น ก ก ร ะ จิ บ เ ล่ า เ รื่ อ ง
ธรรมะเป็นคำตอบของคนหนุ่มสาว
Group Blog
 
All Blogs
 

จดหมายถึงพระจันทร์ ฉบับที่ 13

18 มกราคม 2549


ถึง พระจันทร์

มีหลายคนถามฉันว่า ทำไมฉันถึงไม่เขียนจดหมายถึงพระจันทร์อีก
ด้วยความคิดเห็นของเขา เขาบอกว่า จดหมายถึงพระจันทร์เป็นเรื่องราวที่น่าอ่าน
เพราะสะท้อนลึกถึงจิตใจของคนอย่างแท้จริง


ฉันก็คิดว่าเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
แต่ ... ฉันรู้สึกว่า อารมณ์อ่อนไหวของฉันเริ่มนิ่งและคงที่มากขึ้น
ฉันไม่มีอารมณ์ใดๆ จะถ่ายทอดออกมามากมายอยู่นั่นแล้วอีก


ด้วยความชัดแจ้งจนฉันรู้ลึกถึงความกระส่ายในเบื้องลึก
ความสะเทือนในเบื้องใน
และความขาดหายแห่งอารมณ์ที่กระทบเข้ามา


วันนี้ ... ฉันรู้สึกกลับมาทบทวนอะไรเกี่ยวกับตัวเองในบางอย่าง
ความรู้ต่างๆ ที่ฉันจำเป็นต้องพัฒนา


โดยเฉพาะในเรื่องการสอนคนให้เข้าใจความจริง
หลักธรรมของพระพุทธองค์เป็นสิ่งวิเศษเหลือประมาณ


แต่ฉันยังขาดด้อยในความเข้าใจ
ขาดความเข้าใจพื้นฐานของคนแต่ละคน
ฉันปรารถนาเพียงแต่ว่าให้เขาเข้าใจ
และรู้สึกเป็นห่วงคนอื่นๆ เหลือประมาณ


หากถ้าแม้หนึ่งใคร ที่เข้าใจความจริงในด้านผิด
แม้เพียงนิด ฉันก็รู้สึกเป็นห่วงเป็นกังวลขึ้นมา


หวนนึกถึงพระพุทธองค์ พระองค์ทรงเพียรเสียเหลือเกินที่จะบอกสอนทางถูกต้องให้ผู้ปฏิบัติตามได้เห็นผล
หากแม้จะล้าต่อการฝึกคนให้เข้าใจธรรมอย่างถ่องแท้
ธรรมะ เป็นสิ่งง่ายดาย แต่แล้ว .. ก็เป็นสิ่งยากที่จะสื่อสาร
หากผู้นั้นไม่ปฏิบัติให้เข้าใจและให้ถึงความรู้ยิ่งตรงนั้นได้ด้วยตนเอง


หลายครั้งความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
ทำให้การแสดงออกของฉันเหมือนคนขุ่นเคือง หงุดหงิด โกรธเกรี้ยว
แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ...
ความห่วงใยมากมายต่อคนที่จะมาฝึกปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระองค์
ทำให้ฉันรู้สึกเหนื่อยใจ ในการเพียรที่จะบอกให้เขารู้ได้


อานุภาพของฉันคงน้อยเหลือเกิน
ไม่มากเพียงพอที่จะทำให้คนคลายเคลือบแคลงสงสัย
และพิสูจน์สิ่งต่างๆ ที่ฉันรู้ และ เป็นความจริง ให้ปรากฏเด่นชัด


ฉันมิได้นำพาตัวตนของฉันไปกดข่มผู้ใด
เพียงแต่ฉันใช้อานุภาพแห่งความเป็นจริงข่มให้ผู้นั้นยอมรับ
แต่ด้วยอำนาจแห่งปัญญาของฉันน้อยนัก จึงมิสามารถที่จะเอาชนะความไม่รู้ของใครต่อใครได้


สภาวะที่มิอาจพูดจาบ่ายเบี่ยงอ้อมค้อม
จึงบีบคั้นให้ฉันอดพูดความจริงไม่ได้
ความจริงที่เจ็บปวดด้วยบั่นทอนความศรัทธาอะไรบางอย่างของผู้คน


แสงของนวลจันทร์งามตา เป็นสิ่งที่น่าเคลิบเคลิ้มหลงใหล ฉันใดก็ตาม
ในยามแห่งอรุณรุ่งที่ทำลายความสุขแห่งชั่วคืน
กับแสงแยงตาแห่งดวงตะวันยามอุษาสาง
ย่อมทำลายความเคลิบหลับในราตรีที่ยาวนาน
หลายคนจึงโกรธเคืองแสงแรกในยามเช้า
และรู้สึกไม่อยากจะเริ่มต้นพบกับความจริง ... ในยามที่ความฝันแสนสวยถูกทำลายลง


คงไม่ต่างจากความรู้สึกของคนบางคนที่ขุ่นเคืองฉัน
กับวาจาอันขาดการปรุงแต่งให้สวยหรูฟังดูดี
ฉันไม่ปรารถนาให้ใครๆ ศรัทธา
แต่ปรารถนาเพียงแต่ให้เขาเข้าใจวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความเป็นจริง


ขอขมาห้วงแห่งค่ำคืนอันเหน็บหนาว
ที่มีเรื่องราวภายใต้ผ้าห่มอันอบอุ่นห่อหุ้มร่างกาย
คล้ายๆ ปกป้องให้หลับฝันในราตรีอันยาวนาน


หากภาระหน้าที่ทางธรรมของฉันยังดำรงอยู่
ฉันขอปัญญาอันแจ่มแจ้งเพียงพอที่จะเข้าใจผู้คน
และปัญญาในการบอกสอนและขัดเกลาความต้องการของผู้คนต่างๆ
ให้ค่อยๆ เบาบางลงแล้วค้นพบความเป็นจริง


พระจันทร์แสนสวย ...
เธอคือมายาการ ที่ใครๆ ไม่ยอมรับว่า เธอคือสิ่งประดับให้ความหวังลมแล้ง
แต่ใครๆ กลับหลงใหลชื่นชมราตรีกาลเสมือนเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอันนิรันดร์
แท้แล้ว ... สุขในยามราตรีไม่มีจริงเลย
มีแต่แสงสลัวลางไม่ชัดแจ้งและความลังเลว้าวุ่นสับสน


จุดบกพร่องของฉันในอันที่ไม่เข้าใจจิตใจคนอื่นยังมีอยู่มากมาย
ฉันขอเพียงพรจากอานุภาพอันสูงสุดแห่งชีวิต
ที่จะดลบันดาลให้ฉันได้พบผู้มีปัญญาเพียงพอที่จะเข้าใจความจริงทั้งหลายทั้งปวง อันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว
และได้มีโอกาสเป็นสะพานเพื่อให้ผู้มีปัญญาเหล่านั้นได้พบข้อปฏิบัติอันเป็นสิ่งวิเศษอย่างถ่องแท้
ที่สุด ฉันขอให้ฉันมีปัญญาเพียงพอที่จะชี้ทางให้ผู้ที่มีความเข้าใจผิดพลาด เห็นผิด หลงผิด ได้พบแสงแห่งศรัทธาอันยิ่งใหญ่ เพื่อหลอมปัญญาไปสู่ความสำเร็จแห่งความสว่างไสวในด้านจิตวิญญาณ


ส่วนผู้ใดที่ปัญญายังไม่เพียงพอ ขอให้เขาไปตามเส้นทางปรารถนาแห่งเขา
ไม่ต้องการศรัทธาใดๆ จากใครทั้งหมดทั้งสิ้น
หากแต่ต้องการเพียงเห็นใครสักคนปฏิบัติตามธรรมะของพระพุทธองค์อย่างตรงทาง
และพัฒนาการก้าวหน้าไปถึงฟากฝั่งแห่งการสิ้นทุกข์ และปัญญาอันเลิศแท้


ฉันมิอาจจะพูดอะไรมากมายให้คนทั้งหลายฟังได้ถึงแนวทางใดที่ถูกต้องหรือผิดพลาดใดๆ
เพราะปัญญาฉันน้อยเหลือเกินที่จะไปทำลายศรัทธาของพวกเขาได้
ฉันได้แต่เฝ้ามองด้วยความเป็นห่วงอันเป็นภาระหนักหน่วงในห้วงดวงใจ


ขอพระธรรมพระวินัยของพระพุทธองค์ยังดำรงอยู่
มีผู้ปฏิบัติตามพระองค์อย่างถูกต้องด้วยความเคารพ
และมีปัญญาพอจะเห็นแนวทางอย่างแท้จริง


ถึงพระจันทร์ ....
วันนี้ฉันเขียนถึงเธอ
ถ้าไม่มีเธอ ฉันก็ไม่รู้จักเทียบเคียงแสงสว่างระหว่างดวงจันทร์กับดวงตะวันได้
ยามค่ำคืนมืดมน มีเพียงเธอที่ยังเป็นแรงใจให้มนุษย์มีความหวังและชื่นชมกับอารมณ์สุข
ก่อนถึงวาระแห่งแสงสว่างที่แท้จริงแห่งดวงตะวันมาเยือน


