เที่ยวไป..กินไป..ตามแต่ใจเราสองคน เป็นบล๊อกที่ทำขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของเราทั้ง 2 คน และเป็นข้อมูลให้สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางด้วยตัวเอง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 

พม่า. ไหว้พระทำบุญ ตอนจบ ย่างกุ้ง

พม่า. ไหว้พระทำบุญ ตอนจบ เที่ยวเมืองย่างกุ้ง วันนี้เป็นวันที่ 17 สิงหาคม 2553 และเป็นวันที่ 3 ในการเที่ยวเมืองพม่าของพวกเราทั้ง 8 คน เรื่องของโปรแกรมเที่ยวของพวกเราวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่เดิมคิดเอาไว้ว่าช่วงเช้าเราจะไปเที่ยวที่ เมืองสิเรียม ไปชม วัดเจดีย์กลางน้ำ แต่ต้องยกเลิกเพราะว่ามีปัญหาเรื่องราคารถที่จะพาเราไป ประกอบกับฝนตกตั้งแต่เช้า พวกเราก็เลยยกเลิกการเดินทางไปเมืองสิเรียม เอาเวลาส่วนใหญ่ไปช๊อปปิ้งดีกว่า ทำให้ขาช๊อปฯ ทั้งหลายดีใจกันถั่วหน้า เอาไว้คราวหน้าค่อยไป โปรแกรมเที่ยวของพวกเราวันนี้ก็คือ ช๊อปปิ้งที่ตลาดสก๊อต บ่ายๆ ไปไหว้เทพทันใจ และ กลับกรุงเทพ ในเย็นวันนี้เลย โดย แอร์เอเซีย เที่ยวบิน FD3773 เวลา 17.50 น. เรียกได้ว่าพวกเราเที่ยว 3 วันเต็มๆ มาเช้ากลับเย็น ผมว่าเป็นเวลาที่ดีมากๆ ครับ

วันนี้พวกเราตื่นกันแบบสบายๆ ใครอยากตื่นกี่โมงก็ตื่น ใครอยากไปไหนในช่วงเช้าๆ ก็ไปมีสมาชิดเรา 1 ท่านคือน้าจก เมื่อวานยังถ่ายรูปเจดีย์ชเวดากอง ไม่จุใจเช้านี้เลยขอไปแก้ตัวใหม่ ก็ทำให้ๆ ได้รูปสวยๆ มาเยอะ ส่วนตัวผมตื่นประมาณ 7 โมง อาบน้ำเสร็จก็ 8 โมงกว่าๆ ลงมากินอาหารเช้าที่โรงแรม ราคาที่พวกเราจ่ายค่าห้องรวมอาหารเช้าด้วยครับ อาหารเช้าเป็นแบบอเมริกัน นะครับไม่ใช่เมียนม่าร์


หลังจากกินอาหารเช้ากันเสร็จก็มารอสมาชิกเราที่ไปถ่ายรูปเจดีย์ชเวดากอง ช่วงระหว่างรอก็เจอไกค์ชาวพม่า ที่พวกเราเจอที่สนามบิน เค้ามารอรับลูกค้าจะไปเที่ยว ภาษาอังกฤษดีมาก ผมลองสอบถามราคาค่าทัวร์ต่างๆ ราคาไม่แพงครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าดรงแรมที่พวกเราพักก็ถูกกว่า ค่ารถตู้เช่าก็ถูกกว่า ผมจึงขอนามบัตรไกค์ เผื่อคราวหน้าไปจะลองใช้บริการบ้าง


ช่วงที่พวกเราไปนี้เป็นหน้าฝน เช้านี้ฝนเริ่มตกปอยๆ แต่ไม่หนักมาก ทำให้การเดินทางไปเที่ยวของพวกเรามีอุปสรรค เพราะพวกเราใช้วิธีเดินไปครับ ตลาดโบโจ๊ก หรือที่คนไทยเรียกว่า ตลาดสก๊อต ซึ่งอยู่เยื้องๆ กับโรงแรมที่พวกเราพัก เดินไปประมาณ 300 เมตรก็ถึง ฝนก็ยังไม่หยุดตกเพวกเราก็ได้แต่หลบฝนอยู่ที่ล๊อบบี้โรงแรม

พอฝนมีท่าทีจะหยุดตกพวกเราก็ออกมาเดินเพื่อไปตลาดสก๊อต เดินไปก็แวะถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ


สภาพบ้านเรือนของเมืองย่างกุ้งส่วนมากเป็นตึกห้องแถว เป็นล๊อกๆ ตามฟุตบาทจะมีการวางขายของเต็มไปหมด ทำให้ยากต่อการเดินบางครั้งพวกเราก็ลงไปเดินกันที่ถนนเพราะว่าสะดวกกว่า สภาพจราจรก็ดูยุ่งวุ่นวายดีรถติดบ้างในเวลาเร่งด่วน ความเป็นระเบียบของรถราก็ไม่ดี พวกเราเดินข้ามถนนบริเวณทางม้าลาย ยังต้องรอวัดใจกับรถที่ผ่านว่าจะจอดหรือไม่ แต่ส่วนมากจะไม่จอด 55555 สรุปคือถ้าไม่ว่างก็ไม่ต้องข้ามเป็นดีที่สุด ผมไม่ค่อยได้ถ่ายรูปสภาพบ้านเมืองมาให้ชมเพราะว่าฝนตกไม่อยากให้กล้องเปียก แต่ก็พอจะได้ถ่ายชีวิตของหนุ่มพม่าขายเครื่อในหมูต้ม มาให้ชมกัน เดินผ่านกลิ่นหอมมาก แต่ไม่กล้าลอง


ก่อนที่ผมจะมาพม่า ผมมีความรู้สึกกับประเทศนี้ในทางไม่ดี คือ คิดว่าคนพม่าน่ากลัว กลัวโดนจี้ โดนทำร้าย ผู้คนไม่ยิ้มแย้ม แต่ที่ไหนได้ผิดถนัด ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ผู้คนยิ้มแย้มยินดีต้อนรับเรา เข้าไปร้านไหนก็มีแต่รอยยิ้ม ต้อนรับเราอย่างดี ไม่เห็นการจี้ปล้นทำร้านนักท่องเที่ยว ถ่ายรูปก็ไม่เรียกเก็บเงิน ผุ้คนเป็นมิตรมาก เดินตามถนนมาถามเรื่องแลกเงินพอเราบอกว่ามีแล้วเค้าก็ไม่ตื้อ ความรู้สึกดีมากๆ ครับกับประเทศนี้ มีโอกาสก็จะไปอีก เดินไม่นานก็ถึง ตลาดสก๊อต หรือ ตลาดโบโจ๊ก (ตามที่คนพม่าเรียก) บรรยากาศภายในตรงกลางของตลาด


เวลาผมไปเที่ยวที่ไหนก็มักจะหาเวลาเดินสำรวจสินค้าต่างๆ ของประเทศนั้นๆ ว่ามีอะไรบ้าง ขายราคาเท่าไหน สินค้าเด่นๆ ดังๆ ของประเทศนี้ ซื้อไม่ซื้อก็ว่ากันไปตามที่ชอบ ตลาดสก๊อต เป็นตลาดที่สร้างโดยชาวสก๊อต สมัยที่พม่าเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ขายสินค้าพื้นเมืองเป็นส่วนใหญ่ เช่น หยกพม่า พลอยพม่า เครื่องเงิน เสื้อผ้า เครื่องปัก เครื่องประดับมุก ฯลฯ เยอะมาก ราคาก็ไม่แพง เท่าที่นักช๊อปฯ ของเราบอกถ้าเทียบกับราคาที่เมืองไทย มาแล้วก็ต้องซื้อของฝากกลับไปให้เพื่อนๆ ในเมืองไทย ออนนี่ กำลังเลือกกำไลหยก กับ กำไรหยก ไปฝากเพื่อนๆ เธอซื้อเยอะมากๆ ส่วนคนอื่นๆ ก็เลือกซื้อเช่นกัน เป็นร้านชาวหม่าพูดไทนชัดแจ๋ว


พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสก๊อต บางคนพูดไทยได้ครับ บางร้านก็รับเงินไทยด้วยสามารถจ่ายเป็นเงินไทยและคิดเป็นเงินไทย ส่วนเรื่องเลทในการจ่ายเป็นเงินไทย 1000จ๊าด บางร้านคิดให้ 30บาท ร้านนี้เป็นร้านขายเครื่องไม้แกะสลัก เป็นไม้หอมแกะแล้วยังหอมอยุ่ พระพุทธรูปนอนแกะสลัก บากราคาที่ 1000 บาทต่อได้เหลือ 700 บาท ไม่รู้ว่าถูกหรือแพง


