The World of Handsome PUG!!>>Love me, Love my PUG<<

taohoo's_world
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




http://www.facebook.com/baankanomaob


Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add taohoo's_world's blog to your web]
Links
 

 

Pai 2008 in the rainy season

ปาย เมืองเล็กๆ ในอ้อมกอดแห่งขุนเขาและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ที่ใครหลายคนคงปฏิเสธมนต์เสน่ห์อันยั่วยวนนี้ไม่ได้ ณ เวลานี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ปาย


‘ปาย’ เติบโตจากการเป็นทางผ่านสู่จังหวัดเชียงใหม่ จนค่อยๆ กลายเป็นแลนด์มาร์คยอดนิยมในไกด์บุ๊คชื่อดังอย่าง Lonely Planet แรกเริ่มเดิมที เมืองแห่งนี้เป็นที่รู้จักเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งเดินทางมาตามกระแสจากหนังสือ Lonely Planet โดยชายชาวอเมริกันนามว่า โจ คัมมินส์ ผู้ซึ่งหลงใหลในธรรมชาติและเอกลักษณ์ของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ จนนำไปบอกเล่าในคู่มือนักเดินทางทั่วโลก ‘ปาย’ เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอันดับต้นๆ ที่ถูกกล่าวขานมาเป็นเวลาหลายปี ถึงเสน่ห์ของธรรมชาติ และเอกลักษณ์อันโดดเด่นเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ อาหารการกิน วัฒนธรรม รวมถึงสิ่งก่อสร้าง ที่นี่ได้รวบรวมงานศิลปะไว้เป็นจำนวนมาก รวมถึงเป็นแหล่งชุมนุมของศิลปินแขนงต่างๆ ที่ช่วยกันรังสรรค์ผลงานอันโดดเด่นจนตอกย้ำเสน่ห์ของเมืองปายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก


สำหรับฉันการเดินทางมาปายครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 แล้ว และทั้ง 2 ครั้ง ก็เป็นช่วงฤดูฝนเหมือนกัน แต่ถึงแม้จะเป็นฤดูฝน ปายก็ไม่เคยทำให้นักท่องเที่ยวผิดหวัง ในทางตรงข้ามปายกลับบ่มเพาะเสน่ห์อย่างเต็มตัวในฤดูนี้ นอกจากจะเป็น Low season ของฤดูการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับความสงบและซึมซับกับเสน่ห์อันแท้จริงของที่นี่แล้ว เรายังจะได้พบเห็นความเป็น ‘ปาย’ ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากไกด์บุ๊คหลายๆ เล่ม ซึ่งนิยมบอกเล่าเฉพาะในช่วงฤดูหนาว


ตามรอย Lonely Planet : Go to Pai by Motorbike 2008 in the rainy season


เส้นทาง : กทม. - แม่ฮ่องสอน -ปาย – ปางอุ๋ง - ขอนแก่น


 < ขออภัยสำหรับข้อมูลบางส่วนที่ขาดหาย เนื่องจากเป็นการรีวิวย้อนหลังนานถึง 2 ปี ==' >


 การเดินทางครั้งนี้เราย่นระยะเวลา 10 ชั่วโมง จากขอนแก่น-เชียงใหม่ ด้วยสายการบินแอร์เอเชียในช่วงโปรโมชั่น เส้นทาง กทม.-เชียงใหม่ (รู้สึกว่าวันก่อนหน้านี้จะเดินทางไปทำงานอะไรซักอย่างที่บางกอกอยู่แล้วคะ)


...ถึงสนามบินเชียงใหม่ ฉันก็จับสองแถวตรงไปยังอาเขต (บขส.) เพื่อหารถต่อไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน plan ครั้งนี้เริ่มต้นจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งต่างจากครั้งแรกที่ฉันจะจับรถตรงเข้าสู่ตัวเมืองปาย..ถึงแม่ฮ่องสอนฉันเข้าเช็คอินในโรงแรมใจกลางเมืองราคาปานกลาง เพื่อหาข้อมูลการเดินทางต่ออีกเล็กน้อย เนื่องจากจุดหมายปลายทางหลักของทริปนี้อยู่ที่ 'ปางอุ๋ง' แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่กำลังอยู่ในกระแสในขณะนั้น


 ฉันและเพื่อนตัดสินใจเช่ามอเตอร์ไซค์จากร้านให้เช่าในตัวเมือง ในราคาไม่เกิน 200 บาทต่อวัน เราได้มอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะ สภาพดีมาหนึ่งคัน เนื่องจากเส้นทางที่จะใช้ และถนนหนทางในตัวเองแม่ฮ่องสอนนั้นเป็นทางสำหรับขึ้นเขา หากจะใช้พวกเกียร์ออโต้เพื่อความสบาย คงจะไม่เหมาะ และกำลังคงไม่ถึงเป็นแน่ ในระหว่างที่ตระเวนหาข้อมูลเพิ่มเติมนั้น เราก็ได้แวะเยี่ยมชมวัดต่างๆ ในแม่ฮ่องสอน สถาปัตยกรรมในวัด ไม่ว่าจะเป็นกุฏิ หรืออาคารสำหรับประกอบกิจทางสงฆ์ ล้วนแต่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของชาวเหนือ


 



