 |
|
|
Bangkok Express
"เมื่อความเบื่อหน่ายมาย่างกรายในจิตใจ หัวสมองที่แล่นน้อยนิดจะส่งพลังงานไปทั่วร่างและกลั่นกรองออกมาเพื่อทำสิ่งไร้สาระ" (watmeari)
สัปดาห์ที่ผ่านไป ผมได้เจอกับผู้หญิงสองคน ที่ผมไม่รู้จักนามของเธอ แต่วีระกรรมของเธอ มันช่างทำให้ผมติดตราตรึงในใจยิ่งนัก
ผู้หญิงคนแรก อายุอานามมากอยู่ เราเจอกันครั้งแรกที่กลางถนน! ผมจำหน้าของเธอไม่ได้นัก แต่แผ่นหลังเธอของมันช่างบาดใจเสียจริง อะอะ อย่าเพิ่งคิดว่าเธอใส่ชุดโป๊ เว้าหลังหรืออย่างไร มันถึงได้บาดใจผม เธอใส่เสื้อผ้ารัดกุมมิดชิดครับ
ในวันพุธที่แสนเบื่อหน่ายและรถติด ตอนแรกผมมีแผนะจะไปดูหนัง แต่ก็เปลี่ยนใจไม่ได้ดู เลยจะกลับบ้าน แต่วันนั้นรถก็ติดอย่างบ้าระห่ำ ผมคิดว่าถ้ารถเมล์มา ผมคงไม่ได้นั่งแน่ๆ ผมเลยยอมเดินไปอีก 1 ป้าย เพื่อจะได้ขึ้นก่อนคนอื่น จึงเดินไปที่สวนลุมและก็นั่งรอรถเมล์
เวลาผ่านไปอย่างเนิ่นนาน ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ รถเมล์คันแรกก็ผ่านไป คนอย่างแน่น อีกไม่นานนัก 10 นาทีต่อมา คนเริ่มเบาบาง แต่ก็ไม่มีที่นั่ง ผมจึงสงวนท่าทีวางเฉย
แต่แล้วอีก 10 นาทีต่อมา ก็มีรถหนึ่งคัน ผมไม่แน่ใจว่ามีที่นั่งหรือเปล่า แต่ท่ีแน่ๆ มีคนยืนสองคน คือกระเป๋ากับอีกคนยืนออตรงประตู กำลังจะลง
รถคันนี้ค่อนข้างจะทำให้ผมหวั่นไหวพอควร เพราะมันเล่นจอดเลนขวาสุด ผมละหวั่นใจเสียจริงว่ามันจะไม่มาจอดริมฟุตบาท(อดขึ้นน่ะสิ)
ในจังหวะที่รถติดผมก็พยายามเดินออกไปกลางถนน แล้วก็โบกมือ(เปิดประตูเด้) และนั่นคือจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้หญิงคนแรก.....
//ตัดภาพมาเย็นวันเสาร์
ผมนั่งรถเมล์สาย 177 จากสายใต้ใหม่กว่า เพื่อไปสีลม ตอนขึ้นเราก็ไม่ทันดูว่ามันวิ่งผ่านอะไรบ้าง ผมมาพบว่า เป็นรถเมล์สายที่ไม่ควรจะขึ้นจริงๆ เพราะมันวิ่งได้ส้นเท้ามาก วิ่งจากไหนไม่รู้ละ แต่มาโผล่สายใต้ใหม่กว่า แล้วก็ไปทางปิ่นเกล้าแล้วเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลศิริราช!!! เท่านั้นไม่สาแก่ใจ เลี้ยวจากศิริราชไปออกสามแยกบ้านแขก!! สำหรับจุดนี้ผมคิดว่ามันบ้าบอมาก ยังไม่พอครับ แทนที่มันจะวิ่งไปวงเวียนใหญ่แล้วไปทางสะพานตากสินแล้วเข้าสีลม มันเสือกไปลาดหญ้า แล้วค่อยมาขึ้นสะพานตากสิน ผลคือ ติดบรรลัย ติดมันทุกจุดที่มันวิ่ง จนผมคิดว่า มันวิ่งบ้าไรวะ ใครเขาวิ่งแบบนี้กัน แล้วผมก็ตอบตัวเองได้ภายใน 3 วิ(ฉลาดจังเรา) "เออ ก็เพราะไม่มีใครวิ่งกัน มันเลยต้องมีรถเมล์คันนี้วิ่งมารับคนไง ถ้ามีเงินก็ไปแท็กซี่ หรือขับรถเองสิวะ"
พรรณนามายาวเยียด ผมขอย้อนกลับไป ณ จุดที่ทำให้เจอกับผู้หญิงคนที่สอง เราเจอกันที่ รถเมล์สาย 177 เธอขึ้นป้าย หน้าคาร์ฟู สำหรับเธอคนนี้แสนประทับใจมาก เธอขึ้นรถเมล์ด้วยรอยยิ้มสดใส หน้าขาว กับรอยยิ้มของเธอ มันช่าง.....