ป้ายชื่อบางร้านก็เขียนชื่อเป็นภาษาไทยเพื่อให้คนไทยเข้าใจ เพระาที่พม่าคนไทยมาเที่ยวเยอะมากๆ ออกจากร้านวาสนา ที่ซื้อสร้อยมือหยกไปฝากเพื่อนกัน ยังๆหมด ไม่มากมาแวะอีกร้านชื่อ ร้านพุทธรักษา ซื้อทั้งกำไลหยก ไม้แกะสลัก สร้อนข้อมือหยก ราคาไม่ห่างกันมากกับร้านแรก แม่ค้าพูดไทยชัดทั้ง 2 ร้าน อยู่กันนานครับ ตลาดสก๊อตเปิดเวลา 11.00 น. ปิดเวลาประมาณ 20.00 น. ครับ


พวกเราอยู่ตลาดสก๊อต หลายชั่วโมงเลือกซื้อของฝากจุใจแล้ว ก็เดินกลับโรงแรม เพื่อมาเก็บกระเป๋า พวกเราขอเช็คเอาร์บ่าย 3 โมง 1 ห้องทางโรงแรมไม่มีปัญหาอะไร ส่วนอีก 3 ห้องพวกเราเช็คเอาร์ตั้งแต่เช้าแล้ว ซื้อของฝากได้ก็มาจัดกระเป๋ากันใหม่ เสร็จเรียบร้อยพวกเราก็ออกเดินทางไปเที่ยวอีกแห่งก่อนไปยังสนามบิน ผมเรียกรถแท็กซี่ติดต่อให้ไปส่งที่สนามบินเค้าคิดคันละ 6$US แต่ผมบอกว่าพวกเราจะแวะไหว้ เจดีย์พญาสุเร และ เทพทันใจ ก่อนไปสนามบิน แท็กซี่ขอคิดเพิ่มอีกคันละ 2$US รวมเป็น 8$US แท็กซี่ที่พม่านั่งได้ 4 คน พวกเรามี 8 คนก็เลยพอดี 2 คัน

ออกจากโรงแรมพวกเราก็มุ่งหน้าสู่ เจดีย์สุเล ซึ่งเป็นเจีย์ที่ตั้งอยู่กลางเมืองย่างกุ้ง เป็นศาสนสถานหลักใจกลางกรุงร่างกุ้งมานานหลายร้อยปี อังกฤษถือเอาที่นี่เป็นศูนย์กลางของเมืองเมื่อตัดสินใจสร้างเครือข่ายถนนขึ้นกลางศตวรรษที่ 19 สุเหล่เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมตั้งแต่องค์ระฆังขึ้นไปจนถึงชั้นบาตรคว่ำ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่สุเลนัต หนึ่งในสี่นัตที่เกี่ยวข้องกับตำนานของพระมหาเจดีย์ชเวดากอง


ค่าเข้าสถานที่คิดคนละ 5$US ที่เจดีย็นี้ก็มีรูปปั้น นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ ชาวมอญและพม่านิยมมากราบไหว้บูชา ด้วยเชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจ พวกเรามาพม่าก็ส่วนหนึ่งก็เพื่อมาไหว้ขอพรจากเทพทันใจ


ไหว้ขอพรกันครบ แต่ละคนคงขอแตกต่างกันไป ส่วนตัวผมก็ขอเหมือนกัน ถ้าสำเริจผลคงต้องไปแก้บนกันอีกแน่ๆ ใหว้กันเสร็จก็ขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

เส็จเรียบร้อยพวกเราก้ขึ้นรถแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามบิน ในการมาเที่ยวพม่าในครั้งนี้ ผมยังไม่ได้ไปอีกหลายๆ แห่งที่สำคัญๆ ของพม่าเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยฝนตกตลอด และด้วยเวลาที่มีจำกัด ผมจึงคิดว่าคงต้องมาใหม่แน่นอนเอาเฉพาะเมืองย่างกุ้งอย่างเดียวก็ได้

ใช้เวลาในการเดินทางจากใจกลางเมืองย่างกุ้ง ไปยังสนามบินใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็ถึง ก่อนเข้าสนามบินจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรโดยสารเพื่อกันไม่ให้ชาวพม่าข้าไปในบริเวณตัวอาคาร เดินเข้ามาก็จะเจอเคาร์เตอร์เสียค่าภาษีสนามบินคนละ 10$US ช่วงระหว่างรอเสียเงินค่าภาษี หลายๆ คนดีใจได้กลับเมืองไทย แต่ดูหน้าผมสิครับเหมือนยังไม่อยากกลับ


การจ่ายเงินก็ให้เตรียมใบจองตั๋วเครื่องบินพร้อมกับพาสปอร์ตไปยื่น และเงินคนละ 10$US รับเฉพาะเงิน US เท่านั้นนะครับ จ่ายเสร็จจะได้ใบกระดาษเล็กๆ คนละ 1 ใบ ต้องจ่ายเงินก่อนเข้าไปเช็คอินนะครับ จากนั้นพวกเราก็ไปรอที่เคาร์เตอร์เช็คอินแอร์เอเซีย ได้บอสดิ้งพาสแล้วเป็นอันเรียบร้อย ก่อนขึ้นไปชั้น 2 จะเจอรูปเป็นภาพวาดสวยงามมาก ผมรู้สึกชอบภาพนี้จัง บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของประเทศพม่าได้ดี


ชั้น2 ของอาคารขาออกประเทศ จะมีร้านอาหารอยู่ร้านเดียวพวกเราฝากท้องกันไว้ที่นี่สามารถจ่ายเป็นเงินจ๊าด และ USได้นะครับ ราคาอาหารประมาณจานละร้อยกว่าบาท เนื่องจากมีร้านอาหารเพียงร้านเดียวจึงทำให้ผู้มาใช้บริการมาก อาหารจึงช้า ช่วงระหว่างรออาหาร


สรุปพวกเราเดินทาง 3 วัน 2 คืน มีค่าใช้จ่ายของพวกเราโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณคนละ 7,500 บาท รวมทุกอย่างยกเว้นของฝาก ก็ถือว่าไม่ถูกไม่แพง


เรื่องราวการเดินทางในพม่า ของพวกเราทั้ง 8 คน ก็จบเพียงเท่านี้ มีทั้งสนุก ลำบากตอนนั่งรถขนหมูและเดินขึ้นพระธาตุอินแขวนแต่ก้ไม่ถึงกับลำบากมากมายอะไร เห็นชาวพม่าแบกเสลี่ยง แบกกระเป๋าพวกเราแล้วพวกเค้าลำบากกว่าเราเยอะ ได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ได้รู้จักประเทศที่คิดว่าไม่น่าไปแต่หลังจากกลับมาแล้วความคิดนี้หายไปเลย ได้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งทำให้จิตใจสบายและมีความเป็นสุขใจยิ่งนัก



ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมเรื่องราวการเดินทางในพม่าของพวกเรา




 

Create Date : 14 กันยายน 2553    
Last Update : 20 กันยายน 2553 12:33:05 น.  

พม่า. ไหว้พระทำบุญ ตอน.3 เจดีย์ชเวดากอง

พม่า. ไหว้พระทำบุญ ตอน3 มหาเจดีย์ชเวดากอง วันนี้วันที่ 16 สิงหาคม 2553 เป็นวันที่ 2 ของการเดินทางของพวกเราทั้ง 8 คน พวกราเที่ยวชมไหว้พระ พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว แล้วพวกเราก็มุ่งหน้ากลับมายังเมืองย่างกุ้ง พวกเราเที่ยวที่เมืองหงสาวดี เพียง 3 แห่งเท่านั้น ตามความเป็นจริงแล้วที่เมืองหงสาวดี นี้มีสถานที่สำคัญๆ อีกหลายแห่ง แต่พวกเราไม่เที่ยวแล้วเพราะกลัวไปไหว้ มหาเจดีย์ชเวดากอง ค่ำไปและกลัวฝนตกแล้วจะไปเที่ยวไม่ได้ แล้วจะทำให้โปรแกรมเที่ยวต้องเลื่อนไปมาก

นั่งรถจากเมืองหงสาวดี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็จะมาถึงเมืองย่างกุ้ง แต่ยังไม่ถึงโรงแรม พอเข้าเขตตัวเมืองรถก็เริ่มมากทำให้รถติด ปรกติที่ย่างกุ้งรถจะติดเหมือนๆ กับกรุงเทพฯ คือช่วงเวลารีบด่วน กับวันอาทิตย์รถจะติดเป็นพิเศษเพราะวันอาทิตย์เป็นวันหยุดงาน ผู้คนจะออกไปเที่ยว พวกเราจองโรงแรมไว้แล้ว จองที่โรงแรม Central Hotel โรงแรม 3 ดาวซึ่งอยู่กลางเมืองย่างกุ้ง ใกล้ชุมชนเดินทางไปไหนสะดวก ราคาห้องสแตน์ดาร์ทที่พวกเราจองมาคือ 32$US รวมทุกอย่างแล้ว มีอาหารเช้าด้วยครับ ผมส่งเมล์มาจองที่โรงแรมแต่ไม่มีเมล์ตอบกลับ ทำให้ผมต้องจองผ่านเอเยนซี่ในเมืองไทย พวกเรามาถึงโรงแรมเวลาประมาณ 16.30น. ทำการเช็คอินเรียบร้อย สภาพห้องที่ผมพักครับ


