เรื่องราวผู้หญิงกับการเดินทางด้วยหัวใจ 2 ล้อ (มอเตอร์ไซด์) รวมถึงการท่องไปในโลกกว้างด้วยวิธีการอื่นๆ คลอเคล้าด้วยคนตรีไพเราะหลากหลายรูปแบบ เรามาผจญภัยด้วยกันนะคะ

ทริปเก่า...ทิ้งหนูดี (รอบสอง) ขี่ FZ1 ตะลุยเหนือ เลาะตะเข็บชายแดน ลาว-ไทย-พม่า [ตอนที่ 1]

จริงๆ ทริปนี้เป็นทริปเก่าเก็บ คือไปตั้งแต่ต้นปี 52 ราวๆ เดือนกุมภาพันธ์ และได้โพสไว้ในเวป stormclub นานแล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสนำมารวบรวมไว้ด้วยกันที่นี้ เพราะกำลังจะเปิดฤดูขี่รถกันอีกครั้ง หลังฝนซาและเมื่อลมหนาวมาเยือน เสมือนเป็นสัญญาณบอกว่าถึงเวลาขี่รถเที่ยวกันได้แล้ว ^_^ แต่ก่อนจะมีทริปใหม่มาเล่าสู่กันฟัง ขอนำทริปนี้มาเรียกน้ำย่อยกันก่อนก็แล้วกันค่ะ

เช่นเคยค่ะ...ดูภาพ อ่านเรื่อง กางแผนที่ ...จะเห็นว่ามีตัวเลขกำกับในช่วงต่างๆ นั่นคือเลขของเส้นทางสายถนนที่ใช้ค่ะ ใครจะขี่ตามเส้นทางเหล่านี้ได้เลยไม่มีลิขสิทธิ์แต่อย่างใดค่ะ


ทริปนี้เป็นอะไรที่ยาวมาก (6 วันเต็มๆ) ล่องขึ้นเหนือไปเรื่อย เริ่มต้นที่กรุงเทพ จุดหมายคือแต่ละจังหวัดที่คาดไว้ในแต่ละวัน เริ่มจาก ผ่านเพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย แวะน่าน เชียงราย เชียงใหม่ และจบที่ตาก จังหวัดที่กล่าวเป็นจังหวัดที่ได้แวะท่องเที่ยว แต่ทางผ่านไม่นับ (เพราะถ้านับจริงๆก็เกือบจะทั่วเหนืออยู่แล้ว ฮา...) ที่ตัดสินใจลองขี่ไกลขนาดนี้ เพื่อเป็นการลองดูก่อน เพราะตั้งใจว่าอยากจะขี่ออกนอกประเทศแน่ๆ ถ้าทริปนี้รอดก็เป็นอันว่าโอ...และแล้วก็รอดปลอดภัย จบทริปด้วยระยะทางเกือบสามพันกิโลเมตร

ปล.ด้วยความที่ทริปมันยาวมาก ก็เลยต้องยอมทิ้งหนูดีไว้ก่อน รอกล่องแต่งก็ไม่มาซักที เพราะช่วงภาคกลาง ถ้าได้ซัก 130-140 km.จะได้พอทำเวลาได้หน่อย


เริ่มออกเดินทางตั้งแต่ 5:30AM ของเช้าวันที่ 2/2/52 เพราะกลัวรถติดกว่าจะผ่าเมืองไปฝังรังสิตได้คงจะแย่แน่ ทำเวลาได้ดี สามารถมาจอดแวะเติมน้ำมันยังปั๊ม ปตท.(ที่แวะประจำ)ได้ตั้งแต่ยังไม่ถึง 6 โมง ช่างเป็นการเริ่มต้นที่ยุ่งเหยิงเพราะ คู่หูกว่าจะนำรถมาให้แพคของก็ปาเข้าไปสี่ทุ่ม ก็เลยมีการกลั่นแกล้งด้วยการบรรทุกๆอย่างลงใน GS หมด (อืม...บ้า long way down ดีนัก 555)จริงๆแล้วตอนแรกกะว่าจะขี่GSในทริปนี้ ก่อนออกนอกเมืองก็บอกว่าของเยอะ พอออกนอกเมืองแล้วก็บอกว่ารถยังเยอะอยู่เลย สุดท้ายก็บอกว่าของหนักไม่ขี่แล้ว 555


ร้านกาแฟน่ารักๆ ที่สามารถจอดรถแวะชมวิวสวยๆ ระหว่างทางจากเพชรบูรณ์เมืองมะขามหวาน มุ่งหน้าสู่พิษณุโลก พร้อมกับเป็นการ “พักก้น”ซักนิดหน่อย ตั้งใจจะกลับไปเยือนภูหินร่องกล้า ที่เคยไปมาเมื่อตอนค่ายวิทยาศาสตร์สมัยมัธยมต้น(นานมาก) ด้วยความที่นอนกันน้อยมากทั้งสองคน ช่วงแรกของการขี่ผ่านถนนพหลโยธิน(1)ผ่านสระบุรีมุ่งหน้าเข้าลพบุรี(21)ทางตรงแหน่วจึงออกแนวง่วงๆ ช้าๆ บวกกับอากาศที่เริ่มร้อนแล้ว จากที่ยังเย็นๆ ร้อนซะงั้น เหมือนปิดสวิทซ์เลย ก็เลยขี่เรื่อยๆ มุ่งตรงอย่างเดียวเข้าสู่เพชรบูร์ณราวเที่ยง แวะกินของว่าเที่ยวที่ coffee hill (บนถนน 12)


เดินทางต่อสู่ภูหินร่องกล้า ซึ่งสามารถเดินทางเข้าได้ 2 ทาง แต่ตัดสินใจเข้าทางถนนหมายเลย 12 แล้วเข้าสู่ 2013 แทนการเข้าทางทับเบิก (2331) เพราะกลัวว่าทางจะแย่เกินกว่า FZ1 จะรับไหว


เริ่มขึ้นภูก็เริ่มครึ้มเหมือนฝนจะตกเลย ใจก็ตุ้มๆต่อมๆ ถึง ลานหินแตก ก่อนเป็นจุดแรกที่แวะเที่ยวราวบ่ายสองกว่าๆ ความงามที่ธรรมชาติรังสรรค์บรรจงสร้างทำให้อดคิดถึงความยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ตัวน้อยๆอย่างเราไม่มีวันเทียบได้


จุดที่ยังไงก็ต้องไปนั่นคือ ลานหินปุ่ม เพราะจำได้ว่ามันสวยมาก แต่...แม่เจ้าต้องเดินอีกตั้งกิโลกว่า ขี่มาตั้งไกล...ต้องเดินอีก แต่ก็นะมาแล้วนี่นา แต่พอถึง...คุณจะรู้ว่ามันคุ้มมาก


กว่าจะเดินกลับมาก็ปาเข้าไป 16:00PM เหงื่อตก หาน้ำกินมะได้เลย (ไม่ได้พกไปซักขวด) จริงๆแล้วแผนคือเข้าไปกินข้าวกลางวันกับ biker ชาวพิษณุโลก แต่ก็เลทไปเยอะ เมื่อติดต่อไปก็เป็นอันว่ายังรอเจออยู่ เราจึงไปนัดไปกินข้าวกันที่ Resort rain forest ขอขอบคุณเพื่อน biker ชาวพิษณุโลกที่อุตสาห์รอกินข้าวด้วย จะแย่งกันเลี้ยงข้าว และขี่ไปส่งยังถนนเส้นทางต่อไปสุโขทัย


สภาพเส้นทางถนนหมายเลย 21 ซึ่งมีโค้งสวยๆ พอสมควร แต่ถนนจะดูแห้งๆ ลื่นๆ (ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า เอิ้กๆๆ)


ระหว่างเส้นทาง เราสามารถพบเห็นวัดวาอารามณ์และปฏิมากรรมที่สวยงามได้ตลอด ชวนให้หยุดถ่ายรูปภาพยิ่งนัก แต่ถ้าขืนหยุดทุกวัดก็คงไม่ถึงที่หมายปลายทางเป็นแน่แท้


ภาพโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

คืนแรกตัดสินใจทำตามที่วางแผนไว้คือเข้ามานอนที่ตัวเมืองสุโขทัย กว่าจะถึงโรงแรมก็ปาเข้าไปสามทุ่ม เบ็ดเสร็จวันแรกขี่ไป 490KM เข้าพักที่โรงแรมไพลิน (ออกจากตัวเมืองมุ่งหน้าไปทางตาก) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยที่เราจะไปลุยกันในเช้าวันรุ่งขึ้น


ภาพโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ความงามของโบราณสถานบ้านเรา ถึงแม้จะไม่ยิ่งใหญ่อลังการเท่าของชาติอื่นที่เคยได้สัมผัสมา แต่ก็ให้ความน่าทึ่งไม่น้อยเมื่อนึกไปถึงวิวัฒนาการในการก่อสร้างในยุคสมัยนั้นว่าทำได้อย่างไร


ภาพโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย



60km ออกจากตัวเมือง มุ่งหน้าสู่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยตามถนนสาย 101 ความต่างของสองอุทยานนี้คือสภาพภูมิทัศน์โอยรอบที่อันหลังร่มรื่นกว่ามาก


ปฏิมากรรมสวยๆ ภายในวัด แม้จะพบเห็นว่าถูกทำลายไปไม่น้อย แต่ก็ยังคงความงามให้เห็นได้อย่างชัดเจน


ภายในความเก่าแก่ แค่เพียงจีวรหนึ่งผืน ก็สามารถทำให้พระพุทธหนึ่งองค์ สวยงามโดดเด่นประดุจมีชีวิต


มุ่งหน้าสู่น่าน ตามเส้นทางหมายเลย 101 ผ่านแพร่ ช่วงที่เป็นรอยต่อจากสุโขทัยเข้าแพร่จัดว่าเป็นเส้นทางที่สวยเส้นหนึ่งทีเดียว ก่อนจากสุโขทัยเติมพลังด้วยก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ความแตกต่างของมันก็คือ มันใส่ถั่วฝักยาวซอยๆ ลงไปด้วยค่ะ


ต่อเนื่องจากภาพที่แล้ว โค้งสวย เส้นทางที่ดูร่มรื่น แต่ทางที่ผ่านจากแพร่เข้าสู่น่านนี่สิคะ แถวๆ อ.ร้องกวาง โค้งสวยจริงๆ ทางดีมากๆ แต่รถบรรทุกร่วมทางแย่โคตร แซงที่หัวใจจะวาย ไหนจะกินเลนส์แล้วยังขับเร็วอีก กลัวว่ามันจะเบรกแตก รึไม่ก็ท้ายปัดมากวาดเราไปนี่ก็จบกันเหมือนกัน เฮ้อ...กลุ้ม ก็เลยไม่มีรูปเส้นทางนี้มาให้ได้ดูกันนะคะ


