My life For myself
Group Blog
 
All Blogs
 

Part 10 :: ความทรงจำ (ตอนจบ)

ความทรงจำ

ผมตัดสินใจเด็ดขาดเลยครับ ว่าจะไปหาแนนให้ได้ ผมถามเพื่อนๆ ผมที่ทำค่ายนั้น กับพี่ google map และก็ได้เส้นทางการเดินทางมาแล้ว จากนั้นผมก็ทำเรื่องลาหัวหน้า 1 วันอ้างว่าจะกลับไปเยี่ยมที่บ้าน แต่ที่จริงขอลาเพื่อไว้ว่าจะกลับทำงานไม่ทันวันจันทร์ หัวหน้าผมก็ไม่พลาดที่จะแซวผมว่า
“โห...ไรเนี้ย ให้ไปทำงานกับพยาบาลวันเดียว จะพาไปไหว้คุณพ่อคุณแม่เลยหรอ” แต่ผมก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับได้แต่ยิ้มๆให้หัวหน้าผม
ก่อนที่ผมจะขับรถขึ้นดอยมีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ลืมคือ ผมจะซื้ออุปกรณ์การเรียนไปแจกเด็กๆด้วย ว่าแล้วก็โทรสั่งจาก Office Mate ให้มาส่งที่บริษัท ดีนะที่เขาจับใส่กล่องมาอย่างดีไม่งั้นเพื่อนๆคนถามว่าผมซื้อดินสอ กับยางลบเยอะขนาดนั้นไปทำไม
พอจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จ ก็ได้เวลาออกเดินทางแล้ว เย็นวันศุกร์ผมกลับจากที่ทำงานมาก็รีบนอน เพื่อตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงคืน พร้อมกับปลุกน้องซิตตี้ ให้พาผมไปที่เชียงราย แต่ก่อนไปผมก็ไม่ลืมให้มันกินนมรสแก๊สโซฮอล์ 95 ก่อน
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางไกลๆ การเดินทางไกลสุดที่ผมเคยไปก็แค่บ้านเกิดผม การขับรถไกลๆมันต่างจากการขับรถในกรุงเทพเยอะเหมือนกัน การขับรถในกรุงเทพ ผมรู้สึกว่าเรามีเพื่อนเยอะแยะไปหมด ถ้าเราเหมอลอยหรือทำอะไรผิดพลาดไป ก็จะมีคนคอยบีบแตรให้สัญญาเราเอง หรือบางคนใจดีหน่อยเขาจะใช้สัญญามือโดยใช้นิ้วกลางเป็นการตักเตือน แต่การวิ่งทางไกลหรือวิ่งต่างจังหวัด มันเหมือนผมอยู่คนเดียวยังไงไม่รู้ ถ้าทำไรผิดพลาดไปก็คงกลิ่งอยู่แถวข้างถนน
ผมเข้าใจคนหลายคนที่ชอบแอบง่วงหลับตอนขับรถ ผมสังเกตตัวเองเหมือนกัน เวลาผมขับรถกลับบ้านผมจะไม่ง่วงเลย แต่ขากลับจากบ้านกลับไปที่หอ ผมจะง่วงประจำ ที่มันเป็นอย่างนี้เพราะมันขึ้นกับความรู้สึกที่มีต่อสถานที่ที่เราจะไป
ผมขับรถด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา ด้วยความรู้สึกที่อยากกลับไปเจอแนน จากจังหวัดหนึ่งข้ามไปจังหวัดหนึ่ง ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังวิ่งตามความฝัน และฝันนั้นกำลังเป็นจริงแล้ว
8 ชั่วโมงครึ่งกับการขับรถตลอดคืน ที่ผมก็รู้สึกได้ถึงความเหนื่อยกาย แต่ผมไม่เคยเหนื่อยใจ ผมมาถึงที่อำเภอเมืองเชียงรายแล้ว อีก 1 ชั่วโมงกว่าๆ ผมก็จะรู้แล้วว่าฝันที่ฝันมาตลอด 3 ปี ฝันที่ผมกับแนนจะกลับมาเจอกันอีกจะเป็นจริงไหม
ตอนนี้น้องซิตตี้ของผมกลายเป็นตัวประหลาดไปแล้ว ประหลาดที่หนึ่งคือรถผมทะเบียนกรุงเทพมหานครแต่มาวิ่งเล่นไกลถึงเชียงราย ประหลาดที่สองคือระหว่างทางที่ผมไต่ขึ้นดอย ผมไม่เห็นรถเก๋งเลย มีแต่ผมที่ขับรถเก๋งท่ามกลางรถกระบะนับร้อยๆคันที่วิ่งผ่านรถผมไป
อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ผมก็ขับรถไปจนสุดถนนยางมะตอย ข้างหน้าคือทางลูกรังที่ผมต้องขับไปต่อ ผมจำได้ว่าตรงนั้นมีร้านโชว์ห่วยร้านหนึ่ง วันนี้มันก็จอดอยู่ที่เดิม มีรถมอเตอร์ไซด์คันเก่าๆจอดอยู่เช่นเดิม และก็มีคุณลุงสองคนนั่งจิบเครื่องดื่มสีเหลืองๆ มีฟองด้วย เบียร์แน่นอน ผมเห็นแล้วก็ยังนึกแอบขำ คุณลุงพวกนี้เคยทำผมกลัวตายมาครั้งนึ่งแล้ว แต่ผมก็ไม่โกรธเขานะ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่ง วันนี้ผมกลับมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าพวกเขาจำผมได้หรือเปล่า แต่ผมก็อยากจะแซวเขา อยากจะให้เขารับรู้ว่าผมกลับมาที่นี้อีกครั้งแล้ว ผมเลยจอดรถ เปิดกระจกและตะโกนไปว่า
“ลุง...กินเบียร์ผมอย่างเพิ่งขับมอไซด์นะ เดียวตกดอยก่อน”
จากนั้นผมก็ปิดกระจกกลับ คุณลุงเขาก็งงๆนะว่าใครตะโกนเรียกเขา แต่คุณลุงทั้งสองคนยกมือขึ้นมาโบกไม้โบกมือให้ผมนะ เพื่อส่งสัญญาณกลับมาว่าเขารู้แล้ว
จากนั้นผมก็ออกรถเดินทางต่อ ทางที่ผมขับนั้นค้อนข้างยากทีเดียว ผมใช้เกียร์ D2 เพื่อไม่ให้รถไปเร็วเกิน ขับรถอยู่นานทีเดียว จากนั้นผมก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมันก็คือโรงพยาบาลเล็กๆในดอยแห่งนี้ และผมก็คิดว่าแนนคงอยู่ที่นี้ ผมขับรถเข้าไปในสนามหญ้าเล็กๆหน้าโรงพยาบาล
ผมจอดรถไว้แต่ไม่ได้ดับเครื่องเพื่อดูลาดเลาก่อน จากนั้นผมก็เห็นพยาบาลคนหนึ่งมองออกมาจากหน้าต่างของห้องซ้ายสุด ผมเดาได้ไม่ยากว่าพยาบาลคนนั้นก็คือแนน ผ่านไป 3 ปีแล้วแนนยังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย
ผมไม่รู้ว่าแนนมองเห็นไหม แต่แนนก็จ้องมาที่รถผมตลอด ผมก็จ้องแนนผ่านทางกระจกหน้ารถผม ผมเห็นแนนแล้วรู้สึกดีใจ ดีใจจนน้ำตาผมไหลออกมา ผมคิดอยากจะเปิดประตูรถ แล้ววิ่งไปกอดแนน กอดแนนให้แน่นที่สุด เพื่อให้แนนรู้ว่า 3 ปีที่แนนหายไปผมคิดถึงแนนขนาดไหน แต่ตอนนี้ผมคงทำไม่ได้
ผมตัดสินใจถอยรถกลับออกมาจากโรงพยาบาล เพราะเกรจใจแนนที่กำลังทำงานอยู่ และอีกอย่างคือผมไม่รู้จริงๆว่าถ้าแนนเห็นหน้าผมแนนจะคิดยังไง บางทีแนนอาจจะทำใจลืมผมไปแล้วก็ได้ แต่อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ได้ทำสิ่งที่ผมอยากทำไปแล้วหนึ่งอย่าง คือผมได้กลับมาเจอแนนแล้ว
ผมขับรถต่อไปยังเป้าหมายที่ผมตั้งใจไว้ คือนำของมาแจกให้กับโรงเรียนบนดอย ผมขับรถต่อไปอีกประมาณเกือบ 10 นาทีผมก็มาถึงโรงเรียนที่ผมเคยมาออกค่ายครั้งหนึ่งที่นี้ แต่ผมก็ลืมคิดไปวันนี้วันเสาร์หนิหว่า จะมีคนอยู่ในโรงเรียนไหม
ผมดับเครื่องรถยนต์ และเดินเข้าไปในโรงเรียน ผมมองผ่านใต้ถุนของโรงเรียน ผมก็เจอกับถังน้ำที่ผมเคยมาออกค่ายเพื่อสร้างมัน มันยังอยู่ดี ผมยิ้มให้กับถังน้ำใบนั้น เพื่อรำลึกถึงความหลัง
ระหว่างที่ผมกำลังเดินขึ้นไปบนโรงเรียนเพื่อดูว่ามีใครอยู่ไหม ผมก็เจอกับผู้ชายมีอายุ 2 คนเดินออกมา ทั้งสองคนดูหน้าตาแล้วก็คงเป็นคนแถวนี้ ลักษณะการแต่งกายก็เป็นเสื้อยืดเก่าๆธรรมดา
“สวัสดีพ่อหนุ่ม มาทำอะไรที่นี้หรอ” หนึ่งในสองคนนั้นถามขึ้นมา
“เออ...ผมจะมาบริจาคอุปกรณ์การเรียนให้เด็กครับ” ผมตอบกลับไป
ชายหนุ่มสองคนนั้นมองหน้ากัน แล้วทำหน้าประหลาดใจ ก่อนที่เขาจะบอกผมกลับว่า
“งั้น...พ่อหนุ่มมานั่งคุยกันข้างในก่อนดีกว่า”
จากนั้นผมก็เข้าไปนั่งคุยกันในห้องห้องหนึ่งในโรงเรียน ห้องนั้นเหมือนจะเป็นห้องประชุม เพราะทั้งห้องมีแค่โต๊ะตัวใหญ่ๆตั้งอยู่กลางห้อง และมีรูปของนักเรียนที่นี้ติดอยู่บ้าง
“พ่อหนุ่มชื่ออะไรหรอ” ผู้ชายคนเดิม คนนั้นถามผมก่อน
“ผมชื่อ ปอครับ” ผมตอบกลับไป
“ปอมากันกี่คนหรอ”
“มาคนเดียวครับ” ผมตอบกลับ
“ปอนี้มาแปลกแฮะ ปกติคนที่จะมาบริจาคของที่นี้ จะมากันเป็นกลุ่ม ส่วนใหญ่ที่มาก็จะเป็นเด็กมหาลัย และนานๆจะมีคนมาสักที” ผู้ชายคนนั้นแซวผม ผมก็ยิ้มๆตอบเขา
“โต...ไปหาน้ำให้พ่อหนุ่มคนนี้ดื่มหน่อยละกัน” ผู้ชายคนที่คุยกับผมบอกกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง
จากนั้นผู้ชายอีกคนหนึ่งก็ลุกเดินออกไป ผมสังเกตเขาว่า จังหวะการเดินของเขาไม่เหมือนคนปกติ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาต้องเดินช้า หรือลำบากกว่าคนอื่นมาก
“แล้วปอจะบริจาคอะไรบ้างหรอ” ผู้ชายคนนั้นหันกลับมาถามผม
“ก็มีดินสอ 900 แท่ง ยางลบ กับไม้บรรทัด อย่างละ 100 อันครับ ผมใส่มาที่ท้ายรถผมครับ” ผมตอบ
“แล้วที่เราเอามาบริจาคนี้ มีองกรณ์ไหนเขามาให้การสนับสนุนไหม หรือใช้งบส่วนตัวเราหมดเลย” ผู้ขายคนนั้นถามผมต่อ
“เออ...งบส่วนตัวผมครับ” ผมตอบกลับไป
ผู้ชายคนนั้นทำหน้าตกใจมาก พร้อมกับถามผมอย่างสนใจว่า
“ปอคิดยังไงเนี้ยมาบริจาคของเยอะขนาดนี้ให้กับโรงเรียนเก่าๆของลุง ของทั้งหมดนี้ก็หลายพันอยู่นะ”
ผมตอบตามความจริงไปว่า
“ไม่รู้สิครับ ผมอยากทำตัวให้มีประโยชน์บ้าง อยากช่วยคนอื่นที่หน้าสงสารกว่าผม ผมก็เลยคิดอยากจะซื้อของมาแจกเด็กๆที่ยากไร้ครับ”
“แล้วทำไมถึงเลือกที่นี้หรอ” ผู้ชายคนนั้นถามผมต่อ
เหตุผลจริงๆที่เลือกที่นี้คือ เพราะผมจะได้เจอแนนด้วย แต่ผมขอตอบไปว่า
“เออ...ผมเคยมาออกค่ายที่นี้ ผมก็เลยรู้จักที่นี้ ก็เลยมาที่นี้ก่อนครับ”
จากนั้นแก้วน้ำ พร้อมกับน้ำก็มาเสริฟให้ผม และก็เสริฟให้กับผู้ชายคนนั้น โดยคุณลุงโต
ผู้ชายคนที่คุยกับผมนั่งคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะถามผมว่า
“เราเคยมาออกค่ายอะไรที่นี้หรอ เพื่อลุงจะเคยเห็นหน้าปอมาก่อน”
“ค่ายเมื่อสัก 7 – 8 ปีก่อนที่มาช่วยสร้างถึงเก็บน้ำให้โรงเรียนนี้ครับ” ผมตอบกลับไป
จากนั้นทั้งสองคนก็ร้องอ๋อขึ้นมาพร้อมกัน แล้วก็คุยด้วยภาษาถิ่น ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทั้งสองคนนั้นพูดอะไรกัน สะพักผู้ชายคนที่คุยกับผมก็ ลุกไปหยิบรูปรูปหนึ่งจากตูหลังห้อง และวางรูปใบนั้นที่โต๊ะพร้อมกับถามผมว่า
“ใช่ค่ายนี้หรือเปล่า...”
ผมพิจารณารูปนี้ ก็พบว่าเป็นรูปถ่ายรวมของพวกผม พร้อมกับป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่เขียนชื่อค่ายของพวกผม และถ่ายพร้อมกับครูใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งหน้าตาก็เหมือนกับลุงคนที่ผมคุยอยู่
ผมยิ้มๆ และตอบไปว่า
“ใช่ครับ”
ผู้ชายทั้งสองคนทำหน้าดีใจ เหมือนมีอะไรหลายๆอย่างจะถามผม โดยผู้ชายคนที่คุยกับผมถามผมก่อนว่า
“จำลุงได้ไหน ลุงไงที่เป็นครูใหญ่ของโรงเรียน ผ่านไป 7 ปีลุงแก่ขึ้นเยอะเลยเห็นไหม แล้วคนไหนหละปอ ชี้ให้ลุงดูหน่อย”
และแล้วผ้ายคนที่คุยกับมาตั้งนานก็คือครูใหญ่นี้เอง ครูใหญ่ยิ้มด้วยความยินดีมากที่ผมกลับมาที่นี้อีกครั้ง
ผมมองในรูปภาพเพื่อหาว่าคนไหนคือผม จากนั้นผมก็หาเจอ และชี้ไปรูปผมและตอบครูใหญ่ว่า
“นี้ครับ...รูปผมเมื่อ 7 ปีก่อน” ผมตอบพร้อมกับยิ้มๆให้กับความเปลี่ยนไปของหน้าตา และการแต่งกายของผม
“นี้พ่อหนุ่มเองหรอ ลุงขอบใจพ่อหนุมมากนะ ที่วันนั้นมาช่วยลุง ไม่งั้นลุงคงต้องอาการแย่กว่านี้แน่เลย ลุงยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณพ่อหนุ่มเลย ยังไงวันนี้พ่อหนุ่มกลับมา ลุยก็ขอขอบคุณปอนะ”
ลุงโตอยู่ดีๆเขาก็ยกมือขึ้นมาพร้อมกับขอบคุณผม ผมรับยกมือขึ้นมารับไหว้แทบไม่ทัน ตอนแรกผมก็งง ทำไมลุงต้องขอบคุณผมขนาดนั้น ผมเป็นใครหรอ สะพักผมก็คิดออกว่านี้ไงคุณลุงที่ผมเคยช่วยเขา ตอนที่เขาประสบอุบัติเหตุเมื่อ 7 ปีก่อน
ใจจริงผมอยากจะถามคุณลุงโตนะครับ ว่าแนนเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม แต่ผมเก็บคำถามนี้ไว้ก่อน คงไม่เหมาะที่จะถามตอนนี้
จากนั้นผม ครูใหญ่ และลุงโต ก็ช่วยกันขนของที่ผมนำมาบริจาคจากท้ายรถผม ขึ้นมาไว้ที่โรงเรียน แล้วก็นั่งคุยถามเรื่องทุกข์สุขของแต่ละคนกันอีกนานพอควร ก่อนที่ครูใหญ่จะถามผมว่า
“แล้วปอจะไปไหนต่อหรอ”
คำถามนี้ตอนมาผมก็ไม่ได้คิดถึงเหมือนกัน ผมแค่คิดว่ายังไงขอให้มาเจอแนนก่อนละกัน อย่างอื่นค่อยว่ากัน ผมคิดอยู่แปปนึงก็ตอบไปว่า
“ผมคงขับรถกลับไปที่ตัวเมือง แล้วก็หาโรงแรมพักสักคืนนึง ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพครับ” ผมตอบกลับ
“ถ้าไม่รังเกียจอะไร พักที่นี้ก็ได้ครับ ให้ผมได้มีโอกาสเลี้ยงข้าวขอบคุณคุณปอสักครั้งนะครับ” ลุงโตรีบเอ๋ยปากชวนผม
ผมคิดอยู่พักนึงก็ตอบตกลงไป เพราะบางทีผมก็อยากจะเดินเล่นที่นี้ อยากจะทบทวนถึงภาพวันเก่าๆที่ผมมีความสุขกับแนนที่นี้
ตอนนี้ก็ 11 โมงกว่าแล้ว ลุงโตเลยของให้ผมกลับไปที่บ้านเขาเพื่อนกินข้าวกลางวันที่บ้านของลุงโต ผมก็ตกลงไปกับลุงโต ส่วนครูใหญ่ขอนั่งทำงานที่โรงเรียนต่อ
ผมให้ลุงโตนั่งรถไปกับผม ลุงโตบอกทางผม ลุงโตพาผมเข้ามาในหมูบ้านแห่งหนึ่ง ที่มีเด็กวิ่งเล่นกันมากมาย เด็กทำหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นรถผม ทุกคนหยุดเล่นกันหมด หันมามองที่รถผม ผมจึงถามลุงโตไปว่า
“ทำไมเด็กที่นี้มองผมแปลกๆหรอครับ”
“ที่นี้ไม่เคยมีรถเก๋งเข้ามาเลย มีก็แค่รถกระบะที่มารับซื้อใบชาของพวกเรา” ลุงโตอธิบายผม ผมก็เข้าใจทันที
จากนั้นลุงโตให้ผมหยุดที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านของลุงโตเอง ผมคุ้นๆกับบ้านหลังนี้มาก คุณลุงชวนผมขึ้นไปบนบ้าน และผมก็เห็นเตียง 3 เตียง ถูกจัดอยู่ แค่ผมเห็นภาพเตียง 3 เตียงผมก็รู้แล้วครับว่าบ้านหลังนี้คือบ้านที่ผมเคยมาพักตอนที่ผมไปเที่ยวเชียงรายกับแนน แต่ที่ห้องนี้เองก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจมาก คือมีรูปของพวกผมที่ไปออกค่าย รูปนั้นถูกขยายใหญ่ และใส่กรอบอย่างดี ติดอยู่ที่กำแพงด้านหนึ่งของบ้านหลังนี้ ผมจ้องไปที่รูปนั้นอยู่นานด้วยความสงสัย และหาเหตุผลว่าทำไมรูปนี้จึงมาอยู่ที่นี้
ลุงโตเดินเข้ามาให้คำตอบผมว่า
“รูปนี้ลูกสาวลุง เขาเอามาติดไว้ เขาเพิ่งเอามาติดไว้ตอนที่เขาเรียนจบ เมื่อ 3 ปีก่อนเอง ตอนที่เขากลับมาเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลตรงโน้นอ่า แนนเขาบอกว่า ติดไว้เพื่อให้คิดถึงคนที่เคยช่วยชีวิตพ่อไว้”
คุณลุงพูดมาแบบนี้ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว ว่าที่นี้คือบ้านเกิดของแนน พ่อของแนนก็อยู่ที่นี้ นั้นเองจึงเป็นสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมแนนถึงอยากกลับมาทำงานที่นี้ และก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ เพราะผมเคยให้ความช่วยเหลือพ่อของแนน แนนเลยอาจจะชอบผมก็เป็นได้
