รู้จักเลือก...รู้จักเลี่ยง ไม่เสี่ยงเป็น"ความดันโลหิตสูง"



ชีวิตของผู้คนในยุคสมัยนี้ ต้องเผชิญกับปัญหาหลากหลายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต สร้างความบั่นทอนร่างกายและจิตใจให้ถดถอยลง ส่งผลให้ ความดันโลหิต ในร่างกายสูงตามไปด้วย

โรคความดันโลหิตสูง นับเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่กำลังคุกคามโลก โดยในปัจจุบันมีประชากรหลายร้อยล้านคนทั่วโลกเป็น โรคความดันโลหิตสูง และมีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2568 ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านคน

สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขคาดว่า จะมีผู้มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือเป็น โรคความดันโลหิตสูง ประมาณ 10 ล้านคน ซึ่ง 70% ของคนกลุ่มนี้ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะดังกล่าว ทำให้ไม่ได้รับการรักษาหรือการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม อันจะนำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย อาทิ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย

นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวาน ไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ ให้ความรู้ว่า ความดันโลหิต หมายถึง แรงดันเลือดที่เกิดจากการ ที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ซึ่งหัวใจคนเราจะเต้น 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นอยู่กับท่าของผู้ถูกวัดด้วย โดยท่านอนความดันโลหิตมักจะสูงกว่าท่ายืน นอกจากนั้นแล้ว ยังขึ้นกับสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย การทานอาหาร การนอนหลับ กิจกรรมที่ทำอยู่ รวมทั้งสภาพจิตใจด้วย

โดยปกติคนจะมีระดับความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท หากมีค่าความดันมากกว่านี้จัดว่าเป็นผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือเป็น โรคความดันโลหิตสูง ส่วนสาเหตุของ โรคความดันโลหิตสูง 90% ของผู้ที่มีภาวะดังกล่าวไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน พบมากในกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากนั้น เกิดจากอาการป่วยบางอย่าง เช่น อาการป่วยเกี่ยวกับสมอง ต่อมหมวกไต และต่อมไร้ท่อบางประเภท

"ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักจะไม่ปรากฏอาการใดๆ จึงไม่ได้เข้ารับการรักษาและไม่มีการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ เหมาะสม ซึ่งในรายที่มีภาวะความดันโลหิตสูงมากๆ อาจนำไปสู่การเสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้ ดังนั้นความดันโลหิตสูงจึงเปรียบเสมือนเพชฌฆาตเงียบที่คร่าชีวิตคนจำนวนมาก ไปแบบไม่รู้ตัว"

โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรคอัมพาตและยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โดยผู้ที่ไม่ได้รักษา โรคความดันโลหิตสูง จะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น 3 เท่า มีโอกาสเกิดโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 6 เท่า และมีโอกาสเกิดโรคอัมพาตเพิ่มขึ้น 7 เท่า

"ภาวะความดันโลหิตสูงจะค่อยๆ ทำให้หลอดเลือดภายในร่างกายค่อยๆ เสื่อมไป โดยเฉพาะ 3 อวัยวะสำคัญ คือ หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ รวมทั้งไต ซึ่งเมื่อมีการตีบหรือแตกของหลอดเลือดในอวัยวะสำคัญเหล่านี้จะทำให้เสีย ชีวิตได้แบบเฉียบพลัน หรือทำให้เป็นอัมพาตได้ ดังนั้นแม้ในคนปกติ หรือผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันโลหิตสูงอยู่ อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากหากได้รับการรักษาหรือปรับการปฏิบัติตัวแต่เนิ่นๆ จะทำให้หลอดเลือดไม่ผิดปกติเร็วเกินไปนัก สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่แล้วนั้น หากมิได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้"

ปัจจัยเสี่ยงต่อ โรคความดันโลหิตสูง นพ.ธวัชชัย กล่าวว่า ได้แก่ กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม โดยมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ ได้ประมาณ 30- 40% รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เคร่งเครียด รีบเร่งมีผลต่อการก่อ โรคความดันโลหิตสูง ได้เร็วขึ้น ด้าน อายุ มักพบในอายุตั้งแต่ 40-50 ปี ขึ้นไป เพศซึ่งมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวัยหมดประจำเดือน รูปร่างพบมากในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนมากกว่าคนผอม ส่วนเชื้อชาติ พบมากที่สุดในคนอเมริกันเชื้อสายคนดำแอฟริกัน รวมไปถึงผู้ที่ทานเกลือสูงหรือชอบกินเค็มมีโอกาสเกิด โรคความดันโลหิตสูง ได้

