จะสุขหรือทุกข์ ไม่ใช่อยู่ที่คนอื่นทำ แต่อยู่ที่เราเลือก
Group Blog
 
All blogs
 

Vietnam Day 5 - Hanoi City – Water Puppet Show

30 พฤศจิกายน 2009
Day 5 Hanoi City – Water Puppet Show

  เช้านี้ตื่นสายกว่าปรกติ 1 ชั่วโมง เพราะวันนี้จะเดินเที่ยวกันเองในตัวเมือง เก็บกระเป๋าเรียบร้อย เอาไปวางไว้ที่ห้องเบียร์ เพราะพวกเราจะยุบเหลือ 1 ห้อง แต่สุดท้าย เจ้าหน้าที่โรงแรมขอให้เปลี่ยนเป็นห้องฉันแทน เพราะห้องนั้นมีลูกค้าจองมา
  วันนี้มี plan ว่าตอนเช้าก็ไปเดินเที่ยวแถวสุสานโฮจิมินท์ พิพิธภัณฑ์โฮจิมินท์ วิหารเสาเดียว และสักบ่ายๆจะมาดูหุ่นกระบอกน้ำ

โบสถ์ใจกลางเมือง

ขอ action ถ่ายรูปกับ gate หน่อยนะ

  เดินมาถึง สุสานโฮจิมินท์ แต่โอ้ วันนี้วันจันทร์ เขาปิดทำการ พลาดเลยพวกเรา ใครจะไปรู้ว่าที่นี่วันจันทร์ปิด ได้แต่ถ่ายรูปอยู่ด้านนอก

ด้านหน้าตึก สุสานโฮจิมินท์

  แต่ไม่เป็นไร ใกล้ๆกันจะเป็นบริเวณบ้านพักโฮจิมินห์ และ ทำเนียบรัฐบาล ในสมัยที่เป็นผูู้้นำ หลังได้รับอิสระภาพจากฝรั่งเศส
บ้านพักท่านโฮจิมินท์

โรงรถ

บ้านพักอีกหลัง

  ฉันดูภาพโดยรวมๆแล้ว บริเวณรอบๆ คล้ายกับ พระที่นั่งวิมานเมฆ บ้านเราเลยแหะ ได้ไปดูห้องแต่ห้องที่ท่านอยู่ ห้องอาหาร ห้องนอน ห้องทำงาน แล้วก็รู้สึกว่าธรรมดามาก ทำไมส่วนใหญ่แล้วคนใหญ่ คนโต คนสำคัญของโลกมักจะมีชีวิตที่เรียบง่ายจริงๆ

บริเวณรอบสระน้ำ

  ออกจากบ้านพักโฮจิมินท์ เดินมานิดเดียวตรงทางออก ก็จะเจอแล้ว เจดีย์เสาเดียว ข้างในจะมีเจ้าแม่กวนอิม ก็ถือว่าเข้าใจสร้างได้ดี สร้างเจดีย์ตรงเสาเพียงเสาเดียวเท่านั้น
  วันนี้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ถ่ายรูปไม่ค่อยสะดวก เลยเลี่ยงมาถ่ายด้านหลังแทน

เจดีย์เสาเดียว

  ออกจากเจดีย์เสาเดียว พวกเราต้องทำเวลากันหน่อยเพราะเวลานี้ประมาณ 11:30 น.แล้ว ที่ที่จะไปอีกแห่งคือ วิหารวรรณกรรม (Van mieu)
    :
  วิหารวรรณกรรม สร้างใน พ.ศ. 1613 สมัยพระเจ้าหลีไทโตง (Ly Thai Tong) อุทิศให้แด่ขงจื้อ วิหารนี้อยู่ติดกับกว็อกตื่อยาม (Quoc Tu Giam) เป็นโรงเรียนของพวกขุนนางและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของเวียดนาม ต่อมาสมัยราชวงศ์ตรันได้เปลี่ยนชื่อเป็นกว็อกช็อกเวียน (Quoc Hoc Vien) บริเวณตรงหัวมุมทางเข้าด้านหน้าจะมีซุ้มสลักด้วยหินข้อความ “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนที่จะเข้าไปข้างใน”

  ค่าเข้าชม 10,000 ด่อง ที่นี่ต้องเดินเข้าไปข้างในหลายชั้นเหมือนกันแหะ เมื่อเดินเข้าไปข้างในจะมี สระน้ำขนาดใหญ่ชื่อว่า สระแสงงาม เทียนกวางติงห์ (Thien Quang Tinh)

สระแสงงาม

แผ่นจารึกจำนวนมากมาย

  บริเวณสองข้างสระแสงงามมีอาคารชั้นเดียวอยู่ 5 หลัง ภายในประดิษฐานแผ่นหินจารึกรวม 82 แผ่นหลงเหลือจากของเดิมที่มีอยู่ถึง 117 แผ่น แผ่นหินเหล่านี้จะตั้งอยู่บนหลังเต่าทำด้วยหิน จารึกชื่อ ผลงาน ประวัติทางวิชาการของผู้ที่สอบผ่านการศึกษาหลักสูตร 3 ปี ระหว่างปีพ.ศ.1985-2322 หลายคนจึงเรียกว่า “แผ่นหินจารึกชื่อจอหงวน” (ข้อมูลจาก http://www.oceansmile.com/Vietnam/Wannakam.htm)

  ที่นี่มีโปสการ์ดขายนักท่องเที่ยวด้วย เห็นแล้วสวยกว่าแถวที่พัก เลยซื้อเป็นที่ระลึก 2 แผ่น แผ่นละ 5000 ด่อง
  ออกจากวิหารวรรณกรรม กลัวว่าจะเดินกลับไปไม่ทัน เลยเรียก taxi กลับไปแถวโรงละคร หุ่นกระบอกน้ำ แต่อันที่จริงก็ไม่ไกลมากนัก แต่ว่าส่วนหนึ่งคือเริ่มจะเมื่อยขากันแล้วด้วย

  ปรากฏว่ามาถึงก่อนเวลาพอสมควร ก็เลยไปหาอาหารกลางวันกินกัน เดินไปเดินมา ไปจบลงที่ร้านขายเฝอ
  เฝอที่นี่ ไม่ค่อยมีอะไรมาก มีเส้นก๋วยเตี๋ยว สั่งแบบใส่ไข่กับไก่ ก็เป็นเส้นๆบางๆ ชามนั้นสนนราคา 30000 ด่อง ฉันว่าแพงกว่าก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นบ้านเราตั้งเยอะ แถมรสชาดก็สู้บ้านเราไม่ได้อีก

  ได้เวลาไปดูหุ่นกระบอกน้ำแล้ว แถวที่เรานั่ง นั่งแถวที่ 3 แต่อยู่ทางซ้ายสุด นี่ขนาดจองมาหลายวันแล้วนะเนี่ย แต่เอ.. ตอนจองพวกเราก็ไม่ได้เลือกที่นั่งนี่นา คนขายตั๋วขายให้เลย ไม่ให้พวกเราเลือกที่นั่งน่ะซิ
เจอน้องผู้ชายคนเดิมด้วย ก็มาดูหุ่นกระบอกนี่เหมือนกัน นัดแนะกันว่า วันนี้จะกลับเมืองไทยด้วยกัน ถ้ายังไม่มีรถไปสนามบิน ก็มานั่งรถไปด้วยกันก็ได้ ไหนๆก็เหมาไปส่งอยู่แล้ว
  ก่อนเริ่มการแสดง ก็มีการแสดงดนตรีพื้นเมือง ประมาณ 2 เพลง ดูจากเครื่องดนตรีแล้ว ก็น่าจะเฉพาะของเวียตนาม ไม่เคยเห็นดนตรีแบบนี้มาก่อน

  การแสดงหุ่นกระบอกน้ำนี้ ก็คือการใช้หุ่นกระบอกติดอยู่ข้างหนึ่งของลำไม้ไผ่ คนชักจะถือลำไม้ไผ่อีกข้างชักอยู่ด้านหลัง โดยชักอยู่ใต้น้ำ ผู้ชมจะไม่เห็นคนชัก เพราะจะมีม่านกั้นอยู่
  การแสดงจะมีอยู่หลายเรื่อง หลายฉาก เน้นเรื่องชนบท ร้องรำทำเพลง มีมังกรพ่นไฟ อ้อแล้วก็มีตำนานคืนดาบด้วย ทำได้ดีจริงๆ

การแสดง หุ่นกระบอกน้ำ

ฉาก กษัดริย์คืนดาบ

  ขอสารภาพว่า บางช่วงก็แอบหลับเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าน่าเบื่อนะ แบบว่า บ่ายๆแอร์เย็นๆ ก็มีงีบไปบ้าง
  ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ตอนจบ คนชักหุ่นกระบอกก็ออกมาแสดงตน มีประมาณเกือบ 10 คน