ขณะที่ผมยื่นจ้องรูปถ่ายนี้ น้ำตาผมก็ไหลออกมาทันที ผมเข้าใจแล้ว แนนยังคิดถึงผมอยู่เหมือนเดิม ไม่งั้นแนนคงไม่เอารูปนี้มาติดไว้ที่นี้หรอก แนนอาจจะคิดเหมือนผมก็ได้ ที่คิดว่าผมคงลืมแนนไปแล้ว แนนเลยไม่ติดต่อกลับมาเลย เพื่อไม่ทำให้ผมลำบากใจ
ณ ตอนนี้มีเพียงผมกับคุณลุงโตเท่านั้น ผมเห็นคุณลุงโตกำลังนั่งเตรียมกับข้าวอย่างแข็งขัน ส่วนผมทำตัวไร้ประโยชน์โดยการนั่งเฉยๆอีกแล้ว ผมก็เลยติดสินใจไปช่วยลุงโตทำกับข้าวด้วยดีกว่า
ผมเองก็ช่วยได้แต่ช่วยหั่นโน้นหั้นนี้ หยิบโน้นหยิบนี้ให้ลุงโต ผมพยายามทำตัวให้มีประโยชน์มากที่สุด สะพักลุงโตก็บ่นขึ้นมาว่า
“เนี้ยนะ ตั้งแต่พี่สาวลุงเสียไปนะ ลุงก็ต้องให้แนนมาสอนลุงทำกับข้าว ยังไงมือนี้กินกับข้าวฝีมือลุงไปก่อนนะ เดี่ยวมื้อเย็น แนนกลับมาจะให้กินกับข้าวฝีมือลูกสาวลุง” ลุงพูดขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข
พูดถึงพี่สาวลุงโตที่เสียไป ผมก็นึกถึงคุณยายท่านหนึ่งที่ผมเจอตอนที่ผมมากับแนน นึกแล้วใจหายเหมือนกันที่ท่านไม่อยู่แล้ว ผมยังจำคำหนึ่งของท่านที่ทำให้ผมรู้สึกผิดมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านบอกให้ผมรักแนนให้มากๆ แต่ผมก็ทำไม่ได้
ผมกับลุงช่วยกันทำกับข้าวอยู่นานกว่าจะเสร็จ และก็กินข้าวเทียงกับลุงที่บ้านหลังนี้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่อร่อยเท่าไหร่ก็เถอะ แต่มันก็เต็มไปด้วยความภูมิใจที่อย่างน้อย ส่วนหนึ่งของอาหารมื้อนี้ก็มาจากฝีมือของผมเอง
ตอนบ่ายลุงขอตัวไปเก็บใบชา ลุงก็ชวนผมให้ผมไปด้วย ผมก็ไม่พลาดที่จะไปหรอกครับ ผมอยากจะไปเดินเล่นในสวนใบชาเหมือนกัน ผมกับคุณลุงก็เลยไปที่สวนใบชา โดยคุณลุงขึ้นรถไปกับผม
ผมกับคุณลุงโตก็ช่วยกันเก็บใบชาอยู่นานเหมือนกัน ทำให้ผมได้คิดถึงบรรยากาศเก่าๆได้เยอะเลย และถึงงานนี้มันจะเหนือยกว่าการเอานิ้วกดแป้นพิมพ์ แต่ผมว่ามันเป็นงานที่ปวดหัวน้อยกว่ากันเยอะ และได้อยู่รอบๆธรรมชาติด้วย มันเป็นงานที่ผมทำแล้วไม่เบือเลย ผมทำไปคุยกับคุณลุงไป หยิบนาฬิกาขึ้นมาดูก็พบว่าตอนนี้เวลาบ่าย 3 ครึ่งแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยนเวรของพยาบาลแล้ว ผมเลยถามคุณลุงไปว่า
“บ่าย 3 ครึ่งแล้ว ไม่ทราบว่าแนนเลิกงานยังหรอครับ ให้ผมไปรับไหมครับ”
“อืม...ก็คงกำลังเลิกแล้วแหละ ถ้าไม่มีคนไข้มาเพิ่มนะ ปกติเขากลับมาถึงบ้านก็ราวๆ 5 โมงเย็นได้ จริงๆไม่ต้องรบกวนปอหรอก เดียวแนนเขาก็กลับมาเองแหละ” คุณลุงบอกผม แต่ผมอยากไปจริงๆ ผมเลยหาข้ออ้างไปว่า
“จริงๆผมอยู่ตรงนี้ ก็ช่วยอะไรคุณลุงได้ไม่เยอะ ผมขับรถไปรับแนนมาดีกว่า แนนจะได้กลับบ้านเร็วๆด้วยครับ”
“งั้นก็ตามใจปอละกัน แต่ถ้าแนนไม่กลับมาด้วยก็ไม่ต้องตกใจนะ เพราะแนนเขาไม่ค่อยยุ่งกับผู้ชายคนไหน เดี่ยวลุงรออยู่ที่นี้นะ อย่าลืมกลับมารับลุงด้วยนะ” คุณลุงบอกผม พร้อมกับหัวเราะนิดๆ กลัวผมจะลืมกลับมารับลุง
“ครับ เดี่ยวผมจะรีบไปรีบมานะครับ” ผมบอกลุงก่อนจะเดินออกมา
ผมกลับมาที่รถ พร้อมกับขับมันไปที่พยาบาล ในใจผมตอนนี้ตื่นเต้น และดีใจมาก ตื่นเต้นที่ผมจะได้คุยกับแนนอีกครั้ง และดีใจที่รู้ว่าแนนยังคิดถึงผมอยู่
ผมขับรถเข้าไปจอดในโรงพยาบาล แล้วดับรถ ผมมองผ่านหน้ากระจกรถเข้าไป คราวนี้ไม่เจอแนนแล้ว เจอแต่พยาบาลสองคนยื่นอยู่บนระเบียงมองมาที่ผม ผมตัดสินใจก้าวออกจากรถ ทันที่ที่ผมก้าวออกจากรถ ผมก็เห็นแนนเดินออกมาจากห้องผู้ป่วยรวม แนนกับผมยืนจ้องหน้ากัน ผมยืนอยู่ข้างๆรถผม แนนยืนอยู่ด้านบน ครั้งนี้แนนเห็นหน้าผมชัดๆในรอบ 3 ปี ผมเห็นแนนเอามือขึ้นเช็ดบริเวณหน้าของแนน จากนั้นแนนก็เดินลงบันใดมา
แนนเดินตรงมาหาผม ผมเห็นแนนกำลังร้องไห้ ผมเองก็อดกลั้นความดีใจไม่ได้เหมือนกัน ผมเอามือขึ้นมาเข็ดน้ำตาที่ไหนออกมาเหมือนกัน เมื่อแนนเดินมาหยุดต่อหน้าผม แนนก็ถามก่อนว่า
“เป็นไงบ้างปอ ไม่เจอกัน 3 ปี ยังสบายดีอยู่ไหม” แนนถามผมพร้อมกับเอามือขึ้นมาเช็ดหยดน้ำตา
ใบหน้าแนน ยังคงเหมือนเดิม เต็มไปด้วยความน่ารักสดใส ผมดีใจมากที่เห็นแนนยื่นอยู่ข้างหน้าผมอีกครั้ง ผมตอบแนนกลับไปว่า
“ปอก็สบายดีแหละ แล้วแนนหละ” ผมถามแนนกลับ
“แนนก็สบายดีเหมือนกัน รู้ไหม 3 ปีที่ผ่านมา แนนคิดถึงปอเหมือนเดิมนะ แนนขอโทษนะ แนนขอโทษกับเรื่องวันนั้น...”
แนนพูดยังไม่ทันจบ แนนก็ร้องไห้ออกมายกใหญ่ แนนหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตา แล้วพูดกับผมต่อว่า
“ปอรู้ไหม...วันนั้น...แนนก็ไม่อยากบอกปอแบบนั้นหรอก...แต่ แนนไม่อยากเก็บมันไว้ให้มันสายไปกว่านี้...แนนเองก็เสียใจ...แนนก็รู้ตัวแนนเอง...รู้ดีอยู่แล้วว่าแนนต้องกลับมาอยู่ที่นี้...แต่แนนก็ตกลงใจเป็นแฟนกับปอ...แล้วแนนก็ยังดึงปอให้มาอยู่กับแนนอีก...แนนมันดื้อเองแหละ...แนนมันเอาแต่ใจเอง...ปอรู้ไหมแนนดีใจแค่ไหน...ที่ได้เห็นปอมาที่นี้...แนนคิดว่าชีวิตนี้แนนจะไม่มีโอกาสได้เจอหน้าปออีกแล้ว...” แนนพูดไปร้องไห้ไป ผมได้ยินดังนั้นผมเองก็เสียใจเหมือนกัน ผมเอามือผมไปจับมือแนนแล้วก็บอกแนนว่า
“ปอเข้าใจแนนหมดแล้วแหละ มันไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูกหรอก แนนไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ปอไม่โกรธแนนหรอก อย่าร้องไห้เลยนะ กลับมาเป็นแนนคนเดิม คนเดิมที่ร่าเริงเหมือนก่อนนะ”
แนนยังคงร้องไห้อยู่ แล้วสะพัก แนนก็พุ่งตรงมากอดผม พร้อมกับบอกผมว่า
“แนนขอบคุณปอนะ”
ส่วนผมเองก็ยืนงง เหมือนกันผมไม่นึกเลยนะว่าแนนจะคิดถึงผมเพียงนี้ ผมว่าบางที่ความรู้สึกที่ผมเศร้า อาจจะไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่แนนเศร้าเลยก็ได้ ผมมองไปเห็นพยาบาลเกือบทั้งโรงพยาบาลมองมาที่ผมกับแนน ผมเลยรีบดึงตัวแนนออกจากผม และบอกแนนว่า
“นี้แนน เลิกร้องไห้ได้แล้ว คนเขามองกันทั้งโรงพยาบาลแล้ว รีบกลับบ้านเถอะ คุณพ่อรออยู่นะ”
จากนั้นสะพักแนนก็หยุดร้องไห้ แต่ตายังบวมอยู่เลย เหอะๆ แต่ แนนก็พยายามทำหน้ามีความสุขและบอกกับผมว่า
“เห็นไหม...แนนกลับมาเหมือนเดิมแล้ว” แนนพูดแล้วก็ยิ้ม
ผมก็ยิ้มตอบกลับแนน และก็บอกว่า
“รีบไปเคลียร์งานไป จะได้กลับบ้านได้แล้ว”
“ปอ...ไปเคลียร์งานกับแนนได้เปล่าหละ” แนนชวนผมไป ผมก็ไม่รีรอที่จะเดินไปพร้อมกับแนน
จากนั้นผมก็เดินเข้าโรงพยาบาลไปพร้อมกับแนน ผมดูเหมือนตัวประหลาดอีกแล้ว พยาบาลคนอื่นที่เห็นผมเขาก็ยิ้มๆให้กับผม และก็ยิ้มให้กับแนนเช่นกัน ผมเข้าใจนะว่าพยาบาลคนอื่นคิดยังไง อิอิ
แนนพาผมขึ้นไปที่ห้องผู้ป่วยรวม แนนเหลือตรวจอาหารคนไข้อีก 3 คนและก็ส่งเวรให้กับพยาบาลอีกคน ผมไปที่นั้นก็ช่วยอะไรแนนไม่ได้มากหรอก ผมได้แต่ดูแนนทำงาน แต่เชื่อไหมแค่ผมมองแนนทำงานผมก็มีความสุขแล้วเหมือนกัน แนนคงคิดเหมือนกับผม ขอให้มีผมยืนอยู่ด้วยข้างๆ แนนก็คงมีความสุขแล้วเหมือนกัน
เมื่อแนนจัดการเคลียร์งานของแนนเสร็จ แนนกับผมก็เดินออกมาจากโรงพยาบาล และก็ขึ้นรถผม
เมื่อขับรถไปได้สักแปป แนนก็เริ่มถามผมว่า
“เออปอ...แนนลืมถามปอเลยว่าทำไมปอมาที่นี้หรอ”
“ปอมาบริจาคของให้โรงเรียนบนดอยนี้อ่า และก็จริงๆอยากจะกลับมาเจอแนนด้วยแหละ” ผมตอบขณะที่กำลังสนใจกับการขับรถบนเส้นทางที่วิบากมาก เลยไม่ได้กันไปดูว่าแนนทำหน้ายังไง
“อือ...แล้วปอรู้จักลุงแนนได้ไงหรอ” แนนถามผมต่อ
จากนั้นผมก็เล่าเรื่องของผมที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าให้แนนฟัง แนนก็นั่งฟังอย่างสนใจ
ขณะที่ผมกำลังเล่าเรื่องของผม แนนก็บอกให้ผมหยุดรถ ผมก็งงเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น
“แนน หยุดรถทำไมหรอ” ผมหันไปถามแนน ขณะที่ผมหยุดรถแล้ว
“แนนว่าจะไปไหว้พี่สาวของคุณพ่อหน่อย” แนนบอกผม
“พี่สาวชองคุณพ่อใช่คุณยายคนที่เราเคยไปนอนที่บ้านเขาหรือเปล่า” ผมถามแนนด้วยความสงสัย กลัวจะเข้าใจผิด
“ใช่แหละ เขาเสียแล้ว แล้วบ้านหลังนั้นก็บ้านของแนนเองแหละ และบ้านหลังนั้นก็คือที่ที่แนนเกิดแหละ จริงๆวันนั้นแนนจัดฉากขึ้นมาทั้งหมดเลยแหละ คนแต่ละคนที่แนนไปคุยด้วย แนนก็รู้จักเขาหมดเลยแหละ” แนนอธิบายผม แล้วก็หัวเราะนิดๆ
“จะวัดใจปออะดิวันนั้น” ผมรู้ทันแนน เลยถามกลับไป
“อืม...ก็ใช่แหละ จริงๆแนนก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ว่าปอเป็นยังไง ไม่น่าลงทุนจัดฉาก ให้แนนเสียใจเล่นเลย” แนนพูดแล้วก็ถอนหายใจ
“เอาหน่าแนนอย่าคิดมากเลย มันผ่านไปแล้ว อย่างน้อยการจัดฉากครั้งนั้น มันก็ทำให้รู้ว่าแนนอยู่ที่ไหน ก็ยังดีกว่าอยู่ดีๆหายไป ปอคงตามรอยแนนไม่ถูกแน่นอน” ผมพูดแล้วก็หัวเราะนิดๆ
“แนนเหมือนเด็กเลยเนอะ ผ่านวันนั้นไป แนนก็คิดเหมือนกันนะ ว่าวันนั้นแนนไม่น่าเลือกตอนจบแบบนี้เลย มันคงทำร้ายจิตใจปอมากเหมือนกัน แนนรู้สึกผิดมาก รู้สึกผิดมาจนถึงเมื่อเย็นวันนี้ รู้ไหมตอนที่แนนได้ยินปอบอกว่า ปอไม่โกรธแนนหนะ มันช่วยให้แนนเอาหินกองใหญ่ที่ทับอกแนนมาตั้ง 3 ปี ออกไปได้” แนนบอกผม
“ปอ...ก็เหมือนกันแหละ ตอนแรกปอก็กลัวนะ กลัวว่าแนนจะลืมปอไปแล้ว แต่พอรู้ว่าแนนยังคิดถึงปอเหมือนเดิม ปอก็ดีใจมากเลยนะ รีบกลับมาหาแนน ตอนแรกเห็นปะที่ปอขับรถไป แล้วขับออกมา ตอนแรกนั้นปอก็อยากจะเข้าไปคุยกับแนนนะ แต่กลัวจะทำให้แนนลำบากใจเลยกลับออกมาก่อนดีกว่า”
“แล้วปอรู้ได้ยังไงว่าแนนคิดถึงปอ” แนนถามผมด้วยความสงสัย
“ก็ปอเห็นแนนเอารูปกลุ่มค่ายของปอไปติดไว้ที่บ้านแนน ก็เลยรู้ว่าแนนยังคิดถึงปออยู่ จริงไหม” ผมถามกลับเพื่อดูว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นถูกไหม
“ก็ถูกของปอแหละ เออ...ถามจริงเถอะนะ ปอไม่เสียใจ หรือโกรธแนนบ้างเลยหรอ ที่แนนทำแบบนั้นกับปอ”
คำถามนี้ผมยินดีตอบด้วยความเต็มใจเลยครับ โดยผมตอบไปว่า
“ปอเสียใจมากด้วย โกรธแนนมากด้วยรู้ไหม ที่แนนทำแบบนั้นกับปอ แต่รู้ไหมมีวันหนึ่ง ปอได้มีโอกาสได้เห็นเหมือนที่แนนเห็น ปอก็เข้าใจความคิดของแนนนะว่าแนนคิดยังไง ปอก็เปลี่ยนจากความโกรธ มาเป็นความเข้าใจแนน และคำขอโทษ”
แนนทำหน้างงๆและถามผมกลับว่า
“ปอพูดอะไรแนนไม่เข้าใจ ปอเห็นอะไรเหมือนที่แนนเห็นหรอ แล้วทำไมปอต้องมาขอโทษแนนด้วย ปอไม่ได้ทำอะไรผิดนะ”
“ปอจะขอโทษที่ปอทำให้แนนผิดหวัง ปอรู้นะทำไมแนนชอบปอ แต่มันคงสายไปแล้วแหละ ปอเพิ่งรู้เมื่อวันที่ปอได้มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในโรงพยาบาล ปอเลยรู้ว่าแนนคิดยังไงกับการเป็นพยาบาล และเข้าใจว่าทำไมแนนอยากมาอยู่ที่นี้ ปอรู้ตัวเองดี ตลอดเวลาที่แนบคบกับปอ ปอทำแต่สิ่งที่แนนไม่ชอบ ไม่เคยใสใจในรายละเอียดของแนน ไม่เคยใส่ใจแนนเลยว่าแนนชอบยังไง...” ผมยังพูดไม่ทันจบแนนก็ตะโกนออกมาว่า
“พอแล้วปอ...” จากนั้นแนนก็ร้องไห้อีกแล้ว ผมเงียบทันที
“พอแล้วปอ...เรื่องเก่าๆแนนก็ไม่อยากคิดถึงมันหรอก แนนเองก็ผิดเหมือนกันแหละ ที่ไปกำหนดชีวิตปอ ว่าปอต้องเป็นแบบโน้นแบบนี้ แต่พอมันไม่ใช่ แนนก็ทิ้งปอไปแบบไร้เยื่อใย แนนก็รู้สึกผิดพอกันแหละ รู้สึกผิดจนไม่กล้ากลับไปหาอีกเลย ทั้งๆที่จริงอยากจะไปหาปอใจจะขาด” แนนพูดไปร้องไห้ไป ก็อย่างที่ผมคิด แนนเองก็เสียใจไม่น้อยไปกว่าผม
ผมหยิบกระดาษทิชชูไปให้แนนเช็ดน้ำตา และเอามือแตะที่ไหล่แนน พร้อมกับบอกว่า
“อืม...มันผ่านไปละแหละ ตอนนี้ไม่มีใครติดใจใครแล้วนะ”
จากนั้นแนนก็ร้องไห้อีกสะพัก พอแนนเลิกร้องไห้ผมก็บอกแนนว่า
“เรารีบไปไหว้คุณยายกันก่อนเถอะ เดียวจะเย็นเสียก่อน”
จากนั้นผมกับแนนก็ลงจากรถ และกำลังจะเดินขึ้นไปบนเนินเล็กๆแห่งหนึ่ง แนนถามผมว่า
“แนนจับมือปอได้ไหม”
ตอนนี้คำถามของผมข้อต่อไปคือ ผมกับแนนจะเป็นยังไงกันดี ความรู้สึกผมตอนนี้คือ แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว ผมไม่อยากให้มันไปไกลกว่านี้ เพราะมีอะไรหลายๆอย่างที่ผมยังไม่พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมยังคงต้องกลับไปเผชิญความจริงที่กรุงเทพอีก ผมจึงตัดสินใจตอบแนนไปว่า
“อย่าเลยแนน ตอนนี้เราก็ไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว อย่าทำไรให้มันดูเกินเลยกว่าเพื่อนเลยนะ”
“แนนรู้ตัวเองว่าเราคงไม่เหมาะที่จะเป็นแฟนกันหรอก ชิวิตของแนนกับปอมันอาจจะไม่มีวันบรรจบกันหรอก แต่แนนอยากให้ปอรู้ว่า ปอไม่ใช่เพื่อนธรรมดาของแนน ปอทำให้ชีวิตแนนมีความสุข มีความทุกข์ ปอทำให้แนนรู้อะไรมากมาย นานๆปอจะมาหาแนนที ช่วยทำให้แนนมีความสุขหน่อยนะ แค่จับมือกันเองนะ น่ารักดีออกเหมือนเด็กๆ” แนนพูดแล้วก็ยิ้มๆเหมือนเด็กๆจริงๆ
ผมก็รู้สึกดีใจนะที่แนนคิดแบบนั้น มันเหมือนเรื่องทุกอย่างที่ค้างคาใจผมมา 3 ปีมันจบลงแล้ว ผมกับแนนกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ไม่สิต้องเป็นเพื่อนที่พิเศษด้วย
ผมจับมือแนนเดินขึ้นเนินดินเพื่อเคารพหลุมศพของคุณยายด้วยกัน ผมเองคิดถึงคุณยายเหมือนกัน ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ผมอยากจะบอกท่านว่า
“ผมขอโทษนะที่ผมไม่สามารถรับแนนได้ตลอด แต่ผมสัญญาว่าผมจะเป็นเพื่อนที่ดีกับแนนตลอดไป...”
เรื่องราวต่อจากนี้ไปก็ไม่มีอะไรมากแล้วครับ ผมก็พาแนนกลับ ไปรับคุณลุง แล้วก็กลับบ้านคุณลุง ช่วยกันทำอาหารตามเคย แล้วก็คุยเล่นกับแนนสักแปปก็เข้านอน
ตื่นเช้ามาแนนก็ทำอาหารมือเช้าให้ผมกิน จากนั้นผมก็ขับรถไปส่งแนน แล้วก็ลาแนนตรงนั้นแหละครับ ก็ถือว่ารักแรกของผมนั้นจบลงแล้วครับ เหลือไว้เพียงความทรงจำดีๆ แต่ยังไงก็ตามผมจะไม่มีวันลืมแนนหรอกครับ ถ้าผมมีเวลาว่าง ผมจะแวะไปหาแนนบ่อยๆ