สำหรับการรักษา โรคความดันโลหิตสูง มี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือ การใช้ยา และไม่ใช้ยา ในผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง ที่เริ่มรู้ตัวว่าเป็น แพทย์จะสามารถรักษา โรคความดันโลหิตสูง ได้โดยป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน แต่สำหรับผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนร่วมด้วย แพทย์จะต้องให้ยาและพยายามควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถตรวจวัดความดันโลหิตได้ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ได้ที่บ้าน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง ทราบระดับความ ดันโลหิตของตนเองตลอดเวลา หากมีระดับสูงผิดปกติก็สามารถรีบไปพบแพทย์หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะ สม อันจะนำไปสู่การควบคุมระดับความดันโลหิตที่ดีขึ้น ตลอดจนลดปัญหาจากการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ความดันโลหิตสูงเป็นเพชฌฆาตเงียบ เป็นแล้วไม่หายขาด ต้องดูแลรักษาตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นจึงคุ้มที่จะป้องกันและรักษาก่อนที่จะสายเกินแก้

ทุกคนสามารถป้องกันการเกิดภาวะ ความดันโลหิตสูง ได้ โดยการเลือกทานอาหารที่เหมาะสม หลีกเลี่ยง อาหารเค็มจัด เพราะเกลือทำให้ความตึงตัวของผนังหลอดโลหิตแดงเพิ่มขึ้น รวมทั้งอาหารกลุ่มไขมัน ควรให้อยู่ในระดับกลางค่อนข้างต่ำ ควรหลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์และจำพวกกะทิ อีกทั้ง อาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาลขัดขาวทุกชนิด เพราะจะทำให้น้ำหนักตัวและระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยง การสูบบุหรี่ และ แอลกอฮอล์ หรือดื่มได้ในปริมาณที่พอเหมาะ (วิสกี้ 2 ออนซ์หรือ ไวน์ 8 ออนซ์) รวมทั้งพยายามควบคุมน้ำหนักตัว เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิด โรคความดันโลหิตสูง และออกกำลังกายให้พอควรและสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และมีการตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ

"อยากให้ทุกคนตระหนักและเข้าใจถึงความสำคัญของ โรคความดันโลหิตสูง ถ้าสามารถรักษาควบคุมให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม อย่าละเลย อย่าประมาท ก็จะมีโอกาสลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ต่อหัวใจ สมอง และไตได้ แล้วคุณจะห่างไกลจาก โรคความดันโลหิตสูง " นพ. ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย


ไม่ใช่เรื่องยากที่จะดูแลรักษาระดับของความดันโลหิต ไม่ให้เป็น โรคความดันโลหิตสูง ... เพียงแค่คุณใส่ใจ

ที่มา http://www.kapook.com

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบตันได้ครับ


คลิ๊ก !!!!! อ่านบทความ หรือหนังสือดี ๆเพิ่มเติม ด้านล่างนี้
สำนักพิมพ์โฟกัส
โรคข้อเข่าเสื่อม
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว




Create Date : 08 เมษายน 2554
Last Update : 8 เมษายน 2554 12:09:33 น.
Counter : 210 Pageviews.

0 comment
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว กับความดันโลหิตสูง
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว กับความดันโลหิตสูง

ภาวะความดันโลหิตสูง พบได้ประมาณ 10% ของประชากรทั่วโลก เป็นภาวะเรื้อรังที่พบได้บ่อยในคนไทยและสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีง่าย ๆ

อย่างไรจึงจะเรียกว่าความดันโลหิตสูง โดยปกติผู้ที่อายุไม่ถึง 40 ปี ความดันโลหิตไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท ค่าความดันตัวบนอาจจะเพิ่มขึ้นตามอายุ จะทราบค่าความดันโลหิตตัวบนปกติของแต่ละอายุได้ โดยนำจำนวนอายุมาบวกกับ 100 โดยทั่วไปความดันตัวบนไม่ควรเกิน 160 มม.ปรอท และความดันตัวล่าง (ในผู้ใหญ่) ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็ตามไม่ควรเกิน 90 มม.ปรอท

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะมีอาการอย่างไร

* อาการสำคัญที่พบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง คือ ปวดศีรษะ มึนงง โดยทั่วไปจะปวดบริเวณท้ายทอย และมักจะเป็นในตอนเช้า ถ้าความดันโลหิตสูงมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะมีอาการคลื่นไส้ และตามัวร่วมด้วย ในบางรายอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น
* เหนื่อยง่าย เนื่องจากหัวใจต้องทำงาน
* เลือดกำเดาออก

