เรื่องราวผู้หญิงกับการเดินทางด้วยหัวใจ 2 ล้อ (มอเตอร์ไซด์) รวมถึงการท่องไปในโลกกว้างด้วยวิธีการอื่นๆ คลอเคล้าด้วยคนตรีไพเราะหลากหลายรูปแบบ เรามาผจญภัยด้วยกันนะคะ

เที่ยวอังกฤษ...แบบไม่ง้อทัวร์ ไปกันเองก็ด้าาาาย [ตอนพิเศษ: การใช้รถไฟและ TUBE ใน London]

พูดถึงการเดินทางใน London เมื่อก้าวเท้าลง Heathrow airport ถ้ามากับทัวร์ก็คงไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ถ้ามาเอง...สิ่งที่ต้องคิดถึงก็คือการหาทางเข้าไปยังที่พักใน London นั่นเอง มีให้เลือกหลากหลายทาง
วิธีการเดินทางจากสนามบิน Heathrow มายังใจกลางเมือง london ได้แก่
1. Taxi หรือ Cap ถ้าไม่ยี่หระเรื่องเงินละก็ สะดวกสุด แต่ก็แพงหูดับตับไหม้
2. รถไฟ มี 2 ทางให้เลือก คือ
- เร็วและแพงหน่อย: Heathrow Express มีรถทุกๆ 15 นาที และใช้เวลาเพียง 15 นาที ก็ถึงสถานนี้ Paddington ราคา 18 GBP
- ถูก แต่ช้ากว่า: Tube Piccadily line (สายสีน้ำเงิน)
3. MiniCoach เป็นบริการ แบบ door to door มีรถบริการตลอดคืน ราคาเริ่มต้นที่ 21.50 GBP
4. Bus ของ nationalexpress (ในเวปไซด์ของอันนี้ จริงๆ แล้วมีบริการขนส่งแบบอื่นด้วยค่ะ)

ข้อดีของที่นี่ คือ ตั๋วทุกชนิดแทบจะซื้อและจองเวลาผ่าน Internet ได้ทั้งหมด และถ้าเรารู้เวลากลับที่แน่นอน การจองแบบ round จะได้ตั๋วที่ถูกกว่า

เอาล่ะ...เราเดินทางเข้าเมืองกันเรียบร้อย มาว่าต่อถึงการเดินทางใน London กันต่อ

หลักๆ สำหรับคนงบน้อยอย่างเราๆ มี Bus กับ Tube

จริงๆ แล้ว Bus ก็ครอบคลุมไปทั้งเมือง บางคนอาจจะคิดว่าน่าจะดีกว่า นั่งไปเห็นวิวไปด้วย แต่ช้าก่อน...เพราะ London อากาศค่อนข้างเย็น ในรถจึงไม่มีแอร์ นั่นหมายความว่าเราจะรู้สึกอึดอัดมาก ประกอบกับการที่รถติดมากกกก และเป็นรถสองชั้น บอกตรงๆ ว่าเวียนหัวค่ะ ถ้ามี Tube ไปถึง ขอเลือกอันหลังดีกว่า ค่ารถต่อเที่ยว 2 GBP และมีรถบัสวิ่งให้บริการตลอดคืน เรียก night bus Download Bus map ได้ที่นี่


หน้าตาของ Double deck หรือรถเมล์สองชั้น...คันนี้เป็นรุ่นเก่าและปลดระวางแล้ว


แต่รุ่นเก่านี้ก็ยังมีวิ่งให้เห็นอยู่นะคะ, บรรยากาศภายในรถ



แล้วก็มาถึงพระเอกของเรา คือ Train เป็นจริงแล้วแบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ Tube หรือ Subway, DLR, Tram, Rail

เมื่อเราโหลดแผนที่มาดู จะเป็นว่าในแผนที่ได้แบ่งออกเป็น 9 Zone แต่จากโซน 6 ออกไป ถือว่าออกนอกลอนดอนไปแล้ว โดยทั่วไปแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ใน London ไงๆ ก็ไม่เกินโซน 2

โหลดแผนที่ zone และ รถไฟชนิดต่างๆ ได้ที่นี่

การดูโซนและรถไฟชนิดต่างๆ ให้ดูจาก แผนที่ นี้ค่ะ

1. Tube หรือ Subway จะเป็นอะไรที่เราใช้มากที่สุด เพราะครอบคลุมสุดแล้ว Download แผนที่ Tube


มองเห็นเจ้านี่...บอกว่าสถานีรถไฟใต้ดินอยู่ตรงนี้นั่นเอง


2. DLR (Docklands Light Railway System) เป็นรถไฟลอยฟ้า วิ่งไปทางตะวันออก (East) ของลอนดอน (ใน map จะเป็นสายสีเขียวเส้นคู่) Download แผนที่ DLR

3. Tramlink จะมีแค่สายเดียว วิ่งทางใต้ของลอนดอน (ใน map จะเป็นสายสีเขียวมีจุดไข่ปลา) Download แผนที่ Tramlink

4. Rail แบ่งเป็น London overground เป็นรถไฟบนดินที่บริการในตัวเมืองลอนดอน (ใน map จะเป็นสายสีส้มเส้นคู่) Download แผนที่ overground network และ Train จริงๆ คือแบบเป็นรถไฟที่วิ่งมุ่งหน้าออกนอกเมืองลอนดอน มีหลายบริษัทมากๆ ที่ให้บริการ ดูรายละเอียดการให้บริการรถไฟได้ที่ www.nationalrail.co.uk, www.rail.co.uk, http://www.britrail.com เราสามารถจองทาง internet ล่วงหน้าได้หมด ยิ่งจองล่วงหน้านานก็ยิ่งถูกกว่า และก็ลองจองผ่านทางเวปที่แตกต่างกัน เพื่อหาที่ๆ ได้ราคาถูกที่สุด ^_^ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่นี่จัดว่าแพงมหาโหดจริงๆ

