Group Blog
 
All blogs
 

* เหตุเกิดที่.... ลานจอดรถ *



วันที่แดดแผดจ้า...........ร้อนจัง
มีอยู่คนที่ยัง................ต่อสู้
กลางแดดที่ประดัง........มาสู่
ได้โปรดเห็นใจผู้...........อื่นบ้างจะขอบคุณ



เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า....

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หนูหิ่ง ฯ ไปเยี่ยมลูกค้าที่รพ.

ตอนจะกลับ ก็ปรากฎว่ากลับไม่ได้ มีรถมาจอดขวางทางอยู่หลายคัน

คันอื่น ๆ เขาก็จอดล้อตรง เข็นได้ แต่คันที่อยู่หน้ารถหนูหิ่ง ฯ จอดล้อเบี้ยว

หนูหิ่ง ฯ จึงไปเรียกยามมาดู เพื่อให้ยามเรียกเจ้าของมาขยับ

ลุงยามก็เดินมาดู พร้อมกับส่ายหน้า แล้วบอกหนูหิ่ง ฯ ว่า....

เจ้าของรถคันนี้ ต้องทำอย่างงี้ประจำ รับรองที่หน้ารถต้องมีเบอร์โทรศัพท์ไว้แน่ ๆ

หนูหิ่ง ฯ จึงเดินอ้อมไปดูด้านหน้ารถ ปรากฎว่ามีเบอร์โทร.จริง ๆ ด้วย แสดงว่าต้องทำแบบนี้บ่อยมาก ๆ

ลุงยามก็บ่น ๆ ๆ (อาจจะกลัวหนูหิ่ง ฯ ว่ามั้งคะ)

หนูหิ่ง ฯ " ไม่เป็นไรค่ะลุง เดี๋ยวหนูโทร.เอง "

หนูหิ่ง ฯ " คุณคะ รบกวนช่วยมาย้ายรถหน่อยได้ไหมคะ ? รถหนูออกไม่ได้ค่ะ "

เจ้าของรถ " เดี๋ยวให้เด็กถือกุญแจไปให้นะ มีใครขับได้ไหม ? "

หนูหิ่ง ฯ " อึ้งไปสักพัก.... คุณคะ.... รถคุณราคาเป็นล้าน แน่ใจนะคะว่าจะให้หนูขับ ^_^
(นึกในใจ ว่าเสร็จแน่ ไม่ต้องไปลองที่โชว์รูมแล้ว ลองคันนี้หละ) "

เจ้าของรถ " เงียบฉี่.... "

หนูหิ่ง ฯ " รบกวนมาย้ายให้ด้วยนะคะ หนูต้องไปธุระที่รพ.อื่นอีกค่ะ "

เจ้าของรถ " ครับ ๆ เดี๋ยวตามคนไปย้ายให้ครับ " วางสาย (สงสัยลืมขอโทษที่มาจอดขวาง)

หนูหิ่ง ฯ " ลุงยามไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวเขามาย้ายให้ (ลุงยามทำหน้าเดือดร้อน) "

ลุงยาม " เป็นอย่างงี้ประจำแหละหนู บางครั้งลุงต้องโทร.เอง เพราะเจ้าของรถไม่มีโทรศัพท์ "

หนูหิ่ง ฯ " หรอคะคุณลุง (สงสารลุงยาม แดดก็ร้อน) "

ลุงยาม " รายได้ลุงวันละร้อยกว่าบาท ต้องมาเสียค่าโทรศัพท์อีก บอกตรง ๆ ว่าลุงไม่อยากมาอยู่ตรงจุดนี้เลย เครียดมาก ๆ "

หนูหิ่ง ฯ " เอางี้ไหมคะลุง ทีหลัง เวลาเขามาย้ายรถ บอกไปเลยว่าขอค่าโทร. 20 บาท (พยายามชวนคุยเล่น) "

ลุงยาม " เงียบ.... (สงสัยไม่กล้า หรือกลัวถูกร้องเรียน) "

หนูหิ่ง ฯ " ลุงยามคะ ไปเหอะ หนูรอตรงนี้เองได้ค่ะ แดดร้อน ลุงไปตรงโน้นเถอะ "

ลุงยาม " ...... เดินไปโบกรถต่อ "

สิบห้านาทีผ่านไปท่ามกลางแสงแดดที่แผดจ้า ณ ลานจอดรถ รพ. เวลา 13.30 น.

หนูหิ่ง ฯ ก็โทร.หาอีกครั้ง

หนูหิ่ง ฯ " คุณคะ ยังไม่เห็นมีใครมาย้ายรถให้เลยค่ะ "

เจ้าของรถ " ไปแล้วนะ รอเดี๋ยว " (ยังลืมขอโทษอีก ฮึ่ม ! ชักโมโห ร้อนก็ร้อน หิวก็หิว เอ๊ะ ! หรือว่าหนูหิ่ง ฯ โมโหหิว)

ห้านาทีผ่านไป ลุงยามเดินมาดูอีกครั้ง

ลุงยาม " ยังไม่มาหรือหนู "

หนูหิ่ง ฯ " ยังเลยค่ะลุง หนูโทร.ตามไปอีกครั้งแล้วค่ะ ลุงยามคะ หนูหิ่ง ฯ ปล่อยลมยางเขาดีไหมคะ ? ^_^ "

ลุงยาม " กล้าหรือหนู เขาให้ขับแทนยังไม่กล้าขับเลย ^_^
(แกคงรู้ว่าหนูหิ่ง ฯ ชวนคุยเล่น ๆ เรื่องของเรื่องไม่อยากให้แกเครียดค่ะ สงสาร) "

สักพัก ก็มีเด็กมา 2 คน ผู้ใหญ่ 1 คน หนูหิ่ง ฯ ไม่ทันมองว่าผู้ใหญ่นั้นเป็นใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะมัวแต่ดูล้อรถ ^_^

เด็ก 2 คน แต่งตัวดี (ก็เป็นลูก - หลานคนมีกะตังค์ก็งี้แหละ เริ่มอคติกับเด็ก)

เด็ก " ขอโทษครับพี่ " (ค่อยยังชั่ว ดีกว่าผู้ใหญ่เป็นกอง)

หนูหิ่ง ฯ " คราวหน้าถ้าจะจอดขวางชาวบ้าน ควรจอดให้ล้อตรง จะได้เข็นได้
(แน่ะ ! แนะซะงั้น.... น่าจะบอกว่าอย่าให้มีคราวหน้าอีกนะ ถูกปล่อยลมยางแน่) "

เด็ก " ขอโทษครับ "

หนูหิ่ง ฯ " ฮื่อ ๆ ...... (ใจอ่อนกับคำขอโทษ )"



แหม.... เสียดายลืมถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน



เล่าสู่กันฟังเรื่องนี้

เพียงเพราะว่าหนูหิ่ง ฯ สงสารลุงยาม วัน ๆ แกคงต้องผจญกับปัญหานี้หลายต่อหลายครั้ง

จนแกบอกหนูหิ่ง ฯ ได้ว่าต้องมีเบอร์โทร.แปะไว้ที่หน้ารถ และก็มีจริง ๆ เสียด้วย

หากใครที่เคยทำแบบนี้

หรือ

จะทำอีกในอนาคต

กรุณาจ่ายตังค์ค่าโทรศัพท์ให้แกด้วย !


ปล.
ตอนนี้นึกออกแค่นี้ค่ะ ^_^




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2551 22:02:43 น.
Counter : 101 Pageviews.  

* เรื่องของงู *



งูตัวที่ ๑

หลาย ๆ คนที่สนิทกันจะรู้ว่าฉันมีโรคประจำตัวคือ โรคกลัวงูขึ้นสมอง

(กลัวมาก ถึงมากที่สุด) แปลกมั้ยล่ะ

ทั้ง ๆ ที่ตัวก็อาศัยอยู่บนเขาตั้งแต่เกิด…จนโต



@ งูตัวแรกที่เจอ (ถ้าจำไม่ผิดนะ)


อายุประมาณ 5 ขวบได้แล้วหละ

ตอนเย็น ๆ ของทุกวัน มีหน้าที่ไปรับพ่อที่ไร่

ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไม่ไกลเท่าไหร่

ต้องไปช่วยพ่อเก็บพืชผักในไร่ไปขายมั่ง เก็บไว้กินมั่ง

เย็นวันหนึ่งก็เดินไปรับพ่อตามปรกติ

แต่ยังไปไม่ถึงกระต๊อบ

เพิ่งจะถึงหัวไร่เท่านั้นเอง ……. เอ๊ะ !