โรงแรมนี้มีมานานมาก แต่มีการปรับปรุงอยู่เสมอ สภาพห้องที่ผมพักสะอาดดี ห้องน้ำก็ดี โดยรวมผมว่าโอเค เหมาะสมกับราคาครับ ได้ห้องแล้วเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวออกไปไหว้มหาเจดีย์ชเวดากอง ผมได้ให้รถตู้ที่เหมารอรับพวกเราด้วย คนขับก็ไม่ขัดอะไร จากโรงแรมไปยังเจดีย์ฯ ไม่ไกลกันมากใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึง แต่ถ้าไปรถแท็กซี่ก็ไม่เกินเที่ยวละ 2$US ด้านหน้าที่จอดรถ ผมได้ให้รถตู้รอรับพวกเรากลับด้วยครับเหมาทั้งที่ใช้ให้คุ้ม เด็กถือขาตั้งกล้องถ่ายรูปทางเดินขึ้นเจดีย์ฯ


รูปนี้ถ่ายจากที่จอดรถหน้าทางขึ้นลิฟล์ ถ่ายโดยประสิทธิ์ สมาชิกในทริป สวยงาม ครับ


ในการเข้าชมเจดีย์ต้องเสียค่าเข้าคนละ 5$US และเสียค่ากล้องอีก กล้องละ 1$US จ่ายเงินเสร็จเจ้าหน้าที่จะเอาสติกเกอร์กลมๆ มาแป๊ะที่เสื้อเรา เมื่อก่อนเสียครั้งเดียวเข้ากี่ครั้งหรือกี่วันก็ได้ แต่ปัจุบันเข้าได้หลายครั้งแต่วันเดียวเพราะเจ้าหน้าที่จะเปลี่ยนสีของสติกเกอร์ทุกวัน จ่ายเงินเสร็จก็ไปรอขึ้นลิฟล์ ไม่ต้องเดินขึ้นสบายหน่อย เมื่อลิฟล์ขึ้นไปถึงชั้นบน หน้าลิฟล์ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาขายดอกไม้เพื่อไว้สักการะองค์เจดีย์ฯ ราคาพวงละ 500จ๊าด คนถือพวงมาลัยดอกไม้ไม่ใช่เด็กขายนะครับ เป็นสมาชิกในทริปเราอีกคนหนึ่ง อาจจะดูเหมือนเด็กขายไปหน่อย


เดินออกจากลิฟล์แล้วเดินตรงมาก็จะเจอองค์ มหาเจดีย์ชเวดากอง ต้องขอบอกว่าเป็นมหาเจดีย์ครับเพราะว่าใหญ่มากๆๆๆ สวยงามมากๆๆๆๆๆ เหลืองอร่ามทั้งองค์ ไม่เคยเห็นเจดีย์ที่ไหนสวยงามมากๆ ได้เห็นกับตาตัวเองถึงกับขนลุกครับ


ถ่ายรูปได้ไม่กี่รูปต้องรีบไปกราบไหว้ขอพร สักการะ ให้สมกับความตั้งใจที่อยากจะมา คนที่เกิดปีมะเมีย ต้องมากราบไหว้ครับ เพราะจะชงกับคนที่เกิดปีนี้


กราบไหว้กันเสร็จทุกคนก็ขอถ่ายรูปกันไปเรื่อยเปื่อย ภาพนี้สวยงามครับ รูปนะครับไม่ใช่นางแบบ (แซวเล่น)


ขณะถ่ายรูปฝนก็ได้ตกลงมาแต่ไม่แรงมากพงกเราจึงนั่งเล่นกันอยู่ที่ไหว้พระเพื่อรอฝนหยุด พอฝนเริ่มหยุดพวกเราก็ย้ายมุมมาถ่ายเพื่อให้ได้แสงที่สวยงามยิ่งขึ้น


ประวัติของ มหาเจดีย์ชเวดากอง เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุ รวม 8 เส้น ของพระพุทธเจ้า มีประวัติตำนานเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ตั้งแต่ครั้งที่ย่างกุ้งยังเป็นดินแดนของมอญมีชื่อเดิมว่า “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” ก่อนจะถูกพม่ายึดครองไป แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “ย่างกุ้ง” “ชเวดากอง” แปลว่า “เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง” มหาเจดีย์แห่งนี้มีการบูรณปฏิสังขรณ์มาด้วยกันหลายครั้ง โดยเฉพาะมีโบราณราชประเพณีที่กษัตริย์ของมอญและพม่าที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จะต้องถวายทองคำหนักเท่ากับน้ำหนักของพระองค์เอง เพื่อนำมาห้อหุ้มองค์พระเจดีย์ ซึ่งถือกันว่าเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณของชาวพุทธ แห่งลุ่มน้ำอิระวดีที่สำคัญที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน
รูปนี้ฝนหยุดตกแล้วฟ้าเริ่มมืดลง แต่ได้แสงสีฟ้าเข้ม


4 สาวของเราถ่ายรูปกับเจดีย์ฯ เยอะมากๆ มี act หลายท่ามากๆ จนชาวพม่าที่อยู่ข้างๆ อดหัวเราะในความน่ารักของท่าสาวๆ ทั้ง 4 ไม่ได้


ถ่ายรูปสี่สาวแล้วก็ต้องมาถ่ายคู่ เพื่อให้ระลึกว่าครั้งถึงเราเคยมาทำบุญร่วมกัน


อีกมุมกล้อง



คู่ที่เพิ่งจะแต่งงานกันครับ


ส่วนคู่นี้มีแนวโน้มว่าจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้


ก่อนลาจาก มหาเจดีย์ชเวดากอง ขอถ่ายภาพรวมหมู่ทั้ง 8 คนอีกครั้ง


ลาจาก มหาเจดีย์ชเวดากอง ด้วยรูปยามค่ำคืน พวกเราตั้งใจจะไปถ่ายมุมที่เจดีย์ฯ ตกกระทบน้ำ ที่สวนสาธารณะฯ แต่ด้วยบรรยากาศไม่เอื้ออำนวย ฝนตกตลอด กล้องของผมไม่ได้กันน้ำเข้า จึงตัดสินใจว่าไม่ไปถ่าย และคิดว่าจะต้องกลับมากราบไหว้ และสักการะ อีกเป็นแน่ เอาไว้มาคราวหน้าจะถ่ายให้จุใจ


ออกจากการเยี่ยมชม มหาเจดีย์ชเวดากอง โดยรถตู้ที่พวกเราเหมา ให้กลับไปส่งโรงแรม เวลาขณะนั้นก็ 20.00 น. เกรงใจคนขับรถเค้าเหมือนกัน
ถึงโรงแรมเข้าห้องเก็บเก็บ และออกไปเดินหาอะไรกิน และเดินชมย่างกุ้งยามค่ำคืน

เรื่องราวการเดินทางของพวกเราทั้ง 8 คนในวันที่ 2 ก็จบลง พรุ่งนี้เป็นวันที่ 3 ของการเที่ยวของพวกเรา รอติดตามชมว่าพวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนกัน




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2553    
Last Update : 14 กันยายน 2553 16:34:36 น.  

พม่า. ไหว้พระทำบุญ ตอน.2 พระธาตุฯ-หงสาวดี

พม่า. ไหว้พระทำบุญ ตอน2 พระธาตุอินแขวน - เมืองหงสาวดี พวกเรายังอยู่ในวันที่ 2 ของการเดินทางท่องเที่ยวในพม่า ซึ่งตรงกับวันที่ 16 สิงหาคม 2553 พวกเราเดินออกมาจากวันมาถึงที่ถอดรองเท้าไว้ ตามธรรมเนียมก็ต้องจ่ายรวมครับ 1000จ๊าดสำหรับพวกเรา จะมีคนมานั่งรอเก็บเงินไม่รู้ว่าเอาเข้าวัดหรือเข้ากระเป๋าคนเก็บเงิน เดินออกมาหน้าวัดก็จะเจอพระมายืนรอใส่บาตร มีทั้งพระ เณร แม่ชี หลายรูปครับ สวนมากจะเป็นการใส่บาตรด้วยเงินพม่า ตามกำลังศรัทธา


