ทางเส้นเก่าของลุงลุ
ไปทำงาน..เดินท่อมๆ ในป่าในเขา มา 2 วัน ไปในเส้นทางที่คนเขาไม่ใช้เป็นเส้นทางประจำ
ก็ได้รสชาดชีวิตเก่าๆ คืนมาบ้าง ..แล้วก็ได้สำเนียกว่า วันนี้เราไม่ใช่หนุ่มละอ่อน ว่องไว
แข็งแรงเหมือนครั้งกระโน้น
...ทางเดินก็ใช่ว่าจะลำบากยากเย็นอะไรนัก ก็มีเดิน ปีนป่ายบ้าง มุดๆ รอดๆ บ้าง
ประมาณว่าเส้นทางเที่ยวน้ำตกก็พอได้
...ตรงไหนที่เป็นทางที่มีคนเดินผ่านประจำ ก็จะเรียบ ไม่มีหิน ไม่มีไม้เล็ก ไม้น้อย
ขวางทางให้สะดุด ตรงไหนไม่เคยมีคนเดินก็ต้องระวังเพิ่มขึ้นหน่อย แล้วก็ต้องใช้เวลา
มากขึ้น ..แบบนี้แหละพาลให้นึกถึงลุงแก่ๆ คนหนึ่ง ที่อยากเล่าให้ฟัง

ลุงบรรลุ เป็นทนายความที่แก่ที่สุดเท่าที่เคยพบ ฉันเรียกแกว่า"ลุงลุ" ยามที่แก
อารมณ์ดี แกจะชวนคุย เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง ลุงลุจบนิติศาสตร์จากธรรมศาสตร์
สมัยที่ยังเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ..เก่าแก่มากเลยนะนั่น ฉันยังไม่เกิดเลย
วันหนึ่งลุงลุ เข้ามานั่งใกล้ๆ มีกลิ่นเหล้านิดหน่อยอารมณ์แบบนี้แหละที่แกมักจะ
ชอบเล่าเรื่อง ลุงลุจะรู้จักชื่อฉันหรือเปล่า ฉันไม่แน่ใจ ลุงลุมักจะเรียกฉันว่า "นี่"
แรกๆก็ งงๆ แล้วในที่สุดฉันก็ได้รับรู้ว่า "นี่"ของลุงลุหมายถึงตัวฉัน
"นี่ ชอบเดินทางเก่าหรือทางใหม่" ลุงลุถามแล้วมองหน้ารอคำตอบ
"ทางใหม่สิ เรื่องอะไรเดินทางเก่า" ฉันตอบ ขณะที่สมองนึกถึงภาพถนนกว้าง
ลุงลุส่ายหน้าน้อยๆ จ้องลึกเข้ามาในตาของฉัน
"เจอกิ่งไม้ขวางทางจะทำยังไง" ลุงลุถามอีก
"ตัดมันทิ้งไป" ฉันตอบโดยไม่ต้องคิดอะไร
"เจอโคก เจอเนินล่ะ" ลุงลุถามต่อ
"ก็ไม่เห็นจะยากอะไร" ฉันตอบด้วยสมองที่ว่างเปล่า
"เจอหนาม เจอกรวด ล่ะ" ลุงลุเพิ่มอุปสรรคเข้าใปบนทางเรื่อยๆ
"เอาไม้เขี่ยออกสิ ใส่รองเท้าจะกลัวอะไร" ฉันเริ่มไม่สนุกกับคำถามของลุงลุแล้ว