คนธรรมดาคนหนึ่งอย่างฉัน ... ได้แต่เฝ้ามองความเป็นไป
และจะวางใจไปบำเพ็ญเพียรสักที
โดยไม่วุ่นวายกับใครๆ หากใครๆ ไม่เข้ามาขอพึ่งพา
ฉันคงทำหน้าที่เท่าที่ทำได้ และเท่าที่ใครร้องขอ
หากใครไม่ร้องขอให้ช่วยเหลือฉันคงมิอาจเอื้อมดิ้นรนไปแสดงตน


อยู่อย่างสันติสงบตามอัตภาพ
ขอความนิ่ง สติอันสมบูรณ์ ปัญญาเต็มบริบูรณ์ จงบังเกิดในห้วงลึกแห่งดวงใจ
วันนี้ ... ฉันรู้สึกตัวเองต้องก้าวต่อไป
ต้องพัฒนาอีกมากมายกับสิ่งต่างๆ อันเป็นภาระที่ต้องกระทำ
เหมือนๆ ภาระที่ต้องกระทำจริงๆ
ในการช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการที่พึ่งพิง


และสักวัน ฉันเองก็จะถึงที่สุดแห่งการสิ้นทุกข์
ถึงความสงบสันติอันจริงแท้ และความดีงามอันจีรัง


ถึงพระจันทร์ ...
ขอให้เธอช่วยฉันในยามค่ำคืน ในห้วงแห่งความฝัน
สาดแสงแห่งปัญญาแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
ขับกล่อมคนให้พ้นวุ่นวายใจ
ขอความเมตตานานาประการช่วยเกื้อกูลเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง
ให้เขาเกิดความปีติสุขและเกิดพลังอันยิ่งใหญ่
ในค่ำคืนแห่งความฝัน .... แม้มันจะสั้นเพียงเสี้ยวหนึ่งแห่งวัน


ก่อนตะวันจะมา ...
เพื่อให้เขาเตรียมใจรับแสงสว่างได้อย่างเคยชิน
มิต้องดิ้นรนติดอยู่ในบ่วงแห่งความมืด
หากแสงแห่งจันทร์ทำให้คนถวิลหาความสว่างแห่งความจริงได้
เพียงเท่านั้นฉันก็อนุโมทนาบุญ


ไว้จะมาเขียนถึงเธออีก ... พระจันทร์ที่รัก
ในค่ำคืนนี้ เราคงจบจดหมายเพียงเท่านี้


หวังเรียนรู้แสงอ่อนโยนจากเธอเพื่อเรียนรู้ความต้องการของผู้คน
นกกระจิบฟองน้ำ




 

Create Date : 19 มกราคม 2549    
Last Update : 19 มกราคม 2549 0:20:19 น.
Counter : 144 Pageviews.  

เขียนถึงพระจันทร์ (12)

18 พฤษภาคม 2548


ถึง พระจันทร์
วันนี้อาการในจิตใจของฉันหนักกว่าเดิม

เมื่อเช้า ฉันกินอาหาร
ข้าวหุงเอง กับข้าวก็คืออาหารกระป๋อง
รสชาติก็อร่อยใช้ได้
แต่ทำไมฉันถึงกินไม่ลง

ฉันเห็นมันสกปรกจังเลย
ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนกับอาหาร
ทั้งๆ ที่รสชาติก็อร่อยดี

ข้าวหอมมะลิหุงขาว หอม
ลาบปลายิ้ม หยอดน้ำปลาคลุกข้าวร้อนๆ อร่อยดีเหมือนกัน
แต่ทันทีที่เข้าปาก
ฉันรับรู้ถึงรสชาติของอาหารแล้ว
ฉันดูอาหารผ่านลิ้น ลำคอ ทางเดินอาหาร ลงไปสู่กระเพาะอาหาร
มันช่างสกปรกจริงๆ

ถึง พระจันทร์
ฉันหยุดกินอาหารทั้งๆ ที่อาหารยังไม่หมดเลย
ฉันนั่งนิ่งๆ ดูอาการทางจิตใจของฉัน
อาหารอร่อยไหม?
ตอบว่า อร่อยดี
แต่ทำไมถึงสกปรก ทั้งที่ก็เพิ่งหุง เพิ่งปรุง

ฉันมานั่งคิด ...
ถ้าขณะนี้มีใครเอาอาหารญี่ปุ่น ฟูจิ ที่ฉันโปรดปรานมาให้
ฉันก็ยังคงกินไม่ลงหรอก
ทั้งๆ ที่อร่อยสุดแสนอร่อยที่สุดแล้ว

ต่อให้เอาอาหารที่แปลกๆ รสชาติเลิศรสยังไง
ฉันก็คงกินไปงั้นๆ
อร่อยก็อร่อย แต่มันงั้นๆ

ฉันดื่มน้ำอัดลม
ทันทีที่น้ำไหลลงคอ
ฉันรู้สึกว่า มันอร่อยตรงไหนเนี่ย?
ฉันเห็นอันตรายจากน้ำอัดลมอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

เมื่อเช้านี้ ฉันหิวมากๆ
หิวและอยากอาหาร
แต่พอฉันได้กินมัน ฉันกลับสะอิดสะเอียน

ประมาณสักเกือบชั่วโมง หลวงปู่ท่านก็โทร. มาพอดี
ฉันบอกท่านว่า รุ่งกำลังอยากคุยกับหลวงปู่อยู่พอดี
แต่ไม่กล้าโทร.ไป เพราะเกรงว่า หลวงปู่กำลังพักอยู่เจ้าค่ะ

อาการของรุ่งหนักกว่าเดิมอีก
รุ่งกินอะไรไม่ลงแล้วล่ะเจ้าค่ะ

หลวงปู่ท่านบอกว่า ให้คงที่ไว้ อาจจะถึงมรรคผลในเรื่องอาหารก็ได้
รู้สึกอะไร ให้คงที่ ดูกายตัวเองไว้ ดูอาหารในกระเพาะ อุจจาระ ปัสสาวะ ด้วย
ไม่ต้องพูดอะไรเลยนะ
ทำสติที่กายไว้นะ หายใจเยอะๆ ดูลมทั่วกาย
นิมิตของสมาธิอย่าให้หายนะ
แล้วนึกถึงอาหารไว้ นึกถึงอารมณ์นั้นไว้
แค่นี้ก่อนนะ .... ทำสติไว้นะ
อาจจะได้มรรคผลในวันนี้

.... สาธุ เจ้าค่ะ

ฉันพยายามนิ่ง ใช้สติ
นึกถึงอาหาร
ฉันเห็นที่มาของอาหาร
ฉันเห็นกระบวนการอาหาร
แหวะ ... สะอิดสะเอียนเหลือเกิน

ฉันเห็นอาหารในกระเพาะอาหารตัวเอง
มันกำลังถูกย่อย
ถูกกระบวนการของร่างกายทำงานอย่างต่อเนื่อง
ข้าวสวยๆ ร้อนๆ ขาวๆ หอมๆ
ถูกกระเพาะอาหารบีบย่อย
แล้วถูกส่งไปสู่ลำไส้ ถูกดูดซึมไปตามเส้นเลือดในร่างกาย
ฉันเห็นว่า ข้าวที่ถูกย่อยถูกส่งไปตามลำแขนลำขาของฉันด้วย

ฉันนิ่ง แล้วฉันก็ลุกไปซักผ้า
เจ็บมือเหลือเกิน
ผงซักฟอกกัดนิ้วฉัน
ฉันขืน พยายามซัก
จิตเป็น "ผู้รู้" รับรู้ความเจ็บที่นิ้วมือ
แต่ทำไมฉันต้องไปเจ็บกับมันด้วย

แล้วฉันก็หวนมาจัดเก็บอาหารที่เหลือๆ ต่อ
มดไต่มาที่จานข้าว
แล้วไต่จะมาลงในน้ำหวานๆ
เพราะความตะกละของมดทีเดียวที่ทำให้มันต้องเอาชีวิตมาพลีไว้กับอาหาร
ทั้งที่อาหารมันก็ไม่เห็นมีอะไรเลย

ฉันนึกถึงแมลงวัน ....
ภาพแมลงวันตอมสิ่งสกปรกวนเวียนมาให้เห็นอีก
ฉันนึก อาหารสกปรก ฉันเห็นว่าอร่อย สะอาด หอม หวาน
แมลงวัน เห็นสิ่งสกปรกที่ฉันรังเกียจเป็นแบบที่ฉันเคยหลงไปกับมัน

ฉันเพิ่งกินข้าวเย็นเสร็จ ...
แปลกที่ฉันเห็นตัวเอง เป็นโครงกระดูกกินข้าว
อาหาร ก็เป็นธาตุของโลก สัมผัสกับลิ้น
ลิ้นรับรสต่างๆ
จิตฉันรับรู้ทุกอย่าง
โครงกระดูก เนื้อหนัง ร่างกาย ทำงานต่อเนื่องกันไป
ฉันดูลมไหลเข้าไหลออกภายในกายด้วย

มันเป็นความรู้สึกที่น่าสะอิดสะเอียน
นี่ฉันต้องมาจมอยู่กับร่างกายของตัวเองอย่างนี้หรือ
ฉันต้องปรนเปรอมันด้วยอาหาร เพื่อให้มันอยู่ได้หรือนี่
ฉันจะต้องพักผ่อน เพื่อให้มันแข็งแรง
ฉันจะต้องหาเครื่องนุ่งห่มมาใส่ให้มัน
หาเครื่องทำความอบอุ่นให้มันอยู่ได้