ทีนี้เรามาดูเรื่องการท่องเที่ยวใน london ว่าเราจะซื้อตั๋วแบบใดให้ประหยัดที่สุด คงเคยได้ยินเรื่อง Oyster card กันมาบ้าง ไอ้เจ้าการ์ดตัวนี้เหมือนบัตรแบบเติมเงินรถไฟฟ้าบ้านเรานั่นเอง โดยบัตรจะตัดเงินในแต่ละเที่ยวโดยสารแบบที่คำนวนได้ต่ำสุด บัตรแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่เดินทางในแต่ละวันไม่มาก แต่อยู่ใน london นาน ถ้าเป็นแบบเราๆ คือมีเวลาไม่มาก แต่อยากดูมันทุกที่ เดินกันได้ไม่มีเหนื่อยตั้งแต่เช้าจรดเย็น นี่เลย Traveler card มีให้เลือกตั้งแต่ 1,3,7 วัน, รายเดือน โดยจะมีแบบ all day และแบบ off-peak คือ จะไม่เดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วนได้ ใช้ได้ตั้งแต่ 9.30 am ไปจนถึง 4.30 am วันถัดไป ซึ่งถ้าซื้อแบบ off-peak จะถูกลงไปอีก) และที่สำคัญเจ้า traveler card นี่สามารถใช้ขึ้นรถ Bus ได้อีกด้วย ^_^ (เวลาขึ้นรถบัสเราก็แค่โชว์ตั๋วให้คนขับดู...ง่ายๆ) ดูโซนที่เราต้องใช้ให้ดีๆ และเลือกซื้อให้เหมาะกับเรา จะช่วยประหยัดเงินไปได้เยอะมาก

ตอนที่ไปเที่ยว 3 วันแรกที่ไปถึง เที่ยวกันแต่ในลอนดอน ก็เลยซื้อ 3 days traveler card ราคา 18.4 GBP แต่มีอยู่วันหนึ่งต้องเอารถเช่าไปคืนที่ London airport ขากลับต้องนั่ง DLR กลับ ซึ่งสถานีนี้อยู่โซน 3 จำได้ว่าซื้อตั๋วเที่ยวเดียวไป 4 GBP (แต่ไปเช็คราคาในเวปตอนนี้มันไม่ใช่ งงเหมือนกัน เพราะเพิ่งจะเดือนเดียว ขึ้นราคาแล้วหรือไง?) และวันสุดท้ายก็เที่ยวในลอนดอนอีกวัน ประมาณว่าเก็บตก ก็ซื้อตั๋วแบบ one day traveler card off-peak เพราะส่วนใหญ่แล้วที่เที่ยวกว่าจะเปิดก็ 10 โมงทั้งนั้น ราคา 5.4 GBP (อันนี้ราคาตรงกับในเวป)

เก็บตก: การขึ้น tube ถ้าใครไปญี่ปุ่นมาแล้วก็สบาย เพราะง่ายว่ากันมาก สายมีน้อยกว่า ไปถึงจะมีแผนที่แจกอยู่แล้วไม่ต้องปริ้นท์ไปให้เปลืองกระดาษ มีข้อสังเกตุมาฝาก
- ถ้าเราดูแผนที่ tube จะเห็นว่าบางสายเหมือนขนานกัน แต่มันไม่ได้วิ่งในอุโมงค์เดียวกันตลอดทั้งสายจริงๆ ขอยกตัวอย่างสาย dictric line (สีเขียวแก่) และ circle line (สายสีเหลือง) จากสถานี Tower hill (London tower) มาทาง Kensington จะเห็นว่ามีคู่กันตลอด เหมือนจะขึ้นแทนกันได้ แต่จริงๆ แล้วมันอยู่คนละอุโมงในบางช่วง ทำให้ไม่สามารถขึ้นจากชานชะลาเดียวกันในสถานนีเดียวกันได้จริงๆ ให้สังเกตดีๆ
- แต่ละสายบางทีจากแผนที่ดูเหมือนต้นทางจะมาจากสถานีชื่อนี้ แต่ความจริงไม่ใช่ อาจจะเริ่มจากสถานีอื่นในสายนั้นก็ได้ ปลายทางของแต่ละสาย อาจมีมากกว่าหนึ่งแห่ง และชื่อสายเดียวกัน บางทีก็เป็นคนละเส้นเลยก็ได้ เช่น Distric line: Route upminster ไป richmond (หรือ Ealing Broadwa) จะเป็นคนละสายกับ Wimberdon ไป Edgware road
- ในบางช่วงสถานี อาจหารถสายที่ต้องการได้ยาก เพื่อนที่อยู่ที่นั่นพูดให้ฟังตอนแรกก็ไม่เข้าใจ มีอยู่หนึ่งครั้งต้องการยืนรอ circle line ที่สถานี Tower hill เพื่อไป High street kensington แต่รอเท่าไหร่ก็ไม่มาซักที มีแต่ Distric line โผล่มา จำใจโดดขึ้น แล้วไปลง South kensington เพื่อต่อสายเหลืองอีกที (งงมั๊ย) ไปถามเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำตอบว่าในหนึ่งสาย อาจใช้รถวิ่งเป็นช่วงๆ ต่อกันให้เป็นหนึ่งสาย แต่ยังคงเรียกชื่อเดียวกันนั่นเอง ^_^
- ในสถานีเดียวกันอาจจะมีสถานีรถไฟในหลายๆ แบบอยู่ซ้อนกัน เช่น ข้างบนรถไฟบนดิน ข้างล่างเป็น tube หรืออาจจะอยู่คนละอาคารเลยก็เป็นได้ ดูลูกศรให้ดีๆ
- ต้องเช็คการเดินทางที่เคาท์เตอร์ขายบัตรวันต่อวัน เพราะอาจมีปิดซ่อมแซม หรือ หยุดเดินรถรายวันได้อีกด้วย

ส่วน tube สายอื่นๆ ไม่ค่อยได้ขึ้นเท่าไหร่ เพราะตัวเองพักอยู่แถว High street kensington road เลยไม่ค่อยมีข้อมูล แต่อย่างไร...ที่นำมาเขียน คงพอทำให้เข้าใจภาพการเดินทางใน london จนพอจะวางแผนได้บ้างจะคะ

หารายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางใน london ได้ ที่นี่ (Official website)


บรรยากาศของสถานีรถไฟต่างๆ


ในรถไฟไม่มีแอร์...ถ้าคนเยอะอึดอัดมากๆ, ช่วงเวลาเร่งด่วน...ผู้คนมากมาย, เพราะสถานีซ้อนกันลึกลงไป...ก็เลยต้องมีบันได้เลื่อน ^_^


หลายๆ จุดในสถานีมีการตกแต่งสภาพแวดล้อมให้สวยงาม และมีการแสดงแบบ street show ให้เห็น