ผู้ใดบ้างที่มีโอกาสเป็น ความดันโลหิตสูง

* ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง มักจะเป็นผู้ที่ บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย พี่ ป้า น้า อา มีประวัติเป็นความดันโลหิตสูง โรคอ้วนหรือเบาหวานมาก่อน
* เส้นโลหิตใหญ่ตีบตัน ได้แก่ เส้นโลหิตใหญ่ในช่องท้องหรือเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงไตตีบตัน ถ้าเป็นระยะแรก ๆ ในคนหนุ่มสาวจะแก้ไขได้โดยทำการผ่าตัด
* มีเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต แก้ไขโดยทำการผ่าตัด
* โรคครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดรวมกับการตั้งครรภ์ ความดันโลหิตจะลดลงภายหลังคลอด
* โรคไต เช่น ไตอักเสบ หรือโรคไตเรื้อรังบางชนิด
* ใช้ยาคุมกำเนิดในสตรีบางคน ความดันโลหิตจะกลับปกติเมื่อหยุดยา
* มีความเครียด วิตกกังวล





Create Date : 21 มีนาคม 2554
Last Update : 29 มีนาคม 2554 14:08:28 น.
Counter : 327 Pageviews.

0 comment
แกมมา โอไรซานอล (Gamma Oryzanol)
แกมมา โอไรซานอล (Gamma Oryzanol)

แกมมา โอไรซานอล (Gamma Oryzanol) เป็นสารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีที่มาจากคำว่า โอไรซาซัลทีวา(OryzaSaltiva) ซึ่งแปลว่า ข้าว เพราะโอไรซานอลพบมากในผิวของเมล็ดข้าวกล้องหรือที่เรียกว่า รำข้าว นั่นเอง จึงพบโอไรซานอลในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น โอไรซานอลเป็นสารที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวิตามินอีในการต้านอนุมูลอิสระ และยังเป็นสายโซ่ธรรมชาติที่ดีในการป้องกัน การเกิดออกซิเดชั่น (Antioxidant) ของน้ำมัน ที่สำคัญ โอไรซานอลสามารถป้องกันการออกซิเดชั่นของกรดไขมันอิ่มตัวได้ดีกว่าวิตามิน อีกลุ่มโทโคฟีรอล และกลุ่มโทโคไตรอีนอล ซึ่งการเกิดออกซิเดชั่นนั้นเป็นสาเหตุของการเกิดสภาวะที่ผิดปรกติในร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง และโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด นอกจากนั้น โอไรซานอลยังมีคุณสมบัติช่วยลดโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) ให้กับ ร่างกายอีกด้วย สารโอไรซานอลถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นอนุมูลอิสระที่ สำคัญอีกชนิดหนึ่ง โดยสถาบันวิจัยบรานสวิคส์ (Brunswick Laboratories) แห่งสหรัฐอเมริกาทำการวิจัยและพบว่า โอไรซานอลสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า

ผลวิจัยยืนยันคุณค่า แกมมา โอไรซานอล
จาก การรวบรวมผลงานวิจัยทางด้านโภชนาการของโอไรซานอล พบว่า การบริโภคโอไรซานอลสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดการจับตัวของเกล็ดเลือดและลดการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในตับ ปัจจุบันโอไรซานอลยังมีความสำคัญมากขึ้นในการใช้เป็นยา อาหารเสริมสุขภาพ และเครื่องสำอาง นอกจากนั้น ยังช่วยปรับสมดุลของระดับฮอร์โมนในสตรีวัยทอง ลดอาการวูบวาบ (Hot flashes) ป้องกันแสงยูวี ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ใช้ต้านการอักเสบ และโอไรซานอลในน้ำมันรำข้าวยังสามารถเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-C) ได้อีกด้วย

ที่มา : 1. นัยนา บุญทวียุวัฒน์ และเรวดี จงสุวัฒน์, 2545
น้ำมันรำข้าวทางเลือกเพื่อสุขภาพของคนไทยพิมพ์
ครั้งที่ 1, โอเดียนสโตร์, กรุงเทพฯ.
2. กลุ่มข้อมูลข่าวสาร บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด





Create Date : 21 มีนาคม 2554
Last Update : 29 มีนาคม 2554 14:12:14 น.
Counter : 232 Pageviews.