//ตัดกลับไปที่วันพุธ
ใน Chungking Express หนังสุดแสนประทับใจ เป็นหนังที่ผมดูหลายรอบเหลือเกิน มีฉากคลาสสิคที่หลายคนเอามาเล่น และเอามาล้อ คือฉากเจอที่พระเอกวิ่งชนผู้หญิงคนนึง จากภาพสปีดต่ำ มาสู่การหยุดภาพนิ่งสนิท แล้วมีเสียงบรรยายว่า "At the high point of our intimacy, we were just 0.01cm from each other. I knew nothing about her. Six hours later, she fell in love with another man. "
ผมก็ไม่คิดว่าเราจะได้เจออะไรแบบในหนัง ในจังหวะที่ผมออกไปกลางถนน(เพื่อจะขึ้นรถเมล์) ภาพดูเชื่องช้าเนิบนาบ สปีดของภาพถูกหยุดนิ่งเมื่อผู้หญิงคนนั้น วิ่งมาชนผม แล้วก็มีเสียงผมบรรยายว่า "ณ จุดที่เราห่างกัน 0.1 เซนติเมตร ผมไม่รู้จักเธอ อีก 1 นาทีต่อมา เธอก็ลงนั่งที่นั่ง ท่ีเหลือตัวเดียว ที่ซึ่งควรจะเป็นของผม....."
เวลาหนึ่งชั่วโมง ที่ผมเฝ้ารอ ถูกทำลายเพียงระยะ 0.1 เซนติเมตร โรแมนติคสาดดดดดดด
ชื่อไทยของ Chungking Express มีชื่อว่า "ผู้หญิงผมทอง ฟัดหัวใจโลกตะลึง"
สำหรับก็คิดชื่อตอนนี้ว่า "ยัยเจ๊ผมขาว ปาดหัวใจโลกตะลึง" ...
//ตัดมาวันเสาร์ ผู้หญิงคนที่สองที่เข้ามาชีวิตของผม เธองามเฉิดฉายเหลือเกิน
เธอย่างก้าวอย่างช้าๆ และมั่นใจ เธอเดินอย่างช้าๆ แล้วมาหยุดตรงหน้าผม โอ้ววว ไม่นะ... แล้วก็เธอก็นั่งรถตรงเบาะหน้าผม ผมหวั่นไหวมาก คุณรู้ไหมว่า ผมรู้สึกอย่างไร.....
15 นาทีก่อนหน้านั้น
รถเมล์ติดแหงกมากที่สี่แยกบ้านแขก วันนั้นเรามีนัดกับพี่ที่สีลม นัดเจอกันแล้วไปกินเนื้อย่างกัน ซึ่งผมก็สายมากแล้ว จิตใจก็ร้อนรุ่ม ผมรู้ชะตาตั้งแต่รถเมล์สายนี้วิ่งมาเส้นโรงพยาบาลศิริราชแล้วละ ยิ่งมาออกสี่แยกบ้านแขกนี่ รู้เลยยาวแน่ เพราะสี่แยกบ้านแขก เส้นนี้เหมือนลูกเมียน้อย เป็นถนนเล็กๆ ที่ปล่อยไฟเขียวนิดนึง แล้วปล่อยไฟแดงยาวๆ ในจังหวะที่รถติดอย่างยาวนาน "หน้าห้างคาร์ฟู" รถเมล์ก็เริ่มเคลื่อนตัว ผมคิดว่าเอาละ จะได้หลุดจากตรงน้ีเสียที (ตอนนั้นผมยังเข้าใจว่าหลุดแยกนี้แล้วรถเมล์จะไปตรงรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่) แต่แล้วรถเมล์วิ่งไปได้นิดเดียวแล้วก็หยุด ผมบ่นในใจว่า เวร แม่งปล่อยไฟแดงแล้วเหรอ แต่เปล่าครับ รถเมล์จอดรับยัยหน้าสวยนั่น! แล้วรถเมล์ก็รีบออกตัวอย่างเร็วเพื่อให้พ้นแยกนี้ แต่อนิจา เราเป็นคันแรก..... ของไฟเขียวรอบต่อไป อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก(คลั่งมากตอนนั้น)
คือตอนที่ลงนั่งตรงเบาะหน้าผม ผมอยากจะถีบเบาะเธอจนแทบขาดใจ เธอบ้าหรือเปล่ารถเมล์จอดนาน 15 นาที เปิดประตูทิ้งไว้ เสือกไม่ขึ้น พอไฟเขียว เสือกเป็นคนดีมีระเบียบรอรถจอดเข้าป้ายแล้วขึ้น แล้วผลที่ได้คือ รถไม่พ้นไฟเขียว เพราะต้องเสียเวลาจอดและรับคนคนเดียวขึ้นรถ ทั้งที่จริงๆ สามารถเดินมาขึ้นรถได้เพราะตอนรถติด จอดห่างกับป้ายแค่ 2 ช่วงคันได้
จิตตอนนั้นแตกมาก สัปดาห์นี้เราเจอผู้หญิงสองคนสองวัย ที่ทำให้ต่อมโรแมนติคพังทลาย
คนแรกทำให้การรอคอยของเราช่างหมดความหมาย
คนที่สองทำให้เวลาที่ไม่ควรจะเสียต้องมาเสียไปเปล่าๆ
โอ้ว หากหว่อง กาไว ทำให้แสงสี สัปประรดกระป๋อง ที่ฮ่องกงโรแมนติคได้
ผมเอง ภาวะรถติดกรุงเทพฯ โรแมนติคได้เช่นกัน!