Baker street เป็นสถานีที่เก่าแก่ที่สุด...อายุกว่า 100 ปี


ปิดท้าย...ด้วยภาพสถานีรถไฟยามค่ำคืน


ไหนๆ ก็นะ พ่วงเรื่องการขึ้นรถไฟไปสก๊อตแลนด์เลยก็แล้วกันนะคะ เราซื้อตั๋วไปจากเมืองไทยเป็นของ First great westen โดยจองผ่าน internet ราคาไปกลับประมาณ 34 GBP แล้วก็ให้ส่งไปที่บ้านพักของเพื่อนใน london ที่นั่งในรถจะไม่เหมือนบ้านเรา ในหนึ่งโบกี้มีหันหน้าหันหลังสลับไปมา บางที่นั่งก็ไม่มีโต๊ะตรงกลาง คือแบบว่ามัน mix กันทุกรูปแบบในโบกี้เดียว ตอนเราจองเราเลือกได้ แต่จะได้หรือเปล่าไม่รู้นี่สิ เพราะขาไปนั่งหันหลัง แล้วที่นั่งไม่มีโต๊ะตรงกลางด้วย มันแคบแล้วก็อึดอัดมาก มึนหัวสุดๆ อีกอย่างนึงในรถไฟจะไม่มีม่าน ฝรั่งคงชอบแดดมากๆ กว่าจะถึงเกรียมไปเลย T_T เมื่อขึ้นไปตามที่นั่งจะมี recive เสียบไว้ที่เบาะ หมายความว่าที่นั่งนี้มีคนซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว เมื่อดูในบิลจะบอกว่าขึ้นที่ไหน ลงที่ไหน ถ้าไม่พอใจที่ตัวเอง ก็นั่งชั่วคราวไปก่อนได้เลยจ้าาา แต่พอเจ้าของเขามาแล้วก็ต้องลุกให้เขานะ แล้วก็อย่าดึงเจ้าบิลนี้ทิ้งไปซะล่ะ เพราะพนักงานรถไฟมีสิทธิ์ตรวจได้ ถ้าไม่มีละเป็นเรื่อง


การจะดูว่าขบวนที่เราขึ้นออกจากชานชลาไหนต้องรอดูจากบอร์ด (สีส้มลิบๆในภาพ) ในช่วงเวลาใกล้ๆ รถจะออก (ใน ticket จะไม่มีบอกไว้ค่ะ) ดังนั้น...คนก็จะมายืนออกันหน้าบอร์ดนี่แหละ (King's cross St.pancras Station ค่ะ)


ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ (รับแต่ credit card ค่ะ), บรรยากาศในชานชลา


ลักษณะรถไฟ, ที่ต้องนั่งแบบนี้...เพราะได้ seat backward เวียนหัวกันเป็นแถว ^_^


อีกเรื่องคือการขึ้น Train หรือ Rail ไปเที่ยวเมืองอื่นในอังกฤษ เช่น ไป Bath, Scotland หรือไปยังประเทศอีกก็ยังได้ (แต่ไปประเทศอื่นยังไม่มีประสบการณ์ค่ะ) แถบยุโรปนี้เรานั่งรถไฟไปเที่ยวได้หมดเลยค่ะ แต่ต้องวางแผนดีๆ เพราะอย่างที่บอกว่าค่ารถทุกชนิดแพงมาก

โอย...กว่าจะเขียนเสร็จในแต่ละบล็อคจะเป็นลม รูปเยอะ...และก็เรื่องเยอะ ไหนๆ เขียนก็อยากให้ได้ข้อมูลไปบ้าง ดีกว่าเสียเวลาผ่านๆ มาดูแล้วไม่ได้อะไร หวังว่าคงช่วยใครที่กำลังจะไปเที่ยว...แต่ขาดประสบการณ์ตะลุยได้บ้างนะคะ ^_^ (เรื่องราวอังกฤษยังไม่จบค่ะ ยังมีอีกสามตอน...หัวจะระเบิดซะก่อนรึเปล่าก็ไม่รู้)








 

Create Date : 02 กันยายน 2552    
Last Update : 31 ธันวาคม 2552 20:11:13 น.
Counter : 5706 Pageviews.  

เที่ยวอังกฤษ...แบบไม่ง้อทัวร์ ไปกันเองก็ด้าาาาย [ตอนที่ 5: ตะลุย London 1]

โชคดีที่มีพี่เลี้ยง เพราะเพื่อนเจ้าถิ่นผู้ที่ให้เรามาพักที่แฟลตนี่แหละ อาสาพาทัวร์ลอนดอน 2 วันแรก (โล่งใจ)

แฟลตของเพื่อนมีขนาดสองห้องนอน หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องนั่งเล่น จัดว่าเป็นห้องพักระดับหรู อยู่ติดสถานีรถไฟ High street kensington เรียกอยู่ใจกลางเมืองเลยทีเดียว เลียบๆ เคียงๆ ถามได้ความว่าค่าห้องราว 3,000 GBP/M (บริษัทจ่ายให้ ^_^ เพื่อนบอกจ่ายเองคงไม่ไหว เป็นห้องที่คนเก่าตำแหน่งเดียวกันเช่าไว้แล้วก็ส่งต่อกันมา)

วันแรกใน London

ด้วยความที่สถานที่เที่ยวใน list มีมากมาย แถมพวกเราก็อยากเที่ยวหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบบซึมซับจมจ่อม รวมทั้งต้องไปเก็บ RC ให้ครบตามภาระกิจในใจ (ซะงั้น) แต่เจ้าถิ่นแนะนำให้ไปเดินตลาด (อารมณ์ถนนคนเดินประมาณนั้น) เอ้า...ว่าไงก็ว่าตามกัน

ที่นี่บรรดาพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ออกจะเปิดทำการสาย นั่นคือมักจะเริ่มที่ 10:00am เช้านี้เราจึงเริ่มออกเดินทางกันที่ 9 โมงเช้า




ตู้โทรศัพท์, ตู้ไปรษีย์ และตู้จ่ายค่าจอดรถ


ทั้งสามอย่างเป็นของที่พบเห็นเป็นประจำข้างทาง แต่สองอย่างแรกจะมีหลากหลายรูปแบบมากๆ และเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปเก็บภาพด้วยอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้เราจะเห็นผู้คนในเมืองขี่จักรยานกันอย่างมาย ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยที่คนขับรถก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ขี่กันอย่างน่าหวาดเสียว เพราะขี่เร็วและก็ขี่ปาดไปปาดมา ถ้าเป็นบ้านเราคงถูกบีบแตรไล่หลัง รึไม่ก็ด่ากระจายไปแล้ว เราจึงเห็นมีจักรยานจอดตามข้างถนนทุกแห่งอย่างในภาพ


ฟ้าใสๆ ... กับตึกโบราณ (น่าจะ...นะ)


ตึกใน london จะมีรูปทรงและสีสัน (ทึมๆ) คล้ายคลึงกัน บางตึกเก่าแก่ระดับร้อยปี แม้จะสร้างใหม่ก็ยังคงเอกลักษณ์ให้คล้ายเดิมในย่านเมืองเก่า




