เที่ยวไป..กินไป..ตามแต่ใจเราสองคน เป็นบล๊อกที่ทำขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของเราทั้ง 2 คน และเป็นข้อมูลให้สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางด้วยตัวเอง

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 

แชงกรีลาแดนในฝัน. จงเตี้ยน-ลี่เจียง-คุนหมิง

วันที่ 15 เมษายา 2552 เป็นวันที่ 7 ของการเดินทาง พวกเรายังอยู่ในเมืองจงเตี้ยน โปรแกรมวันนี้ของพวกเราก็คือ ไปเที่ยว อุทยานฟูต้าโชว ในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเดินทางกลับไปยังเมือง ลี่เจียง แล้ว ช่วงดึก เดินทางกลับไปยังเมือง คุนหมิง ถึงเช้าที่คุนหมิง

วันนี้พวกเรานัดหมายให้รถมารับ 7 โมงเช้าที่หน้าลานจอดรถเมืองเก่าจงเตี้ยน พอถึง 7 โมงเช้าคนขับรถโทรมาหาผมทันที พวกเราจึงรีบเดินกันออกไป เก็บกระเป๋า เป้ ขึ้นรถได้พวกเราก็เดินไปกินอาหารเช้าที่ร้าน หน้าเมืองเก่า กินโจว กับ ไข่ต้ม อาหารเบาๆ กินกันสร็จพวกเราออกเดินทางสู่อุทยานฯ ตัวอุทยานฯ อยู่ห่างจากเมืองจงเตี้ยนประมาณ 30 กิโลเมตร สองข้างทางไปอุทยานฯ จะเป็นหมู่บ้านไสต์ธิเบต บรรยากาศยามเช้าก็ดูสวยดี


ก่อนถึงอุทยานฯ จะมีด่านเก็บเงินค่ารถเข้าอุทยานฯ เสียค่าเข้าคันนี้ 30 หยวน คนขับรถจอดให้เราที่หน้าด่านเก็บเงิน เพราะเขาไม่อยากเสียเงินค่านำรถเข้า แล้วบอกให้พวกเราเดินเข้าไป เขาบอกว่าไม่ไกลพวกเราจึงเดินเข้าไปที่ไหนได้ไกลเอาเรื่องเหมือนกัน ผมจึงโทรศัพท์บอกให้เขาขับรถเข้ามารอรับพวกเราเลย ผมจะจ่ายค่านำรถเข้าให้ ผมคิดในใจ "ถ้าบอกเราว่าไกลเราก็จะจ่ายให้ตั้งแต่แรก" พวกเราเดินเข้าไปยังสำนักงานของอุทยานฯ เพื่อไปซื้อตั๋วเข้าอุทยานฯ


อุนทยานฟูต้าโชว วันนี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก ส่วนมากจะเป็นชาวจีน ค่าเข้าชมที่นี่คนละ 190 หยวน รวมค่ารถนำเที่ยวอุทยานฯ เรียบร้อยแล้ว พวกเรามาถึงก็ซื้อบัตร แล้วเดินเข้าไปด้านในเพื่อรอรถนำเที่ยวฯ ถ่ายรูปหน้าอาคารของอุนทยานฯ


ภายในมีคนเยอะมาก พวกเราต้องรอคิวอีกนานแน่ๆ ภายในเป็นห้องกระจกแต่สูบบุหรี่กันควันโขมง เพื่อนในกลุ่มเรามีหลายคนแพ้ควันบุหรี่รวมทั้งตัวผมด้วย ผมจึงบอกพวกเราว่าให้เตรียมพร้อมเพื่อไปรอขึ้นรถ พวกเราไปยืนรอที่หน้าทางออกไปขึ้นรถ ผมก็ไปเจรจากับคนเก็บบัตรว่า พวกเราหม็นควันบุหรี่มาก พวกเราหลายคนใส่ที่ปิดจมูกพอคนเก็บตั๋วเห็นจึงไล่ให้ไปขึ้นรถ พวกเราจึงได้ไป ภายในรถนำเที่ยวฯ จะมีการบรรยายให้ฟังไปเรื่อยๆ ตลอดทางที่ผ่าน ฟังแล่วไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไร เพราะเขาพูดภาษาจีนเท่านั้น


นั่งรถประมาณ 20 นาทีลัดเลาะไปตามแนวเขาและทุ่งหญ้า จุดจอดรถจุดแรกก็คือ ทะเลสาบชูดู ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ของทะเลสาปที่มีความสวยงามของที่นี่ รถมาจอดให้ลงส่วนใครจะลงก้ได้หรือไม่ลงก็ได้ พวกเราเลือกที่จะลงไปถ่ายรูปกัน


มีทางเดินไม้ให้เดิน สามารถเดินชมทะเลสาปได้ระยะทางประมาณ 3กิโล ช่วงที่พวกเราไปกันไม่ค่อยสวยเพราะว่าเป็นหน้าแล้ง หญ้าสีไม่เขียว น้ำก็ลดไม่เต็มทะเลสาป


มาถึงแล้วก็ต้องขอถ่ายรูปกับทะเลสาป


3 คนไปถ่ายรูปกับสะพานไม้ บรรยากาศสวยงาม แต่คนก็... เหมือนเดิม


คนนี้ต้องขอถ่ายด้วยเพราะทนกับความสวยของทะเลสาปไม่ได้


หลังจากถ่ายรูปบริเวณนี้เสร็จพวกเราก็ได้แยกกันเป็น 2 กลุ่ม โดยมี ผม อร ตา และ อี๊ด เดินกลับไปรอขึ้นรถนำเที่ยวฯ เพื่อไปยังจุดต่อไป ส่วน หนึ่ง บิ๋ม พี่หวาน ได้พากันเดินเล่นรอบๆ ทะเลสาปชูดู เป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะไปเจอจุดชมวิวที่ 2 หรือ จุดจอดรถฯ

ถึงจุดจอดรถที่ 2 ผม อร ตา ไม่ได้ลงเนื่องจากคนรอขึ้นรถเยอะมากๆ และเป็นวิวทะเลสาปชูดู อีกด้าน มีเพียงอี๊ด คนเดียวที่ลงไปถ่ายรูป เรา 3 คน ก็นั่งรถชมวิวไปเรื่อยๆ ไม่ได้ลงรถที่จุดใด เรา 3 คนจึงมาถึงที่จอดรถหน้าอุทยานก่อนใครทั้งหมด

อุนทยานฯ จะประกอบไปด้วย ทะเลสาป และ ทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่เลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น ม้า วัว จามรี มีด้วยกีนหลายทุ่งหญ้า ในแต่ละทุ่งหญ้าจะมีที่พักของคนเลี้ยงสัตว์อยู่ด้วย


จุดจอดรถจะมีเป็นจุดๆ ไปตามสถานที่เที่ยวต่างๆ ใครจะลงก็ได้ไม่ลงก็ได้ แต่ถ้าลงแล้วต้องไปต่อคิวขึ้นรถใหม่ ในจุดต่อคิวแต่ละที่คนเยอะมากๆ นี่ยังไม่ใช่ช่วงไฮว์ซีซันนะครับ ถ้าช่วงไฮว์จะเป็นยังงัย ทั้ง 3 คน ก็ได้มาแวะเที่ยวที่ทะเลสาปที่ขึ้นชื่อด้านความอีกแห่งนั้นก็คือ ทะเลสาปปิต้า ทะเลสาปแห่งนี้จะฉากหลังเป็นยอดเขาหิมะ ถ้ามาในช่วงเกือนตุลาคมจะสวยมาก มาช่วงนี้ดูแห้งๆ ไปนิด


สองสาวก็ขอถ่ายรูปที่ทะเลสาบปิต้า มีฉากหลังเป็นยอดเขาหิมะ


เราใช้เวลาเที่ยวภายในของอุนทยานฯ ประมาณ 3 ชั่วโมง พวกเราก็นั่งรถกลับมาเจอกันที่ลานจอดรถ ซึ่งรถที่เราจ้างมาส่งก็มารอรับอยู่แล้ว อุทยานฯ นี้ช่วงที่เหมาะกับการมาเที่ยวก็คือ ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เดือนตุลาคม-พฤศิกายน อากาศกำลังดีมาก มาช่วงนี้ดูจะแล้งๆ และก็เริ่มจะร้อนแล้ว

พวกเราเดินทางออกจากอุนทยานฯ ประมาณเที่ยงกว่าๆ แล้วก็ไปแวะกินบะหมี่เนื้อหมูชามใหญ่ในเมืองจงเตี้ยน จากนั้นก็เดินทางออกจากเมืองเมื่อเวลาบ่ายโมงนิดๆ ออกมาห่างตัวเมืองได้ไม่เท่าไรรถก็จอดเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันจงกว๋อ ในจีนมีน้ำมันยี่ห้อเดียว ปั๊มสีแดง หน้าปั๊มมีเด็กชาวธิเบตมายื่นรอให้ถ่ายรูป สาวบิ๋มของเราก็ไปถ่ายรูปด้วย


ผมเดินไปเข้าห้องน้ำข้างปั๊มแล้วออกมาเจอเด็กมายื่นขอถ่ายรูป ผมเลยให้อี๊ดถ่ายให้ เด็กๆ ก็ชู 2 นิ้ว กันทุกคน ตั้งท่าแอ๊ดชั่น เด็กชู 2 นิ้วไม่ใช่ว่าหมายความว่าสู้ตายนะครับ หลังจากถ่ายเสร็จเด็กๆ ก็หันมาบอกผมว่า "เฉียนเก่ยหว๊อๆ ๆ ๆ " ผมได้แต่หัวเราะและคิดว่า เด็กพวกนี้รู้จักขอตังส์ด้วย ผมเลยถามกลับไปว่า " ตั้วเสา" (เท่าไร) เด็กก็ชู 2 นิ้วพร้อมกับพูดว่า "เหลี่ยงไคว่" (2 หยวน) ผมก็เลยต้องเสียเงินให้เด็กๆ ทุกคน