ว่าแต่ มันโรแมนติคตรงไหนโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย (คลั่งแล้ว)
| Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2553 |
| Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2553 1:17:15 น. |
| |
|
|
|
|
my home and me and ...
ผมเคยเล่าว่าที่บ้านของผมกำลังจะซื้อบ้านใหม่ ซึ่งเราได้บ้านที่ต้องการแล้ว แล้วก็กำลังจะโอนมาเป็นของเราประมาณเดือนมีนา
สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจในตัวพ่อและแม่ของผมมากคือ บ้านหลังนี้ของเรา เราซื้อด้วยเงินสด ที่พ่อและแม่เก็บมาทั้งชีวิต
ต้องบอกว่าบ้านผมไม่ได้ร่ำรวยเลย เป็นครอบครัวธรรมดาสุดๆ พ่อเมื่อก่อนเป็นช่างไม้ธรรมดาๆ ส่วนแม่ก็ช่วยตาขายของที่ขายของโชว์ห่วย
จนถึงจุดนึงที่ต้องย้ายบ้านครั้งแรก คือย้ายจากวงเวียนใหญ่มาพระราม 2 ซึ่งเราก็เช่าตึกอยู่ แล้วแม่กับพ่อก็ช่วยกันขายของ ขายอาหารตามสั่ง เป็นร้านธรรมดา ไม่ได้หรูเลิศอะไร ประมาณ 10 กว่าปีได้
สิ่งท่ีพิเศษกว่าคนอื่นๆ ก็คือบ้านผมไม่มีความฟุ้งเฟ้อใดๆ (คงมีเพียงผมคนเดียวที่ฟุ้งเฟ้อสุดแล้ว)
ที่บ้านผมไม่มีรถใดๆ มีเพียงจักรยานคันเก่าๆ คันเดียว
ที่บ้านไม่มีแอร์
ที่บ้านไม่มีทีวีจอใหญ่ (เพิ่งจะใช้ทีวี 21 นิ้วมาไม่เกิน 4 ปีได้ ก่อนหน้านั้น 14 นิ้วตลอด)
ที่บ้านไม่ได้ติดจานดาวเทียมใดๆ
ที่บ้านไม่มีใครสนใจเรื่องการแต่งตัว หรือช็อปปิ้ง เพื่อนๆผม จะรู้ดีหว่า ผมไม่แต่งตัวใดๆ เลย แต่จะบอกความลับว่า จริงๆ ผมซื้อเสื้อผ้ามากที่สุดในบ้านแล้ว! (2 ปีครั้ง)
สิ่งที่ผมภูมิใจมากๆอีกอย่างที่อยากจะอวดคือ บ้านเราไม่เคยเป็นหนี้ใคร มีเท่าที่ตัวเองหามา (เพื่อนผมจะรู้เรื่องนี้ดี ขนาดตัวผมเงินเดือนไม่มาก ยังแทบจะไม่เคยยืมเงินใครเลย)
และนี่คือสิ่งที่เราได้มาครับ
บ้านใหม่ที่ใกล้จะเสร็จแล้วของเรา
 (พี่สาวและบ้านของผม)
 (คุณพ่อผมเอง)
ทุกอย่างดูเป็นไปด้วยดี เพราะเดือนหน้าก็จะถึงวันโอนแล้ว ก็มีเหตุการณ์ที่ผมไม่อยากจะให้เกิดสักเท่าไหร่ แม้จะคิดไว้อยู่เหมือนกันแต่พยายามคิดว่า "ขอให้ไม่เป็นแบบนั้น"
คนหลายคนบอกว่าการไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ แต่ไม่ค่อยมีใครบอกว่า การไม่เป็นเจ้าหนี้ก็เป็นลาภอันประเสริฐเช่นกัน
เจ้าหนี้ ฟังดูดี เหมือนกับคนมีเงินเหลือใช้ ให้คนอื่นได้ใช้เงินคนที่น่าจะเดือดร้อนกว่าเรา แต่ลูกหนี้คงไม่ได้คิดถึงข้อนั้นสักเท่าไหร่ ลูกหนี้มีบ้านใหม่ ที่บ้านผมไม่มีสักหลัง (เช่ามาตลอด) ลูกหนี้มีรถใหม่ ที่บ้านผมไม่เคยคิดจะซื้อสักคัน ลูกหนี้ติดแอร์ให้กับครอบครัว ในขณะที่ครอบครัวผมนอนพัดลมอย่างมีความสุข (ผมก็ไม่เห็นว่าติดแอร์มันดียังไง ผมก็นอนสบายดี)