บรรดาเหล่านักแสดงตัวจริง

    :
  ออกจากที่นี่ก็ไม่มีโปรแกรมอะไรต่อแล้ว พาน้องผู้ชายไปดูโรงแรมที่พัก นัดกันว่า 6 โมงเย็นมาเจอกันละกัน ฉันกับพี่ตุ่มว่าจะเดินไปหาอะไรกินเป็นอาหารเย็นซะหน่อย ตอนแรกว่าจะกินข้าวเกรียบปากหม้อ เห็นพี่ตุ่มเล็งมานานแล้ว แต่น้องผู้ชายแนะให้ไปกินพวกปอเปี๊ยะทอด ใกล้ๆที่พักของเขา เห็นว่าร้านนี้คนเยอะมาก เขาเคยกินแล้วก็ ok

  ก็เลยลองไปกินกัน ก็ ok ใช้ได้คือเขาเพิ่งทำใหม่ๆ ร้อนๆ ร้านนี้เป็นร้านแรกที่เห็นเขาให้ผักสดเยอะๆ ปรกติเคยได้ยินมาว่าที่เวียดนามนี้คนจะกินผักสดเยอะมาก กินมาหลายวัน เพิ่งเจอมื้อสุดท้ายเนี่ยแหละ
  กลับมาถึงที่พัก มีเวลาอีก 2 ชั่วโมงก็พักผ่อนกันในห้องเตรียมตัวกลับ
  6 โมงเย็น เตรียมตัวนั่งรถกลับ น้องผู้ชายมารออยู่ก่อนแล้ว ปรากฏว่ารถที่มารับเป็นรถแวน แต่ด้านหลังกลับพับเบาะขึ้นมา พวกเราอาศัยว่าตัวเล็ก (อิอิ) เลยนั่งหลัง 4 คน ให้น้องผู้ชายนั่งหน้า
  ถึงสนามบิน พวกเรายังเหลือเงินด่องกัน ว่าจะแลกเป็นดอลลาร์ จริงๆควรแลกก่อนเข้าไปข้างใน แต่ก็นึกว่าด้านในจะมี counter ให้แลก ปรากฏว่า ไม่มี

  สนามบินแห่งชาติที่นี่เล็กมาก ร้าน shopping ก็มีนิดเดียว ฉันเองไม่เป็นไรหรอกเหลือเงินด่องแค่ 3 หมื่นกว่าๆ ก็เลยไปซื้อชาดอกบัว ราคา 30000 ด่องละกัน เหลือเงินแค่ 3000 ดองก็ประมาณ 6 บาท เท่านั้น
เคลียร์หนี้กันตรงนี้ดีกว่า สรุปว่าค่าโรงแรมกับtaxi ต้องจ่ายคนละ $68 ฉันมี $20 ก็เลยจ่ายไปก่อน พร้อมกับคำนวณที่เหลือเสร็จสรรพอีก $48 = ฿1600

  สรุปว่า ทริปนี้
    ค่าตั๋วเครื่องบิน = 2,500 บาท
    แลกเงินสนามบิน = 3,350 บาท
    แลกเงินที่โรงแรม = 1,000 บาท
    ยืมเงินพี่ตุ่ม = 50000 ด่อง = 100 บาท
    ค่าโรงแรม = 1,600 บาท
    รวม = 8,550 บาท

  โอกาสหน้าจะมาอีก --> ซาปา, เว้, ฮอยอัน




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2552    
Last Update : 27 ธันวาคม 2552 22:08:00 น.
Counter : 767 Pageviews.  

Vietnam Day 4 - Perfume Pagoda

29 พฤศจิกายน 2009
Day 4 Perfume Pagoda

  Day trip ของวันนี้จะไป Perfume Pagoda หรือ เจดีย์หอม วันนี้รถตู้มารับพวกเราตรงเวลาอีกเช่นเคย กลายเป็นว่าพวกเราไม่ตรงเวลาซะนี่ เนี่ยเพราะวันแรกทำให้พวกเรากะเวลาผิดไปหมด
  วันนี้เพื่อนร่วมทริปของเรารวมกันมี 8 คน มีพวกเรา 4 คน อีก 2 เป็นฝรั่งชายหญิง อีกคนเป็นผู้หญิงเวียตนาม อีกคนเป็นผู้ชายกลางคนดูเหมือนเป็นคนจีน ไม่ก็ไต้หวัน

  นั่งรถไปประมาณชั่วโมงกว่าๆ แวะพักกลางทางร้านเดียวกับเมื่อวาน ก็เลยแวะดื่มกาแฟอีกครั้ง
  เนื่องจากวันนี้คนน้อย ที่นั่งเหลือเยอะ ฉันก็เลยไปนั่งด้านหลังสุดกับพี่ตุ่ม แต่วันนี้รถดูเหมือนจะวิ่งเร็ว ข้างหลังมันกระเด้งกระดอนไปมา

  ไกด์บอกว่า โปรแกรมวันนี้ คือจะนั่งเรือชมธรรมชาติ แล้วก็เดินขึ้นเขาประมาณ 4 กม. ไปไหว้พระในหุบเขา จริงๆก็มีบริการ cable car ด้วยเป็นของรัฐบาล แต่ก็แนะว่าให้เดินขึ้นเขาละกัน เพราะถ้านั่ง cable car ไป ไปถึงแล้วก็ต้องรอคนอื่นๆอยู่ดี แล้วตอนขากลับลงมา ค่อยมากินอาหารกลางวันกัน แล้วนั่งเรือลำเดิมกลับ
  ไปถึงแล้ว ไกด์ให้พวกเราเข้าห้องน้ำอีกครั้งก่อนลงเรือ ไม่อยากจะบ่นเลยว่า ห้องน้ำที่นี่ กลอนใช้ไม่ได้อีกแล้ว ต้องให้คนข้างนอกช่วยดันประตูให้ มันเป็นอะไรกันนักหนากับกลอนประตูนี่

  ไกด์บอกให้ซื้อหมวกไปด้วย เพราะมีแดด เรือไม่มีหลังคา ฉันเห็นแต่ งอบ ไม่มีหมวก จะซื้อก็รู้สึกไม่สะดวกตอนเอากลับ ไม่ซื้อละกัน ว่าจะเอาซื้อแจ็กเก็ตมาคลุมหัวละกัน
  เรือที่นี่ไม่เหมือนเรือที่เมื่อวานนั่ง เมื่อวานดูจะเป็นเรือไม้ วันนี้จะเป็นเรือแบบไฟเบอร์ผสมซักกะอย่างละมั้ง ดูเบากว่าเมื่อวาน อ้อ วันนี้คนพายคนเดียว แต่นั่งกัน 5 คน คนพายเป็นหนุ่มน้อยดูเหมือนอายุประมาณ 17-18 ปี

ท่าเรือที่ฮาลองบก กับหนุ่มนักพาย

ขี้นจากเรือแล้วจ้า

  ลำธารก็ใส ข้างล่างเป็นสาหร่ายเต็มไปหมด บรรยากาศดีจริงๆ สบายๆ คนเราก็แปลกแหะ ให้นั่งเรือแบบมีมอเตอร์วิ่งเร็วๆก็ไม่เอา ชอบแบบนี้ ให้คนพายเรือไปเรื่อยๆ
  ประมาณเกือบชั่วโมงเรือก็มาจอดที่ท่า ต่อไปก็เป็นทางเดินขึ้นเขา

บันไดทางเดินขึ้นเขา

  ขึ้นไปได้สัก 400-500 เมตร ไกด์ก็ชี้บอกว่า เดี๋ยวร้านอาหารร้านนี้แหละที่จะมากินข้าวกลางวันกันหลังจากลงมาจากเขา (อยู่ที่นี่กินอาหารกลางวันประมาณ บ่ายโมงกว่าๆ หรือบ่ายสองทุกวัน) แล้วก็แนะนำใหม่ว่า ขึ้น cable car ละกันเพราะต้องทำเวลา อ้าวซะงั้น แล้วตอนแนะนำดันแนะนำอีกแบบ ไอ้เราก็เตรียมตัวเดินเต็มที่
  ปรากฏว่า ขาขึ้น นั่ง cable car กันทั้งหมด แต่ขาลง ฝรั่งหนุ่มสาวคู่นั้นจะเดินลงมา

cable car

  ค่าตั๋วขึ้น cable car ไปกลับราคา 70,000 ด่อง ตอนอยู่ใน cable car ไกด์บอกว่า ถ้าเขาพาคนตะวันตกมา มักจะเดินขึ้นลง แต่ถ้าเป็นแทบพวกเอเชีย ถ้าให้ปีนขึ้นเขา มักจะบ่นกัน ก็เลยให้ขึ้น cable car ซะ
แหม พูดงี้ เนี่ยแสดงว่าตัวเราเหมือนคนตะวันตกนะเนี่ย เรื่องเที่ยว เรื่องลุยชอบอยู่แล้วอ่ะ
  ออกจาก cable car จะเดินลงไปในวัดถ้ำ (Huong Tich Grotto) ภายในถ้ำมีกลิ่นของธูป อันนี้ละมั้งเป็นที่มาของชื่อ Perfume Pagoda ในถ้ำจะมีพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้า เจ้าแม่กวนอิม ท่านกวนอู แล้วก็อีกหลายองค์