วัดจองคำ




พระธาตุดอยกองมู





ร้านกาแฟ และทัศนียภาพภายในวัด


 หลังจากรถและข้อมูลพร้อมแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ 'ปาย-ปางอุ๋ง'  เส้นทางของทริปหากจะลำดับตามสถานที่คือ แม่ฮ่องสอน - หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว - ปางอุ๋ง - ปาย แต่เราจะนำทุกท่านมุ่งตรงไปยังปายกันก่อน แล้วจึงไล่ย้อนกลับลงมา ระหว่างทางมีฝนตกลงมาเป็นระยะๆ แต่จากประสบการณ์สาวแบ็คแพ็คฯ อย่างเรา ที่มักจะออกท่องเที่ยวในฤดูนี้ ทำให้เรามีอุปกรณ์ป้องกันติดตัวตลอดเวลา จึงไม่หวั่นแม้วันมามาก :P 






โค้งนี้พิชิตมาแล้ว


 


ด้วยระยะทาง 1,864 โค้ง ใช้เวลาไปประมาณ 7 ชั่วโมง เราก็มาถึงปายเอาเมื่อบ่ายแก่ๆ



 ก่อนอื่นต้อง walk-in ที่พักให้ได้ซักที่ก่อน ฉันและเพื่อนมุ่งตรงไปยังที่พักเดิมที่เคยพักเมื่อปีที่แล้ว..โชคดีเป็นบ้า มันยังอยู่ และไม่เต็มด้วย เย้...ถูกและดีมีที่นี่ที่เดียว ปายริเวอร์ไซด์  สนนราคาคืนละ 100 บาท มีน้ำอุ่นพร้อม ติดลำน้ำปาย และอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา เมื่อปีที่แล้วเราพักกันในราคา 150 บาท คะ มาปีนี้สภาพก็ยังเดิมๆ จะมีเก่าลงไปบ้างเล็กน้อย ที่นี่อยู่อีกฝั่งของลำน้ำปาย เดินข้ามสะพานไม้มาก็ถึงแล้วคะ ปายริเวอร์ไซด์แบ่งเป็นสองส่วน ไม่แน่ใจว่าเจ้าของเดียวกันหรือไม่ แต่ใช้ชื่อเดียวกันคะ สภาพภายอกเป็นกระท่อมเหมือนกัน หน้าตาไม่ต่างกันเลย แต่ภายในนั้น สำหรับปายริเวอร์ไซด์ฝั่งขวา จะหรูหราไฮโซน้องๆ โรงแรมห้าดาว ราคาก็เอาการอยู่ทีเดียว ส่วนฝั่งซ้ายก็อย่างที่เห็นนี่ล่ะคะ ใกล้ชิดธรรมชาติ น้ำอุ่นก็มีให้พร้อมสรรพ ด้วยราคาเพียง 100 บาทเท่านั้น สบายกระเป๋าน้อยๆ จัง 




ปายริเวอร์ไซด์


หลังจากได้ที่พักแล้วก็มาหาอะไรใส่กระเพาะน้อยๆ กันซะหน่อย สมบุกสมบันกันมา 7 ชม. แล้ว หิวได้ที่เลยทีเดียว ราคาอาหารอยู่ในอัตราปกติของแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมไปด้วยฝรั่ง ซึ่งก็จะสูงอยู่ซักนิด




ร้านอาหารบ้านปาย


อิ่มท้องแล้วก็เดินย่อย เยี่ยมชมความเป็นไปของปายในปี 2008 เปลี่ยนไปพอสมควรเลยคะ


 


    


   





เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนจากปาย แวะเที่ยวหมู่บ้านสันติธรรมกันซักนิดคะ ขาหมูที่นี่อร่อย  หมู่บ้านอยู่ห่างจากตัวเมืองปายประมาณ  11 กม. เท่านั้น




บ้านดิน


ได้เวลาออกจากปายกันแล้วคะ สถานีต่อไปเราจะแวะกันที่ ถ้ำลอดปางมะผ้า





 




ถ้ำลอดปางมะผ้า - ถ้ำผีแมน


     ถ้ำลอดปางมะผ้า  เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงาม ภายในถ้ำถูกแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ มีชื่อเรียกต่างกัน มีลำธารน้ำกลางถ้ำต้องอาศัยเรือเป็นพานะในการเข้าชม ในถ้ำพบเศษภาชนะดินเผา เมล็ดพืช เครื่องมือหิน ซีกฟันและกระดูกของมนุษย์ รวมทั้ง "โลงผีแมน" ที่มีลักษณะเป็นท่อนไม้ที่ถูกขุดตรงส่วนกลางออกเป็นร่องคล้ายเรือหรือรางไม้ใส่อาหารให้สัตว์เลี้ยง มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ โดยโลงขนาดใหญ่จะถูกวางอยู่บนคาน โดยใช้เสา 4-6 ต้น ตั้งกับพื้นถ้ำและเสาแต่ละคู่จะถูกเจาะเป็นช่องเพื่อสอดคานไว้วางพาดโลงผีแมน ถ้ำในส่วนนี้เป็นส่วนท้ายสุดของถ้ำ มีชื่อเรียกตามสิ่งที่ค้นพบว่า ถ้ำผีแมน 

 



อ่างเก็บน้ำปางอุ๋ง


 