รถเติมน้ำมันเสร็จพวกเราก็ออกเดินทางต่อเพื่อกลับไปยังเมืองลี่เจียง เส้นทางจากจงเตี้ยนมาลี่เจียง จะมีทั้งทางราบ และทางลัดเลาะตามไหล่เขาแต่จะไม่สูงเหมือนและช่วงที่ไปเต๋อชิง พวกเราต้องนั่งรถผ่านสวนสตอเบอร์รี่ ชาวบ้านปลูกอยู่ข้างทาง และมีร้านขายอยู่ข้างทางพวกเราก็แวะซื้อกินกัน ราคาขายก็ถังละ 10 หยวน แต่ไม่ได้เต็มถังนะครับ ด้านล่างของถังจะเป็นใบของสตอเบอร์รี่เกือบเต็มถัง ส่วนผลสตอเบอร์รี่มีอยู่เฉพาะด้านบนเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ทุกร้านที่ขายก็จะทำเหมือนกันหมด ไม่รู้เขาจะทำไปทำไม รสชาดสดอร่อยดีครับ


เวลาประมาณ 6 โมงเย็นพวกเราก็ถึงเมืองลี่เจียง เราให้รถไปส่งที่ท่ารถ แล้วผมก็ไปจองรถนอนไปคุนหมิง พวกเราได้เที่ยว 2 ทุ่มครึ่งราคาค่าตั๋วคนละ 159 หยวน ดังนั้นพวกเราจึงมีเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการกินข้าวเย็นหรือเดินเล่น พักผ่อนต่างๆ ผมไม่ไปไหนอยู่เฝ้าของที่ท่ารถ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปหาอะไรกิน ส่วนผมกินมาม่าถ้วยใหญ่กับน้ำเปล่าก็พอ ได้เวลา 2 ทุ่มพวกเราก็ขึ้นรถนอน เวลา 2 ทุ่มครึ่งรถก็เริ่มออกเดินทางไปยังคุนหมิง พวกเราถึงคุนหมิงประมาณ 4.00 น. ไม่ได้นอนต่อที่รถ พากันมายืนหารถเพื่อจะไปหาโรงแรมพัก ได้แท็กซี่เป็นรถตู้เล็กพาพวกเราไปหาโรงแรม กว่าจะได้โรงแรมก็ปาไปเกือบ 8 โมงเช้าสาเหตุที่ไม่ได้ห้องก็มีหายประเด็นส่วนมากห้องจะไม่ว่าง ราคาแพง

เช้าวันนี้เป็นวันที่ 16 เมษายน 2552 เป็นวันที่ 8 ในการเดินทางของพวกเรา พวกเราพักที่โรงแรมอะไรไม่รู้จำชื่อไม่ได้ คืนละ 150 หยวน ห้องก็ดี ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เก็บข้าวของเสร็จพวกเราก็ออกเดินช๊อปปิ้งกัน แวะกินข้าวเช้าก่อน เจอร้านเข้าไปดูคนเยอะไม่มีที่นั่งผมก็เลยเดินออก



เดินต่อไปเรื่อยๆ ก็เจอที่ขายอาหารเยอะมาก พวกเราจึงแวะกินกัน


ใครอยากกินอะไรก็เดินไปซื้อ และ สั่งให้มาส่งที่โต๊ะได้ ราคาไม่แพง


กินเสร็จพวกเราก็เริ่มออกเดินช๊อปปิ้ง ดีใจกันใหย๋โดยเฉพาะสาวๆ เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ พวกเราไปช๊อปปิ้งบริเวณห้างคาฟูร์


รอบๆ ห้างนี่จะมีร้านขายของเยอะมากๆ ผมไม่ได้ไปเดินช๊อปปิ้งกับใคร ปล่อยให้สาวๆ ไปช๊อปิ้งกันเองผมนั่งรออยู่ร้านกาแฟที่หน้าห้างคาฟูร์จึงไม่ค่อยมีรูปเท่าไรบริเวณด้านหน้าห้างจะเป็นลานกว้างๆ


มีวัยรุ่นจีนมาเดินช๊อปปิ้งกันเยอะ บริเวณนี้ก็เปรียบเสมือนสยาม มาบุญครอง บ้านเรา


ถ่านรูปคู่กับหุ่นปั้นบริเวณหน้าห้างคาฟูร์


พวกเราใช้เวลาช๊อปปิ้งกันนานมาก และเดินชมเมืองคุนหมิง พวกเราไม่ได้มีปรแกรมไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ของคุนหมิงเพราะพวกเราไม่เน้น อยากช๊อปปิ้งมากกว่า เดินเล่นกันในเมือง


คุนหมิงจะมีห้างใหญ่ๆ ให้ช๊อปิ้งกันเยอะมาก แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน


คนจีนชาวเมืองคุนหมิงก็ออกมาช๊อปปิ้งกัน


เดินเล่นกันจนถึงเวลาประมาณ 5 โมงเย็นพวกเราก็เดินกลับโรงแรม ถึงโรงแรมแล้วก็แยกย้ายกันพักผ่อน ตื่นเช้าต้องเตรียมตัวกลับ ในเมืองคุนหมิงก็ยังมีคนใช้จักรยานในการเดินทางเช่นกัน


วันที่ 17เมษายน เป็วันที่ 9 ในการเดินทาง วันนี้พวกเราต้องเดินทางกลับประเทศไทยกันแล้ว โดย TG613 เวลา 13.50น. พวกเราเรียกแท็กซี่จากหน้าโรงแรมให้ไปส่งสนามบิน ค่ารถคันละ 13 หยวน ได้เวลาพวกเราก็เช็คอิน ผ่านการตรวจ ตม. ไม่มีปัญหาอะไร ขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยแล้ววววว หลังจากไปลุยเที่ยวกัน

ก็ผ่านไปได้ด้วยดีสำหรับการเดินทางของพวกเราทั้ง 7 คน ในทริป แชงกรีลาแดนในฝัน ก็ถือว่าสนุกดีได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ได้เที่ยวสถานทีที่ทุกคนอยากจะไป ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นนวนิยาย ก็ขอจบเพียงเท่านี้ และ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวการเดินทางของพวกเราทั้ง 7 ขอบคุณมากๆ ครับ




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2552    
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 13:12:42 น.
Counter : 2252 Pageviews.  

แชงกรีลาแดนในฝัน. เต๋อชิง  

วันที่ 14 เมษายน 2552 เป็นวันที่ 6 จากทั้งหมด 9 วันของการเดินทางของพวกเราทั้ง 7 ชีวิต โปแกรมเที่ยวของพวกเราวันนี้ก็คือ ตื่นเช้าชมยอดเขาเหมยลี่ สายๆ เดินทางกลับจงเตี้ยน ตามจริงโปรแรมที่พวกเราตั้งไว้ก็คือต้องเดินทางไปเที่ยว ธารน้ำแข็งหมิงหย่ง แต่ด้วยสะพานไม้ที่หมิงหย่ง ปิดซ่อมแชมทำให้เดินทางขึ้นไปได้ไม่ถึงตัวธารน้ำแข็ง (ทราบจากการสอบถามน้องขวัญ ที่เดินทางมาเที่ยวก่อนพวกเรามา 2 วัน) ดังนั้นพวกเราจึงยกเลิกการเดินทางไปเที่ยวธารน้ำแข็งหมิงหย่ง ประกอบกับว่า สาวๆ ในกลุ่มของเราต้องการค้างคืนที่คุนหมิง 1 คืนเพื่อช๊อปปิ้ง ผมจึงได้เปลี่ยนโปรแกรมตามใจสาวๆ กระดี้กระด๊ากันใหญ่ ถูกอกถูกใจนักช๊อปฯ ทั้งหลาย

ก่อนที่พวกเราจะมาถึงที่วัดเฟยไหล น้องขวัญแจ้งว่ามองไม่เห็นยอดเขาเหมยลี่เลย เพราะว่ามีเฆมมากเป็นพิเศษ และอากาศเบาบางมากบนความสูงของที่นี่ 3200 เมตร ผมแจ้งกับพวกเราว่าโชคเราอาจไม่ดีเพราอาจจะไม่เห็นยอดเขาฯ ผมก็เริ่มทำใจแล้ว ในช่วงเย็นที่พวกเรามาถึงเมฆก็มาก และก่อนจะมาที่นี่ได้ข้อมูลว่า ใน 1 ปีจะสามารถมองเห็นยอดเขาฯ ประมาณ 30วันเท่านั้น ได้แต่คิดในใจว่าใน 30 วันจะมีวันของเราสัก 1 วันไหมหนอ

ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์มือถือตั้งปลุกตอนตี 5 ตื่นขึ้นมามองออกไปหน้าต่าง เห็นพระจันทร์เต็มดวง ดีใจมาก มองต่อไปยังยอดเขาเหมยลี่ เป็นอะไรที่ดีใจมากๆ อีกครั้งเพราะไม่มีเมฆและมองเห็นยอดเขาทั้งหมดได้อย่างเต็มตา จึงรีบหยิบกล้องคู่ใจ Canon 5D mark1 พร้อมกับขาตั้งกล้อง manfortto 190XPro B พร้อมกับหัวรุ่น 488RC2 ที่สามารถหมุนถ่ายภาพ panorama ได้ กำลังจะไปเรียกอี๊ดที่นอนอยู่อีกห้อง แต่ช้าไปอี๊ดมาเรียกผมพอดี เรา 2 คนขึ้นไปหามุมเหมาะถ่ายภาพที่ดาดฟ้าของโรงแรมทันที กดภาพแบบไม่ต้องหยั่ง ได้ภาพมาสมใจ


สิ่งที่ทุกคนที่มาชมยอดเขาเหมยลี่หรือไม่ว่าจะเป็นยอดเขาที่ไหนๆ ก็ตามคือแสงพระอาทิตย์แสงแรกที่สาดส่องมายังยอดเขากระทบกับหิมะสีขาวที่อยู่บนยอดเขาเปรียบเสมือนเป็นฉากหรือจอภาพยนต์ จะทำให้ยอดเขานั้นเปล่งประกายเป็นสีทองออกมาทันที ช่างเป็นอะไรที่สวยงามมากๆ และหาชมได้ยาก