เวลาประมาณ 6.30น. พวกเรากลับเข้าโรงแรมอาบน้ำ เก็บข้าวของต่างเพื่อเตรียมเช็คเอาร์ ราคาค่าห้องได้รวมอาหารเช้าไว้แล้ว อาหารเช้ามื้อนี้จึงเป็นชุดอาหารเช้าจากโรงแรม มีให้เลือก 2 อย่าง คืิอ 1.ข้าวผัดหมู ไข่เจียว ชาหรือกาแฟ 2.โจ๊ก ไข่เจีบว ชาหรือกาแฟ ต้องเลือกชุดใดชุดหนึ่งครับ ใช้เวลากับอาหารเช้าได้ไม่นานพวกเราทั้ง 8 คนก็ได้เริ่มเดินออกจากโรงแรมเพื่อเดินลงเขา ส่วนสัมภาระต่างๆ ก็จ้างลูกหาบคนเดิมเป็นคนแบกให้เรา เค้าดีมากมารอพวกเราที่บริเวณโรงแรม พร้อมกับเฝ้ากระเป๋าให้พวกเราอย่างดีในขณะที่พวกเรากินอาหารเช้า จากนั้นเค้าก็จัดเรียงกระเป๋าเข้ากับหาบพร้อมกับเอาผ้าใบกันฝนปิดอย่างดี ได้เวลาพวกเราก็เดินลงเขาโดยเดินตามถนนคอนกรีตตลอด ขาลงเดินลงไม่เหนื่อยเหมือนขาขึ้น แต่จะปวดหัวเข่าเพราะเวลาเดินลงเขาน้ำหนักตัวจะตกลงที่หัวเข่า ดังนั้นต้องระวังเรื่องปวดหัวเข่า ใช้เวลาเดินลงประมาณ 30 นาทีก็ถึง ที่จอดรถขนหมู


พวกเรามาถึงท่ารถประมาณ 8.00 น. จะมีรถหกล้อมาจอดรออยู่แล้ว มีคนนั่งอยู่บนรถประมาณ 25 คนเป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 9คน ฝรั่งอีก 6คน นอกนั้นเป็นชาวบ้านพม่า พวกเราขึ้นรถไปอีก 8คน รวมแล้ว 33คน พวกเรานั่งได้ไม่ถึง 10นาที ชาวมาเลเซียเริ่มจะโวยวายให้รถออก รวมทั้งฝรั่ง เพราะพวกเค้ารอมานานชั่วโมงกว่าๆ แล้ว แต่คนพม่าที่คุมรถไม่สนใจอ้างอย่างเดียวว่าคนไม่เต็มจำนวนรถออกไม่ได้ สักพักมีชาวพม่าขึ้นมาอีก 4คน ทำให้บนรถเริ่มจะไม่มีที่นั่ง ชาวมาเลเซียเริ่มโวยอีก แต่คนคุมรถอ้างคนไม่เต็มทั้งที่ไม่มีที่นั่งแล้ว ผ่านไป 30นาทีแล้วสำหรับพวกเราทั้ง 8คนที่นั่งอยู่บนรถขนหมู ชาวมาเลเซียกับฝรั่งยอมจ่ายส่วนที่เหลืออีก พวกเราลำคาญก็เลยยอมจ่ายจากค่ารถคนละ 1500 เป็นคนละ 2000จ๊าด คนคุมรถมันยิ้มทันที ผมรู้แล้วที่มันไม่ออกเพราะมันต้องการเงินส่วนเกิน เพราะมันเก็บเงินเราทั้งรถได้เกิน 80000จ๊าด มันก็เอาเงิน 80000จ๊าด ไปตีตั๋วเหมาทั้งคัน ส่วนเกินหรือส่วนที่เหลือมันยึดหมด ผมคิดอยู่แล้วผมว่าจะชวนชาวมาเลเซีย และฝรั่งไปซื้อตั๋วเหมารถ แล้วไปเอารถคันอื่นไม่เอารถมันเพื่อแกล้งมัน หมั่นไส้มันมาก สรุปพวกเราอยู่บนรถ 1 ชั่วโมงพอดี พอรถออกชาวมาเลเซียปรบไม้ปรบมือกันใหญ่ หน้าตารถหกล้อ หรือพวกเราเรียกว่า รถขนหมู ใครไปเที่ยวที่พรธาตุฯ จะได้ลิ้มรสแน่นอน 5555555


เช่นเดินลงครับ การนั่งรถลงเขาจะใช้เวลาน้อยกว่าขึ้นเขา แต่ไม่เวี้ยงซ้ายทีขวาที เพราะว่าคนขับๆ ลงเขาได้นิ่มนวลมากๆ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็ถึง คินปุ่นแคมป์ ที่เดิมที่พวกเราขึ้นรถหกล้อขาไปเมื่อวานนี้ ผมนัดรถมารอรับตอน 9 โมงเช้าแต่พวกเรามาช้าหน่อยจึงเห็นรถตู้ที่พวกเราเช่าจอดรอรับอยู่แล้ว คนขับรถเค้าจอดรออยู่ที่นี่อยู่แล้วตั้งแต่เมื่อวาน เก็บข้าวของต่างๆ ขึ้นรถตู้ พวกเราไม่ต้องลำบากเพราะลูกหาบเรามาส่งถึงรถตู้ ค่าแบกกระเป๋าผมก็จ่ายเท่าเดิม 10000จ๊าด ผมทิปให้เค้าอีก 3000จ๊าด ชอบในความมีน้ำใจของเค้า ตอนไปเที่ยววัดเค้าก็เอาไฟฉายมาช่วยส่องทาง ทั้งตอนค่ำ และ ตอนเช้า รอดูแลพวกเราเป็นอย่างดี เค้าหมายเลข 53 นะครับ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้นะครับ ผมคุยกับเค้าด้วยภาษากาย

รถตู้ออกจากคินปุ่นแคมป์เพื่อมุ่งหน้ากลับมายังเมือง Bago หรือ เมืองหงสาวดี เพราะมีวัด สถานที่สำคัญๆ อีกหลายแห่งที่ขามาพวกเราไม่ได้แวะเที่ยว ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงสถานที่แรกที่พวกเราแวะก็คือ เจดีย์ชเวมอดอร์ เมืองหงสาวดี ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่า และเป็นมหาบูชาสถาน แห่งที่ 2 ที่พวกเรามากราบไหว้


การเที่ยวสถานที่ต่างๆ ทั้งหมดในเมืองหงสาวดี จะต้องเสียค่าเข้าคนละ 10$US ซื้อบัตรครั้งเดียวสามารถเข้าได้ทุกสถานที่ในเมืองนี้ แต่ต้องเก็บใบจ่ายเงินไว้เพื่อไปโชว์ให้เจ้าหน้าที่แต่ละสถานที่ดู เพื่อยืนยันว่าเราได้เสียเงินแล้ว อย่าลืมนะครับ ส่วนค่าเอากล้องเข้าไปถ่ายเสียอีก 300จ๊าด

ส่วนความสำคัญหรือประวัติของ เจดีย์ชเวมอดอร์ เมืองหงสาวดี หรือที่เราเรียกกันว่า พระธาตุมุเตา เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุรวม 2 เส้น มีอายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี เป็นที่เคารพสักการะของทั้งกษัตริย์ มอญ พม่า และไทย เช่น พระเจ้าราชาธิราชของมอญ พระเจ้าบุเรงนองของพม่า และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของไทย เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี พระเจดีย์องค์นี้ถือว่ามีความโดดเด่นในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า และยังเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสูงสุดของชาวพม่า นอกจากนี้มหาเจดีย์ชเวมอดอ ยังเคยผ่านการพังทลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยแผ่นดินไหวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ก.ค. พ.ศ. 2473 ได้ทำให้เจดีย์องค์นี้ พวกเขาได้ทำการสร้างเจดีย์ชเวมอดอขึ้นมาใหม่ในปีพ.ศ.2497 ด้วยความสูงถึง 374 ฟุต (ตอนแรกที่สร้างสูง 70 ฟุต) นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า ส่วนปลียอดที่พังลงมาก็ได้ตั้งไหว้ที่มุมหนึ่งขององค์เจดีย์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาควบคู่ไปกับเจดีย์องค์ปัจจุบัน
สำหรับความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเจดีย์ชเวมอดอก็คือ เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะแบบมอญอย่างเด่นชัด คือมีฉัตรแบบเรียบๆและมีองค์ระฆังของเจดีย์มีลักษณะแคบเรียว ภายนอกหุ้มด้วยทองจังโก้ ภายในเป็นอิฐกลวง แตกต่างจากเจดีย์ชเวดากองที่เป็นเจดีย์แบบพม่า(อย่างชัดเจน)
ปลียอดของเจดีย์องค์นี้หักพังลงมา แต่ว่าด้วยความศรัทธาที่ชาวเมืองมีต่อ


พวกเรามาพม่าเพื่อมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาแล้วก็ต้องจุดธูปเที่ยนเพื่อกราบไหว้


กราบไหว้เสร็จก็ต้องถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก


ถ่ายรูปหม฿เสร็จก็มาถ่ายรูปคู่กันบ้าง คู่นี้ จก+บอร์ดน แต่งงานกันมานานหลายปีแล้ว แต่งนานสุดในจำนวน 3 คู่ที่มาด้วยกัน