    ออกจากถ้ำลอดก็เจอเข้ากับสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา จึงต้องหยุดพักกันชั่วคราวก่อนจะเดินทางต่อไปยังปางอุ๋ง  จากถ้ำลอดสู่ปางอุ๋ง ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง เราไปถึงปางอุ๋งประมาณ 2 ทุ่ม เนื่องจากหลงทางกันในหมู่บ้าน ชาวบ้านแถวนั้นพูดไทยไม่ค่อยจะได้ จึงเป็นอุปสรรคในการถามทางและทำให้การเดินทางล่าช้ายิ่งขึ้น ซ้ำร้ายก่อนจะถึงปางอุ๋ง ไฟรถมอเตอร์ไซค์ที่เช่ามาก็เริ่มออกอาการติดๆ ดับๆ เส้นทางที่เราใช้เดินทางกันเรียกว่าอยู่กลางป่า บ้านคนซักหลังก็ไม่มี..พวกเราตกอยู่ในความมืดสนิท มีเพียงไฟฉายดวงน้อยราวกับแสงหิ่งห้อยที่พกติดตัวมาช่วยนำทาง สำหรับที่พักนั้นคุณเพื่อนได้ทำการจองโฮมสเตย์มาล่วงหน้าแล้ว แต่เนื่องจากเวลาที่ไปถึงก็ดึกพอสมควรสำหรับชาวบ้านละแวกนั้น ประกอบกับที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงทำให้ฉันและเพื่อนหาที่พักที่จองไว้ไม่เจอทั้งๆ ที่ขี่ไปจนถึงปากทางแล้ว แต่ด้วยความมืดจึงไม่กล้าเสี่ยงที่จะไปต่อ เราจึงตัดสินใจย้อนกลับมาแถวทางเข้าปางอุ๋งเนื่องจากสังเกตุเห็นโฮมสเตย์หลายหลังตอนเข้ามา โฮมสเตย์ที่นี่เป็นโฮมสเตย์ขนานแท้ที่ชาวบ้านใช้ห้องเก็บของ หรือพื้นที่บางส่วนของบ้านแบ่งให้ผู้เดินทางผ่านไปมาได้พักแรมกันชั่วคราว สนนราคาคืนละ 200 บาท สำหรับ 2 คน จากราคาเต็มที่บอกผ่านแบบหวังฟลุ้ค 400 บาท สภาพห้องก็อย่างที่บอกคะ ไม่ต่างจากห้องเก็บของ แค่พอนอนได้ แต่บางหลังก็เป็นโฮมสเตย์แบบธุรกิจเต็มตัว มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ประมาณหนึ่ง ...เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเรารีบจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อย ทำได้อย่างดีแค่ล้างหน้าเรียกความสดชื่นให้ตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถอาบน้ำได้คะ หนาวมากมาย และส่วนหนึ่งก็คือ น้ำท่าไม่ค่อยสะอาด และมีไม่เพียงพอ ไม่สะดวกพอที่จะทำกิจกรรมยามเช้าได้มากกว่านี้ จากนั้นเราก็รีบออกมาชื่นชมกับปางอุ๋ง พอลงไปถึงปางอุ๋งเท่านั้นล่ะ โธ่ๆๆ รู้สึกเสียดายที่พักเมื่อคืนซะเหลือเกิน ก็ไอ้ที่เราจองไว้น่ะนะ อยู่หน้าอ่างเก็บน้ำ แค่ถนนแคบๆ กั้นเท่านั้น เมื่อคืนตอนที่จดๆ จ้องๆ อยู่ในความมืดตรงปากทางอ่างเก็บน้ำ เราก็อยู่เฉียดกับที่นี่แค่ไม่ถึง 5 ก้าว ==' นี่ล่ะนะประสบการณ์ใหม่ๆ มีให้เสมอสำหรับการเดินทางแบบแบ็คแพ็คเกอร์ >,<    



ที่พักหน้าปางอุ๋ง


ชื่นชมกับไอหมอกที่ปางอุ๋งกันพอประมาณ ก็ได้เวลาออกเดินทางกันต่อ พวกเราตกลงกันว่าจะกลับเข้าไปตั้งหลักที่แม่ฮ่องสอนกันก่อน เนื่องจากใกล้ครบกำหนดส่งคืนรถที่เช่ามาเต็มที และตั๋วรถขากลับก็ยังไม่ได้จอง ตกลงกันได้ตามนี้ก็บิดเจ้ามอเตอร์ไซค์คันเดิมฝ่าม่านหมอกมุ่งหน้ากลับแม่ฮ่องสอน



ระหว่างทางจากปางอุ๋งกลับแม่ฮ่องสอน


    



ระหว่างทางจากปางอุ๋งกลับแม่ฮ่องสอน


เมื่อถึงแม่ฮ่องสอนก็ตรงดิ่งไปที่อาเขตเพื่อจองตั๋วรถ แต่ก่อนจะถึงอาเขตนี่สิ อีกไม่ถึง 10 ก้าวเท่านั้น อาเขตอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ มอเตอร์ไซค์เจ้ากรรมที่เช่ามาดันเหยียบเข้ากับตะปูอย่างจัง =='  งานนี้ก็เลยปล่อยให้คุณเพื่อนเดินเท้าเข้าไปจองตั๋วรถ ส่วนตัวเองก็นั่งรอช่างจากร้านเช่านั่นล่ะมาปะยางให้ พอปะยางเสร็จยังพอมีเวลาเหลืออยู่ 2-3 ชั่วโมง จะปล่อยให้เสียเปล่าไปใยยังเหลืออีกที่ที่ไม่ได้ไปนี่นา หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว คะ สอบถามช่างที่มาปะยางให้พบว่าอยู่ใกล้ๆ ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนนี่เอง หลังจากกินข้าวเที่ยงกันเรียบร้อยก็ใช้เวลาที่เหลืออยู่เที่ยวจนนาทีสุดท้าย


  หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวที่นี่มี 2 หมู่บ้าน เราเลือกจากเส้นทางที่สามารถเข้าถึงได้สะดวกที่สุด ซึ่งก็คือ "หมู่บ้านห้วยเสือเฒ่า" แต่ถึงกระนั้น...ก็ยังไม่วายเจ็บเนื้อเจ็บตัว มอ'ไซค์ปลิ้น กลิ้งโคโล่ตกน้ำ ==' เส้นทางเข้าหมู่บ้านมีหลายช่วงที่ต้องข้ามธารน้ำตื้นๆ ซึ่งมีตะไคร่น้ำเกาะตามโขดหิน ทำให้ยากต่อการทรงตัว ช่วงสุดท้ายก่อนถึงหมู่บ้าน ..หน่ะ อีกแล้วนะ เวลาเห็นเป้าหมายลอยมาตรงหน้าทีไร ต้องมีอันให้สะดุดทุกที..มอ'ไซค์ที่ค่อยๆ ไต่โขดหินก็ปลิ้นสะบัดทั้งคนขับคนซ้อนกลิ้งลงน้ำ และพอตัวแตะน้ำเท่านั้น สำนึกอย่างหนึ่งก็วูบเข้ามาในหัวฉัน พร้อมกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ฉันชูมือขึ้นสุดแขน พร้อมกลับพลิกตัวกลับลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว และวิ่งขึ้นไปยืนบนโขดหินที่แห้งสนิท โดยไม่สนใจคุณเพื่อนที่กำลังประคับประคองมอ'ไซค์ด้วยความยากลำบากขึ้นจากน้ำ..ก็ในมือฉันนี่ไง ฉันถือกระเป๋ากล้องอยู่ ให้ตายเหอะ มันจะมาเจ๊งตอนนี้ไม่ได้นะ กว่าจะเก็บตังค์ซื้อได้..โชคยังดีอยู่บ้างที่ก่อนจะมาทริปนี้ได้ลงทุนเปลี่ยนกระเป๋ากล้องใหม่ ซึ่งตัวกระเป๋าภายนอกพอจะกันน้ำได้อยู่บ้าง *O*  คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง ไม่งั้นฉันคงนั่งร้องไห้แหมะอยู่ตรงนั้นเป็นแน่แท้ :'(   





 


กลับจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงฯ ด้วยสภาพมอมแมมเป็นลูกหมาตกน้ำ ยังพอมีเวลาเหลือหลังจากคืนรถเช่าเรียบร้อยแล้ว พวกเราจึงเปิดห้องพักเพื่ออาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าที่หมักหมมมาเต็มที่ 1 คืน..เน่าสนิทจริงๆ งานนี้ ....


 ก่อนกลับอย่าลืมแวะไปขอใบประกาศนียบัตรผู้พิชิตโค้งกันที่หอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไว้อวดชาวบ้านนะคะ ครั้งหนึ่งกับการผจญภัย 1,864 โค้ง ^&^  เสียค่าธรรมเนียมเพียง 20 บาท ต่อใบเท่านั้นคะ ใบประกาศฯ มี 2 แบบ แบบแรกสำหรับผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะพิชิตโค้งด้วยตัวเอง แบบที่สองสำหรับผู้พิชิตโค้งที่ไม่ได้นำยานพาหนะมาเอง



สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะพิชิตโค้ง


สำหรับผู้พิชิตโค้งที่ไม่ได้นำยานพาหนะไปเอง

ได้ครบกันทุกอรรถรสแล้วสำหรับทริปนี้ ได้เวลาลาจากเมืองเหนือกลับสู่มาตุภูมิกันจริงๆ ซะที


ไว้เจอกันใหม่นะจ้ะ ปาย


ถ้าว่างก็มาด้วยกันนะคะ ^^


photo by sNOwhite & Oil


review by sNOwhite




 

Create Date : 29 กันยายน 2553    
Last Update : 29 กันยายน 2553 14:22:44 น.
Counter : 541 Pageviews.  

Slow your life at Chiang-Khan


เมืองคนงาม ข้าวหลามยาว มะพร้าวแก้ว เพริศแพร้วเกาะแกง  ใช่แล้วคะเรากำลังจะบอกเล่าเรื่องราวของเมืองเชียงคาน เมือเก่าซึ่งกำลังอยู่ในกระแสท่องเที่ยวในขณะนี้


เชียงคาน  เป็นอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งใน จ.เลย ที่อยู่ติดริมฝั่งโขง บรรยากาศเงียบสงบ ไม่เร่งรีบเหมือนสังคมเมืองปัจจุบัน  เชียงคาน เป็นเมิองเก่าที่ได้รับการอนุรักษ์สภาพบ้านเมืองเดิมๆ ไว้ได้อย่างสมบูรณ์เลยเมืองหนึ่งเลยทีเดียว  ณ ปัจจุบัน เชียงคาน กำลังก้าวเข้าสู่ธุรกิจท่องเที่ยงอย่างเต็มตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงอนุรักษ์เอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้อย่างเต็มกำลัง  ในกระแสของการท่องเทรี่ยว เชียงคาน ได้รับการเปรียบเทียบจากนักท่องเที่ยวว่าเป็นคู่แฝดของ ปาย บ้าง อัมพวา บ้าง  โดยที่ชาวเชียงคานเองไม่ได้เต็มใจในการเปรียบเทียบนี้ซักเท่าใดนัก  ในอนาคต เชียงคาน จะเติบโตไปในทิศทางใดคงต้องอาศัยความเข้มแข็งของชุมชน และความร่วมมือของนักท่องเที่ยวที่จะร่วมกันอนุรักษ์สิ่งดีงามให้คงสภาพคู่เชียงคานตลอดไป