ฉันจะต้องรักษามันไว้ เพื่ออะไร?
เพื่อตัวฉันเอง .... เพื่อให้ฉันประกอบกิจต่างๆ ได้

ฉันมานั่งคิดทบทวน
ถ้าขณะนี้ มีใครสักคนมาบอกให้ฉันฆ่าใครอีกคน
ฉันคงทำไม่ได้หรอก
เพราะว่า ร่างกายของเขา เขาต้องดูแล เขารับรู้ความเจ็บปวดได้
เขารักร่างกายตัวเอง ไม่ต่างอะไรจากฉัน

เหมือนๆ กับที่ฉันเห็นมด
ฉันรู้สึกว่า ฉันจะฆ่ามดตายด้วยความโกรธของฉันไม่ได้หรอก
เพราะฉันรู้สึกโกรธมันไม่ลง
มันทำทุกอย่างไปด้วยอำนาจกิเลสของมัน
โดยที่มันไม่รู้จักเลยว่า มันอยากอาหาร
มันชื่นชมกับรสหวานของอาหาร
มันไม่รู้หรอกว่า อาหารนั้นเป็นของใคร
และมันจะต้องเป็นอย่างไรต่อไป
ถ้าคนเอามันที่ติดอยู่กับเศษอาหารไปล้างทำความสะอาด

ถึง พระจันทร์
ชีวิตนี่ ... มันทุกข์เสียจริง
ฉันจะต้องดูแลกายของตัวเองให้ดีๆ
ต้องสรรหาอะไรที่ดีๆ มาปรนเปรอมัน เพื่อให้ฉันอยู่ได้อย่างมีความสุข
เพื่อดำเนินกิจต่างๆ ของฉัน

"รักตน ยิ่งกว่าสิ่งใด"
ฉันเพิ่งเข้าใจ .... ฉันรู้สึกรักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม
รักอย่างเข้าใจดี

ฉันจึงหมั่นระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ที่ปกเกศ ปกเศียร ปกเกล้า ของฉัน
คุณเหล่านี้ปกป้องฉันไว้ ให้ฉันคุ้มครองรักษาตนได้เป็นอย่างดี

วันนี้ ... มีใครบางคนเกิดทุกข์ใจ
โทร. มาปรึกษาฉัน
โทร. มาระบายปัญหาให้ฉันฟัง
ฉันฟัง ... นิ่งจนเขาถามว่า รุ่ง ฟังอยู่หรือเปล่า?
ฟังทุกคำค่ะ ....
พักหลัง เป็นเช่นนี้เสมอ
เวลาใครโทร.มาคุยกับฉัน ฉันมักจะเอาสติดูที่กาย
หายใจลึกๆ เยอะๆ และคงที่ฟังเขานิ่งๆ จนคล้ายกับเงียบไปเลย

ฉันเป็นห่วงเขา ....
แต่ฉันก็นิ่ง ฉันคิดว่า ฉันควรสนใจตัวเองมากกว่า
ชีวิตของใคร ก็ดำเนินไปตามเส้นทางของเขา
ฉันควรคงที่ไว้ ไม่จำเป็นต้องวิ่งไปตามวิถีของใครๆ
ฉันช่วยได้เท่าที่ช่วยได้
ช่วยเมื่อฉันอยู่นิ่งๆ
ไม่ดิ้นรนช่วยเหลือใคร

ฉันละวางความห่วงลง ... คงไว้เป็นความนิ่งเฉย
ให้เขาจัดการปัญหาของเขาไปซะเองดีกว่า
ฉันเพียงแต่ชี้ทาง บางคำ บางประโยค
เพื่อที่เขาจะคิดได้
ได้ หรือ ไม่ได้ มิใช่ธุระของฉัน

ถึง พระจันทร์
ฉันกำลังนั่งนิ่งดูความสะอิดสะเอียนในใจของฉัน

ฉันพยายามนั่งคงที่คราวเมื่ออาหารเข้าปาก
ฉันดูรสชาติอาหารทันทีที่ลิ้นสัมผัสรส
ฉันดูมือของฉันที่ตักอาหารใส่ปาก
ไม่นึก ไม่คิดอะไร
ฉันดูลมหายใจไหลเข้า ไหลออก ในกาย
แทบจะน้ำตาหลั่ง ....

พืช ผัก มาจากปุ๋ยที่เป็นปฏิกูล
สัตว์ มาจากซากชีวิต
ข้าว มาจากน้ำในนา
แล้วลงมาผสมกันในร่างกาย
ที่ประกอบไปด้วยเลือด เนื้อ ของเหลว ของแข็ง
แล้วก็โดยรวม ก็คือ ก้อนโลก

แล้วอะไรล่ะ ... ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า มันเป็นตัวฉัน
ฉันหลงใหล ฉันรัก ฉันทะนุถนอมปกป้อง
ไม่อยากให้ใครมาติเตียน
อยากให้ใครๆ สรรเสริญชื่นชมเสียเหลือเกิน
มันมีอะไรล่ะเนี่ย?

เฮ้อ ... มันน่าหน่ายเหลือเกิน
ฉันคงไม่จำเป็นต้องไปนั่งเงียบๆ ในป่า พินิจดูกายตัวเองหรอก
อยู่ที่ไหน มันก็น่าหน่าย
ฉะนั้น ฉันนั่งตรงนี้ แล้วดูกายตัวเองไปเรื่อยๆ ดีกว่า
หยุดนึก หยุดคิด
แล้วฉันเห็นอะไรขึ้นเยอะเลย

ถึง พระจันทร์
ฉันไม่รู้จะเขียนอะไรดีแล้ว
มันหน่ายเสียเหลือเกิน
ความหลงตนของฉันมันคลายลง หายไปไหนก็ไม่รู้
ความเริงรื่นกับชีวิตมันจางไป
มันถูกชำระหายไป
เหมือนกับว่า การที่ฉันดูกาย ดูลม นิ่งๆ ตรงนี้
เห็นทุกข์ในอาหารตรงนี้ จะเป็นน้ำสะอาดล้างอะไรของฉันลงได้เยอะเชียว

ล้างความยึดถือในตัวในตนลงได้ด้วย ....
เหมือนสีสันสดใสถูกชำระล้าง
เหลือแต่ความสะอาดที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ

ฉันรับประกันด้วยสัตย์จริงว่า ทุกสิ่งที่ฉันเขียนเล่า
เป็นอาการทางจิตใจที่เกิดขึ้นจริงๆ
ไม่ใช่ความคิดฟุ้ง .....

ฉันคงต้องยุติการเขียนถึงเธอไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะ
แล้วฉันจะมาเล่าอะไรให้อ่านอีก

สักวันปัญญาจะจ้าสว่างอย่างดวงตะวัน
นกกระจิบฟองน้ำ




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2548 19:11:50 น.
Counter : 120 Pageviews.  

เขียนถึงพระจันทร์ (11)

17 พฤษภาคม 2548


ถึง พระจันทร์
ฉันเริ่มอึดอัดกับอาหารในกระเพาะซะแล้ว
เดี๋ยวฉันจะเล่าอาการในจิตใจให้ฟัง

เมื่อสักครู่ เพิ่งคุยกับหลวงปู่
เล่าอาการให้ท่านฟังว่า
รุ่งรู้สึกแปลกๆ คือ อยู่ๆ ก็รู้สึกเบื่ออาหารขึ้นมา
ความจริง ไม่ใช่เบื่อแบบไม่อยากกินหรอกนะเจ้าคะ
เพียงแต่รู้สึกว่า ความอร่อยมันก็เปล่าๆ ว่างๆ
ไม่เห็นมีอะไรเลย

อยู่ๆ ก็คิดอยากกินอะไรขึ้นมา
แล้วก็รู้สึกว่า อาหารก็เท่านั้นแหละ
อร่อยแค่ไหน ก็เปล่าๆ
ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกเลยในโลกนี้
ไม่เห็นอยากลองลิ้มรสอาหารเลย

แต่ใช่ว่า จะเบื่อความอร่อยนะเจ้าคะ
ยังอยากกินอยู่เหมือนเดิม
แต่พอกินแล้ว ก็รู้สึกว่า อร่อย แต่มันก็งั้นๆ แหละ
แปลกดี ....