ทางลงหน้าวัดถ้ำ

ด้านหน้าวัดถ้ำ

  ตำนานเล่าสืบกันมาว่า ถ้ำนี้ถูกค้นพบกว่า 2 พันปีที่แล้ว แต่ชาวบ้านเริ่มนำแท่นบูชา มาประดับ และก่อสร้างเป็นเจดีย์ ในปี 1575
  ไกด์ก็พยายามอธิบาย เริ่มตั้งแต่ประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะกันเลยทีเดียว ฉันฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ที่นี่ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป ดูเหมือนไกด์พยายามบอกว่า ที่เห็นนี้ไม่ใช่เป็นเพียงรูปปั้น

บริเวณภายในวัดถ้ำ

บริเวณรอบๆวัดถ้ำ

  อยู่ที่นี่ได้สักประมาณ 10 นาที ไกด์ก็ให้พวกเราออกกันมาล่ะ
  เขาให้รีบเดินกลับไปที่ cable car บอกว่าให้รีบลงมา เพราะถ้าช้าสัก 5 นาที จะเป็นช่วงปิดตอนเที่ยง ต้องรออีก 1 ชั่วโมง

  พอดีพวกเรากำลังง่วนกับการถ่ายรูป เขาเดินมาตามแล้วก็เร่งให้รีบไปขึ้น cable car (เป็นไกด์ที่ดุจัง)
  หลังจากลงจาก cable car ก็มานั่งรอ 2 หนุ่มสาวฝรั่งที่กำลังเดินลงมาจากเขา พวกเรารอที่ร้านอาหาร สักพักคู่นั้นก็ลงมา ถือว่าทำเวลาได้ดีทีเดียว พวกเราปรบมือให้กำลังใจกันใหญ่

  อาหารกลางวันมื้อนี้ ก็เป็นข้าว และ กับข้าว มีผักบุ้งผัด ปลา เต้าหู้ ปอเปี๊ยะทอด(เย็นไป ไม่อร่อย) เนื้อผัดพริกหยวก ถือว่ารสชาด ok เลยทีเดียว ดีกว่ามื้อไหนๆที่กินมา ไม่น่าเชื่อบนเขาจะทำกับข้าวได้ ok ดี
  วันนี้ ฉันกินน้ำมากเลย น้ำที่เตรียมมาขวดเดียวไม่พอ วันนี้กินไปทั้งหมด 3 ขวด ก็แปลกทั้งๆที่อากาศก็ไม่ร้อน

  เสร็จสรรพ ไกด์พาไปเดินวัด ใกล้ๆกับที่ร้านอาหาร เจดีย์ตรงนี้มีความสวยงาม ส่วนใหญ่ postcard ของ perfume pagoda ก็จะเป็นเจดีย์แห่งนี้แหละ




  เดินเที่ยวซักพัก ก็ได้เวลากลับ ลงไปนั่งเรือลำเดิม ระหว่างอยู่ในเรือ ไกด์ขอให้พวกเราช่วยทำแบบสอบถามให้ด้วย แถมมีการขอร้องกึ่งบังคับช่วยให้เขาได้คะแนนดีๆหน่อย เพราะมันมีผลต่อเงินเดือนของเขา ที่ว่าแกมบังคับก็แหม ให้ทำตอนอยู่ในเรือเนี่ย ถ้าไม่ให้คะแนนดีๆ คงได้ลงจากเรือซะตอนนี้เลยละมั้ง

  ไกด์บอกว่า ถ้าจะให้ทิปกับคนพาย ให้ถึงฝั่งก่อน ถึงจะให้ อย่าเพิ่งให้บนเรือ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
  สุดท้าย พวกเรา 4 คน ให้คนละ 10,000 ด่อง ก็น่าจะ ok นะเพราะทั้งวันก็รับพวกเราแค่เจ้าเดียว ไกด์บอกว่า ขึ้นกับช่วงเทศกาล ถ้าเป็นช่วงตรุษจีน จะมีเรือเป็น 1000 ลำ รับส่งนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว ว๊าวว

  ขากลับนี้ รถตู้จะวิ่งรวดเดียวไปส่งถึงโรงแรมเลย ไม่แวะพักที่ไหน แต่ไอ้รถคันนี้ แอร์มันแปลกๆ เดี๋ยวติดเดี๋ยวดับ ฉันนั่งข้างหลังสุดด้วย รถกระโดดมาก ถนนที่เวียตนามขนาดเป็น highway ก็ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะเหมือนกัน
  ถึงโรงแรมประมาณ 6 โมงเย็น วันนี้เดินไปร้านอาหาร ตอนแรกว่าจะไปกินร้านอาหารตรงข้ามกับร้านวันแรกที่กิน เห็นหน้าร้านมีรูปเป็นอาหารเวียตนาม แต่พอเข้าไปดูเมนู เหมือนจะมีแต่ เค้ก เบเกอรี่ ก็เลยเปลี่ยนมากิน pizza ละกัน

  สั่งพิซซ่า ถาดใหญ่ 1 ถาด หน้าซีฟู้ด กับสลัด 1 จาน ก็กินพอได้ เสร็จสรรพก็ไปเดิน night market กันต่อ
  ก่อนไป ขอไปแวะ super market กันก่อน แต่เออ มาที่นี่หลายวัน ที่นี่ยังไม่ค่อยเห็นร้าน mini market อย่าง 7-11 เหมือนบ้านเรา

  เมียงมองว่าจะซื้อขนมไปฝากน้องๆ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่อยากเสี่ยง ไม่รู้จะซื้ออะไรดี สุดท้ายไปเดิน night market ว่าจะซื้อของที่ระลึกร้านเดิมละกัน
  สุดท้ายก็ซื้อ พวงกุญแจ รูปสาวเวียดนามละกัน พวกนี้ไปฝากน้องๆผู้หญิง ส่วนน้องๆผู้ชายก็เอากาแฟเวียดนาม G7 ไปกินกันละกัน

  วันนี้เดินดูเรื่อยๆ เพราะเมื่อวานก็เพิ่งเดินไปแล้ว ไม่รู้จะซื้ออะไร แต่ก็เดินไปจนสุดแล้ววกกลับมา กลับโรงแรมดีกว่า




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2552    
Last Update : 27 ธันวาคม 2552 22:07:51 น.
Counter : 623 Pageviews.  

Vietnam Day 3 - Halou , Tam Coc

28 พฤศจิกายน 2009
Day 3 Halou , Tam Coc

  Day trip ของวันนี้จะไป ฮาลองบก (Tam Coc) อยู่ที่เมือง Ninh Binh อยู่ห่างจากฮานอยไปทางใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถตู้ราว 2 ชั่วโมง
  วันนี้มารอที่โรงแรมประมาณ 8 โมง ยังไม่มีทีท่าว่ารถจะมา เลยออกไปเดินเล่นแถวๆโรงแรม สักพักเดินกลับมา ปรากฎว่ารถมารออยู่แล้ว โอ้ วันนี้รถมาเร็วซะด้วย ฉันก็นึกว่าจะมาสายเหมือนเมื่อวานอีก

  อาจเป็นเพราะ วันนี้เป็นคนละบริษัททัวร์กับเมื่อวาน แล้ววันนี้นักท่องเที่ยวน้อยกว่าเมื่อวานเยอะเลย ก็มีกลุ่มเรา 4 คน แล้วก็พวกแขกอีก 4 คน พอดีอยู่โรงแรมเดียวกัน บนรถก็มีฝรั่งอีก 2 คน รับพวกเราแล้วก็ถือว่าครบสำหรับทริปนี้
  รถวิ่งมาสักพัก ยังอยู่ในเมืองอยู่เลย ไกด์บอกขอเวลาสัก 10 นาที คนขับรถขอเอารถไปจัดการอะไรสักอย่าง ก็ปล่อยให้ลงตรงริมถนน ฉันเมียงมองไปมา ก็เห็นธนาคาร อือมไปแลกเงินดีกว่า

