บล็อกของแอ้ บล็อกส่วนตัว บล็อกสารพัน
Group Blog
 
All blogs
 

มีสินค้าสมุนไพรอยากทำ E-Commerce ทำอย่างไรดี


ตอนนี้ทำเกี่ยวกับสมุนไพรอบแห้ง มีตะไคร้แห้ง/บดละเอียด/บดหยาบ และพวกขิง ฯลฯ อยากทำการตลาดทาง E-commerce ค่ะ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ขอความรู้จากผู้รู้หน่อยอยากหาสถานที่รับซื้อ หรือส่งให้กับคนที่ทำส่งออกค่ะ เพราะเริ่มทางทางเน็ตยังไม่ค่อยมีลูกค้าเลย ยอมรับว่าท้อค่ะ ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ

จากคุณ : จะจ๋า - [ 7 พ.ย. 51 21:02:57 A:124.121.160.66 X: ]






คุณควรจะต้องทำแผนการตลาดหน่อยมังครับ ผลิตภัณฑ์ของคุณเป็นอะไร แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ของคนอื่นอย่างไร ใครเป็นกลุ่มลูกเค้าเป้าหมาย เค้าใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณอย่างไร มันแตกต่างจากของสด ๆ ตรงไหน มีข้อดีข้อเสียต่างกับของสดอย่างไร จะขายให้ลูกค้าของคุณอย่างไร ในปริมาณเท่าไหร่ บรรจุอย่างไร ในราคาเท่าไหร่ และ ฯลฯ

สมุนพรอบแห้งพวกนี้ มันขึ้นราได้ด้วยนะครับ การแพ็คการบรรจุต้องอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ดูสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ควรจะมีช่องที่สามารถมองเห็นสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สามารถตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์เบื้องต้นด้วยสายตาได้ เป็นต้น


ที่จริงพวกสมุนไพรที่คุณกล่าวมานี้ ไม่ได้ใช้ในวงการอาหารอย่างเดียวนะครับ ในวงการเครื่องสำอาง/สปา เค้าก็ใช้กัน เช่น พวกสมุนไพรผง ๆ เค้าก็เอาไปใส่ในสบู่ และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ผงขัดผิวได้ โดยใช้เป็นตัวเพิ่มสรรพคุณ (active ingredientห) และ/หรือตัวขัดผิว (exfolioator) ซึ่งมันก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง คุณก็ควรต้องมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลากหลายกลุ่มออกไป


เมื่อสินค้าที่มันขึ้นราได้นี้ คุณก็ต้องมีการป้องกันการเกิดเชื้อราของสินค้า นอกจากบรรจุภัณฑ์ที่ดีแล้ว ควรจะมีการอบแห้งฆ่าเชื้อ หรือการฉายรังสี ซึ่งอาจจะต้องการใบรับรอง (certificate) ในการดำเนินการ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ซื้อมีความมั่นใจในสินค้าของคุณมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยส่งเสริมการขายสินค้าของคุณได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น

ขนาดของบรรจุภัณฑ์ก็มีผลด้วยนะครับ ถ้าขายเป็น bulk ราคาจะถูก แต่ถ้าลูกค้าค่อย ๆ ทยอยใช้ ปัญหาเรื่องเชื้อราก็จะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ดังนั้นก็อาจจะมีบรรจุภัณฑ์ในขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้าต่าง ๆ ให้ชัดเจน แม้ราคาจะแพงกว่า ก็นาสนใจกว่าครับ

การทำตลาดอีคอมเมิร์ซนั้น หลักสำคัญก็คือหน้าตาของเวปต้องสวยงาม มีความน่าเชื่อถือ มีการให้ข้อมูลเบื้องต้นพอสมควรที่จะทำให้ลูกค้าติดต่อคุณกลับไปได้ ถ้าเปิดเวปไหม่ ๆ ก็ควรจะเอาเวปไปอิงกับพวกเวปที่เค้าการตลาดอยู่แล้ว ไปเช่าพื้นที่เค้าเพื่อทำโปรโมชั่นแล้วลิงค์เวปเราไปไว้ที่นั้นด้วย ทำให้มีคนคลิก ๆ ๆ ๆ ๆ มาก ๆ แล้วก็ควรจะมีการดำเนินการโปรโมทเวปของคุณให้ติดอันดับต้น ๆ ในการค้นหาจากกูเกิล ซึ่งก็จะช้วยได้มาก ๆ ครับ เวปของผมเองนั้น ผมไม่ได้จ้างใครทำโปรโมทเวปให้ แต่ผมไปโพสต์ไว้ใน pantipmarket นั่นแหละ แล้วก็ไปโพสต์ในต่างประเทศ ทำให้มีคนคลิกมาดูเยอะ ๆ มันก็ติดอันดับต้น ๆ ได้เองเหมือนกัน ประหยัดตังค์ดีครับ