ลุกหนี้ใช้เงินไปกับอะไร ผมก็ไม่อยากจะสนใจหรอก ไม่เคยแคร์เลยนะ ถ้านั่นไม่ใช่เงินที่พ่อแม่ เก็บมาและประหยัดมาตลอดชีวิตของเขา ถ้านั่นไม่ใช่เงินที่เขาตั้งใจกับบ้านของตัวเอง และถ้านั่น ควรจะเป็นเงินที่เขานำมาใช้เสียที
อย่างที่บอกไปว่า การเป็นเจ้าหนี้ ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุข มีทุกข์ราวกับว่าเราเป็นหนี้เขาเสียด้วยซ้ำ และตอนนี้กลายเป็นว่าเราจะต้องเป็นหนี้จริงๆ จากการเป็นเจ้าหนี้ เราจะต้องยืมเงินคนอื่น เพื่อทดแทนเงินตัวเองที่ถูกลูกหนี้นำไปใช้
บทสรุปชีวิตคร้ังนี้ ผมยังไม่แน่ใจทางออกนัก แต่คิดว่าผมและครอบครัวคงจะผ่านมันไปได้ แม้จะทุลักทุเล ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง แต่ผมเชื่อว่าเราผ่านมันได้แน่ :)
แต่สิ่งที่อยากจะบอกแก่บล็อกนี้ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ใคร หรือเจ้าหนี้ใคร มันล้วนเป็นกลไกที่วนเป็นงูกินหาง ลูกหนี้ที่บ้านผมเขาเองอาจจะไปเป็นเจ้าหนี้ใครสักคน แล้วลูกหนี้เขาก็อาจจะเป็นเจ้าหนี้คนอื่นอีก มันถูกยืมไม่มีสิ้นสุด
ถ้าจะให้ดี จงรู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี อะไรที่เกินตัวก็อย่าทำ(ยืมเงินเขา หรือให้เขายืม) เพราะไม่ว่าแบบไหน คุณกำลังเชื่อเชิญความทุกข์มาสู่คุณแล้ว สิ่งที่เกิดจงยอมรับแล้วสู้กันไปเด้อ :)
สุดท้าย ผมภูมิใจในตัวพ่อและแม่ครับ :)
*ผมหาประกอบมาปิดท้ายบล็อก ไปเจอภาพนี้เข้า ที่ตลกคือภาพนี้ผมล้างวันนี้ของสองปีที่แล้ว (27 มกรา 2008) :)

| Create Date : 25 มกราคม 2553 |
| Last Update : 27 มกราคม 2553 1:50:50 น. |
| |
|
|
|
|
พาเพื่อนเกาหลีเที่ยวกรุงเทพฯ
เมื่อตอนต้นปีที่แล้ว ตอนที่ผมไปเกาะสุรินทร์ ผมเคยเล่าว่าได้เพื่อนใหม่เป็นผู้หญิงชาวเกาหลีนามว่า "จีอึน" เจอกันเพราะซื้อตั๋วรถ+เรือเกาะสุรินทร์ ที่ข้าวสารเหมือนกัน เลยได้เที่ยวด้วยกันระหว่างเดินทางและบนเกาะ
หลังจากนั้นก็ยังมีเมล์หากันบ้าง แต่มีช่วงที่เขาหายไปเลย จนผมนึกว่าสงสัยคงขี้เกียจเขียนหาเราแล้วมั้ง
แต่แล้วเขาก็ตอบมาอีกทีช่วงปลายเดือนพฤศจิกา เขาจะมาไทยช่วงเดือนธันวา ก็เลยจะนัดกัน แต่สุดท้ายเขาก็บอกว่าไม่สะดวก
แต่แล้วเมื่อวันศุกร์เขาก็เมล์มาสวัสดีปีใหม่ และก็ตอนนนี้อยู่กรุงเทพฯแล้ว ถ้าสะดวกไว้นัดเจอกัน