จะว่าไปเรื่องนี้ผมคงต้องขอบคุณอะไรบ้างหละ คงต้องไล่แต่ขอบคุณคุณลุงโตที่ทำให้แนนได้เจอผม ขอบคุณร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัยผมที่ทำให้ผมได้ท้องเสียจนต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่งั้นผมก็คงไม่ได้เจอแนน ขอบคุณหัวหน้าผมที่ให้โอกาสผมไปทำงานที่โรงพยาบาล ขอบคุณแหม่มที่ทำให้ผมคิดได้ และสุดท้ายผมต้องขอบคุณแนนครับ ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ความรัก ความเศร้า และมุมมองของชีวิตมากมาย ที่ทำให้มุมมองของชีวิตผมเปลี่ยนไปตลอดกาล...




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2553 16:47:53 น.
Counter : 188 Pageviews.  

Part 9 :: ช่องว่าง

ช่องว่าง
ผมคิดได้อย่างนั้นผมก็เลยเริ่มปฏิวัติตัวเอง สิ่งแรกที่ผมทำคือจัดห้องน้องผมใหม่ดีกว่า พูดแล้วก็หยิบถึงใหญ่มาใบหนึ่ง เพื่อจะทำการคัดเลือกของที่ไม่ใช้แล้วไปทิ้งเสีย
จากนั้นผมก็จัดการรื้อของทุกอย่างในห้องผม จากนั้นผมก็เจอของที่ผมไม่นึกว่าผมจะมีเหมือนกัน มันคือดีวีดีหนึ่งแผ่นที่มีหน้าปกเขียนว่า
“บันทึก...ความหลัง...ความทรงจำกับค่ายเพื่อน้อง”
และบนหน้าปกยังมีรูปผมติดอยู่ด้วย
ผมนึกในใจผมเคยไปค่ายนี้ด้วยหรอเนี้ย นึกๆอยู่ก็คิดออกว่าเคยไปอยู่ครั้งหนึ่งตอนผมอยู่ปี 1 ที่โดนเพื่อนๆลากตัวไป ผมเองก็อยากรู้ว่าสมัยก่อนผมเป็นยังไงเหมือนกัน ผมเลยเก็บดีวีดีนั้นไว้ก่อน
และเมื่อผมทำความสะอาดห้องเสร็จ ผมก็ไม่รีรอที่จะเปิดดีวีดีแผ่นนั้นมาดูรูปเก่าๆ ผมรีบนำแผ่นดีวีดีแผ่นนั้นใส่เข้าไปในโน้ตบุ๊กผม สภาพแผ่นยังสะอาดไร้รอยขีดขวด บอกให้รู้เลยว่าผมจบจากค่ายนั้นมาก็ไม่เคยหวนคิดถึงค่ายนั้นอีกเลย
ข้างในแผ่นดีวีดีมีเฉพาะไฟล์รูปภาพ และถูกแบ่งออกตามวันที่ต่างๆ บันทึกตั้งแต่วันที่รถไฟเริ่มออกจากสถานี ผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าครั้งนั้นเราไปที่ไหนกัน ผมเริ่มดูตั้งแต่วันแรก เพื่อย้อนคิดถึงวันเก่าๆ
5 ตุลาคม วันนั้นเป็นวันที่เริ่มออกค่ายวันแรก ภาพถ่ายส่วนใหญ่ ถ่ายตอนที่พวกผม กับเพื่อนๆกำลังขนสิ่งของใส่เข้าไปในรถไฟ ดูใบหน้าทุกคนมีความสุขมากมาย ไม่ว่าของที่จะยกนั้นหนักเพียงไหน และก็มีรูปผมกับกันถ่ายคู่ ตอนที่กำลังช่วยกันยกของด้วย อิอิ...ตอนนั้นผมยังหน้าเด็กๆอยู่เลย เหอๆๆ เดียวนี้ผมก็เปลี่ยนไปเยอะ
6 ตุลาคม เปิดมาภาพแรกผมก็ต้องใจแล้วครับ มันเป็นภาพที่แอบถ่ายผมกับกันเพื่อนผมนอนเอาหัวพิงกันแบบไร้สติ ตอนนั้นเป็นเวลาเช้าด้วย แสงแดดส่องมาได้บรรยากาศคู่เกย์จริงๆ ผมเองก็อดขำไม่ได้เหมือนกันนะ ตอนที่เห็นภาพนั้น และก็มีภาพแอบถ่ายอยู่เรื่อยๆเต็มไปหมด ดูแล้วก็ตลกดี คนที่ว่าสวยๆ ตอนนอนนี้ก็หมดรูปได้เหมือนกันแฮะ
ในวันนั้นก็มีรูปแอบถ่ายตอนมาถึงที่สถานีรถไฟจังหวัดเชียงราย ก็มีรูปพวกเรากำลังขนของขึ้นรถกรมป่าไม้ แล้วก็มีรูปพวกเรายืนอยู่บนรถของกรมป่าไม้ก่อนที่รถกรมป่าไม้จะพาเราขึ้นไปบนดอย
จากนั้นก็มีรูปวิวที่ถ่ายพี่เขาถ่ายไปเรื่อยๆตามสองข้างทางถนน แต่ผมมาสะดุดตาที่รูปหนึ่งเป็นมันเป็นรูปร้านโชว์หวยเก่าๆร้านหนึ่ง ที่มีคนจำนวนมากกำลังนั่งจ้องทีวีกัน ผมไม่สงสัยหรอกว่าทำไมพี่เขาถ่ายร้านโชว์หวยร้านนี้ เพราะมันเป็นภาพที่หายากมากๆ นานจะเห็นภาพแบบนี้ที แต่ผมสงสัยว่าผมเคยเห็นร้านโชว์หวยร้านนี้ มันคล้ายๆกับร้านโชว์หวยที่ผมเห็นตอนที่ผมไปกับเที่ยวดอยที่เชียงราย แต่ผมก็เก็บความสงสัยไว้ก่อน ไม่อยากให้ขัดอารมณ์อยากรื้อฟื้นความหลังของผม
ตอนเย็นๆมีรูปพวกผมกำลังกางเต็นท์นอนที่สนามหน้าโรงเรียนหนึ่ง และมีรูปประธานค่ายมาเปิดค่ายครั้งนี้ โดยจุดประสงค์ของค่ายครั้งนี้คือสร้างถังเก็บน้ำไว้ใช้ในโรงเรียน
วันที่ 7 – 9 ตุลาคม ก็คือช่วยวันที่ 3 ถึง 5 ของค่ายนี้ รูปภาพมันก็ซ้ำๆกันคือมีภาพของคนที่กำลังแบกของไปทำโน้นทำนี้ ใครทำที่ทำกับข้าวก็โดนถ่ายไปกับเขาด้วย โดยเฉพาะคนที่อู้ไม่ยอมทำงาน แอบไปหลับในเต็นท์ก็ไม่รอดโดนถ่ายเช่นกัน
วันที่ 10 ตุลาคม คือวันที่ 6 ของค่ายนี้ ตอนแรกผมก็คิดว่ามันเป็นวันธรรมดาเหมือนวันอื่นๆ แต่ผมว่ามันไม่ธรรมดาคือ อยู่ดีๆพี่เขาก็ถ่ายรถกระบะคันหนึ่ง พร้อมกับคนขับ ระกระบะคันนั้นก็เก่าๆ แต่ยังสามารถวิ่งไปไหนมาไหนได้อย่างสบายๆ จากนั้นก็ตามมาด้วยรูปผม กับกันและเพื่อนผู้หญิงอีก 1 คน ที่ถ่ายบนท้ายกระบะคันนั้น แสดงว่าผมกับกันต้องได้รับภารกิจไปทำอะไรบางอย่าง จากนั้นรูปต่อมาก็ตามด้วยรูปวิวเป็นชุด และคำตอบของภารกิจนี้ผมก็หาคำตอบได้จากรูปต่อๆมาคือ ไปซื้อของที่ตลาด ซื้อของเยอะมาก เป็นถุงๆเลยก็ว่าได้ มีทั้งขนม ผัก ข้าวสาร และเนื้อหมูไก่จำนวนมาก ผมพอนึกออกละว่าวันนั้นเราจะเลี้ยงอาหารเย็นเด็กกัน ก็เลยต้องไปซื้อของมาเยอะขนาดนี้
รูปต่อๆไปถ่ายพวกอาหารว่าซื้ออะไรไปบ้าง และก็มีรูปผมนั่งถ่ายคู่กับกองอาหาร จากนั้นก็เป็นรูปวิวอีกตามเคย และผมก็สะดุดที่รูปอีกรูปหนึ่ง เป็นรูปรถมอเตอร์ไซด์ที่ล้มอยู่ริมถนน มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ริมขอบถนน และมีเศษอาหารกระจัดกระจายเต็มไปหมด ภาพนั้นคงเล่าเรื่องได้ว่า ผู้ชายคนนั้นขับรถมอเตอร์ไซด์มา แล้วคงเกิดเสียหลักล้มลงข้างทาง ผู้ชายคนนั้นคงมีอาการบาดเจ็บที่ขาทำให้ลุกขึ้นมาเดินไม่ได้ ได้แต่นั่งรอความช่วยเหลือที่ริมถนน ภาพต่อมาคือภาพผมที่กำลังช่วยหาไม่อะไรมาดามขาผู้ชายคนนั้นไว้ ก่อนที่ผมจะยกผู้ชายคนนั้นขึ้นหลังรถกระบะ พร้อมกับรถมอเตอร์ไซด์ของเขา
ภาพต่อนี้ก็ทำให้ผมอึ้งมาก เพราะเป็นรูปโรงพยาบาลที่ทำด้วยไม้ขนาดสองชั้นที่อยู่บนดอยแห่งนั้น มันเป็นโรงพยาบาลที่คล้ายกับที่โรงพยาบาลที่ผมกับแนนเคยไปด้วยกัน ผมว่าใช่เลยครับสถานที่ที่แนนพาผมไป ยิ่งประกอบกับรูปร้านโชว์หวยอีกผมว่า แนนพาผมมาที่เดียวค่ายนี้แล้ว
ภาพต่อๆไปก็เป็นรูปแผนกทำครัวละ ขยันขันแข็งช่วยกันทำกันใหญ่ และก็มีรูปแท่งน้ำที่เสร็จแล้วด้วย ดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อเนอะ สมัยก่อนผมเคยทำตัวมีประโยชน์ถึงขั้นไปสร้างถังเก็บน้ำให้เด็ก
เสร็จแล้วก็คือกิจกรรมตอนเย็นที่เลี้ยงอาหารเย็นเด็กๆ มีเด็กมากินเยอะเหมือนกัน พี่ตากล้องเขาก็ถ่ายรูปตอนที่เด็กๆมารับอาหารขนม และอุปกรณ์การเรียนไว้เยอะเหมือนกัน เห็นภาพเด็กบนดอยนั้นก็น่ารักไปอีกแบบ ไม่ต้องแต่งตัวสวย ไม่มีชุดสวยๆใส่ แต่มันก็น่ารักแบบชนทบ แบบใสๆตามภาษาของเด็ก ไม่ใช่น่ารักเพราะการแต่งตัว
พอเด็กๆกินอาหารเสร็จพวกผมก็แสดงบนเวทีให้เด็กดู และก็มีผู้ปกครองบางคนก็มาดูเหมือนกัน ผมก็ลืมไปแล้วเหมือนกันนะเนี้ยว่าสมัยก่อนผมเคยใส่ชุดเด็กดอยกับเขาเหมือนกัน แล้วก็ไปเต้นบนเวทีกับเพื่อนๆคนอื่นๆ ผมดูแล้วยังแอบขำเลย ว่าเราไปเต้นอะไรติงต๊องบนเวทีด้วย สมัยก่อนนี้ผมช่างกล้าจริงๆ
รูปภาพที่พวกผมกำลังแสดงบนเวทีนั้น ถูกแทรกเป็นระยะๆด้วยภาพบรรยากาศจากคนดู พี่ตากล่องเขาก็จะแอบถ่ายเด็กคนโน้นคนนี้มาเรื่อยๆ จนในที่สุดผมก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า พี่ตากล้องคนนั้นถ่ายไปยังรูปผู้ชายคนหนึ่งทื่ยืนอยู่ข้างๆต้นไม้ ซึ่งผู้ชายคนนั้นเองก็คือผู้ชายคนที่พวกผมช่วยเหลือตอนเมื่อเช้า ที่ขาเขาถูกเข้าเฝือกจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ล้ม และเขาก็มาพร้อมกับผู้หญิงสาวคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าหญิงสาวคนนั้นจะแต่งชุดที่เก่าๆ สีซีดๆ และมีรอยเลอะเทอะเต็มไปหมด ปล่อยผมให้ยุ่ง แต่ผมก็จำเธอได้แม่นว่าเธอคือแนนแน่ๆ ผมขยายรูปภาพนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าเธอคือแนนจริงๆ และผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอคนนั้นคือแนน ผมงงเหมือนกันว่าแนนมาอยู่ที่นี้ได้ยังไง ผมจ้องที่ภาพนั้นอยู่นานเหมือนกัน มันเป็นอีกภาพของแนนที่ดูน่ารักเหมือนกัน บางทีถ้าผมคิดว่าใครน่ารัก ไม่ว่าเขาจะทำตัวให้เซอๆขนาดไหน ในสายตาผม...เขาก็ยังคงน่ารักเหมือนเดิม
ผมรีบเปิดดูภาพที่เหลือของวันที่ในวันที่ 10 – 11 ตุลาคม อย่างรวดเร็ว เพื่อจะเจอคำตอบว่าแนนปอยู่ที่นั้นได้ยังไง เขามาทำอะไรในที่แห่งนี้ แต่ผมก็ไม่เจอรูปภาพอะไรที่เกี่ยวกับแนนอีกเลย
ได้เวลาที่ผมต้องกลับมานั่งคิดอีกแล้ว ผมสงสัยจริงๆนะว่าแนนไปอยู่ที่นั้นได้ยังไง แนนบอกผมว่าแนนอยู่ที่ลำปาง เรียนจบมัธยมปลายมาจากลำปาง อืม...ใช่แนนพูดถูก แนนเรียนจบม.ปลายมาจากลำปางแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแนนจะเกิดที่ลำปางหนิ แนนอาจจะเกิดบนดอยแห่งนี้ก็ได้ และผู้ชายคนที่ผมช่วยเขาไว้จากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์ล้มก็อาจจะเป็นคนคนหนึ่งในครอบครัวของแนนก็ได้
จากนั้นผมก็ร้อง “อ๋อ” ขึ้นมาในใจผม ผมเข้าใจแล้ว...ผมเองก็เพิ่งรู้นิสัยที่แท้จริงของคนที่เป็นพยาบาลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแนน แนนเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น แนนจะมีความสุขมากที่ได้ช่วยเหลือคนที่เขาไม่สบาย ณ ค่ายนั้น แนนได้มีโอกาสเจอผม แนนเห็นผมช่วยเหลือเด็กๆ ไปสร้างถังเก็บน้ำให้เด็กๆ เห็นผมสนุกกับการเต้นท่าปัญญาอ่อนบนเวทีให้เด็กดู เพื่อให้เด็กมีความสุข เพราะเหตุนั้นเองแหละแนนจึงคิดว่าผมกับแนนมีอะไรที่เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นการที่ผมได้เคยเข้าไปช่วยเหลือญาติคนหนึ่งในครอบครัวของแนน นั่นเองจึงทำให้แนนประทับใจในตัวผม และทั้งหมดนี้คือคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมแนนถึงชอบผม
จบจากคำถามนี้ ก็ต้องคิดต่ออีกหนึ่งคำถามคือ อะไรทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับแนนเปลี่ยนไป ผมย้อนกลับไปคิดถึงคำพูดของแหม่ม ที่พูดว่าถ้าคนเราคิดหรือมองคนละมุมมองกัน มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ ดังนั้นผมก็เลยคิดว่าไม่ผมก็แนนแหละ คนหนึ่งที่เปลี่ยนไป แต่คำตอบข้อนี้...ผมเองแหละที่เปลี่ยนไป
ผมนั่งคิดไปน้ำตามันก็ค่อยๆไหลออกมา ผมเองคิดผิดมาตลอด ผมคิดว่าแนนก็เหมือนผู้หญิงทั่วไป ที่ชอบคนมาเอาใจ ชอบคนที่พาไปเที่ยวบ่อยๆ ชอบคนที่เข้ามาแล้วทำให้ชีวิตของเขาสบายขึ้น แต่สำหรับแนนมันไม่ใช่เลย แนนต้องการคนที่คิดเหมือนแนน มีอุดมการณ์เดียวกับแนนแค่นั้นก็พอ
และนั้นเองก็เป็นเหตุผลว่าทำไมแนนจึงทำหน้าเหมือนไม่ค่อยมีความสุขตอนที่ผมพาแนนไปเที่ยวตามห้างใหญ่ๆ แต่กลับกัน...ตอนที่ผมกับแนนได้ไปเที่ยวกันที่บนดอยที่ไม่แม้แต่น้ำหรือไฟ แต่แนนกลับมีความสุขมากกว่า ก็คงเป็นเพราะแนนไม่ชอบสังคมเมือง สังคมที่มีการแข็งขันแย่งมาซึ่งเงิน...ปราศจากมิตรภาพดีๆระหว่างกัน
ตอนนั้นผมน่าจะมองอะไรให้ลึกกว่านี้ ผมเองก็ยอมรับนะว่าตอนนั้นผมอยากมีเงินเยอะๆ เพราะจะได้มาซึ่งความสบายต่างๆ ง่ายๆเลยนะถ้าคุณมีเงินเหลือกินเหลือใช้ คุณก็อาจจะจ้างคนขับรถไปรับไปส่งคุณได้อย่างสบาย ดีกว่าที่ต้องมานั่งรถเมล์ แต่จะมีใครคิดย้อนกลับไปไหมว่ากว่าจะได้มาสิ่งเงินก้อนนั้นคุณต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง สำหรับผมการตามล่าเงินก้อนนั้นทำให้ผมต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตผมไป นั้นก็คือแนน และผมต้องสูญเสียจิตวิญญาณในความเป็นตัวเองของผมไป โดยเฉพาะตอนที่ผมดูรูปเก่าๆจากค่ายนั้น ผมคิดเสมอว่าสมัยก่อนเลยเราเคยทำอะไรดีๆแบบนี้ด้วยหรอ ทุกวันนี้ผมรู้สึกตัวเองเลยว่า ผมไม่สนใจคนอื่นเลย ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมีความสุขที่สุด คนอื่นจะเป็นจะตายยังไงไม่เคยสนใจ ไม่เคยคิดจะไปทำอะไรเพื่อคนอื่น ตัวเราเองยังเอาตัวไม่รอดเลย แต่ในความเป็นจริงแล้วถึงแม้ว่าเราเองยังเอาตัวไม่รอด แต่เราก็มีอะไรที่ดีกว่าคนอื่นๆอีกมากมาย
ผมเองก็ต้องขอบคุณทั้งแหม่ม ทั้งแพร และหัวหน้าผม ที่ให้โอกาสผมได้ไปที่โรงพยาบาลSPKC ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างไปจากที่ผมเคยเห็น และที่สำคัญที่สุดคือผมได้เข้าใจแนน ผมสัญญากับตัวเองเลยว่า จะไม่ทำตัวแบบนี้อีกแล้ว ผมจะทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม อย่างที่แนนพยายามทำมาตลอด
อีกหนึ่งความรู้สึกจากส่วนลึกในใจผม ถามผมว่า “แล้วแนนจะรู้สึกยังไง” ผมว่าแนนคงเสียใจไม่น้อย และผมว่าแนนอาจจะเสียใจมากกว่าผมก็เป็นได้ ที่วันหนึ่งคนที่แนนรักหมดหัวใจ และฝากความหวังไว้ที่ผม โดยหวังว่าผมจะเป็นอย่างที่แนนคิด แต่ผมก็ทำให้แนนผิดหวัง และไม่เพียงเท่านั้น ผมยังมีความคิดตรงข้ามกับแนนอย่างสิ้นเชิง พยายามขัดขวางแนนทุกอย่าง ผมไม่รู้จริงๆว่าแนนจะคิดยังไงกับผม แนนไม่เคยติดต่อกลับมาเลย แนนอาจจะโกรธ จะเกลียดผมจนเข้ากระดูกดำไปแล้วก็ได้ แต่ ณ ตอนนี้ ผมบอกได้คำเดียวครับ…
ผมไม่สนว่าแนนจะคิดยังไงกับผม แต่ผมจะไปหาแนน ไม่ว่าแนนจะอยู่ไกลขนาดไหน ผมจะไปขอโทษแนน และบอกแนนว่าผมเข้าใจแล้วว่าแนนคิดยังไง...