เลาะเลียบริมโขง < เส้นทาง: ขอนแก่น - น้ำหนาว - เชียงคาน - หนองคาย - ขอนแก่น >





นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีเดียวกันสำหรับทริปเชียงคาน ด้วยระยะเวลาทิ้งห่างกันเพียง 5 เดือน เชียงคานเติบโตอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย สำหรับทริปนี้เราเริ่มต้นกันจากขอนแก่น มุ่งหน้าสู่น้ำหนาวด้วยระยะทางร้อยกว่าโล ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ก็จะได้พบกับธรรมชาติที่สวยงามา และอากาศสบายๆ จนไม่น่าเชื่อว่าด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้ อากาศจะต่างกันได้ราวกับไม่ได้อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน  จุดหมายปลายทางที่เราจะแวะกันในวันแรก ยังไม่ถึงน้ำหนาวดีนัก เราแวะพักกันที่บ้านพักตากอากาศส่วนตัวของ อ.โหล (คณะเทคโนฯ มข.) ซึ่งอยู่ห่างจาก อช.น้ำหนาวเพียง 10 กม. เพื่อชื่นชมกับธรรมชาติและบ้านหลังใหม่ที่อาจารย์แสนจะภาคภูมิใจ   



อากาศในตอนกลางคืนแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือฤดูร้อน 

    ...เล่นเอาฟันกระทบกันแทบไม่เป็นจังหวะ...มันหนาวมั่ก ช่างแตกต่างจากขอนแก่นที่จากมาเป็นยิ่งนัก!!  



เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากจัดการกับปากท้องกันเป็นที่เรียบร้อย




  ก็ได้เวลาเข้าสู่จุดหมายที่แท้จริงของทริปนี้ซะที  เรากลับเข้าสู่เส้นทางเดิมที่ใช้ตอนมาจากขอนแก่น เลี้ยวซ้ายเข้าสู่อาณาเขตจังหวัดเลย ณ แยกโนนสังข์  แวะจิบกาแฟ ณ ภูผากาแฟสด เรียกความสดชื่นกันซักแก้วก่อนจะเดินทางต่อ  


  ณ จุดนี้เราเรียกกันว่า ผานกเค้า ไม่ใช่นกเรานะจ้ะ ..ตึ่งโป๊ะ..ที่นี่คือจุดแวะพักสำหรับนักท่องไพรที่ชอบท้าทายกำลังขาตัวเองในการเดินทางขึ้นภูกระดึง ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่บางครั้ง เราจะพบกับเหล่าหนุ่มสาวสะพายเป้กันมาเป็นหมู่คณะบ้าง เดี่ยวบ้างตามอัธยาศัย มาแวะพักทำธุระ บ้าง ทำใจบ้าง ก็ว่ากันไปก่อนจะขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติอันบริสุทธิ์

มาๆ หันกลับมาเข้าสู่เส้นทางหลักของเรา หลังจากเก็บความสดชื่นกันมาเต็มแม็กซ์แล้ว ก็เดินเครื่องเต็มกำลัง มุ่งหน้าผ่านตัวเมืองเลย ผ่านเลย เล้ย เลย จนสุดทางเราจะพบกับสามแยก เชียงคานของเราแยกขวาคะ หักขวากันสุดๆ เลยคะ อย่าได้หลง เร่งเครื่องกันเต็มที่ล่ะ เนื่องจากทริปนี้เป็นวันหยุดยาว และชาวเราก็อาจหาญกันเหลือเกินที่จะ walk-in ไม่ให้หลุดคอนเซ็ปต์ black-packer ไม่ผิดหรอกคะสำหรับตัวสะกด เราคือ แบล็คแพ็คฯ ขนานแท้ สีไม่เคยตก!! ถึงเชียงคานเอาเมื่อบ่ายอ่อนๆ เริ่มตระเวนหาที่พักในโซน walking street ไล่ไปตั้งแต่ต้นถนนยันท้ายสุด "เต็ม"!! สมมัน...แต่สวรรค์ยังใจดีอยู่บ้าง เราได้ที่พักนอกโซน walking street ถัดออกมาเพียงหนึ่งช่วงถนน แต่สามารถเดินถึงกันได้ เอาน่ะ เป็นอีกหนึ่งอรรถรส เชียงคานใกล้แค่เอื้อม ไว้คราวหน้าเราจะพักริมโขงกันให้ได้!! ราคาห้องพักของเรา ห้องแอร์ 400 บาท/ห้อง/คืน ห้องพัดลม 300 บาท/ห้อง/คืน ห้องน้ำรวม แต่ขอบอกว่าสะอาดสุดๆ จนที่บ้านยังอาย..ตึ่ง ตึง ตึ๊ง..