บรรยากาศสถานนี้รถไฟที่ High street kensington


รถไฟของอังกฤษ (เรียกTube ไม่เรียก subway) บางสายก่อสร้างมากว่าร้อยปีแล้ว มีบางสถานีอยู่บนดิน บางสถานีอยู่ใต้ดิน แต่ละสายขุดลึกคนละระดับ ถึงแม้ว่าอาจจะดูน่างงเล็กน้อย เพียงไม่กี่วันก็คุ้นเคยได้อย่างง่ายดาย ง่ายกว่าญี่ปุ่นเยอะ แต่อึดอัดมาก ยิ่งช่วงที่คนใช้บริการเยอะๆ หายใจแทบไม่ออก ไหนจะความสกปรกของอุโมงค์ ไหนจะร้อน (ก็นี่หน้าร้อน) แอร์ก็ไม่มี พัดลมก็มีเฉพาะทางเดิน แต่ในรถไฟไม่มี จะเป็นลมอยู่หลายรอบ ^_^


พาหนะอีกชนิด...ที่พบเห็นได้หลากยี่ห้อ BigBike พร้อมกับผู้ขับขี่ที่ใส่เครื่องป้องกันเต็มยศ ถ้าเป็นบ้านเราคงร้อนตายคาชุดหนังไปเย้ววว


ไม่เห็นมีรถมอเตอร์ไซด์เล็กๆ แบบบ้านเรา ที่พอเห็นก็เล็กไปเลย อย่างพวกเวสป้า ชาลี แล้วก็ไม่มีเด็กเว้นซ์ให้เห็น (ก็ไม่เชิง ไปเจอที่เมือง Bath อยู่คันนึง เซ็งจิต... เหมือนบ้านเราเปี๊ยบ ต่างกันที่คนขี่ดันแก่แล้วด้วยสิ)

วันนี้เราจึงเริ่มด้วยการไป Portebello market เนื่องจากเรามีไกด์กิตติมศักดิ์ เหล่าบรรดาลูกทัวร์ก็เดินตามไปอย่างสบายๆ พร้อมๆ กับรับฟังวิธีการเดินทางใน london ที่ได้รับรายละเอียดสุดยอดยิ่งกว่าไกด์ทัวร์ทั่วๆไปเสียอีก แถมด้วยประวัติของสถานที่ต่างๆ สอบถามคุณเพื่อนคนนี้ได้ความว่า เพราะอยู่คนเดียว จึงหมั่นชักชวนคนนู้นคนนี้มาเที่ยว แถมมีคนมาเที่ยวเยอะซะด้วย ก็ค่อยๆ เก็บประสบการณ์จากคำถามที่ถูกเพื่อนนี่แหละถามหรือได้จากเพื่อนๆ บอกๆ เล่าๆ เก็บมาเล่าต่อ กลายเป็นว่ารายละเอียดแน่นปึ้กอย่างน่าทึ่ง เราซื้อตั๋ว Traveler card 3 วัน (เลือกแบบปรกติ, ไม่เกิน zone 2, ราคา 15.7 GBP) ซึ่งจะสามารถใช้ขึ้นรถเมล์ได้ด้วย ไม่ว่าจะขึ้นมาจากที่ไหน ก็ไปลงที่สถานนี้ Notting Hill Gate ไม่ยากเดินตามผู้คนไปก็จะไปถึง Portebello market ที่อยู่บนถนน Portebello Road นั่นเอง ถนนนี้ทอดผ่านใจกลาง Notting Hill เรียงรายไปด้วยร้านขายของมากมาย ไม่ว่าจะเป็นของเก่า ของมือสอง หุหุ...แต่ราคา บอกได้คำเดียวว่าแพงงงงงค่ะ


ผู้คนมากมาย...ในทุกๆ จุดท่องเที่ยว




ตึกสีสรรสดใส...ใครว่ามีแต่ทึมๆ สีลูกกวาดอย่างนี้ก็มีให้เห็น ขนาดห้องน้ำยังมีดีไซน์เลยอ่ะ


ความแตกต่างกับตลาดบ้านเรา...คือ ความ Unique ของแต่ละร้าน


street performance ที่ฝีมือจัดว่าไม่ธรรมดา เรียกว่า ถ้ามาบ้านเราละก็ ถือว่าระดับเซียนได้เลย


ขนมปัง...วางขายกันแบบนี้เลย ไม่กลัวฝุ่น และน้ำผลไม้ปั่น


ผักผลไม้สดๆ โดยเฉพาะสตอเบอรี่และเชอรี่ หวานอร่อยมากๆ ถึงขนาดกินได้ทุกวัน ยืนยันได้จากภาพ ^_^


ฝาหรั่ง...เหมือนกันหมด นั่งตรงไหนก็ได้ที่มีแดด และคุณตำรวจที่(หน้าตา) น่ารักมากๆ ขอถ่ายรูปไม่ว่าอะไร แถมยังยิ้มแย้มแจ่มใสอีกด้วย


เด็กน้อย...น่ารัก คุณแม่ยืนขำลูกตัวเองอยู่ข้างหลังซะงั้น
ถ่ายหน้าร้านหนังสือ...ที่ได้ปรากฏในหนัง Nothing hill ไงคะ


ลักษณะของ Taxi หรือ Cab ของที่นี่ เป็นเอกลักษณ์อีกแบบหนึ่ง แต่อาจจะดูไม่ขลังเหมือนก่อน เพราะหลากสีจากการแปะป้ายโฆษณานั่นเอง


การจราจรบนพื้นดินเป็นอะไรที่วุ่นวายเป็นที่สุด เพราะเมืองเป็นเมืองเก่า ถนนส่วนใหญ่จึงไม่ใหญ่มาก โดยมากจะเป็นสองเลนส์สวนเสียด้วยซ้ำ รถบนถนนเป็นพวก Taxi (Cab) และรถเมล์สองชั้น (Double deck) สีแดง อันเป็นเอกลักษณ์ของอังกฤษก็ว่าได้ จึงทำให้การจราจรค่อนข้างจะติดขัดเอาซะมากๆ

