My life For myself
Group Blog
 
All Blogs
 

เทคนิคการจัดหน้ากระดาษ สำหรับทำหนังสือ

ส่วนนี้คงไม่ขอลงรายละเอียดมาก แต่จะเสริมเทคนิคที่คนชอบพลาดกัน

1. ในส่วนของเนื้อหาที่พิมพ์ลงใน Word การตั้งหน้ากระดาษ ให้ตั้งว่าระยะขอบเพื่อการเย็บหนังสือ และตั้งค่าเย็บกระดาษ ขั้นต่ำที่ 1 CM สำหรับหนังสือ ที่หน้าประมาณ 50 แผ่น (ตามรูป)



2. ในส่วนของปก ความกว้างจะเท่ากับ 2xความกว้างของกระดาษที่ใช้ + สัน + เพื่อไว้สัก 2-3 มิล เพื่อที่จะได้ Print ออกมาออกในแผ่นเดียวกันเลย และอย่าลืมเปิด ruler ด้วยนะครับ จะได้วัดตำแหน่งได้ง่ายๆ
สิ่งที่ห้ามพลาด
- สำหรับประเทศไทย ปกหน้าคือปกที่กางออกมาแล้วจะอยู่ทางขวา ดังนั้นทางขวาคือปกหน้า ทางซ้ายคือปกหลัง
- อย่าลืมทำปกให้ใหญ่กว่าความจริง สัก 2-3 มิลนะครับ กันตัดพลาด
- เลือก Mode สีเป็น CMYK ด้วยนะครับ เว้นแต่จะใช้เครื่อง Printer ของ Epson ตระกูล R ที่มีสี 5 สี
- อยากให้ภาพที่เห็นบนหน้าจอเหมือนกับภาพที่ print ออกมา ควรดูด้วยจอ LCD ที่ไม่ได้มีการตั้งค่าเพื่อตกแต่งภาพใดๆทั้งสิ้น




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2553 19:33:19 น.
Counter : 11500 Pageviews.  

ว่าด้วยเครื่องเย็บกระดาษ

อุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการทำหนังสือก็คือ ที่เย็บกระดาษครับ เพราะถ้าไม่มีเครื่องเย็บกระดาษ เพราะถ้าเรามีกระดาษสัก 50 กว่าแผ่นเราจะเอามาติดกันยังไงดี มี 2 วิธีครับ

1. เจาะรูเอาเชือกร้อยเข้าไป ถ้าใช้วิธีนี้ก็ปัญหาอีกแหละครับ ก็ต้องวิ่งไปหาเครื่องเจาะรูขนาดใหญ่ที่เจาะได้ หนาๆอีก ถ้าไม่มีก็ต้องเจาะที่ละ 10 แผ่นๆ และภาวนะว่าต้องตรงตรงกันด้วยเหอๆๆ แถมทำเสร้็จแล้วมีรอยปูดๆ อีกเลยไม่ขอเลือกวิธีนี้ด้วยกว่า

2. ใช้ Max ครับ งงอะดิ Max อะไรเย็บได้ตั้ง 50 กว่าแผ่น ใช่ครับมันไม่ใช่ Max ธรรมดาครับเหอๆๆๆ พูดถึง Max ผมแบบประเภทเป็นตามนี้ละกัน

2.1 Max ชิลๆ ที่ขายกันอันละ 10 - 50 บาท และลูก Max กล่องละ 5 บาท ที่เขียนว่า No10 อะึีครับ อันนั้น ชิลๆสุด Max ได้อย่างมาก 10 แผ่นก็บุญละ

2.2 Max Office อันนี้เพิ่มความหนาขึ้นมาหน่อย อิอิ ตัว Max จะใหญ่ขึ้นมาอีกนิด ตระกูล Max Office นี้จะมี 2 แบบนะครับ
2.2.1 ที่ใช้ลูก Max เบอร์ 3 กับเบอร์ 35 หรือที่เขียนว่า 24/6 กับ 26/6 วิธีการอ่านเบอร์ Max ก็คือ (ความหนาของลวด)/(ความยาวของขาครับ) โดยตัวเลขความหนานั้น ยิ่งน้อยยิ่งหนามากครับ
2.2.2 ที่ใช้ลูก Max เบอร์ B8(หลังตรง) กับ M8(หลังโค้ง)
ทั้งสองตังนั้นความสามารถในการใช้งานพอๆกันครับ ได้อย่างมาก 25 แผ่น แต่สวนตัวผมชอบ M8 มากกว่า อิอิ ราคาเครื่องมีตั้งแต่ 100 - 400 บาทครับ