  เข้าไปในธนาคาร เจ้าหน้าที่เห็นฉัน รีบร้องโวยวายอะไรสักอย่าง ฉันบอกจะมาแลกเงิน เขาก็เขียนตัวหนังสือเป็นสัญลักษณ์เงิน ดอลลาร์ กับ ยูโร มาให้ ฉันหยิบออกมา 20 ดอลลาร์นั่นแหละถึงจะรับไปจัดการ
  สงสัยเห็นหน้าฉันนึกว่าจะเอาเงินหยวนมาแลกหรือไง

  แลกกับที่ธนาคารนี้ได้อัตราดีกว่าแลกที่โรงแรม น่าจะแลกมาตั้งแต่ที่สนามบินนะเนี่ย
  ได้เวลา รถก็มารับ

  วันนี้ไกด์คนนี้ อธิบายเรื่องราวต่างๆ คุยมากกว่าคนเมื่อวานเยอะ ไล่ตั้งแต่ความหมายของชื่อเวียตนาม เล่าไปเรื่อย ให้ลูกทัวร์แต่ละคนแนะนำตัวกันด้วย ฉันก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง กำลังเคลิ้มๆจะหลับ รถก็วิ่งมากลางทาง จอดให้พักซะแล้ว
  ที่นี่จะเป็นร้านเล็กๆ มีขายกาแฟเวียตนาม วิธีการชงกาแฟสดของเขาจะมีถ้วยชงเป็นถ้วยๆ ภายในถ้วยมีตัวกรองเสร็จสรรพ ด้านล่างมีรูให้กาแฟออกมา วางบนแก้วกาแฟพอดี ฉันเห็นแล้วก็ว่าดูเข้าท่าดี

เครื่องชงกาแฟ

  สั่งมา 1 แก้ว ใส่นมด้วยก็สนนราคา 18,000 ดอง แต่ชอบที่ชงกาแฟอันนี้แหะ ว่าจะหาซื้อกลับไปเมืองไทยซะหน่อย
  เดินทางต่อไม่ถึงชั่วโมงก็มาถึงแล้ว ช่วงเช้านี้ไกด์พาไปเที่ยววัดเก่า 2 วัดใกล้ๆกัน อยู่ที่เมือง Halou ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่า

ทางเข้าวัด

  วัดแรกสร้างขึ้นให้กษัตริย์ King Ly Thai To ราชวงศ์ Ly ในปี 1010 และวัดที่สองสร้างขึ้นให้พระมเหสี
  วัดแห่งนี้ดูศิลปะคล้ายจีน แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว มีเอกลักษณ์ของตนเอง บรรยากาศดีมากเพราะรายรอบด้วยหุบเขา นักท่องเที่ยวมีพอสมควรแต่ไม่มาก วันที่ไปนี้ มีนักกีฬาของเวียดนามมาไหว้พระด้วย คงจะขอพรก่อนแข่งขันละมั้ง

ด้านหน้าวัด


ภายในวัด


ครั้งหนึ่ง ที่นี่คือพระราชวัง

    :
  หลังจากชมวัดมา 2 วัดแล้ว ไกด์ก็บอกว่า จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกเราจะนั่งรถตู้ไป ส่วนกลุ่มที่สอง จะขี่จักรยานประมาณ 20 นาที ไปเจอกันที่ร้านอาหาร กินข้าวกลางวันกัน
  ฉันก็งงว่า ทำไมเราไม่ขี่จักรยานกัน สอบถามก็ได้ความว่า ไม่ได้ซื้อทัวร์รวมขี่จักรยานตั้งแต่ต้น ฉันก็ว่า อยากขี่บ้างอ่ะ ไหนๆก็มาแล้ว ต้องเที่ยว ต้องลองอ่ะ

  ก็เลยตัดสินใจ ไม่เป็นไร เพื่อนๆ 3 คนนั่งรถตู้ไปรอก่อนละกัน ฉันจะขี่จักรยานไปพร้อมๆกับไกด์และก็เพื่อนร่วมทัวร์คนอื่นๆ
  ไกด์มาบอกว่า ฉันต้องเสียค่าเช่าจักรยานเพิ่มอีก 5 ดอลลาร์ (โอ้โห170 บาท เลยหรือเนี่ย) เขาบอกว่าคนอื่นที่เหลือซื้อ trip มาในราคาสูงกว่ากลุ่มเรา ก็เอาไงดี แฮนด์จักรยานก็อยู่ในมือแล้วเนี่ย

ขี่จักรยานชมชนบทกัน

  สุดท้ายก็ตกลงน่ะ เพื่อนๆถามว่า ok แน่นะไม่เปลี่ยนใจเหรอ เดี๋ยวขี่ไปกลางทางไม่ไหวนะ แต่แหม ฉันก็ว่า ตัวเองก็ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานมาสม่ำเสมอ คนอื่นเขาขี่กันได้ เราก็ต้องขี่ได้
    :
  ระหว่างทางที่ขี่จักรยานมา ผ่านท้องทุ่ง ทุ่งนา หุบเขา ลอดอุโมงค์ ก็เป็นบรรยากาศที่ดีอีกแบบหนึ่ง ว่าก็ว่าเหอะ ไม่ค่อยได้มีโอกาสมาขี่จักรยานท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้หรอก ไม่ว่าจะเมืองไทยหรือเมืองนอก
  พวกนักท่องเที่ยว แขก กับฝรั่ง เขาสลับกันถ่ายรูปไปมา ว๊าไม่ได้เอากล้องติดมาด้วยซิ แต่ถึงเอามา ก็คงถ่ายลำบากแหะ

  ตอนแรกก็ขี่บนท้องถนน พอสักพัก ก็เริ่มตัดเข้าซอยเล็กๆ แล้วล่ะ ทางนี้แน่นอนว่ารถตู้ไม่ได้เข้ามาแน่นอน
  ผ่านบ้านเรือน แทบชนบท ฉันว่าคล้ายๆหูต่งของเมืองจีนเลยแหะ ตลอดทางเจอเด็กๆ เขาจะ say hello พร้อมกับโบกไม้โบกมือให้นักท่องเที่ยวตลอด

  ฉันขี่จักรยานมานับว่าไกลมาก อาจเพราะไม่ได้ขี่เร็วด้วย นานเหมือนกันแหะ พลังงานก็เริ่มหมด เลยเที่ยงมานานพอสมควร ยังไม่ถึงซะที
  แสงแดดช่วงบ่ายๆก็เริ่มแรงขึ้น ขี่ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายเริ่มเข้าเมือง แล้วก็เจอแล้วร้านอาหาร เพื่อนๆรออยู่ โบกมือเรียกทักทาย

  อาหารเที่ยงเป็นบุฟเฟต์ เพื่อนๆกินกันไปแล้ว ฉันเดินเข้าไปจะไปตักอาหาร ไปเจอคนไทย 2-3 คนที่มาเที่ยวเหมือนกัน ก็มาทักทายประมาณว่า นี่ขี่จักรยานมาเหรอ โอ้โห เก่งจัง
  ก็ยังงงๆ แต่ก็ ok ทักทายสักหน่อย ระยะทางทั้งหมดนี้ 12.5 กม. ก็พอสมควร แต่มันไม่ใช่ 20 นาทีอย่างที่ไกด์บอกซะหน่อย
  เหนื่อยๆหิวๆ แต่กลับกินข้าวเที่ยงได้ไม่เยอะ อาหารไม่ค่อยโดนซะเท่าไร

  ไกด์บอกว่า ฉันจ่ายค่าเช่าจักรยานหรือยัง ฉันบอกว่ายัง แต่ขอจ่ายเป็นเงินด่องละกัน เท่าไรล่ะ เบ็ดเสร็จคำนวณออกมา 95000 ด่อง ไกด์บอก จ่ายแค่ 90000 ด่องละกัน
  คำนวณไปคำนวณมา จ่ายเงินด่องแพงกว่าเงินดอลล่าร์อีก แต่ไม่ว่ายังไง งานนี้ บริการจักรยานเช่าก็ได้กำไรไปเต็มๆ
    :
  ได้เวลาลงเรือแล้ว เรือที่นี่จะให้คนนั่ง 2 คน คนพาย 2 คน ไกด์บอกว่า ไม่จำเป็นต้องให้ทิปนะ แม้ว่าคนพายจะเรียกร้องให้ทิปด้วย แต่ถ้าใครอยากให้ ก็ให้สักเล็กน้อยก็ได้