 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2553 10:09:47 น.
Counter : 135 Pageviews.  

Part 8 :: รื้อฟื้น

รื้อฟื้น
ผมรีบเอามือเช็ดน้ำตาที่รินไหลออกมา แหม่มคงไม่ทันเห็นเพราะเขาบ่นอยู่ยาวมาก ส่วนผมเองก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจกับเรื่องที่แหม่มบ่นให้ผมฟังสักเท่าไหร่ เพราะในใจเองก็คิดถึงเรื่องเก่าๆของผมกับแนนอยู่ ผมหันมาสนใจแหม่มอีกครั้งตอนที่แหม่มเรียกผม พร้อมกับทำตัวให้หายจากอาการเศร้า เพราะไม่อยากให้แหม่มสงสัย
“นี้...พี่ปอ...ฟังแหม่มอยู่หรือเปล่าเนี้ย” แหม่มสะกิดผม พร้อมกับถามผม
“เออๆ...ฟังอยู่ดิแก” ผมตื่นจากความคิดผม แล้วหันกลับมาสนใจแหม่ม
“พี่ปอ...หิวข้าวอะ...ทำไงดี” แหม่มพูดแล้วก็ยิ้มๆ พร้อมกับเอามือชี้มาที่ท้องของแหม่ม
“เนื้ย...เพราะพี่ปอคนเดียวเลยรู้ไหม ตอนเที่ยงพี่ปอไม่หิว แหม่มเลยไม่กล้าสั่ง ทั้งที่จริงหิวจนใส่ทะลุอยู่แล้ว” แหม่มพูดเสริม
“เออ...ไปหาไรกินก็ได้ เดี่ยวพี่เลี้ยงเอง” ผมบอกแหม่มกลับด้วยความเต็มใจ
จากนั้นแหม่มก็ทำหน้าดีใจ เหมือนเด็กน้อยคนหนึ่งที่อายุ 22 แหม่มนำทางผมไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรื่องร้านหนึ่ง มันก็เป็นร้านตึกแถวธรรมดา แต่ที่เรื่องร้านนี้ก็เป็นเพราะเป็นร้านที่ใกล้วิทยาลัยมากที่สุด
เมื่อเดินเข้าไปในร้านแหม่มกับผมก็นั่งคนละฝั่งกัน เพื่อที่จะได้คุยกันสะดวกๆ
“นี้ๆพี่ปอ...พี่ปอต้องกินเล็กต้มยำของร้านนี้ อร่อยที่สุดเลยนะ” แหม่มสั่งให้ผม ผมก็พยักหน้าอืมๆ สั่งอะไรมาก็ได้ผมกินได้หมด
แล้วแหม่มก็จัดการสั่งให้ผม พร้อมกับน้ำมาสองแก้ว ทันทีที่แก้วน้ำวางถูกเสริฟลงบนโต๊ะ แหม่มก็คว้าขึ้นมาดูดเข้าไปจนหมดไปครึ่งแก้ว ส่วนผมได้แค่จิบๆก็เกินพอแล้ว ผมจึงแซวแหม่มไปว่า
“เป็นไงหละ บ่นมาก หิวน้ำเลยเห็นไหม”
แหม่มทำหน้างอนๆผมอีกแล้ว แล้วแหม่มก็ตอบผมว่า
“เชอะ...ไม่พูดก็ได้” แล้วแหม่มก็เงียบไปทำเป็นไม่สนใจผม
ผมนั่งขำเมื่อได้เห็นแหม่มทำท่าทางเด็กๆออกมา มันก็เป็นภาพที่น่ารักเหมือนกัน ผมเลยแซวแหม่มต่อไปอีกว่า
“นี้อยู่ถามจริงเถอะ ไม่เคยได้คุยกับใครเลยหรอ มาเจอพี่แค่ไม่ถึงวันนี้คุยสนิทอย่างกับคบกันมาเป็นปี”
“เออ...หนิ วันๆแหม่มก็ไม่ได้ออกไปไหน อยู่แต่ในวิทยาลัย แฟนก็ไม่มีให้โทรหา จะโทรไปคุยกับที่บ้านก็เกรจใจเวลางานเขา” แหม่มบ่นออกมาเป็นชุด ผมคิดในใจไม่น่าแซวเลย
“ใครจะเหมือนพี่ปอหละ คงมีสาวๆให้คุยเยอะ จนไม่มีเรื่องจะคุยกับแหม่มเลยอะดิ” แหม่มเริ่มกัดผมแล้ว
“เออ...ไม่มีหรอกสาวอะไรของแกอ่า พี่อยู่คนเดียวสบายใจกว่า” ผมตอบตามความจริงไป ไม่รู้สิชีวิตผมเคยเจอคนดีๆอย่างแนน ทำให้บางครั้งมีใครคนอื่นเข้ามา แล้วเขาไม่เหมือนแนน ผมก็ไม่ค่อยสนใจเขาเท่าไหร่
“ไม่เชื่อหรอก...อย่างพี่ปออะ แต่งตัวดีขนาดนี้ มีหรอที่ผู้หญิงจะไม่มอง”
แหม่มพูดจบผมหันมองซ้ายมองขวาว่าผมแต่ตัวดียังไง ผมว่าผมแต่ตัวเฉยๆนะ ในบรรดาเพื่อนๆที่ทำงานด้วยกันก็แต่งตัวแบบนี้กันหมด
“ไม่เกี่ยวหรอกแก นะช่างเหอะ เปลี่ยนเรื่องดีกว่า” ผมขอตัดบทเพราะผมไม่อยากพูดเรื่องแฟนๆ เดี่ยวจะมีช่องให้แหม่มกัดผมได้อีก
แต่ผมก็ลืมไป เพราะการตัดบทนั้น มันก็เป็นการส่อพิรุจน์อย่างหนึ่งให้แหม่มได้กัดผมได้จริงๆ
“อันแน่...พี่ปอ พี่ปอต้องมีความหลังกับเรื่องแฟนๆแน่เลย แหม่มว่านะพี่ต้องมีแฟนเป็นพยาบาลแน่ๆเลย พี่ถึงได้บอกว่าพยาบาลสวยงาม และอีกอย่างพี่ก็รู้ด้วยว่าเวรบ่ายขึ้นบ่าย 3 ครึ่ง พี่ปอไม่ต้องมาโกหกแหม่มเลย บอกแหม่มมาซะดีๆ ว่าเคยมีแฟนเป็นพยาบาล หรือว่ากำลังคบๆอยู่”
แหม่มถามจี้ผมแบบนี้ ผมรู้สึกว่าผมไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกที่ผมไม่อยากคิดถึงมัน คิดถึงเหตุการณ์นั้นจะผ่านไปแล้วถึง 3 ปี แต่มันก็เป็นเหตุการณที่ผมยังทำใจไม่ได้ ผมยังจำได้ถึงทุกวินาทีในวันวันนั้น ผมจำได้ว่าผมเหมือนคนบ้าไม่กินอะไรไม่อยากทำอะไร เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเหตุการณ์แบบนี้กับผม และผมเลือกที่จะยุติเรื่องอันหน้าเศร้าในชีวิตผมด้วยการฝั่งมันลงไปในความจำของผมให้ลึกที่สุด และหวังว่าสักวันผมจะลืมมัน
แต่วันนี้ทำให้ผมรู้ว่า ความจำชิ้นนั้นที่ผมฝั่งมันลงไปนานถึง 3 ปีแล้ว มันยังคงอยู่ดีเหมือนเดิม และมันพร้อมจะทิ้งแทงผมทุกครั้งที่คิดถึงมัน และตอนนี้เองที่ผมถูกมันทำร้าย
ผมก้มหน้าลง เพื่อไม่ให้แหม่มเห็นหยดน้ำตาน้อยๆที่มันรินไหลออกมาจากนัยน์ตาแห่งความเศร้าของผม และผมพูดก็ออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอนว่า
“แกเลิกบีบพี่ซะทีเถอะเรื่องแฟน พี่เคยมีแฟนเป็นพยาบาลจริงๆ แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว” ผมหลบที่จะไม่พูดคำว่าเลิกกัน เพราะผมรับไม่ได้จริงๆ
จากนั้นก๋วยเตี๋ยวก็มาเสริฟ แหม่มยังคงนั่งนิ่ง ไม่สนใจก๋วยเตี๋ยวแต่อย่างใด ส่วนผมยังคงนั่งก้มหน้า ปล่อยให้เวลาและน้ำตาช่วยให้ผมค่อยๆลืมมันไป
ผมได้ยินเสียงแหม่มลุกขึ้นแต่ผมไม่สนใจว่าแหม่มไปไหน แต่สะพักผมก็รู้สึกว่ามีมือนุ่มๆมาแตะที่ไหลผม พร้อมกับกระซิบเบาๆที่ข้างหูผมว่า
“แหม่มเข้าใจพี่นะ พี่อย่าเสียใจไปเลยนะ แหม่มขอโทษนะ แหม่มไม่หน้าถามพี่ปอเลย”
คำขอโทษของแหม่ม ก็ช่วยอะไรผมไม่ได้หรอก ผมยังคงร้องไห้ต่อไปอีกชั่วครู่หนึ่ง และแหม่มก็ยังคงแตะที่ไหล่ผมตลอดไม่ไปไหน
เมื่อผมรู้สึกดีขึ้น ผมเอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบน้ำตาของผม แต่ทันใดนั้นเองผมก็รู้สึกว่าแหม่มเอาอะไรนุ่มๆมาใส่ที่มือผม
“พี่ปอไม่ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดหรอก ใช้กระดาษทิชชูนี้แหละเช็ด เช็ดเสร็จจะได้ทิ้งมันไปเลย ไม่ต้องเก็บมันไว้กับตัว” แหม่มบอกผม
ผมรู้สึกดีขึ้นทันทีที่ผมได้ยินคำนั้น ผมไม่นึกเลยว่าเด็กนิสัยกวนๆอย่างแหม่มจะสามารถพูดประโยคเด็ดๆแบบนี้ได้ แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าอย่างน้อยผมยังมีคนที่คอยห่วงใยผมอยู่
ผมเอาทิชชูที่แหม่มให้ผม เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของผม และผมก็เงยหน้าขึ้นมา และมองไปหาแหม่มทันที แหม่มกำลังยิ้มอย่างน่ารัก ลักยิ้มบนใบหน้าของแหม่มช่วยเพิ่มความน่ารักขึ้นอีกมากมาย และนั้นเองก็เป็นภาพที่สวยที่สุดในวันนั้น ถึงแม้ว่ามันจะไม่สวยเท่ารอยยิ้มของแหม่ม แต่มันก็มากพอจะทำให้ผมมีความสุขในช่วงเวลานี้ได้
“นี้พี่ปอเลิกร้องไห้ได้แล้ว คนเขามองกันทั้งร้านแล้ว รบกินก่อนนะ เดี่ยวมันจะไม่อร่อย” แหม่มบอกผมพร้อมกับยื่นตะเกียบและช้อนให้ผม ส่วนผมหันไปมองรอบๆ คนอื่นๆทำเหมือนไม่สนใจ แต่จริงๆแล้วก็สนใจ เพราะยังมีแอบมองกลับมาหาผมอีก
ครั้งนั้นผมรู้สึกอายมาก อยากจะมุดดินหนีไปจริงๆ แต่ท่าทางจะหนีไปคนเดียวไม่ได้ เพราะแหม่มก็คงอายไม่ต่างจากผมเท่าไหร่ ผมรับรับช้อนและตะเกียบจากแหม่ม และรีบกินอย่างสุดชีวิต เพื่อที่จะได้ออกไปจากร้านนี้
แหม่มเห็นผมรีบกิน แหม่มคงเข้าใจและแหม่มก็คงจะอายไม่แพ้ ผมกับแหม่มรีบกินก๋วยเตี๋ยวจานนั้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครชวนใครคุย เมื่อผมกินเสร็จผมก็เรียบเก็บเงิน พนักงานเก็บเงินก็เดินผมอย่างรวดเร็ว และจ้องที่หน้าผมเหมือนผมเป็นตัวประหลาด แต่ผมก็เป็นตัวประหลาดจริงๆหนิหน่า ผมรีบจ่ายเงินแล้วเดินออกมา
“พี่ปอ...พี่ปอจะไปไหนต่อหรอ” แหม่มเรียกผมจากทางด้านหลัง เพราะผมเดินนำหน้าแหม่มออกมาจากร้าน
“ก็กลับหอพักพี่...อะดิ ไม่รู้ดิพี่อยากพักผ่อนแล้วอ่า” ผมบอกแหม่ม
“พี่ไปเดินเล่นกับแหม่มที่สวนสาธารณะเป็นเพื่อนแหม่มก่อนได้ไหม” แหม่มชวนผม
เป็นความคิดที่ดีที่เดียว กลับหอไปผมก็ไม่ได้อยู่หออยู่ดีแหละ ต้องออกไปหาที่เที่ยวเล่นอีก
“อืมๆ ก็ได้ แกนำทางพี่ไปก็ได้” ผมบอกแหม่ม
จากนั้นแหม่มก็นำทางผมไปที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในละแวกนั้น บรรยากาศก็งั้นๆ ไม่รมรื่นเท่าที่ควร เพราะมันอยู่ใจกลางกรุง คนเลยเยอะเป็นพิเศษ
ผมเดินเล่นไปเรื่อยๆ เดินดูธรรมชาติที่หายากในเมืองกรุง ผมดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา บางคนก็เดินเล่น บางคนก็มาออกกำลังกายท่าต่างๆ ผมน่าจะมาที่นี้บ่อยๆนะ เพราะผมรู้สึกดียังไงไม่รู้ อาจเป็นเพราะที่นี้เป็นที่ที่ผมสามารถมองไปไหนได้ไกลๆ ไม่ต้องถูกตีกรอบด้วยกำแพงหรือตึกสูงๆ และที่สำคัญผมว่าสีเขียวของต้นไม้มันหน้ามองกว่าสีดำๆเทาๆของกำแพงตึกเยอะ
“พี่ปอ แหม่มขอโทษพี่ปอนะ เรื่องที่ร้านก๋วยเตี๋ยวอ่า” แหม่มบอกผม ขณะที่ผมกับแหม่มกำลังเดินเล่นกันอยู่
“อืม...ลืมมันไปเถอะ” ผมบอกแหม่ม เพราะผมไม่อยากคิดถึงมันอีก
“พี่ปอจะลืมมันง่ายๆได้ไง แหม่มรู้ว่าพี่ปอไม่มีวันทำใจได้หรอ” แหม่มพูด
“แล้วจะให้พี่ทำไง เศร้าไปเรื่อยๆหนอ จะให้พี่ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนหรือไง” ผมถามแหม่ม
“อะเอาไป” แหม่มพูดพร้อมกับหยิบกระดาษทิชชูให้ผมก้อนนึง
“ไอบ้า...เอามาให้พี่ทำไม”
“ก็เพื่อพี่จะร้องไห้ไง จะได้รีบเอามันไปเช็ดก่อน คนอื่นจะได้ไม่เห็น ที่นี้คนเยอะด้วย ไม่เหมือนร้านก๋วยเตี๋ยว แหม่มอายคนอื่นเขา เดียวเขาหาว่าเป็นแฟนกันหรอก” แหม่มตอบผม
“เออ...ถ้างั้นแกก็อย่าถามเรื่องแฟนเก่าพี่สิ”
จากนั้นแหม่มก็ยัดก้อนทิชชูก้อนหนึ่งเข้ามาในมือผม ผมหันไปมองแหม่มว่าเจ้าหนูน้อยที่จะทำอะไรของมัน จากนั้นแหม่มก็บอกผมว่า
“เรื่องแบบนี้อ่า มันก็เคยเกิดขึ้นกับตัวแหม่มนะ แหม่มว่านะมันไม่มีทางที่จะลืมไปหรอก แหม่มว่าเราต้องยอมรับกับมันให้ได้ และเข้าใจให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่งั้นถ้าวันหน้าพี่มีเรื่องอะไรสะเทือนใจมากๆ พี่ก็จะกลายเป็นเศร้า ที่ได้แต่เก็บเรื่องเศร้าๆไว้ ยอมรับความจริงไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว” แหม่มบอกผม
“มันไม่ใช้ว่าพี่ยอมรับมันไม่ได้ พี่ก็ยอมรับมันนะว่ามันเกิดขึ้นแล้ว แต่พอคิดถึงมันก็ยังรู้สึกเจ็บๆอยู่ดีแหละ แหม่มไม่เป็นพี่...แหม่มไม่เข้าใจหรอก คิดง่ายๆนะแหม่ม ถ้าวันหนึ่งแหม่มรักใครคนหนึ่งมากๆ แล้วตื่นขึ้นมาเขาก็หายไปจากชีวิต ด้วยเหตุผลที่พี่ไม่มีวันเข้าใจ แหม่มจะรู้สึกยังไงหละ” ผมหันกลับไปถามแหม่ม
“เหตุผลอะไรหรอ บอกแหม่มได้ไหม” แหม่มถามผม
“ก็เขาบอกว่า...เขาอยากกลับไปเป็นพยาบาลบนดอย แต่พี่ไม่ยอมไปด้วย เขาก็เลยไม่คุยกับพี่อีกเลย” ผมบอกแหม่ม พร้อมกับหยิบทิชชูน้ำตาหนึ่งหยดที่มันไหลออกมา
แหม่มไม่ได้ตอบอะไรผม แต่แหม่มพาผมนั่งเล่นที่ม้านั่งอันหนึ่ง แล้วก็บอกให้ผมมองไปรอบๆ พร้อมกับบอกกับผมว่า
“พี่ดูสิ อย่างคนที่มาสวนสาธารณะ เขายังมาด้วยวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกันเลย บางคนเขาก็มาออกกำลังกาย บางคนเขามาก็เพราะเพื่อนชวน บางคนก็มาเดินคู่กับแฟน มันไม่จำเป็นหรอกที่คนจะมาสวนสาธารณะเพราะจุดประสงค์เดียวกัน ความคิดของคนเรามันไม่เหมือนกันหรอก แต่ความคิดของคนคนๆหนึ่ง มันอาจจะไม่เหมือนกับคนอีกคนก็ได้”
“พี่รู้...ความคิดของคนเรามันไม่เหมือนกันหรอก แต่พี่เสียใจที่ว่าเราคบกันมา 2 ปีกว่า ความผูกพันที่เรามีด้วยกันมันไม่ทำให้แนนเปลี่ยนความคิดของแนนบ้างเลยหรอ” ผมถามกลับแหม่ม
“ไม่รู้นะ คำว่าแฟนในความคิดของแหม่มคือ คนที่มีความคิดคล้ายกันมากที่สุด มีสิ่งที่ชอบ และไม่ชอบคล้ายๆกัน เขาใจกัน แนนว่าบางทีมันก็ไม่ถูกนะ ที่จะให้ใครเปลี่ยนเพื่ออีกคนคนหนึ่ง” แนนบอกผม
ผมก็นั่งคิดตามแนน รักที่สวยงามมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ผมคบกับแนนมา 2 ปี ทุกอย่างสวยงามมาตลอด ไม่เคยทะเลาะหรือเข้าใจผิดกันสักครั้ง แต่ผมก็ไม่เข้าใจ ทำไมตอบจบถึงเป็นเช่นนั้น
ระหว่างที่ผมนั่งคิดอยู่ แหม่มก็ถามคำถามที่ผมไม่เคยถามตัวเองมาก่อนขึ้นมาคือ
“พี่ปอ...แหม่มถามหน่อยนะ พี่ไปจีบพยาบาลคนนั้นเองหรอ”
ผมนั่งคิดอยู่นานว่าจะตอบยังไงดี และก็ตอบไปว่า
“เปล่าหรอก...ก็มีวันนึ่งพี่ไม่สบายเข้าโรงพยาบาล แล้วเขาก็มาช่วยดูแลพี่อย่างดี พิเศษกว่าคนอื่นๆ พี่ก็เลยถามว่าเขาชอบพี่หรอ เขาก็บอกชอบ พี่ก็เลยคบเขาตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา
แหม่มยิ้ม พร้อมกับหัวเราะนิดๆ พร้อมกับแซวผมว่า
“นิดหน่า...พี่ถึงบอกว่าพยาบาลเป็นสิ่งที่สวยงาม ไม่เหมือนพวกเด็กๆ เห็นพยาบาลเหมือนกับนางมารร้ายถือเข็มฉีดยามาฉีดที่ก้น”
ผมก็ยิ้มๆ และก็หัวเราะนิดๆ แล้วแหม่มก็ถามผมต่อว่า
“แล้วทำไมพยาบาลคนนั้นเขาชอบพี่อ่า”
ผมนั่งคิดอยู่นานมากๆ แหม่มก็จ้องหน้าผมเพื่อรอฟังคำตอบจากผม แต่ผมก็นึกไม่ออกจริงๆว่าแหม่มชอบผมเพราะอะไร หน้าตาก็คงไม่ใช่ นิสัยหรอ ผมว่านิสัยผมก็ออกจะหยาบคายไม่น่าโรแมนติกตรงไหนเลย ชอบที่ผมเทคแคร์แนนดีนะหรอ อันนี้คงไม่ใช่ เพราะแนนชอบผมก่อนที่ผมจะคบกับแนนเสียอีก ผมจนปัญญาจริงๆ เลยตอบไปว่า
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
แหม่มสวนกลับมาอย่างรวดเร็วเลยว่า
“อ้าวพี่ปอ เป็นแฟนกันไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบกันหรอ พี่ปอบ้าหรือเปล่าเนี้ย คนเรามันก็ต้องมีเหตุผลนะ แหม่มว่ายิ่งคนที่มีอุดมการณ์อย่างพยาบาลคนนั้น เขาต้องมีเหตุผลที่เขามาชอบพี่ปอแน่ๆ”
“พี่ก็ว่าอย่างนั้น แต่พี่ก็ไม่รู้หนิว่าอะไรคือเหตุผลของเขา”
จากนั้นแหม่มก็ช่วยแหม่มนั่งนึกเหตุผลต่างๆมากมาย ที่คิดว่าสมเหตุสมผลที่ทำให้แนนชอบผมได้ ช่วยกันนั่งคิดกันอยู่นานแต่มันก็ไม่มีข้อไหนที่สมเหตุสมผลเลย สุดท้ายผมจึงบอกแหม่มไปว่า
“แกเลิกเถอะ พี่ไม่อยากรื้นฟื้นเรื่องเก่าๆ แล้วแหละ ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ”
“ไม่ได้นะพี่ปอ ถ้าพี่ปอไม่หาสาเหตุว่าทำไมความรักของพี่ปอถึงได้มีจุดจบแบบนั้น พี่ปอก็จะไม่มีความสุขไปตลอดเลยนะ พอคิดถึงเขาขึ้นมา พี่ปอก็จะจำแต่ว่า ทำไมอยู่ดีๆเขาถึงไปจากพี่ปอ พี่ปอไม่อยากเปลี่ยนความคิดของพี่ปอหรอ เอาแบบว่า...พอคิดถึงเขาขึ้นมา พี่ปอจะเจอกับภาพที่สวยงามของเขาอ่า”
ผมคิดตามที่แหม่มพูด มันก็จริงของแหม่มนะ ตอนนี้คิดถึงแนนที่ไรก็มีแต่ภาพเศร้าๆ ผมเองก็อยากจะเปลี่ยนภาพนั้นเหมือนกัน ให้มันเป็นภาพที่สวยงามเท่านั้น
“อืม...พี่จะลองดูละกัน พี่เองก็อยากจะเก็บเฉพาะภาพที่สวยงามเอาไว้เท่านั้น พี่จะลองรื้อฟื้นหาคำตอบดูละกัน เพื่อพี่จะเจอเหตุผลนั้น และคิดว่ามันคงจะเป็นคำตอบของคำถามที่คาใจพี่มานาน” ผมรับปากกับแหม่ม
“อืม...สู้ๆนะพี่ปอ” แหม่มให้กำลังใจผม
จากนั้นแหม่มก็พาผมเดินเล่นที่นั้นจนแสงแดดพระอาทิตย์จวนจะตกดิน ผมกับแหม่มก็แยกย้ายกันกลับที่พักของแต่ละคน
ผมกลับถึงหอพักของผม เมื่อผมเปิดประตูเข้าไปในห้องพักของผม ความคิดผมก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากเดิมเมื่อผมเห็นสภาพห้องผม ผมก็บ่นตลอดเลยว่า
“นี้มันห้อง หรือรังหนูกันเนี้ย ไม่อยากอยู่แล้วไปหาที่เที่ยวดีกว่า”
แต่วันนี้ผมกับคิดว่า
“นี้มันห้อง หรือรังหนูกันเนี้ย ทำไมมันรกอย่างนี้ เราทนอยู่ไปได้ยังไง ทำความสะอาดมันดีกว่า”
ส่วนหนึ่งที่ผมคิดได้อย่างนั้น ก็เพราะภาพของเด็กน้อยที่ตึกชั้น 16 และผมคิดได้ว่าเราเองเกิดมามีทุกอย่างครบ ก็น่าจะทำตัวให้มีประโยชน์ ไม่ใช้ทำตัวเรื่อยเปื่อย ไร้ค่ากว่าคนที่ไม่ครบ 32 ประการอีก
“เกิดมาทั้งทีก็ควรอยู่อย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่อยู่แบบชังกะตายไปวันๆ”