2.3 Max Heavy Duty อันนี้ Max ตัวใหญ่เลยครับ ใหญ่แค่ไหนก็ลองไปดูๆที่ร้านถ่ายเอกสารครับ จะมีตั้งอยู่แน่นอน ถึงจะเป็น Heavy Duty ก็มี 2 Size ครับ
2.3.1 Size ที่เย็บใส่ลวดเย็บได้ยาวสุดประมาณ 13 mm หรือเบอร์ 23/13 ครับ เย็บได้สุดๆประมาณ 70 แผ่น A4 80 กรัมครับ ราคาจะอยู่ตั้งแต่ 440 ถึง 2500 ครับ
2.3.2 Size ที่เย็บใส่ลวดเย็บได้ยาวสุดประมาณ 24 mm หรือเบอร์ 23/24 ครับ เย็บได้สุดๆประมาณ 150 แผ่น A4 80 กรัมครับ ราคาจะอยู่ตั้งแต่ 800 ถึง 4000 ครับ

ส่วนงานทำหนังสือทำมือ ผมจึงได้เลือกใช้ Max แบบ Heavy Duty ที่ใส่ได้ถึงลูกเบอร์ 23/13 ครับ เพราะไม่รู้จะเอาเบอร์ 23/24 ไปทำไม ผมเองแต่งแต่ละเล่มก็ประมาณ 100 - 150 หน้า ก็ตกประมาณ 70 กว่าแผ่นครับ

จะมีอีกอย่างนึงให้หน่าคิดนะครับอย่างที่ผมซื้อตัวนั้นมา ผมซื้อในราคา 440 บาท ผมว่ามันก็ Max ได้นะเหอๆๆๆๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าใช้ตัวละ 2500 จะดีกว่ายังไงเหอๆๆ อาจใช้แรงน้อยกว่ามั้ง




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2553 10:15:50 น.
Counter : 6835 Pageviews.  

มี Printer กับหมึกแล้วต้องมี....อะไรต่อเอ๋ย

คำตอบง่ายๆครับ กระดาษไง

จะทำหนังสือ 1 เล่้ม กระดาษสำคัญมากครับ ไม่งั้นเราอาจจะทำอะไรยากขึ้นเยอะนะครับ

ผมเอาเฉพาะกระดาษที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดนะครับ ไม่รับที่สั่งทำ เพราะถ้าสั่งทำ Order อย่างต่ำต้อง 500 บาท up ไม่งั้นไม่ทำ ผมเคยคิดมาแล้ว ถ้าคุณลงทุนค่ากระดาษ 500 บาท คุณจะได้กระดาษ A5 Green Read มากองที่บ้าน 5000 แผ่นครับ สำหรับหนังสือของผม 500 แผ่นนี้มากพอทำให้ผมพิมพ์ได้ 49 เล่มเลยเหอๆๆๆ ถ้าอยากรู้ร้านกระดาษ ก็มาถามผมได้เดียวผมแนะนำไปให้

กระดาษที่จำเป็นในการทำหนังสือนั้น ผมคิดเป็น 2 ส่วนคือ

1. กระดาษปก อันนี้สำคัญมากนะครับ กระดาษ Print Inkjet สวยๆคือกระดาษ Glossy ไม่ใช่กระดาษอารต์นะครับ Glossy ที่ผมเห็นราคาถูก และที่ผมใช้อยู่คือ 180G แผ่นละ 1.6 บาทครับ ซึ่งมีแต่ Size A4 ครับ อยากรู้แหล่งก็มาถามได้ครับ

2. กระดาษภายในเล่ม เนื่องจาก Glossy มีแค่ A4 นี้แหละครับปัญหาหลักของการทำหนังสือทำมือเลยครับ คือ ถ้าคุณอยากได้หนังสือสวยๆ ปกไม่มีรอยตัดต่อ ปกหนังสือของคุณจะมีขนาดไม่เกิน A4 (ถ้ากางปกออกมา) และปัญหาอีกอย่างนะครับ ให้จำไว้นะครับว่า ไม่มีทางที่เครื่อง Print จะ Print ออกมาตรง(ยังไงก็เอียงหน่อย) และไม่มีทางที่จะ Print ติดขอบได้พอดีครับ