ฉันรู้สึกเบื่ออาหาร
อาหารอร่อยแค่ไหน ก็มีส่วนประกอบมารวมๆ กัน
สรรสร้างปรุงแต่งขึ้นมา
ไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย

อาหารมันน่ากิน .... พอนึกถึงส่วนประกอบที่ปรุงๆ เข้าด้วยกันแล้ว
ก็ไม่อยากจะกินแล้ว

หลวงปู่ท่านชอบใจ บอกว่า ดีๆ ทำสติให้มั่นๆ อีกนิด
ความกำหนัดในรสอาหารมันเริ่มคลายแล้ว
เข้าท่า ... เข้าท่า
อีกไม่นานหรอก

ถึง พระจันทร์
แต่ฉันก็ใช่ว่า จะคลายจากความติดในรสอาหารหรอกนะ
ก็ยังพึงพอใจในรสอาหารอยู่
เพียงแต่เบื่อที่มันไม่มีอะไรเลย
ผสมๆ กัน แล้วเกิดเป็นรสชาติขึ้นมาเท่านั้นเอง

วันนี้ ฉันไปกราบหลวงปู่มา
ฉันหายาดีๆ ไปถวายหลวงปู่
ไม่ได้คิดเรื่องทำบุญอะไรเพื่อตัวเองเลย
แต่คิดแต่ว่า จะบำรุงพระศาสนา จึงต้องบำรุงพระสงฆ์ เพื่อเป็นกำลังของศาสนา
ถ้าฉันไม่อุปัฏฐากครูบาอาจารย์
ฉันก็คงเหมือนคนไร้สติ
ไม่รู้จักสำนึกตัวเลยว่า ที่ฉันได้ดี มีความสุข ได้ธรรมะและมีปัญญา เป็นเพราะใคร

ฉันเห็นของดีๆ
เห็นสิ่งใดดีๆ พอที่จะนำไปถวายแด่หลวงปู่ได้
ไม่เกินกำลังของฉันนัก
ฉันก็จะทำ

ถ้าฉันมีเงินสักร้อยล้าน
ฉันจะสร้างสถานปฏิบัติธรรมและสร้างที่อยู่ใหม่ให้หลวงปู่
หาที่อยู่อันเป็นที่สบายถวายแด่ท่าน
เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

แปลกจัง ...
ฉันคิดจะให้ทาน โดยเหมือนๆ ไม่ได้ให้ทาน
ฉันให้แบบจิตใจเปล่าๆ ว่างๆ
ไม่เจือด้วยกิเลสใดๆ เลย
ฉันให้เพื่อเอื้อประโยชน์โดยแท้จริง

ถึง พระจันทร์
ฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่า ฉันทำบุญไปมากมายสักแค่ไหนแล้ว
เพียงแต่ว่า ถ้าที่สำนักของหลวงปู่ขาดสิ่งใด
ฉันเห็น ฉันก็จะหามาไว้ให้ครบถ้วน
ตามกำลังที่ฉันจะทำได้

ถ้าหลวงปู่ขาดสิ่งใด
ฉันรู้ ฉันก็จะจัดหามาถวายท่าน
สิ่งใดดี เป็นประโยชน์ ฉันทำได้ฉันก็จะทำ

ฉันนำผู้คนไปกราบท่าน เพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา
แปลกจัง ... ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกว่า ฉันทำประโยชน์ยิ่งใหญ่อะไรเลย
ในขณะที่หลายๆ คนมองฉันด้วยสายตาชื่นชม
มองว่า ฉันเป็นผู้มีพระคุณอย่างล้นเหลือ
เมื่อฉันมีปัญหาใดๆ มาปรึกษาหลวงปู่
ฉันพอจะช่วยแบ่งเบาได้ ฉันก็จะทำตามกำลังที่ฉันมี
เมื่อกิจต่างๆ ลุล่วงสำเร็จ
ผู้คนเหล่านั้นได้รับความสบายใจดีแล้ว
เขาสรรเสริญฉัน .... เหมือนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เหลือประมาณ

แต่ฉันกลับรู้สึกเป็นปกติ
ไม่เห็นวิเศษหรือแปลกแต่อย่างไรเลย

ชีวิตของฉันคงดำเนินไป ... ดำเนินไป
ไม่เห็นจะสุข จะทุกข์ มากกว่าเดิม
เบา สบาย ว่างเปล่า แต่มีคุณค่าอันเป็นปกติธรรมดาอยู่แล้ว

ถึง พระจันทร์
ฉันมาทบทวนตัวเองดูอีกครั้ง ....
ทำไมฉันถึงเฉยชากับการทำบุญของตัวเองจังเลย
ในขณะที่หลายคนตื่นเต้นเมื่อเขาได้ไปทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่มา
เขามาคุยให้ฉันฟัง
ฉันอนุโมทนาบุญกับเขาด้วย
แต่ในใจของฉันว่างเปล่า
อาจจะมีความชื่นชมยินดีกับเขา .... แต่เป็นความรู้สึกที่เย็นสบาย
ปกติแล้วในตัวของมันเอง
ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือยิ่งใหญ่อะไรเลย

อาการในจิตใจของฉันเช่นนี้ เกิดขึ้นมาหลายเดือนแล้ว
และนับวัน ยิ่งกลายเป็นความปกติจนไม่รู้สึกอะไรกับมันเลย
ไว้ฉันจะเรียนถามหลวงปู่ดูสักทีว่า อาการเช่นนี้ เป็นเช่นไร

"บุญก็ไม่เที่ยง บาปก็ไม่เที่ยง"
ฉันเคยได้ยินหลวงปู่แสดงธรรมเช่นนี้
และฉันเคยรู้มาว่า
"บุญก็ไม่ใช่ตน บาปก็ไม่ใช่ตน"
แต่ผลของบุญ และ ผลของบาป มีแน่นอน

ฉันรู้มาอีกอย่างว่า จิตของคน จิตของสัตว์ จิตของเทวดา จิตของสัตว์นรก จิตของเปรต จิตของพรหม เป็นจิตเหมือนกัน
เพียงแต่มี บุญ - บาป ห่อหุ้มจิต ให้เป็นไป
บุญ - บาป ปรุงแต่งจิต
ให้เกิดเป็นไปต่างๆ
ตราบใดที่ยังไม่แจ้ง ไม่รู้ความจริง
ก็ยังต้องถูกบุญ - บาป ห่อหุ้มจิตอยู่เช่นนี้ ตลอดไปนานสักเพียงใดหารู้ไม่

ถึง พระจันทร์
วันนี้ ฉันอาจจะคุยเรื่องลึกสักหน่อย
อาจจะคุยเรื่องลึกเกินสติปัญญาของใครๆ จะหยั่งถึงได้
แต่ฉันรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาจริงๆ

หลวงปู่บอกว่า ปัญญาของฉันเริ่มเกิดแล้ว
ขอให้คงที่ไว้ ทำสติที่กายที่จิตดีๆ

วันนี้ ฉันเห็นฝูงมดดำตัวเล็กๆ ท่าทางร่าเริง กำลังช่วยกันแบกมดดำตัวใหญ่ๆ ที่ตายแล้วไปไหนไม่รู้
ฉันถามหลวงปู่ว่า มดดำพวกนี้เอามดดำตัวใหญ่ไปประกอบพิธีศพหรือเจ้าคะ
หลวงปู่บอกว่า คงเอาไปกินละมัง
ฉันเห็นด้วย เพราะอาการตื่นเต้นยินดี ร่าเริงเหลือเกิน
ฉันถามต่อไปอีกว่า แล้วมดดำตัวเล็กๆ เหล่านี้ มันรู้ไหมคะว่า มดดำตัวใหญ่เคยมีจิตอยู่ในกายเหมือนๆ กับพวกมัน แต่ตอนนี้จิตออกจากกายแล้ว
หรือมันไม่เคยสงสัยนึกรู้อะไรเลย

หลวงปู่ท่านเงียบ ...
แต่ฉันเห็นความโง่ หลง ความไม่รู้ ของบรรดามดเหล่านี้
มันไม่เคยรู้ความจริงแม้กระทั่งว่า สิ่งมีชีวิตมีจิต
ไม่เคยรู้แม้กระทั่งว่า มดตัวใหญ่ก็มีจิต

เหมือนๆ กับคนเราหรือสัตว์โลกนั่นแหละ
ถ้าพระพุทธเจ้าไม่บังเกิดขึ้น ก็ไม่มีปัญญารู้ได้หรอกว่า เรามีจิต เขาก็มีจิต
เราอาศัยกายเพื่อดำรงชีพ
เราอาศัยก้อนโลกอยู่เพื่อประกอบกรรม
และอาศัยอวิชชา คือ ความไม่รู้ ทั้งหลาย ห่อหุ้มจนกลายเป็นสิ่งต่างๆ มากมาย

สุดท้าย ก็วนเวียน เวียนวน ...
เขียนมาถึงตรงนี้ แล้วน้ำตาจะหลั่งอีกแล้ว

ถึง พระจันทร์
วันนี้ .... ฉันนิมนต์หลวงปู่ให้สวดสรภัญญะให้ฉัน
ฉันบันทึกเทปเสียงหลวงปู่ไว้ฟัง
ท่านสวดชัดทุกถ้อยคำ
แต่ฉันสวดเหมือนเสียงแมว เงี้ยว ... เงี้ยว

ท่านลองให้ฉันสวด
ฉันก็ยังทำไม่ได้
ฉันบอกว่า ให้ทำสติอยู่ที่จิต และเกร็งขากรรไกรล่างไว้
เสียงออกจากคอ อย่าเอาเสียงออกแค่ปาก
ทำสติไว้ให้มั่นๆ แล้วจะทำได้

ฉันทำได้เป็นบางที ...
แล้วฉันจะกลับมาฝึกบ่อยๆ

เมื่อฉันจะกลับ ฉันกราบลาหลวงปู่
หลวงปู่สอนให้ฉันกราบใหม่
ให้กราบให้เป็นจังหวะดีๆ งามๆ
ท่านบอกว่า ให้สติอยู่ที่มือ มองมือตัวเองไว้ด้วยสิ

ฉันจะกลับมาฝึกทั้งหมดนี่แหละ
ทั้งการกราบ และ การสวดสรภัญญะ
"บัณฑิต ย่อม ฝึกตน"
ฉันจะจำไว้ ....
พระพุทธองค์ทรงฝึกบุคคลที่ควรฝึก
ถ้าฉันจะสำเร็จถึงขั้นโลกุตตรธรรมได้
ฉันต้องยอมถูกฝึกได้

