สัตว์น้ำสงวนและคุ้มครอง
Group Blog
 
All Blogs
 

สัตว์น้ำสงวนและคุ้มครอง


เมื่อปี พ.ศ. 2516 สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ได้จัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางในการควบคุมการค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชระหว่างประเทศขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าชนิดสัตว์ป่าปละพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ CITES หรืออนุสัญญาวอชิงตัน มีผู้เข้าร่วมประชุม 88 ประเทศ และมีผู้ลงนามรับรีองอนุสัญญาฉบับนี้ทันที 21 ประเทศ สำหรับประเทศไทยได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมด้วยแต่มาลงนามรับรองอนุสัญญาในปี ค.ศ. 1975 และให้สัตยาบันในวันที่ 21 มกราคม 1983 นับเป็นสมาชิกลำดับที่ 80 การให้สัตยาบันทำให้ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ อย่างสมบรูณ์ ด้วยเหตุผลที่ว่าอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่กำลังจะสูญพันธุ์จะเอื้ออำนวยให้ประเทศไทยสามารถควบคุมการลักลอบส่งสัตว์ป่าและพืชป่าที่กำลังจะสูญพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การส่งออก นำเข้า และนำผ่านแดนได้รับความสะดวกมากขึ้นและความร่วมมือจากประเทศภาคีมีความจำเป็นในการควบคุมการส่งออกสัตว์ป่าและพืชป่าจากประเทศไทย อีกทั้งเพื่อความร่วมมือกับประเทศภาคีอื่นๆ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่ามิให้สูญพันธุ์
การให้สัตยาบันเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาไซเตส ทำให้เกิดภาระผูกพันที่ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติ กล่าวคือ
1. ประเทศสมาชิกจะต้องจัดให้มีบทบัญญัติทางกฏหมายที่จะใช้ควบคุมบังคับตามข้อกำหนดขออนุสัญญาฯ โดยการห้ามทำการค้าตัวอย่างพันธุ์ที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาฯ รวมทั้งกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
2. ต้องจัดให้มีหน่วยงานหรือองค์กรขึ้นสองฝ่าย คือ ฝ่ายปฏิบัติการและฝ่ายวิชาการ
3. ต้องจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับข้อมูล การนำเข้า ส่งออก และนำผ่านชนิดพันธุ์ในอนุสัญญาฯ และประชุมประจำปี 2 ปี เพื่อแก้ไขปรับปรุงเกี่ยวกับกฏระเบียบข้อบังคับและมาตรการทางกฏหมายของประเทศภาคีเหล่านี้ เป็นต้น
4. กำหนดให้มีด่านตรวจผ่านชนิดพันธุ์ในบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาฯ
ระบบการควบคุมของไซเตส
การค้าสัตว์ป่า พืชป่า และผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศจะถูกควบคุมโดยระบบใบอนุญาต ซึ่งหมายถึง สัตว์ป่าและพืชป่าที่อนุสัญญาควบคุมจะต้องมีใบอนุญาตในการ นำเข้า ส่งออก นำผ่าน ส่งกลับออกไป
ชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่อนุสัญญาควบคุมจะระบุไว้ในบัญชีหมายเลข1,2,3 ของอนุสัญญา โดยได้กำหนดหลักการไว้ว่า
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 1 เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด เนื่องจากใกล้จะสูญพันธุ์ ยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัย หรือ เพาะพันธุ์ ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากประเทศที่จะนำเข้าเสียก่อน ประเทศส่งออกจึงจะออกใบอนุญาตส่งออกได้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของชนิดพันธุ์นั้นๆ ด้วย
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 2 เป็นชนิดพันธุ์ของสวัตว์ป่าปละพืชป่าที่ยังไม่ถึงกับใก้ลจะสูญพันธุ์ จังยังอนุญาตให้ค้าได้ แต่ต้องมีการควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหาย หรือลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนถึงใกล้สูญพันธุ์ โดยประเทศที่จะส่งออกต้องออกหนังสือและรับรองว่าการส่งออกแต่ละครั้งจะไม่กระทบกระเทือนต่อการดำรงอยู่ของชนิดพันธุ์นั้นๆ ในธรรมชาติ
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 3 เป็นชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฏหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วขอความร่วมมือประเทศภาคีสมาชิกให้ช่วยดูแลการนำเข้า คือจะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออกจากประเทศถิ่นกำเนิด
เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาไซเตส รัฐบาลได้ประกาศให้มี พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และได้แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 โดยพระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535





 

Create Date : 24 กันยายน 2550    
Last Update : 29 กันยายน 2550 15:45:51 น.
Counter : 281 Pageviews.  