ยอดเขาหิมะเหมยลี่ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย อยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย อยู่ในเขตมณฑลยูนานประเทศจีนติดกับธิเบต มียอดเขารวมทั้งหมด 13 ยอด ยอดที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาคาเกโป เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในมณฑลยูนาน สูงถึง 6740 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นยอดเขาที่ชาวธิเบตนับถือมาก ในแต่ละปีจะมีชาวธิเบตมากราบไหว้กันเป็นจำนวนมาก ยอดเขาคาเกโปนี้ยังไม่มีนักไต่เขาคนใดสามารถพิชิตได้ อาจเป็นเพราะความเชื่อของชาวธิเบตว่าเป็นยอดเขาที่ศักดิ์สิทธิ์มาก จึงไม่มีผู้ใดสามารถพิชิตได้ เคยมีนักไต่เขาชาวจีนและญี่ปุ่นรวม 17 คน ได้ขึ้นเพื่อหวังจะพิชิตยอดเขาแห่งนี้แต่แล้วหายสาปสูญไปทั้งหมด คาดว่าจะเสียชีวิตทั้งหมด (ภาพพาโนราม่า จะมีขนาดเล็กเพราะว่ามีข้อจำกัดในความยาวจึงไม่สามารถทำภาพให้ใหญ่ได้)


พวกเรา 3 หนุ่มได้ตื่นเช้าสู่กับอากาศค่อนข้างหนาวเพื่อมาถ่ายภาพและชมความงดงามของยอดเขาฯ ส่วน 4 สาวนอนหลับไม่ยอมตื่นมาชม พวกเราก็ไม่ไปปลุกปล่อยให้นอนหลับใต้ผ้าห่มอันแสนอบอุ่นต่อไป ภาพพาโนราม่า แสงเช้าประมาณ 7 โมงเช้า


วันที่พวกเราไป นักท่องเที่ยวไม่ค่อยเยอะ มีบ้างนิดหน่อย หลังจากถ่ายรูปบนดาดฟ้าของโรงแรมเสร็จ เราทั้ง 3 ก็ลงไปด้านล่างซึ่งมีการก่อสร้างอยู่ คิดว่าน่าจะสร้างเป็นที่สำหรับนั่งชมวิวยอดเขาหิมะเหมยลี่ สร้างเสร็จคงมีการเก็บค่านั่งชมแน่ๆ ถ่ายรูปกับวิวยอดเขาเหมยลี่ อากาศขณะนั้นประมาณ 10 องศาC ผมใส่ชุดเต็มที่กันหนาว อากาศก็เบาบางด้วย


หุบเขาด้านล่างก็มีหมู่บ้าน มีการนำธงมนต์มาติดเพื่อสักการะยอดเขา และมีชาวบ้านในแถบนั้นมาจุดธูปเพื่อไหว้ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ก่อนออกไปทำงานกัน


ดูลีลาการถ่ายรูปของตากล้องอี๊ด เพื่อให้ได้รูปสวยๆ มาชมกัน มองไปที่ยอดเขาฯ จะเห็นธารน้ำแข็งหมิงหย่ง


มีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปที่หน้าผา ผมแอบถ่ายนักท่องเที่ยวสาวจีนมาฝากหนุ่มๆ เขามากับแม่ มากัน 2 คนมากันเองด้วยเพราะเจอที่ท่ารถโดยสารกลับคุนหมิง


ได้เวลาสาวๆ ทั้ง 4 ของพวกเราก็ทอดกายมาให้ถ่ายรูป หลังจากตื่นแล้วทำธุระส่วนตัวเสร็จ ใส่เสื้อกันหนาวสีเหมือนธงมนต์ ถ้าเปลี่ยนสีเสื้อจากสีส้ม มาเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง ก็ใช่เลยธงมนต์แน่ๆ เพราะทุกสีใช่แล้ว


ได้เวลาประมาณ 8 โมงกว่าแล้วพวกเราต้องเดินทางกลับ โดย ซู่ผิง คนขับรถมาตามให้พวกเราไปกินข้าวเช้าที่โรงแรม กำลังจะถ่ายรูปหมู่กัน


ให้ ซู่ผิง คนขับรถถ่ายรูปให้พวกเรา โดยมีฉากหลังเป็นยอดเขาหิมะเหมยลี่ แห่งเทือกเขาหิมาลัย พวกเราอำลาสาวสวยนามเหมยลี่ ซึ่งภาษาจีนแปลว่า สวยงาม


บรรยากาศยามเช้าหน้าโรงแรมที่พวกเราพัก ฝั่งตรงข้ามกำลังก่อสร้างอาคารที่ชมยอดเขาฯ โดยมีการสร้างรั้วปูนด้านหน้าด้วย ส่วนตรงข้ามโรงแรมจะเห็นยอดเขาสวยงามมาก สมกับชื่อ เหมยลี่ ซู่ผิงบอกผมว่า "วันนี้พวกเราโชคดีมากที่ไม่มีเมฆหมอกมาบัดบังความงามของยอดเขา" บ้านของซู่ผิง เลยจากโรงแรมไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร


พูดเรื่องของคนขับรถที่เราเหมามาเที่ยวในครั้งนี้ ผมว่าเขาขับรถดี เขามีความชำนาญเส้นทางนี้เพราะเขามีอาชีพขับรถพานักท่องเที่ยว จากเมืองจงเตี้ยนมายังเต๋อชิง เขารู้เส้นทางดี เขาขับบนเส้นทางนี้มา 10 ปี อัธยาศัยดี บริการดี แต่ว่าชอบคุยโทรศัพท์เวลาขับรถอยู่บนเขา คุยตลอดทาง โทรออกบ้างมีคนโทรเข้าบ้าง โดยเฉพาะเมื่อมีสาวโทรมาเสียงจะอ่อนหวาน แต่ถ้าเป็นผู้ชายจะคุยไม่นาน บางครั้งผมนั่งไปก็เสี่ยวไปเพราะคุยไปด้วยขับรถไปด้วยบนเขาสูงๆ แต่เท่าที่สังเกตุเหมือนจะคุยเพื่อแก้ง่วง ก็ดีเพราะบางครั้งผมไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา ไม่ใช่เพราะไม่มีเรื่องคุยแต่เพราะว่า ผมคุยภาษาจีนได้ไม่มาก ยังไม่เข้าใจภาจีนทุกคำ ฝากไว้ก่อน ซู่ผิง เดี๋ยวไปเรียนภาษาจีนเพิ่มอีกเมื่อไรจะกลับไปเต๋อชิงใหม่แน่นอน

9 โมงตรงพวกเราก็ได้เริ่มเดินทางออกจากโรงแรมย่านวัดเฟยไหล (พวกเราไม่ได้ไปเที่ยวธารหิมะหมิงหย่ง) พวกเราย้อนกลับทางเดิมเส้นทางยังคงกำลังทำ ฝุ่นเยอะ รถไม่สามารถวิ่งได้เร็ว 30นาทีผ่านไปพวกเราก็เดินทางผ่านเมืองเต๋อชิง เมืองใหญ่เมืองสุดท้ายสุดเขตแดนมณฑลยูนาน ก่อนที่จะต่อไปยังธิเบต พวกเราเลยเมืองเต๋อชิงโดยไม่ได้แวะทำอะไร ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาทีบนเส้นทางกำลังทำ (ผมคิดว่าถนนเส้นนี้คงใช้เวลาทำประมาณ 3-5 ปี เพราะชาวจีนทำถนนแบบใจเย็น ดูค่อยๆ ทำไม่รีบร้อนอะไร) มาถึง เจดีย์ธิเบต 13 องค์ สร้างขึ้นก่อนถึงเมืองเต๋อชิง ใครที่มายังเมืองเต๋อชิงถ้ามาจากเมืองจงเตี้ยนก็จะถึงเจดีย์ก่อนที่จะถึงเมืองเต๋อชิง เจดีย์ถูกสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่นักปีนเขาทั้ง 17 คนที่เสียชีวิต


บริเวณเจดีย์ 13 องค์มีชาวบ้านมาขายดอกไม้ และ มีเต้าเผ่าธิเบตเพื่อเป็นการสักการะบูชายอดเขาหิมะเหมยลี่ โดยตั้งหันหน้าไปทางยอดเขาฯ


ตรงกันข้ามกับเจดีย์ 13 องค์จะเป็นแนวยอดเขาหิมะเหมยลี่ แสงยามเช้าสวยงามมาก


ที่เห็นในรูปหลังคาสีฟ้าทางด้านซ้ายมือของรูปนั้นคือบริเวณวัดเฟยไหล ที่พวกเราพักในคืนที่ผ่านมา


บริเวณนี้ยังมีศาลาเก๋งจีนให้ได้นั่งพักผ่อนชมความงดงามของยอดเขาฯ แต่พวกเราไม่ได้เข้าไปนั่งได้แต่ถ่ายรูปด้วยเท่านั้น


มาถึงแล้วก็ต้องถ่ายรูปกับเจดีย์ ดูเอาเองก็แล้วกันครับว่าเจดีย์ใหญ่หรือไม่


อยู่ที่เจดีย์ไม่นานพวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ โดยมุ่งหน้ากลับจงเตี้ยน ออกจากเจดีย์ 13 องค์เส้นทางจะอยู่บนเขาสูงตลอดเป็นถนนลาดยางเสียส่วนใหญ่ ข้างทางก็ยังมีหิมะอยู่ยังไม่ละลาย


บางช่วงของถนนก็เป็นทางลูกรังเรียบๆ ลัดเลาะไปตามไหล่เขา ด้านหนึ่งเป็นเหวสูง อีกด้านเป็นภูเขาตลอด