ขี่ผ่านทางเข้าพระธาตุแช่แห้ง แต่ก็ไม่ได้แวะเข้าไป เพราะเริ่มจะมืด (ราวๆสี่โมงกว่า) จากรูปในหนังสือสวยมาก สงสัยต้องหาทางไปซ้ำ คืนที่สองนี้ เรานอนที่ตัวเมืองน่าน พักโรงแรมเทวราช จากการถามชาวบ้านในจังหวัดได้แนะนำโรงแรมนี้เหมือนกันถึงหลายคน วันที่สองสิ้นสุดการขี่รถด้วยระยะทาง 390km. หุหุ..ยังไม่ค่อยอยู่ตัว จัดว่าเหนื่อยเอาเรื่อง กินข้าวเสร็จก็งีบหลับไปตั้งแต่ยังไม่สามทุ่ม 555


คิดว่าคนที่คิดถังติดรถมอเตอร์ไซด์ น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เห็นได้รอบตัวเช่นนี้ วันนี้ตื่นแต่เช้า (ที่จริงก็ไม่เช้าเท่าไหร่ ซัก 8โมงกว่าได้) ออกไปหาอะไรกินที่ตลาดฝั่งตรงข้ามโรงแรม แต่...สายไป ตลาดวายแล้ว สรุปหาโจ็กกินไม่ได้ (โรงแรมเค้ามีคูปองอาหารเช้าให้นะคะ เด๋วจะเข้าใจผิด และก็ที่จอดรถดีมาก)

การเดินทางผ่านไปได้ครึ่งทางแล้ว...แต่เพื่อไม่ให้เป็นการลำบากในการโหลดเพื่อติดตาม ขอต่อตอนที่สองใน blog ถัดไป อย่าลืมตามไปอ่านกันนะคะ




 

Create Date : 30 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 1 ธันวาคม 2552 14:50:08 น.
Counter : 1156 Pageviews.  

ขี่ชอปเปอร์จากเชียงใหม่ ไปงานผีตาโขน จ.เลย

คราวนี้เป็นการนัดหมายล่วงหน้ายาวนาน จากเสียงตามสายชวนของเพื่อนสาวสุดที่รักคนเดิม "ไปงานผีตาโขนที่จังหวัดเลยกันนะ ปลายเดือนนี้ (มิย.) อย่าลืมซะละ" สองจิตสองใจ เพราะเกรงใจเพื่อน เนื่องยังไม่มีรถของตัวเองช่วงนี้ แต่ด้วยความอยาก ไม่ได้ขี่มาหลายเดือน ทำให้ปฏิเสธไม่ลง ทริปนี้เรียกว่าครบรสชาติ สองวันกว่าพันโล ด้วยสภาพอากาสทุกรูปแบบ เย็น ร้อน ฝนตก, เปียกแล้วแห้ง แห้งแล้วเปียกวันละหลายๆ รอบ จบทริปด้วยความม่วนหลายและก็ไม่ป่วยไข้แต่ประการใด

ออกเดินทางจากกรุงเทพไปขึ้นเครื่องการบินไทยตั้งแต่ไก่โห่ ไฟลท์บ่ายสามโมง ไปมันตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง กลัวตกเครื่องเหมือนคราวที่แล้ว ถึงเชียงใหม่สี่โมงกว่า แม้ว่าจะนั่งการบินไทยก็ยังมีดีเลย์นิดหน่อย ที่รีบไปเพราะว่าจะไปแวะโชว์รูม BMW เชียงใหม่ กะว่าจะไปลอง F800 ซะหน่อย แต่ก็ไม่ทันอยู่ดี เป็นอันว่าชวดไป

เริ่มต้นการเดินทาง ก้าวเท้าออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ คราวนี้ได้พาหนะคู่ใจเป็น Honda Shadow 400 cc. ใจจริงก็ยังไม่ค่อยชอบรถแนวนี้เท่าไหร่ แต่ใจมันอยากขี่ อะไรก็เอาละวินาทีนี้ อย่างไรก็ต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์สาว คุณเอ้ ณ เชียงใหม่ไว้นะที่นี่



นัดรวมพลกันที่ปั๊ม ปตท. 6 โมงเช้า รวมสมาชิกทั้งหมด 8 คัน ได้แก่ HD Electra Glide, HD DynaLowRider (ถ้าชื่อรุ่นผิดต้องขออภัยไว้นะที่นี้นะคะ หาใช่เซียน HD เด๋วจะโดนเคือง, Yamaha FJR1300, BMW R1100, BMW R1200GS, Handa ไม่ทราบรุ่นอีก 2 รวมตัวครบล้อหมุน 6 โมงครึ่งพอดิบพอดี

วิ่งออกจากเชียงใหม่ ไปตามถนนสาย 11 มุ่งหน้าสู่ลำพูน วิ่งเข้าลำปาง ทางดีและสวย มากี่ทีก็ไม่เบื่อ อยากย้ายบ้านมาอยู่ภาคเหนือซะจริงๆ จะได้ขี่เล่นบ่อยๆ ระหว่างทางก็เริ่มมีฝนปรอยๆ แต่ด้วยความที่ดูฟ้าใสๆ ก็เลยไม่คิดกันว่าจะตกหนักนัก



พี่คันข้างหลัง (เสื้อกันฝนสีเขียว) ไม่น่าเชื่อว่าจะอายุเกือบ 60 แล้ว ทริปนี้เป็นทริปแรก จึงมีข้าวของมากหน่อย
แต่สุดท้ายพี่เขาก็ขอถอนตัวกลางทาง เพราะช่วงฝนตกรถแกลื่นล้มไปสองรอบ น้ำมันหมดอีกหนึ่งรอบ



เข้าถนนช่วงเด่นชัยจากฝนปรอยๆ กลายเป็นตกหนักขึ้นเรื่อยแบบไม่ลืมหูลืมตา มีบางส่วนไม่กลัวฝนกับถนนลื่นๆ ก็มุ่งหน้าไปก่อน ส่วนข้าพเจ้ากับอีกสามคันจอดหลบได้เพิงจาก แต่ซักพักฝนที่ตกหนักไม่หยุด ทำให้จากเริ่มรั่ว ยืนตรงไหนก็แหมะๆ ใส่หัวอยู่ดี แถมฟ้าเขียวสม่ำเสมอดูทีท่าแล้วไม่น่าจะหยุดง่ายๆ จึงตัดสินใจขี่ฝ่าฝนไปยังปั๊มนัดหมายถัดไป



จนถึงปั๊ม(แยกเข้าอุตรดิตถ์)ฝนก็ยังไม่หยุด แต่ก็ถือว่าซาลงไปมาก เลยถือโอกาสกินข้าวเช้ามันซะที่นี่เลย
กว่า 9 โมงเพิ่งจะมาได้แค่นี้เอง แล้วจะถึงกี่โมงกันละเนี่ย -_-



ถามว่าขี่รถตากฝนน่ะกลัวไหม คำตอบคือไม่ แต่ที่กลัวน่ะคือกลัวหนาว ว่าแล้วเราก็เลยต้องหาทางเพิ่มความอบอุ่นด้วยเสื้อกันฝนรุ่นพิเศษ สังเกตนางแบบของเรานะคะ ...ถุงดำนั่นเอง สารพัดประโยชน์จริงๆ (เคยใช้ตอนดำน้ำค่ะ เลยลองเอามาใช้กับการขี่รถดู ก็พอกล้อมแกล้มไปได้)



รูปทางสวยๆ ก่อนเข้าสู่ช่วงฝนตก



รูปมอเตอร์ไซด์คู่กายของสาวเอ้ ตัวนิดเดียว ขี่ซ้าาา เครื่อง 1450 cc ครับท่าน



ออกจากปั๊มผ่านช่วงอำเภอทองแสนขัน (1214) ถนนบางช่วงทำอยู่ การที่ฝนตกจึงทำให้พื้นกลายเป็นโคลน ก็เลยได้มีลงไปวัดพื้นกันบ้าง เพราะล้อติดหล่ม



ลื่นล้มกันไปสองคัน แต่ก็แบบล้มแปะ ไม่มีใครเป็นอะไร ซึ่งตรงช่วงนี้ก็มีรถสิบล้อมาติดหล่มเช่นกัน



แรกๆ ก็เซ็งๆ ที่ฝนตก แต่ไปๆ มาก็ชักคิดว่าสนุกดี เป็นอีกอรรถรส โหด มันส์ ฮา และหนาวววว พี่ใหญ่คันนี้ก็ได้ลงไปคลุกขี้โคลนกะเค้าเหมือนกัน อิอิ การขี่มุ่งหน้าผ่านพิษณุโลก (1114) มาทางชาติตระการ ท่าสะแก เข้าแยกนายัง (1248) ผ่านบ่อโพธิ์ (2013) จนเข้าสู่ด่านซ้าย จ.เลยในที่สุด



สุดท้ายกว่าจะมาถึงเด่นชัย จ.เลยได้ ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสอง ทำให้ชวดพบเพื่อนๆ หลายกลุ่มที่มาจากกรุงเทพที่รอไม่ไหว กลับกันไปแล้ว แวะถ่ายรูปที่พระธาตุศรีสองรัก (ถ่ายแต่ข้างหน้า ไม่ได้ขึ้นไปค่ะ มันร้อน...อากาศนะ)



จากนั้นก็แวะหาข้าวกลางวันกินกัน เติมพลังให้ท้องอิ่ม ก่อนเดินเที่ยวงานผีตาโขน ความจริงขบวนแห่หมดไปแล้วตั้งแต่ช่วงสาย แต่ถนนหน้าอำเภอตอนนี้ก็ยังปิดอยู่และยังมีบรรดาผีตาโขนกระจัดกระจายอยู่แถวๆ นั้นให้ถ่ายรูปได้ รถติดมากๆ จนต้องจอดรถไว้แล้วเดินเข้าไปกว่ากิโล เมื่อกี้ผ่านช่วงฝนตก แต่ตอนนี้แดดเปรี้ยงสุดๆ

ทุก ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี ที่อำเภอด่านซ้ายจะมีประเพณีชื่อแปลก คือ ประเพณีแห่ผีตาโขน เกี่ยวโยงกับงานบุญพระเวสหรือเทศน์มหาชาติประจำปีกับพระธาตุเจดีย์สองรัก ปูชนียสถานสำคัญของชาวด่านซ้าย ถือเป็นงาน "บุญหลวง" โดยรวมเอางาน"บุญพระเวส" หรือ "ฮีตเดือนสี่" และงาน"บุญบั้งไฟ"หรือ"ฮีตเดือนหก" รวมเข้าไว้ด้วยกัน

