินชม ไม่ได้เข้าไปถามราคา เพราะคิว่าบ้านเราถูกกว่าแน่ๆ มีเป็นสิบร้านมีทั้งของเก่าและของใหม่ มีทุกยึ่ห้อ


สำหรับตากล้องท่านใดสนใจ เชิญได้ครับ มีอุปกรณ์ทุกอย่างครบ


พวกเรามาเที่ยวเกาหลี โชคไม่ดีครับ สามวันหลังเจอฝนตกตลอด ทำให้ไม่สามารถไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ได้ ตั้งใจจะไปเที่ยว คลองซองเกซอย พระราชวังเคียงบ๊อก และอีกหลายๆ พระราชวัง ที่อยู่ในกรุงโซล ไม่เป็นไรเอาไว้มีโอกาสจะมาใหม่แล้วกัน

พวกเราต้องมาขึ้นเครื่องบินที่สนามบินอินซอน การเดินทางก็ใช้แบบเดียวกับที่มาโดยย้อนเส้นทาง ขึ้นรถเมลสาย 6702 หน้าโรงแรม Hillton โดยเข้าไปซื้อบัตรที่เคาร์เตอร์โรงแรม บอเค้าว่ามาซื้อตั๋วโดยสารรถเมลไปสนามบิน ราคาเท่าขามาคือ 15000 วอน

นั่งรถไม่นานก็มาถึงสถามบิน พวกเราเอากระเป๋ามาทั้งหมด 3 ใบใส่ของกลับเต็มน้ำหนักทุกใบ เป็นการมาเที่ยวแล้วกระเป๋าหนักที่สุดในการกลับ


มาถึงก่อนเวลาก็ต้องมานั่งรอเวลาครับ พวกเราต้องขึ้นเครื่องไฟท์ D72683 เวลา 23.25 น. บิน กรุงโซล ไป กัวลาลัมเปอร์ จะถึงกัวลาลัมเปอร์ประมาณ 5.00 น. แล้วพวกเราก็ต้องรอต่อเครื่องกลับกรุงเทพเลยในช่วงบ่าย ถึงกรุงเทพก็ประมาณบ่าย 4 โมงเย็นตามเวลาประเทศไทย ได้เวลาจะต้องเช็คอินแล้วพวกเราก็ไปรอต่อแถวหน้าเคาร์เตอร์ Airasia X



ขอจบรีวิวการเที่ยวเกาหลีของพวกเราไว้แค่นี้นะครับ เมื่อมีโอกาสไปเที่ยวอีกจะมารีวิวให้ชมกันอีกนะครับ




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2554    
Last Update : 8 ธันวาคม 2554 19:15:10 น.
Counter : 2473 Pageviews.  

ใคร ใคร ก็ไปเกาหลี ตอน4(เอเวอร์แลนด์)

ใคร ใคร ก็ไปเกาหลี ตอน 4 วันนี้พวกเราจะไปเที่ยวสวนสนุก เอเวอร์แลนด์ กันนะครับซึ่งเป็นสวนสนุกที่เก่าแก่ที่สุดในเกาหลี พวกเราใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่นี่เรียกได้ว่าเที่ยวให้เต็มอิ่ม

พวกเราขึ้นรถไฟที่ สถานี Hoehyeon เช่นเดิมเพื่อไปลงยัง สถานี Gangnam เพื่อที่จะต่อ รถเมล์สาย5002 เพื่อไปยังสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ นั่งรถไฟมาลงที่ สถานี Gangnam แล้วให้ออกที่ทางออก Exit 6


ออกจากทางออกที่ 6 แล้วให้เดินตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 500 เมตร ก็จะเจอป้ายรถเมล์เพื่อขึ้นรถเมล์สาย 5002 ไปยังเอเวอร์แลนด์ บรรยากาศป้ายรถเมล์ จะมีเด็กๆ มารอขึ้นรถเมล์เยอะ


ป้ายรถเมล์นี้จะตั้งอยู่หน้าร้านโดนัท krispy kreme หาเจอง่ายมากครับ


รถเมล์สาย 5002 มาพวกเราก็ขึ้นทันที แต่ไม่ต้องไปเบียดเด็กขึ้นนะครับ สามารถใช้บัตร T money ได้ครับพวกเราก็ใช้สะดวกดีครับ ส่วนเรื่องค่าโดยสารไม่ทราบครับเพราะลืมดูเวลาแตะบัตรครับ นั่งรถประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงบริเวณจอดรถเมล์หน้าเอเวอร์แลนด์


เมื่อลงรถเมล์สาย5002 เสร็จแล้วต้องเดินไปต่อรถ Shuttle Bus เป็นของเอเวอร์แลนด์เอง ฟรีไม่เสียค่าขึ้น นั่งเพื่อต่อไปลงที่หน้าทางเข้า บริเวณที่ซื้อตั๋ว


เมื่อลงบริเวณด้านหน้าทางเข้าแล้ว พวกเราก็ต้องเดินต่อเพื่อไปยังที่ขายตั๋วแบบเป็นกรุ๊ป เพราะพวกเรามีบัตรลดราคาที่ได้มาจากการท่องเที่ยวเกาหลี ถ้ามีตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปสามารถซื้อตั๋วเป็นแบบกรุ๊ปได้ ราคาจะถูกกว่าซื้อแบบเป็นคน ที่ขายตั๋วจะอยู่บริเวณด้านขวามือ


พวกเราซื้อตั๋วได้ตกคนละ 31000 วอน จากปรกติคนละ 38000 วอน เป็นตั๋วแบบเที่ยววันเดียว


ได้ตั๋วแล้วพวกเราก็ไม่รอช้าครับ เข้าไปเที่ยวด้านในกันเลย เจ้าหน้าที่จะเอากระดาษสีส้มมารัดข้อมือเรา เพื่อแสดงว่าเรามีสิทธิ์เล่นอะไรบ้าง และได้เสียค่าเข้าเรียบร้อยแล้ว เดินเข้าประตูมาก็จะมาเจอวงเวียนดอกไม้สวยงาม


ต้องหยุดถ่ายรูปกันหน่อย ถ่ายเสร็จก็เดินเข้าต่อเข้าไปด้านในเดินตามทางเข้าไปเรื่อยๆ ครับ สองข้างทางก็จะเป็นร้านขายของต่างๆ แต่พวกเราไม่ได้แวะ


เดินชมร้านต่างๆ มาเรื่อยๆ ก็มาเจอร้านขายกาแฟ มีหรือครับคนชอบดื่มกาแฟอย่างผมจะพลาด คาปูชิโน่เย็น 1 แก้ว 'ขอโทษค่ะ มีแต่กาแฟเย็นธรรมดาค่ะ รับไหมค่ะ' พนักงานขายบอกผม 'โอเคครับ 1 แก้วครับ ราคาเท่าไรครับ' ผมถามกลับไป '4300 วอนค่ะ'