ผมว่าวิวทิวทัศน์ 2 ข้างทางจากเมืองจงเตี้ยนถึงเต๋อชิง มีวิวที่สวยงามแปลกหูแปลกตาคนไทยอย่างเรามาก ตลอดทางทั้งไปและกลับผมไม่หลับเลยนั่งดูวิวไปตลอด ในมือก็ถือกล้องพร้อมที่จะถ่ายวิวตลอดเวลา บางครั้งก็คุยกับคนขับรถบ้าง ถามเรื่องนั้นเรื่องนี้เขา บางครั้งกำลังจะหลับเขาก็โทรศัพท์ สมาชิกส่วนมากจะหลับโดยเฉพาะสาวตา นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นกิน ส่วนพี่หวานอาการแพ้ความสูงเริ่มผ่อนคลาย อาจจะเป็นเพราะเริ่มปรับตัวได้ ส่วนบิ๋ม ก็หลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดทาง หนึ่ง นั่งชมวิวไปก็ฟัง ipod ไปน่าอิจฉา ส่วนอีดตากล้องของเราอีกคน นั่งหลับๆ ตื่นๆ จะตื่นซะเป็นส่วนใหญ่เพราะที่นั่งไม่ค่อยสบายเหมือนคนอื่นๆ เพราะเล็กพนักพิงก็เล็ก อร นั่งหลับๆ ตื่นๆ เหมือนกันรอจังหวะรถเจอจะเข้าห้องน้ำธรรมชาติสักหน่อย


ไม่นานพวกเราก็มาถึงยอดเขาหิมะไป๋ม่า รถจอดแต่ไม่ได้ให้พวกเราเล่นหิมะแต่จอดให้เข้าห้องน้ำธรรมชาติ สังเกตุจากรูปมีคนเดินลงจากเขาอย่างสบายอารมณ์ ภาระกิจเสร็จสิ้น


ทุกคนเสร็จภาระกิจ พวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ โดยมาแวะกินข้าวเที่ยงที่เมือง เปิ่นซื่อหลาน ร้านเดิมที่พวกเรากินตอนขามา หลังจากนั้นก็เดินทางกันต่อ นั่งหลับๆ ตื่นๆ กัน ส่วนผมก็เช่นเดิมไม่หลับเพราะนั่งหน้า ค่อยช่วยคนขับดูว่ามีรถสวนทางมาหรือไม่ ถ้ามีก็บอก และรอดูว่าคนขับรถจะหลับหรือไม่เพราะหลังจากกินข้าวเที่ยงแล้วดูเขาง่วงๆ ประมาณ 4 โมงเย็นพวกเราก็เดินทางถึงเมืองจงเตี้ยน ซู่ผิงไปส่งพวกเราที่ลาดจอดรถหน้าเมืองเก่า พวกเราก็เดินกลับไปยังโรงแรมที่เราพักกันในครั้งแรก

หลังจากนั้นผมก็ต้องมาหาติดต่อเหมารถเพื่อให้ไปส่งยังเมืองลี่เจียง ในวันรุ่งขึ้น โดยโปรแกรมของพวกเราในวันรุ่งขึ้นก็คือ ในช่วงเช้าพวกเราต้องไปเที่ยวที่ อุทยานแห่งชาติฟูต้าโชว ช่วงบ่ายเราต้องเดินทางกลับไปยังเมืองลี่เจียง ให้ไปถึงลี่เจียงก่อน 18.00 น. เพราะว่าพวกเราต้องการขึ้นรถนอน ต่อไปยังเมืองคุนหมิง เดินทางกันตอนกลางคืน ไปถึงคุนหมิงประมาณตี5 ของวันใหม่ สรุปว่าพรุ่งนี้พวกเราต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเที่ยว แล้วช่วงบ่ายพวกเราต้องเดินทางจาก จงเตี้ยน ถึง ลี่เจียงเย็น ค่ำๆ ออกเดินทางต่อไปยัง คุนหมิง โอ้ช่างเป็นอะไรที่เดินทางยาวนานมากในชีวิตผม ใช้เวลาตั้งแต่ 13.00 - 05.00 น รวมเวลาก็ประมาณ 16 ชั่วโมง ครั้งแรกในชีวิตเลยนะครับที่เดินทางยาวนานมาก

ในการติดต่อรถจึงไม่ง่ายอย่างที่คิด ติดปัญหาเรื่อง รถเล็กพวกเราขึ้นได้ไม่หมด, ราคาแพง 1000หยวนปรกติจะราคาวันละ 500 หยวน, พวกเราเดินติดต่อรถที่หน้าเมืองเก่าอยู่นาน รถคันในรูปก็ไม่ว่างเขาจะไปติดต่อเพื่อนเขาให้ผมจึงให้เบอร์โทรผมไป


นายหน้าบริเวณเมืองเก่ารู้ว่าพวกเราต้องการหารถก็เข้ามาคุยเสนอราคา เสนอรถให้เรา แต่ก็ยังไม่ถูกใจ รถได้ ราคาไม่ได้ ติดต่อไปมาก็เลยได้รถเขาคิดเรา 700 หยวน ช่วงเช้าพาไปเที่ยว อุทยานฟูต้าโชว บ่ายพาไปส่งลี่เจียง รับปากว่าต้องถึงลี่เจียงไม่เกิน 6 โมงเย็น พวกเราจึง OK ระหว่างเดินหารถกัน อี๊ดไปแอบถ่ายรูปเด็กนอนอยู่ในรถสามล้อกระบะบรรทุกของ ถ่ายได้สวยมาก


ได้รถแล้วนัดหมายให้มารับที่ลานจอดรถเมืองเก่าจงเตี้ยนเวลา 7.00 น. หลังจากนั้นพวกเราก็ไปกินอาหารเย็นกัน เป็นอาหารหม้อไฟ หรือ hotpot แต่ที่จีนเรียกอะไรไม่รู้ครับ ผมลืมถามชื่อเขาเรียกว่าอะไร ร้านอยู่ในเมืองเก่าใกล้ๆ กับทางเข้า ถ่ายรูปหน้าร้าน


เย็นนั้นพวกเราสั่ง ไก่ 1 หม้อ หมู 1 หม้อ แต่เป็นหม้อขนาดกลาง แต่มากลายเป็นหม้ออย่างที่เห็นในรูป แบ่งครึ่งคนละด้าน รสชาดผมว่าสู้ร้านที่พวกเรากินกันในวันแรกที่จงเตี้ยน อร่อยกว่าเยอะ แต่ที่นี่ถูกกว่าราคาหม้อละ 100 หยวน 2 อย่างก็ 200 หยวน




ตอนนี้ขอจบแค่นี้ก่อนครับ ตอนหน้าจะพาไปเที่ยว อุทยานแห่งชาติฟูต้าโชว รอชมครับว่าจะสวยงามขนาดไหน

อย่าลืมนะครับ ภาพใดไม่ขึ้นโชว์ให้เอาเมาส์ไปคลิกขวาที่พื้นที่ขาวๆ ในบริเวณภาพ แล้วให้เลือก Show Picture ภาพก็จะขึ้นมาโชว์




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 14:01:07 น.
Counter : 2447 Pageviews.  

แชงกรีลาแดนในฝัน. จงเตี้ยน-เต๋อชิง

พวกเรายังอยู่ในวันที่ 5 ของเดินทางทั้งหมด 9 วัน โปรแกรมเที่ยวของพวกเราก็คือเดินทางไปยังเมือง เต๋อชิง แต่ไม่ได้พักที่ในเมืองเต๋อชิง แต่จะเลยไปพักค้างคืนที่ใกล้ๆ วัดเฟยไหล เพื่อตืนเช้ารอชมแสงแรกยอดเขา เหมยลี่

หลังจากพวกเราพักแวะกินข้าวเที่ยงที่เมือง เปิ่นซื่อหลาน บริเวณตัวเมืองเปิ่นซื่อหลาน เป็นเมืองเล็กๆ และ เป็นจุดพักของนักท่องเที่ยว และ กรุ๊ปทัวร์ต่างๆ ที่จะเดินทางไปยังเมืองเต๋อชิง ได้เวลาใกล้ๆ จะบ่ายโมงพวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ นั่งรถมาได้ประมาณ 20 นาทีก็จะมาเจอ สถานที่ๆ เป็นไฮไลด์อีกแห่งของที่แชงกรีลา นั้นก็คือ โค้งหัวเต่า ภูเขาจะมีลักษณะโค้งมนเหมือนหัวเต่าคนไมยเราจึงเรียกโค้งหัวเต่า มีถนนล้อมรอบ ด้านล่างจะเป็นโค้งแรก แม่น้ำจินซาเจียง


สถานที่แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากจะมาเยือนดินแดนแถบนี้ จึงได้หาข้อมูลการมาเที่ยวที่นี่ เพราะความแปลกของเปลือกโลกนั้นเอง บริเวณนี้กำลังก่อสร้างสถานที่ชมวิว ช่วงที่พวกเราไปยังไม่เสร็จ คิดว่าอีกไม่นานคงจะเสร็จแล้วต้องมีการเก็บเงินแน่ๆ พี่หวาน ขอเดียวกับโค้งหัวเต่า ด้วยคน


ถ่ายรูปได้สมใจแล้วพวกเราก็เดินทางกันต่อ ลักษณะทางจะเริ่มไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่องๆ ลัดเลาะไปตามแนวเขา เป็นทางลาดยางแคบๆ ถนนไม่กว้างเหมือนบ้านเรา ถนนไม่มีไหล่ทางช่วงแรกๆ จะเป็นถนนลาดยาง นั่งรถไปเจอวิวสวยๆ เราก็บอกคนขับรถ "ถิงเชอ ว๊อเมนเย่าไพ่เจ้า" "จอดรถด้วยพวกเราอยากถ่ายรูป" คนขับจอดรถอย่างไม่มีปัญหาอะไร เม่าที่หาข้อมูลมา บางคนที่มาแล้วเหมารถต่อราคาค่ารถถูกมากๆ คนขับรถกลัวไม่ได้งานก็เลยรับ แต่บอกให้จอดเขาไม่ยอมจอดเพราะว่าไม่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก ถ้าจะจอดต้องคิดเพิ่ม ดังนั้นก็ตกลงว่าจ้างรถต้องถามให้เข้าใจ ตกลงกันก่อน


ถนนยังคงไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆ ด้านหนึ่งของรถจะเป็นเหว อีกด้านจะเป็นภูเขาไปตลอดทางวิ่ง ไปได้ไม่ไกลทางลาดยางก็จะกลับกลายเป็นทางลูกรัง ระหว่างจงเตี้ยนไปเต๋อชิง มีรถโดยสารให้นั่งเหมือนกันนะครับ ถ้าใครไม่ต้องการเหมารถก็สามารถไปรถโดยสารก็ได้