...ลุงลุมองหน้าฉันครู่หนึ่ง "นี่ ทางเก่ามันไม่มีหนาม ไม่มีกรวดตำเท้า
ทางมันเรียบเดินง่าย" ลุงลุพูด แล้วยิ้มอย่างผู้กำชัยชนะ ส่วนฉันยังไม่เข้าใจเรื่องที่แกพูด
"นี่ เวลาเดินน่ะเดินไปไหน เดินไปให้ถึงที่หมายใช่ไหม" ลุงลุถามเองตอบเองเสร็จ
"ทางไหม่รู้ได้ไงว่า มันจะพาไปถึง"
"พาไปตกน้ำ ตกเหว จะทำไง"
"แค่เดินไปให้ถึงที่หมาย ต้องตัดต้นไม้ ต้องมานั่งเก็บหินก่อนหรือ"
ลุงลุพูดเหมือนพยายามเกลี้ยกล่อม
ฉันไม่ตอบอะไรอีก ลุงลุนั่งเงียบๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกเดินไปโดยไม่พูดจา
ฉันรู้สึกโล่งหู สบายใจ

...อีกหลายเดือนหลังจากนั้น ลุงลุเข้านอนแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
อายุ ฉันเพิ่มขึ้นจากวันนั้นอีกหลายปี กว่าที่ฉันจะเข้าใจเรื่องที่ลุงลุคุยกับฉัน
...บางทีเรื่องที่ลุงลุอยากสอนฉัน ไม่ใช่เรื่องทางเดิน
แต่เป็นเรื่องเดินทางชีวิต

...บางทีลุงลุอาจจะอยากบอกว่า กิ่งไม้ กรวดหนาม โคกเนิน
ที่เป็นอุปสรรคขวางทางนั่น เดินอ้อมมัน หรือเดินข้ามมันไป
อาจเสียแรง เสียเวลาน้อยกว่าไปถากถางทำลายมัน ..ยังมีอะไรอีก
ไม๊นะ ที่ลุงลุอยากบอก

...ลุงลุเป็นทนายความ คงต้องพบเห็นเรื่องราวของผู้คน
มามากมาย บางทีเรื่องที่ลุงลุพูดคุยกับฉัน นั้น
อาจเป็นผลึกจากประสบการณ์ตลอด 70 ปี ของแก

...บางครั้งประสบการณ์ มันก็คล้ายป้ายบอกทางบนถนน
มันน่าจะดีสำหรับผู้มาใหม่.. ผู้ไม่คุ้นเคย..



Create Date : 10 สิงหาคม 2551
Last Update : 10 พฤษภาคม 2555 12:44:01 น.
Counter : 206 Pageviews.

สะเก็ด จากวงเหล้า
หาดทรายขาวเนียน ปูลาดเอียงจากโคนสนทะเลต้นใหญ่ ไปจรดชายน้ำ
กอหญ้าใบแข็งชูใบขึ้นชี้ฟ้าไหวขยับเต้นตามแรงลม ดอกผักบุ้งทะเล
ยังอวดกลีบสีชมพูบอบบางท้าทายสายลมแสงแดดยามเย็น สายลม
พัดพากลิ่นทะเลมาฝากให้รำลึกถึงคืนวันเก่าก่อน

...คลื่นหัวแตก ทะยอยเข้าซบเกยหาดลูกแล้วลูกเล่า ผสมผสานกับ
คลื่นลูกโตที่โถมเข้าซัดโขดหินใหญ่หลังแนวหาดทราย ส่งน้ำทะเลกระเซ็น
ราวกับฝนโปรย

...ว็อดก้า พร่องเกินครึ่งขวดไปมากแล้ว การสนทนายิ่งออกรส เรื่องตลก
และเสียงหัวเราะของสหาย รู้สึกว่ามันไพเราะสนุกสนานกว่าเสียงดนตรีใดๆ
ในช่วงเวลาแบบนี้