เห็นอะไรแว๊บ ๆ ที่ต้นหญ้า คิดเองก็ตอบตัวเองในใจ

ก็งูอ่ะดิ งูเขียวด้วยนะ

ตัวเล็ก ๆ นิ๊ดเดียวเอง สงสัยเพิ่งจะออกจากไข่มาแหงเลย

กำลังพันอยู่บนต้นหญ้า (ไม่ใช่ต้นไม้นะ)

รู้สึกว่ามันกำลังจ้องหน้าอยู่ ก็เลยไม่กล้าก้าวขาวิ่ง

ทำไงดีล่ะทีนี้………….

ก็อยู่มันตรงนั้นแหละ ร้องให้เลย ร้องดัง ๆ

เดี๋ยวพ่อได้ยินก็วิ่งมาหาเองแหละ

คิดได้ดังนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาร้อง ๆ ๆ ๆ จนพ่อวิ่งมาดู

โอ้ โฮ แฮะ เจ้างูเขียวตัวน้อยท่าจะหูหนวก

เขาร้องแทบตาย ไม่ยักกะได้ยิน

พอพ่อมาถึงก็ชี้โบ้ชี้เบ้ให้พ่อดู ว่างูมันอยู่ตรงนั้น

พ่อหันไปดูและเข้ามากอดพร้อมทั้งหัวเราะจนตัวโยก

“ โธ่เอ๊ยลูก นั่นมันเถาวัลย์ ไม่ใช่งูสักหน่อย “

แป่ว ! หน้าแหกแตกละเอียด

พ่อบอกว่า

สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่อย่างที่คิด
จงพินิจดูให้ดีค่อยตัดสิน
บางครั้งเสียงที่ส่งมาให้ได้ยิน
อาจไม่สิ้นสุดคำพูดบอกออกมา

ลูกจ๋าเจ้าจงจดจำคำพ่อไว้
เมื่อเติบใหญ่ให้ดูรู้รักษา
ความซื่อตรงจริงใจมั่นวาจา
เขาพูดมาฟังให้จบครบถ้อยความ




* * * * *


@ ตัวที่สอง

ก็บอกแล้วว่าบ้านอยู่บนเขา

ในวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์

เด็กเล็กเด็กโตทั้งหลายก็มักจะนัดกันไปยิงนก ตกปลา

งมหอย (หอยจริง ๆ กินได้ด้วย ^_^ )

ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “ หอยจูบ “

เพราะเวลากินต้องดูดให้ตัวหอยหลุดออกมาจากกระดอง

แต่ภาคกลางจะเรียกหอยขม

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันขมตรงไหนอ่ะนะ

เมื่อวานตอนเย็น ๆ ก็นัดกันไว้ว่า เช้าวันนี้จะไปนา

ไปงมหอยและเก็บผักตามทุ่งนา

พอสมาชิกมาพร้อมหน้าก็เริ่มออกเดินทาง

เมื่อพ้นเขตหมู่บ้านจะต้องเดินผ่านป่าก่อน

ไอ้เราก็เป็นคนกลัวงู ทุกคนรู้กันหมด ก็เลยให้เราเดินตามหลัง

ให้คนที่ไม่ค่อยกลัวเดินเป็นทัพหน้า

(แบบว่าทางมันแคบ ต้องเดินแถวตอนเรียงหนึ่ง)

เอ้า เดินหน้าเดิน ซ้าย ขวา ซ้าย ซ้าย ขวา ซ้าย

ถึงทุ่งนาพอดี ไม่ยักกะเจอคู่อริแฮะ

ที่นี้ก็เลือกเอาว่าใครจะลงล๊อคไหนงมหอยกันก่อนไม่ต้องแย่งกัน

เดี๋ยวค่อยเก็บผักทีหลัง

ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตา งม งม งม และ งม

เอ๊ะอะไรแว๊บแว๊บทางหางตา
ดูคลับคลาว่าข้าได้เคยเห็น
ขดตัวบนเบื้องคันนาน่าจะเป็น
งูนอนเล่นให้แดดแผดเผาตัว


อ่า.......... อีตอนนี้ไม่กล้าร้อง

กลัวว่ามันหูดีแล้วได้ยิน

ก็เลยตัดสินใจกระโดดไปขี่คอพี่ที่อยู่ล็อคติดกัน

โชคดีที่พี่คนนี้ตัวใหญ่มาก ก็เลยไม่ล้ม

“ พะ - พี่ ๆ ๆ หงะ – หงะ งูอ่ะ ๆ “

พี่เขาหันมาบอกว่า

“ จุ๊ ๆ อย่าเอ็ดไป “

แล้วก็เอาไม้ค่อย ๆ เขี่ยให้มันเลื้อยจากไป

โชคดีนะที่ไม่ใช่งูเห่า ไม่งั้นมันคงจะเห่าแล้วค่อยกัด

เจ้างูตัวนี้นิสัยดีนะ มันคงรู้ว่าเรากลัวมัน

มันก็เลยค่อย ๆ เลื้อยหลบไป

แฮ่..... ค่อยยังชั่ว ^_^




* * * * *


@ ตัวที่สาม (เจ้าตัวนี้เด็ดสุดเลยนะ จะบอกให้)

วันนี้เลิกโรงเรียนอย่างเรียบร้อย
เดินเกี่ยวก้อยกลับบ้านพร้อมกับพ่อ
กลับบ้านเร็วรีบเร่งแม่เฝ้ารอ
กลับไปก่อไฟอุ่นนั่งผิงกัน

แล้วก็ได้เวลาอาหารเย็น

สมาชิกในครอบครัวมานั่งล้อมวงในครัว

ซึ่งสร้างแยกไว้ด้านหลังบ้าน

กำลังนั่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อยยังไม่ถึงครึ่งท้องเลย

ก็ได้ยินเสียง แฉ่ ๆ ๆ ฟ่อ ๆ ๆ แว่วมาเบา ๆ

ก็เลยบอกพ่อ

“ พ่อ หนูได้ยินเสียงอะไรไม่รู้ ดัง ฟ่อ ฟ่อ มาจากในบ้าน “

พ่อก็เลยอาสาไปดูให้

คงจะนึกว่าหมาใครเข้ามาเล่นในบ้านมั้ง

ทุกคนมองตามหลังพ่อออกจากประตูครัวเดินผ่านประตูหลังเข้าไปในบ้าน

ไอ้หยา ! พวกเราเกือบช็อค

ที่ริมประตูหลังบ้านมีไอ้ตัวยาว ๆ ใหญ่เท่าแขน

ตั้งท่า แผ่แม่เบี้ย

เห็นที่หัวด้านหลังมีกุญแจซอลอยู่ด้วย

ไม่มีใครกล้าส่งเสียงเลยจนได้ยินเสียงพ่อพูดออกมาเบา ๆ

“ ไม่เห็นมีอะไรเลย ”

แล้วพ่อก็เดินย้อนกลับมา พวกเราส่งเสียงบอกพ่อเบา ๆ ว่า

“ อย่าเพิ่งออกมานะพ่อ ที่ประตูมีงูเห่า “

สงสัยพ่อจะฟังเพี้ยน เพราะพ่อตอบกลับมาเสียงดังฟังชัดว่า

“ หมาที่ไหนจะมาเห่า พ่อไม่เห็นมีหมาสักตัว “

พอพูดพร้อมกับเดินมายืนตรงประตู เสียวใส้น่าดูเลย

ก็เจ้างูตัวนั้นตั้งท่าจะฉกพ่อ 1 ที 2 ที 3 ที

ก็ยังไม่ฉก พ่อซึ่งมองไม่เห็นงู ก็ไม่ได้สนใจอะไร

เดินอย่างสง่าผ่าเผยกลับมาในครัว

เราเลยรีบปิดประตูครัว

กลัวเจ้าตัวนั้นตามพ่อเข้ามา

แล้วชี้ให้พ่อแอบดูที่รอยแยกข้างฝา

พ่อได้แต่อึ้ง....... อึ้ง...... และอึ้ง......