หมดจากการเป็นเหว ถนนก็จะอยู่บนยอดเขาที่ระดับความสูงกว่า 3500 เมตร จากระดับน้ำทะเล อากาศเย็นดีไม่หนาวไม่ร้อน


แล้วพวกเราก็มาถึงยอดเขาหิมะแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ข้างทางที่ทางรถผ่าน ยอดเขาหิมะไป๋ม่า มีความสูง 4000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งถือว่ามีความสูงเหมือนกัน พวกเราแวะเที่ยวเล่นหิมะกันก่อน


มาถึงแล้วก็ต้องลงไปเล่นหิมะสักหน่อย เพราะทนกับความสวยงามของยอดเขาแห่งนี้ไม่ได้ ยอดเขาหิมะนี้ไม่ต้องเสียค่าเข้านะครับ อยู่ติดกับถนนที่เราผ่านไปเมืองเต๋อชิง


หิมะมีทั้งส่วนที่กำลังละลาย และยังไม่ละลายก็มี เวลาเดินต้องดูสักนิดนะครับ ระวังเดินลงน้ำ ซากบ้านเก่าๆ ที่อยู่กลางหิมะ


ไม่รู้ใครมาปั้นหิมะเป็นตัวสโนว์บอล 2 ตัว


ขอถ่ายรูป 3 หนุ่ม 3 มุม ของทริปนี้ ประชันความหล่อ ช่วยตัดสินให้หน่อยว่าใครหล่อเท่ห์กว่ากันใน 3 คนนี้ ส่งมาชิงรางวัลได้


ทริปไหนที่ไม่มีรูปกระโดดถ่าย ถือว่าทริปนั้นเป็นทริปคนแก่ ทริปพวกเราก็เลยมีคนอาสากระโดดโชว์ความหนุ่ม หนึ่ง กระโดดได้สูงมากๆ


ขอถ่ายรูปเท่ห์ๆ สักรูป


ขอโชว์คู่บ้าง


พวกเรา 4 คนถ่ายรูป และ หิมะกันเพลินๆ นึกขึ้นได้ว่า 3 สาวหายไปไหน มองไปทางยอดเขาหิมะก็ไม่เจอ เอ๋ไปไหนหว๋า


พอหันหลังกลับไปมองด้านตรงกันข้ามกับเขาหิมะ ซึ่งเป็นยอดเขาไม่สูงมาก เจอ 3 สาว กำลังก้มๆ มองๆ เหมือนกำลังจะหาหลุมอะไรสักอย่างตามพื้นดิน มองไปจะเห็นเสื้อสีฟ้า 2 คน ส่วนเสื้อสีแดงกำลังเดินกลับลงมา เหมือนประสพผลสำเร็จอะไรสักอย่างแล้ว ส่วนเสื้อสีฟ้า 2 คนยังคงไม่ประสพผลสำเร็จอะไรสักอย่างยังคงต้องหาต่อไป


พอสักครู่เสื้อสีฟ้าก็หายเข้าไปกับพุ่มหญ้า พวกเราจึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนหลังจากที่พวกเขาได้กลับลงมา จากนั้นทั้ง 3 คน(ในรูป) ก็ไม่รอช้าได้ขึ้นไปทำภาระกิจส่วนตัวบ้าง ท่ามกลางหิมะกำลังตกเล็กน้อย ได้บรรยากาศไปอีกแบบ ถือว่าได้ประสพการณ์ชีวิตในการฉี่ท่ามกลางหิมะตก


สาเหตุที่พวกเราไม่ค่อยอยากจะเข้าห้องน้ำตามข้างทาง หรือร้านอาหารที่พวกเราแวะกินข้าว ก็เพราะว่าห้องน้ำที่เมืองจีนยังคงอนุรักษ์ความเก่าแก่ไว้ให้คงอยู่ต่อไป ไม่ว่าจะเก่าแก่แค่ไหนก็ยังคงใช้กันชั่วลูกชั่วหลาน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่หอมไม่มีที่ไหนในโลกเหมือนทำได้เหมือน และศิลปะในการบรรจงนั่งยองๆ ให้ตรงกับช่อง (ถ้าไม่ตรงช่องขาของท่านอาจจะหล่นลงไปในช่องได้) และมุมในการนั่งที่ขึ้นอยู่กับความพอใจขอคนนั่งหรือขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมนั่งว่าจะหันหน้าไปทางใด ในบางห้องส้วมท่านอาจจะพบเห็นสิ่งที่มีชีวิตตัวยาวๆ ขาวๆ ไต่ตามเนินเขาเล็กๆ หลายกอง (ไม่ใช่หลายลูกภูเขา) อาจจะโผล่หัวออกมาทักทายท่านได้ บางส้วมจะมีกองอยู่ข้างๆ ช่อง บางแห่งที่พวกเราเจอมีทั้งเป็นท่อ (ดังในรูป) และ เป็นรางยาว มีฝาข้างบ้างไม่มีบ้าง และห้องผู้หญิงมีประตูครึ่งบานบ้างไม่มีประตูบ้าง สุดแล้วแต่จะสร้างสรรงานศิลปะ คนที่ใจกล้าสุดหรือเป็นด่านหน้าในทริปของพวกเราคือ สาวบิ๋ม หน่วยสำรวจฝ่ายหญิง กับหนึ่งหน่วยสำรวจฝ่ายชาย สาวบิ๋มเข้าไปเมือไรพวกเราจะได้ยินเสียง กรี๊ด ดังขึ้นทุกครั้งพร้อมกับวิ่งหน้าตื่นออกมาบอกพวกเราว่า กองใหญ่มากๆ ดังนั้นพวกเราจึงขออาศัยธรรมชาติดีกว่า สบายกว่ากันเยอะเลย


เล่าเรื่องห้องส้วมของจีนซะยาว เล่นหิมะกันประมาณ 1 ชั่วโมงพวกเราก็ได้เดินทางต่อมาถึงช่องหุบเขา เป็นทางลงเขา มองไปไกลในรูปจะเป็นเมืองเต๋อชิง


เส้นทางยังคงลัดเลาะแนวเขา ลงเขาไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะเข้าเมืองเต๋อชิง ก่อนเข้าเมืองจะมีเจดีย์ 13 องค์ แต่พวกเราไม่ได้แวะ เอาไว้แวะถ่ายรูปขากลับ จากเจดีย์ 13 องค์ไปเป็นทางลูกรังที่กำลังทำถนนอยู่ ฝุ่นเยอะมากๆ ทางไม่ดี รถขับเร็วไม่ได้ เมืองเต๋อชิงเป็นเมืองในหุบเขา


พวกเราไม่แวะเมืองเต๋อชิง ได้แค่ผ่านเท่านั้น มุ่งหน้าสู่วัดเฟยไหลซึ่งเป็นที่พักของพวกเราในคืนนี้ ทางช่วงตั้งแต่เจดีย์ 13องศ์ไปจนถึงวัดเฟยไหลกำลังทำจึงมีหินมาก ซู่ผิง คนขับรถของพวกเราได้ขับรถกระแทกหินทำให้ยางหน้าแตก ต้องเสียเวลาเปลี่ยนตั้งนาน


เปลี่ยนยางเสร็จก็มุ่งหน้าสู่บริเวณด้านหน้าของยอดเขาเหมยลี่ ใกล้วัดเฟยไหล พวหเราพักที่โรงแรมเหมยลี่เคอชัน ราคาห้องละ 100 หยวน วิวดีอยู่ด้านหน้ายอดเขา สามารถขึ้นไปถ่ายรูปบนดาดฟ้าโรงแรมได้ พวกเราใช้เวลาในการเดินทางจากเมืองจงเตี้ยน ถึง วัดเฟยไหล 9 ชั่วโมง (8.00 - 17.00) รวมแวะกินข้าว แวะถ่ายรูป แวะเข้าห้องน้ำธรรมชาติ


คนไทยมักจะมาพักกันที่นี่ ผมไม่ได้จองมาจากเมืองไทย ผมจองตอนที่ผมจะออกจากเมืองจงเตี้ยน คนขับรถเอาโทรศัพท์ของเขา ให้ผมคุยกับเจ้าของโรงแรม เขาบอกว่าเขาจองโรงแรมให้พวกเราแล้ว ราคาห้องละ 100 หยวน เขาจองให้ 3 ห้อง พวกเรา OK ไหม ผมก็ตอบ OK สภาพโรงแรมก็ใช้ได้ มีที่นอนไฟฟ้า แต่น้ำเปิดเป็นเวลาคือ มีน้ำตั้งแต่ 2 ทุ่มถึง 4 ทุ่ม เช้ามีตั้งแต่ 7 โมงถึง 9โมงเท่านั้น แต่ทำเลดีมาก ดูในรูปได้ เย็นนั้นพวกเราก็สั่งอาหารที่โรงแรมกิน ราคาประมาณ 200 หยวน



ตอนนี้ของจบแค่นี้ ตอนหน้าพวกเราจะพาไปพบกับเรื่องราวของเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวธิเบต และชมแสงอาทิตย์แรกของวันที่ยอดเขาเหมยลี่






 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2552 13:23:06 น.
Counter : 2844 Pageviews.  