การเลี้ยงปลาหมอไทย

ปลาหมอเป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านไทย ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ปลาหมอมีชื่อสามัญว่า Clmbing perch ชื่อวิทยาศาสตร์ Anabas testudineus ที่ประชาชนทุกระดับชนชั้นของ
สังคมไทยนิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งแกงต้มทอด ย่างหรือแปลรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกทั้งเป็นปลาที่มีความทนทาน ทรหดอดทนสูง เพราะมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ (labyrinth organ) จึงอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีน้ำน้อยๆหรือที่ ชุ่มชื้นได้เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามผลผลิตส่วนใหญ่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ กรมประมง รายงานว่าปี 2543 มีผลผลิตปลาหมอทั้งหมด 7,200 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่า 207 ล้านบาท เป็นผลผลิตปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ 6,730 เมตริตัน และจากการเพราะเลี้ยง 470 เมตริกตัน โดยบริโภคปลาสด 84% ปลาร้านอกจากนั้นอีก 4% ทำปลาเค็มตากแห้ง รมควันและอื่นๆ

แหล่งที่อยู่อาศัย
ปลาหมออาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดทั่วๆ ไป ทั้งแห่ลงน้ำนิ่งและน้ำไหล พบในแถบจีนตอนใต้ อินโดจีนไทย มลายู พม่า อินเดีย ศรีลังกา เกาะฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย สามารถปรับตัวเจริญเติบโตเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำกร่อย ป่าจากที่ลุ่มดินเค็มชายฝั่งทะเลที่มีความเค็มไม่เกิน 10 ส่วนในพัน และน้ำที่ค่อนข้างเป็นกรดจัด เช่น ป่าพรุ ตลอดจนมักฝังหรือหมกตัวในโคลนตมได้เป็นระยะเวลานานๆ จึงเป็นปลาที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เนื่องจากมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจและเกล็ดที่หนา แข็ง ปกคลุมทั่วตัว
ปลาหมอเป็นปลากินเนื้อ (carnivorous fish) จึงเป็นปลาผู้ล่า(predator) กินสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าและชอบกินอาหารที่ผิวน้ำและกลางน้ำ อย่างไรก็ตาม สามารถกินเมล็ดข้าว ธัญพืช ปลวก ตัวอ่อน แมลงน้ำ ตั๊กแตน กุ้งฝอยหรือลูกปลาเล็กปลาน้อยที่มีชีวิตหรือตายแล้วเป็นอาหาร ลูกปลาหมอหลังฟักออกจากไข่เป็นตัว ระยะ 3 วันแรก จะใช้ถุงอาหาร (yolk sac) เป็นอาหาร แล้วจะเริ่มกินอาหารที่มีชีวิตขนาดเล็กๆ ไรแดงและลูกน้ำ หลังจากฟันปลาพัฒนาสมบูรณ์แล้วจึงสามารถกินตัวอ่อนแมลง สัตว์หน้าดิน ลูกกุ้งและลูกปลาวัยอ่อนตลอดจนอาหารสำเร็จรูปได้

รูปร่างลักษณะภายนอก
ปลาหมอไทยมีลำตัวค่อนข้างแบนลำตัวมีสีน้ำตาลดำ หรือคล้ำ ส่วนท้องมีสีขาวหรือเหลืองอ่อนส่วนลำตัวมีเกล็ดแข็ง กระพุ้งแก้มมีลักษณะเป็นหนามหยัก แหลมคม ใช้ในการปืนป่าย บริเวณโคลนหางมีจุดกลมสีดำ

ลักษณะความแตกต่างระหว่างเพศ
ปลาหมอไทยเพศเมียจะมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าเพศผู้ เพศผู้มีลักษณะลำตัวเรียวยาว ในระยะฤดูวางไข่ส่วนท้องของปลาเพศเมียจะอูมเป่ง