จนกระทั่งมันเลื้อยหายไปลับตา

สงสัยจะเลื้อยเข้าไปในจอมปลวกแถวท้ายสวนแน่ ๆ เลย

พวกเราทุกคนก็เลยพร้อมใจกันอิ่ม กินไม่ลง

สงสัยอยู่ใยมันไม่กัดพ่อ
สงสัยหนอพ่อมียันต์อยากจะถาม
ต้องเก็บถ้วยแก้วไปชะล้างชาม
เดินต้อยตามติดพ่อแล้วก็ลืม...

ลืมถามพ่ออ่ะดิ ^_^


แฮ่ะ ๆ ก่อนไปล้างชามก็เข้าไปจับตัวพ่อ

จับแขนพ่อ จับขาพ่อ แฮ่......

พ่อยังอยู่ ยังไม่มีที่ไหนบุบสลาย…………

สบายใจแล้วหละ




* * * * *


@ ตัวที่สี่ตัวสุดท้ายที่จะเล่า

ตอนนี้ทำงานแล้วนะ

ได้งานทำที่บริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง

ในกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินธ์สองร้อยปี

บุรีรมณ์อุดมราชนิเวศมหาสถาน อมรพิมาณอวตาลสถิตย์

เอ... ใช่หรือเปล่าหว่า... ช่างเหอะ !

เอาเป็นว่าได้ทำงานที่กรุงเทพ ฯ ก็แล้วกัน

ที่ทำงานมีเพื่อน ๆ เยอะแยะเลย เพราะมีหลาย ๆ แผนกอยู่ในห้องเดียวกัน

แต่แผนกของฉันมีกันอยู่แค่สองคน

คือฉันเป็นลูกน้องกับพี่อีกคนเป็นหัวหน้า

ตอนนี้เราสองคนทำงานเข้าขากันได้ดี

ตะว่าก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่งานของเราขึ้นตรงต่อเจ้านายคนเดียวกัน

ทำงานด้วย ความสุข สนุกสนาน
แม้วันวาน ลับล่วง เลยผันเปลี่ยน
งานการทำ ใส่ใจ ไปหมุนเวียน
เรียนรู้รับ สิ่งใหม่ ให้เข้ามา

ขอบคุณสำ หรับคำ จำสั่งสอน
ทุกขั้นตอน ต้องบอก ตอบน้องหนา
จะจำไว้ ใส่ใจ ไปทุกครา
ไม่ลืมว่า เคยอยู่ เข้าคู่กัน

วันหนึ่ง มีลูกค้าต่างชาติเข้ามาเพื่อสั่งซื้อสินค้า

กำลังคุยกับเจ้านายในห้อง โต๊ะฉันตั้งอยู่หน้าห้องเจ้านายพอดี๊พอดี

มองเห็นกันได้ตลอดเวลา ก็ฝาผนังเป็นกระจกอ่ะ

ฃเราต้องอยู่ในสายตาเจ้านายตลอดเวลา (ทำให้เกเร เหลวไหลไม่ได้)

วันนั้นหัวหน้าเดินเข้าเดินออกระหว่างห้องเจ้านายกะตู้เอกสาร

ฉันก็นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะนั่นแหละ

บางครั้งใช้ความคิดก็จะนั่งหลับตาเอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย

พักผ่อนสายตาไปด้วยในตัว

เอ่อ......เอนสักหน่อยน่ะ ชักเหมื่อยแล้ว

แค่แป๊บเดียวหละ ไม่เป็นไรหรอก

ทันใดนั้น ก็มีสิ่งหนึ่งตกลงมาที่ตัก

เอามือคลำดูนิ่ม ๆ ยาว ๆ

คิดได้อย่างเดียว

“ อ๊ะจ๊าก......งู “

โยนทิ้งไปทางไหนก็ไม่ทันได้ดู

พร้อมทั้งตะโกนออกมาซะดังลั่น

ไม่พอยังกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะด้วยความลืมตัว

ทั้งเจ้านาย ลูกค้าฝรั่ง เพื่อน ๆ มองมาตาเดียวกัน

เห็นคนหนึ่งยืนหน้าซีดอยู่ข้างโต๊ะฉัน

แล้วค่อย ๆ เดินไปเก็บเจ้าสิ่งนั้นขึ้นมาและเอ่ยว่า

“ ขอโทษนะ งูตุ๊กตาน่ะ ไม่นึกว่าเธอจะตกใจขนาดนี้

เธอลงจากโต๊ะได้แล้ว เจ้านายมองอยู่นะ “

“ แฮ่ะ ๆ ไม่เป็นไร Sorry sorry sir “

ยังอยู่ในอาการตกใจ

พูดไทยปนอังกฤษบอกทุกคน

วันนั้นทั้งวันคิดวุ่นวายใจ

" เย็นนี้ตัวข้าคงไม่แคล้ว ถูกเจ้านายเรียกไปดุว่าเป็นแน่แท้ “

คิดไปคิดมา อยู่แค่นี้แหละ จนถึงเวลาเลิกงาน

ลูกค้ากลับไปแล้วหละ

เอ… แปลกแฮะ ไม่ยักกะถูกเรียกไปดุ

เย้ ! เจ้านายใจดีจัง ^_^

แป่ว ! งานนี้หน้าแตก หมอไม่รับเย็บอีกหนึ่งผลงานของความเฟอะฟะ







 

Create Date : 27 กันยายน 2549    
Last Update : 27 กันยายน 2549 14:33:29 น.
Counter : 155 Pageviews.  

* ยังจำได้ไหม *


ฉันรู้จักกับเธอก่อนงานแข่งขันกีฬาระหว่างหมู่บ้าน

เธอไม่ใช่คนในหมู่บ้านของฉัน แต่เป็นนักศึกษาภาควิชาการเกษตรของมหาวิทยาลัยในเมือง

ส่วนฉันยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งในหมู่บ้านที่เธอมาฝึกงาน

ฉันได้รับเลือกให้เล่นกีฬาวอลเล่บอล รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี

พวกเราได้ไปฝึกซ้อมที่สนามกีฬาของโรงเรียนในตอนเย็นของทุกวัน

ส่วนเธอก็ได้เล่นกีฬาตะกร้อ เพราะนักกีฬามีไม่พอ

เธอและเพื่อน ๆ ก็เลยขอลงเล่นแทน

เธอเป็นคนหน้าตาดีมาก มีสาว ๆ ในหมู่บ้านชอบเธอกันหลายคน

รวมถึงสาวแก่แม่หม้ายด้วยนะ ในตอนนั้นเรายังไม่เคยคุยกันเลย

ฉันไม่รู้จักชื่อเธอด้วยซ้ำไป อีกอย่างฉันต้องรีบกลับไปช่วยแม่ขายของที่บ้าน

ก่อนการแข่งขัน 2 อาทิตย์ เธอและเพื่อน ๆ

ได้มาช่วยซ้อมให้แก่ทีมวอลเล่บอลหญิง

เธอรู้ไหมว่าฉันโกรธเธอมาก เพราะว่าเธอชอบตีบอลมาที่ฉัน

แรงเธอเยอะมาก ฉันรับทีไรเจ็บมือทุกที ฉันต้องไปให้แม่นวดแขนให้ทุกวัน
ฉันคิดว่าเธอต้องเกลียดฉันแน่ ๆ เลย . เธอถึงได้แกล้งฉันเจ็บ ๆ ทุกวัน


แรกเริ่ม เดิมที ที่พบ
ประสบ กับเธอ วันนั้น
รู้สึก เฉย เฉย ทุกวัน
ไม่หวั่น ไม่ไหว ในใจ

เคยโกรธ เธอบ้าง บางครั้ง
ที่พลั้ง ทำเจ็บ รู้ไหม
ไม่รู้ ว่าเพราะ อะไร
แต่ไม่ ค่อยกล้า ถามเธอ..................