หลังจากเดินไปตามถนน Portebello ร้านขายของที่หนาแน่นก็เริ่มบางลง เป็นอันว่าสิ้นสุดถนนคนเดินนั่นเอง พวกเราวางแผนจะไปกินอาหารจีนเป็นมื้อกลางวัน แน่นอน...ไปไชน่าส์ทาวน์นั่นเอง เราต้องย้อนกลับมาขึ้น tube ที่เดิม แต่ค่อนข้างไกล จึงได้มีโอกาสใช้บริการรถเมล์สองชั้นแล้วละทีนี้ อย่างที่บอกถ้าใช้ Traveler card ไม่ต้องเสียเงินอีก โชว์บัตรใบนี้ให้คนขับดู...เบ่งได้เลย ชั้นสองถึงจะวิวสวย แต่ก็โยกเยกพอควร พาลจะเมารถเอาง่ายๆ แถมไม่อีกแอร์ มันก็เลยไม่มีอากาศถ่ายเท หายใจไม่ออก แถมรถก็ค่อนข้างติด เลยกลายเป็นว่าไม่ค่อยชอบใช้บริการซะงั้น


นั่ง Tube จาก Notting Hill gate ไปลงที่ Leicester Square ...ถึงแล้ว China town


มาที่นี่...เพื่อจะมากินเป็ดปักกิ่ง


หลังจากอิ่ม ก็ออกเดินเที่ยว...ผ่าน Leicester Square รอบๆ บริเวณนี้เต็มไปด้วยโรงหนังและโรงละครต่างๆ รวมไปถึงสถานบันเทิงในรูปแบบอื่น เช่น ผับและร้านอาหาร ที่มีมากมาย






เดินเที่ยวใน Covent garden อดีตเคยเป็นตลาดผักผลไม้และดอกไม้มากว่า 300 ปี ปัจจุบันไม่เป็นเช่นเดิมแล้ว แต่ยังคงมีร้านค้ามากมาย จึงเป็นยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่ง


เดินเรื่อยๆ มาจนถึงย่าน Soho แวะกินขนมร้านชื่อดัง ชื่อ Yauatcha ลิ้มลองขนม Macaroon แพงสุดๆ 1 ชิ้น 12 GBP แน่ะ ถ้าถามจริงๆ ...ก็ตอบตรงๆ นะคะ ว่ามันไม่ค่อยถูกลิ้นเท่าไหร่ หวานมากเกิน

เดินไปเรื่อยจนเข้าสู่ Oxford street ได้มีโอกาส shopping พอหอมปากหอมคอ เริ่มเย็นย่ำ...เราตัดสินใจนั่งรถบัสสองชั้นเที่ยวเมืองกันได้แล้ว อิอิ นั่งกลางคืนดีกว่า...เพราะอย่างที่บอกไม่ร้อนแดดและอึดอัดเหมือนกลางวัน

สิ้นสุดการท่องเที่ยวในวันนี้...ด้วยวิว London ยามค่ำคืน


London Eye


Big Ben



เพิ่งจะวันแรกของการเดินเที่ยว London ...เรียกว่าเดินกันยังมืดทุกวันแน่นอนค่ะ เตรียมฟิตร่างกายให้เต็มก่อนไปนะคะ ^_^
ตอนต่อไป...ก็ยังเป็นการเดินเที่ยวใน London เช่นเคยค่ะ




 

Create Date : 01 กันยายน 2552    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2553 22:58:15 น.
Counter : 765 Pageviews.  

เที่ยวอังกฤษ...แบบไม่ง้อทัวร์ ไปกันเองก็ด้าาาาย [ตอนที่ 4: เหินฟ้าสู่ประเทศอังกฤษ]

กลับมานานแล้ว มัวแต่นั่งทำรูปจนตาปูด เพราะกล้องปัจจุบันเป็นดิจิตอลซะหมด หนึ่งทริปต่อกล้องถ่ายกันเป็นพันๆ ใบ กว่าจะคัด จะแต่ง จะลดขนาด โอว...จริงๆ แล้วก็ยังไม่เสร็จดี แต่ขืนทำจนเสร็จ คงจะลืมว่าทำอะไรไปแล้วแน่ๆ

กลับเข้าเรื่องดีกว่า...

ทนๆ อ่านกันหน่อยนะคะ เพราะเขียนกันแบบละเอียด รับรองว่าหลังอ่าน คุณเที่ยวอังกฤษเองได้แน่นอน

เริ่ม...ละนะ เริ่มตั้งแต่ต้นเลยนะ

จากแผนที่วางไว้คร่าว เรามีเวลาทั้งหมด 11 วันเต็ม เดินทางก็กินไปสองวันเต็มๆ แล้ว แต่ที่เที่ยวมีมากมายเหลือเกิน ไหนๆก็ไปแล้ว จะพยายามเก็บให้มากที่สุด

สามวันแรกตะลุยลอนดอน สามวันถัดมาตะลุยสก็อตแลนด์ สองวันต่อมาเช่ารถขับไปทางตะวันตกสิ้นสุดที่บาธ เหลือวันสุดท้ายเป็นวันเก็บตกลอนดอน

เพราะปรกติเป็นคนไม่ตื่นเต้น ก็เลยไม่ค่อยเตรียมตัว เก็บของไว้คร่าวๆ ล่วงหน้าสองวัน มาเก็บเอาคืนก่อนเดินทาง ซึ่งคืนนี้จะเป็นคืนที่ยุ่งวุ่นวายเป็นอย่างมาก ต้องปริ้นท์เอกสารเกี่ยวกับโรงแรมและการเช่ารถบางส่วน สแกนด์เอกสารที่จำเป็นเพื่อและนำไฟล์ที่สำคัญใส่ใน flash drive และสุดท้ายขาดไม่ได้ คือ การลงเพลงน้อง iPod เพราะเพิ่งล้างไป (เผลอไป update ผลคืออ่านชื่อเพลงไทยไม่ได้เลย เวรกรรม)

กว่าจะเสร็จสิ้นภาระกิจที่ว่าก็ปาเข้าไป 6 โมงเช้า ออกจากบ้านราว 7.30น. ถึงสนามบินก็ 8 โมงกว่า วิ่งกระหืดกระหอบไปที่เคาท์เตอร์เช็คอินแบบเฉียดฉิว ทริปนี้หนีบคุณแม่ไปด้วย โดนบ่นซะอ่วมเลย

เอาละ...แล้วเราก็ผ่านมาขึ้นเครื่องจนได้

ทริปนี้เราเลือกใช้บริการของสายการบิน Ethihad ไป transit เครื่องที่ Abu Dhabi ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 รัฐหนึ่งของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง (ดูไบเป็นอีกรัฐหนึ่งของประเทศนี้ไงละคะ) คิดๆไว้ว่าเป็นสายการบินแขก อาจจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นและการบริการแน่ (เพราะเคยไปสารการบิน egypt air แย่มากเลย) แต่ผิดคาดดีมาก เครื่องใหม่ ไร้กลิ่น แอร์ใส่ใจมากๆ