วันนี้เราก็เลยนัดกันที่แมคข้าวสาร ผมก็เป็นตัวแทนคนไทยที่ดีมาก ไปสายครึ่งชั่วโมง -_-' จีอึนก็บอกไม่เป็นไรๆ เข้าใจทราฟฟิคไทย -_-'
หลังจากนั้นเราก็คุยเรื่องทั่วๆไป เที่ยวเป็นไงบ้าง ผมเองก็ถามถึง หลีเปะ ที่เขาเพิ่งกลับมา แล้วตัวผมเองวางแผนไว้ว่าจะไปช่วงสงกรานต์ (คราวนี้ไม่ไปคนเดียวครับ เพื่อนๆจะไปด้วย) ซึ่งก็ได้ข้อมูลดีๆ เยอะมาก เช่นซื้อตั๋วเรือไปหลีเปะ แต่ลงที่ตะรุเตาได้ แล้วพักกี่คืนก็ได้ จากนั้นก็เอาตั๋วใบเดิมไปต่อหลีเปะได้ ซื้อตั๋วที่ข้าวสาร เป็นแพ็คเกจตั๋ว รถ+เรือ ไปอย่างเดียว ราคา 1300
แล้วก็ที่พักที่จีอึนไปพักมา มี 800 700 600 อันนี้ฮาดี เธอบอกว่ายิ่งหายิ่งถูก คือลองเดินหาดู ตลกดี
แล้วอีกอันที่น่าสนใจมาก คือตอนเธอเที่ยวหาดใหญ่ เธอไปพักโรงแรมนึง ราคาไม่แพง แถมมีบุฟเฟต ราคา 140 บาท กับวิวชั้น 30 อย่างเจ๋ง!
คุยกันเรื่อยๆ เปื่อยๆ สักพัก ผมก็เอ่ยปากว่าสนใจจะไปเที่ยวเกาะเกร็ดไหม ซึ่งเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ก็เลยสนใจ ทีนี้ก่อนจะไปเราก็หาไรกิน จีอึนแนะนำร้านที่เธอกินทุกวัน คือร้านที่อยู่ในตั้ง ฮั่ว เซง -_-' ผมไม่เคยเข้าห้างน้ีเลย นึกว่าเจ๊งไปแล้วซะอีก
ซึ่งร้านรสชาติก็ใช้ได้ครับ ทีนี้เห็นจีอึนสั่งต้มยำ ผมเลยบอกไปว่า ที่บ้านผม แม่ผมทำต้มยำเก่งมากนะ คุณต้องชอบแน่ จีอึนเลยสนใจ และบอกว่า เขาจะหาโอกาสไป ผมเลยถามว่าเอางี้ เราเปลี่ยนแผนจากไปเกาะเกร็ดไปบ้านผมไหม จีอึนเลยโอเค แต่ก่อนจะไป ผมว่าเราเพิ่งกันเสร็จ จะไปกินข้าวบ้านผมเลยก็ไงอยู่ เอางี้จะพาไปเที่ยว มิวเสียม (แต่จริงๆ มันคือหอศิลปกรุงเทพฯ ผมนึกภาษาอังกฤษไม่ออก เลยบอกไปว่า มิวเสียม --') แล้วก็พาเขาเดินทางสนุกๆ ด้วยการ เดินจากข้าวสารไปท่าเรือผ่านฟ้า แล้วนั่งเรือไปประตูน้ำ จากประตูน้ำเดินไปสยาม (จีอึนคงคิด ไอ้นี่บ้าเดินฉิบหาย)
ผมพาจีอึนเดินๆๆ จากประตูน้ำไปเซ็นทรัล เวิร์ด(เธอไม่รู้จักแฮะ แต่เธอดันรู้จัก เวิร์ดเทรด โอ้ววววววววว เด็กวัยรุ่นไทยบางคนยังไม่รู้เลยมั้ง) จากนั้นก็เดินออกไปทางเชื่อมสู่สยามพาราก้อน แล้วทีนี้ผมเล่าให้ฟังว่า ฝั่งตรงข้าม สยาม มีโรงหนังคลาสสิคมาก ก็เลยพาเขาไปดู ซึ่งก็คือ โรงหนังสยามนั่นเอง
จากนั้นจีอึนขอแวะนั่งกินกาแฟ ที่ร้านดันกิ้นก่อนจะเดินทางต่อ เราก็นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อย เท่าที่ผมจะพยายามได้(ฮา ภาษาอังกฤษผมอย่างห่วย)
จากนั้นเราก็เดินทางไปมิวเสียม(ที่จริงมันคือ หอศิลป ฮา) ที่หอศิลปช่วงนี้มีคนเยอะแยะมากมาย ดูคึกคักดี มีงานแสดงงานหลายอย่างเลย ที่ผมชอบก็ การเดินทางของ คำจุ่ย และก็งานแสดงภาพของพระเทพฯ ส่วนงานแสดงญี่ปุ่น ที่ทำให้ผมอยากไปหอศิลปคราวนี้ ไม่ประทับใจเท่าไหร่ เพราะผมไม่เข้าใจแม่งเลย -_-'