แชงกรีลาแดนในฝัน. จงเตี้ยน

ยังอยู่ในวันที่ 4 จากทั้งหมด 9 วันในการเดินทางเที่ยวดินแดนแชงกรีลาของพวกเรา พวกเราเดินทางมาถึงเมืองจงเตี้ยน เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น แชงกรีลา จากการประพันธ์ของ เจมส์ ฮิตตัน จากนวนิยายอันเลื่องชื่อเรื่อง Lost Horizon หรือ ดินแดนสุดขอบฟ้า ปัจจุบันทางการจีนได้เปลี่ยนชื่อเมืองจากจงเตี้ยน ให้เป็น แชงกรีลา เมื่อจะไปเมืองจงเตี้ยนเราสามารถบอกคนขับรถ หรือ จะซื้อตั๋วรถโดยสารก็บอกคนขายตั๋วได้เลยว่าเราจะไป แชงกรีลา ทุกคนเข้าใจว่านั้นหมายถึงเมืองจงเตี้ยน นั้นเอง

ผมเคยตั้งใจจะมาเที่ยวที่นี่หลายครั้ง แต่ก็พลาดมาตลอด ครั้งแรกจองตั๋วเครื่องบินเรียบร้อย สนามบินบ้านเราดั้นปิดทำให้พลาดครั้งแรก ครั้งที่สองตั้งใจจะไปร่วมกับเพื่อนๆ ในเว็ป terkkingthai นั่งรถจากกรุงเทพถึงจงเตี้ยน แต่ด้วยเหตุผลส่วนตัวจึงทำให้ไม่สามารถร่วมทริปได้ จึงขอถอนตัว แต่ก็ถือว่าโชคดีมากๆ เพราะเพื่อนๆ ที่มากันในทริปนั้นมีปัญหาเรื่องโรคแพ้ความสูง (Mountian Sickness) ต้องเข้าโรงบาลทำให้ไม่ได้เที่ยวกัน ดังนั้นในการมาเที่ยวที่นี่ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม พวกเราทั้ง 7 คนถือว่าโชคดีที่มีคนเป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่หนักถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล

ช่วงเย็นๆ พวกเราได้เดินเล่นที่เมืองเก่าจงเตี้ยน เจอร้านขายเสื้อ The Norht Face, Columbia ที่ร้านอยู่ในเมืองเก่าฯ มีหรือที่สาวบิ๋มจะพลาด เข้าไปต่อรองราคา จากตัวละ 350 หยวน ต่อยังไงไม่รู้เหลือตัวละ 200 หยวน ก็เลยพากันเสียตังส์กันอีก ราคาที่นี่จะถูกกว่าเมืองเก่าลี่เจียง ส่วนคุณภาพพอๆ กัน


ซื้อเสร็จพวกเราก็เดินเล่นในเมืองเก่าฯ ลานนี้ถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเก่าที่นี่


สามสาวขอถ่ายรูปสวยๆ เห็นแสงกำลังดี บรรกาศก็ดีคนไม่เยอะมาก


ภายในเมืองเก่าบ้านเรือนยังคงอนุรักษ์ไว้ เหมือนกับเมืองเก่าลี่เจียง แต่ก็ยังมีต่อเติมหรือกำลังสร้างขึ้นใหม่แต่สไตล์บ้านเก่า


นักท่องเที่ยวไม่มากเหมือนเมืองเก่าลี่เจียง อาจจะเป็นเพราะไกล หรือว่า ความสวยงามสู้เมืองเก่าลี่เจียงไม่ได้ ถ่ายรูปสมาชิกในทริปมาเยอะเลยขอหล่อกับเขาบ้าง


เดินเล่นเมืองเก่าๆ ไปเรื่อยๆ พวกเราก็เดินไปเล่นที่ วัดต้าฝอ วัดธิเบตคู่บ้านคู่เมืองเก่าจงเตี้ยนมาเป็นเวลานาน วัดนี้อยู่ติดกับเมืองเก่าสามารถเดินไปได้ วัดจะตั้งอยู่บนเนิน จุดเด่นของวัดนี้คือจะมีกงล้อสวดมนต์ขนาดใหญ่มาก


เดินขึ้นมาบนวัดก็แสนจะลำบากเพราะต้องเดินขึ้นบันได หลายขั้น เดินได้สี่ห้าขั้นต้องหยุดพักเหนื่อยหายใจลำบากเพราะอากาศเบาบาง ขึ้นมาถึงก็ต้องมาหมุนกงล้อสวดมนต์ ดูสีหน้าคนหมุนก็รู้ว่าหมุนไหวหรือไม่


วัดนี้มักจะมีกรุ๊ปทัวร์มาเที่ยวกันเยอะ มากันทั้งวัน มาวัดนี้นอกจากจะได้ไหว้พระแล้วยังได้มาดูมุมสูงของเมืองจงเตี้ยนด้วย สังเกตุดูจากหลังคาเมืองเก่าฯ จะมีหลังคาน้อยกว่าเมืองเก่าลี่เจียงแสดงว่าเมืองเก่าที่นี่จะมีขนาดน้อยกว่าเมืองเก่าลี่เจียงมาก และสามารถมองเห็นเมืองใหม่จงเตี้ยนด้วย


นั่งชมเมืองเก่าได้สักพักพวกเราก็เดินลง เดินตรงไปสู่ลานศูนย์กลางของเมืองเก่าฯ เวลาประมาณ 17.00 น. จะมีการเต้นรำของชาวบ้านเพื่อให้นักท่องเที่ยวชม ชาวบ้านจะแต่งตัวท้องถิ่น


ผมไม่แน่ใจการเต้นรำเช่นนี้จะมีขึ้นทุกวันหรือไม่ แต่คิดว่าคงจะมีเฉพาะฤดูการท่องเที่ยวเท่านั้น ร้านขายของบริเวณลานนี้ต้องเก็บข้าวของก่อนการเต็นรำจะมีขึ้น มีการเปิดเพลงแล้วก็เต้รตามจังหวะไปเรื่อย มีการเปลี่ยนท่าเต้นรำให้เข้ากับทำนองเพลงด้วย


เห็นชาวบ้านเต้นรำกันอย่างน่าสนุกสนาน มีหรอกเท้าไฟอย่างผมจะพลาดได้ กระโดลงไปเต้นรำกับชาวบ้าน แต่เต้นไม่ได้ต้องอาศัยดูชาวบ้านเป็นตัวอย่าง เต้นแก้งๆ กังๆ มีสาวบิ๋มกระโดดลงไปร่วมเต้นกับผมด้วย ส่วนสาวๆ คนอื่นได้แต่นั่งชมลีลาของผม


ในการเต้นชาวบ้านจะเต้นกันเป็นวงกลมใหญ่ๆ นักท่องเที่ยวสามารถลงไปร่วมเต้นกับชาวบ้านได้ ท่าเต็นส่วนมากก็ยกขา ขกแขนไปเรื่อยๆ เต้นพร้อมกับเดินเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ

ผมเต้นไปได้ประมาณ 2 เพลง ลมจะจับ เหนื่อยด้วย ก็เลยขอตัวมานั่งพักดีกว่า เหลือแต่เพียงสาวบิ๋มสู้ไม่ถอย


ยิ่งเต้นยิ่งมันส์ สู้เขาอย่าให้เสียชื่อสาวไทย มันส์ไม่มันส์ดูหน้าก็รู้ สู้จนเขาเลิกเต้นสุดยอด จริงๆ สาวบิ๋ม มีประกวดเต้นเมื่อไรจะส่งลงเข้าแข่ง


นักท่องเที่ยวในวันที่เราไปก็เข้าร่วมเต้นกันเต็มไปหมด คนไทยก็เยอะพวกเราเจอกับคนไทยหลายกลุ่มด้วยกัน


แต่ 3 สาวนี้ไม่ใช่คนไทยนะครับ เป็นสาวจีนทั้ง 3 คน เต้นรำร่วมกับชาวบ้าน


เต้นรำกันใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็หยุดเต้น ชาวบ้านแต่งตัวแบบนี้ก็ดูสวยดี


เลิกเต้นแล้วพวกเราก็เดินกลับไปยังโรงแรมที่พักเพื่อกินอาหารเย็นที่โรงแรม อาหารเย็นวันนี้จึงฝากท้องไว้ที่โรงแรม รสชาดงั้นๆ ไม่อร่อยคิดค่าหัวไม่ถูกแพงเหมือนกันจำไม่ได้ว่าคนละเท่าไร ก่อนถึงโรงแรมขอถ่ายรูปสักหน่อย อี๋ด ตากล้องอีกคนของทริปนี้


ขึ้นวันที่ 5 ของการเดินทาง ซึ่งเป็นวันที่ 13 เมษายน 2552 วันขึ้นปีใหม่ของไทย โปรแกรมวันนี้ของพวกเราก็คือ เดินทางไปยังเมือง เต๋อชิง ไปพักที่แถว วัดเฟยไหล เพื่อชมเทือกเขา คาเกโป และชมความงามของยอดเขา เหมยลี่ และแวะชมวิวตลอดทางที่พวกเราผ่าน พวกเราได้ให้ทางโรงแรมจัดหารถให้พวกเราราคาวันละ 500 หยวน สามารถนั่งได้ 7 คนพอดี เป็นรถตู้ไม่เล็กไม่ใหญ่ และ ไม่ใหม่ด้วยสภาพเก่าหน่อย ถ้าใครไม่อยากให้โรงแรมหารถให้ก็สามารถติดต่อรถเช่าได้ที่ลานจอดรถหน้าเมืองเก่า มีรถให้เลือกหลายคัน แล้วแต่ชอบและต่อรองราคาได้ ราคาส่วนมากจะอยู่วันละ 500 หยวน

8 โมงเช้าพวกเราเริ่มออกเดินทาง ออกจากจงเตี้ยนเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองเต๋อชิง นั่งออกจากเมืองจงเตี้ยนประมาณ 20 นาทีก็จะเจอทะเลสาบ นาป่าไห รถก็จอดให้เราได้ถ่ายรูป


รถจอดเรียบร้อย 4 สาวก็มาให้ผมถ่ายรูปให้คู่กับทะเลสาบแสนสวยของเมืองจงเตี้ยน หน้าฝนน้ำจะเต็มทะเลสาบสวยงามมาก


รูปที่ผมถ่ายจะออกมาให้เห็นดังนี้ ในรูปจะมีคนใส่เสื้อกันหนาวตัวใหม่ อยู่ 3 คน คือเรียงจากซ้ายไปขวา สีแสบสันสดใสจริงๆ ซื้อเมื่อวานใส่กันวันนี้เลย ไม่ต้องซัก หรือว่าเป็นนางแบบ The Norht Face 3 คน และ Columbia 1 คน