0 comment
มหัศจรรย์น้ำมันรำข้าว และจมูกข้าว
มหัศจรรย์น้ำมันรำข้าว และจมูกข้าว

Gold Star 999 (โกลด์สตาร์ 999) เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องอุปโภคและบริโภคที่ดีที่สุดของคนไทย เป็นธุรกิจเครือ ข่ายไม่ต้องเสี่ยง ไม่ต้องลงทุนสูง เพียงเริ่มต้นเป็นผู้บริโภคและขยายเครือข่ายธุรกิจตามระบบ ทำธุรกิจได้ทุกๆ ที่ ทุกๆ เวลา ที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ มีอิสระภาพเต็มที่ในการทำงาน เหนื่อยในช่วงแรกๆ หลังจากนั้นธุรกิจจะเติบโตตามระบบของมันเองตลอดไป รายได้ที่เกิดขึ้นเป็นของเราตลอดกาล สามารถสืบทอดเป็นมรดกให้ทายาทได้ สามารถสร้างรายได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะระบบจะทำงานแทนคุณ


โกลด์สตาร์ 999 ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่คัดสรร ผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมมาตรฐานสูง โดยมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเครือข่าย ด้วยแผนธุรกิจที่ดีเยี่ยม ซึ่ง เป็นนวัตกรรมทางการจ่ายผลตอบแทนที่สร้างรายได้แก่นักธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และไร้ขีดจำกัด บริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศไทย และ อีกหลายสาขาที่กำลังจะก่อเกิดในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย เราจึงภูมิใจที่ได้ใช้สินค้าของคนไทย ภูมิปัญญาไทย

กรดไขมันสำคัญใน "น้ำมันรำข้าว และจมูกข้าว"

1. กลุ่มของโอเมก้า-3 บำรุงสมอง ช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม
2. กลุ่มของโอเมก้า-6 ช่วยให้ผิวหนังสดใส และช่วยให้ ระบบสืบพันธุ์ทำงานได้ปกติ เป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย
3. แกมมา ออริซานอล (GAMMA ORYZANOL) ช่วยลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเส้นเลือด,ลดการตีบตันของหลอดเลือด,เพิ่มการ ไหลเวียนของโลหิต,ช่วยลดความเครียด ทำให้อวัยวะสำคัญในร่างกาย เช่น ตับ ไต หัวใจ สมอง ตับอ่อน และอวัยวะอื่น ๆ มีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นทำให้ร่างกายที่เสื่อม สามารถฟื้นตัวทำงานได้อีกครั้ง และป้องกันแสงยูวี และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
4. วิตามินอี ช่วยบำรุงเซลล์ผิวให้แข็งแรง ปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ,เป็นAntiooxidant ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของริ้วรอย ที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย

ประโยชน์ของสารอาหารที่ได้จาก "น้ำมันรำข้าว และจมูกข้าว"

1. สุขภาพดีเริ่มจากภายในสู่ภายนอก
2. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
3. ช่วยลดความเครียด เสริมสร้างความจำ
4. ช่วยให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น,เปล่งปลั่ง,สดใส,ลดรอยเหี่ยวย่น
5. ช่วยลดระดับไขมัน,คอเลสเตอรอล,ไตรกลีเซอไรด์ และลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด
6. ช่วยลดอัตราเสี่ยงโรคหัวใจ,โรคตับ,โรคไต,โรคเบาหวานและความดันโลหิต สูง,ช่วยลดภาวะท้องผูก,ริดสีดวงทวาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่
7.ช่วยรักษาอาการผิดปกติของชาย-หญิง วัยเจริญพันธุ์ และวัยทอง

** ข้อสังเกตน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวที่มีสารตกค้าง**

สังเกตว่าเวลาทานน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวเข้าไปแล้วมี "อาการเรอ" หรือไม่ ถ้าเรอ แสดงว่ามีสารเคมีตกค้างในน้ำมันรำข้าว สารนั้นคือสาร เคมีจาก เฮกเซน (Hexane) สารตัวนี้มีหน้าที่ในการ กำจัดความเหม็นหืนในน้ำมันรำข้าว ถ้าสกัดออกไม่หมดจะมาอยู่ในรูปแบบของตะกอนรำข้าว ซึ่งจะมีความขุ่น น้ำมันรำข้าวที่บริสุทธิ์ จริงๆต้องใส ไม่มีตะกอน





Create Date : 21 มีนาคม 2554
Last Update : 29 มีนาคม 2554 14:17:51 น.
Counter : 226 Pageviews.

1 comment

chaichoti
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ถ้ามีโอกาสจะเข้าวัดฟังธรรม ทำทาน รักษาศีล และนั่งสมาธิ เพื่อเติมบุญ บุญเท่านั้นที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุกประการ
............... ข้อเข่าเสื่อม ข้อต่ออักเสบ MAXIMUV (แม๊กซิมูฟ) โรคกระดูกพรุน น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว สำนักพิมพ์โฟกัส foucs2552 ............................................................. ============= Counter Start: Mar. 25,2011