กว่าจะได้เห็นหน้า


กว่าจะได้เห็นหน้า

จำได้ว่า วันนั้น วันที่ 15 กันยายน ซึ่งเป็นวันครบกำหนดคลอด สัปดาห์ที่ 40 แต่เรายังไม่มีอาการอะไรที่บ่งบอกว่าจะคลอดเลย ทั้งๆ ที่หลายๆ ครั้งก่อนหน้านี้เรามีอาการบีบตัวของมดลูกซึ่งทำให้เราพะว้าพะวงว่าลูกจะออกมาก่อนกำหนด แต่นี่อะไร ไม่มีแม้แต่อาการที่ต้องการจะออกมาเจอหน้ากันเลย พยาบาลเลยบอกให้ไปพบหมอประจำตัว คือคุณหมอ Möser

เมื่อพบหน้ากันก็ทักทายกันตามปรกติ คุณหมอบอกให้เราขึ้นไปนั่งบนเตียงหยั่ง และก็ได้ทำการสะกิดช่องคลอดเป็นการกระตุ้นให้ช่องคลอดเปิด และก็ให้เครื่องดื่มไปกินผสมกับเหล้าขาวและน้ำแอพริคอท (ซึ่งมันจะช่วยทำให้ท้องเสีย เพื่อ ) พอเสร็จคุณหมอบอกว่า อีก 1-2 วันนี้จะคลอดนะ เราก็โอเคตามนั้น

ระหว่างทางกลับบ้านเราก็มีอาการเหมือนมดลูกบีบตัว ต้องเดินไปหยุดไปตลอดเวลา พอดีเรานัดเจอกับเพื่อนชาวเวียดนามว่าจะไปกินข้าวบ้านเค้า เลยจำใจไปทั้งที่ปวดๆ ท้องแบบนั้น พอเสร็จกลับมาถึงห้องอาการปวดเหมือนจะมีมากขึ้นตลอดเวลา และมีเลือดไหลมาผสม แต่เราจำคำหมอได้ว่าอีก 1-2 วัน ก็เลยทนปวด คิดว่า เอาวะ สงสัยเป็นอาการระคายเคืองจากที่หมอทำ ทนไป พุท-โธๆๆ ไปเรื่อยๆ แต่อาการบีบตัวก็ไม่ทุเลาเลย เลยตัดสินใจโทรไปเช็คกับทางคุณหมอว่า ถ้าอาการแบบไหนที่ควรพิจารณาวิ่งไปโรงพยาบาล ท่านเล่าว่า ถ้าอาการปวดรุนแรงขึ้น หรือเลือดไม่หยุดไหล ก็ต้องรีบไป

เราก็เลยไปแช่น้ำอุ่น เพราะพยาบาลตอนไปอบรมคอสก่อนคลอดบอกว่า ถ้าแช่แล้วอาการหายไปแสดงว่าปวดท้องคลอดหลอก ระหว่างที่แช่ อาการก็ทุเลาเบาบางลง จนเราขึ้นมาจากน้ำเหมือนอาการเริ่มดีขึ้นตามลำดับ (นี่แหละปวดท้องหลอก) แฟนเราก็กลับมาจากไปกินข้าวกับเพื่อน เราก็เตรียมตัวนอนกัน ขณะที่กำลังพยายามข่มตาหลับ แต่อาการปวดท้องบีบตัวก็กลับมาอีก ในใจก็คิดว่าอย่าคิดไปเอง มันไม่จริง อีก 1-2 วัน แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวด จนทนไม่ไหวเลยโทรไปถามพยาบาล พยาบาลว่า ถ้าทนไม่ไหวก็ให้มา.

เราเลยเดินไปปลุกแฟนเพื่อเตรียมตัวเดินทาง ซึ่ง ณ ตอนนี้มดลูกบีบหนักขึ้น บรรยายไม่ถูกเลยว่าเป็นอย่างไร แต่ทุกครั้งที่บีบจะปวดๆ บริเวณท้องตลอดเวลา ทำให้หายใจไม่อยู่กับร่องกับรอยเลย ทรมานสุดไ ในชีวิต แต่แฟนเราก็นิสัยดีมาก มาถามว่าจะไปตอนนี้เลยหรือ มีเวลาไหม เค้าอยากทำธุระส่วนตัวก่อน ไอ้เราก็ โห ตรูจะตายอยู่แล้ว เลยตอบไปว่า เออ รีบเลยๆ ระหว่างรอก็แทบนั่งโต๊ะ นั่งเก้าอี้ไม่ได้เลย มันทรมารตลอดเวลา จนต้องไปถามว่าเสร็จหรือยัง เค้าโทรเรียกแท๊กซี่