ทำธุรกิจอย่าท้อครับ ค่อย ๆ ปรับตัวไป กรุงโรมไม่ได้สร้างภายในคืนเดียว เพียงแต่คุณต้องวางแผนการดำเนินการให้ดี มีแผนกลยุทธิ์มาช่วยทำการตลาดด้วย ไม่ได้ลุย ๆ ๆ ๆ โดยไม่มีการวางแผนงาน แต่ผมไม่ได้แนะนำให้คุณต้องเขียนแผนธุรกิจมากมายอะไร พวกนั้นมันเป็นทฤษฏี นำมาปฏิบัติจริงได้ค่อนข้างยาก ซึ่งข้อมูลทางธุรกิจมันเปลี่ยนแปลงเร็วเกินกว่าจะมานั่งทำแผนธุรกิจให้แม่นยำถูกต้อง แต่ก็ต้องทำแหละ ทำสักครั้งเป็นแนวทาง แล้วปรับแผนในหัวเรานี่แหละ ไม่ต้องมานั่งทำแผนให้วุ่นวาย คิด ๆ ๆ อยู่ในหัวก็คงพอ ไม่ได้ทำธุรกิจร้อยล้านพันล้าน อย่าไปเสียเวลาครับ

อ้อ การค้าขายเชิงอุตสาหกรรมก็ดีนะครับ ขายเป็น bulk กำไรน้อย ๆ แต่ลูกค้าจะซื้อทีละมาก ๆ เพื่อไปใช้เป้นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าของเค้า ลูกค้าพวกนี้จะซื้อระยะยาว ถ้าสินค้าเราดี มีคุณภาพ และป้อนวัตถุดิบให้เค้าได้ในปริมาณมาก ๆ ตามทีเค้าต้องการ

ตั้งสติใหม่ ลองดูอีกครั้งนะครับ ถ้าท้อแล้วเลิก ก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ไปเรื่อย ๆ เสียเวลา เสียสมอง เสียเงินทองอีกไม่รู้จบ เอาประสบการณ์ที่ได้มา ขบคิดปรับปรุงแล้วค่อย ๆ ทำไป แม้จะยังไม่สำเร็จแต่ก็คงจะมีโอกาสมากกว่าการเริ่มต้นใหม่ ๆ นะครับ ท้อได้ แต่อย่ายอมแพ้ครับ พักสักครู่ ตั้งสติ แล้วลุยต่อเถอะครับ

ขอเป็นกำลังใจให้ครับ









จากคุณ : sakchai splash - [ 7 พ.ย. 51 23:10:08 ]




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2551 2:13:50 น.
Counter : 181 Pageviews.  

**** ควรจะเตรียมตัวต่ออย่างไรดี เมื่อยื่นขอจดทะเบียนเป็นสินค้าโอทอป ปี 2552 *****

**** ควรจะเตรียมตัวต่ออย่างไรดี เมื่อยื่นขอจดทะเบียนเป็นสินค้าโอทอป ปี 2552 *****

สินค้าโอทอปได้เงียบหายไปสักระยะหนึ่งแล้ว ทั้ง ๆ ที่เคยโปรโมทหมดเงินหมดทองหมดงบประมาณไปหลายหมื่นล้านบาท แต่พอจะหยุด มันก็หยุดเอาซะดื้อ ๆ ทั้งนี้เพราะผลพวงทางการเมืองอย่างที่รู้ ๆ กันอยู่

อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้เกิดนโยบายสายฟ้าแลบ ให้ผู้ประกอบการทั้งรายเก่า รายใหม่ ไปขอขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าโอทอปในแต่ละเขต แต่ละอำเภอ โดยปิดลงทะเบียนไปเมื่อวันที่ 12 พย. นี้ ซึ่งคงจะมีสมาชิกในห้องนี้หลายคนได้ไปยื่นด้วย แต่หลังจากยื่นลงทะเบียนแล้ว เราควรจะทำอย่างไร ถึงจะได้รับการคัดสรรที่ดี

เริ่มแรกก็ให้มาดูที่สินค้าของเราก่อนนะครับว่า สินค้าเรามีจุดดี จุดด้อยอย่างไร ถ่ายรูปส่งไปสวยงามแค่ไหน เพราะเค้าพิจารณาจากภาพถ่ายที่ถ่ายส่งให้ไปก่อน ไม่ได้รู้ของจริง ๆ ซึ่งผมก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่า ทางคณะกรรมการจะคัดสรรสินค้ากันอย่างไร จะให้ผู้ประกอบการทุกรายนำสินค้าไปให้ดูอีกที หรือจะพิจารณาจากภาพถ่ายเบื้องต้น แล้วคัดออกมาอีกที

ทั้งนี้ผู้ประกอบการทุกรายควรตระหนักถึงรูปลักษณ์ของสินค้าของตนให้มาก ๆ ซึ่งรวมถึงบรรจุภัณฑ์ และความครบถ้วนของข้อมูลสินค้า บรรจุภัณฑ์ที่ดี สวยงาม ส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้า ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณามาก ๆ นะครับ ตอนนี้ยังพอมีเวลา รีบ ๆ ออกแบบ จัดทำเสียให้เรียบร้อย หากเค้าเรียกให้นำส่งสินค้าไปคัดสรร จะได้ไม่ฉุกละหุกครับ