 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2553 0:04:08 น.
Counter : 158 Pageviews.  

Part 7 :: เข้าใจ

เข้าใจ
“แล้วแกทนอยู่กับมันได้หรอ พี่ว่าถ้าพี่มาเป็นพยาบาลอย่างแก พี่ทนรับมันไม่ไหวหรอก เจอภาพแบบนี้สุขภาพจิตเสียหมด” ผมดื่มชาเย็นเข้าไปอึกหนึ่งอึก แถมถอนหายใจอีกหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะตอบ
“ได้ดิ...สบายมาก มันแล้วแต่คนด้วยแหละพี่ พี่ดูอย่างพวกหมอศัลยกรรม วันๆอยู่แต่กับอะไรไม่รู้ ผ่าตับ ผ่าหัวใจ ถึงหนูจะเห็นมาเยอะแล้วก็เถอะพี่ แต่ก็ยังขยะแขยงอยู่เลย”
“ถ้าเป็นพี่ เห็นการผ่าตัดสดๆ พี่คงเป็นลมไปเลยแหละ” ผมพูดเสริมขึ้นพร้อมกับหัวเราะนิดๆ
“ไหนบอกเราก็หดหูเหมือนกันตอนที่เข้ามาโรงพยาบาลครั้งแรก แล้วทำไมตอนนี้บอกสบายมากละแหละ” ผมถามแหม่ม พร้อมกับตั้งใจฟังคำตอบจากแหม่ม
“เออเนอะ...หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน เหอๆ มันคงชินแล้วมั้งพี่” แหม่มตอบแล้วก็ขำ ส่วนผมนั่งเซ็งไปตามๆกัน เพราะผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมคนที่ไม่ชอบสิ่งหนึ่ง แต่อยู่ดีๆกลับมาชอบและทนอยู่กับมันได้
จากนั้นแหม่มก็เปลี่ยนเรื่องคุย ไปคุยเรื่องอื่นที่สนุก และเฮฮา คงเป็นเพราะแหม่มคงไม่อยากเห็นทำหน้าหงอย แต่ถึงจะเปลี่ยนเรื่องไปยังไง ผมก็ยังอยากจะรู้ถึงคำตอบของคำถามว่า
“ทำไมคนที่เคยหดหู่เมื่อเข้าไปในโรงพยาบาล กลับสามารถอยู่ในโรงพยาบาลนี้ได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร”