จอดรถถ่ายรูปประมาณ 10 นาทีก็ไปกันต่อ สภาพทางเป็นทางขึ้นลงเขาตลอด โค้งไปโค้งมา ใครที่เมารถควรจะหายากินแก้เมารถ นั่งไปได้ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็จะพบกับจุดชมวิวอีกแห่งไม่รู้ชื่ออะไร จอดถ่ายรูปอีก มีรถจอดถ่ายรูปกันค่อยข้างเยอะ ทางด้านล่างในหุบเขานั้นคือทางที่พวกเราต้องลงไปข้างล่างเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองเต๋อชิง


จอดแล้วต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกสักหน่อย


ตลอดการเดินทางไปยังเมืองเต๋อชิง จะพบกับห้องน้ำดังในรูปตลอด 2 ข้างทาง สามารถแวะเข้าได้ ตัวหนังสือสีแดงใหญ่ๆ ในรูปคือคำว่า นู่ แปลว่า ผู้หญิง แสดงว่าด้านนี้ที่เห็นคือห้องน้ำผู้หญิง เพื่อความปลอดภัยของชีวิตอย่าเข้าผิดห้องนะครับ เราเตือนคุณแล้ว แต่ตลอดการเดินทางไม่มีผู้หญิงของเราคนใดอยากจะเข้าห้องน้ำแบบนี้เลย ไม่รู้สาเหตุของการไม่เข้า


เดินทางต่อเส้นทางเป็นทางลาดยางแคบๆ ขึ้นลงเขาตลอด โค้งไปโค้งมาตลอด นั่งหลับกันบ้างไม่หลับกันบ้าง ส่วนผมนั่งหน้าหลับไม่ลง ดูวิวไปเรื่อยผ่านภูเขาสูงลูกแล้วลูกเล่า ผ่านโค้งไม่รู้กี่โค้งนับไม่ถ้วน นั่งดูวิถีชีวิตของชาวบ้าน พวกเรานั่งรถมาได้ประมาณ 3 ชั่วโมงก็มาถึงสะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง ก็แสดงว่าใกล้จะถึงเมือง เปื่นซื่อหลาน ก็หมายถึงเราเดินทางมาครึ่งทางแล้ว


คนขับรถชื่อ ซู่ผิง ถามผมว่า "ข้างหน้าเราจะถึงเมืองชื่อเปื่นซื่อหลาน จะแวะกินข้าวกันไหม" ผมดูนาฬิกาเพิ่งจะ 11 โมงนิดๆ จึงถามคนขับรถไปว่า "ถ้าไม่กินที่เมืองนี่ แล้วข้างหน้าจะมีร้านอาหารกินไหม" คนขับรถบอกว่า "ไม่มี ถ้าไม่กินเมืองนี้ก็ต้องไปกินที่เต๋อชิง" ผมถามต่อไปว่า "เราจะถึงเต๋อชิงกี่โมง" คนขับบอกว่า "ประมาณ 4 โมงเย็น" ไม่ได้คงหิวกันแน่ๆ ผมเลยตัดสินใจให้กินอาหารที่เมืองนี้เลย ร้านอาหารที่เราจอดกินข้าวเที่ยงกัน


อาหารเที่ยงวันนี้ไม่มีอะไรมากเป็นอาหารที่คล้ายๆ กับบ้านเรา มี ต้มจืดผักจีน กระดูกหมูทอด ยำไข่เยี่ยวม้า ไข่เจียว เม็ดคล้ายสะตอบ้านเราผัดใส่หมู ข้าวสวยมีเม็ดข้าวโพดด้วย สนมราคาก็ประมาณ 1200 บาท แต่ก็อิ่มดีอร่อยด้วย




เห็นอาหารเที่ยงพวกเราแล้วอย่าน้ำลายไหลนะครับ มื้อนี้ก็เป็นมื้ออร่อยของพวกเราครับ

ตอนนี้ขอจบแค่นี้ก่อน ตอนหน้าเราจะพาไปแวะเที่ยวที่สวยๆ งามๆ และที่เป็นที่สำคัญๆ ในทริปนี้เหมือนกัน


อย่าลืมนะครับถ้ารูปไหนไม่ใชว์ ให้เอาเมาส์ไปคลิกขวาที่พื้นที่ว่างๆ แล้วเลือก Show Picture รูปก็จะโชว์ขึ้นมาครับ




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2552 19:58:02 น.
Counter : 1554 Pageviews.  

แชงกรีลาแดนในฝัน. ลี่เจียง-จงเตี้ยน

วันที่ 11 เมษายน 2552 และ เป็นวันที่ 3 ของการเดินทางของพวกเรา หลังจากพวกเราซื้อเสื้อกันหนาว Colubia แล้วก็กลับโรงแรมเพื่อเก็บของที่ซื้อ ช่วงบ่ายของวันนี้พวกเรามีโปรแกรมคือ เดินเที่ยวเล่นเมืองเก่าลี่เจียง และ ช๊อปปิ้ง เวลาบ่ายโมงกว่าๆ พวกเราก็ได้เริ่มออกเดินเที่ยวกันโดยแวะกินอาหารเที่ยงที่ร้านใกล้โรงแรม เป็นอาหารจีนทั่วไปเช่น ผัดผักต่างๆ ต้มไก่ ไข่ตุ่น หลังจากอิ่มท้องกันแล้วเป้าหมายของเราคือการขึ้นไปชมเมื่องเก่าลี่เจียงในมุมสูง จากที่เราพักเดินไปไม่ไกลไม่นานก็ถึง เราสามารถขึ้นไปดูได้โดยมีร้านอาหารต่างๆมากมาย ให้บริการอยู่ร้านที่พวกเราขึ้นไปชมต้องเสียค่าขึ้นคนละ 2 หยวน ถือว่าไม่แพงกับมุมมองใหม่ๆ


มองจากมุมด้านบนจะเห็นหลังคาบ้านติดกันเต็มไปหมด กินพื้นที่ใหญ่มากๆ แสดงว่าถ้าเราต้องการเดินที่เมืองเก่าลี่เจียงให้ทั่วคงต้องใช้เวลาหลายวัน มาแล้วทั้งทีต้องขอถ่ายรูปสักหน่อย ถ่ายกันทุกคนแต่ขอโชว์คนเดียวแล้วกัน


อยู่ชมวิวได้สักพักพวกเราก็เดินกลับลงมา เพื่อไปเดินเล่นในตัวเมืองเก่า ตลอด 2 ข้างทางก็มีร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมด


ในเมืองเก่าลี่เจียงจะมีคลองเล็กๆ อยู่ไปทั่วน้ำจากคลองเหล่านี้คือน้ำที่ไหลมาจากภูเขาหิมะมังกรหยก มีความใสมากๆ มีปลาหลากหลายชนิดว่ายในน้ำ เขตเมืองเก่าเป็นเขตอนุรักษ์จึงมีการห้ามทิ้งน้ำเสีย ขยะต่างๆ ลงคลองเหล่านี้ คลองที่นี้จึงถือเป็นจุดเด่นอีกอย่างของเมืองเก่าลี่เจียง


เดินมาเรื่อยก็จะพบกับลานกว้างๆ ชื่อ Square Street อยู่ในใจกลางเมืองเก่า ลานแห่งนี้ถือเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเก่า มักจะมีนักท่องเที่ยวมาแวะเที่ยวที่นี่ และจะมีการแสดงต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวชมกัน


ในภาพจะเห็นกองฟืนที่วางอยู่ เจ้าหน้าที่เตรียมไว้สำหรับในเวลาเย็นจะมีการแสดงเต็นรำของชาวนาซี เต็นรำรอบๆ กองไฟ นักท่องเที่ยวก็สามารถมาเต็นรำกับชาวบ้านได้ แต่เราไม่ได้กลับมาถ่ายรูปให้ดู


นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่ก็มีหลายชาติ โดยเฉพาะชาวจีนในวันที่พวกเราไปเยอะมาก มากันเป็นกรุ๊ปทัวร์ เลยถ่ายรูปสาวชาวจีนมาใช้ชมว่าหน้าตาจะสวยสู้สาวๆ ไทยได้หรือไม่


เดินชมการละเล่นต่างๆ บริเวณ Square Street เสร็จพวกเราก็เดินเล่นเพื่อชมร้านขายของต่างๆ และถือโอกาศช๊อปปิ้งไปด้วย ตลอดสองข้างทางจะเป็นร้านขายของทั้งสิ้น พอผมบอกสัณญาณเริ่มช๊อปปิ้งสาวๆทั้ง 4 ก็ได้แตกออกเป็น 2 คู่ จับคู่กันเดินสำรวจตรวจตราของต่างๆ สังเกตุจากในรูปเห็นหลังไวๆ (กางเกงสีเขียวกับเสื้อสีส้ม) เดินนำหน้าผมไปเลย


ส่วนคนนี้ก็เดินๆ รั้งๆ รอๆ เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ไม่ได้อะไรสักอย่าง


ของที่ขายส่วนมากก็มีสินค้าที่ทำด้วยมือเช่น ผ้าทอมือ เครื่องหนัง เครื่องเงินต่างๆ สมุนไพรจีน เสื้อยืด กระเป๋าต่างๆ ภาพวาด บางร้านก็มีคนมานั่งทอผ้าให้นักท่องเที่ยวชม


พวกเราเดินกันเรื่อยๆ ไม่รู้สึกรำคาญเพราะว่าไม่มีรถเข้ามาวิ่งในถนนทางการห้ามรถทุกชนิดเข้ามาวิ่งในเขตเมืองเก่า มีแต่ผู้คนเดินจึงทำให้ไม่รู้สึกรำคาญ ชมความสวยงามของเมืองเก่าเรื่อยๆ มาถึงถนนบริเวณที่มีต้นหลิวใบกำลังเขียวได้ใจจริงๆ ด้านขวาเป็นร้านขายของ ส่วนด้านซ้ายจะเป็นร้านอาหารสามารถนั่งเล่นได้