* * * * *


ก่อนการแข่งขัน 1 วัน เรานัดซ้อมกันตอนเช้า

เพราะจะได้มีเวลาพักผ่อนในตอนเย็น

ฉันไปถึงสนามกีฬาก่อนใคร

ฉันรอเพื่อน ๆ ไม่นานนัก ฉันก็เห็นเธอเดินเข้ามาในสนาม

พร้อมดอกกุหลาบสีแดงในมือ 1 ดอก

เธอเดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับยื่นให้

เธอรู้ไหมว่าฉันเอื้อมมือไปรับด้วยความมึนงง

แต่ก็ไม่กล้าถามเธอ ว่าเธอให้ฉันทำไม

เธอก็แปลกนะยื่นดอกไม้ให้ แล้วก็ไม่พูดอะไรสักคำ

จนกระทั่งเพื่อน ๆ ของเธอมาถึง

เราก็เลยซ้อมเสริฟลูกไปพลาง ๆ ฉันกะว่าจะถามเธอหลังซ้อมเสร็จ

ว่าเธอต้องการจะฝากกุหลาบไปให้ใครหรือเปล่า

แต่ไม่ยักกะได้ถามแฮะ

เพราะว่าพอซ้อมเสร็จเธอก็ถูกเพื่อนเธอลากไปในตัวเมือง

ส่วนฉันก็กลับบ้านพร้อมกุหลาบแดง 1 ดอกของเธอ

เออ.......... จะทิ้งไปทำไมล่ะ ของสวย ๆ งาม ๆ

แถมยังหอมอีกด้วย

ฉันเอาไปใส่แจกันไว้ในห้องนอน

ตอนกลางคืนสบาย..............ฝันดี...............

กุหลาบสีแดง 1 ดอกของเธอส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทั้งคืน....

ตื่นเช้า รีบไป ฝึกซ้อม
ต้องยอม เนื่องด้วย หน้าที่
อยากเป็น นักกีฬา ที่ดี
จึงรี่ เร่งไป ก่อนใคร

พบเธอ ส่งกุ- หลาบมา
ทำหน้า งง งง สงสัย
เธอไม่ พูดว่า อะไร
ยังไง กันนี่ งง งง

หลับซาบาย......... ทั้งคืน.............

* * * * *


วันนี้แล้วสินะ เป็นวันแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้าน

สำหรับวอลเล่บอลหญิงมีแค่ 5 ทีมเท่านั้น

จึงใช้ระบบพบกันทุกทีม ชนะ 2 ใน 3 เซ็ท

ปรากฎว่าทีมของฉันแพ้ในรอบชนะเลิศ ได้อันดับที่ 2 มาครอง

หลังจากนั้นฉันกับเพื่อน ๆ ก็ไปเชียร์กีฬาชนิดอื่น ๆ

พอช่วงพักกลางวันฉันกับเพื่อน ๆ ก็ไปที่ร้านอาหาร

ฉันเห็นเธอกับเพื่อน ๆ นั่งทานขนมอยู่ในร้าน

ฉันเลือกที่นั่งที่หันหลังให้เธอ

เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าเธอ แต่.......

เธอกลับสกิดแขนฉันพร้อมทั้งยื่นซองขนมมาให้

แล้วพูดว่ารางวัลปลอบใจที่ไม่ได้ถ้วยชนะเลิศ เพื่อน ๆ ของเธอ ฮาตรึม

พร้อมทั้งแซวว่าน้องมีตั้งหลายคนทำไมเธอเจาะจงส่งขนมให้ฉัน

เธอรู้ไหมว่าตอนนั้นฉันอายมาก ไม่กล้าพูดกับเธอเลย

เพื่อน ๆ ของฉันก็แซวว่าส่งสัยเธอจะชอบฉันแน่ ๆ เลย

ไม่ได้เกลียดฉันอย่างที่ฉันเข้าใจ เพียงแต่เธออาจจะขี้อาย

ไม่กล้าแสดงออก หรือไม่เธอก็อาจจะเห็นว่าฉันยังเด็กเกินไป

ช่วงบ่าย ฉันและเพื่อน ๆ ได้ไปเชียร์ทีมตะกร้อชาย

เป็นการตอบแทนที่พวกเธออุตสาห์มาฝึกซ้อมให้

ช่วงก่อนการแข่งขัน ฉันกับเพื่อนยืนเชียร์อยู่ขอบสนาม

เธอมักจะมองมาทางเราบ่อย ๆ พวกเราเชียร์อย่างสนุกสนาน

เพราะทั้งทีมของเธอ และคู่แข่งฝีมือสูสีกันมาก

แต่สุดท้ายทีมของเธอก็แพ้ไปอย่างเฉียดฉิว

แต่เธอก็ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส ฉันคิดว่าเธอคงจะมีน้ำใจนักกีฬาพอสมควรนะ

และแล้วฉันก็ต้องรีบกลับบ้านไม่ได้อยู่จนถึงพิธีปิดการแข่งขัน

ในตอนเย็นของวันนั้นมีสาวคนหนึ่ง (ฉันรู้สึกว่าเขาจะชอบเธอนะ)

ได้เลี้ยงฉลองรองชนะเลิศสำหรับทีมตะกร้อชาย

เพื่อนของฉันก็ไปด้วย แต่ฉันไม่ได้ไปเพราะต้องช่วยแม่ขายของ

เพื่อนฉันเล่าให้ฟังว่าเธอถามหาฉันใหญ่เลย

ฉันก็เลยบอกเพื่อนว่า ถามหาทำไมล่ะ แน่จริงก็มาหาที่บ้านเลยสิ

สงสัยเธอจะกลัวพี่ชายฉันมั้ง ก็เลยไม่กล้ามาหา

ฉันมีพี่ชายตั้ง 3 คน แต่ละคนตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลย

และแล้ว ก็ถึง วันแข่ง
ต้องแย่ง ชิงชัย ในสอง
ทีมฉัน ได้รับ ครอบครอง
เป็นรอง แชมป์ใน ครั้งนั้น

ทีมเธอ ก็รับ ที่สอง
เราต้อง พ่ายแพ้ แข่งขัน
น้ำใจ นักกีฬา มีกัน
จึงปัน ปลอบใจ ได้ฮา.....

* * * * *


เช้าวันหนึ่ง ฉันกำลังทำงานบ้านอยู่

ก็มีรถกระบะคนหนึ่งมาจอดอยู่หน้าบ้าน

และเห็นเธอกระโดดลงจากรถ

เธอเดินมาหาฉันในบ้าน เธอบอกว่าฝึกงานเสร็จแล้วนะ

และกำลังจะกลับบ้าน มีเพื่อน ๆ ในหมู่บ้านไปส่งกันหลายคน

เธอชวนฉันให้ไปส่งเธอที่ในเมือง

แต่ฉันไม่กล้าขออนุญาตแม่ ทั้ง ๆ ที่ใจฉันก็อยากเข้าไปในเมืองเหมือนกัน

ถึงยังไงแม่ก็คงไม่อนุญาตอยู่ดี เธอก็เลยทำหน้าเศร้ากลับไป

ฉันได้แต่มองตามเธอและเพื่อน ๆ ของเธอที่โบกมือลาฉันจนรถลับสายตา

หลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้ข่าวคราวของเธอเป็นเวลานาน....................