ไม้จันทน์ยิ่งทุบยิ่งหอม
อ้อยยิ่งเคี่ยวยิ่งหวาน

ทุกครั้งที่ทดท้อ ฉันมักนึกถึงวจนะเหล่านี้เสมอๆ

ถึง พระจันทร์
ฉันคงต้องไปทำความเพียรให้ยิ่งๆ ขึ้นไปซะแล้ว
โลกใบนี้ เรียนรู้ไม่จบสิ้น
จิตใจ เรียนรู้ไม่จบสิ้น
พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี เป็นเสขะบุคคล
เป็นบุคคลที่ยังต้องศึกษาอยู่

แม้แต่หลวงปู่ ท่านปฏิบัติได้ระดับเช่นนี้แล้ว
ท่านยังไม่ละทิ้งการศึกษา
ท่านยังศึกษาอยู่หลายๆ เรื่อง

และฉันล่ะ?
ยังไม่ถึงคุณวิเศษทางพระพุทธศาสนาหรือโลกุตตรธรรมใดๆ ด้วยซ้ำ
ทำไมฉันถึงโง่ หลงคิดว่า ตัวเองรู้แล้ว
ไม่คิดจะฝึกฝนตัวเอง

ยิ่งฝึกกรรมฐาน ยิ่งรู้สึกว่า นับวันตัวเองโง่ลงๆ
เพราะมีอะไรให้ฉันเรียนรู้อีกมากมายนัก

ปัญญาเท่าหางอึ่งของฉัน ....
ฉันคงต้องพิสูจน์ความจริงด้วยการปฏิบัติต่อไป

ถึง พระจันทร์
โลกกว้าง ทางไกล ใจลึก
ฉันคงต้องระลึกน้อมเสมอว่า ฉันเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ
ที่อาศัยคุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ คุณบิดามารดา ให้กำเนิดกาย คุณครูบาอาจารย์สานต่อความดีงาม จึงจะได้เป็น ได้มี ในสิ่งต่างๆ
หาใช่ตัวของฉันเองไม่ ....

ลำพังแล้ว ... โดยตัวฉันเอง ไม่มีอะไรเลย
มีแต่ก้อนเนื้อ ก้อนเลือด ที่บิดามารดาอุตส่าห์ทะนุถนอมให้เติบโต
ส่งเสริมความดีงาม ส่งเสริมนิสัย ส่งเสริมชีวิตให้เติบตนจนเต็มตัว
และอาศัยคุณครูบาอาจารย์ปลูกปั้นสรรจิตใจให้เป็นคนจนเต็มคน
ที่สำคัญ ฉันอยู่ใต้ร่มแห่งคุณพระ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์
ฉันปฏิบัติบูชาเพื่อคุณพระรัตนตรัย

ถ้าฉันไม่ระลึกถึงคุณท่านเหล่านี้ ....
ฉันคงไม่เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหรอกนะ

ไว้ฉันจะมาบันทึกอะไรให้เธออ่านอีกนะ พระจันทร์
หากสิ่งที่ฉันเขียนเป็นประโยชน์ต่อโลกบ้าง ฉันก็ยินดี
และขอให้คุณประโยชน์เหล่านี้ เป็นการสนองคุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ คุณบิดามารดา และคุณครูบาอาจารย์ของฉัน
ถวายบุญทั้งหมดเป็นการบูชา สาธุ

หวังเพียงมีปัญญาแจ่มจ้าเหมือนดวงตะวัน
นกกระจิบฟองน้ำ




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2548 21:42:35 น.
Counter : 124 Pageviews.  

เขียนถึงพระจันทร์ (10)

16 พฤษภาคม 2548


ถึง พระจันทร์
ฉันจะเขียนจดหมายบอกลาเธอ
บอกลาท้องฟ้ากรุงเทพฯ

ฉันจะ "กลับบ้าน"
ไปทำงานที่ชลบุรี
พระจันทร์ที่นั่น งามกว่าที่นี่มากมายนัก

ทั้งๆ ที่เป็นพระจันทร์ดวงเดียวกัน ...
เหมือนๆ จิตของฉัน
จิตดวงเดียวกัน
แต่วันนี้ งามกว่าเมื่อวันก่อนๆ ที่ผ่านมา

ถึง พระจันทร์
อยากให้เธอพิศดูเองเถิดว่า ทำไมฉันถึงเขียนบอกเธอว่า จิตของฉันงามกว่าเมื่อวันที่ผ่านมา
เพราะถึงฉันจะพูดออกไป ก็เหมือนฉันทำดีเพื่อโอ้อวด
อยากให้เธอหรือใครๆ สรรเสริญเสียเต็มประดา

ในความเป็นจริง
จิตของใครย่อมมีความงามแล้วอยู่ในตัวเอง
เพียงแต่มีหลายสิ่งหลายอย่างบดบังจิตแท้ๆ งามๆ

เมื่อสักครู่ ฉันเปิดอีเมลอ่าน
หลังจากไม่ได้เข้าอินเตอร์เน็ตมาเป็นเวลาร่วมสัปดาห์
คุณปิยะมงคล ส่งข่าวคราวมา
ลงท้ายถามเรื่อง รวมเล่มหนังสือ
ให้แจ้งให้เขาทราบด้วย

ฉันยังคิดหาถ้อยคำตอบอีเมลของเขาให้เหมาะสมอยู่เหมือนกัน ...
เพราะช่วงนี้ ฉันคงขยับเขยื้อนทำอะไรมากมายนักไม่ได้หรอก
ต้องจัดการแพ็คของ เตรียมตัวกลับไปบ้าน
จัดการเครื่องคอมพิวเตอร์เสียใหม่
แล้วฉันจะลงมือทำหนังสืออย่างสบายๆ

เพื่อนคนดีของฉัน ติดต่อฉันมา
บ่นว่า ความรักเป็นทุกข์ จริงอย่างหลวงปู่ว่านะ รุ่ง นะ
ฉันตอบกลับไปว่า
นิ่งเสีย ดูความคิด จะหายฟุ้ง และหายทุกข์
ทำสมาธิไป
จิตแท้ๆ ไม่ทุกข์ หาจิตแท้ๆ ให้เจอ

ฉันไม่มั่นใจสักเท่าไหร่หรอกว่า ฉันจะแนะนำเพื่อนคนนี้ด้วยถ้อยคำสั้นๆ เช่นนี้ได้แค่ไหนกัน
แต่หลายครั้งที่พักหลังนี้ ฉันทำกิจของฉันบางอย่างสำเร็จ
ฉันคงที่ที่กาย ที่จิต ได้
ฉันเห็นกายขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้
ฉันเห็นอาการการพูด การฟัง การสัมผัส ของฉันได้
ฉันเห็นจิตว่างๆ เปล่าๆ ไร้การปรุงแต่งของฉันได้
รวมทั้งเห็นสิ่งต่างๆ มากมายที่มาปรุงแต่งมากระทบฉันได้

ฉันเห็นอารมณ์ของฉันเอง ...
ฉันพบความสุขที่แท้
ความสุขที่อยู่กับกาย กับจิต
และความสุขที่เป็น "ผู้เฝ้ามอง" สรรพสิ่ง

ถึง พระจันทร์
หากพระเจ้า มีจริง
ฉันก็คงเป็นพระเจ้าได้
หากฉันทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้ามองอย่างแท้จริง
หาก ปรมาตมัน มีจริง
ฉันก็คงถึงปรมาตมันไม่ยากอะไรนัก
หากฉันทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้ามองอย่างแท้จริง
หากพุทธะ มีจริง
ฉันก็ถึงความเป็นพุทธะ - ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ได้ไม่ยากเย็นอะไรเลย
หากฉันทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้ามองอย่างแท้จริง

แต่อะไรล่ะ?
ที่ทำให้ฉันเฝ้ามองสรรพสิ่งอย่างแท้จริงไม่ได้
ฉันรู้ล่ะ?
แต่ฉันของเก็บเอาไว้ก่อนดีกว่า
ถ้าเธออยากรู้ .... เธอลองนั่งนิ่งๆ เพื่อหาจิตแท้ๆ ของเธอเองให้พบสิจ๊ะ
แล้วเธอจะเห็นเจ้าตัวที่ทำให้เธอเป็นผู้เฝ้ามองอย่างแท้จริงไม่ได้ขึ้นมาเอง

ถึง พระจันทร์
จิตที่เฝ้าห่วงคนนั้นที คนนี้ที ของฉันนี่ .... อันตรายนัก
วันนี้ ฉันเพิ่งบ่นกับหลวงปู่
บอกท่านว่า เมื่อวานฉันยังคงที่ที่กายที่จิตได้ดีๆ อยู่เลย
ฉันมัวห่วงคนอื่นอยู่ จนฉันจะเอาตัวเองไม่รอด ไม่พ้น อยู่แล้ว ....
ฉันเห็นเด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมที่ฉันอดเป็นห่วงไม่ได้
ฉันต้องปากเปียกปากแฉะกับเขา เพื่อให้เขาดี
ฉันต้องพูดกับเขาแล้ว พูดกับเขาอีก หวังให้เขาเข้าใจ
แต่เขาก็ยังรู้สึกตัวไม่ได้