บ้างก็ว่าชื่อนี้ได้มาครั้งเมื่อพระเวสสันดร เสด็จจากป่ากลับสู่เมือง บรรดาคนป่าที่ชื่นชมในพระบารมี ต่างแฝงตัวเข้ามาในขบวนแห่พระเวสสันดร เพื่อส่งเสด็จกลับด้วยความอาลัยรัก และนี่เองจึงทำให้เกิดชื่อ "ผีตามคน" และเพี้ยนมาเป็น "ผีตาขน" และ "ผีตาโขน" ในปัจจุบัน

เนื่องจากงานประเพณีผีตาโขนเป็นงานบุญใหญ่ซึ่งเรียกกันว่างานบุญหลวง จัดขึ้นที่วัดโพนชัย อ.ด่านซ้าย โดยมีการละเล่นผีตาโขน มีการเทศน์มหาชาติ มีการทำบุญพระธาตุศรีสองรักและงานบุญต่างๆเข้ามาผสมอยู่รวม ๆ กัน จึงมีการจัดงานกัน 3 วัน

วันแรก เรียกว่า "วันโฮม" หรือ "วันรวม" เริ่มพิธีตอนเช้า 04.00-05.00 น. เป็นวันประกอบพิธีกรรมเบิกพระอุปคุตจากลำน้ำหมัน

ถึงตอนสายขบวนแห่จะเคลื่อนไปบ้านเจ้าพ่อกวนเพื่อประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียม (ผู้ประกอบพิธีเลี้ยงผีหอหลวง) ซึ่งช่วงเวลานั้นบรรดาผีตาโขนที่นอนหลับหรืออยู่ตามที่ต่างๆก็จะมาร่วมขบวนด้วยความยินดีปรีดา เต้นรำ เข้าจังหวะกับเสียงหมากกระแร่ง ซึ่งเป็นกระดิ่งผูกคอวัวหรือกระดิ่งให้ดังเสียงดัง

ผีตาโขนจะออกมาร่วมขบวนและเพ่นพ่านมากขึ้น เมื่อพิธีสู่ขวัญเสร็จ คนทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยเจ้ากวนนางเทียมคณะแสนนางแต่ง(ผู้ช่วยเจ้ากวนและนางเทียม) บรรดาผีตาโขน ขบวนเซิ้งและการละเล่นต่างๆเช่น ทั่งบั้ง(คนป่ากระทุ้งพลอง) ควายตู้(ไถนา) คนทอดแห จะเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณวัดโพนชัยเพื่อแห่รอบอุโบสถ ในช่วงนี้ผีตาโขนจะออกมาร่วมชุมนุมมากมาย หลังจากนั้นผีตาโขนจะเที่ยวออกอาละวาดไปตามระแวกบ้าน

วันที่สอง ขบวนแห่พระเวสสันดรและนางมัทรี เข้าเมือง และขบวนแห่บั้งไฟเจ้ากวน ขบวนบั้งไฟนี้เมื่อแห่ถึงวัดโพนชัยแล้วจะนำไปจุดเพื่อขอฝนจากพญาแถนขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ระหว่างแห่บั้งไฟเจ้ากวนจะโปรยทานไปด้วย วันนี้แหละเป็นวันที่ผีตาโขนคึกคักคึกครื้นเป็นที่สุด

ส่วนวันที่สาม เป็นวันทำบุญฟังเทศน์ จากนั้นก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

งานบุญหลวงประเพณีผีตาโขนของอำเภอด่านซ้ายจังหวัดเลย เป็นประเพณีสำคัญ เพราะอยู่ในฮิดสิบสองเดือนสี่งานบุญผะเหวด (พระเวส) แห่ผีตาโขนแม้จะมีเล่นในอีสานถิ่นอื่นบ้าง แต่ที่วัดโพนชัย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยเป็นที่รู้จักและจะยังคงอยู่คู่กับ "พระธาตุศรีสองรัก" ตลอดไป












ภาพขบวนแห่...


ผีตาโขนที่จะเข้าขบวนแห่นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ขนาด คือ ผีตาโขนใหญ่ และ ผีตาโขนเล็ก





ภาพผีตาโขนใหญ่


สำหรับผีตาโขนใหญ่นั้นจะจัดทำขึ้นเพียง 2 ตัว คือ หญิง 1 ชาย 1 เท่านั้น โดยจะทำขึ้นจากโครงไม้ไผ่คล้ายกับสุ่มไก่ขนาดใหญ่ จากนั้นก็ตกแต่งด้วยผ้าจนมองไม่เห็นโครงไม้ไผ่ เมื่อเข้าขบวนแห่ก็จะมีคนเข้าไปอยู่ภายในเพื่อยกโครงไม้ไผ่เคลื่อนไปตามขบวน

ลักษณะพิเศษของผีตาโขนใหญ่อีกอย่างหนึ่ง คือ จะทำเครื่องเพศหญิง ชายไว้อย่างชัดเจน ผีตาโขนใหญ่นี้บุคคลทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตจัดทำขึ้น มีเพียงกลุ่มคนที่ได้รับมอบหมายให้จัดทำมาหลายชั่วอายุคนเท่านั้น และก่อนทำก็จะต้องมีการขอขมาสิ่งศักดิ์ก่อน จึงจะสามารถขึ้นโครงร่างได้ ถ้าได้รับอนุญาตแล้วต้องทำทุกปีหรือทำติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี

สำหรับผีตาโขนเล็ก หรือ ผีตาโขน ที่เราจะพบเห็นในขบวนแห่ทั่วไปนั้น ชาวบ้านในละแวกบ้านใกล้เคียงจะจัดทำขึ้นเพื่อเข้าร่วมขบวนแห่ ทั้งผู้หญิงชาย มีสิทธิ์ทำและเข้าร่วมสนุกได้ทุกคน สมัยก่อนผู้หญิงไม่ค่อยเข้าร่วมเพราะเป็นการเล่นค่อนข้างผาดโผนและซุกซน จึงมีเฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่ร่วมขบวนแห่ แต่ปัจจุบันมีการจัดขบวนของทางโรงเรียนหรือตำบลย่อยๆ ซึ่งมีนักเรียนหญิงแต่งกายเป็นผีตาโขนเข้าร่วมด้วย จึงมีการคิดตกแต่งหน้ากากและเสื้อผ้าให้เป็นทีมและสีสรรต่างๆ กันไปมากมายหลายหลาก



เหล่าบรรดาผีตาโขน ไม่อายกล้อง ที่เห็นเมื่อไหร่เป็นพร้อมเก๊กท่าให้เสมอ



กลุ่มนี้เอาหน้ากากมาจัดวางรวมกันไว้ เดินผ่านคิดจะถ่ายรูป แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนมาว่า "พี่ครับ พี่ๆๆ พี่ที่ใส่กางเกง yellow corn น่ะ เข้าไปตรงกลางเลย ผมให้เข้า ผมชอบกางเกงพี่" เป็นงง แต่ก็ดี...ว่าแล้วก็วิ่งจู้ดเข้าไปทันที

การแต่งกายของผีตาโขนเล็กนั้น จะนำเศษผ้ามาเย็บเป็นชุดเพื่อปิดบังร่างกาย และสวมหน้ากากที่ทำขึ้นจากโคนของทางมะพร้าว นำมาตัดแต่งให้เป็นรูปหน้าหน้าผี เติมจมูกยาว ๆ คล้ายกับงวงช้าง ทำการวาดลวดลายเติมสีสันอย่างสวยงาม แล้วแต่ละบุคคลจะจินตนาการต่างๆ กันออกไป ส่วนหัวที่ทำคล้ายเขาของผีตาโขนนั้น จะนำเอา"หวด" นึ่งข้าวที่ทำด้วยไม้ไผ่มาเย็บต่อจากกาบมะพร้าวนั่นเอง





ขาดไม่ได้อีกอย่างคือ "หมากกะแหล่ง" หรือ กระดึงสำหรับผูกคอวัว นำมาห้วยเป็นพวกไว้ที่เอว เพื่อเวลาเดินจะเกิดเสียงดังตลอดเวลา ปัจจุบันมีการนำกระป๋องมาบรรจุลูกหินเผื่อใช้แทนหมากกะแหล่ง



อาวุธประจำกายของผีตาโขนเป็นดาบไม้ แต่มีไม่น้อยที่นิยมถือปลัดขิกขนาดใหญ่ เพื่อใช้เย้าแหย่สาว ๆ ที่มาชมขบวนแห่เป็นที่สนุกสนานโดยไม่มีการถือโกรธกันแต่อย่างใด ไม่ถือเป็นเรื่องหยาบ หรือลามกเพราะมีความเชื่อกันว่าหากเล่นตลกและนำอวัยวะเพศชายหญิงมาเล่นมาโชว์ในพิธีแห่และงานบุญบั้งไฟจะทำให้พญาแถนพอใจ ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์





บรรดาผีๆ เล่นกับนักท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน



หลากหลาย...โดยเฉพาะผีตาโขนตัวน้อย น่ารัก



แม้จะบ่าย แต่ผู้คนก็ยังคึกคัก ส่วนบรรดาผีตาโขนเองก็มันส์ไม่น้อย
เต้นกันอย่างสนุกสนาน บางตนก็ร่ำสุราจนกรึ่มได้ที่ทีเดียว



หุ่นผีตาโขนขนาดใหญ่ ที่มีมือดีอุตริเอามาใส่เดินเล่น
เดินไปๆมาๆซักพักหัวไปติดต้นไม้ หงายหลังโครมซะงั้น ^_^



ตุ๊กตาผีตาโขนขนาดจิ๋ว เอาหุ่นยนต์เต้นได้มาทำ น่ารักสุดๆ



บริเวณวัดที่มีการประกอบพิธีทางด้านหลัง



ขณะที่ด้านหน้า เด็กๆ สนุกสนาน ด้านหลังวัด บรรดาพ่อแก่แม่เฒ่าก็ทำพิธีตามธรรมเนียมโบราณ และมีการจุดบั้งไฟเป็นระยะๆ

งานนี้มีเหล่าสิงห์มอเตอร์ไซด์มากันมากมาย แต่ที่ได้ใจคือบรรดาเหล่าเด็กวัยรุ่นที่ขี่รถเล็กๆ เช่น อีแก่ ชาลี เวสป้า ขอปรบมือให้เสียงดังๆ เลยค่ะ ด้วยบางกลุ่มมาจากระยะทางที่ไกลมาก แต่ก็สามารถขี่รถที่ไม่สามารถใช้ความเร็วสูงกันมา เห็นมีช่วยกันซ่อมบ้างเป็นระยะๆ แต่ก็ยังมาจนถึง