จนกระทั่งวันหนึ่งฉันกลับจากไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด

เพราะใกล้จะเปิดเทอม ๆ สุดท้ายของชีวิตนักเรียนมัธยมแล้ว

เพื่อนฉันมาบอกว่าช่วงที่ฉันไม่อยู่ เธอและเพื่อน ๆ กลุ่มเดิม

ได้มาที่หมู่บ้าน เธอได้ถามหาฉันด้วย

เพื่อนฉันบอกว่าดูท่าทางเธอจะเสียใจที่ไม่เจอฉัน

เธอได้ฝากที่อยู่ของเธอให้ฉัน เธอบอกเพื่อนฉันว่า

ถ้าฉันไม่ได้เกลียดเธอ ก็ให้ฉันเขียนจดหมายไปหาเธอบ้าง

ที่อยู่ของเธอฉันก็เก็บไว้เหมือนกันแหละ แต่สงสัยว่าจะเก็บไว้ดีเกินไปมั้ง

เก็บดีจนหาไม่เจอเลยไงล่ะ ^_^

หลังจากจบมัธยม 3 ฉันได้ไปเรียนต่อที่กรุงเทพ ฯ ไม่ค่อยได้กลับบ้าน

บางครั้งตอนปิดเทอมฉันก็ทำงานพิเศษ

พอฉันกลับบ้านเพื่อนฉันบอกว่าช่วงปิดเทอมเธอมาที่หมู่บ้านของฉัน

เธอมักจะถามถึงฉันทุกครั้ง เพื่อนฉันบอกให้ฉันเขียนจดหมายถึงเธอ

แต่ฉันก็ไม่ได้เขียนเพราะว่าฉันทำที่อยู่ของเธอหายไปเสียแล้ว

เพื่อนฉันบอกว่าสงสารเธอนะ มาตั้งหลายครั้งแล้ว

แต่ไม่เคยเจอฉันเลยสักครั้งเดียว

ดูท่าทางเธอต้องชอบฉันแน่ ๆ เลย

เพื่อนฉันถามฉันว่าฉันคิดยังไงกับเธอ เกลียดเธอหรือเปล่า ฉันก็ตอบไม่ได้

ก็ฉันไม่รู้จริง ๆ นี่นา

แต่ที่แน่ ๆ ฉันน่ะไม่ได้เกลียดเธอหรอกนะ

และแล้ว ก็ถึง วันลา
เดินหน้า ไปสู่ เมืองหลวง
ไม่มี คำสัญ - ญาลวง
เพียงดวง ตาบอก ความนัย

เนื่องด้วย ยังเล็ก เด็กนัก
มิรู้จัก ความรัก ฝักใฝ่
ไม่เคย คิดและ สนใจ
เก็บไว้ เพียงความ ทรงจำ


* * * * *


เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งฉันเรียนจบปวช.

เพื่อน ๆ ของฉันต่างก็แต่งงานกันไป มีลูกมีหลานกันเกือบหมดแล้ว

เพราะว่าในหมู่บ้านของฉันส่วนใหญ่จะแต่งงานเร็ว

แต่ฉันกลับไม่มีแฟนเลย อาจจะเป็นเพราะว่าฉัน

เรียนแต่โรงเรียนสตรีมาโดยตลอดหรือเปล่า

จึงไม่ค่อยรู้จักผู้ชาย เพื่อนของฉันมักจะถามฉันว่ามีแฟนหรือยัง

หรือว่าฉันรอเธออยู่ ฉันเองก็ตอบว่าเปล่า

แต่ลึก ๆ ในใจนั้น ฉันยังคงคิดถึงเธอเสมอ

ฉันก็ยังคงตอบคำถามของเพื่อนฉันไม่ได้ว่าฉันคิดยังไงกับเธอ

อาจจะเป็นเพราะว่า ขณะนั้นฉันยังเด็กเกินไป

ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้าง

คงจะแต่งงานมีครอบครัวไปแล้วมั้ง

ฉันก็ได้แต่หวังว่าเธอคงจะมีครอบครัวที่ดี

มีความสุขกับครอบครัว

ถ้าเธอยังพอจำได้ว่าเคยรู้จักเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ

หน้ากลม ๆ ตาโต ๆ ไว้ผมม้า

สมัยที่เธอฝึกงาน ณ หมู่บ้านบนดอย

ขอให้เธอรู้ไว้ด้วยนะ ว่า

เด็กหญิงคนนั้นในตอนนี้เป็นสาวแล้วนะ

แม้จะยังซนอยู่ก็ตาม ^_^

และก็ไม่ได้ไว้ผมม้าแล้วด้วย แต่

เปลี่ยนเป็นไว้ผมยาว

ยาวมากเลยหละ

ถ้าเจอกันอีกครั้งหนึ่งเธอต้องจำไม่ได้แน่ ๆ ฉันมั่นใจ


ปล. ฉันมั่นใจอีกอย่างว่า..ฉันไม่ได้เกลียดเธอแน่นอน ^_^




 

Create Date : 27 กันยายน 2549    
Last Update : 27 กันยายน 2549 14:27:24 น.
Counter : 182 Pageviews.  


Touchy Firefly
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







Bloggang.com : หิ่งห้อยน้อยใจ ลายปากกา หิ่งห้อยน้อยใจ บินไปทุกถิ่น ท่องทั่วแผ่นดิน กว่าสิ้นเรี่ยวแรง





แสงระยิบ กระพริบจากใจ

หิ่งห้อย T_T น้อยใจ

ใครหนอเปรียบ หิ่งห้อย ว่าด้อยค่า
อย่าได้มา หาญสู้ แสงอาทิตย์ส่อง
มีแสงเพียง น้อยนิด คิดลำพอง
มาผยอง เชิดหน้าอยู่ สู้ตะวัน

รู้ตัวดี มิบังอาจ ไปหาญสู้
ดำรงอยู เยี่ยงนี้ ไม่มีผัน
เหมือนดาวเดือน ที่ได้อยู่ เคียงคู่กัน
ดังเช่นฉัน รู้อยู่ คู่นภา

ก็ชื่อฉัน นั้นแปล ว่าหิ่งห้อย
ตัวน้อยน้อย น่ารัก เป็นนักหนา
ถูกเปรียบเทียบ ว่าด้อย ด้วยราคา
จากหน้าตา มิใช่ จากจิตใจ

ชีวิตหมุน เวียนตาม ธรรมชาติ
หิ่งห้อยพลาด หลงดอย คอยร่ำให้
ถูกเขาบ่น ว่าเรา จนเศร้าใจ
ทนเก็บไว้ ด้วยจิต คิดระทม

ชาตินี้มี กรรมมา บดบังไว้
ส่องแสงได้ ริบหรี่ สุดขื่นขม
ต้องทนอยู่ เชิดหน้าใส่ ในอกตรม
เกิดมามี ปมจาก ปากผู้คน

ไม่เป็นไร ตามใจ ใครจะคิด
ทุกชีวิต วันหนึ่ง ต้องหลุดพ้น
เกิดมาต้อง ต่อสู้ ! รู้ดิ้นรน !
ว่ายเวียนวน กลับสู่พื้น ปฐพี๚ะ๛



เสียงขาน จากบ้านป่า

สายลมหนาว พัดพา มาอีกแล้ว
ในโสตแว่ว ยินเสียง คล้ายเรียกขาน
จากพี่น้อง ผองเพื่อน เถื่อนลำธาร
ว่าถึงกาล โผผิน กลับถิ่นไพร

หวนคิดถึง วันเก่า รวดร้าวเหลือ
ยามเยาว์เมื่อ เหมันต์ พานสมัย
ช่างหนาวเหน็บ เจ็บลึก ถึงทรวงใน
กลางป่าใหญ่ ขาดแสง อุ่นกรุ่นตะวัน

แม่ขนี้ง โปรยปราย กระจายทั่ว
ท้องฟ้ามัว มืดมิด ปิดแนวสัน
สายลมยัง พัดซ้ำ กระหน่ำกัน
บ้างหนาวสั่น จับไข้ วายชีวี

กว่าจะพ้น ผ่านฤดู หฤโหด
ธาตุพิโรธ ชนบท สลดศรี
แทบมอดม้วย มรณา ลาพงพี
ชีวิตนี้ ไม่ลืมวัน ซึ่งผันไป

ชนชาวดอย คอยอยู่ หมู่ลูกหลาน
วันคืนผ่าน ด้วยจิต พิสมัย
ความคิดถึง ตรึงตรา และอาลัย
ท่านห่วงใย อยากรู้ ว่าอยู่ดี

รู้รักผืน แผ่นดิน ถิ่นก่อเกิด
ทั้งผู้ให้ กำเนิด นะบุตรศรี
หวนกลับไป ดูแล บุพการี
ท่านผู้มี พระคุณ การุณย์เรา