จิตของฉันเริ่มส่ายไปส่ายมา ...
เพราะความเป็นห่วงนี่เอง
ฉันจึงทนไม่ไหว ... บอกกับเด็กคนนี้ว่า
"น้ารุ่งจะไม่สนใจน้องนิวอีกแล้ว พูดแล้วไม่เปลี่ยนสักที ไม่เห็นรู้ตัวสักที"
แล้วฉันก็ทำกายคงที่ ทำจิตคงที่

น้องนิว จะทำอะไร ฉันก็ปล่อยเขาทำไป
เพราะฉันถือว่า ตัวของฉันเองต่างหากที่ฉันจำเป็นต้องดูแล
ต้องดูจิตกับกายของตัวเองไปพร้อมๆ กัน
ต้องหายใจออกให้ทั่วกาย
ต้องเห็นกาย เห็นจิตขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
ต้องรู้แม้กระทั่งความคิด ความรู้สึกของตัวเอง

ฉันเริ่มทำกายแข็ง มั่นคง
เมื่อกายแข็ง ลมหายใจก็ไหลทั่วกาย
ลมหายใจไหลทั่วกายดีแล้ว กระแสจิตของฉันก็แผ่ไปทั่วโลก
แล้วฉันก็เบา สบาย มีเพียงกาย กับ จิต ของฉันเท่านั้น
ที่ฉันจะต้องมั่น ดูแล ตลอดชีวิตของฉัน

ถึง พระจันทร์
ชีวิตนี้ ฉันไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว
นอกเสียจากกาย และ จิต ของฉัน
สติของฉันต้องแนบกับกาย และ จิต
ฉันจะทิ้งกาย ทิ้งจิต ของฉันไม่ได้
ฉันจะไม่ลืมกาย เพื่อจะไม่ลืมตัว
ฉันจะไม่ลืมจิต เพื่อจะไม่ปล่อยใจ

คนอื่นๆ หรือสิ่งอื่นๆ ก็เป็นสิ่งภายนอกทั้งหมด
มีเพียงฉันเท่านั้น ที่ต้องดูแลตัวเอง
รักษาตน ฝึกตน ให้ดีๆ

ฉันปรึกษาหลวงปู่เรื่องการห่วงคนอื่นมากเกินไปของฉัน
ท่านแนะว่า ห่วงคนอื่นได้ แต่ต้องมั่นที่กายที่จิต
เพื่อจะได้ช่วยใครๆ ได้ต่อไป

ฉันจะมั่นที่กายที่จิต
ฉันจะไม่ใส่ใจกับอะไรเกินกว่าตัวฉันเอง
เมื่อฉันทำกิจใดๆ ฉันก็จะทำอย่างมีสติ
สติที่แนบกาย แนบจิต
ไม่ไหลไปกับกับสิ่งใดๆ
แล้วกิจการงานของฉันจะดีมากกว่าความทำด้วยความหลงใหล
เอาจิต ทุ่มกาย เข้าไปยึดสิ่งที่ฉันทำ

วันนี้ ...
มีบริษัทโทร. เรียกให้ฉันไปสัมภาษณ์งาน
ฉันตัดสินใจสละสิทธิ์
จะกลับไปทำงานที่บ้าน

พ่อ กับ แม่ ของฉันอยู่ที่บ้านเพียงสองคน
ฉันจะกลับไปสนองคุณบิดามารดา
ฉันจะกลับไปสร้างฐานตัวเองที่บ้านของฉัน
ฉันไม่จำเป็นต้องไปเป็นลูกจ้างใคร
ถึงแม้ฉันจะได้ยศถาบรรดาศักดิ์สักมากมาย
มีเงินทองสักแค่ไหน
อยู่สบายเพียงใด
แต่ฉันตั้งใจจะกลับไปทำงานที่บ้าน

ถ้าฉันทำงานที่บ้านในส่วนของฉันได้รายได้
ส่วนหนึ่ง ฉันจะให้พ่อกับแม่
เป็นค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร
อีกส่วนหนึ่ง ฉันจะเก็บไว้เอง

และเมื่อฉันเก็บเงินได้
ตั้งตัวได้พอสมควรแล้ว
ฉันจะสนองคุณของพ่อแม่
พาท่านไปปฏิบัติธรรมได้บ่อยๆ
ท่านจะได้ไม่เหนื่อยมากเหมือนที่ผ่านๆ มา
ท่านจะได้ไม่เป็นห่วง เป็นกังวล กับพฤติกรรมของฉันเหมือนที่ผ่านมา
ท่านจะได้สบายใจสักที ที่ลูกสาวกลับไปอยู่กับท่าน
และดูแลกิจ ดูแลบ้าน ของท่าน

ฉันเคยใฝ่เคยฝัน ....
เคยอยากทำตามอำนาจกิเลส
อยากฟุ้งเฟ้อ อยากมีฐานะดีๆ
อยากมีเงินมากมาย
อยากท่องเที่ยวเดินทาง
อยากไปลิ้มรสสิ่งต่างๆ ที่ฉันไม่เคยได้ประสบพบเจอ
อยากเรียนรู้โลกกว้าง

ฉันหาเหตุผลต่างๆ เพื่อสนองความอยากของตัวเอง
ฉันคิดอยากทำงานดีๆ เงินเดือนมากมาย
ในตำแหน่งดีๆ
ฉันไม่อยากกลับบ้านเสียเลย
ฉันอยากโบยบิน

แต่มาวันนี้ ....
เมื่อสติฉันแนบกาย
ฉันจึงเข้าใจความหมายของชีวิต

สิ่งที่ฉันปรารถนา
ส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นเจตนาที่ดี
ฉันเป็นห่วงใครๆ
ฉันอยากทำงานสื่อมวลชน โดยที่ฉันเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์เอง
เพื่อเผยแพร่และจัดกิจกรรมดีๆ เพื่อจรรโลงจิตใจผู้คน และจรรโลงสังคม
แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นอำนาจกิเลสของฉันเอง
ฉันปรารถนา "ตัวตน" ของฉันให้เป็นที่ยอมรับ
ต้องการเกียรติยศชื่อเสียง คำสรรเสริญ
ต้องการการยอมรับจากสังคม
ต้องการสร้างชื่อ
ปุถุชน จะคิดจะทำอะไรมักเจือด้วยกิเลสเสมอ

ถึง พระจันทร์
วันนี้ที่ฉันตัดสินใจกลับบ้าน
ฉันเข้าใจดีแล้วว่า วันหนึ่งความปรารถนาของฉันจะสำเร็จได้ด้วยฐานของฉันเอง
ฉันจะสร้างตัวขึ้นมา
และเมื่อมีโอกาสเหมาะๆ ฉันจะเป็นเจ้าของธุรกิจเอง

แม่บอกว่า ต้องสร้างทุกสิ่งจากฐาน
จากสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายให้ใหญ่ขึ้น
แล้วจะกลายเป็นความมั่นคง

ฉันจะกลับไปอยู่กับพ่อ กับ แม่
อยู่ในบ้านที่ฉันเคยอยู่มาเป็นเวลา 20 ปี
ฉันหลงวนอยู่ในโลกวุ่นวายภายนอกมาเป็น 10 ปีแล้ว
ไม่เห็นได้อะไรขึ้นมาเลย

อาจจะมีใครสักคนบอกว่า ฉันได้ประสบการณ์
แต่ฉันคิดว่า ฉันได้เห็นความหลงโง่งมบ้า ของตัวเองมากกว่า
สับสน วุ่นวาย กับสิ่งจริง ที่ไม่ใช่สิ่งจริง

สิ่งจริง ที่ไม่ใช่ สิ่งจริง ....
เธออาจจะไม่เข้าใจ
นั่นสิ ... เธอจะเข้าใจได้อย่างไร
ถ้าเธอยังไม่เห็นมัน

ดูมันนิ่งๆ อย่างที่ฉันทำสิ
เธอจะเข้าใจว่า ทำไมฉันถึงเรียกมันว่า สิ่งจริง ที่ไม่ใช่ สิ่งจริง

ถึง พระจันทร์
ทุกคำพูดของฉัน
ฉันเขียนออกมาด้วยสติที่แนบกาย แนบจิตของฉัน
ฉันไม่ได้ไหลไปกับความคิด และสิ่งที่ฉันกำลังจะเขียน
นี่คือ สิ่งจริง ที่เป็น สิ่งจริง

ฉันเห็นมือของตัวเองนั่งเคาะแป้นคีย์บอร์ดอยู่
ฉันเห็นตัวฉันเองนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้
หูของฉันได้ยินเสียงสรรพสิ่งต่างๆ ชัดเจนดีอยู่
ลมยังไหลกระเพื่อมเข้าออก ... เข้าออก ในร่างกาย
ใจของฉันยังคิดถ้อยคำที่จะสื่อออกมา
ท้องของฉันรับสัมผัสความอิ่มจากอาหารที่ฉันเพิ่งกินเข้าไป

นี่แหละ ... พระจันทร์
เธอควรรู้จักสติปัฏฐาน 4 ให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นประธาน เป็นหัวหน้าที่ทำให้รู้จัก เวทนา จิต ธรรม
เมื่อรู้กายทั่วพร้อม - รู้โดยพร้อมๆ กับเช่นนี้แล้ว
ก็จะเห็น เวทนา จิต ธรรม ขึ้นมาเอง
ทำให้วิปัสสนาเกิดขึ้นไม่ยาก

เกิดจากการเฝ้าดูมันอย่างเดียว ...
ไม่ต้องไปเพ่งไปจ้องอะไรเลย
อะไรเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง แปรปรวน ก็ดูเอาไว้เช่นนี้
แล้วจะรู้แจ้งความจริง

ฉันปรารถนาจะรู้แจ้งความจริง
ฉันจึงต้องเจริญสติปัฏฐาน 4
และฉันปรารถนาให้สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์
ฉันจึงเริ่มจากการตั้งทั่วที่กาย เป็นสิ่งแรก
โดยไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องกดเก็ก

แล้วสักวัน ฉันคงสว่างแจ้งเป็นแสงตะวัน
นกกระจิบฟองน้ำ




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2548 21:09:23 น.
Counter : 117 Pageviews.  