ส่วนคู่นี้แต่งงานกันได้ยังไม่ได้ฉลองครบรอบ 1 ปี ประสิทธ์+ออนนี่


"ตา" เป็นหญิงคนเดียวในทริปที่ยังโสด (แต่มีแฟนแล้วไม่รู้เมื่อไรจะแต่ง)


ส่วนคนนี้ภรรยาผมเองครับ "อร" แต่งานกันได้ไม่กี่ปี


ชมรูปหน้ากล้องแล้ว มาชมเบื้องหลังการถ่ายทำกันบ้าง


ลีลานางแบบ และตากล้อง


นั่งที่พื้นเพื่อให้ได้มุมกล้องที่สวย และได้พระธาตุฯ เต็มองค์


อยู่ที่เจดีย์ชเวมอดอร์ ประมาณ 1 ชั่วโมง พวกเราก็ได้ออกจากวัด เพื่อไปกินข้าวเที่ยงกัน ออกจากประตูวัดมาประมาณ 200 เมตรจะเจอสี่แยกให้เลี้ยวขวา ตรงไปอีกประมาณ 200 เมตรจะเจอร้านอยู่ทางซ้ายมือ เป็นร้านห้องแถวไม้ 2 คูหา จำชื่อร้านไม่ได้ครับ แต่ตรงข้ามร้านจะเป็นวิวเจดีย์ฯ ครับ


บรากาศในร้าน เป็นโต๊ะเก้าอี้ไม้ พวกเราขอเมนูแต่เป็นเมนูภาษาพม่าหมดครับ (ใครจะอ่านออก) แต่พวกเราโชคดีมีชาวพม่า 1 คนพอจะพูดภาษาไทยได้ และมีพ่อครัว พูดอังกฤษได้นิดดดดเดียว พวกเราจึงสั่งอาหารไทย ไข่เจียว ไก่ทอด ผัดเปรี้ยวหวานหมู ไก่ผัดเม็ดมะม่วงใส่พริกเผา ทุกอย่างอร่อยดีครับ


กินกันอย่างอิ่มหน่ำ เต็มโต๊ะ พร้อมด้วยน้ำอัดลมจากเมืองไทย เช็คบิลออกมาทั้งหมดประมาณ 900 บาท ครับ


หน้าตาอาหาร และหน้าตาคนรอ


กินข้าวเที่ยงเสร็จพวกเราก็แวะไปเที่ยว พระราชวังบุเรงนอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหาร และ เจดีย์ชเวมอดอร์ กษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเมืองหงสาวดีก็เห็นจะไม่มีกษัตริย์พระองค์ไหนโดดเด่นเท่า พระเจ้าบุเรงนอง (หรือที่คนไทยรู้จักในดีจากวรรณกรรมเรื่อง“ผู้ชนะสิบทิศ”) เพราะเป็นผู้สร้างเมืองหงสาวดีให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยพระองค์ได้สร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นในปี พ.ศ. 2109 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางทางการปกครองและใช้ออกว่าราชการ
ปี พ.ศ. 2142 ในสมัยพระเจ้านันทบุเรง พระราชวังบุเรงนองได้ถูกทำลายด้วยฝีมือของพวกยะไข่กับตองอู ทิ้งให้พระราชวังแห่งนี้รกร้างลงเป็นเวลาร่วม 3 ศตวรรษ ซึ่งพระราชวังเดิมนั้นเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และถูกจับเป็นตัวประกันอีกด้วย
ในปี พ.ศ. 2533 มีการค้นพบเสาและกำแพงเดิมที่ถูกฝังอยู่ในดิน รัฐบาลพม่าจึงได้ทำการขุดค้นและสร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยถอดแบบจากของเดิม ซึ่งบางส่วนได้สร้างแล้วเสร็จไป ส่วนอีกบางส่วนก็กำลังรอทุนในการก่อสร้างอยู่
โดยส่วนที่สร้างเสร็จและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมก็มี พระตำหนักที่ประทับบรรทมสีทองเหลืองอร่ามที่ดูโดดเด่นชวนมองในรูปแบบสถาปัตยกรรมพม่า และท้องพระโรงที่ใช้ออกว่าการก็ดูโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรรมพม่าสีทองเหลืองอร่ามทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งในอนาคตที่นี่จะใช้เป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติเมืองหงสาวดีและพระราชวังบุเรงนองอันสำคัญ ในขณะที่ปัจจุบันเป็นโถงโล่ง ๆ มีราชรถจำลอง โมเดลของพระราชวัง และบานประตูไม้สักขนาดใหญ่ของพระราชวังเดิมวางไว้ให้ชม


พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นานเพราะว่าไม่ได้เข้าไปดูด้านใน เพราะห้ามถ่ายรูปพวกเราจึงไม่ได้เข้าไปชม และจากการเก็บข้อมุลก่อนมาเที่ยวด้านในไม่สวยเท่าด้านนอก


ออกจากพระราชวังบุเรงนอง พวกเราก็ไปเที่ยว พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว ซึ่งก็อยู่ในเมืองหงสาวดีเช่นกัน การเข้าชมสามารถนำบัตรที่จ่ายเงินไปแล้วมาโชว์เจ้าหน้าที่ และเสียค่าเอากล้องเข้ากล้องละ 300จ๊าด



ประวัติ เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์อันดับสองของเมืองหงสาวดี รองจากพระมหาธาตุมุเตา และเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีความยาว 181 ฟุต สูง 50 ฟุต สร้างโดยพระเจ้าเมงกะติปะ พ.ศ.1537 ในสมัยมอญเรืองอำนาจ มีพุทธลักษณะงดงาม โดยจะวางพระบาทเหลื่อมพระบาท ต่างจากพระพุทธไสยาสน์ของไทยที่นิยมวางพระบาทเสมอกัน เล่าขานว่าเป็นพระรูปสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ขอถ่ายภาพหมู่ให้ครบทั้ง 8 คนอีกครั้ง


ด้านหลังพระองค์มีภาพวาดเล่าขานตำนานว่า มีพระราชาองค์หนึ่งไม่ศรัทธาพุทธศาสนา ทรงลุ่มหลงบูชายักษ์ตนหนึ่งขนาดปั้นรูปไว้กราบไหว้ วันหนึ่งขณะที่พระราชาเสด็จประพาสป่าพร้อมพระโอรส และพระโอรสไปพบสาวบ้านกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารก็เกิดความหลงรัก ถึงกับพากลับเข้าวัง แต่สาวเจ้าอันเชิญพระพุทธรูปไปบูชาในวังด้วย ทำให้พระราชากริ้วมาก ถึงขั้นสั่งให้ทหารจับพระโอรสและคนรักมัดรวมกันเพื่อจะประหาร แต่ชาวบ้านได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าพระพุทธเจ้ามีจริงก็ขอให้นางแคล้วคลาด ปรากฏว่าเชือกขาดโดยพลัน ขณะที่รูปปั้นยักษ์แตกกระจาย พระราชาถึงกับทรงหันกลับมานับถือพุทธศาสนา และขอไถ่บาปด้วยการสร้างพะพุทธไสยาสน์เป็นเครื่องเตือนสติ

หลังจากที่พระเจ้าอลองพญาทรงปราบมอญราบคาบ เมืองหงสาวดีก็ถูกทิ้งร้าง พระพุทธไสยาสน์ไม่ได้รับการดูแลจนกลายเป็นกองอิฐจมอยู่ในโคกดิน จนถึงปี พ.ศ.2424 เมื่ออังกฤษสร้างทางรถไฟสายพม่า จึงขุดพบพระนอนองค์นี้ จากนั้นปี พ.ศ.2491 หลังจากพม่าได้รับเอกราช ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างจริงจัง และได้ทาสีและปิดทองลงชาดใหม่ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ถ่ายรูปหมู่เสร็จต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปเก็บรูปตามมุมที่ตัวเองชอบ


นี่ก็มุมส่วนตัวของตากล้องอย่างผม


มาชมส่วนที่เป็นพระพุทธบาทครับว่าจะสวยงามแค่ไหน ลวดลายสวยมาก และพระพุทธบาทใหญ่มาก


บริเวณด้านหน้าพระฯ จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกต่างๆ ทั้ง 2 ฝั่ง ของที่ขายมีหลากหลายมากๆ แต่ไม่รู้ว่าถูก ดี หรือไม่เพราะผมไม่ได้ตั้งใจชม หรือสอบถาม


หลังจากเดินเที่ยวชม ถ่ายรูป กราบไหว้พระฯ ที่นี่แล้ว พวกเราก็ต้องรีบเดินทางกลับย่างกุ้ง เพราะต้องการถ่ายรูป มหาเจดีย์ชเวดากอง ก่อนที่พระอาทิตย์จะตก เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงาม มาฝากแฟนบล๊อก

ติดตามตอนหน้านะครับว่าพวกเราจะกลับไปย่างกุ้ง และไปถ่ายรูปมหาเจดีย์ชเวดากอง ทันหรือไม่




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2553    
Last Update : 31 สิงหาคม 2553 13:12:11 น.  