ทริปนี้ของควงคุณแม่ไปเที่ยวด้วยกัน


ภาพภายในเครื่องยืนยันให้เห็นว่าใหม่มากๆ มีจอทุกที่นั่ง ไม่มีกลิ่นแบบแขกๆ กวนใจ (แต่กรณีกลิ่นตัวฝรั่งนี่ก็พอมีบ้าง) แอร์เอาใจใส่บริการดีสุดๆ ^_^




ถึงแล้ว...Abu Dhabi สนามบินไม่ใหญ่โต


อาหารระหว่างรอ...ไหนๆ มาเมืองแขก ก็ต้องลองซะหน่อย


เราแวะ Treansit เครื่อง 2 ชั่วโมง พอมีเวลาเดินดูของใน Duty free โดยรวมแล้วของถูกกว่าบ้านเรา ไม่ได้ถูกกว่าแบบน่าตกใจ แต่ก็ถูกกว่ามากพอควร และ ถูกกว่าอังกฤษด้วยค่ะ ^_^


สนามบินกลางทะเลทราย


ถึงเวลาขึ้นเครื่อง...ก็ขึ้นไปโดยพร้อมเพรียงกัน นังอยู่ซักพัก ไหงไม่ยอมเปิดแอร์ สนามบินก็อยู่กลางทะเลทราย ร้อนจะตายชัก นั่งอยู่เกือบชั่วโมง ประกาศว่าแอร์เสีย... ลงไปรอเปลี่ยนเครื่อง ทำให้ล่าช้าไปอีกสองชั่วโมงแน่ะ

เวลาที่ประเทศอังกฤษช้ากว่าเรา 6 ชั่วโมงค่ะ วันไปนี่จะอ่วมๆ เหนื่อยหน่อย เพราะเหมือนจะตื่นเยอะกว่าปกติ ท่องไว้มาเที่ยวต้องอดทน และแล้วเราก็ได้เหยียบสนามบินฮีทโทรว์เป็นเวลา 20.30pm เพื่อนที่อังกฤษได้ทำการเช่ารถตู้มารับเรา เพราะถ้าเรานั่งรถไฟใต้ดินไปยังที่พักราคาแพงกว่าซะอีก


แรกเหยียบ LONDON ฤดูนี้ เป็นหน้าร้อน...มืดช้ามากๆ ตอนนี้ก็เกือบสามทุ่มแล้ว




มาเที่ยวประเทศแถบยุโรปนี่ต้องทำใจเลยนะคะ ควักเงินทีนี่ใจแป้ว 1 pound ของเขาก็ราว 50 บาทปลายๆ (ตอนช็อปก็เอา 60 คูณมันง่ายดี) แต่เดี๋ยวพออยู่ไปซักสองสามวัน เวลาจ่ายก็เริ่มจะไม่คิดเป็นเงินไทยแล้ว ไม่งั้นมันจะเที่ยวไม่ออก (แต่กลับมาเมืองไทยก็ซี้ดทีเดียว 555)

คืนนี้เราจบวันด้วยมื้อดึกฝีมือเจ้าถิ่น ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวมั่ว แต่เพื่อนที่รุมกินกันต่างบอกเป็นเสียงเดียวกัน...ว่าอร่อย (หรือหิวจัดก็ไม่แน่ใจ) หลับเอาแรงอย่างง่ายดาย เตรียมตัวลุยสำหรับวันรุ่งขึ้น

ตอนต่อไปเป็นเรื่องราวตะลุยลอนดอน และเรื่องราวของการใช้การเดินทางแบบต่างๆ ในอังกฤษค่ะ




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2552    
Last Update : 1 กันยายน 2552 2:30:48 น.
Counter : 1084 Pageviews.  

เที่ยวอังกฤษ...แบบไม่ง้อทัวร์ ไปกันเองก็ด้าาาาย [ตอนที่ 3: ทำความรู้จักกับ Great Britain]

เรามาทำความรู้จักกับ United Kingdom ก่อนไปไม่งั้นเดี๋ยวจะงง (เพราะตอนแรกๆ อิชั้นก็เง็งเหมือนกัน ^_^)

ประเทศที่เรารู้จักกันในนามอังกฤษนั้นเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักร คือ United Kingdom ประกอบด้วยพื้นที่ 2 เกาะ ซี่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของชายฝั่งทวีปยุโรป มีอาณาเขต 242,000 ตารางกิโลเมตร คือ เกาะใหญ่ Great Britain และ เกาะไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) พื้นที่เกาะใหญ่แบ่งออกเป็น 3 อาณาเขต คือ England (อังกฤษ), Wales ( พื้นที่ติดกับอังกฤษทางทิศตะวันตก), และScotland ( ทางตอนเหนือของเกาะ)



สภาพภูมิอากาศในประเทศอังกฤษโดยทั่วไปจะมี
ลักษณะปานกลางสบายๆ มี 4 ฤดู นั่นคือฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค., 15-20c), ฤดูร้อน (มิ.ย.- ส.ค.,15-30c ), ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย., 8-14c) และฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ., <15c ไม่มีหิมะตก) แต่คาดเดาได้ยากในเรื่องฝนตก ออกจะตกอยู่เป็นประจำซะด้วยซ้ำ แม้แต่ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งสังเกตได้ว่าชาวอังกฤษมักต้องพกอุปกรณ์กันฝนเช่น ร่ม หรือเสื้อโค้ทกันฝนติดตัวไปด้วยเสมอไม่ว่าจะเป็นฤดูใด

ฤดูที่เหมาะกับการท่องเที่ยวมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่อากาศทำลังดี และก็มืดช้ามากๆ บางวันสามทุ่มแล้วยังไม่มืดเลย อุณหภูมิที่ว่าร้อนของเขาก็ยังหนาวสำหรับเรานะคะ แต่ช่วงกลางวันถ้าแดดออกทำทำให้ร้อนทะลุ 30c ได้เลยทีเดียว แถมบางทีก็ฝนมาแบบไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ตอนเย็นถ้าอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว ลมที่มาจะเย็น (ก็เรียกว่าหนาวล่ะ)