จดหมายถึงพระจันทร์ ฉบับที่ 9

4 พฤษภาคม 2548



พระจันทร์ที่รัก
วันนี้ ฉันได้เรียนรู้ว่า
เมื่อฉันมีสติอยู่แนบกาย
รู้ลมเข้า ลมออก
รู้กายทั่วพร้อม ทั้งภายใน และ ภายนอก
ฉันจะคลายความหลงอะไรต่ออะไรได้อีกเยอะ

ฉันจึงไม่หลงไปกับเธอมากสักเท่าไหร่
ฉันไม่หลงไปกับความรำคาญใจของตัวเอง
ฉันรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจกับกิเลสของคนอื่นจังเลย
พระจันทร์ที่รัก

ฉันพยายามคงที่ ดูกาย ดูลมหายใจกระเพื่อมเข้า กระเพื่อมออก
ความน่ารำคาญของคนบางคน พยายามจะรบกวนใจฉัน
แต่ฉันก็นิ่งดูมัน

พระจันทร์ที่รัก
คนบางคนสำคัญตัวเองผิด
ฉันเห็นเขาสำคัญตัวเองผิดแล้วอดสะท้อนตัวเองไม่ได้
ฉันเคยคิดว่า ฉันเก่ง
และเมื่อฉันพบคนที่เก่งกว่าฉัน
ฉันก็สำคัญตัวเองว่า ความจริงฉันก็เก่งเหมือนเขาเหมือนกัน
และสำคัญตัวเขาผิดว่า เขาเองก็เป็นเหมือนๆ กับฉัน

พระจันทร์ที่รัก
ฉันเบื่อคนบางคนเหลือเกิน
บางคน .... กลิ่นกิเลสเหม็นคลุ้ง
แต่เขาสำคัญว่า เขาเป็นคนดีแล้ว
และสำคัญฉันว่า ฉันต้องคิดและรู้สึกเหมือนๆ กับเขา
มีความต้องการเหมือนๆ กับเขา
และพยายามตั้งคำถามให้ฉันคิดว่า ฉันก็เป็นแบบเขา
แล้วพยายามพูดอวดให้ฉันรู้ว่า เขาเองก็เหมือนกับฉันเหมือนกัน
ทั้งที่ฉันกำหนดดูเขาแล้ว เขาไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดเลย

มันไม่ต่างอะไรจากฉันเลยนะ พระจันทร์ที่รัก
ฉันเองก็เป็นเหมือนกันที่สำคัญตัวเองว่า ปฏิบัติธรรม
และพยายามพูดว่า ฉันเห็นกิเลสตัวเอง
พูดว่า ต้องคงที่ ต้องดูแลกาย กับ จิต ของตัวเอง
แต่ความจริง ฉันก็ยังทำไม่ได้สักเท่าไหร่หรอก

ไม่ต่างอะไรจากฉันเลย...
ที่บางครั้งฉันก็พาลคิดว่า คนบางคนก็เป็นแบบฉัน
ทั้งที่เขาทำอะไรดีกว่าฉันตั้งเยอะ

กิเลสที่เป็นความโอ้อวด และ ความอิจฉา มันนองเนื่องอยู่ในใจ
แต่บางที ฉันยอมรับมันไม่ได้
ฉันต้องปัดป้ายไปให้คนอื่นที่ฉันเห็นว่า เขาดีกว่าฉัน
เพื่อที่ฉันจะได้รู้สึกมีเพื่อน
รู้สึกว่า คนที่ดีกว่าฉันก็มีความต้องการไม่ต่างจากฉันเลย

และการอวดว่า ฉันก็คิดแบบเขาคนนั้น
ก็เป็นการแสดงกิเลสของตัวเองให้เขารู้เหมือนกันว่า ฉันเองก็ดีเหมือนกัน
ถ้าเขาอยู่เหนือกว่าฉัน เขาจะเห็นฉันชัดเลยทีเดียวว่า ฉันยังทำดีไม่ถึงจุดนั้นจริงๆ
แต่ฉันพยายามสร้างภาพตัวเองว่า ฉันก็ทำได้ เพื่อจะได้รู้สึกลำพองใจลึกๆ

กิเลสของเขา .... คนที่ฉันรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ
ก็ไม่ต่างจากฉันสักเท่าไหร่หรอก
ฉันอาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำ ตรงที่ว่า ฉันเป็นคนอวดรู้เสียมาก
พยายามแสดงความรู้ ความคิด ของตัวเอง จนน่ารำคาญ
และไม่รู้จักฟังสิ่งดีๆ จากใคร

มานะ คือ ความถือตัว ของฉันมีอยู่มากมายนัก
แม้กระทั่งเวลานี้ .... ที่ฉันรู้สึกรำคาญคนอื่น
ทั้งที่เป็นปกติธรรมดาของปุถุชนนั่นเองที่เขาจะต้องเป็นเช่นนั้น
และฉันเองก็ยังคงเป็นปุถุชน
ตรงนี้ เป็นเครื่องทดสอบกิเลสของฉันได้ดีว่า ฉันปฏิบัติยังไม่ถึงที่จริงๆ

พระจันทร์ที่รัก
เมื่อวานนี้ หลวงปู่บอกฉันว่า ฉันอาจจะบรรลุธรรมเพราะความอึดอัดรำคาญกิเลสคนอื่น
ฉันไม่อยากสนใจกิเลสของใครๆ เลย
ถ้าฉันอยู่เพียงลำพัง ดูจิต ดูกาย ตัวเอง
ฉันคงสบายกว่านี้ ....
แม้จะรำคาญกิเลสของตัวเองบ้างก็ตามเถอะ

การรำคาญกิเลสของตัวเอง
ทำให้ฉันไม่อยากทำอะไรกระทบคนอื่นเลย
ฉันต้องระวังตัวเองตลอดเวลาว่า กิเลสของฉันจะออกมาอวดคนอื่นบ้างหรือเปล่า
ฉันต้องมีสติตลอดเวลา

หลวงปู่บอกว่า การดูเพียงภายใน ไม่ทำให้เกิดปัญญา
การดูสิ่งภายนอก ดูสิ่งอื่นๆ ด้วย ทำให้เกิดปัญญา
ปัญญา 11 อย่างที่จะนำไปสู่มรรคผลนั่นก็คือ
รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต ไกล ใกล้ หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ภายใน ภายนอก

แต่มันทุกข์เหลือเกินนะ ....
อะไรก็ไม่ได้เป็นดังใจ
แม้แต่ตัวฉันเอง กิเลสของฉัน
ควบคุมมันไม่ได้เลย มันเกิดขึ้นแล้วก็อึดอัด เป็นทุกข์
ฉันต้องพยายามข่มมันด้วยสติตลอดเวลา
โดยการดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
ดูกายภายนอก ดูกายภายใน
เป็นสิ่งสำคัญที่ฉันต้องทำ

เพราะฉันเป็นคนที่สมาธิมีกำลัง
สมาธิของฉันหลุดไปอยู่ภายนอกเสียเยอะ
ฉันจึงต้องหันกลับมากแนบภายในตัวเองให้มากๆ
ภายนอก คือ ท้องฟ้า ขอบฟ้า แผ่นดิน ลมรอบๆ กายทั่วแผ่นดิน ทั่วท้องฟ้า แผ่นดินรอบโลก ก็ยังทรงไว้อยู่
แต่สิ่งสำคัญของฉัน คือ ภายใน

ฉันอึดอัดจนฉันร้องไห้หลายหน
หนหนึ่งที่ร้องไห้หนักๆ ก็ที่จังหวัดจันทบุรี
หลวงปู่ท่านชอบใจ คิดว่า เป็นการปฏิบัติที่เข้าท่าดี
ฉันร้องไห้ได้ขนาดนั้น .....

ก็มันทุกข์จริงๆ นี่เจ้าคะ
ทำไมกิเลสมันเยอะ
รุ่งอยากดี รุ่งอยากเก่งทุกอย่าง รุ่งอยากพูด อยากอวดว่า รุ่งก็มีดี รุ่งอยากให้ใครๆ สรรเสริญรุ่ง ใครติเตียนรุ่ง รุ่งเจ็บปวดเหลือเกิน ความอยากไม่เคยหายไปสักที เคยเห็นมันได้ ข่มมันได้ มันหายไป พอมันมาใหม่ ทำไมมันหนักกว่าเดิมเจ้าคะ

ไหนหลวงปู่บอกว่า การข่มกิเลสด้วยสมาธิ เมื่อกิเลสขึ้นมาใหม่มันจะจางกว่าเดิม แต่ทำไมรุ่งรู้สึกหนักกว่าเดิม
ฉันนั่งคร่ำครวญให้หลวงปู่ฟัง ....