คันนี้...ไอเดียเริ่ด กลัวหมวกหายก็ล่ามไว้ซะเลย คิคิ




วิวยามเย็นข้างทาง เทือกเขาสลับซับซ้อนที่ยังคงความเขียวขจี สบายตาเป็นอย่างยิ่ง ตอนแรกได้ข่าวว่ามีงานมอเตอร์ไซด์ในจังหวัดเลย แต่ไม่มีใครรู้ว่ามีจริงๆ หรือไม่ซักคน ก็เลยตัดสินใจตีเข้าไปนอนพิษณุโลกแทน สุดท้ายก็เช็คจนรู้ว่ามีงานจริงๆ อดเลย



จอดรถแล้วเดินลงไปถ่ายรูปนะคะ ^o^



สองหนุ่มพี่-น้องจากลำปาง กับหนึ่ง BMW R1100 สีเขียวมะนาว



เจ้า Shadow พาหนะคู่ใจในทริปนี้ กับทางสวยๆ ช่วงที่เริ่มเข้าสู่พิษณุโลก



เมื่อคืนเรานอนกันที่ตัวเมืองพิษณุโลก และก็ได้ไปเดินไนท์บาร์ซาด้วยละ
เตรียมตัวออกเดินทางในเช้ารุ่นขึ้นเวลา 8.30 ตกลงว่าจะไปเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยกัน นับได้ว่ามาเยือนเป็นครั้งที่สองในรอบปี



คราวนี้เลยขอแยกตัวออกไปถ่ายภาพโบราณสถานย่อยๆอื่นๆ ในเขตอุทยาน



พระพุทธรูปในสุโขทัยนั้นอ่อนช้อย งดงามยิ่งนัก



บึงกลางอุทยาน..กับชอปเปอร์ เข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจ



จากสุโขทัยมุ่งหน้าเข้าจังหวัดตาก ไปกินสเต็ก และก็เพื่อจะหนีฝน แต่สุดท้ายก็โดนอยู่ดี
แถมขากลับนี่เปียกแล้วแห้ง แห้งแล้วเปียก อยู่สามรอบได้



ขณะที่กำลังเดินทางเข้าสู่จังหวัดตาก รถคันที่เบิ้มที่สุดเกิดยางล่อน ตอนแรกเจ้าของรถกะจะฝากรถไว้ที่บ้านเพื่อนที่ตาก
แต่ไม่อยู่ ก็เลยตัดสินใจบดกลับเชียงใหม่ แต่ก็ต้องลดความเร็วลงเหลือ 80km/hr



ขี่เรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม



ขี่เที่ยวไปเรื่อย ผ่านอะไรที่น่าแวะ อยากแวะก็แวะ...ที่วัดถ้ำน้ำผ่าผางาม



มีถ้ำให้เดินเที่ยว ปากถ้ำต้องเดินขึ้นไป ก่อนเดินขึ้นไปไม่ได้ไปบอกเจ้าหน้าที่ ทำให้ไม่สามารถเปิดไฟให้ถ้ำได้ พอดีมีไฟฉายแค่อันเดียว และช่วงนี้ฝนตกชุก ทำให้พื้นแฉะแล้วก็เป็นโคลนหน่อยๆ เดินแล้วติดหนุบหนับ เลยถอดใจ เดินเข้าไปได้ไม่ลึกเท่าไหร่ จริงๆแล้วทางเข้าถ้ำกับทางออกเป็นคนละทาง ประมาณว่าเดินเข้าไปเรื่อยๆ ไปออกอีกทางค่ะ แต่ต้องมีคนนำเพราะทางออกเป็นป่า ถ้าไม่รู้ทางอาจหลงได้



ไม้กลายเป็นหิน เห็นพี่ที่ไปด้วยบอกว่ายกมาจากที่ไหนซักแห่ง ไม่ได้เกิดที่บริเวณวัดนี่



จุดสุดท้ายที่แวะก่อนถึงเชียงใหม่คือ พระธาตุลำปางหลวง



วิจิตรงดงามมากๆ



มาลำปางทั้งที ก็ต้องมีสัญลักษณ์ของที่นี่ ...รถม้า



โบสถ์แบบล้านนา



ช่วงนี้บริเวณเจดีย์มีการบูรณะอยู่ ภาพจึงไม่สวยสมใจ



ออกจากลำปาง มุ่งหน้าสู่พะเยา เข้าเชียงใหม่ ผ่านช่วงขุนตาน ถนนกว้าง เรียบ โค้งยาว ใส่ได้เต็มๆ


งงล่ะซิ เพราะบอกว่าต้องขี่ช้า เนื่องจากมีรถในขบวนยางร่อน เพราะเหตุนี้จึงมีการแวะพักรายทางบ่อย พี่คนที่ขี่เจ้าคันนี้ก็จะเป็นคนแรกที่ออกไปก่อนเสมอ เราก็จะรอซัก 15 นาทีแล้วค่อยขี่ตามค่ะ ^_^ กว่าจะไล่ทันก็สนุกล่ะค่ะ พี่คนนี้เรียกว่าสุดยอด จะตรงจะโค้งถ้าบอกว่า 120 km/hr แก็จะขี่เท่านี้ ดังนั้นการขี่ 120 สำหรับกลุ่มนี้นี่ไม่ได้ช้าเลย



แม้ฟ้าจะครึ้ม ก็ไม่หวั่น ทริปนี้ม่วนหลายๆ พันกว่าโล แต่คุ้มค่าจริงๆ ค่ะ แต่ก็พูดจริงๆ นะ ถ้าต้องขี่มาจากกรุงเทพก็อาจจะไม่สนุกเท่านี้ก็ได้ ก็ภาคกลางมีแต่ทางตรงนี่นา แต่เริ่มจากเชียงใหม่นี่โค้งเยอะดี

ขอบคุณที่ติดตามชมเรื่องราวค่ะ

เจอกันใหม่ทริปหน้านะคะ ^_^

ปล. เรื่องราวเดียวกันจากคุณเอ้ ที่ www.pantip.com ค่ะ


Credit เรื่องราวประเพณีการแห่ผีตาโขน: TripAndTrack, คลังปัญญาไทย
Credit รูปบางส่วน: คุณเอ้ (Koonae), คุณหมู พิษณุโลก

ปล.ลืมเล่า ขอเล่าความน่าเกลียดของคนหน่อยนะคะ เที่ยวบินกลับนี่เจอแต่เรื่องเซ็งๆ
เรื่องแรก ขึ้นเครื่องปุ๊บ เราก็เดินหาที่นั่งของเรา ได้ A หมายความว่าติดหน้าต่าง พอเจอที่นั่ง ก็มีคุณแม่ให้ลูกตัวเองอายุราว 5 ขวบนั่งไปซะแล้ว เราก็เลยยืนมอง คุณแม่คนนี้ก็ไม่ได้สนใจ เราจึงยืนซักพัก ใจก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก ใครจะใจไม้ใส้ระกำกับเด็กตาดำๆ ได้ลงคง เพราะถ้าเราเป็นเด็กเราก็คงอยากนั่งริมหน้าต่าง ยืนกดดันซักพัก ยัยคุณแม่ก็หันมามองหน้า ไม่ยิ้มและก็ไม่พูด หันซ้ายหันขวา แล้วก็มองหน้าลูก จนเราเป็นฝ่ายต้องพูดว่าไม่เป็นไร ใจก็จี๊ดขึ้นมาเลย...ขอกันดีๆ ก็ให้ ทำไมไม่มีมารยาทบ้าง ไม่มีพูดขอและขอบคุณซักคำ จนเครื่องเลนดิ้งแล้วก็แยกย้ายกันไปในที่สุด อดห่วงไม่ได้ว่า ถ้าแม่เป็นอย่างนี้ แล้วลูกต่อไปจะเป็นอย่างไร เมื่อแม่ไม่รู้จักเกรงใจ และไม่รู้จักขอบคุณคนอื่น ไม่รู้ว่าจะสอนว่า...อยากได้อะไรก็ทำเลยนะลูก ของที่ไม่ใช่ของเราก็ไม่เป็นไร ฉกฉวยเอามาเป็นของตน แล้วทำหน้ามึนเข้าไว้นะลูก เดี๋ยวเขาก็ระอาใจไม่ยุ่งกับเราเอง
เรื่องที่สอง ขณะที่กำลังต่อคิวรอรับบัตรคิวแท็กซี่อยู่ดีๆ ก็มีป้าคนนึงโผเข้ามาลัดคิว เราจึงบอกเขาว่าให้ไปต่อคิว แทนที่จะละอาย กลับพูดว่า "ก็แล้วไง...อยากได้ก็เอาไปสิ เอาไปเลย" เสียงดังมาก จนเราอายแทน (ใครผิดกันแน่วะ) ป้าคนนี้ก็บ่นงึมงัมๆ (แต่เสียงดัง) ไม่หยุด จนมีเสียงเรียกจากฝรั่งคนหนึ่งให้ป้าหยุดและไปเข้าแถว แต่ก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรกันมากกว่านั้น หันไปดูจึงรู้ว่าป้าคนนี้น่าจะเป็นเมียฝรั่ง แถมยังจูบปลอบใจซะอีกแน่ะ เออหนอ...อยู่กับชาวต่างชาติที่ว่าศิวิไลซ์ทางอารยธรรมและความคิดก็ไม่ได้แปลว่าจะมีการสอนหรือส่งต่อสิ่งที่ดีๆ มาให้เสมอไป หนำซ้ำฝรั่งบางคนนำเอาประเด็นเรื่องนี้มาเบี่ยงแบนเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวในบ้านเราก็มีถมถืด ขอร้อง...อย่าเห็นว่าเพราะเป็นฝรั่ง ก็ว่าดีไปหมดเล้ยยยย




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2552 5:27:46 น.
Counter : 2684 Pageviews.  