ตอนที่ดูงานแสดงภาพของพระเทพฯ พอดูจบ จีอึนเพิ่งจะรู้ว่าคืองานของเจ้าหญิง ผมก็ดันไปต่อประเด็นว่า นั่นแหละ ทำไมถึงมีภาพตอนคนพยายามถ่ายรูปผู้ถ่ายไง จีอึนดันเสริมไปว่า เจ้าหญิงเป็นที่รักของคนไทยแต่.....(ผมคงไม่สามารถพิมพ์ต่อได้ และขอความกรุณาว่า อย่าได้เติมอะไรนะครับ กรุณาเก็บไว้ในใจ)
ผมก็อึ้งๆ ในสิ่งที่จีอึนพูดมา เธอรู้ได้ไง ผมพูดติดตลกว่า อย่าพูดเสียงดังนะ มันเป็นความลับ เธอบอกว่า ใช่เป็นความลับท่ีทุกคนรู้ ฮ่าๆๆๆๆ
[ผมอดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง แม่ก็แบบ ดูสิ ใครๆ มันก็รู้ แต่จีอึนบอกทีหลังว่า ที่รู้เพราะเพื่อนเกาหลีที่ทำงานในไทยบอกมา :)]
หลังจากชมงานศิลปะเต็มอิ่มแล้ว ก็ถึงแก่เวลาที่เราจะอิ่มท้องกัน ตอนนั้น 4 โมงได้ ผมก็พาจึอึนไปขึ้นรถเมล์ รถที่ไปบ้านผมได้มีสองสายคือ 141 และ 529 แต่ 141 มาคันแรกก็คนเต็มเลย ผมเลยบอกให้รอก่อน เพราะไม่อยากให้เธอต้องมายืนจนถึงบ้านผม มันไกลเหมือนกัน แต่โชคดีรออีกสักพักก็มี 529 ขึ้นทางด่วน มีที่นั่งมาพอดี
ระหว่างบนรถเมล์ ผมอธิบายที่ต่างๆที่รถจะผ่านให้เธอฟัง ผมมั่นใจว่าเธอคงจะรู้จักเยาวราช แต่หน้าแตก เธอไม่รู้จักเยาวราช จนผมต้องบอกว่า ไชน่าทาว เธอถึงจะ อ๋อ แล้วจีอึนก็หยิบแผนที่มา ตอนแรกผมนึกว่ามันจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่มันกลับเป็นแผนที่กรุงเทพฯที่มีภาษาไทย และเกาหลี! เรารู้สึกว่า เจ๋งโคด จีอึนโชว์ความเจ๋งไปกว่าด้วยการพลิกด้านหลังให้ดู ด้านหลังแผนที่ มันเป็นชื่อภาษาไทยตัวใหญ่ๆ เกี่ยวกับอาหาร และคำพูดท่ีต้องใช้ ซึ่งจะมีภาษาไทยตัวใหญ่ๆ(คงไว้ตอนชี้ให้คนไทยดู) ภาษาเกาหลี อธิบาย ภาษาเกาหลีอีกบรรทัด อันนีผมเดาว่าคงไว้อ่านออกเสียง ในนั้นมีทั้ง "ต้มยำกุ้ง, ข้าวหมูกระเทียม, ข้าวผัด, แกงเขียวหวาน" อะไรประมาณนี้ แต่ที่ผมสนใจคือ "ไม่ใช่ผักชี" ผมจำได้ว่า ตอนเจอกันครั้งแรก แล้วเรากินโจ๊กด้วยกัน เธอเขี่ยผักชีออกจนหมด แล้วเธอก็เลยบอกว่าคนเกาหลีไม่ชอบผักชี ผมก็ถึงบางอ้อว่า พวกเขาคงไม่ชอบจริงๆ ถึงกับเขียนเป็นไกค์ไลน์ในหลังแผนที่เลยเว้ย
อีกอันที่ผมแปลกใจคือ แผนที่นี้ตอนแรกผมนึกว่าได้จากเกาหลี แต่จริงๆ เธอได้จากในไทย ได้จากบริษัท เอเจนซี่ของเกาหลีในไทยที่อยู่ตรงถนนพระอาทิตย์ ;p แม่งเจ๋งจริงๆเว้ย [ ผมมาทราบภายหลังอีกว่า จริงๆเรื่องแผนที่เป็นเรื่องปกติเราไปต่างประเทศอยู่แล้ว อย่างของไตหวัน ญี่ปุ่น ทางไทยก็มีทำเหมือนกัน แบบว่าผมไม่เคยไปจ้า เลยตื่นเต้นอะ]