ท่าเรือพาย


ไปล่ะนะ

  เรือที่ฉันนั่งนั้น คนพายเป็นคนปู่อายุ 71 ปี กับลูกสาวอายุ 34 ปี ดูแล้วน้ำลึกประมาณ 1 เมตรกว่าๆ ด้านล่างดูเหมือนมีสาหร่าย ตระไคร้น้ำเต็มไปหมด ฉันชวนลูกสาวคุย แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยเข้าใจคำถามที่ถามซักเท่าไร เลยตอบไม่ค่อยตรงคำถาม

คุณปู่นักพาย

บรรยากาศ การนั่งเรือพาย

สบายใจจริงๆ บรรยากาศดีมากๆ

  ตลอดทาง จะมีทั้งเรือที่เพิ่งพายไปพร้อมกัน บางลำก็เริ่มกลับออกมา สังเกตุเห็นบางลำเริ่มมีการขายสินค้าพวกผ้า กระเป๋า ต่างๆกันบนเรือนี่เลย บางลำมือไม่พาย ใช้เท้าพายแทน ก็ดูแปลกดีแหะ

พายเรือด้วยเท้า สุดยอด

  เรือจะล่องไปเรื่อยๆ ผ่านถ้ำทั้งหมด 3 ถ้ำ ถ้ำแรกจะสูงและกว้าง ส่วนถ้ำสุดท้าย จะสั้นๆ ภายในถ้ำจะมืดมาก ไม่มีการติดไฟให้เห็นหินงอกหินย้อย แต่หินก็เตี้ยมาก สามารถเอื้อมมือไปสัมผัสได้

  ฉันถามตัวลูกสาวว่า เดือนนี้น้ำสูงแค่นี้ แล้วเดือนอื่นๆที่น้ำสูงมากๆสามารถมาเที่ยวได้หรือไม่ แต่เธอกลับตอบไปว่า น้ำสูง 1 เมตร ถ้ำสูงสัก 2 เมตร ไปซะงั้น
  พายไปถึงสุดเส้นทาง จะเป็นบริเวณที่เรือขายสินค้าหลายลำมาจอดอยู่ ขายพวกของกิน บางลำก็ปรี่ตรงเข้ามาบอกให้ช่วยซื้อน้ำเป็นรางวัลกับคนพาย แต่ฉันว่าฉันให้ทิปตอนขากลับดีกว่า

บริเวณจุดสุดท้าย มีแม่ค้าขายของหลายอย่าง

  หยุดอยู่ที่นี่สัก 2-3 นาที ก็พายกลับ

  ขากลับฉันก็ว่าจะลองหัดพายบ้าง คือตัวลูกสาวนั่งอยู่ด้านขวาของฉัน ฉันก็เลยหยิบไม้พายมาลองพายดู พายไปเรื่อยๆเหนื่อยก็เริ่มพัก สักพัก ตัวลูกสาวบอกให้มานั่งสลับข้างกัน แหม แบบนี้ฉันจะได้ค่าแรงบ้างหรือเปล่าเนี่ย
  พายไปพายมา เริ่มปวดแขนเหมือนกันแหะ สังเกตุว่าคนที่มาทำอาชีพนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง คนแก่ ส่วนพวกผู้ชายคงไปทำอย่างอื่นแทน ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่พอประทังชีวิตได้ ฉันว่าจะถามว่าวันหนึ่งพายกี่เที่ยว แต่คงสื่อสารกับเขาแล้วท่าทางจะเครียดแหะ

  สรุปว่า วันนี้ ฉันได้ออกกำลังกายเต็มที่ ทั้งขาทั้งแขน แถม balanced ตรงแขนทั้งสองข้างซะด้วย

  ก่อนขึ้นจากเรือ ก็เลยคุยกับพี่ตุ่มว่า ให้ทิปคนละ 10,000 ดองละกัน สรุปว่า ให้พ่อลูกไป 20,000 ดอง ไปแบ่งกันเองนะจ๊ะ
  ขากลับเที่ยวนี้ ไม่ได้แวะพักที่ไหนเลย ตรงดิ่งอย่างเดียวกลับฮานอย

  วันนี้ถึงฮานอยประมาณ 6 โมงเย็นเท่านั้น ไปกินข้าวเย็นกันก่อน แล้วค่อยไปเดิน shopping ซื้อของฝากละกัน
  แถวที่พักละ work ที่สุด เดินไปเดินมามาหยุดลงที่ร้านตรงปากซอยด้านหลังของโรงแรม ตอนเช้า ร้านนี้จะขายพวกเฝอ แต่ตอนเย็นจะเป็นร้านอาหารเวียตนาม

  ดูจากเมนูแล้วก็อือม.. ร้านนี้ถ้าเป็นเมืองไทยก็แบบว่า อาหารป่าหรือเปล่า คือมี เต่า, ตะพาบน้ำ, งู, กระต่าย สารพัดสัตว์กันเลย ก็สั่งอาหารกันมาคนละจาน ฉันส่งข้าวผัด ไก่+ปลา ไม่ค่อยอร่อย มันแข็งๆ แต่ว่าระหว่างกินกันอยู่ โต๊ะข้างๆเนี่ย มีการสั่งตะพาบมาด้วย
  บ๋อยหยิบตะพาบน้ำมา แล้วก็เชือดสดๆ Oh My god ปล่อยให้เลือดไหลใส่แก้วน้ำ แล้วเขาก็เอาไปผสมกับพวกเหล้าละมั้ง แล้วก็เสริฟ์ให้ลูกค้าโต๊ะข้างๆกิน ฉันกินข้าวอยู่ ไม่ไหวแล้ว เห็นแล้วกินไม่ลงอ่ะ

  เสร็จสรรพ ไปเดิน shopping กัน
  ของที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าซะมากกว่า ประมาณ 70-80% แล้วก็เสื้อผ้าหนาๆซะด้วย เดินว่าจะซื้อของที่ระลึก ไปฝากซะหน่อย พี่ตุ่มได้ magnet เป็นรูปตุ๊กตาหนุ่มสาวชาวเวียดนาม 10 ตัวก็ประมาณ 40000 ดอง ส่วนฉันก็ซื้อ magnet เป็นที่ระลึกส่วนตัว

Night Market


  Night market ที่นี่บรรยากาศคล้ายคลองถมบ้านเราแหะ แต่เน้นขายเสื้อผ้า เดินเป็นเส้นทางยาวจากปากซอยไปเรื่อยๆ ตัดผ่านถนนเล็กๆในซอยทั้งหมด 3-4 ถนน ไปเจอร้านขายพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้วย หม้อ ต่างๆ ก็เลยว่าเข้าไปดูเผื่อจะมีขายที่ชงกาแฟ แล้วก็เจอจริงๆ มี 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ ราคา 25000, 35000, 45000 ดอง แต่เป็นสแตนเลส ดูดีกว่าวันนี้ที่ไปกินที่พักกลางทาง อันนั้นจะเป็นอลูมีเนียม ก็เลยตกลงใจซื้ออันกลางมา ต่อรองได้ 30000 ดอง (ประมาณ 60 บาท)

  ไปเจอ supermarket แวะซื้อกาแฟคั่ว ยี่ห้อ TRUNG NGUYEN และก็ซื้อ instant coffee ยี่ห้อ G7 ว่าจะเอาไปฝากที่บ้าน และก็น้องๆ ที่ออฟฟิค
  สังเกตอีกอย่าง คนที่นี่น่าจะชอบกินพวกบ๊วย มะม่วงดอง พวกนี้แน่เลย มีหลายร้านขายกันแบบเป็นล่ำเป็นสัน ทำดูดี ขายเป็นแบบแพ็คเก็ตดีๆ เป็นของฝากได้เลย

ศิลปะของดอง

  แวะกินน้ำอ้อยซะหน่อย จะได้ชื่นใจ แต่เอ๊ะ ไหงน้ำอ้อยมันมีรสเปรี้ยวๆด้วยเนี่ย อ้อ น้ำอ้อยที่นี่เขาใส่ส้มจี๊ดเข้าไปด้วย รสชาดเลยออกแปลกๆไป
  วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน รู้สึกจะใช้งานกำลังขามากไปละ




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2552    
Last Update : 27 ธันวาคม 2552 22:07:41 น.
Counter : 804 Pageviews.  