เครื่องเล่นต่างๆ มีเยอะมาก แต่ก็มีคนเข้าคิวรอเล่นกันเยอะ แต่ไม่มากเหมือนวันเสาร์อาทิตย์ เพราะที่พวกเราไปเป็นวันจันทร์คนเลยไม่เยอะมาก พวกเราเล่นเครื่องเล่นที่อยู่โซนด้านขวามือก่อน มีหลายอย่าง แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมไม่เล่นนั้นก็คือ เรือไวกิ้งยักษ์ ลำใหญ่มากๆ ใหญ่กว่าบ้านเราถึง 4 เท่า แต่หลานผมไปเล่นเค้าไม่กลัว ที่ผมไม่เล่นไม่ใช่ว่าผมกลัวความสูงนะครับ กลัวอ๊วกมากกว่า


เล่นเครื่องเล่นโซนนี้หมดแล้ว เป้าหมายของพวกเราคือ รถไฟเหาะรางไม้ เป็นเครื่องเล่นที่เก่าแก่มาก ปรกติจะมีโครงสร้างเป็นหล็กแต่อันนี้เป็นไม้ซึ่งตั้งอยู่โซนด้านหลังของสวนสนุก เดินเล่นๆ ไปเรื่อยๆ ก็ถึงครับ เห็นอยู่ด้านหลังที่ผมยืนถ่ายรูป


ตอนแรกตั้งใจจะไปเล่นรถไฟเหาะแต่พอดีช่วงเวลานี้จะมีการโชว์ขบวนพาเหรดของสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ผมจึงหยุดรอชม และมีผู้คนมานั่งรอชม


ชมวิดีโอกันครับ



ขบวนพาเหรดไม่ได้เริ่มต้นบริเวณนี้นะครับ บริเวณนี้เป็นจุดสุดท้ายที่ขบวนจะมาแสดงโชว์แล้วจบที่นี่ ได้เวลาขบวนก็เคลื่อนเข้ามาที่นี่ชื่อคือ Canival Fantasy


เป็นการแสดงโชว์ในชุดต่างๆ สวยงามมากครับ


เรามาดูขบวนพาเหรดในรูปแบบวิดีโอกันบ้างครับ


ชมกันอีกครับ


ขบวนพาเหรดใช้เวลาแสดงประมาณ 15 นาที ก็จบขบวนครับ จุดหมายของพวกเราก็คือกินข้าวเที่ยงกันก่อนที่จะไปต่อแถวเพื่อเล่นรถไฟเหาะกันครับ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ร้านอาหารก็อยู่เลยลานแสดงพาเหรดไปนิดเดียว


ไปต่อแถวเพื่อรอสั่งว่าจะกินอะไร แล้วก็จ่ายเงินที่แคชเชียร์ จากนั้นจะได้บิลมาแล้วให้เดินต่อแถวไปรับข้าว ผมสั่งแกงกระหรี่(จำไม่ได้เป็นแกงกระหรี่อะไร)ราคาจานละ 9300วอน และสั่งไก่ทอด ราคา 7000วอน รสชาดธรรมดา จืดๆ คิดว่ากินให้หายหิวแล้วกัน


ส่วนหลานผมสั่งอะไรก็ไม่รู้หน้าตาคล้ายๆ กับต้มยำหมูบ้านเรา ราคาชุดละ 7800วอน ส่วนกิมจิสามารถตักกินได้ฟรีตลอดนะครับ


กินข้าวเที่ยงยังไม่เสร็จ ฝนเริ่มตกเบาๆ รอให้ฝนหยุดตกจึงออกจะไปต่อแถวเล่นรถไฟเหาะปรากฏว่าเค้าปิดให้บริการเพราะว่าฝนตกกลัวไม่ปลอดภัยสำหรับผู้เล่น อดเลยเรา ถ้าได้มาอีกเมื่อไรเจอกันแน่เจ้ารถไฟเหาะ มาแล้วไม่ได้เล่นถ่ายรูปก็ยังดี


คู่ของผมก็ถ่ายบ้าง


พวกเราก็เดินชมวสนสนุกไปเรื่อยๆ เจออะไรน่าสนใจก็จะแวะ เดินไปเจอโชว์แมวน้ำ ได้เวลาแสดงพอดีพวกเราก็แวะเข้าไปชม ผู้คนนั่งรอชมการแสดงเต็มที่นั่งชมฟรีนะครับ


พอถึงเวลาแสดงก็มีนักแสดงและแมวน้ำ ออกมาแสดงเป็นชุดๆ ดูสนุกดีครับ ใช้เวลาแสดงประมาณ 20 นาทีก็จบ


ดูแสดงโชว์แมวน้ำจบ พวกเราก็มาดู โชว์การแสดงของเหล่าสัตว์ต่างๆ น่ารักมากๆ มีทั้ง นก เป็ด สุนัข หมู สัตว์หลายชนิดมาก


การแสดงโชว์ต่างๆ มีเยอะนะครับ แล้วแต่ใครชอบดูแบบไหน ดูฟรีครับ พวกเราดูเสร็จก็เดินเล่นพักเหนื่อยเจอบริเวณใดสวยๆ ก็จะแวะถ่ายรูปกัน


เดินเล่นไปเจอโซนนี้ ตกแต่งสวยงามมาก มีดอกไม้มากกมายหลายชนิด แต่งเป็นเมืองๆ หนึ่ง


พวกเราไม่พลาดที่จะไปถ่ายรูป กับสถานที่สวยๆ


แตกแต่งเป็นเมืองเนเธอร์แลนด์ มีกังหันลม


ขอลา เอเวอร์แลนด์ ด้วยรูปยืนถ่ายคู่กับป้ายเตือนรถไฟ การมาเที่ยวเอเวอร์แลนด์ ของพวกเราใครั้งนี้โชคไม่ดีไม่ได้เล่นรถไฟเหาะ และเจอฝนตก และพวกเราตื่นสายทำให้มาถึงเอเวอร์แลนด์เที่ยง จึงทำให้มีเวลาเที่ยวน้อย ไม่เป็นไรมีโอกาสเมื่อไรจะกลับมาเยือน เอเวอร์แลนด์ ใหม่อีกครั้ง


การเดินทางกลับไปยังกรุงโซล พวกเราก็ใช้ย้อนการเดินทางขามา คือนั่งรถ Shuttle bus ไปต่อรถเมล์สาย5002 แล้วไปลงที่ป้ายเดิมที่ขี้นรถเมล์มา แล้วต่อรถไฟสถานี Gangnam กลับไปลงสถานีเมื่องดง เพื่อไปกินเนื้อย่างเกาหลี ร้านนี้จะอยู่เส้นกลางของเมี่ยงดง อยู่ท้ายๆ ถนน ไปถึงร้านก็จะมีเครื่องต่างๆ มาตั้งตามที่เห็นในรูป


พวกเราสั่งเนื้อ กับ หมู มาลองกินกัน จะเป็นหมูหมัก แต่เนื้อจะเป็นเนื้อสด นำมาย่างที่เตา กลิ่นหอมมากๆ