ขี่หนูดี (D-Tracker) ตะลุยฝุ่น บุกน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

ทริปที่สองของหนูดี (Kawasaki D-Tracker) เปลี่ยนบรรยากาศไปทางภาคตะวันตก นั่นคือจังหวัดกาญจนบุรี มีพรายกระซิบมาว่า "ลองไปเส้นนี้ดูนะ สวยไม่แพ้เหนือเลยล่ะ" จึงเป็นที่มาของทริปสั้นๆทริปนี้ ออกเดินเดินทาง 26 ธันวาคม 51



ด้วยใจที่อยากไปเที่ยว(อีกแล้วคับท่าน) ก็ได้ปรึกษาเพื่อน(รุ่นพี่)ที่สนิทว่าอยากขี่รถอีกเที่ยวจัง มีเวลาไม่มาก (ก็ลาเที่ยวไปซะเยอะแล้ว จะเหลือวันลาซักเท่าไหร่) สุดท้ายได้ข้อสรุปของจุดหมายปลายทางว่าจะไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นกัน เพราะมันส์ครบรสแน่ งานนี้ได้พี่ใหญ่อย่าง R1200GS ประกบเป็นพี่เลี้ยง ตกลงกันว่าจะออกแต่เช้าตรู่ ตั้งต้นจากบางนาแล้วขึ้นทางด่วนกาญจนาภิเษก ผ่านวงแหวนจะวันตก ยิงยาวไปออกบรมราชชนนี (น้องถาม "เฮ้ย...ขึ้นได้จริงเหรอพี่" พี่ตอบ"ได้ดิ ทางด่วนยังไม่เปิด ต้องรีบขึ้นก่อนเปิดไง")



วิ่งสบายๆ จากถนนพระบรมราชชนนี (388) เข้าสู่ถนนเพชรเกษม (4) ผ่านนครปฐม แป๊บเดียวก็เข้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี (323) ประมาณ 8 โมงเศษๆ แวะเติมพลังกับร้านข้าวแกงข้างทาง ออกเดินทางต่อเห็นทางแยกซ้ายว่าไปสะพานข้ามแม่น้ำแคว...ไปกันเลย



แวะชื่นชมสะพานแห่งอนุสรณ์สงคราม อาจเพราะเป็นวันธรรมดา นักท่องเที่ยวจึงบางตาไม่ค่อยคึกคักเท่าไรนัก



แม่น้ำแควใหญ่ สายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวกาญจนบุรีมาแต่โบราณ ยังคงความงดงามและมีเสน่ห์เสมอมา



น่าเสียดาย ที่สถานที่สำคัญเหล่านี้ ถูกทำให้ด้อยค่าลงด้วยน้ำมือของพวกมือบอน พบรอยขีดเขียนชื่อเสียงเรียงนามมากมายบนเสาเหล็กของสะพาน



ทริปนี้มีความมันส์ซ่อนอยู่ ให้สังเกตุแผนที่นี้ให้ดีนะคะ (เด๋วจะเฉลยที่หลัง)



ออกเดินทางต่อ จากแยกแก่งเสี้ยนเข้าสู่ ถนนสาย 3199 เพื่อไปลงแพขนานยนต์ที่ 1 ที่ด่านแม่แฉลบ มองทางซ้ายเข้าไว้จะเจอป้ายบอกทาง เห็นง่าย ไม่หลง ได้แรงยุจากเจ้าของรถว่า "เธอขี่ได้ R1200GS ลองดูเด้" ...เอ้า เอาก็เอา เส้นทางนี้จริงๆ จะผ่านเขื่อนศรีนครินทร์แต่ไม่ได้แวะเข้าไป และระหว่างทางก็เห็นป้ายว่าทางไปจะมีโรงถ่ายเรื่องพระนเรศวร พยายามหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ มารู้ทีหลังว่าอยู่ในค่ายทหารและแถมป้ายยังเล็กมากๆ เป็นอันว่าชวดรายการนี้ไป



การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นไปได้สองทาง ทางแรกก็คือทางที่ไปในวันนี้ เราจะเลือกไม่ขึ้นแพขนานยนต์ในช่วงที่ 1 ก็ได้ ขับไปตามถนน ซึ่งก็คือเส้น 3199 ไปเรื่อยๆ แต่เราเลือกลงเท้ง เพราะอยากสัมผัสบรรยากาศล่องเขื่อน และเพื่อเป็นการประหยัดเวลาด้วย



อีกทางไปทาง เส้นน้ำตกไทรโยค (323) จากที่อ่านตามเว็ปต่าง พบว่ามีทางตัดเข้าได้หลายทาง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทางลูกรัง หรือจะมาทางน้ำตกเอราวัณ ผ่านถ้ำพระธาตุ เป็นทางลูกรังเข้าไปยังน้ำตกได้เช่นกัน (42km)



ลงแพขนานยนต์แรกหรือเรียกว่าเท้งตามภาษาท้องถิ่น แพมีขนาดใหญ่ ระยะทางสั้นๆ ราคามอเตอร์ไซด์ 10 บาทไม่เกี่ยงไซด์



ลงจากแพที่หนึ่ง ยังคงเป็นถนนสายเดิม (3199) มุ่งหน้าสู่ศรีสวัสดิ์ เพื่อต่อแพที่สอง เส้นทางสวย เพราะป่าฝั่งตะวันตกเป็นป่าเบญจพรรณ จึงมีใบไม้ร่วงตลอดทาง เมื่อวิ่งผ่านจะเห็นใบไม้ปลิวฟุ้ง ทำให้เป็นภาพที่สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก (และเป็นเช่นเคย ไม่ได้ถ่ายรูป เพราะมัวแต่มุ่งสมาธิไปกับการขี่ "รถยักษ์" รถใหญ่เหลือเกิน)



ให้สังเกตุป้ายทางซ้ายมือให้ดีนะคะ เพราะต้องหาทางแยกไปต่อแพที่สอง เด๋วจะเลยไปซะก่อน ขี่เข้าไปได้ซักพัก เฮ้ย...ทางลูกรัง เอาไงดีวะเนี่ย เพิ่งได้ลองรถครั้งแรกซะด้วย จะทำของเค้าล้มมั๊ยเนี่ย!!?



งานนี้โดนแกล้งซะอ่วม ก็พี่ชายท่านเล่นควบหนูดีแถไปแถมากวาดฝุ่นลิบๆอยู่ข้างหน้าอย่างเมามัน ฮึ่ม...ฝากไว้ก่อนเถอะ ทำกันได้นะ



ขี่มาจนสุดถนน เหลียวซ้ายแลขวาหามีแพไม่ หนำซ้ำไม่มีผู้คนอีกต่างหาก มาถูกมั๊ยเนี่ยเรา...ซักพักมีคนเดินมาบอกว่าให้โทรตามเอา วันธรรมดาไม่มีแพจอดฝั่งนี้ ก็ถึงบางอ้อ...โทรติดต่อเรียบร้อยเป็นว่าต้องรอพักใหญ่ๆ (GSM เท่านั้น) ขี่กันอย่างเดียว น้ำท่าไม่ได้สำรองเลย ที่สำมะคัญท้องก็ร้องจ๊อกๆแล้ว มองไปเห็นเพิงขายอาหาร แต่เค้าไม่ขายวันธรรมดา ใช้ลูกอ้อนได้ข้าวไข่เจียวมารองท้องคนละจาน รอดไปอีกมื้อ ระหว่างรอก็มีรถทยอยขับเข้ามาจอดรอแพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่อยใจชื้นหน่อย



สภาพริมฝั่งที่รอขึ้นแพที่สอง เปล่าเปลี่ยวรกร้างจนพาลจะให้คิดว่าหลงเอาง่าย...แล้วสุดท้ายก็ได้ขึ้นแพขนานยนต์ที่สอง แพช่วงที่สองจะมีขนาดเล็กกว่า และมีระยะทางการล่องที่นานกว่า ประมาณ 40 นาที ราคาจึงแพงกว่าแพแรก (50 บาท)



ลงจากแพ เป็นทางลูกรังอีกประมาณ 7-10km ก็จะถึงที่ทำการอุทยานน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นจุดที่ 1 จะอยู่บริเวณน้ำตกชั้นที่ 1 และจุดที่สองจะอยู่ที่ชั้นที่ 4 ว่าแล้วก็ลุยไปชั้นที่ 4 กันเลย เพราะว่าวิวสวยกว่า รูปนี้เป็นมุมมองจากจุดกางเต๊นท์ มองไปเห็นน้ำในเขื่อนเลยละ



วันที่ไปเป็นวันธรรมดา แต่ก็มีรถทยอยเข้าให้คึกคักแม้จะมืดค่ำแล้วก็ตาม ทำให้ลานกางเต้นท์ไม่เงียบเหงาอย่างที่คิด สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีร้านอาหารจุดละหนึ่งร้าน ห้องน้ำมากมายและสะอาด



รูปน้ำตกชั้นที่ 4 จะว่าไป คลานออกจากเต้นท์ ก็แทบจะเล่นน้ำได้เลยล่ะ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมีทั้งหมด 7 ชั้น ชั้นที่สวยที่สุดก็คือชั้นที่ 4 ส่วนชั้นบนนั้นเดินไกลพอสมควร ก็เลยไม่ได้ไปดู 555 แอบขอบอกนิดนึง ตอนขี่มันร้อนมาก มาถึงก็เลยตั้งหน้าตั้งตาจะไปเล่นน้ำตกให้ได้ ลืมไปถ่ายรูปน้ำตกเลย รูปสวยๆหาดูได้ทั่วไปในอินเตอร์เนทนะคะ



รูปน้ำตกชั้นสามค่ะ ตอนที่เข้าไปเค้าห้ามเล่นที่ชั้นสี่ คงเพราะมีคนเล่นเยอะ แล้วดันไปอาบน้ำสระผมด้วยแชมพูในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้แมลงน้ำตายไป ...ทำให้ต้องเดินไปหาที่เล่นน้ำตกที่อื่น ไม่ได้อยากเดินดูน้ำตกซะงั้น ก็แหม...มีเวลาแค่คืนเดียว ถ้าบ่ายยังเอาแต่ไปเดินชมธรรมชาติ คงไม่มีแรงเหลือไว้ขี่รถกลับแน่เลย



วันรุ่งขึ้น...อากาศและบรรยากาศดีๆ ทำให้เอ้อระเหยลอยชาย กว่าจะเก็บของเสร็จ กลายเป็นออกจากอุทยานเกือบ 11 โมงเช้า ใกล้เวลากลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงเข้าไปทุกที แผนที่วางไว้คือตามหาทางที่เค้าว่าสวย มันไปทางไหนหว่า? อืม...ไงก็ต้องข้ามเท้งที่สองกลับไปก่อน



ติด GPS ไปด้วย (garmin nuvi 205) เปิดหาทันที ไปหนองปรือ มันบอกให้ไปทางขวา มันก็น่าจะไปได้อยู่หรอก แต่มันเป็นทางขามาของเรา ไม่เห็นมีเขาซักกะลูก เอ...เมื่อกี้ถามเค้ามาเค้าบอกให้ไปทางซ้ายนี่นา (จากแผนที่ใน คห.6 จะมีถนนเส้นประจากศรีสวัสดิ์ขึ้นไปอีกค่ะ คือเส้นนี้นั่นเอง ซึ่งหาไม่ค่อยพบในแผนที่ทั่วไป มีในบางแผนที่เท่านั้น)

ถูกต้องนะคร้าาาบ...ทางนี้ไม่มีใน GPS ค่ะ (การที่มันไม่มีน่ะทำถูกแล้ว -_-') เลี้ยวซ้ายไปหนองปรือได้จริงๆ



ขี่ไปเรื่อยๆ มองเห็นหลักกิโล มะเห็นบอกเลยว่าไปไหนได้ ก็เลยจอดถามรถเมล์ ก็ยังได้รับคำยืนยันเดิมว่าไปได้ แข็งใจขี่กันไปเรื่อย และแล้วเราก็ได้เจอทางสวยๆ เลาะไหล่เขา