พม่า. ไหว้พระทำบุญ ตอน.1 พระธาตุอินแขวน

พม่า. ไหว้พระทำบุญ จองตั๋ว โปรโมชั่น 0 บาท เฉพาะขากลับเข้าประเทศไทยของ Airasia จองไม่นานสำหรับโปรฯ นี้ จองประมาณเดือนมิถุนายน ราคาไปกลับคนละ 2000 บาทรวมทุกอย่างยกเว้นค่าภาษีสนามบินพม่าอีกคนละ 20$US และค่าขอวีซ่าเข้าประเทศพม่าอีกคนละ 810 บาท รวมแล้วก็ตกคนละประมาณ 3000 บาท ก็ถือว่าไม่ถูกไม่แพงเพราะมีค่าวีซ่า ในการเข้าประเทศพม่าต้องขอวีซ่า หรือ ใบอนุญาติเข้าพม่าก่อนนะครับ การขอทำได้ 2 วิธีคือ ขอที่สถานฑูตพม่าในประเทศไทย และ ขอที่สนามบินก่อนเข้าประเทศพม่า ( Visa On Arrival )

พวกเราไปกันทั้งหมด 8 คน ตั้งแต่ วันที่ 15-17 สิงหาคม 2553 โปรแกรมเที่ยวของพวกเราก็คือ

15 สิงหาคม กรุงเทพ ย่างกุ้ง เมืองหงสาวดี พักค้างคืนที่โรงแรมหน้า พระธาตุอินแขวน
16 สิงหาคม กลับจากพระธาตุอินแขวน แวะเที่ยวเมืองหงสาวดี พักที่เมืองย่างกุ้ง
17 สิงหาคม ช๊อปปิ้งในเมืองย่างกุ้ง เที่ยวในย่างกุ้ง กลับกรุงเทพ

เป็นโปรแกรมเที่ยวทั่วๆ ไปที่ใครๆ ก็จะใช้รูทในการเที่ยวแบบนี้ ส่วนรายละอียดต่างๆ ว่าไปเที่ยวที่ไหนไปกันอย่างไร สนุกหรือไม่ ลำบากแค่ไหน ก็ต้องรอติดตามในบล๊อกนี้ในตอนต่อๆ ไป

วันที่ 15 สิงหาคม 2553 เวลาประมาณ 05.00 น. พวกเราทั้ง 8 คนพร้อมกันที่เคาร์เตอร์เช็ดอินแอร์เอเซีย Roll E ไฟท์ที่พวกเราไปก็คือ FD3770 7.15 น. ทุกคนเช็คอินเรียบร้อย ผ่านขั้นตอนการตรวจคนออกเมือง เครื่องบินขึ้นตรงเวลาไม่มีการดีเลย์แต่อย่างใด เครื่องบินใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ก็ถึงย่างกุ้ง แม่น่ำอิระวดี ก่อนเครื่องบินจะลง


" ท่านผู้โดยสารทุกท่าน ขณะนี้เราได้นำท่านลงสู่สนามบินเมงกาลาดอน เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านผู้โดยสารทุกท่านห้ามลุกขึ้นจากที่นั่งจนกว่าไฟสัญญาณปลดล๊อกสายรัดข็มขัดจะดับลง ............................. " ร่ายอีกยาวครับจะเป็นคำพูดทุกครั้งที่เครื่องบินร่อนลง เครื่องเข้าเทียบงวง (ไม่เหมือนขามาได้ขึ้นรถบัสไปขึ้นเครื่อง) ในการมาพม่าของพวกเราครั้งนี้มีตากล้องมาถึง 4 คน ดังนั้นรูปก็จะมีให้ดูหลากหลายนะครับ ขอบคุณตากล้องทุกคนที่เอื้อเฟื้อรูปมาลงบล๊อก


ผ่านการขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของพม่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะพวกเราได้ขอวีซ่า มากันทุกคนแล้ว หลังจากนั้นก็ไปรับกระเป๋าเดินทาง ก่อนมาพม่าผมได้จองรถตู้ และ โรงแรมไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจองผ่านเอเยนซี่ที่ไทย มีการจ่ายเงินและยืนยันกันเรียบร้อยว่ารถตู้จะมารับที่สนามบิน แต่ไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงคือ รถไม่มารับ ทำให้ต้องโทรติดต่อเอเยนซี่อีกครั้ง ได้รับคำตอบว่า ให้รอประมาณ 30 นาที รถกำลังออกจากบริษัท


ช่วงระหว่างรอรถ 4 สาวโพสท่าถ่ายรูปกัน


บริเวณด้านหน้าสนามบินจะมีนายหน้า และ ไกค์ และ คนรับแลกเงิน มาคุยกับพวกเราตลอดเวลา มาถามโน้นถามนี่ แต่ก็ดีนะครับเป็นการฝึกภาษาไปในตัว แต่พอเราบอกไม่เอาเค้าก็ไม่ตื้อ พวกเรารอรถประมาณ 40 นาที รถตู้ที่พวกเราจองก็มารับ เป็นรถตู้โตโยต้า 10 ที่นั่ง เป็นรถตู้ที่ไม่ใหม่ สภาพใช้งานได้ ราคาที่เช่าไปกลับพระธาตุอินแขวน รวม 290$US ผมถือว่าราคาแพงเอาเรื่องครับ ราคารวมน้ำมัน รวมค่าผ่านทาง เรียบร้อยแล้ว


เวลาที่ประเทศพม่าช้ากว่าบ้านเรา 30 นาที ออกจากสนามบินได้พวกเราก็ไปหาแลกเงิน โดยให้คนขับรถช่วยพาไปเลทที่พวกเราแลกคือ 100$US = 95,000จ๊าด แต่ต้องใบใหม่ๆ นะครับ และถ้าเป็นใบละ 50 20 10 US จะแลกได้ 100$US = 90,000จ๊าด ส่วนคิดเป็นเงินไทยเท่าไรลองคำนวนเองนะครับ ดังนั้นเราต้องเอาไบละ 100$US ใหม่ๆ ไม่ยับ ไม่พับ ไม่มีหมึกติด ถึงจะแลกได้เลทที่สูง การแลกเงินที่พม่าเป็นอะไรที่แปลกมากๆ ร้านรับแลกหายากมากๆ จะมีนายหน้ามาเดินถามว่า แลกเงินไหมครับ เต็มไปหมด เลทก็ขึ้นอยู่กับการตกลง และคนที่คิต่อไกค์พม่าเอาไว้แล้ว หรือผู้ที่ไปเที่ยวกับทัวร์ สามารถแลกที่ไกค์ได้เลยครับเลทขึ้นอยู่กับตกลงกัน

การไปพระธาตุอินแขวน จะต้องผ่านเมือง Bago หรือคนไทยมักเรียกว่า หงสาวดี ก็เที่ยงพอดี ระยะทางจากย่างกุ้งถึงหงสาวดี ประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง พวกเราแวะกินข้าวเที่ยง และเป็นมื้อแรกในพม่า ผมจึงบอกคนขับรถว่าอยากกินอาหารพม่า คนขับรถจัดให้เลยครับ เป็นร้านอาหารพม่าแท้ แบบชาวบ้านๆ ไม่ได้หรูหราอะไร เป็นเก้าอี้นั่งยองๆ พอไปนั่งเจ้าของร้านก็จัดอาหารที่เป็นชุดที่ชาวพม่ากินกันมาเสริฟทันที มี น้ำพริกกับผัก ข้าวโพดต้มใส่เนย มันบดใส่ถั่ว แกงผักน้ำออกดำๆ พร้อมกับข้าวสวย นั่งมองหน้ากันแล้วจะกินยังงัยเนี่ย ผมจึงได้ไปดูอาหารที่ร้านได้ทำไว้แล้ว ซึ่งสามารถสั่งได้ คล้ายๆ แกงเผ็ดบ้านเรา ใส่หลายๆ อย่าง มี หมู ไก่ เครื่องในไก่ เนื้อแกะ เนื้อวัว มีประมาณ 10 อย่าง ซึ่งดูๆ แล้วผมไม่รู้จะกินอะไร ก็เลยสั่ง แกงไก่ กับ ไข่เจียว มาเพิ่มจากที่เสริฟ สรุปที่นั่งยิ้มๆ ในรูปกินกันไม่ค่อยได้รวมทั้งผมด้วย ยกเว้นน้าจก(ผู้ชายในรูป) กับ อี๊ด ประสิทธิ์ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย สนามราคาในมื้อนี้คือ 10,200จ๊าด เท่านั้นเอง