  ราคาที่พักในเชียงคานส่วนใหญ่จะราคานี้กันนะคะ ถึงจะราคาแค่นี้ แต่คุณภาพคับฟ้าจริงๆ คะ ประหนึ่งว่านอนอยู่บ้านตัวเอง เนื่องจากเป็นโฮมสเตย์ขนานแท้ เจ้าของบ้านแต่ละหลังขอบอกว่าน่ารักจริงๆ น้ำใจล้นเหลือเอามั่กๆ คุ้มเกินราคา ประทับใจเป็นที่สุด ^_^

 







นภาริมโขง


 


หลังจากได้ที่พักแล้วก็ต้องหาอะไรใส่ท้องกันซะหน่อยคะ บ่มเพาะความหิวกันมาจนได้ที่ มื้อนี้เราเต็มอิ่มกันที่แก่งคุดคู้ ใช้เวลาเดินทางจากเชียงคานประมาณ 20 นาที      





 


อิ่มท้องแล้วก็กลับมานอนพักกันซักเล็กน้อย รอเวลาไปเดินชิลชมธรรมชาติริมโขงกันยามเย็น ^O^


เมืองเก่าเล็กๆ แห่งนี้ได้รวบรวมงานศิลปะท้องถิ่นอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงความเป็นอิสานไว้อวดสายตานักท่องเที่ยวมากมาย







บ้านเก่าอายุร้อยปี ได้รับการอนุรักษ์..ทำจากไม้ไผ่สานขัดแตะโบกทับด้วยดินเหนียว


 


ชิลชิลยามเย็นแดดร่มลมตก...เก็บภาพเก๋ๆ 




เสพงานศิลป์ท้องถิ่นกับการตกแต่งร้าน และของขาย















    



 




    



ราคาสินค้าอยู่ในอัตราปกติค่อนไปในทิศทางที่ถูกกว่าแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป ราคาของที่ระลึกหากจะเทียบกับปาย (ต้องขออภัย ที่ต้องเปรียบเทียบคะ) ถือว่าถูกกว่ามาก




    


    




 


ศิลปะ..ศิลปิน..และไอเดียเจิดเจิด







หลังจากเดินกันมาจนปวดน่องแล้วก็ได้เวลาแซ่บ เติมพลังกันซะหน่อย...นี่เล้ยยยย




    



หลังจากอิ่มท้อง อิ่มใจ กับเชียงคาน ก็ได้เวลากลับสู่สังคมเมืองอันวุ่นวาย back to work นะคะทุกท่าน เราใช้เส้นทางเลาะเลียบริมโขงเพื่อปรับอารมณ์เตรียมใจกลับสู่สภาพปกติของชีวิต  




  มาทาง อ.ปากชม เข้าสู่เมืองหนองคาย 


    


  แวะช้อปท่าสเด็จ 


 และสังสรรค์กับเพื่อนฝูง


  ก่อนจะกลับ ผ่านอุดร แวะลั้ลลาโรบินสันอุดร และกลับถึงขอนแก่นโดยสวัสดีคะ....

แล้วเจอกันใหม่นะคะเชียงคาน





ขอบคุณทีมเอเลี่ยนผู้ให้การสนับสนุนการโบกรถจากขอนแก่น-ชุมแพ





 


= o = ถ้าว่างก็ไปด้วยกันนะคะ = o =


 


Photo by Black-pack


Review by sNOwhite





 

Create Date : 16 กันยายน 2553    
Last Update : 17 กันยายน 2553 12:05:57 น.
Counter : 1044 Pageviews.  

ตูกะสู

“ตูกะสู” ร้านอาหารชื่อแปลก บรรยากาศสบายๆ ริมบึงหนองแวง ฝั่งกังสดาล มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เป็นร้านขนาดย่อม ประมาณ 10 โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งร้านทำจากไม้ ดนตรีที่เปิดในร้านเป็นเพลงสากลเก่าๆ อาทิ Have you ever seen the rain, Starry night, I’ll have to say I love you in a song
สำหรับเพลงเหล่านี้แล้ว เวลาที่ไปกับเต้าหู้ เธอมักจะว่า “ฉันแก่” หึ หึ หึ...อย่าได้แคร์...






อันที่จริงร้านนี้อาจจะไม่ใช่ร้านที่น่าสนใจนัก เมนูของที่ร้านมีไม่กี่รายการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารฝรั่งที่ทำอย่างง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน อาทิ สเต็ก, สปาเกตตี้, สลัด มีข้าวบ้างไม่กี่รายการ แต่แอบเก๋ด้วยเมนูที่เป็นชื่อร้าน อย่าง “ข้าวผัดตูกะสู” จะเป็นยังไงนั้นต้องไปพิสูจน์ทราบด้วยตัวเองคะ ^^ แต่สำหรับฉันด้วยความที่เมนูมีเพียงไม่กี่รายการ ซึ่งแต่ละรายการล้วนแล้วแต่เป็นรายการที่ชอบ และไม่ยุ่งยากมากนัก จึงถือว่าร้านนี้น่าสนใจเลยทีเดียว เพราะบางครั้งเวลาที่เราไปร้านอาหารที่เมนูมีรายการอาหารร้อยแปด เราก็สั่งอยู่แค่รายการเดิมๆ ที่ชอบ หรือกินเป็นประจำ แล้วจะมีทำไมให้เราเกิดความคิดซับซ้อนในการเลือก อะไรที่ง่ายบ้างก็น่าจะดี สำหรับการพักผ่อนหลังเลิกงา