ร้านนี้เป็นร้านที่มีคนมากินกันเยอะ หน้าตาของเนื้อต่างๆ น่ากินมาก เครื่องเคียงต่างๆ ก็มีมาก หลังจากที่ได้ลองกินแล้ว ผมว่าร้านนี้อร่อยกว่าร้านที่พวกเรากินกันเมื่อวาน อร่อยไม่อร่อยก็ดูหน้าคนกินได้ มาถึงเกาหลีแล้วเราต้องกินเนื้อย่างเกาหลีของแท้ๆ เพราะเนื้อที่สั่งก็เป็นเนื้อวัวเกาหลี แต่ราคาไม่ธรรมดานะครับ


กินเนื้อย่างเสร็จพวกเราก็กลับโรงแรมพักผ่อนเก็บแรงไว้ลุยกันต่อในวันต่อไป



จบการเที่ยวของพวกเราในวันนี้ สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ไม่ขอเปรียบเทียบกับสวนสนุกอื่นๆ นะครับ เพราะมันขึ้นอยู่กับการชอบที่ไม่เหมือนกัน




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 8 ธันวาคม 2554 17:15:48 น.
Counter : 11829 Pageviews.  

ใคร ใคร ก็ไปเกาหลี ตอน3(เกาะนามิ)

ใคร ใคร ก็ไปเกาหลี ตอน 3 วันนี้เป็นวันที่ 8 พ.ค. 2554 วันนี้เรามัโปรแกรมไปเที่ยว เกาะนามิ หรือภาษาเกาหลีเรียกว่า นามิซัม ไปดูว่าเกาะนามิมีอะไร ทำไมใครใครมาเกาหลีต้องไปเที่ยวเกาะนามินี้ การเดินทางไปเที่ยวเกาะนามิมีหลายวิธีแต่พวกเราจะเลือกการไปเที่ยวเกาะนามิโดยอาศัยรถไฟฟ้า การเดินทางไปเที่ยวไม่ยากครับ

พวกเราตื่นนอนกันตามปรกติแปดโมงเช้า อาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จออกเดินทางกัน 9 โมงเช้า เริ่มออกเดินทางโดยขึ้นรถที่สถานี Hoehyeon (425) เพื่อที่จะไปขึ้นรถไฟที่สถานี Sangbong (J) ซึ่งเป็นสถานีเริ่มต้นที่จะไปเกาะนามิ จากนั้นก็ต่อรถไฟไปลงยังสถานี Gapyeong (P134) เป็นสถานีของเกาะนามิ ในการเดินทางอาจจะต้องต่อรถไฟฟ้าหลายสายเพื่อไปสถานี Songbong นะครับขึ้นอยู่กับว่าใครพักที่ใด

สำหรับพวกเราขึ้นรถไฟจากสถานี Hoehyeon เบอร์ 1 ในรูป แล้วมาลงเพื่อต่อรถไฟ สาย J ที่สถานี Ichon เบอร์ 2 ในรูป อย่าลงผิดนะครับให้ลงที่สถานี Ichon ไม่ใช่สถานี Sinyongsan (429) แล้วขึ้นรถไฟสาย J ไปลงสถานี Sangbong เบอร์ 3 ในรูป เพื่อเตรียมต่อรถไฟฟ้าสาย G แนะนำทุกท่านให้หยิบแผนที่นี้ ที่สถานีรถไฟฟ้าทุกสถานี เพราะจะเป็นฉบับล่าสุด


ให้ขึ้นรถไฟฟ้าสาย G ที่สถานี Sangbong เบอร์ 1 ในรูป นะครับ เมื่อขึ้นรถไฟแล้วก็มองหาที่นั่งได้ครับ เพราะใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากสถานีนี้ไปลงยังสถานี Gapyeong เบอร์ 2 ในรูป ซึ่งเป็นสถานีที่ไปเกาะนามิ ครับ


รถไฟสายนี้จะออกนอกเมืองได้ชมบรรยากาศรอบๆ ข้างทางเป็นภูเขา สลับกับบ้านเมือง ดูเพลินๆ ดีครับ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ก็ถึงสถานี Gapyeong แล้วครับ เมื่อถึงก็ลงทันที ส่วนค่าโดยสารทั้งหมดไม่ทราบว่าเท่าไรครับ เพราะไม่ได้ดู 5555


ลงจากรถไฟแล้วเดินออกมาหน้าสถานี ทางขวามือจะเป็นศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว ผมก็ได้เดินเข้าไปถามภายในจะมีลุงแก่ รอให้ข้อมูล ลุงพอพูดภาษาอ้งกฤษได้นิดหน่อย ลุงชี้ให้ดูว่าตารางเวลารถเมล์ไปเกาะนามิ ให้มารอรถเมล์ได้ที่หน้าศูนย์ข้อมูลฯ ส่วนใครไม่อยากรอรถเมล์ก็สามารถขึ้นแท็กซี่ได้ ในรูปจะเห็นศูนย์ข้อมูลฯ ลักษณะเป็นป้อมสีแดง ส่วนด้านหน้าเป็นป้ายรอรถเมล์ พวกเราก็มายืนรอรถเมล์


ยืนรอได้สักพักรถเมล์ก็ยังไม่มา พวกเราจึงตัดสินใจขึ้นแท็กซี่ บริเวณที่รอขึ้นแท็กซี่ก็อยู่ด้านหน้าสถานี ติดกับบริเวณขึ้นรถเมล์ ผู้คนมารอขึ้นแท็กซี่


รอรถแท็กซี่ได้ไม่นาน เพราะรถแท็กซี่มีเยอะ มารับคนเรื่อยๆ ต่อคิวแป๊ปเดียวก็ได้ขึ้น


จำไม่ได้ครับว่าค่ารถแท็กซี่เท่าไร แต่ไม่ต้องกลัวโดนโกงนะครับเพราะแท็กซี่ได้กดมิเตอร์ เราก็จ่ายเงินตามที่มิเตอร์ขึ้น แท็กซี่มาส่งพวกเราบริเวณจุดรับผู้โดยสารหน้าเกาะนามิ พวกเรามาถึงก็ใกล้จะเที่ยงวัน ก็เลยหาอะไรกินกันสักหน่อยก่อนข้ามไปเที่ยวเกาะนามิ เดินข้ามถนนมากินอาหารเกาหลี ที่ร้านอาหารมีเยอะมากๆ อาหารนี้เรียกว่าอะไรไม่รู้เดินเข้าไปแล้วชี้ๆ ก็ได้มาอย่างที่เห็น