ทางค่อนข้างเปลี่ยว เหมือนไม่ค่อยมีคนใช้ เพราะต้นหญ้าโตเข้ามาในทางเต็มไปหมด ตอนแรกก็กะใส่เต็มที่ (ตามความสามารถเราเอง) แต่มีอยู่สองโค้งที่มีรถสวนมา ก็เลยเลิกเล่นเลย และยังมีหินหล่นลงมากองที่ไหล่ทางเป็นระยะๆ ทำให้มีกรวดลอยพอสมควร แต่ลักษณะโค้ง ประมาณปายได้เลยค่ะ แถมบางทีโค้งลึกและแคบกว่าอีก ระยะทางประมาณเกือบร้อยโล ใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่า



และท้ายที่สุดก็ลงมาได้...โดยสวัสดิภาพ



โดยรวมทริปนี้ จัดเป็นทริปสั้นๆที่ได้อรรถรถครบเครื่องค่ะ ให้ห้าดาวเลย

แต่สำหรับคนที่จะไปลองทางนี้ แนะนำให้วิ่งก่อนมืดนะคะ และให้เผื่อใจเรื่องทางขาดเอาไว้ด้วย รวมถึงไม่ควรไปคนเดียวนะคะ ขนาดคุยกับคนในพื้นที่ เค้าบอกว่าเค้ายังไม่กล้าใช้เลย (ฮู่ว...น่าคิด ว่าทำไม?) นอกจากนั้นทริปนี้ตัวเองยังได้ลองขี่ R1200GS เกือบทั้งทริป ทั้งทางดำและทางลูกรัง ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีอีกทริปเลยค่ะ สำหรับหนูดีมีปัญหาเรื่องน้ำมันนิดหน่อย เพราะต้องคอยกังวลกันตลอดว่าจะหมดรึเปล่า เด๋วตายกลางทางจะหมดสนุกเอา...แต่ยังไงก็ยังรักหนูดีเหมือนเดิม พบกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

เรื่องและภาพสวยๆ เกี่ยวกับน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นใน www.pantip.com ค่ะ




 

Create Date : 03 มิถุนายน 2552    
Last Update : 4 มิถุนายน 2552 0:31:01 น.
Counter : 2231 Pageviews.  

ขี่หนูดี...เอ่วเหนือ จุดหมาย ณ ปาย [ตอนที่ 2]

ต่อจากตอนที่แล้ว ขี่หนูดี...เอ่วเหนือ จุดหมาย ณ ปาย [ตอนที่ 1]

เรานัดมาเจอกันอีกที ที่ถนนคนเดินราวหนึ่งทุ่มตรง จากโรงแรมที่กางเต้นท์ไปยังรีสอร์ทเพื่อนต้องแหวกถนนคนเดินไป ด้วยความที่ไปไม่ถูกก็เลยตัดสินใจขี่รถลุยไปเลย เลยมีคนสามารถถ่ายรูปนี้ไว้ได้ ^_^



เดินไปเดินมาชิมนู่นนิดนี่หน่อย กลายเป็นอิ่มไปโดยปริยาย วันนี้ที่ปายมีเทศกาลหนังปายวันสุดท้าย คนคลาคล่ำพอสมควร เข้าไปดูโปรแกรมไม่มีหนังที่อยากดู จึงแยกย้ายกันเข้าที่พัก โดยนัดกันเก้าโมงเช้า หลังจากแยกไปก็เลยไปหาอะไรที่มีแอลกอฮอล์ดื่มซักหน่อย แต่ดื่มได้แค่ขวดเดียวก็ง่วง...ยอมแพ้กลับไปนอนเหมือนกัน อากาศเย็นสบาย ระหว่างที่นอนก็คิดว่าเอาไงดี ท่าทางพี่ๆกลุ่มนี้คงจะลงเลยแน่ๆ คงไม่มีอารมณ์เที่ยวกันแล้วเพราะเพื่อนป่วย แต่ให้ไปต่อคนเดียวก็ไม่กล้า มีคนขู่มาเยอะว่าทางไปแม่ฮ่องสอนยาก อันตราย แต่ก็อยากไป หลับดีกว่า...พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน


ตอนก่อนนอนออกมาจดๆจ้องๆ รถมันเล็ก กลัวหาย เลยเข็นมาจอดหลังพุ่มไม้ซะ
อุ่นในขึ้นอีกหน่อย ทั้งๆที่รู้ว่าจริงๆแล้วก็ไม่นาจะช่วยอะไรได้



เต็นท์เหลืองอ๋อย...ของข้าพเจ้าเอง



บรรยากาศยามเช้า ณ ริมแม่น้ำปาย


เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ อาจจะง่วงแต่เพราะข้านอนเร็วเลยไม่ค่อยชิน กางเต๊นท์ข้างๆชุดโต๊ะเก้าอี้ กลุ่มแรกที่มานั่งเป็นกลุ่มผู้ชายวัยกลางคน นั่งกินข้าวแล้วก็คุยกัน จับใจความได้ว่าน่าจะขี่ BB มาเหมือนกัน พอกินข้าวเสร็จกลุ่มนี้ก็แยกย้ายกันไป ความเงียบเข้าปกคลุกอีกครั้ง ฉันเองก็หลับไปได้ในที่สุด แต่สักพักก็ต้องตื่นเพราะมีเสียงเฮลั่นอยู่ข้างๆ คราวนี้เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มานั่งกินเหล้าและก็คุยกันเฮฮาดังมาก นอนไม่หลับจนต้องควัก iPod มายัดใส่หู เซ็งสุดๆ ตื่นมาประมาณแปดโมง ขณะกำลังจะเดินไปล้างหน้าตอนเช้า ก็จริงดังคาด กลุ่มแรกเมื่อคืนขี่ BB มา พวกเขากำลังเช็ครถกันอยู่ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปถาม ก็ได้ความว่าพี่เขาจะตีเข้ากรุงเทพ โดยไปทางแม่ฮ่องสอน เราก็เลยถามว่าจะขอตามไปด้วยคนแล้วจะแยกเข้าเชียงใหม่ เป็นอันว่าเราก็ได้ติดสอยห้อยตามอีกกลุ่มจัดเป็นกลุ่มที่สี่ของทริปนี้

พี่ๆกลุ่มที่เราติดขึ้นมาด้วยโทรมาประมาณเก้าบอก เราก็เลยบอกลากันโดยไม่ได้เจอกันอีก ออกเดินทางจากปาย มุ่งหน้าสู่แม่ฮ่องสอน ใครว่าทางยาก...แต่ฉันชอบ มันท้าทายดี ถึงแม่ฮ่องสอนเที่ยงพอดี ท้องส่งสัญญาณบอกว่าต้องการพลังงานแล้ว จึงแวะทานข้าวกันที่ร้านอาหารกลางเมือง ร้านนี้ดัง (แต่มีประวัติสำหรับฉัน เพราะทำฉันท้องเสียเกือบตายมาครั้งนึง) ด้วยความที่พี่ก๊วนนี้จะตีเข้ากรุงเทพเลย จึงไม่ได้มีเวลาแวะเที่ยวที่แม่ฮ่องสอนเลย




วิวสวยๆ ระหว่างทาง



ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่แม่สะเรียง ผ่านออบหลวง เข้าฮอด ระหว่างทางมีหนึ่งคันมีปัญหารถดับ จึงลงไปคาบหญ้าเล็กน้อย แต่ก๊วนนี้มีเจ้าของร้านซ่อมรถมาด้วย ซ่อมได้... จำได้ขึ้นใจ "ห้วยแม่เหาะ" แต่ก็เสียเวลาซ่อมไปราวหนึ่งชั่วโมง ผ่านออบหลวงราวๆห้าโมงกว่า แม่เจ้า...จะถึงเชียงใหม่กี่โมงกี่ยามเนี่ยช้าาาน





BMW R1150GS



สี่คัน...สี่หนุ่ม (ใหญ่)



สภาพขณะซ่อมแซม



จริงๆแล้วตอนแรกพี่กลุ่มนี้จะวิ่งเลียบชายแดนเขาตากทางแม่สอด แต่ด้วยความที่บ่ายแล้ว พวกกลัวโจรปล้น เพราะเคยมีกิตติศัพท์ในอดีตมาก พี่เขาจึงมุ่งหน้าเข้าดอยเต่า ออกเถิน ลี้ ลงตากแทน เราจึงแยกกับพวกเขาที่ฮอด กว่าจะถึงเชียงใหม่ก็ปาเข้าไปทุ่มกว่าๆ หิวสุดๆ ไม่รู้พี่พวกนี้ไปเอาพลังงานมาจากไหนกัน ไม่แวะกินอะไรเลย คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่เชียงใหม่ จึงออกไปหาอะไรกินกันแกล้มด้วยเบียร์อีกหน่อย 555 ของที่ขาดไม่ได้

เช้านี้เลยตื่นสายเป็นพิเศษ กว่าจะตื่นก็ปาเข้าไปสิบโมง เพื่อนและแฟนออกไปกันหมดแล้ว เลยไม่มีโอกาสได้ร่ำราแฟนเพื่อนสาวเลย (เพราะพี่เขาอาวุโสกว่าเยอะ) ขี่ออกไปเจอเพื่อนที่ร้านขายรถราวบ่ายโมงกว่า ชะล่าใจเพราะรถออกสองโมงสี่สิบ ประมาณสองโมงจึงออกจากร้านไปสถานีรถไฟ เพื่อจะนำรถขึ้นตู้สินค้า ไปถึงเขาบอกว่าตู้สินค้าเต็มแล้ว ต้องให้ขึ้นขบวนถัดไปซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ขึ้นขบวนไหน เพราะยังมีอีกหลายคันที่ส่งกลับรถไฟ หันไปมองดูก็เป็นจริง เจ้าหน้าที่ก็ติงอีกเล็กน้อย ว่าจริงๆแล้วต้องมาอย่างต่ำหนึ่งชั่วโมง เรามาก่อนครึ่งชั่วโมงยังน้อยไป -_-' เฮ้อ...กรรม พรุ่งนี้เช้าต้องไปทำงานต่อ เอาไงดี...แต่ก็ไม่มีทางเลือก เป็นอันว่าคนไปก่อน รถตามไป คราวนี้รถไฟไม่มีแถม ออกตรงเวลาแป๊ะ ขากลับได้ตู้นอนพัดลม (รถไฟชั้นสอง) ค่อยสบายหน่อย


สัมภาระที่มากมาย เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวมากกว่าขามาก




ห้องอาหารบนรถไฟ หรูไม่ใช่น้อย อาหารพอแหลกล่ายยย!!