สำหรับเครื่องดื่มนั้นมีเพียงไม่กี่อย่าง จะว่าร้านนี้เน้นขายเหล้าเบียร์รึก็ยังไม่ฟันธง เพราะเบียร์ก็มีให้เลือกเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้น เครื่องดื่มอื่นๆ ก็มีน้ำเปล่า และน้ำอัดลม หรือจะเน้นที่อาหารก็ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าที่ควรจากเมนูที่ว่ามาข้างต้น แต่สำหรับฉันสิ่งที่ทำให้ฉันกลับมาที่นี่อีกซึ่งไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งแล้วแน่นอน ก็คือ บรรยากาศสบายๆ เสียงเพลงที่ไม่ดังมากนัก จากเครื่องเสียงขนาดย่อม แต่เสียงดีใช้ได้เลยทีเดียว ลอยเอื่อยๆ ในบรรยากาศเงียบๆ ริมบึง และแขกในร้านที่มีอยู่ไม่เกิน 3 โต๊ะ สำหรับช่วงหัวค่ำ ประกอบกับความเป็นกันเองของเจ้าของร้าน ซึ่งเอาใจใส่ลูกค้าและจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การยกมือไหว้ ถามหาใครต่อใครที่เคยมาด้วย การสอบถามรสชาดอาหาร ไปจนถึงสวัสดิภาพจากการโดนสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยสร้างความรำคาญให้ในระหว่างรับประทานอาหาร พี่ทั้งสองสรรหาอุปกรณ์ช่วยมาเสนอตลอดเวลา ซึ่งฉันก็ได้แต่ปฏิเสธ เพราะพัดลมหน้ากว้าง 16 นิ้ว ที่คุณพี่เปิดทิ้งไว้ให้ตั้งแต่แรกก็เพียงพอแล้ว เล่นเอาหน้าชาไปเลยทีเดียว จนถึงกับต้องเดินไปกดหน้าพัดลมให้พัดลงต่ำ และที่สำคัญที่สุดที่จะไม่พูดถึงเป็นไม่ได้ก็คือ ฝีมือการปรุงอาหารที่สุดยอด แต่คุณพี่แม่ครัวก็ยังไม่วายถ่อมตัวเดินออกมาเช็ครสชาดอาหารเป็นระยะๆ “พอกินได้อยู่นะคะ” แหมคุณพี่ก็ แบบนี้เค้าไม่เรียกว่าแค่พอกินได้หรอกคะ เล่นเอาสั่ง 2 จานทุกครั้งที่ไป อายจัง แล้วทุกครั้งที่กินหมดดูคุณพี่แม่ครัวจะมีความสุขมาก ขนาดวันนี้กินเหลือแค่ผักสลัด 3 ชิ้นเอง คุณพี่ทำหน้าสลด แล้วพูดว่า “สงสัยจะเยอะไปนะคะ” ทำเอาฉันแอบรู้สึกผิดจังคะ คราวหน้าจะกินให้หมด สัญญาคะ นับๆ ดูแล้ววันนี้คุณพี่แวะเวียนมาถามนั่นนี่ไปทั้งสิ้น 5 ครั้ง ใส่ใจกันเป็นที่สุด ^^ หลังจากอาหารเกลี้ยงจานแล้ว คุณพี่เจ้าของร้านก็จะมาขอเคลียร์จานในทันที เพื่อให้ลูกค้าได้นั่งพักผ่อน พูดคุยกันอย่างสบายๆ






การกลับมาครั้งนี้ นอกจากคิดถึงฝีมือแม่ครัวที่นี่แล้ว ยังอยากจะนั่งปล่อยอารมณ์ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก นั่งไป 1 ชั่วโมง 45 นาที ชิลสุดสุด ถ้าดูหนังก็จบไปหนึ่งเรื่องล่ะ แอบดีใจอยู่ลึกๆ ที่วันนี้ตัดสินใจมาโดยไม่ชวนใคร ไม่สิ ชวนอยู่บ้างตามมารยาทของคนสวย >,<

ณ เวลานี้นาฬิกาบนหน้าจอมือถือ 21.45 น. ซึ่งกำลังจะเช็คบิล ก็ยังไม่มีแขกคนอื่นเข้ามาในร้าน ถ้าเป็นร้านที่เน้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เวลาเช่นนี้ควรจะเริ่มมีแขกทยอยเข้ามาบ้างแล้ว หรือแม้แต่จะเป็นแค่ร้านอาหารก็ตามที และก็ดูเหมือนว่าพี่เจ้าของร้านก็จะไม่ได้เดือดร้อนในจุดนี้มากนัก บรรยากาศจึงเหมือนบ้านมากกว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหาร จึงทำให้ยิ่งรู้สึกผ่อนคลายได้มากขึ้น วันนี้ก่อนกลับได้คุยกับพี่เจ้าของร้านเล็กน้อย ( ดูเหมือนคุณพี่จะรู้จักหัวหน้าแก๊งค์เราด้วยนะ บ่นๆ ว่าพักนี้อาจารย์หายไป อาจารย์ชอบมาเดินออกกำลังกายที่ริมบึง ถ้าเป็นคนเดียวกันน่ะนะ ฮิฮิ )

ดังนั้นสำหรับฉันแล้ว ร้านนี้ถือว่าเป็นร้านที่มีไว้สำหรับนั่งพักผ่อนหลังเลิกงานที่ดีที่สุด ถ้าว่างก็มาด้วยกันนะคะ ^^


ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก อ.ปรินดา จ้า...พยายามจะถ่ายด้วยตัวเองหลายทีแล้ว แต่มือถือไม่มี flash เลยต้องขโมยรูปคนอื่นมาแปะแทน ฮิฮิ




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2553 10:10:02 น.
Counter : 169 Pageviews.  