ใน UK ใช้เงิน GBP หรือ ปอนด์เสตอริง นั่นเอง อยู่ที่ประมาณ 55-65 บาทต่อ 1 GBP

การไปท่องเที่ยวเองนั้นไม่ยากอย่างที่คิด เดี๋ยวนี้จองโรงแรมผ่านเวปไซต์ต่างๆ มากมาย อันนี้เป็นอันที่ใช้จองประจำ
- www.hotels.com มีภาษาไทยด้วย ถ้าจองล่วงหน้านานๆ ก็จัดว่าถูกมากๆ โดยจองล่วงหน้าได้อย่างน้อยที่สุด 7 วันนะคะ
- โรงแรมที่มีเครือข่ายเยอะมากๆ กระจายทั่วอังกฤษมีหลายเจ้า แต่ที่เห็นในแหล่งที่หาง่ายก็จะมี holiday inn hotel และ premier inn hotel
(ขอพูดถึงแต่โรงแรมสามดาวอย่างน้อยนะคะ เพราะเที่ยวนี้ไปกับคุณแม่ก็เลยต้องนอนดีพอควร แบบ Backpack ได้เจออยู่ที่นึงตอนเดินหาโรงแรมที่นั่น คิด 15-24 GBP/Day/Person ราคา vary จากลักษณะห้องนอน แต่ห้องน้ำรวม)

สถานที่ท่องเที่ยวใน London เองก็มากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำคัญต่างๆ ไล่เรียงไปตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ ยันสวนสาธารณะ ถ้าจะเก็บให้ครบแบบไม่เหนื่อย ซึมซับกันจริงๆ 10 วันก็ยังเที่ยวไม่หมด

สถานที่สำคัญ
1 Buckingham Palace เข้าชมด้านในได้ และ ชมทหารเปลี่ยนเวรยาม ต้องเช็คให้ดี บางวันงดไปไม่มีแจ้งซะงั้น แต่ recommend ว่าต้องชมที่นี่ ไม่ใช่ Windsor palace จำไม่ได้ว่าไปอ่านจากที่ไหนมาว่าที่ Windsor สวยกว่า พอเห็นที่ Winsor แล้วเลยไม่ได้ไปดูที่ Buckingham อีก เพื่อนถ่ายรูปมาให้ดูอยากจะกรี้ดสสสส์
2 House of paliament และ Webmenster Abbey คงจะไม่มีใครไม่ไปตรงนี้แน่ๆ เพราะไม่งั้นก็จะอดถ่ายรูป Big Ben นั่นเอง
3 Tower of London และ Tower bridge
4 St.Paul's cathedral อันนี้เป็นอันที่ต้องรีบไป เพราะปิดเร็ว ให้เข้าสุดท้ายคือ 16.00 น. และวันอาทิตย์ปิด อันนี้เป็นอันที่แห้ว เพราะไม่ได้ดูรายละเอียด ไปถึงทางเข้า 16.10pm เขาไม่ยอมให้เข้าแล้ว และไม่มีเวลามาเก็บ -_- ' (ให้เดินข้ามสะพานคนเดิน Millenium bridge เพื่อข้ามฝั่งแม่น้ำไปยัง Tate modern ขึ้นไปนั่งกินกาแฟที่ร้านชั้นบน จะเห็นวิวของ Cathedral สวยมาก แต่ก็เป็นอีกสิ่งที่อิชั้นไม่ได้ทำ)
5 London eye เป็นชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ ใช้เวลาในการอยู่ในนั้นราว 30 นาที เห็นวิวมุมสูง โดยซื้อตั๋วร่วมกับการนั่งเรือล่องแม่น้ำ Themes จะลดราคาได้

พิพิธภัณฑ์และแกลลอรี่ มีเยอะมากๆ โดยจะเป็นอย่างเดียวที่ไม่เสียตังค์ค่าชม
1 British meseum
2 National Gallery
3 Tate modern
4 Tate Britain
5 Natural History Museum
6 Science Museum
แต่อิฉันไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แบบว่าถ้ามีเวลาดูได้ แต่ถ้าไม่ได้ดูไม่เป็นไร คราวนี้จึงไม่ได้ดูเลย

สวนสาธารณะหรือ Park ต่างๆ วัฒนะธรรมอังกฤษต้องมีสวน ดังนั้นจะเห็นว่าเป็นประเทศที่มีสวนเยอะมากๆ แถมใหญ่ๆ ทั้งนั้น
1 Regent's park
2 Kensington garden
3 Hyde park
4 Green park
5 St James's park
ยังมีสวนเล็กน้อยๆ กระจายอยู่อีกมากมาย ในเวลาที่แดดดี เหล่าฝาหรั่งก็จะออกมานั่งตากแดดตามสวนเหล่านี้เรียกได้ว่ามากมายทีเดียว

นอกจากนี้ก็จะมีบรรดาตลาดและสแคว์ต่างๆ ดังนี้
1 Piccadilly circus
2 China town
3 Soho Square
4 Leicester Square
5 Covent garden

พูดถึงกันคร่าวๆ ก่อน แค่นี้ก็จะเป็นลมแล้ว ฉันจะเก็บ RC ได้ครบไหมเนี่ย เยอะจริงๆ

การเดินทางใน London อย่าได้คิดว่าจะขับรถเลยค่ะ เพราะที่จอดหายาก และแพงมากๆ ประเทศเขาเอาจริงมากๆ เผลอแป็บเดียวล้อจะถูกล็อคเอาง่ายๆ แถมค่าปรับมหาโหดสุดๆ ให้ใช้ subway หรือ tube นี่ล่ะประหยัดสุดและเร็วสุด แต่ไงๆ ก็ต้องวางแผนให้ดีๆ อย่างที่บอกอะไรๆ ที่นี่แพงเสมอ ทำให้เราต้องศึกษาการซื้อตั๋วประเภทต่างๆ ให้ถ่องแท้ จะได้คุ้มกับเราที่สุด แนะนำให้ซื้อ Traveler card ค่ะ เลือก 1 วันหรือมากว่านี้ก็ได้ มากวันก็จะถูกลงเรื่อย และใช้บัตรนี้ขึ้นรถเมล์ได้อีกด้วย ส่วน Oyster card ถ้าเราอยู่เที่ยวนาน ก็ดูเหมือนจะคุ้ม เพราะบัตรจะเป็นเหมือนบัตรเติมเงิน มันจะเลือกราคาต่อเที่ยวโดยสารที่คุ้มที่สุด และมีส่วนลดให้เราโดยอัตโนมัติ

บัตรต่างๆ เช่น London pass เท่าที่ดูแล้ว ไอ้สถานที่หลักๆ ข้างบนที่เขียนเอาไว้น่ะ ไม่ได้รวมไว้ค่ะ ออกจะไม่คุ้มสำหรับคนไทยผู้พิศมัยชะโงกทัวร์