หน้าตาอาหารที่เจ้าของร้านนำมาเสริฟโดยไม่ได้สั่ง


กินข้าวเที่ยงกันเสร็จ อิ่มบ้างไม่อิ่มบ้าง อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง ปะปนกันไป ไม่ใช่เรื่องแปลกครัของการมาเที่ยวแบบนี้ คือแบบไม่ได้มาเที่ยวกับทัวร์ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าอาหารจะเป็นอย่างไร ถ้ามากับทัวร์ก็ต้องอาหารดีๆ ร้านหรูๆ แต่เค้าก็บวกเอาไว้แล้วในค่าทัวร์ ออกจากร้านอาหารก็ไม่ได้แวะเที่ยวที่ไหน ตามจริงแล้วที่เที่ยวในเมื่องหงสาวดี มีหลายแห่งครับ แต่ผมกลัวว่าเราจะไปถึงพระธาตุอินแขวนค่ำ ก็เลยไม่ได้แวะเที่ยวที่ไหน มุ่งหน้าสู่ทางขึ้นพระธาตุฯ ทันที ระหว่างทางจากเมืองย่างกุ้งไปจนถึงทางขึ้นพระธาตูฯ จะมีด่านเก็บเงินเป็นระยะๆ ประมาณ 10 กว่าด่านได้ ผมไม่รู้ว่าเค้าเงินเพื่ออะไร


ระยะทางจากเมืองหงสาวดี ถึง คินปุ่น ซึ่งเป็นที่ๆ เราต้องต่อรถ 6 ล้อเข้าไปยังตีนเขาทางขึ้นพระธาตุอินแขวน พวกเราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็มาถึง คินปุ่น ซึ่งเราต้องต่อขึ้นรถ 6 ล้อกันที่นี่ส่วนรถตู้ที่เราเช่ามาก็จะจอดรอเราที่นี่ ลักษณะที่นั่งจะเป็นไม้กระดานแผ่นเล็กๆ วางพาดแล้วให้เรานั่ง รถไม่มีหลังคาครับ ดูสภาพรถนะครับ


ก่อนจะมาที่นี่ผมเก็บข้อมูลมาว่าถ้ารถไม่เต็มเค้าจะไม่ออก ต้องรอให้มีผู้โดยสารเต็มเสียก่อนถึงจะออกรถได้ บางคนมารอรถออกถึง 4 ชั่วโมงก็มี ฝรั่งออสเตเลียบอกกับเราว่าเค้านั่งรอรถออกมาตั้ง 2 ชั่วโมงแล้ว พวกเราถือว่าโชคดีมากๆ รอแค่ 40 นาทีรถก็ออก ค่าโดยสารคนละ 1500จ๊าด ออกรถได้พวกเรามีความรู้สึกว่าเหมือนนั่งรถไฟเหาะในสวนสนุกเพราะเป็นทางขึ้นเขาเวี่ยงไปซ้ายที ขวาที มีขึ้นเขาลงเขาสลับไปมา สมาขิกบางคนบ่นตูดเป็นสิว เพราะทนต่อแรงกระแทกของไม้กระดานนั่งไม่ไหว แรกๆผมก็สงสัยว่าทำไมต้องให้มาต่อรถ 6 ล้อขึ้นเขา แต่พอเห็นสภาพทางแล้ว สมควรอย่างมากๆ เพราะไม่ทำเช่นนี้อาจจะมีรถตกเขาได้ทุกวัน ทางน่ากลัวมากๆ ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตรแต่ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ก็จะมาถึงตีนเขา


เมื่อมาถึงตีนเขานักท่องเที่ยวทั้งหมดจะต้องลงจากรถเพื่อเดินขึ้นเขา หรือนั่งเสรียงขึ้นเขา ยกเว้นชาวพม่าไม่ต้องลงเพราะรถจะขึ้นไปถึงหน้าวัดพระธาตุฯ การทำเช่นนี้เพราะว่ารัฐบาลพม่าจะหารายได้จากนักท่องเที่ยว คนที่ใส่เสื้อสีน้ำเงินทั้งหมดเป็นชาวพม่า มารอลูกค้า มีทั้งคนรับจ้างแบกเสรียง และรับจ้างขนกระเป๋า ส่วนของพวกเราก็ได้จ้างลูกหาบแบกกระเป๋าให้โดยเค้าคิดใบละ 2000จ๊าด พวกเรามีทั้งหมด 7ใบ ก็เลยขอเหมาทั้งหมด 10000จ๊าด
แนะนำทุกท่านที่ไปเที่ยวถ้าไม่นั่งเสรียงแนะนำให้ใช้ลูกหาบแบหกระเป๋าเรานะครับ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะเสียใจ


ก่อนเริ่มออกเดินขอแอ๊กท่าถ่ายรูปก่อน


เริ่มออกเดินช่วงต้นๆ ยังมีแรงแอ๊กท่าถ่ายรูปกันอยู่รวมทั้งผมด้วยยังมีแรงยกกล้อง


ยังไม่ได้เล่าถึงเรื่องของการนั่งเสรียงว่าจะเป็นอย่างไร การนั่งเสรียงจะเสียค่านั่งคนละ 20$US ต่อไป-กลับ หรือนั่งขึ้นและนั่งลง ยังไม่รวมค่าทิปอีกคนละ 1000จ๊าดต่อเที่ยวต่อคน รวมแล้วก็ไปกลับค่าทิป 8000จ๊าด ยังยังไม่หมดเท่าที่รู้ระหว่างทางจะมีแวะร้านขายน้ำแล้วจะอ้อนให้เราซื้อน้ำโค๊กให้คนละกระป๋องแต่พวกเค้าจะไม่กินจะเก็ยกลับมาแลกเป็นเงินภายหลัง 2เรื่องหลังนี้คือค่าทิป กับ ซื้อโค๊กบางคนก็ให้บางคนก็ไม่ให้ สุดแล้วแต่นะครับ แต่เห็นเค้าแบกแล้วเหงื่อยทั่วทั้งตัว น่าสงสาร ส่วนกระเป๋าก็ใส่ในเสรียงไปด้วยครับ


พวกเราทั้ง 8 คนไม่มีใครนั่งเสรียง ใช้วิธีเดินขึ้นเขากัน ในการมาเที่ยวแบบไม่ได้มากับทัวร์ก็ต้องแล้วแต่ความสมัครใจของแต่ละคนครับว่าจะนั่งหรือไม่นั่ง สมาชิกส่วนมากไม่นั่งก็ไม่ใช่ว่าจะต้องไม่นั่งตาม เพราะไม่เกี่ยวกันอยู่แล้วใครนั่งก็ต้องจ่ายเงินเองไม่ได้มีการนำมาหารคนที่ไม่ได้นั่งแต่อย่างใด ใครนั่งคนนั้นจ่าย สำหรับคนที่นั่งก็ไม่ต้องมากลัวเพื่อนๆ จะว่าเอาเปรียบ และเพื่อนๆ ไม่มีสิทธิ์ต่อว่าคนที่นั่งแต่อย่างใด ระหว่างทางขึ้นยังมีแรงแอ๊กท่ากัน


ระยะทางเดินขึ้นเขาประมาณ 1กิโลกว่าๆ แต่ผมใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงครึ่ง ทางเดินขึ้นเขาบางช่วงชันมากๆ ผมเดินไปต้องหยุดพักไปเพราะแบกระเป๋ากล้องหนักถึง 7กิโล มือไม่มีแรงจะยกกล้องแล้วเก็บใส่กระเป๋าเรียบร้อย บอกตรงๆ ว่าเหนื่อยมากกกก เหนื่อยสุดๆ แต่ใจสู้ครับ ไม่มีบ่น เพราะเรารู้แล้วตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่าเราจะต้องเจออะไร ความยากลำบากแค่ไหน ถ้าเราอยากจะเที่ยวแบบสบายๆ ต้องไปเที่ยวกับทัวร์ ชิมิ ดูสภาพครับเหงื่อยท่วม สภาพทางเดินขึ้นเขา


การมาเที่ยวที่ประธาตุอินแขวน ต้องเสียค่าเข้าคนละ 6$US และต้องเสียค่านำกล้องเข้าไปถ่ายอีกกล้องละ 2$US เมื่อเสียค่ากล้องแล้วก็จะได้ใบกระดาษเล็กเพื่อติดกับกล้องเพื่อแสดงว่าได้จ่ายค่ากล้องแล้ว ถ้าใครไม่จ่ายก็ได้แต่ถ้าถูกจับได้จะเสียค่าปรับ 10$US จ่ายเงินเสร็จพวกเราก็ไปที่โรงแรม Kyaitkehto Hotel ราคาห้องละ 50$US รวมภาษีเซอร์วิสชาร์ท และอาหารเช้า แล้ว เป็นห้องแบบแสตนท์ดาร์ท ในห้องไม่มีแอร์ มีแต่พัดลม อากาศเย็นดี มีน้ำอุ่นดีครับ ผมจองผ่านเอเยนซี่ในเมืองไทย เป็นโรงแรมที่ใกล้วัด และ มีห้องมากที่สุด ทัวร์จากเมืองไทยมักจะมาพักที่นี่ สภาพห้อง