อืมๆๆ แล้วไงต่อหละงั้นหมายความว่าคุณต้องหากระดาษที่เล็กกว่า A5 เพราะถ้าทำ Size A5 ปกจะคลุมไม่หมด (เพราะอย่าลืมความหนานะครับ) คำถามต่อไปคือ กระดาษมาตราฐานแบบไหนที่เล็กกว่า A5 ก็มี B6 JIS ครับ

ซึ่งปัญหาที่กวนใจเล็กน้อยคือกระดาษ B6 JIS (B6 JIS ตรงๆไม่มีนะครับมีแต่ B5 JIS เอามาแบ่งครึ่ง) มันไม่มี Green Read ครับ มีแต่กระดาษขาวธรรมดา กระดาษ Green Read มีแต่ A4 ครับ

งั้นทำไงอ่า...สั่งตัดครับ 5555 จนปัญหาเหมือนกันเหอๆๆๆ

ทุกวันนี้ผมสั่งตัดอยู่ครับ ผมซื้อ กระดาษ Green Read มา แล้ววาดแบบให้เขาตัดครับ เหอๆๆๆ ทุกวันนี้กระดาษที่ผมใช้มีขนาด 135 x 250 mm

สรุปดังนั้น ใครงบหนา ก็สั่งตัดเลยครับ ถูกกว่าด้วย A4 ตัดแล้วรีมละ 100 เอง แต่ต้องสั่งขั้นต่ำ 5 รีม ไม่งั้น ก็ต้องซื้อ A4 แล้วส่งร้านตัดเองตกรีมละ 140 เหอๆๆ

ตอนนี้ผมงบหมด ก็เลยต้องซื้อ A4 มาตัดเอง เหอๆๆๆ




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2553 18:16:39 น.
Counter : 363 Pageviews.  

น้ำหมึกกับ Printer Epson ต้องคู้แท้กันเท่านั้นไม่งั้น เจ๊ง

วันนี้มาเล่าเรื่องที่เกิดกับ Printer EPSON ของที่เท่างานผมให้ฟัง

ผมศื้อเครื่อง TX300F มา ลูกน้องผมจัดไป 2 วันหมึกดำหมด

แถมโดนหัวหน้าบีบ หาร้านมาติดถึงบริษัทใ้ห้ได้ ผมก็นั่งหาๆๆ ได้มาร้านนึง

ตอนมารับเครื่องบ่นใหญ่ โอ้ยพี่อ่าใช้หมึกแท้แล้ว 73N ด้วยหมึกกันน้ำด้วย ใช้หมึกเทียมไม่ Work นะ 6 เดือนก็ผม ผมบอกไป 6 เดือนไม่พังก็พอใจแล้ว

จากนั้นก็รับไปติด

1 วันผ่านไป โทรไปถาม --> ติดเสร็จแล้ว แต่หมึกแดงไม่ออก ขอ Clear หัวสักแปป พรุ่งนี้เอาไปส่ง

2 วันผ่านไป โทรไปถาม --> พี่ล้างไม่ออกอ่า ต้องถอดหัวมาล้างอยู่ ขออีกวัน

3 วันผ่านไป โทรไปถาม --> พี่ประกอบกลับแล้ว แต่หมึกยังไม่ออกเลย คราวนี้เป็นเยอะด้วยพี่ ขอผมล้างอีกวันนะ

หัวหน้าผม โกรธเป็นพืนเป็นไฟ บอกไรวะ ซื้อมือ 1 มาเกือบ 4 พัน ยัง Print ได้ เอาไปติดร้านนี้ทีเสียเลย

4 วันผ่านไป โทรไปถาม --> พี่มันล้างไม่ออก สงสัยเครื่องพี่มีตำหนิ เดี่ยวผมเอาไปเคลมให้ขอ 200 ได้เครื่องใหม่เลย 1 อาทิตย์ได้

ผมสุดทนแล้วครับ อารายของแก เครื่องตรู Print ได้ครบ 4 สีอย่างดี แต่อยู่กับเองทำพังซะงั้น ผมเลยตัดสินใจยกกลับมาเลย จากนั้นใส่ตลับแท้เข้าไป หมึกแดงก็ไม่ออก อืมๆๆ เองทำเครื่องตูพังแล้ว...