จึงจัดแจงเอาอุปกรณ์ไปรอแทกซี่ข้างล่าง กะว่ามาถึงปุ๊บ รีบวิ่งขึ้นเลย แต่แทกซี่เจ้ากรรมดันวิ่งเข้ามา วิ่งมาช้าๆ ไม่พอ สักพักกลับรถเสร็จแล้วแกก็ขับจากไป อะไรๆ ไม่เห็นคนยืนรอหรือไร แฟนก็รีบจะวิ่งไปตามด้านหลัง แต่เค้าจากไปละ โอ้วแม่จ้าว ตรูจะยืนไม่ไหวอยู่แล้ว แฟนเลยโทรไปบริษัทแทกซี่อีกรอบและอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทางศูนย์ฟัง แทกซี่คันเดิมก็วิ่งมา พวกเราเลยพยายามวิ่งออกไปตรงหน้าเลยจะได้ไม่ขับหนีไปอีก เพราะจะไม่ไหวอยู่แล้ว พอขึ้นแทกซี่เสร็จอาการปวดก็ยิ่งมีมากขึ้น จะหน้ามืดทนไม่ไหวแล้ว ไอ้เราคนเดียวก็จะแย่ คนขับแทกซี่ดันมีอารมณ์ร่วม ถามจริงถามจัง ว่า ภรรยาคุณใกล้คลอด คุณเตรียมการยัง โทรบอก รพ ยัง บลาๆ ถามยังไม่เท่าไหร่ แถมขับรถช้าอีก โอ้ยๆ คุณจะทรมานชั้นไปถึงไหน เวลาแบบนี้ทุกนาทีประหนึ่งเหมือนเดือนเลย กว่าจะมาถึง รพ ก็ทำเราเหงือแตกจะเป็นลม

พอมาถึงแฟนก็รีบเอารถเข็นมาเข็นไปที่ชั้นรอคลอด (เมืองนอกต้องเข้าใจ ทุกอย่างต้องทำเอง😓) พอถึงพยาบาลเลยให้เข้าไปห้องรอคลอดเลย จับขึ้นแท่นนอนรอ อาการปวดก็มีเข้ามาตลอดเวลาและยิ่งถี่ขึ้นทำให้เหมือนไม่มีเวลาหายใจลย โหยความรู้สึกแบบตรูอยากตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย (ใจก็นึกโทษแฟน เพราะมึงกรูเลยต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ แต่จริงๆ เราอยากมีเอง 😂😂) แต่ขอให้ได้โทษไว้ก่อน เพราะเราไม่ผิด แฟนก็พูดกรอกหู พยายามหายใจช้าๆ เข้า ออก จำได้ว่าด่าไป เฮ้ยๆ หยุดพูดๆ ไม่ไหวแล้ว สติสตังหายไปหมดจากที่เคยอ่านมาว่าต้องทำไง นึกไม่ออกเลย ร้องไห้ขอยาแก้ปวดตลอดเวลา ปากก็พลำ ทำยังไงดี ๆ หรืออะไรก็ได้มายับยั้งอาการบีบตัว ปากก็พลำว่า ทำอย่างไรดีๆ ลอดเวลา พยาบาลสงสารเลยให้แผนกบลอคหลังมาทำการบลอคช่วงล่าง ซึ่งใช้เวลาไม่นาน โดยพยาบาลบอกให้เรานอนกอดเข่าให้เห็นกระดูกสันหลังให้ชัดเจน แล้วฉีดยาเข้ากระดูกสันหลัง ถึงจะเจ็บแต่ขอบคุณมากๆ ความเจ็บจากการฉีดยาเทียบไม่ได้กับความทรมานที่เกิดจากการบีบตัว ความทรมานนี้สุดๆ จริงๆ