เรื่องที่สองก็เรื่องของเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นใบ มผช. (มาตรฐานชุมชน) ก็ต้องรีบดำเนินการให้เรียบร้อย สินค้าใดที่ต้องมี อย. มี GMP ก็ควรจะรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนการคัดสรรจริง ๆ สินค้าบางอย่างถ้าขอ มผช. ไม่ทัน เพราะคิวยาวล้นเหลือ

ก็อาจจะไปยื่นขอการวิเคราะห์ตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสร์การแพทย เพื่อนำใบรับรองมาใช้แทนมาตรฐาน ก็ไม่ผิดกติกาใด ๆ รีบ ๆ ดำเนินการให้เสียเสร็จสิ้น เพราะระยะเวลาการขอก็ไม่ใช่จะได้ในวันสองวันนะครับ

เรื่องต่อไปก็เรื่องข้อมูลของกลุ่ม บริษัท และสินค้า จัดทำให้เหมาะสม ดูง่าย อ่านง่าย ประเมินง่าย จะช่วยให้กรรมการพิจารณาสินค้าคุณ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ควรจะระบุข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการตลาดของคุณไว้ด้วย เพราะจะช่วยทำให้คณะกรรมการทราบได้ว่าสินค้าคุณกระจายผ่านช่องทางการตลาดใดบ้าง อันจะมีผลต่อการส่งเสริมของหน่วยงานของรัฐ ถ้าสินคุณสามารถกระจายได้ในวงกว้าง คะแนนก็จะดีกว่า เพราะรัฐจะส่งเสริมได้ง่ายกว่า ยิ่งสินค้าที่ส่งไปต่างประเทศ จะได้คะแนนเพิ่มด้วยนะครับ

ที่จริงการเป็นสินค้าโอทอปมันเป็นดาบสองคม บางคนมองว่าดี แต่บางคนมองว่าไม่ดี อย่างเพื่อน ๆ ผมบางคนจะดูถูกสินค้าโอทอปมาก ๆ เพราะดูเป็นสินค้าชาวบ้าน ซึ่งผมมักจะเถียงเสมอว่า สินค้าโอทอปมันมีหลายแนว หลายมาตรฐานจะเหมารวมแบบนั้นไม่ได้ แต่ในความคิดของผมแล้ว ผมไม่รังเกียจที่จะเป็นสินค้าโอทอป

เพราะผมเป็นเพียงผู้ผลิตรายเล็ก ๆ ไม่ได้เป็นบริษัทใหญ่โตอะไร ยังต้องการความช่วยเหลือจากรัฐเพื่อการเติบโต แต่ก็ไม่ได้หวังให้รัฐบาลมาอุ้มมาชูมากมาย เพียงแค่อย่างได้แนวทาง อยากได้สถานที่ อยากใด้ความช่วยเหลือบางอย่างเพื่อมาสานต่อ

สินค้าจะไปได้หรือไปไม่ได้ มันอยู่ที่คุณภาพ แต่การมีเวทีมีโครงการสนับสนุนจากรัฐ มันก็จะช่วยทำให้คนได้สัมผัสกับสินค้าเรามากยิ่งขึ้น พวกรากหญ้าอย่างผม ๆ จึงยังคงหวังที่จะเห็นโครงการโอทอปได้พัฒนาเติบโตไปแบบยั่งยืน จะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ไปเป็นอย่างไรก็ไม่ว่า แต่อยากให้รํฐได้ส่งเสริมโครงการนี้ต่อไปครับ





จากคุณ : sakchai splash - [ 13 พ.ย. 51 20:17:17 ]




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2551 2:05:34 น.
Counter : 5616 Pageviews.  


น้องหนูสะดิ้งน้อย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นหญิงสาวคนนึง รักการอ่าน การเรียนรู้สิ่งใหม่ รวมถึงสะสมความรู้ต่าง ๆ ชอบความหลากหลาย ชอบกิน ชอบเที่ยว ชอบความแปลกใหม่ ใจกล้า มั่น บ้า รักความท้าทาย แต่อยู่ในกรอบที่พอดี
บล็อกนี้ เป็นทั้งความรู้ที่แอ้ชอบเก็บสะสม เป็นสมุดบันทึก เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ แอ้เองก็เพิ่งทราบค่ะ ว่าบล็อกนี่เค้าใช้ขายของกันได้ เห็นมีคนขายกันเยอะไปหมด ถ้าอย่างไรก็แวะไปเยี่ยมเยียนที่ http://www.beautyoffame.com เพิ่งเริ่มทำจริงจังได้สองเดือนเองค่ะ ขอบคุณนะคะ ที่แวะมาเยี่ยมเยียนกัน
Friends' blogs
[Add น้องหนูสะดิ้งน้อย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.