สุกท้ายไปให้ร้านมืออาชีพเขาล้างหัวให้ โดนค่าล้างไป 500 ค่าติด Tank อีก 2000 (แบบรับประกันถ้าตันเขาจะล้างให้ตลอด) จากนั้นก็กลับมาใช้ได้ปกติ สรุปคือร้านนั้นใช้หมึกห่วยเอง...

เครื่อง TX300F ตัวนี้ยังเคราะห์ร้ายไม่เลิก มีอยู่วันนึงหมึกเหลือน้อย ลูกน้องผมจัดเลยหยิบหมึกเติม Canon ยี้ห้อ Free Jet ยัดลงไป 3 วันต่อมา Print ไม่ออกเลย ส่ง Clear ด่วนเหอๆๆๆๆ ดีนะ...ผมลูกค้าประจำร้านนั้น ไม่งั้นโดนค่าล้างแน่เหอๆๆๆ (ผมหมดค่าหมึกให้ร้านนั้นมากกว่าค่า Printer อีก)


ส่วนที่ผมใช้คือ T11 ติดจากร้านนั้น ใช้หมึกร้านนั้น ถึงจะแพงกว่าข้างนอกหน่อย แต่ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรมากมาย




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 15:05:03 น.
Counter : 1647 Pageviews.  

Printer เอารุ่นไหนดี

กลับมาพูดถึง Printer Ink Jet นะครับ

Inkjet ที่นิยม และผมได้มีโอกาศสัมผัส ก็มี 2 ยี่ห้อครับ

1. Canon
2. Epson

ผมเปรียบเทียบแต่ละด้านให้นะครับ ระหว่าง T11 กับ MP160 (สองตัวนี้ผมใช้อยู่)

Print ดำ
MP160 เร็วกว่าเกือบเท่าัตัว

Print สี
MP160 เร็วกว่าเกือบเท่าตัว

ความดัง
MP160 เงียบกว่า

ความคมของสีดำ
Epson คมกว่า

ความคมของสี
Canon ผมว่าเนียนกว่านะ เว้นแต่จะ Print ใน โหมดรูปภาพ Epson กินขาด

การดูดกระดาษ
ผมให้ Epson ครับ ดูดได้ตรงกว่า และไม่ดูดพร้อมกับ 2 แผ่น แต่ Epson ไม่ถูกกับกระดาษบางยี้ห้อนะครับ เช่น EZ กับ Save Value

การกินหมึก
ผมว่า canon กินกว่านะ ความรู้สึกไม่เคยวัดจริงๆนะครับ

ความจุกจิกเืมื่อติด Tank
1. Epson ถ้า Print ทุกวันก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ อาจจะมีปัญหาบ้าง Print ไปหมึกขาด ล้างหัวก็หาย แต่ถ้าไม่ Print ซักอาทิตย์นี้อาจจะหัวตันได้ ติดร้านไหนก็เหมือนกัน เพราะเขาทำมาเป็น Set ชุด Ink Tank เลย ขึ้นกับหมึกอย่างเดียว

2. Canon ติดที่ร้านดีๆ ก็ดีครับ ไม่ค่อยรวน แต่ถ้าคิดร้านไม่ดีนี้ Printๆไป หมึกขาดบ่อยมาก แบบว่า Print 10 แผ่นก็ขาดแล้ว เพราะต้องใช้ฝีมือของร้านพอสมควรครับ แต่ Canon สามารถทนต่ออาการหัวตันได้ดีกว่า Epson ครับ

ค่าซ่อมบำรุง
1. Epson ถ้า Print ทุกวัน และใช้หมึกดี ก็ไม่มีปัญหาครับ ไม่ต้องมีอะไรให้ซ่อม

2. Canon ตลับติดเครื่องมาใช้ได้สัก 3 เดือนจะเจ๋งครับ จากนั้นก็ต้องไปซื้อตลับใหม่ มาใส่ครับ จากนั้นก็ขึ้นกับดวงแล้วครับ จะเสียเร็วเสียช้า เคยซวยสุดๆก็แค่ 2 เดือนครับ สีเหลืองไม่ออกแล้ว ดีหน่อยก็เป็นปีครับ

จะซื้อก็ลองคิดดูตามสภาพการใช้งานนะครับ แต่ละรุ่นมีดีมีเสียต่างกันไป




 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2553 16:00:50 น.
Counter : 1723 Pageviews.  

1  2  

M|B
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ไม่มีไรบรรยาย เหอๆๆ
Friends' blogs
[Add M|B's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.