คงยังจำ กันได้ ใช่ไหมเพื่อน
ก่อนจะเคลื่อน กายา จากป่าเขา
เป็นความหวัง ของใคร เมื่อวัยเยาว์
อย่ามัวเมา ลืมเลือน เถื่อนที่มา๚ะ๛



คิดถึงบ้าน

ค่ำคืนฟ้า มืดมิด ดูเหงาเหงา
โอ้ตัวเรา นั่งคิดถึง คณึงหา
บ้านหลังน้อย ในป่า ที่จากมา
ผ่านเวลา จะเปลี่ยน เป็นเช่นไร

บ้านน้อย น้อยหลังนั้น ช่างอบอุ่น
ยามรุ่งอรุณ แดดส่อง สว่างไสว
มวลบุบผา ชูช่อ แตกหน่อใบ
หรีดหริ่งเรไร ส่งเสียงร้อง ก้องพนา

เหล่าแมลง ภู่ผึ้ง ผกโผผิน
กางปีกบิน วนเวียน กลางเวหา
ดอกหญ้าโผล่ พ้นพื้น พสุธา
ไหวไปมา ยามต้อง แรงลมโชย

เห็นสายฝน รินร่วง จากท้องฟ้า
ชุบชีวา ชีวิตให้ ไม่ระโหย
มวลดอกไม้ ชูช่อสวย ไม่ลาโรย
แผ่นดินโดย ธรรมชาติ สะอาดตา

กลิ่นพืชพรรณ นานา ขจรทั่ว
ทั้งดอกบัว ทั้งพรรณไม้ และใบหญ้า
ขึ้นผสม กลมกลืนไกล สุดสายตา
ภายใต้ฟ้า ผืนใหญ่ ใบเดียวกัน

ช่างห่างไกล กันนัก กับทางนี้
อยู่ที่นี่ พบแต่ การห้ำหั่น
ทั้งแก่งแย่ง แข่งขัน ประลองกัน
ทุกทุกวัน ต้องแข่ง แย่งความดี

มันช่างเหงา และล้า เป็นนักหนา
จะขอลา พักร้อน เช้าพรุ่งนี้
กลับคืนสู่ บ้านน้อย คอยนานปี
พักฤดี ให้หายเหมื่อย เหนื่อยใจกาย

จะชาร์ตแบต เพิ่มพลัง ให้เต็มที่
ความเหงามี จักลบทิ้ง ให้เหือดหาย
แทนด้วยความ สดใส ใจแพรวพราย
ทอประกาย กลับคืน สู่ตัวเรา

พักปัญหา ทุกอย่าง ของทางนี้
กลับไพรี ระหว่าง กลางหุบเขา
บ้านหลังน้อย ยังคอยอยู่ ซึ่งตัวเรา
ภูมลำเนา บ้านเกิด ที่จากมา

แล้วจะกลับ มาทำงาน สร้างฐานะ
ด้วยสัจจะ ของคน แห่งภูผา
จักทำงาน ให้ดีขึ้น ขอสัญญา
ด้วยหน้าตา สดใส ไร้กังวล

คงจะทน ทานได้ ในทุกสิ่ง
ชีวิตจริง เริ่มต้นใหม่ ได้อีกหน
จักต่อสู้ หมู่มารที่ มาผจญ
รวมถึงคน ปากร้าย ทั้งหลายเอย๚ะ๛



ลมหนาว กับชาวดอย

สายลมหนาวพัดผ่านมาอีกครั้ง
แผ่พลังแห่งฤดูสู่ขุนเขา
หวนคิดถึงแต่ก่อนตอนยังเยาว์
ผองพวกเราทนอยู่สู้สายลม

ยังจดจำคืนวันที่ผันผ่าน
ฤดูกาลนี้ให้ใจขื่นขม
พาความแล้งส่งไว้ได้ระทม
ยอดดอยจมอยู่ในสายเหมันต์

แม่ขนิ้งเกาะเล็มเต็มยอดหญ้า
บนท้องฟ้าไร้แสงแห่งสีสัน
ความเหน็บหนาวถาโถมถึงทั่วกัน
ต้องอดทนจนผ่านวันอันตราย

ถึงตอนนี้ยังคงโหมกระหน่ำ
แสงแดดล้ำเลือนลางจนจางหาย
ทั่วท้องฟ้าเมฆหม่นหล่นกระจาย
หนาวมากมายในยามนี้ที่ยอดภู

อยากจะส่งความอบอุ่นสู่ขุนเขา
เพื่อพ้องเราชาวไพรทุกชนหมู่
ได้อดทนจนผ่านพ้นฤดู
ร่วมกันสู้ความหนาวที่เข้ามา

ของส่งใจไปถึงซึ่งบนนั้น
ยอดดอยอันไกลห่างหว่างภูผา
ความห่วงใยแทรกใส่ให้ลมพา
ไปส่งหน้าบ้านเขาเราอาลัย

เพื่อให้ผู้อาศัยอยู่ในนั้น
มียิ้มอันพริ้มพรายใจสดใส
หนูหิ่ง ฯ จะได้มีกำลังใจ
ทำงานไปเพื่อเขาที่เฝ้ารอ๚ะ๛



สายลมหนาว

สายลมหนาว พัดแผ่ว แอ่วเมืองเหนือ
แสงแดดเรื่อ พลันเลือน ลางลับหาย
บนท้องฟ้า มีเมฆหมอก เกลื่อนกระจาย
หนาวมากมาย ในยามนี้ ที่ยอดดอย

เสียงหรีดหริ่ งเรไร วังเวงแว่ว
นกเค้าแมว บินลับ กลับถ้ำน้อย
ดอกไม้บาน ยามเช้า เฝ้ารอคอย
น้ำค้างผล็อย ร่วงลง ส่งความเย็น

แสงอาทิตย์ มองไม่เห็น ในยามนี้
ยอดดอยมี แต่หมอก เมฆลอยเด่น
บนยอดหญ้า ขนิ้งเกาะ ให้เห็นเป็น
ความเยือกเย็น ฤดูหนาว เวียนเข้ามา

จึงส่งความ อบอุ่น ละมุนฝัน
ถึงดอยอัน ไกลห่าง หว่างภูผา
ความคิดถึง ห่วงใย สายลมพา
พัดผ่านหน้า กระท่อมน้อย ปล่อยวางไว้

หวังเพียงผู้ อาศัยใน กระท่อมน้อย
แต่งแต้มรอย ยิ้มแย้ม ที่แจ่มใส
หิ่งห้อยน้อย จะได้ มีแรงใจ
ทำงานไป เพื่อเขา ที่เรารัก๚ะ๛



คืนเหงา

ในคืนเหงา แม้เดือนดาว เจ้าเป็นเพื่อน
ส่งแสงเลือน คอยกลบ ลบรอยเหงา
ความหม่นหมอง ครอบครอง ใจของเรา
รู้สึกเศร้า ในยามที่ ไม่มีใคร

อยู่แสนห่าง ขวางคั่น กั้นขอบฟ้า
ผ่านเวลา ฤดูกาล ผันสมัย
มิตรภาพ แต่ก่อนเก่า เราจริงใจ
เลือนแล้วหรือ อย่างไร สายสัมพันธ์

อยู่ทางนี้ แม้เห็น ดาวเด่นสวย
ก็ไม่ช่วย ให้ใจ ได้สุขสันต์
บนท้องฟ้า สว่างใส ไร้หมอกควัน
ในใจนั้น กลับมืดมิด ผิดที่เคย

สายลมหนาว พัดมา เวลานี้
ผืนพงพี ปกคลุม ด้วยกลุ่มเหมย
ทั้งมวลหมอก กลอกกลิ้ง ขนิ้งเชย
หนาวจังเลย ในยามนี้ ที่ยอดดอย

นั่งวิงวอน ดาวเดือน เกลื่อนเวหา
กระพริบพา ความคิดของ น้องหิ่งห้อย
ไปส่งไว้ หน้าบ้าน วานลมคอย
พัดไปปล่อย ในใจ ใครสักคน

ให้รับรู้ ว่าใคร ที่ในป่า
เขาห่วงหา ห่วงใย ใจสับสน
ความคิดถึง รุมเร้า เข้าเวียนวน
จำฝืนทน ฝืนอยู่ ไม่รู้ทำไม

นั่งรำพึง คอยอยู่ สู้ลมหนาว
มีเดือนดาว บนฟ้า นภาใส
อยู่เป็นเพื่อน ท่ามกลาง หว่างพงไพร
คอยคนไกล ตอบสาร นั้นกลับคืน๚ะ๛



รู้อย่างนี้...