...ท่ามกลางนักรบจากต่างเหล่า เหมือนฉันได้ชีวิตในวันเก่าๆ หวลคืนมา
ผู้ชายตัวใหญ่ แววตาจริงใจเปิดเผยชัดเจนแบบเดียวกับคำพูด เราถูกชะตากัน
ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อพูดคุย "เราอาจเป็นคนแบบเดียวกัน" ความคิดเข้าข้าง
ตัวเองแวบเข้ามาในใจ "ผมสมัครใจไปชายแดนใต้" สหายหน้าใหม่
พูดขึ้นตอนหนึ่ง ..และหลังจากประโยคคำถามของฉัน เขาตอบกลับมา
"ผมอยากใช้ความรู้ของผม ทำประโยชน์ให้กับชาติครับพี่" ฉันได้แต่นิ่ง
แก้วว๊อดก้าถูกยกขึ้นโดยไม่ต้องให้สมองสั่งการ ฉันพยักหน้าชนแก้วเหล้า
กับเพื่อนใหม่ เหล้าแก้วนั้นให้ความรู้สึกอุ่นละมุนหอมหวานกว่าที่มันเคยเป็น

...ฉันไม่ถามว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง และเขาไม่ถามฉันว่าฉันทำอะไรมาบ้าง
แต่ในใจฉันรู้และคงไม่ห่างไกลจากที่ฉันคาดเดานัก "คนอยู่ที่ไหนมันก็ตาย"
เพื่อนใหม่พูดขึ้น ฉันยกแก้วดื่มส่วนที่เหลือลงไปด้วยความรู้สึกฮึกเหิมอัดแน่น
และอาจจะฉวยโอกาสนั้นซ่อนความรู้สึกเลื่อมใสไม่ให้เลยล้นออกมาจนใครๆ
สังเกตเห็น ความตายไม่มีใครไม่กลัว ฉันรู้ฉันเคยได้สัมผัสมันหลายครั้ง
เมื่อความกลัวตายมาเยือน มันทำให้ปฏิกริยาขาดการควบคุม ความคิด
สติปัญญาหลุดหาย ต้องการเพียงเอาชีวิตรอด มันเป็นกลไกทางธรรมชาติ
ในมนุษย์ทุกรูปทุกนาม ..ความคิดความรู้สึก ที่จะเอามาข่มความกลัวตาย
ให้มันหดเล็กลง แล้วทำภารกิจต่อไปต่างหากที่จะบอกประเภทชนิดของผู้คน
และเพื่อนใหม่เลือกเอาความจงรักภักดีต่อชาติ มากดข่มความน่ากลัวของ
"ความตาย"สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับปุถุชน

...ประเทศชาติ สมบัติของบรรพบุรษที่ส่งมอบจากรุ่นสู่รุ่นเป็นหน้าที่
ของคนแบบพวกเรา ที่จะทำให้คนรุ่นต่อไปเห็นว่า เราควรจะรักประเทศชาติ
ของเราแบบไหน ..และนี่เป็นแบบของพวกเรา ถนุถนอม รักหวงแหน
เพื่อส่งมอบให้คนรุ่นต่อไป



Create Date : 14 กรกฎาคม 2551
Last Update : 10 พฤษภาคม 2555 12:43:42 น.
Counter : 220 Pageviews.

สี่แยกไฟแดง.. ในวันฝนตก
เกือบจะห้าโมงเย็นแล้ว ตอนที่ฉันพารถเลี้ยวออกจากที่ทำงาน
ท้องฟ้าครึ้มดำด้วยเมฆฝน
บนฟุทบาธผู้คนเดินอย่างรีบเร่ง
รถเกือบทุกคันดูเหมือนจะพยายามเร่งความเร็ว
เพื่อหนีฝนที่กำลังจะตกในไม่ช้า
ฉันเองก็เหมือนกัน อยากกลับให้ถึงบ้าน
ก่อนที่ฝนจะตกลงมา

...ฉันถึงสี่แยกพอดีเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีแดง
ตัวเลขนับเวลาเริ่มนับถอยหลังไปเรื่อยๆ
รถมอเตอร์ไซค์แบบมีล้อพ่วงที่ด้านข้าง
วิ่งมาหยุดที่ด้านหน้ารถของฉัน
บนพ่วงข้างที่ทำเหมือนกล่องที่มีด้านข้างเพียงสามด้าน
หญิงชราร่างผอมบางนอนพาดศีรษะที่มีผมขาวยุ่งเหยิง
บนตักหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ
หญิงสาวนั้นพยายามประคองศีรษะ
หญิงชราไม่ให้พับไปด้านข้าง สีหน้าดูตระหนกว้าวุ่น