Vietnam Day 2 - Ha Long Bay

27 พฤศจิกายน 2009
Day 2 Ha Long Bay

  วันนี้จะไปเที่ยว Ha Long Bay ที่แห่งนี้เป็นไฮไลท์แห่งหนึ่งของการมาเที่ยวฮานอย เจ้าหน้าที่โรงแรมบอกว่า รถบัสจะมารับเวลา 8 โมงเช้า
  ตื่นแต่เช้า รีบลงมากินอาหารเช้า วันนี้ลองกินแพนเค้ก ราดช็อคโกแลตดู ได้มา 2 แผ่นบางๆ แต่น้ำมันเยิ้มมาก กินแล้วรู้สึกเลี่ยนมากเลย

  เจ้าหน้าที่โรงแรมบอกว่า ทริปนี้รวมอาหารกลางวัน แต่ไม่มีน้ำให้ ต้องซื้อเอาหรือไม่งั้นก็นำติดไปด้วย ฉันก็เลยหยิบใส่กระเป๋า 1 ขวด
  8 โมงแล้ว รอแล้วรอเล่า รถก็ยังไม่มาซะที รอจน 8:30 น. เจ้าหน้าที่ก็บอกว่ารถกำลังจะมา ไปรับนักท่องเที่ยวหลายแห่ง ถ้านั่งรถก่อนก็ต้องรอในรถ รอที่โรงแรมจะดีกว่านะ (คงแบบว่า ปลอบใจละมั้ง)

  สักพัก ไกด์ก็มารับ แล้วรีบบอกให้เดินตามให้เร็ว เพราะรถจอดรอนานไม่ได้ พวกเราก็รีบจ้ำกันใหญ่
  พอถึงริมถนน นึกว่ารถจะจอดรอ ที่ไหนได้ ต้องมารอรถอีก

  เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง กว่ารถจะมา รถที่มารับเป็นรถบัสขนาดกลาง จุคนได้ประมาณ 25 คน บนรถมีนักท่องเที่ยวเกือบเต็มคันรถแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งทั้งนั้น มีเอเชียผมดำประมาณ 3-4 คน
  พวกเรานั่งแยกกันหมด คนละแถว เป็นแถวที่พนักพิงมีเพียงครึ่งเดียว ไม่มีที่พิงหัวซะด้วย จะนอนยังไงละเนี่ย

  พอดีแถวที่ฉันนั่ง ถูกขนาบด้วยหนุ่มฝรั่งหน้าตาดีทั้งสองคน (อิอิ) อือม ทริปนี้ดูน่าเที่ยวขึ้นอีกเยอะเลย
    :
  ไกด์บอกว่า ต้องเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งระยะทางประมาณ 160 กม. แต่เป็นเพราะที่เวียตนามนี้ กำหนดให้รถวิ่งได้ไม่เกิน 60 (หรือ 70) กม/ชม. เท่านั้น
  เดินทางไปครึ่งทาง รถก็แวะให้พัก เป็นร้านอาหารและขายของที่ระลึก ฉันแวะซื้อขนมกิน คล้ายแยมโรล แต่แข็งกว่าแยมโรลบ้านเรา สรุปว่า ไม่ work อ่ะ

  ไปถึง Halong Bay ประมาณเที่ยงแล้วล่ะ ไกด์ไม่ค่อยบอกอะไร แต่ก็ให้รอ อือม วันนี้รอมาหลายรอบแล้วนะ...
  ได้ลงเรือแล้ว ภายในเรือมีโต๊ะให้นั่งแบบหันหน้าเข้าหากัน บนดาดฟ้ามีที่ให้นักท่องเที่ยวเดินเล่น
    :
Halong bay นี้ทาง UNESCO กำหนดให้เป็นมรดกโลก อยู่ที่เมือง Ha Long ส่วนประกอบเป็นหินปูนที่มีอายุกว่า 500 ล้านปี
    :

เรือแบบนี้แหล่ะ


  ส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวนิยมมาพักค้างคืน 1-2 คืน รู้สึกว่าจะมีแต่พวกเรา 4 คนที่มา 1 วัน เรือล่องไปเรื่อยๆ ให้นักท่องเที่ยวดื่มด่ำกับธรรมชาติ

Halong Bay

Halong Bay

  ก็ดูแล้วอลังการ สวยดีเหมือนกัน คล้ายพังงาบ้านเรา เรือล่องไปประมาณ40 นาที ไกด์บอกว่าเดี๋ยวจะจอดเรือให้ไปดูกระชังขายปลา มีทั้งปลาทะเล กุ้ง ปู ถ้าใครสนใจจะกิน ให้ซื้อได้แล้วบนเรือจะมีบริการปรุงอาหารให้ฟรี

กระชังขายปลา

  ลงไปเดินๆดู แต่แบบว่า ดูแล้วปลาอะไรไม่รู้ตัวใหญ่มาก ส่วนปูก็ตัวเล็กไม่ชวนกินเลย ว่าแล้วก็ไม่ได้ซื้ออะไร
  อาหารกลางวัน กินกันบนเรือเนี่ยแหละ โต๊ะหนึ่งเขาให้นั่ง 6 คน กลุ่มเราเลยต้อง join กับนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ 2 คน

  2 คนนี้ดูน่าจะอายุประมาณ 55 ได้ละมั้ง เที่ยวไปทั่วแล้ว เคยมาเมืองไทยแล้วก็ชอบเมืองไทย อาหารไทยมาก คุยไม่หยุด
  คุยกับนักท่องเที่ยวหลายคน พวกที่เที่ยวจริงๆเขาจะหยุดยาว 3-4 สัปดาห์แล้วก็เที่ยว ส่วนใหญ่ไปกันเอง ไม่พึ่งทัวร์ แต่ของเรา ลางานกัน 3-4 วันก็จะแย่แล้วอ่ะ

  นั่งคุยกับ 2 คนนี้ก็สนุกดี ได้รู้อะไรอีกหลายอย่าง
  อาหารกลางวันที่นี่ ก็มี ผัดผักบุ้ง เต้าหู้ผัด ปลา มันฝรั่ง ปลาหมึกลวก อาหารค่อนข้างจืด ขนาดฉันที่ว่า กินจืดแล้ว ยังยอมรับว่าจืดจริงๆ ส่วนข้าวค่อนข้างแข็ง แล้วก็ไม่มีน้ำดื่มให้จริงๆด้วย

    :
  ที่ต่อไปจะไปเที่ยวถ้ำ ถ้ำแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่โต ถ้าเทียบกับถ้ำต่างๆแถวภาคเหนือที่เคยไปเที่ยวมาแล้ว ข้างในก็จะมีหินงอกหินย้อย แต่ไม่ใช่แคลไซด์เหมือนที่ถ้ำที่เชียงราย
  ภายในถ้ำจะมีแสงสีตระการตา ฉันว่ามีครบทุกสีเลยละมั้ง มันเลยดูไม่ค่อยธรรมชาติซะเท่าไหร่

ภายในถ้ำ

ภายในถ้ำ

  ไกด์ก็พยายามอธิบายแบบว่า เห็นก้อนโน้นก้อนนี้เหมือนสิงสาราสัตว์ต่างๆ ลิงบ้าง เสือบ้าง อันนี้ก็แล้วแต่จินตนาการของใคร
  ที่ถ้ำนี้ ไกด์ให้เวลาประมาณ 10 นาที น้อยมากเลย เพราะกว่าจะเข้าไปในถ้ำ ได้ใช้เวลาแป๊บเดียว ถ่ายรูปนิดหน่อยก็ต้องออกมาแล้ว
    :
  ออกจากถ้ำ ก่อนลงเรือ ฉันแวะเข้าห้องน้ำซะหน่อย อยากบอกว่า ถ้าใครจะไปเวียตนาม สำหรับผู้หญิงแล้ว กรุณานำกลอนประตูไปด้วย เพราะว่าห้องน้ำที่เวียตนามนี้ไม่รู้เป็นไง กลอนประตูเสียบ้าง ไม่มีบ้าง แม้แต่ในสนามบินวันแรกที่มาก็เหอะ อย่างดีก็ยังดี ยกเว้นกลอนประตู
  ที่เด็ดที่สุดก็ห้องน้ำที่ถ้ำเนี่ยแหละ ห้องน้ำผู้หญิงนะ มีห้องเดียว ส่วนที่เหลือ มีแต่โถส้วมวางติดๆกัน โดยไม่มีอะไรกั้น Oh! My god

บริเวณท่าเรือ

  ขากลับลงเรือ เนื่องจากมีแต่พวกเราและก็นักท่องเที่ยวอีก 2 คนที่จะกลับฮานอย ที่เหลือค้างคืนต่อ กลุ่มเราเลยต้องนั่งเรืออีกลำแยกกลับจากกลุ่มที่มาด้วยกัน (ฉันเลยต้อง say good buy กับหนุ่มหล่อทั้งสองซะแล้ว)
  ขากลับ นั่งรถบัสคันเดิมกลับ ไกด์ก็กลับมาพร้อมกับเราด้วย แต่ขากลับนี้ นั่งสบายหน่อย คนน้อยลง แล้วก็พวกกระเป๋าเดินทางไม่ค่อยมี ตรงเบาะนั่งที่พวกเรานั่งขามานั้น ไกด์มานั่งแทน นั่งสักพัก ไกด์ก็ดึงเบาะพิงหลังให้สูงขึ้น ไว้สำหรับพิงศรีษะได้ โอ้ เพิ่งมาเห็นมารู้ตอนนี้ แล้วพวกเราขามา ไม่มีใครดึงเบาะอันนี้สักคน นั่งปวดเมื่อยมาตั้ง 3 ชม.