ก่อนนั้นเรา คงมีพ่อ อยู่เคียงข้าง
ทุกทิศทาง พ่ออยู่ คู่เสมอ
อยากพบพ่อ เมื่อใหร่ ก็ได้เจอ
ไม่ต้องเพ้อ ละเมอถึง ซึ่งลวงตา

ยามเล็กเล็ก พ่อเฝ้า คอยสอนสั่ง
ตั้งความหวัง ไว้ที่ลูก สุขนักหนา
ลูกเติบใหญ่ ให้พ่อได้ ชื่นอุรา
วันนี้ลา จากลูกไป ไม่หวนคืน

รู้อย่างนี้... จะไม่ทำตัวเหมือนก่อน
รู้อย่างนี้... จะตั้งใจเรียนหนังสือ
จะตั้งหน้า ตั้งตา หมั่นฝึกปรือ
จะไม่ดื้อ ! ไม่ซน ! ไม่ถือดี !

เพิ่งรู้ซึ้ง ถึงความเศร้า ที่ยิ่งใหญ่
พ่อจากลา ไปลับ นับจากนี้
จะรำลึก ถึงคุณพ่อ ชั่วชีวี
ถึงความดี พ่อสร้างไว้ ให้ทบทวน

จากนี้ไป ไม่มีพ่อ คอยว่ากล่าว
พ่อจากเรา ไปแสนไกล ไม่อาจหวน
ถึงจะร่ำ ! ร้องให้ ! คร่ำครวญ !
ไม่อาจทวน คืนสู่เหย้า ที่เฝ้า... รอ...๚ะ๛



ซึ้งแล้ว...

ต่อแต่นี้ เหลือเพียงแม่ คอยเคียงข้าง
ทุกทิศทาง แม่เฝ้าดู ลูกเสมอ
อยากพบแม่ เรียกหา เป็นต้องเจอ
ไม่ใช่เพ้อ ละเมอถึง ซึ่งลวงตา

ตั้งแต่เล็ก แม่เจ้า เฝ้าถนอม
คอยเห่กล่อม ด้วยรัก ลูกนักหนา
ส่งเสียให้ เจ้าได้ มีวิชา
ด้วยกายา อ่อนล้า น่าเหนื่อยแทน

เฝ้ามองลูก ด้วยดวงตา อุ่นไอรัก
คอยพิทักษ์ ปกป้อง ด้วยหวงแหน
มีแต่ให้ ไม่เคยหวัง สิ่งตอบแทน
แม้ยากแค้น ลำเค็ญสู้ สุดทนทาน

สิบนิ้วมือ พนมกราบ อภิวาท
ลงแทบบาท แสดง กตัญญูท่าน
ทำตอนนี้ ใช่วันที่มี เพียงวิญญาณ
แล้วเรียกขาน ท่านให้มา ปรากฏกาย

รู้ซึ้งแล้ว… แสดงให้ ท่านรับรู้
รู้ซึ้งแล้ว… ท่านยังอยู่ ไม่หนีหาย
เคียงข้างเจ้า จวบจนชีพ สิ้นมลาย
ก่อนจะสาย กลับไปอยู่ ดูท่านเทอญ๚ะ๛



ฟ้า..สีอะไร..

ฟ้า.....ไยอยู่ไกลเกินเอื้อมถึง
ฟ้า.....ไยดูบึ้งยามฉันเหงา
ฟ้า.....ไยดูไกลเหินห่างเรา
ฟ้า.....ไยดูเศร้าเมื่อเหงาใจ

สี.....เทาหม่นมืดมัวหมอง
สี.....ทองยังดูไม่สดใส
สี.....ครามแลเวิ้งว้างเกินไป
สี.....สว่างในใจฉันนั่นคือเธอ

อะไร.....ทำให้ใจขื่นขม
ทำไม.....จมในความเหงาเศร้าเสมอ
จึง.......คอยมองจ้องหาแต่เพื่อนเกลอ
ดูเหงา.....เมื่อเธอเหินห่างไป๚ะ๛



ถามจันทร์..

๑ ยืนโดดเดี่ยว เปลี่ยวใจ ใต้แสงดาว
ที่สกาว กระจ่างพร่าง บนกลางฟ้า
กระพริบแสง วับวาว เจ้าดารา
บนเวหา เหงามั้ย ในคืนเพ็ญ

๒ แล้วจันทร์เล่า รู้ไหม เจ้ามีคู่
อาทิตย์อยู่ อีกฝั่ง ด้วยหวังเห็น
ก่อนเจ้ามา อาทิตย์ คลายฤทธิ์เป็น
ทอแสงเย็น ระเรื่อรอน ก่อนเจ้ามา

๓ แต่ทว่า เจ้าช้า อาทิตย์หลบ
ซวนเซซบ กลบร่าง อีกฝั่งฟ้า
เมื่อเจ้าโผล่ อาทิตย์ซ่อน แรมรอนลา
อย่างนี้หนา เมื่อไร ได้พบกัน

๔ อีกนานไหม วันไหน ไม่เลื่อนหลบ
เคลื่อนมาสบ พบได้ โดยไม่หวั่น
หมุนมาแล้ว ทายทัก กันสักวัน
เพื่อแบ่งปัน เรื่องที่พบ ประสบมา

๕ ณ วันนั้น คงมีมาก หลากเรื่องเล่า
ใช่ไหมเจ้า จันทร์เพ็ญ เด่นเวหา
ทุกคืนค่ำ จำหมดจรด พสุธา
ใต้แผ่นฟ้า มีอะไร ที่ได้เจอ
๖ แล้วดวงดาว ส่องแสง ล้าแรงไหม
หรืออ่อนใจ ใจอ่อน ในตอนเผลอ
มีบ้างไหม ในคืน ทนฝืนเบลอ
นั่งมองเหม่อ เพ้อฝันถึง วันต่อไป

๗ แค่อยากรู้ จึงถาม ในยามเหงา
ด้วยว่างเปล่า เดียวดาย ไม่สดใส
มัวหม่นมืด เหมือนมุด อยู่รูใน
ลึกลงใต้ แผ่นดิน สุดถิ่นแดน

๘ ดาวจ๋าดาว เจ้าพบ ประสบไหม
ความเหงาใจ หม่นหมอง มาครองแขวน
มีวิธี แก้อย่างไร ไม่คลอนแคลน
ได้ยิ้มแป้น ยังไง จักไปทำ

๙ เฝ้าวอนถาม จันทร์เพ็ญ เด่นกระจ่าง
อยากพบทาง สว่างใจ ไม่ถลำ
จมลงสู่ ห้วงลึก ที่นึกนำ
ขอเจ้าย้ำ ตอบคำ จำนรรจา

๑๐ ด้วยเรี่ยวแรง ที่มี ยังดีอยู่
ผ่านฤดู กาลวัน เฝ้าฝันหา
อยากจะมี อนาคต ไม่ลดลา
ส่งแสงจ้า กล้าแกร่ง ใต้แสงเดือน๚ะ๛



คิดถึงบ้าน..ที่บนดอย

รู้ไหม.....ว่ามันเหนื่อยล้าเพียงใด
ฉัน......ทำอะไรลงไปนี่
คิด......ถึงแต่บ้านแต่บ้านทุกที
ถึง......จะมีเพื่อนฝูงเรื่อยไป

เธอ......น่ะคิดเหมือนฉันไหม
แทบ.....อยากลากลับบ้านให้ได้
ขาด.....คนคอยดูแลห่วงใย
ใจ......ดวงนี้คิดถึงแต่บ้าน..ที่บนดอย๚ะ๛