การเลือกสถานที่เลี้ยง
เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้การเลี้ยงปลาหมอไทยประสบความสำเร็จหรือไม่ ดังนั้นการเลือกสถานที่เลี้ยงและการออกแบบบ่อเลี้ยงปลาควรทำด้วยความรอบคอบโดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1.ลักษณะดิน
ควรเป็นดินเหนียว หรือดินเหนียวปนทราย น้ำไม่รั่วซึม สามารถเก็บกักน้ำได้ 4-6 เดือน ไม่ควรเลือกพื้นที่ที่เป็นดินทรายหรือเป็นดินกรวด
2. ลักษณะน้ำ
พื้นที่เลี้ยงควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง ที่มีน้ำตลอดปีหรืออยู่ในเขตชลประทาน หากเป็นพื้นที่ที่อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาปริมาณน้ำฝนที่ตกในรอบปีด้วย

3. แหล่งพันธุ์ปลา
เพื่อความสะดวกในการลำเลียงปลามาเลี้ยง พื้นที่เลี้ยงไม่ควรอยู่ห่างไกลจากแหล่งปลา

4. ตลาด
แม้ว่าหลังจากจับปลาขายจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงปากบ่อ แต่หากพื้นที่เลี้ยงอยู่ใกล้ตลาด จะทำให้ได้เปรียบในการขนส่งผลิตเพื่อการจำหน่าย อย่างไรก็ตามบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่อยู่ในเขตพื้นที่น้ำจืด สามารถนำมาใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาหมอไทย

การเตรียมบ่อเลี้ยง
การเตรียมบ่อเลี้ยงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อผลิตที่จะได้รับ ขั้นตอนการเตรียมบ่อก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยงสามารถทำได้ ดังนี้
1. สูบน้ำออกจากบ่อให้แห้ง
การสูบน้ำออกจากบ่อให้แห้งจะช่วยกำจัดศัตรูปลาที่มีอยู่ในบ่อ หลังจากการสูบบ่อแห้งแล้วหว่านปูนขาวในขณะที่ดินยังเปียก ในอัตรา 60-100 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน
2.กำจัดวัชพืชและพันธุ์ไม้น้ำ
วัชพืชและพันธุ์ไม้น้ำที่มีอยู่ในบ่อ จะเป็นแหล่งหลบซ่อนของศัตรูปลาหมอไทยเช่น ปลาช่อน กบ และงู เป็นต้น และทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำลดลง เนื่องจากวัชพืชในน้ำออกซิเจนในการหายใจเช่นเดียวกับปลา นอกจากนี้ การที่มีพืชอยู่ในบ่อมาก จะเป็นอุปสรรคต่อการให้อาหาร และการวิดจับปลา
3.การตากบ่อ
การตากบ่อจะทำให้แก๊สพิษในดินบางชนิดสลายตัวไป เมื่อถูกความร้อนและแสงแดด ทั้งยังเป็นการฆ่าเชื้อโรค และศัตรูปลาที่ฝังอยู่ในดิน ใช้เวลาในการตากบ่อ 2-3 สัปดาห์
4.สูบน้ำเข้าบ่อ
สูบน้ำใส่บ่อให้ได้ระดับ 60-100 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 2-3 วัน ก่อนปล่อยปลาลง

อัตราปล่อยลูกปลาลงเลี้ยง
โดยทั่วไป เกษตรกรนิยมลูกปลา ขนาด 2-3 เซนติเมตร อัตราปล่อย 30-50 ตัว/ตารางเมตร หรือ 50,000-80,000 ตัว/ไร่ หากใช้วิธีปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาให้ผสมพันธุ์วางไข่ อนุบาลและเลี้ยงในบ่อเดียวกัน ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น โดยใช้อัตราพ่อแม่ปลา 40-60 คู่/ไร่จะได้ลูกปลาขนาดใบมะขาม ประมาณ 80,000-150,000 ตัว/ไร่ ทั้งนี้ความหนาแน่นในการเลี้ยงนี้ ขึ้นอยู่กับสมรรถนะการจัดการฟาร์มและงบประมาณเงินทุนหมุนเวียนในการบริหารจัดฟาร์มของเกษตรกรแต่ละรายเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากมีเป้าหมายต้องการปลาขนาดใหญ่ ต้องปล่อยลูกปลาในความหนาแน่นต่ำลงมา ประมาณ 20 ตัว/ตารางเมตร หรือ 32,000 ตัว/ไร่
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปล่อยลูกปลา คือ ช่วงเช้าหรือเย็นและควรปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงให้ใกล้เคียงกับน้ำในบ่อก่อน โดยนำถุงลูกปลาแช่น้ำในบ่อเป็นเวลา ประมาณ 10-15 นาที เพื่อป้องกันปลาช็อค แล้วเปิดปากถุงค่อยๆ เอาน้ำในบ่อใส่ถุงเพื่อให้ลูกปลาปรับตัวให้เข้ากับน้ำใหม่ได้