จากนั้นเราจึงได้หายใจทั่วท้อง แต่ก็มีความรู้สึกตลอดเวลาว่าอยากเข้าห้องน้ำ เพราะอาการแบบเดียวกับที่เราอยากทำธุระหนักมากๆ แล้วหายไป เป็นระยะๆ ระหว่างที่เกิดอาการนี้ พยาบาลก็ตรวจช่องคลอดว่าเปิดมากเท่าไหร่แล้วและบอกให้เราทำการเบ่งเวลามีอาการแบบนี้ คือแบบนะ เราก็คิดในใจว่า ถ้าเกิดเด็กพรวดพราดออกมาจะทำอย่างไร หมอไม่อยู่ (ที่นี่หมอจะมาตอนช่วงเด็กใกล้ออกจริงๆ คงเพราะทราบว่าช่วงที่ช่องคลอดยังไม่เปิดมันอาจใช้ระยะเวลารอคอยนาน เค้าจึงให้พยาบาลรับหน้าที่ไปจนกว่าจะถึงเวลาแล้วจึงจะโทรตามหมอ เราอยู่ในห้องไม่รู้เวลาเลยว่าผ่านไปนานแค่ไหน คิดเพียงแต่ว่า ออกมาเถอะ ๆ ซึ่งเรา็ต้องเบ่งอยู่ตลอดเวลาเป็นจังหวะกับการบีบตัว

จนกระทั่งพยาบาลเชคครั้งสุดท้าย บอกว่าช่องคลอดเปิดหมดแล้ว เราจึงบอกว่าก่อนเบ่งออกกลัวเบ่งเอาทุกข์หนักออกมาด้วยขอไปเข้าห้องน้ำก่อน พยาบาลจึงเฉลยว่าอาการรู้สึกอยากทุกข์หนักนี้คืออาการที่หัวเด็กกำลังจะดันตัวออกมา แถมช่วงใกล้ๆ ออก พยาบาลยังเรียกแฟนเรามาดูหัวเด็กที่พยายามออกมาเป็นระยะๆ ก่อนดูเค้าก็ขออนุญาตเราก่อน แหมช่วงนี้ เออๆ จะทำไรก็ทำ จะหมดแรงแล้ว จนกระทั่งเริ่มเห็นศรีษะเด็ก พยาบาลจึงรีบโทรไปตามหมอที่ดูแลหมอ เราก็เบ่งไปเรื่อยๆ (ขอบอกแอบกลัว กลัวว่าเด็กไหลออกมาก่อนหมอจะมาถึง)

พอหมอมาถึงไม่นาน เบ่งอีกไม่นานน้องนาวินก็ได้ลืมตาออกมาดูโลก ในวันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2559 (2016) เวลา 4.38 น. ด้วยความสูง 51 ซม และมีน้ำหนักตัว 3.325 กรัม

 



เป็นช่วงเวลาที่ทรมานแต่สุดท้ายน้องก็ออกมาอย่างปลอดภัย แต่ก็ทำให้เรากลัวการมีลูกไปเลย 555 ทั้งหมอ พยาบาล และแฟนต่างพูดคล้ายกัน เดี๋ยวให้ลืมๆ อาการพวกนี้ไปก่อนค่อยมีใหม่ (พูดเหมือนมันลืมกันง่ายๆเลย 😂😂)




Create Date : 17 ธันวาคม 2559
Last Update : 31 มีนาคม 2560 22:21:58 น.
Counter : 53 Pageviews.

0 comment

สมาชิกหมายเลข 2696677
Location :
Bern  Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชื่อ นิลวดี เอ็กเกอร์ คร่า ชอบท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เนื่องจากเราเที่ยวไม่ค่อยเหมือนใคร ลุยบ้างแล้วแต่โอกาส เคยเป็นหัวหน้าทัวร์ประมาณ 5 ปี โดยเ้ส้นทางที่ทำทัวร์ เขมร เวียดนาม ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ ปักกิ่ง มองโกเลีย รัสเซีย ลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ 100% จุดนี้ทำให้ได้พบรักกับสามีชาวสวิส ก่อนมาเปิดบริษัททัวร์ในประเทศไทย 2 ปี ตอนนี้เพื่อนทำต่อ เพราะเราแต่งมาอยู่ที่สวิสแล้ว

สวิสเป็นเมืองในฝันของใครหลายๆ คน หากใครต้องการข้อมูล หรือรายละเอียด คำแนะนำ สามารถเขียนมาถามกันได้นะคะ ยินดีให้คำแนะนำคร่าาา