เดินทางขึ้นทางด่วนไม่นานนัก แต่ตอนลงนี่สิ รถติดๆ กว่าจะถึงบ้านผมก็ 5 โมงนิดๆ แม่ผมและพี่สาวตื่นเต้นจนเห็นได้ชัด คือพี่สาวผมเขาคลังไคล้วัฒนธรรมเกาหลีน่ะครับ
มาถึงผมก็บอกแม่ว่า ขอต้มยำกุ้ง กับ หมูกะเทียม แม่ผมโชวสเต็ปเทพกุ๊กเทวดา ทำอย่างรวดเร็ว จนจีอึนบอกว่า แม่ผมทำกับข้าวเร็วมาก และหลังจากชิมก็ชมใหญ่ ว่า "อร่อยมั่กๆ ค่ะ" (แม่ผมคงแทบจะตอบเป็นภาษาอังกฤษ ว่า มันแน่อยู่แล้วจ้ะ)
หลังจากกินข้าวเสร็จ พี่สาวผมก็ระดมคำถามเกี่ยวกับดาราเกาหลี -_-' ผมก็แปลๆไป ประเภท ดาราเกาหลีชายใครดังสุด, หญิงใครดังสุด จีอึนไม่แน่ใจ แต่จีอึนตอบมาว่า คนไทยที่ดังที่เกาหลีมากๆๆ คือ นิชคุณ (แฟนๆ นิชมาอ่านคงจะกริ๊ดตายกันไปเลยมั้งเนี่ย ฮา) มีคำถามฮาๆ หลายอันของพี่ผม เช่นดาราคนนั้น คนนี้ไรก็ไม่รู้ แต่คำถามนึงที่ถามดี และได้คำตอบดีด้วย คือพี่สาวผมสังเกตว่า แทบจะทุกละคร จะต้องมีฉากคนในครอบครัวกินบะหมี่ดำ เขาอยากรู้ว่า ทำไมต้องบะหมี่ดำ มันหมายถึงอะไร?
จีอึนตอบว่า บะหมี่เป็นอาหารของจีน แล้วคนเกาหลีก็ชอบอยู่แล้ว แต่ทีนี้คนเกาหลีต้องการสร้างของตัวเอง(ตามนิสัยที่หลายคนคงจะพอทราบ อันนี้ผมเติมเองนะ) ก็เลยใส่ซอสดำให้เป็นบะหมี่ดำ ผลก็คือคนเกาหลีชอบมาก กินกันทุกคนทุกเพศทุกวัย และก็ถือว่านี่เป็นอาหารของพวกเขา
พี่สาวผมได้ใจพยายามจะถามอะไรก็ไม่รู้อีก หลังๆจีอึนก็ตอบไม่ได้ เพราะจริงๆ เธอเองก็ไม่ได้อยู่เกาหลีนัก
แม่ผมก็เลยถามคำถามสำคัญที่ผมไม่กล้าถามเท่าไหร่ (อาศัยแม่ถามแล้วแปลให้) ตกลงจีอึน ทำงานอะไร แล้วครอบครัวเป็นยังไง (เห็นเที่ยวต่างประเทศตลอดเลย) จีอึนตอบว่า ตอนนี้เธอมีน้องชายคนเดียว ไม่มีครอบครัว ไม่ได้แต่งงาน และก็ไม่ได้ทำงานประจำแล้ว เธอทำงานด้านการแปล แปลเกาหลี-ญี่ปุ่น ชีวิตเธอตอนนี้ก็คือท่องเที่ยว กลางเดือนนี้เธอจะไปอยู่คุนหมิง 4 เดือน แล้วอาจจะกลับมาเท่ียวไทยอีก
พี่สาวผมทิ้งคำถามสุดท้ายไว้อีกว่า "ช่วยแนะนำอาหารเกาหลี อร่อยๆ หน่อย" จีอึนตอบว่า ซุปกิมจิ มันคล้ายๆ ต้มยำไทยนั่นแหละ จีอึนบอกอีกว่า ให้ผมพาพ่ีสาวไปข้าวสารสิ เธอจะพาไปร้านอาหารเกาหลี แต่พี่สาวผมไม่กล้าไป ผมกะว่าเดี๋ยวไว้ให้จีอึนบอกทางไป ไว้ผมพาพี่สาวไปเอง
ทีนี้พอผมออกจากบ้านจะพาจีอึนไปส่งที่ข้าวสาร ผมถามรายละเอียดเรื่องร้าน ก็ได้พบความจริงว่า เธอรู้จักร้านอาหารเกาหลีจริง แต่เธอไม่รู้ว่าอร่อยหรือเปล่านะ เธอไม่เคยกินหรอก เพราะมันแพง แล้วเธอก็คิดว่า เธอชอบอาหารไทยที่สุด อร่อยและถูก