คืนนั้นทั้งคืน ฉันคิดฟุ้ง
พยายามดูกาย ดูลม
แต่ภายในจิตใจของฉันร้องไห้
ฉันทุกข์ เจ็บปวด เศร้า เสียเหลือเกิน

ฉันหดหู่ ห่อเหี่ยว ....
ฉันพยายามหายใจลึกๆ
เอาลมไล่ความหดหู่เหล่านั้นให้หายไป
ฉันทำได้ แต่ก็ยังไม่หมดไปสักที

ฉันกลับมาจากจันทบุรี ....
คิดถึงพี่ปกรณ์ทุกที
คิดถึงคำพูดของพี่ปกรณ์
"อย่าทิ้งกาย"
คิดถึงคำเตือนของพี่ปกรณ์
"ศึกษาธรรมสู้ปฏิบัติธรรมไม่ได้"
คิดถึงความสง่างามของพี่ปกรณ์ ที่ทรงสติได้ตลอดเวลา
สติของพี่ปกรณ์มั่นมาก กายของพี่ปกรณ์ไม่เคยหายไปไหนเลย

"เวลาเรารู้อะไรมา ฟังอะไรมา เราชอบไปเชื่อซะก่อน อย่าไปเชื่อซะก่อนสิ ต้องพิสูจน์โดยการปฏิบัติให้เห็นผล ไปเชื่อซะก่อนแล้วก็เลยไม่ปฏิบัติ"
พี่ปกรณ์บอกฉันอย่างนี้ .....

ฉันนึกถึงพี่ปกรณ์บ่อยๆ
เพื่อที่ฉันจะได้ปฏิบัติธรรมได้
มีกำลังใจในการปฏิบัติ
และเจริญสติให้ได้อย่างพี่ปกรณ์

"สติปัฏฐาน 4 เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่มีศาสดาองค์ไหนสอนคนในเรื่อง สติปัฏฐาน 4 เลย ยกเว้นพระพุทธเจ้า"
พี่ปกรณ์ย้ำเช่นนี้ 2 ครั้ง

"การไม่ลืมกาย การดูกายตลอดเวลา ทำให้เราเห็นกายทั่วพร้อม แล้วทำให้เราเห็นจิตด้วย แค่เราดูกาย สติปัฏฐาน 4 ของเราก็เจริญแล้ว ถ้าดูลมด้วยยิ่งดีใหญ่เลย เป็นการเจริญอานาปานสติ"
สาธุเจ้าค่ะ .... พี่ปกรณ์ ที่เมตตาหนู

พี่จิ๋วบอกว่า ไม่เคยเห็นพี่ปกรณ์สอนใครเลย
เพิ่งเห็นมาสอนเราเนี่ย แสดงว่า ท่านเมตตาเรามาก

หลวงปู่บอกว่า ใครๆ เขาเอ็นดูรุ่ง อยากจะให้รุ่งปฏิบัติให้ถึงมรรคผลสักที
เพราะมันน่าจะถึงได้ตั้งนานแล้ว ใครๆ รู้สึกรำคาญว่า ทำไมอีกนิดเดียวถึงไม่ถึงสักที

นั่นสิ ....
ฉันเพิ่งขอขมาคุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ในเรื่องที่เคยคิดปรามาสคุณพระรัตนตรัย
ฉันเคยเหลวแหลกเพราะมัวแสวงหาชีวิตบ้าๆ บอๆ อยู่นาน
สำคัญว่าสมอง เป็นสิ่งวิเศษเลิศเลอเสียเหลือเกิน

พระจันทร์ที่รัก
สมอง ก็เป็นแค่อวัยวะหนึ่งของร่างกาย
ความฉลาดของฉัน ฉันก็ไม่รู้จะเอามันไปทำไม
ที่จริงก็ไม่ใช่ตัวฉันซักกะนิดนึง

แต่ฉันก็ยังอยากฉลาด อยากเก่งกว่าใครๆ อยู่นั่นแล้วแหละนะ
มันเป็นความโง่ของฉันเอง

และความฉลาดทางโลกทั้งหลายใช่ว่า จะทำให้ฉันถึงมรรคผลได้สักหน่อย
ไม่ได้ทำให้ฉันสิ้นทุกข์เลย รังแต่จะทำให้ทุกข์มากขึ้น
เพราะฉันไปติดอยู่กับความฉลาดของตัวเอง
มันน่าเบื่อหน่าย ....

ฉันฝึกสมาธิ ฉันมีอภิญญารู้เห็นอะไรได้บ้าง
แต่ฉันก็ไปหลงว่า ฉันเก่งเหลือเกิน
ทั้งที่ความจริงฉันไม่ได้เหนือกว่าใครๆ เลย
เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่า เวลาฉันฝึกให้ใครทำสมาธิแล้วสอนให้เขาใช้อภิญญา
บางคนกลับทำได้ดีกว่าฉันเสียอีก ....

แสดงว่า เรื่องสมาธิ เป็นเรื่องที่ใครฝึก ใครก็ได้
เรื่องการสิ้นทุกข์ก็เช่นเดียวกัน

เหมือนพี่ปกรณ์แนะฉันไว้ว่า ให้ทำสมาธิดูกายตัวเองทุกวัน ตั้งสัจจะว่า ทำจริงจังวันละ 15 นาที หรือ ชั่วโมงหนึ่ง โดยที่ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่หยุดทำ และระหว่างวันก็ต้องดูกายตัวเองไว้ด้วยเหมือนกัน
ท่านบอกว่า ความเพียรของฉันยังน้อย

พระจันทร์ที่รัก
ฉันเจริญสติทั้งวันเลยนะ ... ในวันนี้
มีความสุขที่สุดที่ไม่หลงไปกับอะไรมากๆ เหมือนที่ผ่านมา
อาจจะมีแว้บไปกับความคิด เพลินไปกับความคิดบางอย่างบ้าง
รู้ตัวก็ดึงกลับมาที่กาย ที่จิต
"คิดได้ พูดได้ แต่อย่าลืมกาย ถ้าพูดอะไรแล้วลืมกาย ก็ไม่ต้องพูดมันซะสิ"
พี่ปกรณ์บอกฉันอย่างนี้

ฉันจะระลึกถึงพี่ปกรณ์บ่อยๆ
เพื่อที่จะได้นำเขามาเป็นแบบอย่าง
สาธุ อนุโมทนาบุญของท่านด้วยเจ้าค่ะ

พระจันทร์ที่รัก
ฉันขอยุติการเขียนจดหมายเพียงเท่านี้ก่อนแล้วกัน
ไว้ฉันจะเขียนเล่าการปฏิบัติเพื่อให้ถึงการสิ้นทุกข์ของฉันให้เธออ่านอีก

หลงเธอน้อยลงกว่าเมื่อวาน
นกกระจิบฟองน้ำ




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2548 20:16:15 น.
Counter : 110 Pageviews.  

1  2  3  

แดดเช้า
Location :
พัทลุง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




[จะเป็นสะพานพาคนให้พ้นทุกข์]
...........................................................
หวังเกื้อกูลพระศาสนา
จึงตั้งค่าการหยั่งรู้ สู่มรรคผล
เพื่อรู้แจ้ง แห่งสัจธรรม นำใจคน
พาหลุดพ้น เป็นคันฉ่อง ครรลองธรรม : )

เกิดตายมาหลายหนจนนับไม่ถ้วน
ชาติหน้า หน่ายแล้ว ไม่อยากเกิดอีกแล้ว )

..............................................................
นาม ฉันนั้นแดดเช้า ........... ทอทอง
รูป แจ่มสดใสมอง ................ สุขล้ำ
จุดหมาย ดั่งครรลอง ............. หวังวาด
คติ แน่นในเนื้อน้ำ .......... ดิ่งซึ้งรสธรรม

หวัง นำชนสู่เป้า ................... แดนฝัน
กิจ ที่อธิษฐานพลัน ............... หยั่งรู้
ใน ชีวิตคิดสรรค์ .................... สร้างโลก
ธรรม สถิตมั่นสู้ ........... ปราบสิ้นกิเลสมาร

สานชีวิตแดดเช้า .................... หยาดอรุณ
มองโลกเพื่อเจือจุน ................. แหล่งหล้า
อาบอุ่นประกายคุณ .............. ไตรรัตน์
เพียงนบสนองแกล้วกล้า ..... แจ่มแจ้งปัญญา

ค่าแห่งอุดมคติเน้น .............. ตรงธรรม
ประกาศศาสน์น้อมนำ ........ อริยะแจ้ง
ฉุดผองเหล่าชนถลำ ............ จมทุกข์
ชี้ฝั่งให้เห็นแห้ง ......... แห่งห้วงทะเลกรรม

จึงบำเพ็ญตบะกล้า ......... ทางใจ
เพื่อมรรคผลอำไพ ........... จิตแจ้ง
เห็นอริยสัจจ์สว่างใส...... ทุกข์ปลด
แล้วจึ่งล้างขัดแย้ง .......... เบิกฟ้าสันติธรรม

หวังนำคุณพระแพร้ว......... ชี้ทาง
สถิตจิตในสิ่งวาง ............. มั่นเข้า
แผ่คุณเมตตาถาง .............. อุปสรรค
สู่ทุกจิตค่ำเช้า ........... พบแผ้วผ่องใส.

Friends' blogs
[Add แดดเช้า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.