...เลี้ยวขวาที่แยกนี้ไปอีกราวกิโลเมตรเดียวก็จะถึงโรงพยาบาล
ฉันนึกภาวนาให้หญิงชรานั้นไปถึงหมอโดยปลอดภัย
ตัวเลขที่สัญญาณไฟจราจรยังคงนับต่อไป
ลมพัดแรงขึ้น ..แล้วฝนเม็ดใหญ่ๆก็ตกลงมา
หญิงสาวคนนั้นพยายามค้อมตัวลงบังเม็ดฝนที่ตกใส่หญิงชรา
ฉันอยากช่วย ฉันอยากบอกให้นำหญิงชรานั้นขึ้นรถฉัน
อย่างน้อยก็อาจทำให้หญิงชราคนนั้นสะดวกขึ้นบ้าง
สัญญาณไฟยังคงเหลืออีกนาทีกว่า
ฝนเริ่มหนาเม็ดขึ้น
เด็กหนุ่มที่ขับรถมอเตอร์ไชค์คันนั้นตัดสินใจเลี้ยวรถกลับ

...ฉันมองตามผ่านกระจกข้างรถ ..เขาจะไปไหน
ทำไมฉันไม่ร้องบอกให้ความช่วยเหลือออกไป ?
คำถามจากอดีต แหวกความคิดขึ้นมากลบความคิดอื่นๆ

...สัญญาณไฟเขียว ฉันเคลื่อนรถออกไป
พร้อมกับคำถามที่ดังอยู่ในหัว ..ทำไมไม่ช่วยเขา?
เป็นคำถามจากภาพที่หญิงสาวพยายามเอาตัวบังฝนให้หญิงชราคนนั้น
ฉันเลี้ยวรถกลับที่ช่องกลับรถช่องแรกที่พบ กลับมาที่สี่แยกเดิม
ขับไปตามถนนที่มอเตอร์ไชค์พ่วงข้างคันนั้นแล่นไปเมื่อครู่ก่อน
ฉันหวังว่าเขาจะจอดหลบฝนที่ข้างทางตรงไหนสักแห่ง
ฉันหวังว่าหญิงชราคนนั้นยังปลอดภัย
ฉันหวังจะทำ ในสิ่งที่ควรทำไปแล้วเมื่อครู่ก่อน
และฉันหวังให้คำถามนั้นหยุดส่งเสียง

...ไม่มีรถมอเตอร์ไชค์พ่วงข้างคันนั้นตลอดระยะทางเกือบสองกิโลเมตร
บนถนนสายนี้ ฉันได้แต่บอกตัวเอง "ฉันพยายามแล้ว"
หยุดรอสัญญาณไฟอีกครั้ง
ใบปัดน้ำฝนกวาดเอาน้ำออกจากกระจกหน้ารถเป็นจังหวะ
ภาพเบื้อหน้ามัวและชัดขึ้นสลับกัน
สัญญาณไฟตัวเลขสีแดงนับถอยหลังแล้วเปลี่ยนเป็นสีเขียว
ฉันเคลื่อนรถออกไป ..ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน ?
ฉันนึกถึงหญิงชรา และการนับถอยหลัง..
ฉันโต้ตอบคำถามเดิมนั้น ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ด้วยประโยคเดียว
"ฉันพยายามแล้ว"



Create Date : 10 กรกฎาคม 2551
Last Update : 10 พฤษภาคม 2555 12:44:21 น.
Counter : 260 Pageviews.

ตาคู่หนึ่ง....