  รถแวะจอดให้พักที่สถานที่เดิมเหมือนตอนขามา คราวนี้ฉันไม่ได้แวะซื้ออะไรกิน
  กลับถึงฮานอย ก็ประมาณ 2 ทุ่มกว่าแล้ว คืนนี้มี night market ซะด้วย รถบัสส่งพวกเราแถวตลาดนัดนี้พอดี ตอนแรกว่าจะหาข้าวเย็นกินแถวนี้ แต่ดูๆไปมามีแต่แหล่ง shopping ก็เลยว่าจะกลับไปกินแถวที่พักก่อนแล้วกัน เพราะดูแล้วมีร้านอาหารอยู่หลายร้าน แล้วค่อยกลับมาเดิน

  กลับมาแถวที่พัก เย็นนี้ได้ไปกินร้านอาหารแบบตะวันตก แต่จริงๆตอนดูจากป้ายหน้าร้าน ก็มีอาหารเวียตนาม แต่ดูจากเมนูเป็นแต่แนวตะวันตก ราคาอาหารไม่เบาเลยทีเดียว แต่ละจานราคาทั่วๆไปประมาณ 80,000-100,000 ดอง ดูแล้วร้านนี้เน้นเฉพาะนักท่องเที่ยวแน่เลย

ร้านอาหาร บริเวณที่พัก

  สั่งกันมาคนละจาน ก็ถือว่า ok นะ (หรือว่าเป็นเพราะหิวก็ไม่รู้) ตกลงคืนนั้นพวกเราก็กลับที่พักกันเลย เพราะเหนื่อยกับการเดินทางกันมาก ไว้พรุ่งนี้ค่อยไป night market ละกัน




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2552    
Last Update : 27 ธันวาคม 2552 22:07:20 น.
Counter : 538 Pageviews.  

Vietnam Day 1 - Welcome to Hanoi

26 พฤศจิกายน 2009
Day 1 Welcome to Hanoi

  ทริปเวียตนามทริปนี้ ได้วางแผนไว้นานแล้วเหมือนกัน ตั้งแต่ปีที่แล้วโน้นแน่ะ แต่กว่าจะลงตัวก็ปลายปีนี้ซะนี่ เริ่มจองตั๋วเครื่องบินตั้งแต่เดือนมีนาคม คราวนี้ใช้บริการของสายการบิน Air Asia ด้วยสนนราคา 2500 บาท
  แม้จะ plan ไว้นานแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ลงในรายละเอียด สุดท้ายเลยได้แต่เที่ยวที่ฮานอย เบ็ดเสร็จ 5 วัน ไปตั้งแต่เช้าวันพฤหัสที่ 26/11/09 และกลับเอาตอน 3 ทุ่มของวันที่ 30/11/09

  ไปครั้งนี้ มีเพื่อนร่วมทริปทั้งหมด 4 คน เครื่องออกเวลา 7.00 น. โห ออกเช้าแบบนี้ต้องไปถึงประมาณตี 5 เมื่อคืนได้ฟังข่าวในพระราชสำนัก ได้ยินว่า สมเด็จพระเทพจะเสด็จเวียดนามวันนี้ด้วย
  นั่งแท็กซี่ไปกับพี่ตุ่ม ไปถึงสนามบินประมาณตี 5 เบียร์กับแตนมาถึงก่อนแล้ว ว่าแล้วก็จัดแจงแลกเงินดอลลาร์ซัก 100 เหรียญ ด้วยอัตรา 1 ดอลลาร์=35.5 บาท เผื่อไว้ซื้อ day trip ที่โน้นแล้วกัน

  ได้เวลาแล้วไปขึ้นเครื่องบินละกัน

  นั่ง Air Asia ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แต่ดูเหมือนว่า ในชีวิตเพิ่งจะเคยนั่งเครื่องบินลำเล็กขนาดนี้ ที่นั่งมี 2 ข้าง ข้างละ 3 ที่นั่ง
  ที่ที่ฉันนั่ง จำไว้แม่นๆเลย 11A,11B คราวหน้าไม่ควรจองเลขนี้เลย เพราะไม่สามารถปรับที่เบาะได้เพราะติดกับประตูฉุกเฉิน เช้าวันนั้นเลยนั่งหลับแบบตัวตรง

  มาถึงสนามบินฮานอย (Noi Bai) สนามบินที่นี่ดูเล็กกว่าบ้านเราเยอะ หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเสร็จแล้ว ก็มารอรับกระเป๋าที่สายพาน 1A อือม ทำไมคนเยอะจัง
  โอ้ ดูจากหน้าจอมอนิเตอร์ สายพานที่นี่เหมือนจะมีอันเดียว หมุนยาวเลื้อยไปเลื้อยมา ดูเหมือนหลายๆสายการบินจะมีลงที่สายพานอันเดียวกันนี้เอง พระเจ้าช่วย

  รอแล้วรอเล่า 40 นาทีก็แล้ว ยังไม่มีวี่แววว่ากระเป๋าของเที่ยวบินที่เรามาจะออกมาซักใบ สักพักก็ได้ยินประกาศว่า ให้ไปรับกระเป๋าที่สายพาน 1B ซะงั้น
  เริ่มแรกก็รู้สึก ตะหงิดๆ ซะแล้ว

  ตอนรอกระเป๋าอยู่ เบียร์หันมาถามว่า กระเป๋าสีอะไร ก็ตอบไปว่า เขียวผูกโบว์สีชมพู แหมคนฟังทำหน้าหัวเราะ ก็บอกไปว่า จะได้จำได้ไม่สลับกับคนอื่น
  รับกระเป๋าเสร็จ ก่อนออกจากสนามบิน ก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง วิ่งออกมาชี้กระเป๋าของพี่ตุ่ม แล้วก็บอกว่า อันนี้แหละ

  ปรากฏว่า พี่ตุ่มหยิบกระเป๋ามาสลับกับของผู้หญิงคนนั้น ยังโชคดีนะที่รู้ตัวแล้วคืนกลับมาก่อน เนี่ยพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็เกิดเหตุการณ์ สลับกระเป๋ากันจนได้
  :
  ออกจากสนามบิน เมียงมองหารถที่มารับ เจ้าเบียร์ตกลงกับทางโรงแรมที่จองไว้ว่า ให้รถมารับส่งที่สนามบินด้วย โดยเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะตอนขากลับ ส่วนขาเข้า ฟรีจ้า
  รถที่มารับเป็นรถตู้ นั่งไป 4 คนได้สบายๆ นั่งรถเข้าตัวเมืองฮานอยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ตอนนั่งไปเนี่ย ก็เริ่มปวดหัวกับเสียงบีบแตรไปตลอดทาง คนขับรถที่นี่ขับได้ใจมากๆ คืออยากเลี้ยวก็เลี้ยว สวนเลนก็มี มอเตอร์ไซด์เยอะแยะไปหมด ขี่มอเตอร์ไซด์ไปโทรไป ขี่ไปเรื่อยๆ รถคันหลังบีบแตรก็บีบไป

  สังเกตบ้านเรือนที่นี่ จะเป็นตึกแถวจะมีหน้ากว้างแคบมากประมาณ 4-5 เมตร แต่มักจะทำหลายชั้น 4-5 ชั้น ดังนั้นถ้ามองจากถนน จะเห็นตึกรามบ้านช่องเรียงติดๆกันยาวไปเรื่อยๆ
  ไปถึงโรงแรมชื่อ Hanoi Lakeside Hotel เป็นโรงแรมขนาดเล็ก มีประมาณ 10 ห้องเท่านั้น ชั้นละ 2 ห้อง หลังจาก check-in เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ถามว่า ทานอาหารเช้ามาหรือยัง ถ้ายังก็มีอาหารเช้าให้ (เพราะยังไงก็ include อยู่แล้ว)

ตึกสีส้ม คือ โรงแรม Hanoi Lakeside

  โอ้ ดีทีเดียว เพราะเวลาตอนนี้ก็ 10 โมงกว่าแล้ว ยังไม่มีไรตกถึงท้องเลย อาหารเช้าที่นี่ หลังจากดูเมนูแล้ว โอ้ มีแต่ไข่ทั้งนั้น ทั้งไข่เจียว ผสมผัก ชีส แฮม ไข่คน ไข่ดาว แพนเค้ก
  มื้อแรกนี้ ขอไข่เจียวชีส แฮม ละกัน ปรากฏว่า มาเป็น set คือจะมีขนมปังฝรั่งเศสก้อนใหญ่มาด้วย แล้วก็ กล้วยหอม, yogurt น้ำก็มีให้เลือก กาแฟ ชา น้ำส้ม (สั่งแล้วไม่มี)