JOB

JOB (จ็อบ) ได้ยินชื่อแบบนี้ ลองทายดูสิคะว่าวันนี้จะรีวิวเรื่องอะไร คงจะเดากันยากนิดนะคะ เพราะมีแค่คำเดียวสั้นๆ ไม่มีวลีอื่นตามมาเฉกเช่นธุรกิจอื่นๆ

JOB หรือ จ็อบ เป็นชื่อของร้านเบเกอรี่และเครื่องดื่มร้านหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อเจ้าของมาเป็นชื่อร้าน ร้านนี้ตั้งอยู่หลังมหาวิทยาลัยขอนแก่น ออกมาทางตลาดเจ๊พรก็ได้คะสะดวกดี ผ่านพิมานคอนโดตรงไปจนถึงสามแยกทางไปบ้านโนนม่วง ร้านอยู่ฝั่งซ้ายมือ หรือให้ง่ายขึ้นอีกนิด ณ ตอนนี้ตรงข้ามร้านมีอพาร์ทเม้นท์หรูหราพึ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานชื่อ บ้านหมิง เป็นจุดที่สังเกตได้ง่ายขึ้น



ร้านนี้มีจุดบอดตรงที่ ไม่มีสถานที่จอดรถให้ลูกค้า จะมีก็แค่ฟุตบาทหน้าร้านที่พอให้รถยนต์จอดได้เพียง 3 คันเท่านั้น หรือไม่ก็จอดขนานขอบทางหน้าอพาร์ทเม้นท์ ได้อีก 2-3 คัน แต่ ณ ตอนนี้มีการปรับปรุงถนนหน้าร้านมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว ซึ่งทำให้การจราจรไม่สะดวกเท่าที่ควร และมีน้ำขัง จึงทำให้ฝั่งตรงข้ามไม่สามารถจอดรถได้ ฉะนั้น การจะไปร้านจ็อบในช่วงนี้ จึงต้องวัดดวงกันพอสมควร กับการหาที่จอดรถ

“จ็อบ” ร้านชื่อคำเดียวสั้นๆ นี้มีอะไรน่าสนใจ จนถึงกับต้องแวะเวียนไปหาบ่อยครั้ง และนำมารีวิวกัน ถึงแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่การจราจรไม่สะดวกน่ะเหรอคะ

คำตอบ ก็คือ “เบเกอรี่” คะ ร้านนี้มีจุดเด่นที่ขนมเค้ก ซึ่งมีรสชาติที่ไม่หวานจนเกินไป และตกแต่งด้วยวิปครีมเนื้อละเอียด เนียน หอม เบา นุ่มลิ้น ทุกครั้งที่ได้ลิ้มรสจะรู้สึกได้ถึงความสุขของการกินขนมเค้กที่แท้จริง ใบหน้าจะมีรอยยิ้มขึ้นมาโดยไม่ทันรู้ตัว ขนมเค้กของที่นี่มีอยู่ประมาณ 10 ชนิด ซึ่งทุกชนิดจะตกแต่งด้วยวิปครีมแบบเดียวกันทั้งหมด และเป็นการแต่งหน้าแบบเรียบๆ ด้วยลวดลายการบีบครีมอย่างง่าย แต่ก็ดึงดูดสายตาได้พอสมควร นอกจากรสชาดจะอร่อยขั้นเทพแล้ว ราคาก็ยังน่าใจหายอีกด้วย อ๊ะ อ๊ะ ไม่ใช่อย่างที่คิดแน่นอนคะ ราคาเค้ก 1 ปอนด์ อยู่ที่ 120 บาท เป็นยังไงคะ ใจหายกันหรือยัง ถูกอย่างน่าใจหายใช่มั้ยล่ะคะ สำหรับเค้กที่เน้นการใช้วิปครีมทั้งก้อนแบบนี้ถือว่าถูกมาก ทุกหน้า ทุกรส ราคาเท่ากันหมด จึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบเห็นเด็กตัวเล็กๆ แวะเวียนไปสั่งเค้กสำหรับงานวันเกิดอยู่บ่อยๆ



เค้กร้านนี้มีความพิเศษอยู่ตรงที่ จะต้องเก็บไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา เนื่องจากวิปครีมสามารถละลายได้ ฉะนั้นใครที่ซื้อกลับไปทานที่บ้าน หรือระยะทางที่ใช้ในการเดินทางไกลพอสมควร ขอแนะนำให้รีบนำเข้าตู้เย็นเพื่อให้ครีมกลับมาเซ็ทตัวอีกครั้งก่อนรับประทาน...พิเศษและอร่อยแบบนี้เกิดจากฝีมือของวิศวกรเชียวนะคะ ใช่แล้วคะ คุณจ็อบเป็นวิศวกรคะ เป็นความพิเศษอย่างที่สองสำหรับร้านนี้ ^^



นอกจากขนมเค้กแล้ว ทางร้านยังมีเมนูเครื่องดื่มและไอศครีมให้เลือกมากมาย สำหรับรสชาดของเครื่องดื่มนั้นอยู่ในระดับกลางๆ คะ ให้ไว้ที่ 7 เต็ม 10

ถ้าว่างก็มาด้วยกันนะคะ ^^










 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2553 10:09:34 น.
Counter : 1185 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.