การเที่ยวโดยรถทัวร์ชมเมือง จะเป็นรถสองชั้นที่มีการแบ่งออกเป็นเส้นทาง มีไกด์คอยบรรยาย รถจะผ่านยังสถานที่่ท่องเที่ยวต่างๆ เราสามารถลงไปเดินเที่ยว เมื่อเสร็จแล้ว ก็ออกมาคอยรถคันต่อไป โดดขึ้นไปยังที่เที่ยวถัดไปได้ (Hop on-off นั่นเอง) ความเห็นส่วนตัวนะคะ ถ้าเราซื้อ Traveler card แล้วศึกษาเส้นทางเองก็ไปได้หมดอยู่แล้ว แถมการจราจรใน London นี่เข้าขั้นติดวิกฤติเหมือนกันค่ะ แต่ถ้าสนใจลองเข้าไปหาข้อมูลได้ที่นี่ค่ะ
- www.sightseeingtourslondon.com
- www.city-sightseeing.com
- www.bigbustours.com
- www.theoriginaltour.com

การซื้อตั๋วหรือบริการต่างๆ แม้กระทั่งบัตรเข้าชมสถานที่ส่วนใหญ่สามารถซื้อผ่านทางเวปไซต์ได้เกือบหมด ถ้าวางแผนได้แน่นอนซื้อไปเลยก็ดี เพราะอาจจะมีส่วนลด และที่สำคัญคือปริมาณของผู้คนที่ล้นหลามไปหมดทุกที่ ทำให้คุณอาจต้องเสียเวลาไปคอยซื้อบัตรหรือต่อคิวเข้าชมนานมาก ด้วยปริมาณคนที่เยอะมากๆ บอกตรงๆ ค่ะว่าเวียนหัวมากๆ

โอย...ยังมีอีกเรื่องราวที่อยากเล่าอีกเยอะมาก ขอยกยอดเรื่องการเดินทางเอาไว้ตอนหน้าแล้วกันนะคะ

ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ รับรองว่าครบถ้วนแน่ www.visitbritain.com เพราะเป็น official web ของประเทศเขาเลยล่ะ และแนะนำหนังสือเล่มนี้ค่ะ แต่อย่าไปเชื่อเรื่องเวลาปิดเปิดกับราคาค่าเข้าชม เพราะไม่อัพเดตเท่าไหร่ มีขนาดเล่มไม่ใหญ่ เอาไว้พกตอนไปที่นู่นได้สบายด้วย และราคาไม่แพง



สรุปทริปนี้ของตัวเองนั้น ว่าเตรียมตัวมากแล้ว แต่สุดท้ายพอจบทริปก็ยังขาดๆเกินๆไปอีกหลายอย่างค่ะ ที่แน่ๆ ขาดที่เวลาค่ะ อยากไปให้นาน นานกว่านี้อีกซักสิบวันน่าจะดี ^_^ เอาเถอะ ขนาดประเทศไทยยังเที่ยวไม่ทั่วเลย นับประสาอะไรกับอีกหนึ่งประเทศเนอะ ได้ไปสัมผัสก็ดีแล้ว... ถามว่าอยากไปอีกไหม ก็โอนะ...แต่ขอไปประเทศอื่นก่อนละกัน อย่าเพิ่งน้อยใจนะจ๊ะประเทศอังกฤษจ๋า




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2552    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2555 19:56:48 น.
Counter : 1018 Pageviews.  

เที่ยวอังกฤษ...แบบไม่ง้อทัวร์ ไปกันเองก็ด้าาาาย [ตอนที่ 2: จัดกระเป๋า]

ใกล้เข้ามาแล้ว...
ใกล้จะได้ไปอังกฤษเข้าไปทุกที
หลังจากที่พาสปอร์ตถูกส่งกลับมา
พร้อมๆ กับสติ๊กเกอร์วีซ่าอังกฤษที่ถูกติดมาอย่างเรียบร้อยในเล่ม

นัดเจอกัน...
เมื่อกลุ่มสาวๆ รวมตัวก็เม้าท์ๆๆๆ
"นี่ๆๆ จัดกระเป๋ากันได้แล้วนะ เสื้อผ้าเนี่ยต้องให้สุดๆ นะ ถ่ายรูปจะได้สวย ช่วงที่เราจะไปเป็นหน้าร้อน จะสายเดี่ยวหรือเกาะอก ก็ได้เลยเต็มที่"
เอาละหว่า...นี่ไม่ใช่นิสัยฉันเลย
ฉันไม่ค่อยแต่งตัว ไม่ค่อยมีเสื้อผ้าสีสดใส
แต่จากทริปที่ผ่านๆ มา...ฉันพยักหน้าเห็นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

กลับมาบ้านหลังจากอาหารมื้อนี้
ฉันรีบเปิดตู้เสื้อผ้า...งัดออกมาแมตช์เต็มที่
จัดได้ประมาณหนึ่ง...กระหยิ่มยิ้มย่อง
โอเคโว้ย...ไม่ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่
ขาสั้น เสื้อกล้าม ชุดลำลอง สบายๆ
ก่อนแพคลงกระเป๋า
เอ้า...เปิดอินเตอร์เน็ทเช็คสภาพอากาศซะหน่อย
แม่เจ้าาาาาา...นี่หน้าร้อนเหรอ
อากาศไม่เกิน 20 องศาเซลเซียล
แถมขึ้นชื่อว่าเกาะอังกฤษ...ยังไงต้องมีฝนแน่ๆ
ตายละตรู...ต้องจัดใหม่ละงานนี้
เป็นอันว่าขาสั้น สายเดี่ยว อดกันงานนี้

เอ...หรือว่าเป็นโชคดีของคนที่นั่น
ที่จะไม่ได้เห็นของแปลกประหลาด...




ปล. เมล์หาเพื่อนที่อังกฤษถามเรื่องฝน พลางจินตนาการตัวเองในชุดเรนโค้ทเท่ห์ (คิดเป็นข้อความส่งไปในเมล์ด้วย) "นี่หล่อน อย่าเว่อร์ให้มาก เอาพอนโจใช้แล้วทิ้งก็พอแล้วย่ะ" แป่ว...หมดกัน ยัยเพื่อนบ้า จะทำลายฝันฉันทำไมกันยะเนี่ย...




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2552    
Last Update : 24 สิงหาคม 2552 23:25:54 น.
Counter : 405 Pageviews.  

1  2  

blue passion
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]




มีหัวใจไว้เดินทาง ค้นหาความหมายของชีวิต เพื่อเติมเต็มให้กับคำถามที่เกิดขึ้นมากมายระหว่างการเติบโต วิธีการในการเดินทางมีมากมาย แต่ ณ วันนี้ ขอเลือกสองล้อเป็นพาหนะในการนำพาไปสู่จุดหมายปลายทาง

Site Meter

เปิดโลกแห่งท้องทะเลสีคราม แหล่งชุมนุมของผู้รักการดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้

เวป Bigbike หัวใจ Adventure ทุกสายพันธุ์

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add blue passion's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.