ผมนั่งคุยเล่นกับแหม่มได้สักพัก แพรก็โทรตามให้ผมกับแหม่มกลับไปที่ใต้ตึกเดิม เพื่อเตรียมแก้ไขวีดีโอที่จัดต่อ ตามข้อแก้ไขจากอาจารย์ และผู้ปกครอง ผมกับแหม่มจึงยุติการสนทนากัน และเดินกลับไปที่ตึกนั้น
ผมเริ่มตัดต่องานตอนบ่าย 2 โมง ตอนบ่าย 3 โมงครึ่งผมก็เขียนดีวีดีต้นฉบับรุ่นปรับปรุงของวีดีโอตัวนี้เสร็จ ทันทีที่แผ่นดีวีดีเขียนเสร็จ มันก็ดีดออกมาจากโน้ตบุ๊กผมตามปกติ พร้อมกับเสียงของแพรที่บอกผมว่า
“พี่ค่ะ อาจารย์เขาอยากให้พี่ขึ้นไปด้วยอะค่ะ งั้นพี่เอาวีดีโอนี้ไปเปิดให้อาจารย์ดูเลยละกันนะค่ะ”
ผมจ้องหน้าแพร ด้วยอาการตกใจ ในใจยังคิดอยู่ว่าเขาจะเรียกผมไปทำไม ผมทำอะไรผิดไหม บัตรผมก็ติดครบนิหว่า
“แล้วทำไมพี่ต้องไปด้วยหละ เราไปไม่ได้หรอ” ผมถามแพร
“ไม่มีอะไรหรอกพี่ อาจารย์เขาแค่อยากจะขอบคุณพี่ที่มาช่วยถึงวิทยาลัย และก็ชำระค่าใช้จ่ายให้พี่ด้วย” แพรตอบกลับ
ฟังแล้วก็ใจชื้นเหมือนกัน แต่ในใจก็เกรงๆเล็กน้อย ไม่รู้จะทำตัวยังไงดี
แหม่ม แพร เดินนำทางผม ขึ้นไปบนตึกๆหนึ่งในวิทยาลัย ผมก็ไม่ได้สนใจเรื่องเส้นทางเท่าไหร่ เดินตามเขาไปเรื่อยๆ แล้วก็มาหยุดที่หน้าห้องเห็น เขียนว่า ดร. ดวงใจ แล้วแหม่มก็หันมาถามผมว่า จะให้แหม่มเข้าไปเป็นเพื่อนด้วยไหม ตามนิสัยผมแล้วชอบลุยเดียวมากกว่า เพราะบางทีทำอะไรผิดพลาดไปจะได้ไม่มีใครเห็น...เหอๆ ผมเลยบอกแหม่มว่าจะเข้าไปคนเดียว
เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เจออาจารย์ผู้หญิงท่านหนึ่งกำลังนั่งพิมพ์งานอยู่ หน้าตาของท่านอยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ อายุราวๆ 30 ปี ใบหน้าของอาจารย์ดูสดใส ไม่เครียด และเป็นคนสบายๆ ซึ่งดูแตกต่างจากอาจารย์ท่านอื่นๆที่จบปริญญาเอกที่มักจะหน้าตาในแบบฉบับที่เห็นแล้วบอกได้เลยว่าท่านเรียนเก่งมากๆ
“สวัสดีค่ะ” อาจารย์ผู้หญิงท่านนั้นกล่าวทักทายผม
“สวัสดีครับ” ผมทักทายกลับ พร้อมกลับยกมือขึ้นมาไหว้
“เชิญนั่งตรงนี้เลย...ค่ะ” อาจารย์ท่านนั้นพูดพร้อมกับยิ้มให้ผม ทำให้รู้สึกว่าการมาหาอาจารย์ครั้งนี้ไม่หน้ากลัวอย่างที่คิดไว้
จากนั้นผมก็ไปนั่งที่เก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับอาจารย์ จากนั้นผมก็ยื่นแผ่นดีวีดีให้กับอาจารย์พร้อมกับบอกว่า
“อาจารย์ครับ นี้แผ่นดีวีดีที่มีวีดีโออยู่ข้างในครับ”
อาจารย์ท่านนั้นนำแผ่นดีวีดีที่ผมยื่นให้ไปใส่ในโน้ตบุ๊กของอาจารย์ เมื่อเครื่องอ่านแผ่นทำงาน โปรแกรมพาวเวอร์ดีวีดีก็ทำงานโดยอัตโนมัติพร้อมกับเล่นวีดีโอที่ผมเป็นคนตัดต่อ และอาจารย์ก็หันโน้ตบุ๊กให้ผมได้ดูด้วย
จากนั้นผมกับท่านก็นั่งดูวีดีโอด้วยกันจนจบ จะว่าไปผมก็ไม่เคยดูวีดีโอที่ผมเป็นคนตัดต่อเองตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนกัน เพราะเวลาตัดต่อจะสนใจเฉพาะฉากที่เราสนใจ เมื่อได้มีโอกาสได้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบก็รู้สึกดีใจเหมือนกันไม่นึกว่าเราจะทำได้เนียนขนาดนี้
“ขอบคุณมากนะค่ะ ที่มาช่วยน้องๆกับอาจารย์ทำงานชิ้นนี้เสร็จ” อาจารย์หันกลับมาหาผม พร้อมกับกล่าวขอบคุณ สีหน้าของอาจารย์ยิ้มแย้มมาก แสดงถึงความพอใจในผลงานชิ้นนี้มาก
“ครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ มันเป็นหน้าที่ของผม” ผมตอบกลับไป
“อย่างนี้แสดงว่าปกติคุณก็ไปรับงานช่วยนิสิตตัดต่อแบบนี้อยู่แล้วหรอค่ะ” อาจารย์ท่านถามเหมือนสนใจมาก
“เปล่าครับ ผมได้รับคำสั่งจากบริษัทให้มาช่วยน้องๆทำครับ” ผมตอบตามความเป็นจริง
“อ๋อ...เห็นคุณคิดแค่ 1500 เองก็เลยสงใสว่าปกติรับงานแบบนี้อยู่ เพราะส่วนใหญ่จะคิดราวๆ 3000 กันทั้งนั้น” อาจารย์พูดให้ผมฟัง
สำหรับเรื่องนี้คงต้องขอบคุณทางหัวหน้าผมที่ไม่ได้เรียกค่าตัวแพงเกินไป
“ว่าแต่คุณไม่ลองรับงานตัดต่อ อะไรพวกนี้บางหรอค่ะ ครูว่าน่าจะได้รายได้ดีเหมือนกัน” อาจารย์ท่านนั้นแนะนำผม
ผมนั่งคิดอยู่พักนึง ก่อนจะตอบไปว่า
“อย่าเลยดีกว่าครับ ฝีมือผมยังไม่เท่าไหร่ และก็งานที่ผมทำอยู่ตอนนี้ก็โอเคแล้วครับ เลยไม่อยากดิ้นรนอะไรอีก”
“แล้วตอนนี้คุณทำอะไรอยู่หรอค่ะ ตอนแรกนึกว่าทำด้านตัดต่ออยู่นะเนี้ย”
“อ๋อ...จริงๆแล้วผมเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ครับ งานตัดต่อนี้แค่งานอดิเรกสมัยตอนเรียนอยู่มหาลัยครับ” ผมตอบไป และอาจารย์ก็สนใจอย่างมาก
“รู้ไหนสมัยก่อนครูก็เคยสอบติดบัญชีคอมเหมือนกัน แต่เรียนไปแล้ว ครูรู้สึกว่ามันไม่ใช่แนวครูอ่า...ก็เลยมาเป็นพยาบาล” อาจารย์พูดไปหัวเราะไป
ผมเริ่มสนใจขึ้นมาทันที ผมว่าอาจารย์ท่านนี้น่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดได้ข้ามสายขนาดนี้
“โอโห อาจารย์เปลี่ยนแนวไปเลยนะครับ แล้วทำไมอาจารย์ถึงคิดเปลี่ยนแนวขนาดนั้นหรอครับ อาจารย์ไม่ชอบหรอครับ” ผมถามอาจารย์
“เรื่องความคิดของคนแต่ละคนเนี้ย มันคงคิดไม่เหมือนกันหรอก แต่ถ้าคุณถาม อาจารย์ก็จะเล่าในมุมมองของอาจารย์ให้คุณฟังละกันนะ”
ผมพยักหน้าตอบกลับอาจารย์ และอาจารย์ก็เริ่มเล่าให้ผมฟังว่า
“คนเรามันก็แปลกถนัดทำอะไรบางอย่างแต่กลับไม่มีความสุขในการทำมัน ที่บ้านอาจารย์ทำร้านขายของ คุณแม่ของอาจารย์ก็ให้อาจารย์คิด และตรวจสอบบัญชีให้ เขาก็สอนทำโน้นทำนี้ และพอตอนหลังมีคอมพิวเตอร์เข้ามา อาจารย์เลยลองใช้คอมมาช่วยทำบัญชี ตอนเข้ามหาลัยไปก็เลยตัดสินใจเลือกบัญชีคอม ตอนนั้นอาจารย์เองก็เหมือนโดนตีกรอบมาพอสมควร โตมากับบัญชี ไม่มีโอกาสได้เห็นสิ่งอื่นๆ จนได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยก็ได้มีโอกาสเจอกับผู้คนหลายสาขามากขึ้น จนมีอยู่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสไปออกค่ายกับเพื่อนๆ รู้สึกจะเป็นค่ายชนบทอะไรทำนองนั้นแหละ แล้วเพื่อนป่วยเป็นไข้สูงมาก อาจารย์เองก็เลยต้องช่วยดูแลเพื่อน ตอนแรกก็ทำไม่เป็นหรอก ก็มีรุ่นพี่ที่เป็นพยาบาลก็มาสอนให้ว่าต้องเช็ดตัวอย่างโน้นอย่างนี้ อาจารย์ก็ตั้งใจทำอย่างดี ในความคิดอาจารย์ตอนนั้นอยากให้เพื่อนคนนี้กลับมาหายไว เห็นเพื่อนไม่สบายแล้วอาจารย์ไม่สบายใจ อาจารย์ดูแลเขาดีมาก จนจบค่ายก็เลยโดนแซวว่าเป็นคู่กัน” อาจารย์หยุดหัวเราะแปปนึงก่อนจะเล่าต่อว่า
“นั้นแหละเป็นจุดเริ่มต้น พอเพื่อนอาจารย์ไม่สบายอีก อาจารย์ก็ช่วยปฐมพยาบาลเข้าอย่างดี อยากให้เพื่อนๆหายดี ทำให้อาจารย์รู้ตัวเองว่า อาจารย์ก็ชอบดูแลคนอื่นเหมือนกัน สนใจว่าเราเป็นอะไร ทำยังไงถึงหาย และประกอบกับตอนนั้นพ่อของอาจารย์ไม่สบาย อาจารย์ก็เลยย้ายมาเรียนพยาบาล”
อาจารย์เล่าจบแล้วแต่ผมยังนั่งคิดเก็บสาระสำคัญจากสิ่งที่อาจารย์พูดมา
“แล้วคุณหละ ถนัดเขียนโปรแกรม แต่สนุกกับการตัดต่อหรือเปล่าหละ” อาจารย์ถามผมกลับ
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ” ผมตอบตามความจริง แล้วก็หัวเราะนิดๆ
“นี้สำหรับค่าเหนื่อยนะ ยังไงก็ขอบคุณเรามากนะ ไว้มีโอกาสคงได้เรียกใช้บริการอีกนะ” อาจารย์พูดแล้วก็ยืนเงินมาให้ผม
ผมก็รับเงินไป แล้วผมก็เดินออกจากห้องอาจารย์ ออกไปก็เจอแหม่มนั่งรอผมอยู่ ทั้งทีที่ผมปิดประตูห้องอาจารย์ แหม่มก็เริ่มบ่นผมเลยว่า
“โหย...พี่ปอเข้าไปคุยอะไรกับตั้งนานเนี้ย แพรรอไม่ไหวไปก่อนละเนี้ย”
“เออ...คุยกับอาจารย์นิดหน่อย งานเสร็จแล้วไม่มีปัญหาอะไร บอกแพรได้งานเสร็จแล้ว” ผมบอกแหม่ม
“ดีละ งั้นก็เสร็จงานพี่ละนะ พี่ก็กลับได้ละนะ เดินลงจากตึกแล้วเลี้ยวซ้ายผ่านตึก...” แหม่มพูดพร้อมทำมือบอกเส้นทาง แต่ผมขัดจังหวะแหม่มก่อน เพราะถึงแหม่มจะอธิบายละเอียดเพียงใด มันคงไม่มีประโยชน์สำหรับผม เพราะผมคงหลงแน่นอน
“หยุดเลย...บอกไปพี่ก็หลง เราพาพี่ไปส่งหน่อยไม่ได้หรอ” ผมบอกแหม่ม
“ไม่ได้อ่า แหม่มอยากจะไปลาคุณยายคนหนึ่งก่อนอ่า เขาจะกลับตอนบ่าย 4 นี้แล้ว เขาเข้ามาเป็นผู้ป่วยในมาตั้งหลายเดือนแล้ว ตอนนี้หายแล้วอยากจะไปส่งเขาหน่อย” แหม่มบอกผมพร้อมกับยกนาฬิกาขึ้นมาดู ตอนนี้ก็บ่าย 3 ครึ่งแล้ว
“อ้าว...วันนี้เราขึ้นเวรบ่ายหรอ บ่าย 3 กว่าแล้วจะไปทันหรอ ชุดพยาบาลก็ยังไม่ได้ใส่เลย” ผมสงสัยเลยถามไป
“เปล่า...แค่จะไปส่งเข้าเฉยๆ ไม่ได้ไปทำงาน ไม่ต้องใส่ชุดพยาบาลก็ได้” แหม่มตอบกลับมา
“โธ่...คนไข้พิเศษเปล่าเนี้ย” ผมแซวแหม่ม พร้อมกับหัวเราะนิดๆ
“อย่าพูดแบบนั้นสิ...พี่ไม่เคยเป็นพยาบาลพี่ไม่เข้าใจหรอก” แหม่มพูดพร้อมกับทำหน้างอนผม ผมยืนคิดอยู่แปบนึง เพื่อคิดว่าจะทำยังไงต่อดี แล้วผมก็ตอบแหม่มไปว่า
“งั้น...ให้พี่ไปด้วยได้ไหม เราลาคุณยายเสร็จ พี่ค่อยกลับก็ได้ พี่ไม่รีบ” ผมบอกแหม่ม แหม่มยืนคิดอยู่พักนึงก่อนจะตอบกลับมาว่า
“ก็ได้...แต่อย่าไปซนที่ไหนนะ”
ผมพยักหน้าตอบรับแหม่ม จากนั้นแหม่มก็พาผมลัดเลาะตามตึกต่างๆ และก็พาผมมาที่หอผู้ป่วยในแห่งหนึ่ง
ผมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้น 8 ตึกนั้นแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งซ้ายเป็นเตียงผู้ป่วยรวม ฝั่งขวาเป็นห้องคู่ ตรงกลางมีที่นั่งพร้อมกับมีโทรทัศน์ให้ดู แหม่มเดินไปทางขวา และตรงไปที่ห้องผู้ป่วยห้องหนึ่ง และบอกผมว่า
“รอที่นี้ก่อนนะ อย่าไปซนที่ไหนหละ เดินเล่นได้ แต่อย่าไปกวนพยาบาลคนไหนนะ” แหม่มบอกผมก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องนั้น
ผมเดินกลับมานั่งรอที่ที่นั่ง และก็นั่งดูทีวีไปเพลินๆ ผมมีโอกาสอยู่กับตัวเองคนเดียว ตอนนั้นไม่มีใครเดินมาบริเวณนั้นเลย รายการโทรทัศน์ตอนนั้นก็ไม่มีอะไรชวนน่าดู ผมเลยเดินไปที่หน้าต่างเพื่อมองดูพื้นที่แถวนั้นจากมุมสูง
มองออกไปก็เจออะไรต่างๆมากมาย แต่สิ่งที่ผมสะดุดตาที่มากที่สุดคือ สนามเทนนิสที่อยู่ในพยาบาล คงมีไว้เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้พักผ่อน นอกจากสนามเทนนิสแล้วยังมีคนคู่หนังนั่งอยู่ด้วยกัน เห็นภาพนั้นแล้วก็ชวนให้คิดถึงแนน ที่สมัยก่อนชอบนั่งด้วยกันที่สนามเทนนิสในโรงพยาบาลแบบนี้เป็นประจำ
จากนั้นผมก็เริ่มนึกอะไรบางอย่างได้ สถานที่ที่ผมกับแนนเจอกันบ่อยมากที่สุดคือที่โรงพยาบาล แต่เชื่อไหมผมไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้หรอ คงเป็นเพราะผมไม่เคยได้สนใจมัน ผมสนใจแต่แนน ผมไม่เคยสนใจเลยว่าสภาพรอบๆจะเป็นอย่างไร มีคนไข้เจ็บป่วยมากน้อยขนาดไหน แต่วันนี้ผมมาโรงพยาบาลคนเดียว ได้มีโอกาสขึ้นมาในตึกผู้ป่วยในนี้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมมาเพราะไม่มีรู้จะไปไหน (ไม่อยากอยู่ที่ใต้ตึกนั้น เดียวจะมีอาจารย์ เดินมาแล้วมองผมแปลกๆ) ก็เลยได้เห็นอะไรเยอะขึ้น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ไปโรงพยาบาลก็เพื่อจะหาแนนเท่านั้น
ผมยืนจ้องตรงนั้นได้สะพักแหม่มก็เดินออกมา พร้อมกับแซวผมว่า
“โหพี่ปอ...ยืนถ่ายมิวสิกอยู่หรอ แสงใช้ได้เลย” แหม่มพูดแบบคนอารมณ์ดี มือถือขนมถุงใหญ่มาด้วยหอหนึ่ง ผมเลยแซวกลับไปว่า
“อืม...เด็กน้อยได้ขนมเลยดีใจขนาดนี้”
“ไม่เลยนะพี่ปอ ดีใจที่คุณลุงหายดีแล้วตังหาก ไม่เกี่ยวกับขนมเลย รู้ไหนคุณลุงคนเนี้ยแหม่มดูแลเขามาตั้งนานนะ ตอนเข้ามาใหม่ๆไม่สบายหนักมากเลย แต่ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ปอ ฝีมือการดูแลของแหม่มทำให้คุณลุงหายเป็นปกติแล้ว” แหม่มพูดอย่างดีใจ
“อืม...รีบไปกันเถอะ พี่อยากกลับแล้ว เย็นแล้ว” ผมพูดพร้อมกับยกนาฬิกาขึ้นมาดู ส่วนแหม่มทำหน้าเซงๆที่ผมไม่สนใจเรื่องที่แหม่มกำลังเล่าอวดผม
จากนั้นแหม่มก็พาผมลงมาจากตึกเพื่อไปส่งผมที่รถไฟฟ้าบีทีเอ็ส ระหว่างทางแหม่มถามผมว่า
“อาจารย์ดวงใจเขาบอกเล่าเรื่องอะไรให้พี่ฟังบ้างหรอ”
แหม่มถามแบบนี้แสดงว่าอาจารย์คงเล่าให้กับนักศึกษาพยาบาลทุกคนฟังแน่ๆ
“ก็เล่าเรื่องที่เขาย้ายจากบัญชีคอมมาเป็นพยาบาลแหละ” ผมตอบแหม่ม
“แล้วพี่รู้ไหมทำไมเขาถึงย้ายมาเรียนพยาบาล” แหม่มถามผม
“รู้สิ ฉันฟังอาจารย์เล่านะ ไม่ได้หลับ อืม...ก็เพราะเขา...” ถึงผมจะฟังอาจารย์เล่า แต่อาจารย์ก็ไม่ได้ตอบมาแบบชัดเจนว่าทำไม อาจารย์เล่าเรื่องให้ผมคิดเอง ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการสรุปใจความนิดนึง แต่คงไม่ทันใจแหม่ม แหม่มพูดแทรกขึ้นมาว่า
“ไม่ต้องละ เดียวแหม่มบอกเอง อาจารย์เขาจะบอกว่าเขามีความสุขที่ได้ดูแลคนอื่น มีความสุขที่ได้เห็นคนอื่นมีความสุข ก็เลยอยากเป็นพยาบาล”
ผมจำคำที่ได้แหม่มบอกกับผมได้จนถึงทุกวันนี้ “มีความสุขที่ได้เห็นคนอื่นมีความสุข” มันเป็นประโยคที่ผมฟังแล้วรู้สึกถึงแง่มุมใหม่ที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อน
“มีความสุขที่ได้เห็นคนอื่นมีความสุข” ผมทวนประโยคนี้อีกหนึ่งครั้ง
“ใช่...พี่ปอเคยรู้สึกแบบนั้นหรือเปล่า แบบนั้นอ่า” แหม่มถามผม ผมคิดอยู่พักนึงก็ตอบไปว่า
“แบบว่า...ฉลองงานวันเกิดเพื่อนปะ เพื่อนมีความสุขเราก็มีความสุข” ผมตอบแหม่ม
“ไม่ใช่แบบนั้น มันต้องแบบพี่ปอ ติวเพื่อนก่อนสอบ แล้วเพื่อนสอบได้ พี่ปอก็ดีใจอ่า เคยไหมพี่ปอ”
“อืม...ก็เคยนะ แต่ก็ไม่รู้สึกอะไร เหอะๆไม่รู้สิ พี่ว่ามันเป็นเรื่องปกตินะ ไม่เห็นดีใจอะไรเลย” ผมพูดจบแหม่มก็ทำหน้าหงอยๆอีกแล้ว แล้วแหม่มก็พูดต่อว่า
“หรอ...แต่พี่รู้ไหม อาชีพพยาบาลเป็นอาชีพที่แหม่มชอบมากเลย แหม่มนะรู้สึกดีนะที่ได้ช่วยเหลือคนที่เขาไม่สบาย ถึงเราจะเหนื่อยแค่ไหน แต่รู้ไหมวันที่ผู้ป่วยคนที่แหม่มเคยดูแล ได้ออกจากโรงพยาบาล แหม่มจะรู้สึกดีใจมาก”
“อืม...ก็จริงนะ” ผมตอบแหม่มสั้นๆ ไม่กล้าตอบยาว เพราะแหม่มยังมีเรื่องให้พูดอีกยาว
“รู้เปล่า...แหม่มนะถ้าเรียนจบใช้ทุนจบนะ แหม่มจะกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดแหม่มที่ต่างจังหวัดเลย แหม่มไม่สนหรอกที่จะทำงานที่กรุงเทพอ่า หมอเก่งๆ พยาบาลเก่งๆ มีเยอะละจะอยู่กันทำไมเยอะๆก็ไม่รู้ ไปช่วยคนป่วยที่ต่างจังหวัดดีกว่า ที่นั้นเขาน่าสงสารหว่าที่นี้เยอะ ไปช่วยทำให้เขามีความสุข เราจะได้มีความสุขกับพวกเขาไปด้วย เงินหนะ...จะเก็บไปได้เยอะๆทำไมก็ไม่รู้ ทำงานหนักได้เงินเยอะ แต่ต้องกินข้าวเช้าบนรถทุกวัน ตกเย็นก็ไม่เคยได้กลับมากินข้าวกับที่บ้าน นี้นะไม่รู้เหมือนกันถ้าพ่อแม่ไม่สบายจะมาเฝ้าไข้ได้หรือเปล่ายังไม่รู้ ชีวิตแบบนั้นแหม่มไม่ชอบเลย ไม่มีความสุขสักนิดเดียว แหม่มชอบแบบสบายๆ มีเงินบ้างให้พอกินกับมีเก็บบ้างนิดๆหน่อยๆ แต่มีเวลาอยู่กับครอบครัวกับพ่อแม่ของเราเยอะๆดีกว่ามีความสุขกว่ากันเยอะ...”
แหม่มยังคงบ่นเรืองนี้ไปอีกยาว แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้น้ำตาผมร่วงได้ เพราะเหมือนผมกำลังโดนด่าอยู่ ตั้งแต่เข้ามหาลัยมา ผมเองก็มองอยู่อย่างเดียวคือ เลือกคณะที่เราถนัดและเงินดีที่สุด ตอนนั้นคอมพิวเตอร์กำลังดัง เรียกก็ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องไปลุยที่ไหนเหมือนสาขาอื่นๆ จบมางานก็สบายนั่งกดแต่คอม แถมเงินเดือนก็สูงอีกตางหาก แต่พอจบมาได้เริ่มต้นชีวิตจริง กลับรู้ตัวเลยว่าที่คิดมานั้นแหละผิด ถามว่าทุกวันนี้ผมมีเงิน มีสิงของ แต่ผมก็รู้สึกอย่างที่แหม่มพูดก็คือ ผมไม่มีความสุขที่แท้จริง ผมมีความสุขที่ได้ซื้อโนนซื้อนี้ซึ่งมันเป็นความสุขระยะสั้น บางเวลาผมก็รู้สึกเหงา
แต่ถ้าจะให้ถามว่าเราทำอะไรแล้วมีความสุข ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากอยู่กับคอม จนคิดว่าเรานี้แหละชอบคอม แต่ที่จริงแล้วผมแค่ถนัดเขียนโปรแกรม แต่กลับไม่มีความสุขกับมันเลย
และด้วยเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับหอผู้ป่วยในในวันนี้ ทำให้ผมเข้าใจจิตใจของพยาบาลตัวน้อยๆอย่างแนนมากขึ้น นั้นแหละครับที่ทำให้ผมถึงกับน้ำตาร่วง ผมเข้าใจแล้วแหละว่าทำไมวันนั้น แนนบอกกับผมว่า ผมไม่เข้าใจแนน ตอนนั้นผมกับแนนมองกันในคนละมุม แนนมองในมุมของการเลือกงานที่ทำแล้วมีความสุขที่สุด แต่ผมกลับเลือกที่จะทำงานที่ได้เงินเยอะ เพื่อหวังว่าจะนำเงินนั้นไปสร้างเป็นความสุข แต่ผมก็เข้าใจแล้วว่าผมคิดผิด เพราะ
เงินไม่ได้สร้างความสุขให้ผมจริงๆหรอก...