บรรบยากาศบนรถไฟ เป็นอะไรที่ชอบมาก เป็นความทรงจำครั้งยังเด็ก ที่ยังไม่จางหายไป


ฉันจำได้ความรู้สึกเมื่อครั้งยังเด็กแล้วได้โดยสารรถไฟได้เสมอ เป็นความรู้สึกดีที่ไม่เคยลืมเลือน หลายครั้งที่ร่ำอยากกลับมาสัมผัสบรรยากาศเหล่านี้ แต่ก็ต้องมีอันพับไปเพราะตารางการเดินทางที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งการเดินทางที่ใช้เวลายาวนานเกินไป แต่เรื่องที่ขึ้นชื้อที่สุดก็คือการสมนาคุณของการรถไฟ นั่นก็คือ เลทกว่าตารางเวลามากนั่นเอง ทำให้ไม่มีโอกาสได้ใช้บริการซักที คราวนี้ก็สมใจเลยทีเดียว ลมเย็นๆ พัดผ่านสัมผัสกับใบหน้า วิวป่าเขียวขจีที่ไม่มีเสาไฟฟ้ามาบดบังให้เสียทัศนวิสัย ทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตาที่ไม่มีไฮเวย์มาขวางกั้น คลอเคล้าด้วยเสียงล้อกระทบราง ดังกระฉึกกระฉัก...ราวกับจะล้อเลียนว่า"ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง" ชวนให้ขำขันอารมณ์ดี


สถานีขุนตาล ถ้ำทางเดินรถไฟที่ยางที่สุดในประเทศไทย



ไปคนเดียว...ถ่ายรูปตัวเองก็ได้


นั่งรถไฟเที่ยวกลับหลับเร็วเป็นพิเศษ...สองทุ่มกว่าๆ ก็หลับแล้ว คงเพราะใช้พลังงานไปเยอะ ตั้งแต่มาเชียงใหม่ก็ตื่นเช้าออกเที่ยวทุกวัน ถึงกรุงเทพหกโมงกว่าเลทประมาณครึ่งชั่วโมง แค่นี้ก็มหัศจรรย์มากแล้วสำหรับ รฟท. เท้าแตะหัวลำโพงก็รีบไปติดต่อแผนกสัมภาระเช็คให้แน่ใจว่าหนูดีจะมากี่โมงกันแน่ ไปถามเขาบอกว่าขบวนต่อไป เช็คตารางเดินรถ น่าจะเข้าราวแปดโมงกว่า เลยตัดสินใจรอเอารถกลับเลยดีกว่า รอไปรอมาเก้าโมงกว่าแน่ะ... ต้องไปทำงานต่อเลย แต่งานเข้าแปดโมงเช้า -_-' สายเลยเรา



บรรยากาศหัวลำโพงยามเช้า



ปิดทริปกรุงเทพ-เชียงใหม่ ระยะทางรวม 1100 km ทริปยาวทริปแรกในชีวิต ด้วยความประทับใจสุดๆ สรุปได้เลยว่ารักการขี่มอเตอร์ไซด์ท่องเที่ยวอย่างหัวปักหัวปำ ^_^ เชียวค่ะ




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 18 มิถุนายน 2552 18:01:22 น.
Counter : 553 Pageviews.  

ขี่หนูดี...เอ่วเหนือ จุดหมาย ณ ปาย [ตอนที่ 1]

หลังจากถอย Dtracker ไม่นาน ประกอบกับการได้ไปอมรมขับขี่เบื้องต้น เกิดอาการร้อนวิชาบวกกับความอยากเที่ยว คิดว่าจะไปขี่ที่ไหนดี คุยๆกับเพื่อน Biker ใน Hi5 ตอนนั้นได้ความว่าจะมี Bike week ที่เชียงใหม่ อืม...น่าสนใจ คิดอยู่หลายตลบ เพราะจริงๆแล้วก็จัดว่าเป็นการไปเที่ยวคนเดียว ไม่ได้รู้จักใครอยู่ก่อนแล้วจริงๆ มีเพียงเพื่อนที่รู้จักกันทาง Internet แต่ก็มานั่งคิด... "เอาน่า อายุปูนนี้แล้ว ไฉนจะไปเที่ยวคนเดียวไม่ได้ฟะ ทีฝรั่งมังค่าหอบเป้มาเที่ยวบ้านเราคนเดียวออกครึดไปหมด ถ้าไปแล้วไม่เจอคนที่นัดไว้ก็ไม่เป็นไรหรอกน่า กะอีแค่ขี่รถเที่ยว เมืองไทยก็บ้านเราแท้ๆ" แต่จะให้ขี่ไปจากกรุงเทพก็ดูจะเหมือนไปหน่อย เพราะรถ CC ค่อนข้างเล็ก แค่ 250cc กับความเร็วสูงสุดที่ 120 km/h กว่าจะถึงเชียงใหม่...ตายก่อนแน่ ก็เลยกะว่าจะเอาขึ้นรถไฟไปสตาร์ทที่เชียงใหม่ ว่าแล้วก็มุ่งหน้าสู่สถานนีรถไฟหัวลำโพงเพื่อจองตั๋ว วันที่จะไปคือคืนวันที่ 4 ธค.51 ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาวทำให้ได้ตั๋วชั้นสาม "เอาก็เอา...นั่งชั้นสามจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ ตายแน่ๆฉัน"

แล้วก็มาถึงวันที่ 4 ธค.วันนี้ก็ดันยุ่ง ทำงานกว่าจะเลิกปาเข้าไปหกโมงเย็น กระเป๋ายังไม่ได้แพ็คเลย ตายแน่!! กว่าจะออกจากบ้านก็ปาเข้าไปทุ่มครึ่ง บึ่งรถไปร้านรถมอเตอร์ไซด์ ไปเปลี่ยนท่อไปเสียเป็นท่อสูตรซะหน่อย ก่อนเอาไปซิ่งเหนือ กว่าจะเปลี่ยนท่อเสร็จสามทุ่มครึ่ง รถไฟออกสี่ทุ่ม บึ่งไปถึงหัวลำโพงสี่ทุ่มเป๊ะ วันนี้รถไฟเจ้ากรรมก็ดันออกตรงเวลา ตีธงเขียวพอดิบพอดี

ทำไงละทีนี้...ขี่รถตามไปขึ้นที่สถานีดอนเมือง ยังมีเรื่องให้ใจหายใจคว่ำอีก...ดันไม่ได้เอาก๊อปปี้เล่มมา ตอนแรกนายสถานีจะไม่ยอมให้นำรถขึ้นไป ต้องอ้อนวอนกันอยู่นานทีเดียว ถึงยอมในที่สุด ตอนที่เขาเอารถขึ้นโบกี้สัมภาระ เจ้าหน้าที่ให้เราปลดสัมภาระออกจากรถให้หมด เอาละครับ...ทีนี้ก็พะรุงพะรังกันเลยทีเดียว


หน้าตาใบรับรถ ราคาคิดตามน้ำหนักบวกค่ายกเรียบร้อย


ขึ้นมาถึง...โอ้แม่เจ้า คนแบบว่าแน่นมากๆ ทำไมมีคนยืนด้วย แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าของเรามีเบอร์ที่นั่ง ยังไงก็ต้องได้นั่ง ที่นั่งเราก็อยู่มันซะกลางตู้ กว่าจะฝ่าผู้คนไปถึงที่นั่งได้ก็เล่นเอาลิ้นห้อย ร้อนมากๆ เป็นครั้งแรกที่ขึ้นรถไฟชั้นสามแล้วนั่งยาวขนาดนี้ เชียงใหม่เชียวนะ ของก็เยอะ หมวกกันน็อคกับเสื้อแจ็คเก็ต ไม่กล้าวางกลัวหาย เลยต้องกอดนั่งหลับมันไปทั้งคืน -_-" มาตื่นอีกทีราวแปดโมงกว่า เพราะรู้สึกว่ารถไฟมันกระตุกๆ แล้วก็หยุด เป็นเรื่องประจำของรถไฟภาคเหนือคือหัวจักรเสีย


ความรักของแม่ยิ่งใหญ่เสมอ แม่คนนี้...ยอมลำบาก เพื่อให้ลูกตัวน้อยหลับสบายที่สุด



บรรยากาศยามเช้า



จุดที่รถไปจอดเสีย...ตอนแรกอ่านว่าปางป่วย ดูอีกทีปางป๋วยต่างหาก ^_^



เพราะสภาพภูมิประเทศทางเหนือที่เป็นภูเขา ทำให้ รฟท.อันเก่าแก่ของเราเสียเสมอๆ


รถไปมีกำหนดการถึงเชียงใหม่บ่ายโมง แต่กว่าจะถึงก็ปาเข้าไปบ่ายสามโมง กรรมยังไม่หมดแค่นี้ เมื่อถึง...ก็จะกดโทรศัพท์หา Biker สาวชาวเชียงใหม่ที่เราจะแวะทำความรู้จัก (เพื่อนคนนี้มีเพื่อนอีกคนแนะนำให้รู้จักอีกที แต่โลกกลมมาก กลายเป็นว่าเราเคยรู้จักกันใน Hi5 เมื่อนานมาแล้ว)โทรศัพท์เจ้ากรรมดันแบตหมด เอาไงดีละทีเนี่ย...เพื่อนคนนี้บอกว่าร้านขายรถมอเตอร์ไซด์ของเขาอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไป (ไม่เกิน 1 km) ก็เลยลองขี่มั่วๆไป ตาก็มองหาร้านขายโทรศัพท์ว่าจะเข้าไปขอชาร์ทโทรศัพท์ซักแป๊ปนึง ขณะที่ขี่ๆอยู่ก็มีผู้หญิงคนนึงวิ่งตามอยู่บนฟุตบาท พลางตบมือ แล้วก็ตะโกนเรียกชื่อ เป็นอันว่าได้เจอกันในที่สุด ตอนแรกก็กะจะแค่แวะทัก แต่ Biker สาวที่น่ารักคนนี้ไม่ยอมให้ไปนอนโรงแรม ลากเราไปนอนที่บ้าน แล้วกลายเป็นคนที่พาเที่ยวไปในที่สุด

แม้จะได้นอนน้อย แต่ก็ยังกระฉับกระเฉง ประมาณว่าตื่นเต้น ก็เลยชวนกันไปขี่ขึ้นดอยสุเทพเป็นการซ้อมมือ เพราะขี่ที่กรุงเทพไม่มีโค้งหรือเขาให้ลองขี่เลย แต่ขึ้นไปถึงก็ห้าโมงกว่าแล้ว เลยไม่ได้ขึ้นไปต่อ เดินขึ้นไปสักการะพระธาตุ...หอบแฮ่กๆเลย ลงมาถึงก็มืดพอดี