ช่วงที่พวกเรามาเป็นช่วงที่ต้นหลิวกำลังสวยๆ เต็มทั้ง 2 ข้างทาง แต่ดอกไม่รู้ว่ามีหรือไม่ ถ้าสังเกตุพื้นถนนในเมืองเก่าจะไม่มีเศษขยะ เพราะมีการรณรงค์ห้ามทิ้งขยะตามถนน และตอนเช้าๆ ของทุกวันจะมีเจ้าหน้าที่เป็นร้อยๆ คน มาเก็บขยะ และทำความสะอาดพื้นถนนกันทั้งเมือง แบ่งผลัดกันเก็บทั้งวัน


เดินเรื่อยๆ จนมาถึงด้านหน้าของทางเข้าเมืองเก่าผู้คนก็เยอะมากๆ พวกเราแยกย้ายกันเดินโดยมีสาวๆ แยกเดินกันเป็นคู่ๆ และมีหนุ่มๆ ทั้ง 3 เดินมาด้วยกัน จากนั้นผมก็ขอแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อไปเดินหาติดต่อที่จะเหมารถเพื่อเดินทางในวันพรุ่งนี้ไปยังจงเตี้ยน ด้านหน้าของทางเข้าเมืองจะมีสถานที่สำหรับติดป้ายอักษรนาซีเต็มไปหมด


หลังจากที่ผมไปหารถก็ใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมงกว่าๆ ก็ไม่ได้รถที่ต้องการจะเหมา พวกเราเลยตกลงกันว่าจะไปรถโดยสารประจำทาง เวลาก็เริ่มจะมืดค่ำแล้วพวกเรายังอยู่บริเวณด้านหน้าของเมืองเก่าลี่เจียง


ต่างคนต่างรอกันไม่นานเมื่อมากันครบพวกเราก็ขอถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่หน้าเมืองเก่าลี่เจียง


ถ่ายกันหลายภาพหลายอารมณ์


ถ่ายรูปกันเสร็จก็พากันเดินกลับโรงแรมระหว่างทางกลับก็ยังมีร้านให้สาวๆ ได้ช๊อปปิ้งกันต่ออีกเรียกได้ว่า ช๊อปกันจนหยดสุดท้าย


ร้านอาหารที่มีดนตรีเล่นก็มีในลี่เจียง เล่นทั้งเพลงสากลและเพลงจีน อย่างเช่นร้านนี้อยู่บนชั้น 2 ของร้านขายของ พวกเราเดินถึงโรงแรมก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอนเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางไปยังเมืองจงเตี้ยน



วันที่ 12 เมษายน 2552 วันที่ 4 ของการเดินทางของพวกเราก็มาถึง วันนี้เรามีโปรแกรมการเดินทางไปเมือง จงเตี้ยน หรือ แชงกรีลา พวกเราจองตั๋วรถโดยสารด่วนพิเศษไว้ เที่ยว 08.30 น. วันนี้พวกเราจึงตื่นเช้าเป็นพิเศษ บรรยากาศยามเช้าของเมืองเก่าลี่เจียง


อาหารเช้าของพวกเรามื้อนี้คือร้านขายอาหารเช้าเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่พวกเราพัก มื้อเช้านี้เป็น โจ๊ก น้ำเต้าฮู้ แป้งทอด ไข่ต้ม กินกันอิ่มดีราคาทั้งหมดที่พวกเราจ่าย 22 หยวน ถือว่าถูกมากๆ


กินข้าวเช้ากันเสร็จก็เดินแบกเป้ไปหน้าเมืองเก่าเพื่อเรียกแท็กซี่ไปส่งที่ท่ารถ บขส ที่ลี่เจียงเรียกว่า ชิงเค่อหยู่จั้น ค่าแท็กซี่คิดตามมิเตอร์ก็คันละ 8 หยวน เพราะไม่ไกลจากเมืองเก่า ค่าแท็กซี่ที่นี่ก็เหมือนบ้านเราราคาเริ่มต้นที่ 7 หยวน ถึง บขส พวกเราก็จัดแจงขึ้นรถนั่งตามหมายเลขที่ซื้อมา ค่ารถคนละ 57 หยวน พอได้เวลา 8.30 น. รถก็ออกทันที รถที่พวกเราไปเป็นรถด่วนพิเศษ และ ห้ามสูบบุหรี่บนรถด้วย ดีจังเลย แต่มีถังวางไว้ตามร่องทางเดินเพื่อใส่ขยะ และ อ๊วก


รถวื่งใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ระยะทาง 200 กิโลเมตร เป็นทางขึ้นลงเขา ก็มาถึงเมืองจงเตี้ยนเวลาประมาณบ่ายโมงนิดๆ พอรถจอดก็จะมีพวกนายหน้าบ้าง เจ้าของรถแท็กซี่บ้างมาถาม เข้ามาแจกนามบัตร ถามว่าจะไปไหน มีที่พักหรือยัง เสนอสินค้าสารพัด ยุ้งวุ่นวายไปหมด แต่ผมก็ได้จ้างให้รถตู้เล็ก 2 คันไปส่งพวกเราที่หน้าเมืองเก่าจงเตี้ยน ราคาคันละ 35 หยวน รถวิ่งประมาณ 15 นาทีก็มาถึงหน้าเมืองเก่า แต่รถเข้าไม่ได้


แต่พวกเรายังไม่ลงเพราะยังไม่ได้ที่พัก มีผม บิ๋ม หนึ่ง ไปเดินหาที่พักกันก่อน พอได้ที่พักจึงมาตามคนที่เหลือแบกเป้เข้าที่พัก พวกเราพักที่ Barley Guest House อยู่ในเมืองเก่าห่างจากที่จอดรถประมาณ 50เมตร ต้องเดินเข้าซอยอีกนิดเดียว ราคาห้องละ 100 หยวน ห้องน้ำในตัว มีที่นอนไฟฟ้าให้ด้วย สภาพห้องพอใช้ได้ บริการดี แต่ตอนเช้าน้ำอุ่นไม่มีให้อาบ หนาวจับใจ


สาวบิ๋ม เห็นตัวเล็กๆ แบกเป้เล็กๆ ก็ได้นะ


เก็บข้าวของไว้ที่ห้องเรียบร้อยพวกเราก็ออกไปเที่ยว แต่ต้องแวะกินข้าวเที่ยงกันก่อนเพราะยังไม่ได้กินกันเลย แท็กซี่พาพวกเราไปกินอาหารที่ขึ้นชื่อมากๆ ของมนฑลยูนาน ของจีน นั้นก็คือ หม้อไฟยูนาน คล้ายๆ สุกี้บ้านเรา มีเครื่องเคียง น้ำจิ้มต่างๆมากมาย รวมทั้งมีผักหลากหลายชนิดมาให้เรา แต่หม้อไฟยังไม่มา


รอสักพักหม้อไฟก็มา หม้อแบ้อเริ่ม มีปล่องไฟสูงไว้สำหรับใส่ถ่าน พวกเราสั่งหม้อไฟเป็นเนื้อหมู เนื้อหมูที่นี่จะเป็นเนื้อบริเวณขาหมูทั้งขาตากแห้ง พอเราสั่งเขาก็จะเอามาหั่นเป็นชิ้นๆ มีกลิ่นอับๆ นิดหน่อย อร่อยไหม ต้องถามอี๋ดเพราะกินเนื้อหมูเยอะที่สุด ส่วนตัวผมกินนิดหน่อยเพราะไม่ชอบกลื่นอับๆ ของหมูตากแห้ง ส่วนผักถ้ากินอันไหนก็จ่ายอันนั้น ไม่กินไม่ต้องเสียเงิน


กินอิ่มก็จ่ายไปประมาณ 1500 บาท แล้วพวกเราก็ไปเที่ยวที่ วัดโปตาลาน้อย หรือภาษาจีนว่า ซงจ้านหลินซื่อ เป็นวัดธิเบตทีมีลักษณะคล้ายกับ พระราชวังโปตาลา ธิเบต แต่พวกเราไม่ได้เข้าไปเที่ยวเพราะค่าเข้าแพงมากๆๆๆ จากเดิมราคาคนละ 30 หยวน ได้มีการบริหารจัดการใหม่เก็บค่าเข้าคนละ 85 หยวน พวกเราว่าแพงเกินไปเพราะวัดไม่ได้มีอะไรพิเศษ พวกเราจึงให้แท็กซี่ขับพาเที่ยวไหนๆ ก็จ้างแล้ว ในรูปคือวัดโปตาลาน้อย ในมุมทะเลสาบ


เมือง จงเตี้ยน หรือ แชงกรีลา เป็นเมืองอยู่ในหุบเขาระดับความสูงของเมืองนี้ 3200 เมตร จากระดับน้ำทะเล จึงมีอากาศที่เบาบาง เวลาที่พวกเราอยู่ที่นี่ถ้าทำอะไรเร็วๆ เช่น เดินเร็วๆ วิ่ง จะทำให้เหนื่อยเร็ว และบางคนจะเป็นโรคแพ้ความสูง ในกลุ่มเราก็มีพี่หวานที่เป็นนิดๆ แต่ไม่หนัก ถ้าใครรู้สึกว่าจะเป็นห้ามดื่มน้ำนมเด็ดขาดเพราะจะเป็นตัวช่วยเร่งให้เป็นเร็วขึ้น พวกเราได้ซื้อยาของจีนกินเพื่อป้องกันเป็นโรคแพ้ความสูง ยาชื่อ หงจิ้นเทียน ก็ช่วยได้ ในรูปเมืองใหม่จงเตี้ยน


ไม่นานพวกเราก็กลับเข้าเมืองใหม่ แล้วตรงกลับไปยังเมืองเก่าจงเตี้ยน เพื่อไปเดินเล่นเมืองเก่าจงเตี้ยน สภาพเมืองใหม่จงเตี้ยน




ตอนนี้ขอจบแค่นี้ ตอนหน้าเราจะพาไปชมเมืองเก่าจงเตี้ยน ดูว่าจะสวยงามเท่าเมืองเก่าลี่เจียงหรือไม่ และจะพาไปเต็นรำกับชาวพื้นเมืองที่นี่ ไปดูซิว่าพวกเราใครจะไปเต็นรำกับชาวพื้นเมือง




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2552 23:52:14 น.
Counter : 1947 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.