 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2553 0:02:51 น.
Counter : 130 Pageviews.  

Part 6 :: ความจริง

ความจริง
และแล้วงานของผมก็เริ่มขึ้น เบอร์ใครก็ไม่รู้ โทรเข้ามาที่เครื่องผม ผมเดาได้ไม่ยากว่าเป็นน้องพยาบาลที่จ้างผมทำงานแน่ๆ
"สวัสดีค่ะ...ใช่พี่ปอหรือเปล่าค่ะ" สำเนียงน้องเขา ฟังดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนกรุงเทพ แต่อยู่ภาคไหนอันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ลีลาการพูดนั้นเหมือนคนห้าวๆยังไงไม่รู้
"ครับ...ใช้น้องพยาบาลที่จะให้พี่ไปตัดต่อวีดีโอหรือเปล่า" ผมถามกลับไป
"ค่ะ...ตอนนี้พี่อยู่ไหนละหรอ"
"อีก 3 สถานีถึง รอแปปนะ" ผมตอบกลับไป
"ค่ะ...รออยู่ที่ทางออกที่ไปจะไปทางสยามนะ"
"ครับ...เดียวไปถึงแล้วพี่โทรหาอีกที"แล้วผมก็วางสายไป
อีก 5 นาทีผมก็ไปถึงจุดนับพบ ผมเดินออกจากสถานีตามทางออกที่น้องเขาบอก จากนั้นผมก็กดโทรศัพท์หาน้อง พร้อมกับมองไปรอบๆเพื่อจะเจอน้องคนนั้น และแล้วก็เป็นความสำเร็จของผมอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมเจอตัวน้องเขาก่อน เพราะผมกดโทรปุ๊บ ผมก็เห็นน้องคนหนึ่งหยิบมือถือขึ้นมาจากทางด้านข้าง พร้อมกับกดรับสายโทรเข้าจากผม ผมเลือกที่จะไม่พูดอะไรทางโทรศัพท์ แต่เลือกเดินเข้าไปสะกิดน้อง พร้อมกับพูดว่า
"ใช้น้องที่ต้องการให้พี่ไปตัดต่อวีดีโอหรือเปล่า"
"อุ้ย...ใช่คะ" น้องเขาตกใจที่ผมไปสะกิด พร้อมกับหันหน้ามาหาผม
น้องเขาตัวเล็กๆ ตามฉบับของพยาบาล แต่ชุดนักศึกษาทั่วไป ไม่ได้ใส่ชุดพยาบาลมา ผิวคล้ำเล็กน้อย หน้าตาก็เหมือนคนปกติ ไม่ได้น่ารักอะไรพิเศษ ที่จะดูพิเศษหน่อยก็คงมีลักยิ้มที่แก้มทั้งสองข้าง ที่จะปรากฏตอนที่น้องเขายิ้ม
"พี่ชื่อพี่ปอนะ มาจากบริษัท (ความลับ อิอิ) น้องชื่ออะไรหรอพี่จะได้เรียกถูก แล้วจะให้พี่ไปตัดต่อที่ไหนหรอ" ผมแนะนำตัว พร้อมกับถามเป็นชุด
"ค่ะ...ค่ะ...หนูชื่อแหม่มนะ...เดี่ยว...พี่เดินตามหนูมาละกันนะ" แหม่มตอบแบบเขินอาย เหมือนไม่ค่อยได้คุยแปลกหน้า ยิ่งผมเป็นผู้ชายด้วย น้องเขาคงรู้สึกแปลกๆ
จากนั้นแหม่มก็เดินนำหน้าผม เข้าสู่โรงพยาบาล จากนั้นก็เดินวกไปวกมาในนั้น ผ่านเซเว่น ผ่านตึกโน้นตึกนี้ สุดท้ายมาโผล่ที่หน้าวิทยาลัยพยาบาล
แหม่มหยุดหน้าวิทยาลัยพร้อมกับบอกว่า
“พี่ค่ะ...ขอบัตรด้วยค่ะ” น้ำเสียงน้องเขาเหมือนยังเกรงอยู่
“บัตรอะไรหรอครับ” ผมกวนน้องเขาอีกเหอะๆ แต่ก็จริงๆละ โตขึ้นบัตรไรก็ไม่รู้เต็มกระเป๋าไปหมด ไม่รู้จะหยิบอันไหนให้ดี
“บัตรประชาชน ก็ได้ค่ะ” น้องเขาพูดพร้อมกับหัวเราะนิดๆ
ดูที่นี้จะเข้มงวดกว่าโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยผม ผมจะเข้าที่นี้ต้องแลกบัตรด้วย แปลกดีเหมือนกันแต่มันก็ไม่ใช้ปัญหาของผม ผมรับบัตรมาแล้วก็เอามาติดที่กระเป้าเสื้อเหมือนที่ผมเคยทำตอนที่ไปติดต่องานที่อื่น
จากนั้นแหม่มก็พาผมเดินเข้าไป บรรยากาศมันไม่เหมือนกับที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยผมเลย บรรยากาศที่นี้มันยังไงไม่รู้ เงียบๆไม่วุ่นวาย และดูหน้ากลัว อาจารย์แต่ละท่านที่เดิมผ่านมาเปล่งรัศมีความหน้ากลัวยังไงไม่รู้ แถมตอนที่จ้องมาที่ผม ผมยิ่งขนลุกยังไงไม่รู้
และแล้วผมก็โดนต้องโทษจนได้ มีอาจารย์ท่านหนึ่งกวักมือเรียกแหม่มไปหา ผมจึงยืนรอแหม่มอยู่เฉยๆ ส่วนแหม่มวิ่งไปหาอาจารย์ ผมเห็นเขาคุยอะไรกันก็ไม่รู้ เห็นเอามือจับที่คอเสื้อด้วย สะพักแหม่มก็วิ่งกลับมา
“พี่ค่ะ เดี่ยวพี่ต้องเอาบัตรไปติดไว้ที่คอเสื้อแทนนะค่ะ อาจารย์เขากลัวคนเดินมาแล้วจะไม่เห็นค่ะ ว่าเป็นผู้มาติดต่อ” แหม่มพูดแล้วก็ยิ้มๆ
ส่วนผมเซ็งครับ มันจะเรื่องมากสุดยอดจริงๆ แต่ก็ต้องทำตามเพื่อน้องเขา ผมก็เลยติดแผ่นป้ายใหม่ที่ปกเสื้อผม จากนั้นผมก็เดินตามแหม่มต่อไป
จากหน้าประตูเดินเข้ามา บรรยากาศก็รมรื่นดีมีต้นไม้ มีทุ่งหญ้าเขียวๆ ที่ดูแล้วดีกว่าตึกที่เรียงติดๆกัน ผมก็เดินไปชมต้นไม้ไป ตอนนั้นเช้าอยู่หรือเปล่าไม่แน่ใจ ไม่ค่อยเห็นนักศึกษาพยาบาลเลย เห็นแต่อาจารย์เดินไปเดินมา
ระหว่างที่ผมเดินแบบชิลๆ ชมวิวอยู่นั้น ก็เกิดเรื่องจนได้ คงเป็นเพราะตอนเป้าป้ายผู้ติดต่อมาติดที่คอเสื้อผม ผมมองเห็นไม่ชัดว่าผมติดแน่นไหม และมันก็หลุดไป แต่กว่าผมจะรู้ว่ามันหลุดไปนั้น ก็ตอนที่แหม่มก็โดนอาจารย์อีกท่านกวักมือเรียกไปคุย ตอนนั้นผมก็สำรวจรอบตัวผม ผมทำไรผิดอีกหว้า กางเกง เสื้อ หรืออะไรไม่สุภาพหว่า... แต่สุดท้ายก็มีสะดุดตาที่คอเสื้อผม ป้ายมันหายไปแล้ว
แหม่มเดินทำหน้าหงอยๆกลับมา ไม่รู้อาจารย์เขาว่าอะไรบ้าง แต่คงว่าแรงอยู่ แหม่มบอกกับผมว่า
“พี่ค่ะ...ป้ายพี่มันหลุดไปอ่า เดี่ยวแหม่มเดินกลับไปหาให้นะ พี่รอตรงนี้ก่อนนะ” แหม่มพูดด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี
มีหรอที่ผมจะยืนอยู่ตรงนี้โดยไม่มีบัตร ถ้าปราศจากบัตรนั้นผมก็คือบุคคลภายนอก และทางที่นี้เขาก็ห้ามบุคคลภายนอกเข้า เท่ากับผมสามารถโดยยามลากตัวออกไปได้ทันที คิดแล้วสยอง ขอเลือกเดินตามแหม่มไปดีกว่า
“เออ...แหม่ม พี่ขอโทษนะที่พี่ติดมันไม่ดีอ่า ทำให้เราโดนอาจารย์ว่าเลย เดี่ยวพี่เดินหากับเราด้วยดีกว่านะ” ผมยิ้มๆให้น้องเขา เพื่อน้องเขาจะหายจากอาการหน้าหงอยได้
แล้วผมก็เดินกลับทางเดิมที่ผมเดินมาพร้อมกับแหม่ม เพื่อหาแผ่นป้ายเจ้ากรรมอันนั้น ที่ทำให้แหม่มโดยว่าจนหน้าหงอย เดินไปไม่นานก็หาเจอ คราวนี้ผมค่อยๆบรรจงติดมัน พร้อมกับดึงทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่ามันจะไม่หลุดอีก
จากนั้นแหม่มก็พาผมกลับมานั่งที่โต๊ะใต้ตึกตัวหนึ่งพร้อมกับแหม่ม จากนั้นผมก็เปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมาเพื่อเตรียมทำงาน แต่ก็แอบไปมองหน้าแหม่ม ดูใบหน้ายังไม่ค่อยสู้ดี ผมรู้สึกผิดยังไงไม่รู้ และขอโทษน้องไปอีกครั้งว่า
“เออ...แหม่ม พี่ขอโทษจริงๆนะ งั้น...พี่ให้ปากกาเราเป็นของที่ละลึกจากบริษัทพี่ละกัน” ผมพูดพร้อมหยิบปากกาแท่งใหม่ของบริษัทที่เอาไว้แจกให้กับลูกค้า ที่ผมมักจะติดกระเป๋ามาเสมอ
แหม่มรับปากกาไปแล้วก็ยิ้มๆ พร้อมกับแอบหัวเราะนิดๆ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าแหม่มหัวเราะอะไรผม
“แหม่ม...ขำอะไรหรอ” ผมถามแหม่ม
“พี่เป็นเกย์หรอ...ปากกาก็ใช้สีม่วง...เสื้อก็ใส่สีม่วง” แหม่มพูดไปขำไป เล่นสะผมเสียความมั่นใจเลย
ผมมองสำรวจรอบๆตัวผม อึม...เสื้อสีม่วงอ่อนจริงๆแฮะ ปากก็ในกระเป๋าก็สีม่วง มันคงเป็นสีอื่นไม่ได้ก็มันเป็นสีของบริษัทผมหนิ ส่วนเรื่องเป็นเกย์อันนี้ไม่จริงแน่นอน ผมไม่เคยคิดจะผิดเพศอะไรขนาดนั้น
“เออ...เขาไม่ได้ห้ามให้ผู้ชายใส่เสื้อสีม่วงหนิ และก็ปากกาสีม่วงอ่า มันเป็นสีของบริษัทพี่นะ” ผมอธิบายไป
“แต่พี่ก็คุยเก่งอ่า พูดจนหนูฟังแทบไม่ทันเลย ไม่เหมือนผู้ชายทั่วไป ต้องนิ่งๆ เงียบๆดิ” แหม่มยังคงยัดเยียดความเป็นเกย์ให้ผม
จะว่าไปผมเองวันๆก็ต้องออกไปเจอลูกค้าบ่อย ถ้าผมทำตัวเป็นคนพูดน้อย เข้าสังคมไม่เก่งเวลาไปติดต่องานกับที่ไหน เขาก็จะพาลคิดว่าเรามนุษยสัมพันธ์ไม่ดี ยิ่งพนักงานผ่ายขายที่เป็นผู้ชายนะ พูดเก่งสุดยอด แต่เขาก็ไม่ได้เป็นเกย์นะ พวกนี้แหละชายพันธุ์แท้ กระร่อนปลิ้นปล้อนได้ใจผมจริงๆ
“เออ...มันไม่เกี่ยวหรอก ผู้ชายพูดเก่ง มีเยอะแยะไป อย่างพวกพิธีกรไรแบบเนี้ย” ผมอธิบายให้แหม่ม
“ไม่อ่า...หนูว่าพี่อ่าเกย์ชัวร์...” แหม่มยังคงไม่เลิกต่อล้อต่อเถียงกับผม
จากนั้นผมก็พูดคุยกันเรื่องเกย์ๆกับแหม่มอยู่สะพัก จากเด็กผู้หญิงที่ดูกลัวๆคนแปลกหน้า แล้วกล้ายเป็นเด็กผู้หญิงหน้าหงอยจากการโดนอาจารย์ว่า ตอนนี้กลายมาเป็นหน้าเบิกบานจากการยัดเยียดความเป็นเกย์ให้ผม ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้อารมณ์เปลี่ยนเร็วชะมัด จากคนที่ไม่รู้จักกัน ผ่านไป 1 ชั่วโมงกลายเป็นคู่กัดกันแล้ว
และแล้วการโต้วาทีของผมกับแหม่มก็จบลง เมื่อเพื่อนๆแหม่มอีก 3 คนเดินลงมา พร้อมกับมาวางของข้างๆผม ผมกับแหม่มก็เลยหยุดโต้เถียงกัน
“แหม่ม...นี้แกไปรู้สนิทกับพี่เขาตอนไหนหรอเนี้ย” หนึ่งในนักศึกษาพยาบาลเอ๋ยขึ้นมา
“ก็เมื่อตะกี้เองแหละ” แหม่มตอบแทนผม ส่วนผมตอนนี้นั่งนิ่งเงียบแทน มากันเป็นกลุ่มดูหน้าดุๆกันทั้งนั้น ไม่เหมือนแหม่มเลย ขอดูเชิงก่อนละกันว่าจะทักยังไงดี
เพื่อนแหม่มอีก 3 คนที่มาตอนหลังนั้นแต่งชุดพยาบาลเต็มยศ ถามว่าตอนนั้นคิดถึงแนนไหมตอนที่เห็นนักศึกษาที่ใส่ชุดพยาบาลอีกครั้ง คำตอบคือตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร เพราะกำลังอารมณ์ค้างกับการโต้วาทีกับแหม่มอยู่
“สวัสดีค่ะพี่...พี่ชื่ออะไรนะ หนูจะได้เรียกชื่อพี่ถูก” พยาบาลคนเดิมที่แซวแหม่ม หันมาถามผมแทน
“พี่ชื่อ...ปอ นะครับ” ผมพูดแล้วก็ยิ้ม ตามแบบฉบับของผม
“ค่ะ...หนูชื่อแพรนะ เดี่ยวพี่เริ่มทำงานกันเลยดีกว่า” จบการแนะนำตัวแบบสั้นๆของน้องแพร แล้วเธอก็เอา Flash Drive มาเสียบเข้ากับที่คอมพิวเตอร์ของผม ดูสีหน้าของแพรเป็นคนที่จริงจังมาก
ในกลุ่มของแพร และแหม่มประกอบด้วย นักศึกษาพยาบาล 4 คน มีแหม่ม แพร และก็เพื่อนๆที่ผมไม่รู้จักอีก 2 คน พยาบาล 2 คนที่ผมไม่รู้จักนั้นไม่ได้นั่งทำงานกับผม เขาเดินไปไหนก็ไม่รู้แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ
สามชั่วโมงผ่านไปผม แหม่ม และแพร ก็สามารถทำให้งานตัดต่อวีดีโอความยาว 9 นาทีเสร็จสิ้นลงไปได้ ที่สามารถทำได้เร็วก็เพราะแต่ละฉากนั้นไม่มี Effect อะไรพิเศษมากมาย แค่เอาวีดีโอมาต่อกัน แล้วก็ขึ้นคำบรรยาย หรือเพิ่มเสียงลงไป และทั้งวีดีโอ เสียง หรือภาพต่างๆ แพรก็เตรียมไว้เสร็จแล้ว
งานต่อไปที่ต้องทำต่อก็คือทำการ Render วีดีโอที่เราตัดไว้ให้ออกมาเป็นไฟล์ไฟล์เดียว จากนั้นก็เขียนลงแผ่นดีวีดีก็เสร็จแล้ว แหม...งานนี้สบายจริงๆ ผมกำลังยิ้มหวานอยู่กับงานชิลๆชิ้นนี้จริงๆ แต่ผมก็ยิ้มได้ไม่นานเพราะแพรพูดออกมาว่า
“เดียวเขียนลงแผ่นเสร็จหนูจะเอาไปเปิดให้ผู้ปกครองของเด็กที่ตึกผู้ป่วยในดูนะค่ะ ถ้ามีคำแนะนำ หรือตรงไหนผิดไปตอนบ่ายอาจจะให้พี่ช่วยแก้ไขอีกรอบหนึ่งนะค่ะ”
นั้นไงครับตอนบ่ายต้องมานั่งตัดแก้ไขอีก เซ็งเลยเรานึกว่าจะปิดงานได้แล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้พักเยอะกว่าตอนอยู่บริษัท
“เดียวหนูไปทำธุระก่อนนะค่ะ พี่อยู่กับแหม่มไปก่อนนะ เดียวเขียนแผ่นเสร็จแล้วหนูเดินกลับมาเอานะค่ะ” แพรพูดต่อก่อนที่จะลุกออกไปเหลือเพียงแค่ผมกับแหม่ม
ผมกับแหม่มนั่งจ้องหน้ากัน ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรจะคุยกัน แต่กำลังเล่นสงครามจิตวิทยา อ่านใจกันว่าแต่ละคนจะมาไม้ไหน
“พี่ว่าพวกหนูเป็นยังไงอ่า” แหม่มเริ่มถามก่อน
ตั้งแต่ที่ผมมานั่งทำงานอยู่ในวิทยาลัยพยาบาล มีพยาบาลมากมายเดินไปเดินมา แต่ผมยังไม่ได้คิดถึงแนนเลย เพราะงานมันรุมเร้าผมอยู่ แต่ด้วยคำถามของแหม่มก็ทำให้ผมคิดถึงแนนขึ้นมาทันที
“ทำไมถึงถามพี่แบบนั้นหละ” ผมถามกลับ เพราะผมอยากรู้ก่อนว่าทำไมถึงถามแบบนั้น เพราะจากประสบการณ์ในการทำงานของผม คนที่ถามว่า “เราเป็นคนยังไง” “พี่ว่าอันนี้ดีไหม” มันจะต้องเจอเรื่องอื่นๆมาก่อนที่จะถามคำถามพวกนั้น
“ก็ไม่มีอะไรหรอกพี่...แหม่มก็อยากรู้ว่าคนอื่นๆเขาคิดยังไงกับพวกพยาบาล วันๆแหม่มก็ไม่ได้ออกไปไหน แหม่มก็ไม่ได้ยินหรอก ว่าคนข้างนอกเขาคิดยังไงกับพยาบาล” แหม่มพูดแล้วก็ขำเล็กน้อย แต่ผมเองก็รู้สึกเหงาขึ้นมาทันที มันเป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่ผมคิดถึงแนน
“แน่ใจหรอ โดนใครว่ามาเปล่า” ผมถามดักทางแหม่ม