มาดูวิธีการทำก่อนที่จะได้กินกันนะครับ


กะทะใหญ่ มีผัก เนื้อไก่ แล้วผัดให้เข้ากัน ผัดจนผักกับเนื้อไก่สุก ก็สามารถกินได้ครับ อร่อยดีราคาที่จ่ายประมาณ 20,000 วอน บริเวณหน้าเกาะนามิจะมีอาหารแบบนี้ขายหลายร้านครับ กินอาหารเที่ยงเสร็จพวกเราก็เดินไปยังท่าเรือข้ามไปเกาะนามิ ก่อนข้ามต้องไปซื้อตั๋วก่อนนะครับ ราคาไปกลับคนละ 8,000 วอน ครับ


ซื้อตั๋วเสร็จก็ไปต่อคิวขึ้นเรือกันครับ วันที่พวกเราไปคนพอประมาณครับ ไม่เยอะไม่น้อย


มองเห็นข้างหน้าคือ เกาะนามิ หรือ นามิซัม


ระยะทางไม่ไกล นั่งเรือ 10 นาที ก็ถึงท่าเรือ เกาะนามิ แล้วครับ


เกาะนามิ เป็นเกาะเล็กๆ สามารถเที่ยวได้รอบเกาะ เป็นเกาะที่อยู่กลางแม่น้ำ ไม่ได้อยู่กลางทะเล ชาวเกาหลีเข้ามาเที่ยว มาพักผ่อนกันเยอะมาก พวกเราเดินเที่ยวตามถนนสายกลางของเกาะ เจอต้นใบไม้เปลี่ยนสี คนนี้ชอบมาก ขอถ่ายรูป


ต้นที่ใบไม้เปลี่ยนสี มีไม่มาก เพราะยังไม่ใช่ฤดู ใบไม้เปลี่ยนสี ถ้าใช่คงสวยงามน่าดูครับ


เดินเล่นตามถนนสายหลักในเกาะนามิ จะมีอาคารต่างๆ และร้านค้ามากมาย ให้แวะชม และแวะชิมอาหาร เครื่องดืมต่างๆ


จุดหมายแรกของพวกเราในเกาะนามิก็คือ ทิวสนที่ถ่ายหนังเรื่อง Winter Love Song ซึ่งเป็นที่ยอดฮิต อยู่เกือบๆ ท้ายเกาะ


มาถึงแล้วก็ขอถ่ายรูปเยอะหน่อย


ถ่ายอีกครับ


ถ่ายรูปท่ายอดฮิต ของวัยรุ่นครับ


ถ่ายรูปกับทิวสนเสร็จพวกเราก็ไม่ลืมที่จะมาถ่ายรูปคู่กับพระเอก นางเอก ของเรื่องนี้ครับ


พวกเราใช้เวลาเดินเล่นในเกาะนามิ หลายชั่วโมง เดินดูโน้นดูนี่ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ผู้คนก็เยอะ พวกเราจึงเดินกลับไปท่าเรือ เพื่อขึ้นเรือกลับ ไม่ต้องเสียเงินค่าเรืออีกนะครับ เมื่อถึงฝั่งแล้วพวกเราก็เดินไปรอขึ้นรถแท็กซี่ที่บริเวณหน้าที่จอดรถเมล์ ตรงข้ามกับ 711 เป็นที่รอขึ้นรถทั้งรถเมล์และรถแท็กซี่


ใช้เวลารอรถแท็กซี่ไม่นานครับ บอกให้รถไปส่งที่สถานีรถไฟ Gapyeong ที่เดิมที่เราลงรถไฟ ใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ รถไฟก็มา บรรยากาศภายในรถไฟ


พวกเราใช้เส้นทางการเดินทางย้อนกลับจากขาไป เพื่อไปลงที่สถานี Hoehyeon เพื่อจะกลับ Seoul Backpackers ลงรถไฟที่สถานีนี้พวกเราก็หาอะไรกินไปเจอร้านเนื้อย่างเกาหลีที่ปากซอยทางเข้า พวกเราก็ลองกินเนื้อย่างของแท้ๆ สักหน่อย


วิธีสั่งก็ไม่ยากครับ เอาเมนูมาแล้วก็ชี้ๆ ว่าจะเอาเนื้ออะไร เค้าก็จะเอามาเสริฟตามที่เราชี้ พร้อมกับเครื่องเคียงต่างๆ เช่น กิมจิ พริกดอง น้ำมันงา น้ำจิ้ม ผักสด


วิธีกินก็เอาเนื้อสดๆ ไม่ได้ผ่านการมักและปรุงรสแต่อย่างใด ย่างให้สุกแล้วเอาไปจิ้มกับน้ำมันงา และจิ้มกับน้ำจิ้มหรือไม่จิ้มก็ได้ แล้วก็กินได้เลย พร้อมกับกินเครื่องเคียงตาม หรือกินกับผักสดก็อร่อยดี


ราคาทั้งหมดที่พวกเรากินกัน ก็ประมาณ 30,000 วอน หรือประมาณ 1000 บาทไทย ครับ หลังจากลองกินเนื้อย่างกันเสร็จแล้วก็กลับโรงแรมนอน



จบการเดินทางเที่ยวของพวกเราอีกหนึ่งวัน ครับ




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2554 16:41:02 น.
Counter : 5986 Pageviews.  

ใคร ใคร ก็ไปเกาหลี ตอน2(โซลทาวเวอร์)

ใคร ใคร ก็ไปเกาหลี ตอน 2 วันนี้เป็นวันที่ 7 พ.ค. 2554 โปรแกรมเที่ยวของเราวันนี้ไม่มีอะไรมากเที่ยวใกล้ๆ ที่พัก คือ ช่วงเที่ยงเดินเล่นเมียงดง เย็นๆ ค่ำๆ ไปขึ้น Seoul Tower การมาเที่ยวเกาหลีในครั้งนี้พวกเราแลกเงินวอนที่ย่านถนนประดิพัทธ์ ครับเพราะใกล้บ้าน ราคาที่เราแลกมาในตอนนั้น คือ 1000 วอน เท่ากับ 28.5 บาท

เรามาเที่ยวที่เกาหลีมีเวลาหลายวันก็เลยทำให้ไม่รีบร้อนในการตื่นนอน ตื่นแปดโมง ทำธุรกิจส่วนตัวเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบๆ 10 โมงเช้า เตรียมตัวไปเที่ยวกัน ในย่านที่พวกเราพักจะใกล้สถานที่ท่องเที่ยวต่างเยอะมาก เช่น ตลาดนัมแดมุน Namdaemun Market ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่มีของขายมากมาย, เมียงดง Myeong Dong ชึ่งเป็นย่านวัยรุ่น และช๊อปปิ้งที่ดังของเกาหลี ใครมากับทัวร์เค้าก็จะพามาช๊อปที่นี่ และ Namsan Seoul Tower เป็นสถานที่ท่องเที่ยยอดนิยม เช่นกัน

Seoul Backpackers ใกล้สถานนีรถไฟฟ้า Hoehyeon ทางออกที่ 4 จะอยู่ปากซอย เวลาพวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนก็อาศัยสถานีนี้ตลอดครับ สะดวกมาก