วิวเมืองเชียงใหม่ มองจากดอยสุเทพ


วันที่สองตกลงใจจะขึ้นดอยอินทนนท์ ตอนแรกนัดกับเพื่อน(ในHi5)อีกคนว่าจะขึ้นดอยด้วยกัน แต่กลุ่มนี้เขาออกตัวว่าเป็นรถแรง ขอขึ้นสายๆหน่อย แต่เพื่อนสาวบอกว่าขึ้นแต่เช้าดีกว่า ซึ่งเราก็เห็นด้วย แถมยังไปเกณฑ์เพื่อนมาขี่เที่ยวด้วยอีกเพียบเลย ^_^ น่ารักที่สุด เราเลยตัดสินใจออกกันตั้งแต่เจ็ดโมง แต่กว่าจะไปถึงตีนดอยอินทนนท์ กว่าจะรวมพลก็ปาเข้าไปเก้าโมงกว่าแน่ะ แต่ก็ยังถือว่าเช้าอยู่ แต่แค่นี้ก็เริ่มจะมีรถแล้ว ถ้ารถเยอะขี่ไม่สนุกแน่ๆ ขณะขี่ขึ้นไปยังมีหมอกลงให้เห็น ทางสวย อากาศดี


โฉมหน้า Biker สาวชาวเชียงใหม่ที่น่ารักและใจดีสุดๆ คนนี้ใช่เลย



รุมหนูดีกันใหญ่...ไม่มีใครสนเจ้าของเลย



ก๊วนลูกผสม มีรถทุกรูปแบบ



ชอบมาก พี่สาวคนนี้ เท่ห์สุดๆ



ขึ้นมาถึงยอดดอย ประมาณสิบโมงกว่า



ผู้คนเริ่มพลุกพล่าน รถยนต์แทบจะหาที่จอดไม่ได้



บรรยากาศบนยอดดอย



หมอกยามสาย



กับรถคู่ใจ



เหล่าพลพรรคก๊วนมอเตอร์ไซด์


โทรไปหาอีกก๊วนที่นัดไว้ตอนแรก สิบโมงเพิ่งมาถึงตีนดอย ได้เราก็ขึ้นมาตั้งนานแล้ว กลุ่มที่ขึ้นมากับเราจะลงแล้วไปเที่ยวพระธาตุ เราเลยตัดสินใจลงไปรอที่พระธาตุเลยดีกว่า ระหว่างทาง...มี BB ขี่สวนขึ้นสวนลงพอสมควร


จอดเรียงราย



เอ็ค...สุดฤทธิ์



คู่นี้ไม่มีกลัวกล้อง



พระมหาธาตุนภเมทนีดล



พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ




จนสิบเอ็ดโมงกว่า ก็ยังไม่มีวี่แววว่าอีกกลุ่มจะขึ้นมาถึง ไหนๆก็นัดกันแล้ว เลยตกลงรออยู่ โดยกลุ่มแรกกลับลงไปก่อน รออยู่นาน ก็เลยขี่ลงไป กะว่าถ้าเจอขี่สวนมาค่อยขี่กลับขึ้นมาอีกที แต่ด้วยความหิว จึงไปแวะที่จุดพักกลางทาง มีเรื่องให้น่าตื่นเต้นอีกครั้ง มีโทรศัพท์จากธนาคารโทรเข้ามาบอกว่าคุณทำบัตรเครดิตหาย งงดิ...ตั้งแต่มาที่เชียงใหม่ยังไม่ได้ใช้บัตรเลย แล้วไปตกตรงไหนเนี่ย เปิดกระเป๋าคาดเอว...โอว โน!!! กระเป๋าเงินหายไปแล้ว ปรากฏว่ามีคนเก็บได้ แล้วเขาโทรไปยังธนาคารให้หาทางติดต่อเรา สุดท้ายก็นัดเจอกันในบริเวณนั้นเพื่อที่จะคืนให้ ถ้าหายนี่แย่แน่ๆ จะเอาตังค์ที่ไหนเที่ยวละทีนี้ 555 กว่ากลุ่มที่สองที่นัดเจอจะขึ้นมาถึงก็เที่ยงพอดี ก๊วนนี้มาทั้งหมด 19คัน ตัดสินใจไปกินข้าวกันที่โครงการหลวง จะไปกินปลาเทร้าซ์กัน แต่ปรากฏกว่าตัวเล็กมาก สงสัยคนคงจะมากินเยอะ เลยโตไม่ทัน เลยมีวลีเด็ดว่า "ปลาเทร้าซ์เท่าปลาทู" คนก็เยอะ อาหารก็ช้า ช่วงเทศกาล ไม่แนะนำอย่างยิ่งเลยค่ะ




รูปทางเข้าและหน้าโครงการหลวง



โฉมหน้าก๊วนนักซิ่ง ณ เชียงใหม่ ก๊วนนี้เค้ามีแต่ของแรงๆ


คืนวันที่ 6 ธ.ค. 51 ก็ได้เข้าไปเที่ยวในงาน Bike week มีรถมาร่วมงานมากมาย แต่ HD จะอภิสิทธิ์หน่อย เพราะเค้าเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ ตัวเองไม่ชอบชอปเปอร์ แต่ตัวในรูปล่างนี้เป็นข้อยกเว้น สวยจริง Sportster 1200 ตัวนี้



หลังจากกลับจากงานไบค์วีคก็ได้โทรนัดกับเพื่อนอีกกลุ่มนึง ที่ตกลงว่าเราจะขอแปะขึ้นปายด้วยคน โดยกลุ่มนี้เป็นอีกกลุ่มที่ขี่มาจากกรุงเทพเลย นัดแนะกันว่าพรุ่งนี้เจอกันแปดโมงเช้าที่สตาร์บัค ถนนนิมานนรดี กว่าจะมากันก็ปาเข้าไปเก้าโมงเช้า มาสองคันเป็น BMW ทั้งคู่ รถเราเลยเหมือนรถเด็กเล่นไปเลย คันเล็กกว่าตั้งเยอะ ที่เหลืออีกเจ็ดคันยังไม่ฟื้นจากฤทธิ์น้ำเมา(ทริปนี้เป็นทริปที่แรดมาก เพราะแปะเขาไปทั่ว ตอนนี้ก็สามกลุ่มแล้ว)


มุ่งหน้าไปทางแม่ริม เพื่อขึ้นปาย



สามคันนี้เอง...


ขึ้นถึงปายราวๆ เกือบเที่ยง ทางสนุกมาก โค้งเป็นโค้งแคบๆ และสั้น ดังนั้นหนูดีเลยกินซะ แบบว่าจ่อคันหน้าตลอด แต่ไม่แซงเพราะรู้ว่าไงทางตรงก็สู้ไม่ได้ กดดันอยู่ข้างหลังสนุกกว่าเป็นไหนๆ ถึงปุ๊บ...พี่ๆกลุ่มนี้เค้าจองที่พักไว้แล้ว แต่เราอุตส่าห์เอาเต้นท์มา ก็แหม...ซื้อใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ จะไม่ใช้ได้ไง ต้องหาที่กางให้ได้ ตอนแรกพี่เค้าก็คุยกับทางรีสอร์ทว่าจะขอให้เรากางเต็นท์ แต่ทางรีสอร์ทไม่ยอม เราก็ไม่ง้อ ระหว่างนี้มีโทรศัพท์เพื่อนพี่กลุ่มนี้เข้ามาว่า มีหนึ่งคันในก๊วนประสบอุบัติเหตุ กระดูกหักสามแห่ง แต่ลำตัวกับหัวไม่เป็นไร ทำให้ที่เหลือทั้งหมดไม่มีใครตามมา เป็นอันว่ารีสอร์ทที่จองก็เหลือ เราก็ไม่เอาอยู่ดี จึงขอแยกตัวไปหาที่กางเต๊นท์ แล้วกลับมารวมตัวกันอีกทีตอนบ่ายโมงเพื่อกินข้าว


ที่พักกางเต็นท์ที่หาได้...บ้านไม้คนเมือง
ชื่อช่างเหมาะกับเราแท้ๆ เพราะเดินทางมาจากเมือง


หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ราวสามโมง เราตัดสินใจจะไปปางมะผ้ากัน ระยะทางราว 40KM แต่ขี่ไปถึงจุดชมวิวกิ่วลมก็ราวๆสี่โมงกว่าแล้ว ถามชาวบ้านดู บอกว่าถ้ำลอดและแถวปางมะผ้าจะปิดราวๆ ห้าโมง ซึ่งกว่าจะขี่ไปถึงก็คงราวๆนั้น จึงตัดสินใจนั่งเล่นที่นี่กันแทน เพราะไม่อยากกลับแบบมืดๆ ฉันเคยมาแถวนี้แล้วหนึ่งครั้งเมื่อสองปีก่อน เพียงแค่สองปี อะไรๆก็เปลี่ยนไปมาก ความรเจริญที่เข้ามา ทำให้ภาพแห่งวิถีชีวิตแบบดิบๆ เดิมๆหายไป สำหรับฉันที่เป็นคนเมืองก็อยากเห็นภาพเหล่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ อาจเป็นสิ่งที่คนท้องถิ่นเหล่านี้ต้องการก็เป็นได้


เพิงไม้ขายของ ที่กลายเป็นคอนกรีตอย่างดี




จุดชมวิว...ดอยกิ่วลม



ของที่ชาวบ้าน ซึ่งเป็นชาวเขานำมาขาย เป็นงานหัตกรรมแบบหยาบๆ ที่คล้ายกันมาก
ซะจนคิดว่าซื้อมาขายมากกว่าทำเอง เพราะมันเหมือนกันหมด




อากาศดีๆแบบนี้ ขอซะหน่อย เรื่องที่ขาดไม่ได้


กลับมาถึงที่พักประมาณหกโมงเย็น แยกย้ายกันไปอาบน้ำ นัดแนะกันไปเดินถนนคนเดิน คืนนี้ที่ปายมีเทศกาลหนัง แต่ยังไม่รู้ว่าจะดูหรือเปล่า เพราะไม่รู้โปรแกรมหนังเลย ใจไม่อยากดูเพราะขี่รถมาเหนื่อยๆทั้งวัย อยากร่ำสุรามากกว่า (ยอมรับว่าเป็นสุภาพสตรีขี้เมา เอิ้กๆ)

ติดตามต่อตอนที่สองนะคะ ไม่งั้นมันจะยาวมากๆ เลย




 

Create Date : 25 เมษายน 2552    
Last Update : 26 เมษายน 2552 15:59:53 น.
Counter : 799 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

BlogGang Popular Award#13


 
blue passion
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]




มีหัวใจไว้เดินทาง ค้นหาความหมายของชีวิต เพื่อเติมเต็มให้กับคำถามที่เกิดขึ้นมากมายระหว่างการเติบโต วิธีการในการเดินทางมีมากมาย แต่ ณ วันนี้ ขอเลือกสองล้อเป็นพาหนะในการนำพาไปสู่จุดหมายปลายทาง

Site Meter

เปิดโลกแห่งท้องทะเลสีคราม แหล่งชุมนุมของผู้รักการดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้

เวป Bigbike หัวใจ Adventure ทุกสายพันธุ์

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add blue passion's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.