...พบตาคู่หนึ่ง ที่หมู่บ้านเด็ก เหมือนหัวใจหล่นรู้สึกปวดแปลบในใจ
เด็กหญิงตัวเล็กๆ ผอมเกร็น ใบหน้ามีรอยแผลเป็น แววตาเธอดูอ้างว้าง
ไร้พ่อแม่ผู้คอยปกป้อง
เธอและเพื่อนๆ ใยต้องมีชีวิตกระเซอะกระเซิง แบบนี้
...ดิ้นรนและอ่อนล้า ไร้ที่หมาย พลัดหลงไปบนโชคชะตาขมุกขมัว
วันนี้ของพวกเขา มีผู้ใจบุญคอยเกื้อหนุนอยู่บ้าง แต่จะได้นานเท่าไร
...พูดคุยกับพวกเขา ฟังพวกเขาบอกเล่าเรื่องราวสนุกสนาน ..ใจหาย
ทุกเรื่องราวไม่มี พี่ น้อง ญาติมิตร มาปะปน ไม่ใช่พวกเขาไม่พูดถึง
แต่พวกเขาไม่มีบุคคลเหล่านั้นให้พูดถึงตะหาก พวกเขามีแต่ "ครู" กับ "แม่ครู"
...อย่านะ อย่าถามพวกเขาเรื่อง "พ่อ" "แม่" อย่าเอาคำศัพท์ ยากขนาดนั้นไปถามพวกเขา คำตอบอาจเป็นเพียงสายตางุนงง กับเสียงแผ่วเบา
"ไม่มี" จนคุณอาจรู้สึกหนักอึ้งแล้วจมดิ่ง
...หากคุณโอบกอดพวกเขา คุณจะถูกกอดแบบที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน
อ้อมกอดที่รักท่วมท้น สัมผัสนั้น จะทำให้หัวใจของคุณหล่นหาย ในชั่วขณะนั้นคุณอาจสับสนว่า คุณคือผู้มอบให้หรือ เป็นผู้ได้รับความรัก




ตาคู่หนึ่ง

หมู่บ้านเด็ก ....จะกลับไป





แววตาที่ทำให้ต้องกลับไป




"ดวงตาคู่หนึ่ง"



"เธอคือดวงดาวแห่งความอ่อนไหว"

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


ใจอ่อนเยาว์เจ้าอ่อนไหว
ฝันแห่งวัยเหมือนไกลเกินจริง
เหนื่อยอ่อนล้าศรัทธาอย่าทิ้ง
รักให้จริง ทุกสิ่งที่ฝัน
ลงมือทำในสิ่งหวัง
มีพลังกายใจทุ่มเท
ทางสับสนจนสุดคะเน
อย่าลังเลพ่ายใจตัวเอง


เหนื่อยอ่อนล้าศรัทธาอย่าทิ้ง
ลงมือทำในสิ่งหวัง
ทางสับสนจนสุดคะเน
อย่าโลเลพ่ายใจตัวเอง


เหน็ดเหนื่อยเพียงไหน...
ขอดวงใจอย่ากลัว...
ถ้ากลัวอย่าท้อ...ถ้าท้ออย่าถอย.....
มีดวงตาเฝ้ามอง
มีมือคอยประคอง......
อยู่......เคียงข้างเธอ.


ดวงใจวัยเยาว์
เธอคือดวงดาวแห่งความสดใส
อาจจะหวั่นไหว
ขอดวงใจอย่ากลัว

มืออ่อนเยาว์เจ้าถากทาง
เท้าบอบบางต้องเดินทางไกล
บ่าน้อยๆ แบกหนักเกินไป
น้ำใสๆไหลจากดวงตา
บ่าน้อยๆ แบกหนักเกินไป
ในดวงใจอันปวดร้าว
มีดวงดาวทรนง
ดำรงแสงแห่งความดีงาม









Create Date : 13 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 19 ธันวาคม 2550 18:51:27 น.
Counter : 214 Pageviews.

1  2  

รัชชล
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






"เคารพและให้เกียรติเขา
แล้วเจ้าจะได้มันกลับมา"
: Leonidas....