ขอโชว์รูปด้านหน้าของ Seoul Backpackers นะครับไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียนะครับ รีวิวให้สำหรับใครที่จะไปพักจะได้ไปถูกไม่หลงเข้าผิด


เมื่อเดินออกจาก Seoul Backpackers แล้วหันหลังกลับจะเป็นทางเข้าซ้ายมือสังเกตุป้ายสีดำ ขอรีวิวแบบย้อนกลับนะครับ


จากนั้นเดินต่อลงมาทางปากซอย แล้วมองย้อนกลับจะเป็นดังรูป สังเกตุซ้ายมือจะมีร้านอาหารป้ายสีเหลือง ให้เดินตรงไปนะครับ


เมื่อเดินมาถึงปากซอยให้ไปทางขวามือ จะมองเห็นทางเข้าสถานีรถไฟฟ้า Hoehyeon ทางออก4 พวกเราก็เดินเข้าไปยังสถานีเพื่อจะไปช๊อปปิ้งเครื่องสำอางที่เมียงดง ในการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในเกาหลีพวกเราจึงจำเป็ต้องมีบัตรสำหรับใช้ในการเดินทางนั้นก็คือบัตร
T Money เป็นบัตรแบบเติมเงิน สะดวกมากๆ ครับสำหรับใช้เดินทางทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้า รถเมล์ รถแท็กซี่ และสามารถใช้ซื้อของใน Family Mart, 7 11 ได้ครับหาซื้อบัตรได้ที่ร้านสะดวกซื้อ หรือ ตามสถานีรถไฟฟ้า พวกเราซื้อที่เครื่องขายในสถานีรถไฟฟ้า การใช้บัตรก็คล้ายๆ กับบัตร Octoplus ที่ฮ่องกง แฟนผมซื้อเป็นรูปแบบบอกว่าจะเอาไปห้อยกับโทรศัพท์เก็บไว้เป็นที่ระลึก


ส่วนผมกับหลานซื้อเป็นบัตรธรรมดา ถ้าเราใช้ไม่หมดสามารถแลกเงินคืนได้แต่จะเสียค่าคืนด้วยครับไม่กี่วอน(จำไม่ได้ว่าเท่าไร) ได้บัตร T Monney กันทุกคนแล้วพวกเราก็มุ่งหน้าสู่ แหล่งช๊อปปิ้ง เมียงดง เพื่อไปหาซื้อเครื่องสำอางทั้งของตัวเองและเพื่อนๆ ฝากมา ขึ้นรถไฟฟ้าไปสถานีเดียวเท่านั้นคือลงที่สถานี Myeong Dong แล้วออกทางออก 6 เดินออกจากทางออกก็จะเป็นถนนเส้นกลางเมียงดงพอดี ร้านค้ามากมาย โดยเฉพาะร้านเครื่องสำอางต่างๆ


เห็น วอน บิน แล้วผมอยากหล่อเหมือน วอน บิน เลยเข้า THEFACESHOP หมดเงินซื้อครีมลดลิ้วรอยและครีมหน้าขาว หมดตังส์ไปไม่กี่ร้อยบาท ราคาจะถูกว่าบ้านเรามากครับ


ย่านเมียงดง เป็นแหล่งช๊อปปิ้งของทั้งวันรุ่นเกาหลี และนักท่องเที่ยวต่างประเทศ มีร้านค้าเยอะมากๆๆ


ของที่ขายไม่ใช่ว่าจะมีเฉพาะเครื่องสำอาง มีทุกอย่างครับ เสื้อผ้า รองเท้า กาแฟ เรียกได้ว่ามีทุกอย่างจริงๆ ครับ


พวกเรามาถึงก็ได้เดินสำรวจก่อนว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน อาหารการกินมีอะไรบ้าง เดินไปเดินมายังไม่ได้อะไรกันเลย


มาดูวัยรุ่นเกาหลีกันครับ ว่าจะเป็นอย่างไร


ของกินยอดนิยมในย่านเมียงดง มีหลายอย่างมากครับ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารที่ขายอาหารเกาหลี ก็มีมากมายให้เลือกหลายร้าน เอาไว้ตอนหลังจะรีวิวอาหารอีกครั้ง ร้านกาแฟมีหลายร้าน แต่ที่เห็นคนซื้อเยอะมากๆ ก็คือร้านนี้ครับ(ในรูป) เป็นของกินยอดนิยมของเกาหลีและที่เมียงดงนี้มากๆ เรียกว่า ต๊อกโปกี เป็นแท่งเสียบไม้ ใส้เป็นแป้งต๊อก ใส้กรอก ทั้งมีใส้และไม่มีใส้ก็มี นำไปทอดแล้วราดด้วยซอลมะเขือเทศ หรือ มัสตาร์ท แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน ลองซื้อกินอร่อยดีครับ จำไม่ได้ว่าไม้ละเท่าไร แนะนำลองชิมนะครับ ร้านนี้อยู่ถนนเส้นกลางเมียงดงครับ


เดินไปเดินมาเริ่มจะได้ของกันแล้วครับ


ใช้เวลาในการเดินที่เมียงดงเกือบๆ 5 ชั่วโมง เดินซื้อเครื่องสำอาง กินขนม กินกาแฟ ก็ได้ของกันหลายอย่าง ดูหน้าตาของคนได้ของแล้วก็รู้ว่ามีความสุขแค่ไหน สาเหตุที่เราซื้อของวันแรกๆ ก็เพราะว่าจะได้คำนวนเงินไว้ใช้ในการเที่ยววันต่อๆ ไป


ได้ของดังใจแล้วก็ต้องเอากลับไปเก็บที่โรงแรมก่อน เพราะว่าถือไปเที่ยวต่อคงไม่ไหว มากไม่มากก็ดูได้ครับแค่วันแรกนะครับ มีทั้งของตัวเองและเพื่อนๆ ฝากซื้อ ออเดอร์ยังไม่หมดนะครับ


เอาของที่ซื้อเข้ามาเก็บที่โรงแรม นั่งพักให้หายเหนื่อย พร้อมกับรอเวลาให้เป็นช่วงเย็นๆ จะได้ขึ้นไปเที่ยว Seoul Tower ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พวกเราพัก นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Myeong Dong แล้วออกทางประตู 2 ให้เดินไปอีกนิดเดียวก็จะเจอป้ายรถเมล์ บรรยากาศป้ายรถเมล์ขึ้น Seoul Tower อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับเมียงดง


ป้ายนี้มีคนรอขึ้นรถเมล์ไปเที่ยว Seoul Tower เยอะมาก แต่ในการขึ้นไปเที่ยว สามารถขึ้นได้หลายวิธีนะครับ ใครอยากจะขึ้นกระเช้าก็สามารถขึ้นไปได้ โดยเดินขึ้นไปบริเวณที่เริ่มต้นให้ขึ้นกระเช้านะครับ แต่ผมเลือกที่จะขึ้นรถเมล์ไปครับ พวกเราขึ้น รถเมล์สาย 05 ถ้าดูจากในรูปเราจะอยู่ที่ป้ายรถเมล์ Myeong Dong (หมายเลข1) เมื่อขึ้นแล้วจากนั้นให้ไปลงที่ Namsan(Mt) Seoul Tower (หมายเลข2) ซึ่งเป็นที่จุดจอดรถเมล์พอดี หรือเรียกง่ายๆ ว่าไปลงสุดสายครับ และขากลับก็สามารถนั่งรถเมล์ที่เราลง กลับมาลงป้าย Myeong Dong ที่เราขึ้นได้นะครับ ถ้าดูในรูปรถเมล์จะวิ่งเป็นวงกลมครับ ใช้บัตร T Money ได้ครับ ส่วนค่ารถไม่แน่ใจว่าเสียคนละเท่าไร


รถเมล์สาย 05 มาพวกเราก็ขึ้นทันที ผู้โดยสารเยอะมากเต็มรถ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากป้ายเมียงดงที่เราขึ้น ก็มาจอดที่ป้าย Namsan(Mt) Seoul Tower (หมายเลข2 ในรูป) ซึ่งเป็นสุดท้ายที่ทุกคนต้องลง จากนั้นก็เดินตามถนนขึ้นเขาอีกประมาณ 200 เมตรไม่ไกลครับถือว่าเดินชมวิว ชมสวน แล้วก็มาถึงหน้า เคาร์เตอร์ขายตั๋ว Seoul Tower


นักท่องเที่ยวต่อคิวรอซื้อตั๋ว ตั๋วที่ขายมีหลายชนิด Observatory อย่างเดียวและ Teddy Bear Museum อย่างเดียว หรือซื้อแบบรวมราคาจะถูกกว่า พวกเราซื้อตั๋วแบบชุดรวมราคาใบละ 14,000 วอน เข้าได้ 2 อย่าง


ถ้าใครซื้อตั๋วแบบชุดเจ้าหน้าที่จะให้เข้า Teddy Bear Musem ก่อน ถ่ายรูปหน้าทางเข้า


เข้าไปเดินชมในพิพิธภัณฑ์หมี ซึ่งตั้งอยู่ภายในหอคอย เป็นการจัดแสดงเรื่่องราวชีวิตต่างๆ ของหมี เป็นเรื่องราวการก่อสร้างพระราชวัง


เรื่องราวชีวิตการเป็นอยู่ การทำอาหาร


ภายในจัดทำเรื่องราวของหมีไว้เยอะมากๆ และมีจัดแสดงหมีในรูปแบบต่างๆ


ออกจาก Teddy Bear Museam พวกเราก็เดินไปรอต่อคิวขึ้นไปชมวิว 360 องศาของกรุงโซล ข้างบนมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และ ร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับ Seoul Tower ขายมากมาย วิวกรุงโซลยามค่ำคืน


เดินชมวิวได้ 1 รอบ ก็ลงมาเดินเล่นบริเวณรอบๆ Seoul Tower เป็นบริเวณที่มีการผูกกุญแจกันเต็มไปหมด


ด้านนี้มีพวงกุญแจผูกเต็มไปหมดหาที่ผูกยาก พวกเราจึงเดินมายังอีกด้าน ซึ่งด้านนี้ยังพอมีที่ผูกกุญแจ และนักท่องเที่ยวจเยอะในบริเวณนี้


เรามาถึงแล้วก็ต้องขออินเทนท์สักหน่อย กุญแจไม่ได้เตรียมมาจากเมืองไทย แต่ได้ไปเดินซื้อที่ย่านเมียงดง ราคาไม่แพง


ผูกกุญแจเสร็จก็เอาลูกกุญแจโยนลงไปด้านล่าง ไม่รู้ว่าจะไปโดนบ้านใคร เสร็จแล้วก็ต้องมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกว่า เราก็มาถึงโซลทาวเวอร์แล้ว


ได้เวลากลับโรงแรมที่พักแล้ว ขาลงพวกเราเลือกที่จะนั่งกระเช้าลง ถ้าซื้อตั๋วขาเดียวลงราคาตั๋วจะแพงกว่าซื้อตั๋วไปกลับ แต่ไม่เป็นไร เรามาแล้วขอใช้ทั้งสองแบบคือ นั่งรถเมล์ขี้น นั่งการะเช้าลง ป้ายราคาของการขึ้นกระเช้า


ซื้อตั๋วขึ้นกระเช้าแล้วก็ต้องมาต่อคิวขึ้น ยาวมาก แต่ก็ไม่นานเพราะว่ากระเช้าจุคนได้เยอะ และใช้เวลาขึ้นลงไม่นาน เมื่อลงกระเช้าแล้วก็สามารถมาต่อลิฟล์เล็กเพื่อลงเขาอีกครั้ง ต่อคิวรอขึ้นลิฟล์


ลักษณะของลิฟล์ลงเขาครับ


พวกเราลงด้านนี้ก็ะดวกดี เพราะว่าเมื่อลงจากลิฟล์แล้ว เดินต่อไปถึงสี่แยกไฟแดง แล้วให้เดินเลี้ยวขวา ก็จะเจอสถานี Myeong Dong สะดวกดีเหมือนกันครับ



เมื่อเดินถึงสถานี Myeong Dong แล้วก็สามารถต่อรถไฟฟ้าไปยังสถานที่ต่างๆ ได้แล้วครับ เช่นพวกเราก็ต่อรถไฟฟ้าที่สถานีนี้กลับไปยัง Seoul Backpackers ต่อไป

จบการเดินทางเที่ยวในเกาหลีของพวกเราทั้ง 3 คนแล้วในวันนี้แล้วครับ




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2554    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2554 17:17:56 น.
Counter : 10395 Pageviews.  

ใคร ใคร ก็ไปเกาหลี ตอน1

ใคร ใคร ก็ไปเกาหลี ตอน 1 ช่วงปี 2553, 2554 ที่ผ่านมา น้องๆ เพื่อนๆ ที่ทำงานด้วยกัน ไปเที่ยวเกาหลีกันเยอะมากๆ ไปแล้วซื้อของต่างๆ กลับมากันทุกคน กลับมาเล่าเรื่องราวต่างๆ อย่างสนุกสนานกัน ส่วนมากไปกับบริษัททัวร์ ซึ่งเป็นราคาทัวร์ที่ถูกเพียงหมื่นกว่าบาท ถึงสองหมื่อนกว่าบาท ถือว่าถูกมากครับ เพราะโดยปรกติแล้วเฉพาะค่าเครื่องบินอย่างเดียวก็เกือบ 2 หมื่นบาทแล้วครับ ที่บริษัททัวร์สามารถทำราคาถูกได้เพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลี

เราก็อยากจะไปเหมือนกันแต่รอหาเวลาว่างๆ ถึงจะได้ไป แต่ด้วยความโชคดีของเรา Airasia X ได้เปิดรูทบินใหม่ กัวลาลัมเปอร์ - โซล พอได้แค่กลิ่นเท่านั้น มีหรือคนอย่างเราจะปล่อยให้พลาด พอเปิดจองเราก็เข้าไปจองทันที่ เราจองได้ขาไป กัวลาลัมเปอร์-โซล(สนามบินอินซอน) วันที่ 6 พ.ค. 2554 ไฟท์ D72682 ส่วนขากลับจองได้ โซล-กัวลาลัมเปอร์ วันที่ 11 พ.ค. 2554 ไฟท์ D72683 รวมราคาของรูทนี้ไป-กลับ 11,850 บาท เราไปทั้งหมด 3 คนก็เท่ากับคนละ 11,850 หาร 3 คนละ 3,950 บาท เท่านั้นถูกมากๆ ครับ แต่ต้องไปขึ้นเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นะครับ ดังนั้นเราจึงต้องรอจองตั๋ว กรุงเทพ - กัวลาลัมเปอร์ อีกและเฝ้ารอว่าเมือไรจะมีโปรถูกๆ

ไม่นานเราก็ได้กลิ่นอีกว่าจะมีโปรถูก เราไม่รอช้ารีบจองทันทีไป-กลับ กรุงเทพ - กัวลาลัมเปอร์ จองได้วันไปวันที่ 5 พ.ค. และกลับวันที่ 12 พ.ค. 2554 ด้วยราคารวม 8,050 บาท เราไปกัน 3 คน ดังนั้น 8,050 หาร 3 คนละ 2,654 บาท เมื่อนำค่าตั้วเครื่องบินทั้งหมดมารวมกัน ขาไป กรุงเทพ - กัวลาลัมเปอร์ - โซล และขากลับ โซล - กัวลาลัมเปอร์ - กรุงเทพ ตกคนละ 6,634 บาท เราเดินทางกันตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. - วันที่ 12 พ.ค. 2554 รวมทั้งหมด 8 วัน

เช้าวันที่ 5 พ.ค. 2554 เวลา 8.00 น. สนามบินสุวรรณภูมิ พวกเราทั้ง 3 พร้อมกันที่เคาร์เตอร์เช็คอินแอร์เอเซีย แถวE เราไปไฟท์ AK735 ซึ่งเป็นของแอร์เอเซียมาเลเซีย


เช็คอินเสร็จเราก็ต้องไปผ่านการตรวจคนออกเมือง หรือเรียกว่า ต.ม. ช่วงที่เราไปคนเยอะมากเพราะตรงกับวันหยุด ผ่านได้ไม่มีปัญหาอะไรทั้ง 3 คน เราก็ตรงไปยัง Gate F1 เพื่อไปรอขึ้นเครื่องไปกัวลาลัมเปอร์


นานๆ ได้ขึ้นแอร์เอเซียของมาเลเซียแอบดูสาวแอร์โฮสเตสแล้วน่ารักไปอีกแบบ กำลังสาธิตการใช้อุปกรณ์ความปลออดภัย


กรุงเทพ ไป กัวลาลัมเปอร์ ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบิน LCCT ซึ่งเป็นสนามบินของสายการบินแอร์เอเซียก็ว่าได้ วันที่เราไปคนเข้าคิวรอตรวจคนเข้าเมืองเยอะมากๆ สาเหตุเพราะที่มาเลเซียเปลี่ยนระบบใหม่คือ ต้องสแกนลายนิ้วมือ จึงทำให้เสียเวลานานไปหน่อย


พอผ่านการตรวจคนเข้าเมืองได้ เราก็ใช้วิธีเข้าเมืองแบบที่เราเคยมาสำรวจครั้งก่อนโดยใช้รถของ Skybus และก็ได้พักที่โรงแรมเดิมคือ My Hotel ที่เดิมที่เคยพัก โดยจองผ่าน Agoda เช่นเคย ลองดูรีวิวได้ในตอน สำรวจ มาเลเซีย ของบล๊ิอกนี้
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=taorn&date=16-02-2010&group=16&gblog=1 เก็บกระเป๋าเรียบร้อยเราก็ไปร้านเดิมที่อยู่ข้างๆ โรงแรม คือ OLD TOWN บะหมี่ทะเล หน้าตาน่ากินรสชาดจีดๆ


ด้วยความหิวเบิ้ล 2 อีกอย่างคือ ก๊วยเตี๋ยวมาเล จำชื่อไม่ได้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร


ออกจากร้าน Old Town แล้วจุดหมายของเราคือ ตึกแฝด ปิโตรเนส ผมกับแฟนเคยมาเที่ยวกันแล้วแต่คราวนี้อยากพาหลานผมไปเที่ยว ไปถ่ายรูป ให้รู้ว่าพวกเรามาถึงกันแล้ว


ใช้เวลาเดินเล่นถ่ายรูป ดูร้านค้าต่างๆ ได้สักพักพวกเราก็ไปเดินเล่นกันต่อที่ห้าง Paviloin ซึ่งเป็นห้างใหม่ ใหญ่มาก อยู่ย่าน บูกิตบินตัน หลานผมได้เสื้อกันหนาวของ Ripcurl สีดำ ลดราคาถูกมาก จากนั้นพวกเราก็เดินไปย่านวัยรุ่น สถานีบูกิตบินตัน


เดินซื้อของ ย่านนี้แล้วก็เดินไปถนนที่ขายของกิน มีร้านเยอะมากๆ อยู่ย่านบูกิตบินตัน มีร้านอาหารมากมายให้เลือกกิน


ผมเองมากัวลาลัมเปอร์หลายครั้ง ยังไม่ได้ลิ้มลองอาหารพื้นเมืองของชาวมาเล นั้นก็คือ บากูเต๊ BAK KUT TEH เป็นกระดูกหมูต้มเครื่องยาจีน กลิ่นหอมมากๆ อร่อยดีครับ แต่จะออกมันนิดๆ ครับ หม้อนี้ประมาณ 200 บาท ครับ


สั่งมากินกับข้าวสวย ร้อนๆ อร่อยดีครับ


กินข้าวกันเสร็จพวกเราก็เดินไปขึ้นรถไฟรางเดี่ยว โมโนเรล กลับโรงแรมนอน เตรียมเอาแรงไปลุยเกาหลีกันต่อในวันรุ่งขึ้น และต้องนั่งเครื่องบินนานถึง 6 ชั่วโมงครึ่ง จบการเดินทางในวันแรกของพวกเราในทริปนี้

เช้าวันที่ 6 พ.ค. 2554 ตื่นเช้าอาบน้ำเก็บข้าวของเตรียมเช็คเอาท์โรงแรม เพื่อเดินทางไปยังสนามบิน LCCT ในการเดินทางไปเราก็ได้ใช้วิธีเหมือนขามาโดยอาศัยรถ Skybus เช่นเดิม ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงก็ถึงสนามบิน ไม่รอช้าพวกเราก็ไปเช็คอินที่เคาร์เตอร์ Airasia X ทันที ไฟท์ที่พวกเราไปก็มีคนมาเช็คอินเรื่อยๆ ไม่มากครับ ถ่ายรูปโชว์พาสปอร์ตของเราทั้ง 3 คนก็เช็คอิน