เข้าห้องเก็บข้าวของ ล้างหน้าล้างตากันได้เริ่มหิวอีกแล้วพวกเราใช้ห้องอาหารของโรงแรมในการฝากท้องมื้อนี้ไม่รู้มื้อไหนน่าจะเป็นมื้อเย็น วิวจากห้องอาหารมองออกไปเห็นพระธาตุฯ


อาหารที่พวกเรากินเป็นชุดครับคือ มีข้าวราดด้วยอะไร 1อย่างแล้วมีน้ำส้มอีก 1แก้ว ราคาก็ประมาณ 3500จ๊าด เช่นจานนี้ ผัดเปรี้ยวหวานหมูราดข้าว กับน้ำส้ม 1 แก้วรสชาดอร่อยถูกปากคนไทย


กินข้าวเสร็จก็ประมาณ 6โมงเย็น ท้องฟ้าเริ่มจะมืด อากาศถูกปกคลุมไปด้วยหมอก อากาศร้อนเริ่มคลาย อากาศเย็นย่างกายเข้ามาแทนที่ บรรยากาศเหมือนอยู่ภาคเหนือของบ้านเรา บริเวณทางเข้าวัด จะต้องถอดรองเท้าไว้ที่นี่ ห้ามใส่รองเท้าเข้าวัดนะครับ ขากลับมาต้องจ่ายค่าถอดด้วยครับ


หามุมถ่ายพระธาตุอินแขวน ยากมากครับเพราะวันนี้หมอกเยอะมาก การถ่ายรูปยามค่ำคืนต้องมีขาตั้งกล้อง ผมจึงพกมาด้วย


ภาพพระธาตุอินแขวนในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยหมอกบดบัง บางครั้งมองไม่เห็นองค์พระธาตุฯ หมอกหนามากๆ แต่อากาศเย็นสบาย มุมนี้ถ่ายอยู่นานแต่ไม่ค่อยได้รูปเท่าไรเพราะหมอกบัง แต่ก็มีให้ชมบ้าง


ย้ายมุมกล้องใหม่มาถ่ายใกล้ๆ องค์พระธาตุฯ ดีขึ้นมาหน่อยเห็นองค์พระธาตุอินแขวนมากขึ้น


มาแล้วก็ต้องขอถ่ายภาพกับพระธาตุฯ ไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ้งเราได้ม๊โอกาศมากราบไหว้ แต่ถ่ายได้ไม่กี่รูปฝนเริ่มตกปอยๆ ต้องรีบหลบฝนกันใหญ่ เรามาในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนของพม่าพอดี หน้าฝนของพม่าก็จะตรงกับประเทศไทย ถ่ายรูปออกมาจึงไม่สวย


ประวัติของพระธาตุอินแขวน (ไจก์ทิโย) เมืองไจก์โถ่ รัฐมอญ เชื่อกันว่าพระอินทร์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำเอาพระธาตุมาแขวนไว้ให้ผู้มีบุญมากราบไหว้ ใครได้มาสักการะก็เท่ากับได้ไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ และจะได้สั่งสมอานิสงส์ให้ไปเกิดร่วมยุคกับพระศรีอาริยเมตตรัย และผู้ที่มีบุญก็จะสามารถมองเป็นองค์พระธาตุลอยอยู่อย่างชัดเจน พระธาตุอินทร์แขวนตั้งอยู่บนหน้าผาสูงกว่า 1,200 เมตร สร้างตั้งไว้บนก้อนหิน สูงถึง 5.5 เมตร เส้นรอบวงของก้อนหินราว 17 เมตร มองดูคล้ายก้อนหินตั้งอยู่หมิ่นเหม่ใกล้จะตกลงมาเต็มที เป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์สุงสุดของพม่า ชาวพม่าเชื่อว่าในหนึ่งชีวิตต้องมากราบไหว้พระธาตุอินแขวน 3 ครั้ง แต่ชาวไทยอย่างเราไหว้กัน 3 เวลาก็พอ คือตอนเย็น ตอนค่ำ ตอนเช้า ก็คือมาครั้งเดียวไหว้ 3 เวลา ถือว่ามาไหว้ 3 ครั้งเหมือนกัน

พวกเราหลบฝนเข้ามาอยู่บริเวณที่สำหรับสวดมนต์ เป็นห้องกระจก ข้างในมีผู้คนมานั่งสวดมนต์มากมาย พวกเราก็ได้กราบไหว้และสวดมนต์เช่นกัน สำหรับตัวผมเองก็ได้กราบไหว้ 2 ครั้ง พรุ่งนี้ตอนเช้าๆ พวกเราจะมากราบไหว้กันอีกครั้ง


นั่งกันได้สักพักฝนก็หยุดตก พวกเราก็ได้เดินกลับโรงแรม พักผ่อนเอาแรงพรุ่งนี้ตี5 ค่อยออกมาสูดอากาศเช้า พร้อมกับไหว้พระธาตุฯ ใส่บาตรกัน



วันที่ 16 สิงหาคม 2553 เป็นวันที่ 2 ของการเดินทาง เวลาตี5 ฟ้าก็ยังไม่สว่าง หมอกปกคลุมไปทั่ว อากาศเย็นๆ คิดว่าน่าประมาณ 20องศา พวกเราก็ตื่นทำภารกิจส่วนตัว เมื่อคืนนอนหลับดีอากาศเย็นโดยไม่ต้องเปิดแอร์ เพราะไม่มีแอร์ให้เปิด เมื่อทุกคนพร้อมพวกเราก็ออกเดินสู่พระธาตุฯ พวกเราเป็นกลุ่มแรกที่เดินมาถึงวัด สังเกตุจากไม่มีรองเท้าวางอยู่สักคู่ มาถึงบริเวณพระธาตุอินแขวน จะพบกับชาวบ้านนำของสำหรับกราบไหว้พระธาตุมาเสนอขายเป็นชุดๆ ใส่ถาดมา มี ข้าวสวย ขนม ผลไม้ กับข้าว น้ำใส่แก้ว พร้อมด้วยดอกไม้ 1 ชุดราคา 3000จ๊าด พวกเราก็ได้ซื้อกันทุกคนเพื่อมากราบไหว้ขอพรจากองค์พระธาตุอินแขวน


พวกเราผู้ชายทุกคนจะนำของไหว้มาวางไว้ในบริเวณใกล้ๆ กับองค์พระธาตุฯ แต่สำหรับผู้หญิงให้วางไว้ด้านนอก เพราะบริเวณใกล้ๆ กับพระธาตุห้ามผู้หญิงเข้า เป็นความมหัศจรรย์มากๆ ก้อนหินวางอยู่โดยไม่หล่นแต่อย่างใด ไม่ได้มีการติดยึดด้วยอะไรทั้งสิ้นเพราะมีการพิสูจน์มาแล้วโดยสามารถโยกหินได้แต่ไม่หล่น


มากราบไหว้พระธาตุฯ ด้วยใจที่อยากจะมามาก มาขอพรให้กับตัวเองและคนที่เคารพ ต้องขอถ่ายรูปกับพระธาตุอินแขวน


เดินถ่ายรูปกันทุกซอกทุกมุมของพระธาตุฯ อากาศยามเช้าดีมากมีหมอกตลอด แสงแดดไม่สามารถเล็ดลอดหมอกได้ ในส่วนด้านในนี้ห้ามสุภาพสตรีเข้านะครับ


พวกเราทั้ง 8 คนในทริปนี้ ก็ได้มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ว่าครั้งหนึ่งพวกเราเคยมาทำบุญ กราบไหว้ พระธาตุอินแขวน ร่วมกัน


วันที่พวกเราไปพระธาตุฯ ก็มีกรุ๊ปทัวร์จากเมืองไทยมาเที่ยวเหมือนกัน มีประมาณ 40คน พักที่โรงแรมเดียวกันกับพวกเรา ช่วงเช้ากรุ๊ปทัวร์ก็ได้ขึ้นมากราบไหว้องค์พระธาตุฯ เช่นกัน ใส่เสื้อกันฝนมาพร้อม สีสรรของเสื้อสวยงาม ส่วนหนึ่งของนักท่องเที่ยวไทยที่มาพร้อมๆ กับพวกเราในเช้านี้


ส่วนคนนี้ก็ได้สวดมนต์เช่นเคย สวดโดยอ่านจากไอพอดลงโปรแกรมสำหรับสวดมนต์


ปฎิบัติภารกิจต่างๆ เสร็จแล้วพวกเราก็ได้กลับออกจากวัด เตรียมตัวเก็บข้าวของต่างๆ เช็คเฮาร์และกลับลงสู่ด้านล่าง เพื่อมุ่งหน้ากลับเมืองย่างกุ้ง




ตอนนี้ขอจบไว้แค่นี้ก่อนนะครับ แต่ยังไม่จบจากการรีวิวเรื่องราวการเดินทางลงจากพระธาตุอินแขวน ติดตามต่อตอนหน้านะครับ




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2553    
Last Update : 1 ธันวาคม 2553 13:34:22 น.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.