ตราราง แสดงโปรแกรมการให้อาหารปลาหมอในบ่อดินระยะเวลา 120 วัน

อายุปลา
(วัน) น้ำหนัก
(กรัม) ขนาดปลา
(ตัว/ กก.)
มื้ออาหาร
(มื้อ/วัน)
1-7 0.50-8.50 2,000-114 3-4
8-14 8.50-18.50 114-54 3-4
15-20 18.50-26.50 54-37 3-4
20-25 26.50-35.00 37-29 3-4
26-32 35.00-43.00 29-23 3-4
33-37 43.00-50.00 23-20 3-4
38-60 50.00-81.50 20-12 2-3
61-67 81.50-91.50 12-11 2-3
68-120 91.50-164.50 11-6 2-3

การป้องกันโรค
โดยทั่วไปโรคปลาหมอไทยมักแพร่ระบาดในฤดูฝน ในทางปฏิบัติเกษตรกรควรใช้เกลือเม็ดหว่านลงในบ่ออัตรา 80 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับการใช้ปูนขาว อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ละลายในน้ำแล้วสาดให้ทั่วบ่อ อย่างไรก็ตาม โรคที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยงปลาหมอไทยมักเกิดจากปรสิตภายนอก เชื้อราและแบคทีเรีย ต่อไปนี้

โรคจุดขาว
อาการ ปลาจะมีจุดสีขาวขุ่นขนาดเท่ากับหัวเข็มหมุด กระจายอยู่ตามลำตัวและครีบ
สาเหตุ เกิดจากเชื้อโปรโตซัว ที่กินเซลล์ผิวหนัง
การป้องกันและรักษา เนื่องจากปรสิตชนิดนี้จะฝังตัวอยู่ใต้ผิวหนัง การกำจัดได้ผลไม่เต็มที่ วิธีที่ดีที่สุด คือการทำลายตัวอ่อนในน้ำ หรือทำลายตัวแก่ขณะว่ายน้ำอิสระ โดยการใช้ฟอร์มาลิน 150-200 ซีซีต่อน้ำ
1000 ลิตร แช่ไว้ 1 ชั่วโมง และแยกปลาที่เป็นโรคออกจากบ่อ

โรคจากเห็บระฆัง
อาการ ปลาจะเป็นแผลตามผิวหนังและเหงือก
สาเหตุ เกิดจากเห็บระฆังเข้าไปเกาะตามลำตัวและเหงือก
การป้องกันและรักษา ปรสิตชนิดนี้จะแพร่ได้รวดเร็ว และทำให้ปลาตายได้ในระยะเวลาอันสั้น และมีการติดต่อระหว่างบ่อที่ใช้อุปกรณ์ร่วมกัน การกำจัดทำได้โดยใช้ฟอร์มาลิน 150-200 ซีซี ต่อน้ำ 1000 ลิตร แช่ไว้ 1 ชั่วโมง

โรคตกเลือดตามซอกเกล็ด
อาการ ปลาจะมีแผลสีแดงเป็นจ้ำๆ ตามลำตัวโดยเฉพาะที่ครีบและซอกเกล็ด ถ้าเป็นแผลเรื้อรังอาจมีอาการเกล็ดหลุด บริเวณรอบๆ และด้านบนของแผลจะมีส่วนคล้ายสำลีสีน้ำตาลปนเหลืองติดอยู่
สาเหตุ เกิดจากปรสิตเซลล์เดียวที่อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มหรือกระจุก
การป้องกันละรักษา
1. ใช้เกลือเม็ด 5-10 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1000 ลิตร แช่ไว้ 48 ชั่วโมง
2. ใช้ฟอร์มาลิน 25-40 ซีซี ต่อน้ำ 1000 ลิตร หลังจากแช่ยาแล้ว ถ้าปลามีอาการไม่ดีขึ้น ควรเปลี่ยนน้ำยาแล้วพักไว้ 1 วัน จากนั้นจึงใส่ยาซ้ำอีก 1-2 ครั้ง





 

Create Date : 24 กันยายน 2550    
Last Update : 29 กันยายน 2550 15:51:39 น.
Counter : 1002 Pageviews.  


จ่าจิตร
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add จ่าจิตร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.