“อืม...ก็มีบ้างแหละ บางคนก็บอกว่าพยาบาลเหมือนคนใช้ของหมอ หรือไม่ก็โดนคนไข้ใช้ เรียนทั้งทีเป็นหมอดีกว่าอย่าเป็นพยาบาลเลย พี่คิดอย่างนั้นเปล่า” แหม่มพูดออกมา
เรื่องนี้ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย ผมเองก็ไม่ได้อยู่สายเดียวกับพวกหมอๆ ผมก็เลยไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่สำหรับผม พอคิดถึงพยาบาล ผมก็ยังคิดถึงแนน ซึ่งมันเหมือนกับนางฟ้าในใจผมมาตลอด ผมยังคงจำภาพตอนที่แนนมาช่วยดูแลผมวันที่ผมท้องเสียไปนอนโรงพยาบาลได้ทุกภาพ มันทำให้ผมรู้สึกดีมาก ถึงผมจะเจ็บป่วยทำอะไรไม่ได้ แต่ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่เรียกว่าพยาบาลมาคอยดูแลผม
“แล้วพี่คิดว่าไงหละ” แหม่มถามผม ผมตื่นจากภวังค์ขณะที่กำลังคิดถึงวันเก่าๆระหว่างผมกับแนน
“พยาบาลหรอ...พี่ว่ามันเป็นอะไรที่สวยงามนะ ใส่ชุดขาว เดินดูแลคนไข้ ใส่ใจคนป่วย...” ผมยังพูดไม่ทันจบ แหม่มก็สวนกลับมาว่า
“พี่...แหม่มถามว่าพี่คิดว่าพยาบาลเหมือนคนใช้ของหมอหรือเปล่า พี่ตอบคนละอย่างเลย ว่าแต่พี่บอกว่าพยาบาลสวยงาม...นี้พี่ติดใจอะไรแพรหรือเปล่า” แหม่มถามไปขำไป แต่มันยิ่งทำให้ผมคิดถึงแนน
“พี่ไม่ได้ติดใจอะไรแพรหรอก พี่หมายถึงทั่วๆไป” ผมตอบไป ขณะในใจผมตอนนี้เต็มไปด้วยความเหงา และคิดถึงวันเก่าๆระหว่างผมกับแนน
“ไม่จริงหรอกพี่...ไม่มีใครเคยคิดหรอกว่าพยาบาลสวย สงสัย...แฟนพี่ต้องเป็นพยาบาลแน่ๆเลย พี่ถึงคิดแบบไหนจริงไหม” แหม่มยังคงพูดเล่นไม่เลิก แต่ผมคงไม่ขำอีกแต่ไปแล้ว ยิ่งพูดถึงแฟน ที่เป็นพยาบาล ยิ่งทำให้ผมคิดถึงวันเก่าๆมากขึ้นไปกว่าเดิม
และแล้วผมก็กลั้นน้ำตาให้ไหลไม่ได้ ไม่รู้สิครับ ถึงมันจะผ่านไป 3 ปีกว่าแล้วก็ตาม แต่บางครั้งผมก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ว่าผมเลิกกับแนน แต่ผมเลือกที่จะบอกคนอื่นว่าผมไม่เคยมีแฟนดีกว่า ทำให้ไม่มีเพื่อนๆที่ทำงานผมรู้เรื่องของผมกับแนนเลย ผมเหมือนคนหลีกหนีปัญหา ไม่เลือกที่จะสู้กับความจริง ดังนั้นเมื่อมีคนถามถึงแนน ผมก็อดกลั้นน้ำตาไม่ให้มันรินไหลออกมาไม่ได้
เมื่อน้ำตาผมไหลลงมา ผมก็รีบเอามือเช็ดมันทันที แต่แหม่มคงเห็นน้ำตาของผมแล้ว แหม่มเงียบทันที สีหน้าแหม่มเปลี่ยนไปจากคนที่สีหน้าร่าเริง กลายเป็นที่หน้าที่จริงจังขึ้นมาทันที
แหม่มไม่มีโอกาสได้ถามผมว่าผมเป็นอะไร เพราะโทรศัพท์ของแหม่มดังขึ้น พร้อมกับคำสั่งของแพร ที่ให้แหม่มเอาแผ่นดีวีดีไปเปิดที่ตึกผู้ป่วยใน
“พี่...แพรเรียกแหม่ม ให้แหม่มเอาแผ่นไปให้อะ พี่จะนั่งรอแหม่มอยู่ที่นี้หรือจะไปกับแหม่มที่ตึกผู้ป่วยในก็ได้นะ” แหม่มถามผม
จริงๆผมอยากนั่งอยู่เฉยๆ ไม่รู้สิผมไม่อยากไปตึกผู้ป่วยในเลย กลัวจะทำให้ผมคิดถึงแนนมากขึ้น แต่ผมเองก็กลัวเหมือนกันว่านั่งอยู่ที่นี้จะมีอาจารย์คนไหนมาไล่ผมไหม ดังนั้นผมจึงตัดสินใจไปกับแหม่มดีกว่า
จากนั้นผมก็เก็บคอมพิวเตอร์ แล้วก็เดินตามแหม่มไป แหม่มพาผมเดินผ่านตึกโน้นตึกนี้ สุดท้ายไปมุดลงใต้ดินของตึกตึกหนึ่ง แล้วก็ขึ้นลิฟต์จากตรงนั้น ระหว่างทางแหม่มไม่ได้คุยเล่นอะไรกับผมเลย ต่างคนต่างเดิน
จากชั้นใต้ดินที่วุ่นวาย เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ที่เข็นรถเข็นที่บรรจุอาหารบ้าง ผ้าปูที่นอนบ้าง สู้ชั้น 1 ที่วุ่นวายเต็มไปด้วยผู้คน แล้วก็ขึ้นไปตามชั้นต่างๆ คนก็เริ่มน้อยลงๆ จนถึงชั้น 16 เมื่อผมเดินออกจากลิฟต์ แหม่มก็ชี้ให้ผมเดินไปทางขวา ผมอ่านป้ายที่ประตูนั้นที่เขียนว่า ห้องผู้ป่วยในสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 3 ปี บรรยากาศที่นี้ก็แตกต่างจากห้องผู้ป่วยในที่ผมเจอกับแนนเยอะเหมือนกัน ที่นี้ดูสงบไม่วุ่นวาย หรือมันอาจจะเป็นเพราะนี้มันห้องผู้ป่วยในสำหรับเด็กก็เป็นได้
ผมเห็นโปสเตอร์รูปเด็กแรกเกิดขนาดใหญ่ติดอยู่ที่บอร์ดประกาศข่าวต่างๆ ผมไม่สนใจเนื้อหาว่าในโปสเตอร์นั้นมีเนื้อหาอะไร แต่ผมเห็นแค่รูปเด็กๆ แล้วผมคิดว่ามันช่างเป็นอะไรที่น่ารักเหลือเกิน ผมจึงอยากจะเข้าไปเห็นเด็กน้อยหน้ารักตัวเป็นๆบ้าง จึงถามแหม่มไปว่า ผมสามารถเข้าไปได้ไหม แหม่มก็บอกเข้าไปก็ได้ไม่เป็นไร
เมื่อผมเข้าไปในห้องผู้ป่วยในห้องนั้น ในห้องนั้นแบบเป็นส่วนๆ ด้วยผนังกั้นที่ครึ่งล่างเป็นพลาสติกทึบ แต่ครึ่งบนเป็นพลาสติกใส ทำให้มองเห็นได้ว่าภายในแต่ละส่วนนั้นมีใครอยู่บ้าง โดยในแต่ละส่วนมีเตียง 1 เตียงสำหรับให้เด็กแรกเกิดนอน ละก็มีโต๊ะ และเก้าอี้ให้ผู้ปกครองนั่ง และวางของต่างๆ
ผมมองเข้าไปในเตียงเด็กคนหนึ่งที่อยู่ทางด้านซ้ายของประตู ทันทีที่ผมเห็นเด็กคนนั้น ความคิดผมก็เปลี่ยนไปจากภาพของเด็กน้อยผู้น่ารัก กลับกลายเป็นเด็กน้อยผู้น่าสงสารทันที จากภาพเด็กที่แก้มยุ้ย ตัวกลมๆ น่ารักๆ กลายเป็นเด็กที่หัวโต พุงโต แต่แขนขาลีบผิดแปลกจากเด็กทั่วไป ผมเห็นแล้วมันน่าสลดใจจริงๆ
ผมยืนมองเด็กคนนั้นอยู่นาน ยืนมองด้วยความสงสาร และหดหู่ใจ ส่วนคุณพ่อและคุณแม่ของน้องคนนั้นไม่ได้สนใจผม เพราะเขาสองคนกำลังกล่อมเด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนั้นให้หลับ
“พี่ปอ เป็นไรเปล่า เห็นยืนดูต้องนานแล้ว” แหม่มเดินมาทักผมขณะที่ผมกำลังจ้องดูเด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนั้นที่กำลังนอนหลับ
“เปล่า...เห็นเด็กคนนี้แล้วน่าสงสารจัง” ผมพูดให้แหม่มฟังขณะที่ผมยังคงจ้องอยู่ที่เด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนั้น ส่วนแหม่มก็มายืนข้างๆผมจ้องดูที่เด็กคนนั้นเหมือนกัน
“เด็กคนนี้มีความผิดปกติที่ระบบขับถ่าย ท้องก็เลยป่องขนาดนั้น” แหม่มพูดให้ผมฟัง
“แล้วมันเกิดอย่างนั้นได้ยังไงหรอ” ผมถามแหม่ม
“บางทีก็แบบฤทธิ์ของยา หรือไม่ก็กินอะไรไม่ค่อยดีพวกเหล้า หรือยาตอนที่ท้องอ่า ก็เลยเป็นแบบนั้น หรือไม่ก็เป็นความผิดปกติจากตัวเด็ก”
ผมได้ยินดังนั้นแล้วยิ่งรู้สึกสงสารเด็กขึ้นมาทันที บางครั้งเด็กเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด มันไม่ใช่ความผิดของใคร ทั้งหมดเกิดขึ้นมาเพราะความไม่รู้ คุณแม่เองก็อาจจะไม่รู้ว่าตอนท้องห้ามกินยาโน้นยานี้ และตัวเด็กเองถ้าเลือกได้ เขาคงไม่อยากเกิดมาพร้อมความผิดปกติ
ผมกับแหม่มยืนมองที่เด็กน้อยคนนั้นอีกสักพัก แพรก็เดินมาบอกผมกับแหม่มว่าให้ขึ้นไปต่อที่ชั้น 18 แหม่มก็เลยพาผมขึ้นไปที่ชั้น 18 คราวนี้เป็นห้องผู้ป่วยเด็ก ที่อายุระหว่าง 6 – 12 ปี สภาพภายในห้องก็ไม่ต่างอะไรกับชั้น 16 เพียงแต่ชั้นนี้ไม่มีที่กั้นระหว่างแต่ละเตียง
เมื่อผมเข้าไปในห้อง แพรก็ขอให้ผมกับแหม่มช่วยกันติดตั้งจอทีวีให้เปิดดีวีดีได้ เพื่อที่จะเปิดวีดีโอที่ผมตัดต่อให้ผู้ปกครองดู
ระหว่างที่ผมหยิบเครื่องเล่นแผ่นดีวีดีจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ผมก็ได้เดินผ่านเตียงของเด็กที่ตีตราว่าเป็นผู้ป่วยใน เด็กในห้องนี้อายุก็ราวๆเด็กประถม ไม่ค่อยหน้ารักเหมือนกับเด็กอายุ 1 – 3 ปี แต่ความหน้าสงสาร และหน้าหดหูใจที่ผมได้เห็นจากเด็กที่ชั้น 18 นี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับชั้น 16 ผมเดินผ่านไปทีละเตียง และผมก็พิจารณาเด็กแต่ละคนที่นอนอยู่บนเตียง บางคนโดนให้น้ำเกลือ บางคนมีรอยเจาะที่คอ แตกต่างกันไป แต่มีสิ่งเดียวที่เด็กทุกคนมีเหมือนกันคือ ใบหน้าที่หดหู่ ไร้ซึ่งความสุขใดๆทั้งสิ้น
เมื่อผมติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีเสร็จ ผมก็จองพื้นที่แถวหลัง เพื่อนั่งดูผลงานของตัวเอง ข้างๆผมยังคงมีแหม่มที่คอยประกบผมตลอดเวลา
มีผู้ปกครองราวๆ 20 คนมานั่งดูวีดีโอของผม ผู้ปกครองทุกคนดูสนใจกับวีดีโอของผมมาก ไม่มีใครทำหน้าน่าเบื่อ หรือง่วงสักคน บางทีอาจจะเป็นเพราะ เรื่องที่แพรนำเสนอนั้นผู้ปกครองอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม และเมื่อวีดีโอเล่นจนจบผู้ปกครองเหล่านั้นก็ขอบคุณแพรและเพื่อนๆที่ทำวีดีโอดังกล่าวออกมาให้ความรู้กับพวกเขา
จบจากชั้น 18 ก็มีที่อื่นๆอีก แต่แพรบอกว่าให้แหม่มพาผมไปกินข้าว เพราะตอนนี้ก็บ่าย 1 แล้ว ทำให้ผมกับแหม่มก็แยกตัวออกมาจากกลุ่มของแพร
จากนั้นผมก็ปล่อยให้แหม่มนำทางผมไปยังโรงอาการ คราวนี้แหม่มใช้ทางหลักในการเดินทางไปยังโรงอาหาร ผมเองก็ได้เห็นอะไรมากมายทั้งคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียงมีคนเข็นจากตึกหนึ่งไปตึกหนึ่ง ผู้สูงอายุที่นั่งรอรับยา และอื่นๆอีกมากมาย บางคนดูภายนอกก็ปกติดี แต่แววตาของเขาไม่มีความสุขเหมือนคนปกติทั่วไป เก็บความทุกข์ต่างๆไว้มากมาย ดูแล้วหดหู่ใจเหลือเกิน
แหม่มพาผมไปถึงโรงอาหาร แต่ในใจผมไม่ได้คิดถึงอาหารเลยแม้แต่น้อย ภาพผู้ป่วยทั้งเด็กน้อยผู้หน้าสงสารคนนั้น และคนอื่นๆอีกมากมายยังคงวิงเวียนอยู่ในหัวผม ความรู้สึกผมเหมือนกับคนที่กำลังเห่อของใหม่ วันๆนั่งคิดถึงแต่ของใหม่ แต่ของใหม่ที่ผมได้ในวันนี้มันไม่สวยงามหรือหน้าตื่นเต้นแต่อย่างไร
“พี่ปอจะกินอะไรหรอ” แหม่มหยุดเดิน แล้วหันมาถามผมด้วยน้ำเสียงที่เรียบ ขณะที่กำลังเดินเข้าไปในโรงอาหาร
“อืม...ไม่รู้ดิ ไม่หิวอ่า คงไม่กินมั้ง” ผมตอบตามความจริง
“พี่ปอเป็นอะไรหรือเปล่า แหม่มดูพี่ปอแปลกๆไปนะ”
“อืม...ไม่รู้ดิ เด็กที่ชั้น 16 กับชั้น 18 นั้นน่าสงสารจังเลยเนอะ คนไข้ที่นี้ก็ดูน่าสงสาร” ผมตอบตามสิ่งที่ผมคิด
“ก็แบบนี้แหละพี่ ไม่มีใครอยากให้พวกเขาเป็นอย่างนั้นหรอก งั้น...เราไปคุยกันข้างในดีกว่า” แหม่มพูดพร้อมกับเดินนำหน้าผมเข้าไปในโรงอาหาร
จากนั้นผมกับแหม่มก็นั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง ผมไม่หิวจริงๆตอนนั้น ผมขอนั่งอยู่เฉยๆดีกว่า จากนั้นแหม่มก็เดินไปซื้อชาเย็นมาสองแก้ว แก้วหนึ่งให้ผม
“พี่ปอ...ไม่เคยเข้าไปเดิน หรือขึ้นตึกในโรงพยาบาลเลยหรอ” แหม่มถามผม
แหม่มถามคำถามได้แทงใจผมอีกแล้ว จริงๆแล้วผมไม่ค่อยป่วย ถ้าป่วยจริงๆก็พึงพาคลินิกมากกว่า แค่เป็นหวัดเจ็บคอ ไข้ขึ้นอะไรทำนองนั้นผมคงไม่เข้าโรงพยาบาลให้เสียเวลางานผมหรอกครับ จะมีครั้งเดียวที่ได้มีโอกาสเข้าไปในโรงพยาบาล ก็คือตอนที่คบกับแนนนั้นแหละครับ แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมตอนนั้นผมถึงไม่มีความรู้สึกแบบนี้
“ไม่เคย...” ผมตอบแหม่มไป
“ก็ว่าอยู่ พี่ก็เหมือนหนูตอนแรก ที่เข้าไปเห็นสภาพโรงพยาบาลจริงๆ เห็นแล้วก็หดหู่เหมือนที่พี่เป็นจอนนี้แหละ หน้าหงอยเลย อิอิ ยิ่งแบบพี่นะวันๆทำแต่งานไม่สนใจโลกภายนอกเป็นยังไง อยู่แต่กับเทคโนโลยี ไม่สนใจความจริงว่าสังคมจริงๆเป็นยังไง เป็นยังไงหละเจอของจริงเข้าไป อิอิ” แหม่มขำอีกแล้ว
ผมฟังที่แหม่มพูดก็รู้สึกตัวเหมือนโดนด่ากลายๆ แต่ก็ถูกของแหม่มนะ สมัยก่อนที่ผมคบกับแนน ผมก็สนใจแต่แนน อยู่แต่ในโลกความฝัน ไม่เคยหันกลับมามองโลกความจริงรอบๆตัวผมกับแนน เลยว่ามีคนไข้ที่หน้าสงสารอีกมากมาย
นั้นแหละครับ...ผมมีโลกความฝันของผม ซึ่งมันทำให้ผมเองก็ไม่เห็นโลกความจริงของแนนเหมือนกันว่าแนนเป็นยังไงกันแน่ ตอนนั้นผมน่าจะเปิดใจเรียนรู้แนนให้มากกว่านี้ เพราะเมื่อเราเป็นแฟนกันแล้ว ผมก็มักจะสนใจแค่ว่าทำยังไงให้มีความสุขที่สุด โดยที่ไม่มีทางรู้ความจริงว่า...ความสุขของแนนคืออะไร




 

Create Date : 24 มกราคม 2553    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2553 0:01:32 น.
Counter : 199 Pageviews.  

1  2  3  

M|B
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ไม่มีไรบรรยาย เหอๆๆ
Friends' blogs
[Add M|B's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.