อาหารเช้ามื้อแรก

  มื้อแรก ก็พอประทังหิวไปก่อน แต่เอ.. ที่บอกว่า include อาหารเช้า ก็คงเป็นแบบนี้ทุกวันอ่ะเหรอ
  เสร็จสรรพ ก็ขอข้อมูลเรื่องเที่ยวกับทางโรงแรม ตกลงกันว่าที่เหลืออีก 3 วันจะซื้อเป็นแบบ day trip

    วันแรก – Halong Bay ราคา $19
    วันสอง - Halou TamCoc ราคา $20
    วันสาม - Perfume Pagoda ราคา $20

  ราคานี้จะรวมค่ารถเดินทาง (รถตู้) รับส่งโรงแรม, ค่าเข้าชมสถานที่, ค่าอาหารกลางวัน ตกลงฉันก็จ่ายไปประมาณ $60
  ยังไม่ได้แลกเงินด่องเลย เพราะตอนออกจากสนามบินก็ใช้เวลา เลยเอาเป็นว่าแลกซะที่โรงแรมนี่ละกัน

  อัตราเงินด่อง 1 บาท = 480 ด่อง (อัตราโรงแรม ณ วันที่ 26/11/09) และซะ 1000 บาท ก็ได้ 480,000 ด่อง
  ปรากฏว่า พอเจ้าหน้าที่โรงแรมเอาเงินด่องมา ใบแรกก็ 500,000 ด่อง มีตั้งหลายใบ ฉันก็เริ่มงงๆ อะไรกันหว่า

  นับไปนับมา 4,800,000 ด่อง เอ.. หรือว่าเราจำผิด 1 บาม = 4800 ด่องหรือเปล่า ก่อนมาก็ไม่ได้ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนซะด้วย
เจ้าหน้าที่เห็นเราทำหน้างงๆ เลยช่วยนับเงินให้ ฉันก็ ok น่ะ คิดว่าเขาทำงานแบบนี้อยู่ทุกวัน น่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด
  ปรากฏว่าสักพัก เขาเดินกลับมาบอกว่า Sorry เขาแลกให้เราผิดไป จริงๆต้องได้แค่ 480,000 ด่อง ดังนั้น ฉันก็เลยคืนเงินส่วนที่เกินให้เขาไป

  ก็ว่าแล้ว ว่ามันแปลกๆ เกือบได้เงินเกินมา 9000 บาทแน่ะ
    :
  วันนี้คงยังไม่ได้ไปไหนไกล ว่าจะเดินเที่ยวในเมืองไปก่อน แล้วว่าจะไปดู Water Puppet Show ซะวันนี้เลย ไหนๆมาถึงที่นี่แล้ว ต้องมาดู
  ขอแผนที่กับทางโรงแรม แล้วให้เขาช่วยแนะนำสถานที่ต่างๆ ก็มีถนนที่เดินเล่นได้ shopping แล้วก็มีแนะนำร้านอาหารตอนเย็น
    :
  เดินออกจากโรงแรม โรงแรมแห่งนี้ใกล้กับทะเลสาบ Ho Hoan Kiem หรือทะเลสาบคืนดาบ รอบทะเลสาบจะเป็นบริเวณสวนสาธารณะ ให้สามารถเดินชมบรรยากาศได้สบายๆ อากาศไม่หนาว กำลังเย็นสบาย แต่ก็ไม่ร้อนแบบเมืองไทย
  วันนี้ต้องเป็นวันดีอะไรสักอย่าง ตอนขามา ก็เจอรถแต่งงาน 2-3 คัน ที่ทะเลสาบก็เจอหนุ่มสาวชาวเวียดนามมาถ่ายรูปแต่งงานหลายคู่
  ที่นี่จะพบ สะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ ที่มีสีแดง   สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของฮานอย ปลายทางอีกด้านของสะพานจะเป็นวัดเนินหยก (Ngoc Son) เสียค่าเข้าชม 10,000 ด่อง

ศิลปินเวียดนาม


ทางเข้าวัดเนินหยก

คู่รักถ่ายรูปแต่งงาน

    :
  มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจากพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ
    :

บริเวณทะเลสาบคืนดาบ


ด้านในวัดเนินหยก


  ที่นี่จะพบเต่าตัวใหญ่อยู่ 1 ตัว ได้ถูกทำการสตัตฟ์ไว้ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ก็แบบว่าพอดีมีตำนานเกี่ยวกับเต่า แล้วก็มีเต่าให้ชมกัน

เต่ายักษ์


แกลอรี่ ในร้านขายของที่ระลึก


หุ่นกระบอกน้ำ


ขอแปลงร่างเป็นสาวเวียดนามซะหน่อย

  เดินเที่ยวได้สักพัก ออกจากวัดเนินหยก ว่าจะไปดูหุ่นกระบอกน้ำในวันนี้เลย

  ไปถึงสถานที่ขายตั๋ว ปรากฏว่า วันนี้ตั๋วเต็มหมด รวมทั้งเสาร์ อาทิตย์ด้วย มีว่างอีกทีก็วันจันทร์ เวลา 14:15 ก็เลยซื้อไปในราคา 60,000 ด่อง
  แต่แหม คนขายตั๋วเนี่ย หน้าตาและการบริการไม่ค่อยเป็นมิตรเลยแหะ
    :
  วันนี้ได้แต่เดินเที่ยว ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ แต่ว่าเวลาจะเดินข้ามเนี่ย ลุ้นระทึกทุกที
  ก็บ้านเขาวิ่งรถเลนขวา เวลาจะข้ามถนนพวกเราต้องมองซ้ายก่อน มันชอบลืมอ่ะ ติดว่ามองทางขวาก่อนทุกที

สามล้อเวียดนาม

  ที่นี่เคยอ่านหนังสือมาบอกว่า วิธีการข้ามถนนคือ เมื่อมองซ้าย มองขวาแล้ว ก็เดิน เดินตรงไปอย่างเดียว แล้วมอเตอร์ไซด์จะหลบหลีกให้เราเอง
  ก็พยายามจะทำอย่างที่หนังสือบอก แต่ก็ยังกลัวๆอยู่ดี ยิ่งผสมกับเสียงบีบแตร ดังไปทั่วท้องถนนแล้ว ยิ่งปวดหัวไปกันใหญ่

รถแท็กซี่ ที่นี่จะเป็นคันเล็กๆ

  เดินเที่ยวจนเย็นๆแล้ว ก็มาถึงร้านอาหารที่เจ้าหน้าที่โรงแรมแนะนำมา ดูจากหน้าร้านแล้วก็ ok อาหารน่าจะ ok
  ร้านนี้จะทำอาหารกันเป็นซุ้มๆเลย หลังจากเมียงมองดูเมนูแล้ว ก็ว่าจะเดินไปดูแต่ละซุ้มและค่อยสั่งอาหารดีกว่า

  มื้อนี้สั่งกันมาคนละอย่าง 2 อย่าง ก็มีปอเปี๊ยะทอด ขนมเบื้องญวน ซาลาเปาทอด เฝอ แล้วก็ลองสั่ง ชาดอกบัว รสชาดแปลกๆแหะ
  ออกจากร้านอาหาร ก็ไม่ได้ไปเดินเที่ยวต่อ ดูแต่ละคนเหมือนจะเพลียๆ เดินกลับไปที่โรงแรม เดินเลียบริมทะเลสาบ มีคนมาออกกำลังกายกันเยอะ

  ได้ไปเจอน้องคนไทยกำลังหา day trip อยู่ ดูคุ้นๆหน้า อ้อคนนี้ตอนนั่งเครื่องบินมา นั่งติดกันนั่นเอง สอบถามได้ความว่า คืนนี้เขาจะไปซาปา จะกลับมาฮานอยเช้าวันอาทิตย์
  คืนนี้ได้นอนเร็วจัง ประมาณ 3 ทุ่มก็ง่วงเต็มที เพราะเมื่อเช้าตื่นเช้ามาก แถมอยู่บนเครื่องก็ไม่ค่อยได้นอนซะด้วย




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2552    
Last Update : 27 ธันวาคม 2552 22:07:06 น.
Counter : 462 Pageviews.  

1  2  3  

susanjoan
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




    ข่าวท่องเที่ยว

    ข่าวไลฟท์สไตล์

Friends' blogs
[Add susanjoan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.