เฮ้อ... พี่สาวเราจะซึ้งไหมน๊อ
เรารอรถสักพักใหญ่ๆ รถสาย 68 ก็มา ผมก็ขึ้นรถไปกับเธอด้วย อยากจะส่งให้ถึงที่พัก แล้วก็ถือโอกาสถ่ายรูปเล่นข้าวสารยามดึกด้วย รถขากลับติดมากทีเดียว กว่าจะถึงก็เกือบสองทุ่ม
พอมาถึงเกิดความเข้าใจผิดหน่อย คือผมบอกจีอึนไปว่าผมจะถ่ายรูป แต่ผมตั้งใจจะส่งเธอให้ถึงที่พักก่อน ตอนถ่ายรูปน่ะ กะมาถ่ายคนเดียว แต่กลายเป็นเธอเดินไปด้วย พอเดินๆ ไป ผมก็งง ทำไมที่พักเธออยู่ตรงท่าเรือพระอาทิตย์วะ (ฮา) ถึงได้รู้ว่าเข้าใจกันผิด จีอึนบอกว่า เธออยากจะกินน้ำผลไม้ก่อนกลับที่พัก ก็เลยเดินไปด้วยกัน เธอพาไปที่ที่ผมไม่เคยไป รู้สึกตลกดีเหมือนกัน ที่คนต่างประเทศรู้เส้นทางดีกว่าคนในประเทศอย่างผมอีก ตรงถนนพระอาทิตย์ จีอึนเดินเข้าไปในซอยและมาทะลุหลังร้านแห่งนึง ออกมาหน้าร้านตรงใกล้ๆวัดชนะสงคราม เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับผมดีแฮะ
กินน้ำผลไม้เสร็จ ผมก็เดินไปส่งเธอ ที่พักเธอก็ลึกลับดี ไม่รู้เธอหาที่นี่เจอได้ไง(เธอบอกว่า เอเจนซี่แนะนำ) เป็นอาพาร์ทเมนท์ย่านสวนสันติชัย ซึ่งดูจากภายนอก(ผมไม่ได้เข้าไป) ค่อนข้างดีมากกกกกก สะอาดสะอ้าน ดูดีทีเดียว และดีเข้าไปอีกตรงที่มันคืนละ 250 บาท!
ผมอดไม่ได้ที่จะบอกกับเธอว่า รู้สึกตลกดีที่คนต่างประเทศรู้ข้อมูลดีกว่าคนในประเทศอีก
จากนั้นผมก็ลาเธอ แล้วพรุ่งนี้ถ้าไม่มีไรผิดพลาด เรานัดเจอกันอีก คราวนี้ผมจะพาเธอไปเกาะเกร็ด ไว้จะมาเล่าประสบการณ์แบบนี้ให้ฟังต่อเน้อ
ปล. ตอนกลับมาผมคุยกับเพื่อนคนไทยถึงเรื่องวันนี้ มันส่งลิงค์นี้ให้ผมอ่าน ผมอ่านแล้วโคตรฮา เพราะที่เขาเขียนในเว็บ ผมใช้วันนี้ไปหมดเลย แม่งผิดทุกอัน ฮาๆ
http://www.jj-book.com/jjtalk1/view.php?qs_qno=2184&PHPSESSID=948fe082dd48ab86cfbdc788ed093c66
"โอเวอร์" - อันนี้ไม่น่าเจ็บใจ เพราะใช้ไปดูเธอไม่งงเท่าไหร่ "ซาว์นแทร็ค" - อันนี้ใช้ผิด แต่เห็นเธองงๆ ผมเลยเพิ่มไปว่า original sound on film "อเมริกันแชร์" - อันนี้เคืองมากเพราะใช้ผิดมาตลอด แถมอันที่ถูกต้องเป็นดัทช์อีก กูไม่เคยได้ยินเลยโว้ยยยยยย แล้วตลกอีกอย่างคือ ตอนผมพูดคำนี้ จีอึนเป็นคนจ่าย ผมเลยมานึกได้ทีหลังว่า จีอึนอาจจะคิดว่า "อเมริกันไหนวะ ฉันคนเกาหลีเฟ้ย อีบ้า จ่ายให้ก็ได้" T_T พรุ่งนี้ผมจะแก้ตัวครับ พ่ีน้องชาวไทย
| Create Date : 10 มกราคม 2553 |
| Last Update : 10 มกราคม 2553 2:28:42 น. |
| |
|
|
|
| |
|
 |
วัชเจียเหว่ย |
|
 |
|
|
|