จากนั้นก็ผ่านขั้นตอนตรวจคนออกเมืองปรกติ เป็นครั้งแรกของผมที่ได้ใช้บริการของ Airasia X ใช้เครื่องบิน Airbus A340-300 เป็นธรรมดานั่งสบายกว่าเครื่องบิน Airbus A320 ของไทยแอร์เอเซีย เพราะมีขนาดใหญ่กว่า เรื่องของอาหารบนเครื่องก็ปรกติ แต่ราคาจะแพงกว่าของไทยแอร์เอเซีย ใช้เงินมาเล กับเงินวอน ซื้อเท่านั้น เงินไทยไม่รับครับ เครื่องเริ่มบินเวลา 13.55 น. ตามเวลาของมาเลเซีย นั่งๆ นอนๆ ฟังเพลง เอาไอเพด มาเล่นเกมส์ไปเรื่อยๆ แก้เบื่อ

เวลาประมาณ 21.15 น. ตามเวลาของเกาหลี ที่เร็วกว่ามาเลเซีย 1 ชั่วโมง และเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง เครื่องบินก็ได้ร่อนลง สนามบินอินซอน (Incheon) กรุงโซล ของประเทศเกาหลีใต้ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงกว่าๆ ก่อนมาเกาหลีได้ยินว่า ตม. เกาหลีเข้มงวดมากในการเข้าประเทศ โดยเฉพาะสุภาพสตรี ผมจึงได้ให้ทั้ง 2 คนเตรียมหลักฐานส่วนตัวเช่น ใบรับรองการทำงาน บัตรประจำตัวนักเรียน ใบจองโรงแรม โปรแกรมและหนังสือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ตม. เค้าถามจะได้มีให้ดู ส่วนตัวผมไม่ได้เตรียมอะไรมากเพราะเป็นผู้ชายและพาสปอร์ตผมก็ถูกประทับตรามาแล้วไม่มากไม่น้อยประเทศ ถึงคิวพวกเราต้องผ่าน ตม. ปรากฏว่าผ่านหมดทั้ง 3 คนเจ้าหน้าที่ไม่ถามอะไรสักคำ ถือว่าโชคดีมากๆ ไม่รอช้าพวกเราต้องรีบไปรับกระเป๋าเพราะกลัวไม่ทันรถ Airport Bus เพราะรถจะมีตั้งแต่เวลา 6.00 - 22.00 พวกเราออกประตู 4B เพื่อมาขึ้นรถสาย 6702 สาย 2 เพื่อไปลงหน้าโรงแรม Hilton Hotel แล้วเดินต่อไปยัง Seoul Backpackers


เคาร์เตอร์ขายตั๋วปิดแล้วนะครับ แต่สามารถซื้อตั๋วได้ที่เจ้าหน้าที่คุมคิวรถ ผู้ชายใส่หมวกยืนในรูป ราคาคนละ 15,000 วอน


ช่วงที่พวกเราไปอากาศไม่หนาวประมาณ 23 องศากำลังเย็นดี ซื้อตั๋วแล้วก็รอคิวขึ้นรถ ดึกๆ คนไม่เยอะครับ พอรถมาก็จะมีคนขับรถลงมาเขียนบัตรประจำกระเป๋าให้กับเรา แล้วจะถามเราว่า ลงที่ไหน ผมตอบว่า ลง Hilton Hotel


รถจะไปจอดที่ประตู 11 ด้วยนะครับสามารถขึ้นรถได้ที่ประตูนี่เช่นกัน บรรยากาศภายในรถ เบาะใหญ่นั่งสบาย


นั่งรถประมาณ 50 นาทีก็มาถึงหน้าโรงแรม Hilton คนขับรถจอดเสร็จก็บอกเราว่าถึงแล้ว พร้อมกับลงไปยกกระเป๋าให้พวกเรา น่ารักมากครับ เจ้าหน้าที่โรงแรมวิ่งออกมาถามเราว่าจะเช็คอินไหม โอ๊ะโรงแรมระดับนี้ไม่ได้เงินเราหรอกครับ เราตอบทันที โน แท้ง จากนั้นเราก็เดินออกมาทางที่รถเลี้ยวเข้าโรงแรม แล้วให้เดินไปทางซ้ายมือ แล้วให้เดินข้ามทางม้าลายตามรูป ต้องขอเอารูปตอนกลางวันมาให้ดูนะครับ เพราะถ้าเป็นรูปตอนกลางคืนอาจจะสับสนได้


พอเดินข้ามทางม้าลายมาแล้วก็จะมาเจอทางม้าลายอีก ให้เดินข้ามไปอีกนะครับ เมื่อข้ามไปแล้วจะเจอทางเดินเข้าซอยให้เดินตรงไป (ตรงที่ผู้ชายเสื้อสีฟ้ายืนอยู่)


พอเดินเข้าซอยแล้วให้มองทางซ้ายมือจะมีทางเดินลงไป ให้เดินลงไปทางซ้ายมือนะครับ ตรงลูกศรสีแดงชี้ขวามือคือทางเข้า Seoul Backpackers


เดินไม่ไกลครับประมาณ 400 เมตร จากโรงแรม Hilton ก็จะมาถึงหน้า Seoul Backpackers ผมจองผ่านทางเว็ปไซค์ของที่นี่นะครับ http://www.seoulbackpackers.com สามารถดูรายละเอียดต่างๆ ได้ในนี้นะครับ ที่นี่ทำเลดีครับใกล้สถานที่เที่ยวหลายแห่ง ใกล้สถานนีรถไฟฟ้าใต้ดิน Hoehyeon Station ถ่ายรูปหน้าที่พักครับ แต่เป็นขากลับนะครับ


ผมจองห้องแบบ Double Room และเพิ่มที่นอนเสริม 1 ที่ ค่าห้องตกคืนละ 75,000 วอน


ที่นอนเสริมของวัยรุ่น ปูให้อยู่ท้ายเตียง ทำให้ห้องเล็กไปทันที


มีห้องน้ำในตัว ห้องน้ำก็มีน้ำอุ่นให้นะครับ ห้องเล็กกระทัดรัดดีครับ


พวกเราก็มาถึงที่นี่ประมาณ 5 ทุ่ม ที่นี่เป็นเกสต์เฮาท์ที่คนไทยนิยมมาพักมาก อีกแห่งหนึ่งของเกาหลี ผมจองแต่เนิ่นๆ มากเพราะกลัวไม่ได้ห้องพัก



ก็ผ่านไปอีกวันเป็นวันที่ 2 ของการเดินทางของพวกเราทั้ง 3 คน พรุ่งนี้เราจะไปออกเที่ยวเกาหลีกันแล้วครับ




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2554    
Last Update : 26 ตุลาคม 2554 11:23:49 น.
Counter : 3600 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.