แทนคำ.. ขอบคุณ

บนฟ้ามีดวงตะวัน
ข้างตัวฉันไม่มีใคร
เหลียวมองหาผู้ใด
อยู่ใกล้ใกล้ไม่เห็นมี

โลกกลมคงหมุนเวียน
ไม่มีเปลี่ยนเลี่ยงวิถี
เช่นฉันยังจรลี
จากพงพีละความจน

ด้วยหวังยังวันหนึ่ง
จะพ้นซึ่งความทุกข์ทน
ลยทิ้งความหมองหม่น
ญาติทุกคนได้อยู่ดี

แม้เป็นเพียงความฝัน
แต่สักวันในชีวี
เป็นจริงเข้าสักที
คงจะมีสุขชั่วกาล

หิ่งห้อยขอขอบคุณ
ที่การุณมาเนิ่นนาน
กำลังใจได้เจือจาน
จากวันวานถึงปัจจุบัน

จะจดจำเอาไว้
ตลอดไปไม่เปลี่ยนผัน
ความห่วงใยที่ให้กัน
ทั้งแบ่งปันทุกเรื่องราว

ยามเหงาเศร้าคอยปลอบ
หนูหิ่ง ฯ ขอบคุณอ้ายบ่าว
เสมือนอยู่ใกล้ทุกคราว
ความเหน็บหนาวสะลายลง

อบอุ่นในดวงใจ
อยู่แห่งใดไม่ลืมหลง
ขอพรพระพุทธองค์
นำพรส่งถึงพี่ชาย

ปีใหม่สุขเกษมสันต์
มุ่งสู่ฝันสมใจหมาย
สุขภาพทั้งใจกาย
จงสดใสและแข็งแรง๚ะ๛



หิ่งห้อย.. หลงกรุง

เสมือนหนึ่ง หิ่งห้อย ไร้ลำพู
บินละหมู่ หลงมา จากป่าเขา
เพื่อเสาะหา ลำพู เป็นคู่เงา
ทิ้งลำเนา ถิ่นเกิด กำเนิดมา

หวังจะพบ ต้นหนึ่ง ซึ่งมั่นคง
จะบินลง พักผ่อน คราอ่อนล้า
อาศัยเงา ยามแสง ตะวันทา
ทาบขอบฟ้า หลบร้อน ให้ผ่อนคลาย

และเมื่อถึง คืนแรม ได้แจ่มใส
กระพริบให้ เห็นแสง อันแรงฉาย
แสงสีส่ง ตรงตา ดูพร่าพราย
บินเริงร่า ร่ายรำ อย่างหนำใจ

แต่ยากเกิน กำลัง ของหิ่งห้อย
จึงล่องลอย ล้าแรง แข่งแสงใส
ยามคืนที่ ดาวเดือน เกลื่อนฟ้าไกล
แสงที่ใส่ จึงหม่นหมอง ครองคืนเพ็ญ

ในวันนี้ ยังไม่ถึง ซึ่งที่ฝัน
แต่สักวัน คงอยู่ ได้รู้เห็น
แม้ลำบาก ตรากตรำ และลำเค็ญ
จะเคี่ยวเข็ญ ตนเอง เปล่งแสงไฟ

เพียงแค่ขอ กำลังใจ ให้กันบ้าง
ในระหว่าง บินฝ่า พายุใหญ่
ผจญหมู่ แสงสี ที่อำไพ
กลางกรุงไกร ค้นถึง ซึ่งลำพู

แม้ตามทางไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ
จะคอยปราบ ไพรี ที่มาสู่
จะอดทน ต่อไป ไล่ศัตรู
จะยืนสู้ ลำพัง อย่างชาวดอย

จะจดจำ ทุกสิ่ง เป็นบทเรียน
จะพากเพียร ต่อไป ไม่ล่าถอย
จะบินมุ่ง กลับหลัง ยังภูดอย
หากหิ่งห้อย ถึงฝัน อันเป็นจริง๚ะ๛



ฝันเล็กเล็กของเด็กคนหนึ่ง

เห็นตะวัน ยามเย็น ลอยเด่นฟ้า
คอยเวลา คล้อยเคลื่อน เลือนลับหาย
รอราตรี เวียนมา ดาราพราย
ทอประกาย แสงสู่ พสุธา

เมื่อทิวา ผ่านพ้น บนภูเขา
คงเหลือเงา ร่มไม้ ไพรพฤกษา
มีเสียงสัตว์ น้อยใหญ่ ในพนา
ส่งภาษา กู่ร้อง ก้องแดนดง

สายลมคง พัดเย็น กายใจชื่น
หอมระรื่น กลิ่นผกา น่าลุ่มหลง
ธรรมชาติ ตระการตา คราอัสดง
หยัดยืนยง เช่นนั้น ไม่ผันไป

ฤดูกาล หมุนเวียน เปลี่ยนสลับ
วันคืนลับ ล่วงคล้าย ใครเสือกใส
ธรรมชาติ ป่าเขา ลำเนาไพร
ดำรงค์ไว้ แม้ผ่าน กาลเวลา

นั่งรำลึก ถึงถิ่น แผ่นดินเกิด
แหล่งล้ำเลิศ ในใจ ที่ใฝ่หา
ความผูกพัน มั่นอยู่ ในอุรา
ตลอดมา คิดถึง อย่างซึ้งใจ

เฝ้ารอวัน ที่ได้ กลับไปบ้าน
คงชื่นบาน รื่นรม สมสมัย
ให้คุ้มกับ เวลา ที่ลาไกล
สะสมไว้ ความสุข ทุกข์ลาเลือน

มองท้องฟ้า ที่นี่ สีหม่นหมอง
แสงดาวส่อง ดูไป ใยไม่เหมือน
ยามอยู่เขา เห็นเด่น ทั้งดาวเดือน
มาเยี่ยมเกลื่อน ท้องฟ้า จนพร่าพราย

อยากจะเห็น ทุกที่ ได้มีป่า
ปวงประชา คงสมอ ารมณ์หมาย
บรรเทาความ รุ่มร้อน ใจผ่อนคลาย
หลอมละลาย ความรั้น ดันทุรัง

เป็นความฝัน เล็กเล็ก เด็กคนหนึ่ง
เพียงรำพึง ออกไป ด้วยใจหวัง
ธรรมชาติ อาจเป็นบ่อ ก่อพลัง
จะคง ฝันต่อ และรอดู๚ะ๛



คนละ...ฝั่งฟ้า

๑ ยืนโดดเดี่ยว เปลี่ยวใจ ใต้แสงดาว
ที่สกาว กระจ่างพร่าง บนกลางฟ้า
กระพริบแสง วับวาว เจ้าดารา
บนเวหา เหงามั้ย ในคืนเพ็ญ

๒ นี่จันทร์เจ้า รู้ไหม เจ้ามีคู่
อาทิตย์อยู่ อีกฝั่ง ด้วยหวังเห็น
ก่อนเจ้ามา อาทิตย์ คลายฤทธิ์เป็น
ทอแสงเย็น ระเรื่อรอน ก่อนเจ้ามา

๓ แต่ทว่า เจ้าช้า อาทิตย์หลบ
ซวนเซซบ กลบร่าง อีกฝั่งฟ้า
เมื่อเจ้าโผล่ อาทิตย์ซ่อน แรมรอนลา
อย่างนี้หนา เมื่อไร ได้พบกัน

๔ อีกนานไหม วันไหน ไม่เลื่อนหลบ
เคลื่อนมาสบ พบได้ โดยไม่หวั่น
หมุนมาแล้ว ทายทัก กันสักวัน
เพื่อแบ่งปัน เรื่องที่พบ ประสบมา

๕ ณ วันนั้น คงมีมาก หลากเรื่องเล่า
ใช่ไหมเจ้า จันทร์เพ็ญ เด่นเวหา
ทุกคืนค่ำ จำหมดจรด พสุธา
ใต้แผ่นฟ้า มีอะไร ที่ได้เจอ

๖ แล้วดวงดาว ส่องแสง ล้าแรงไหม
หรืออ่อนใจ ใจอ่อน ในตอนเผลอ
มีบ้างไหม ในคืน ทนฝืนเบลอ
นั่งมองเหม่อ เพ้อฝันถึง วันต่อไป

๗ แค่อยากรู้ จึงถาม ในยามเหงา
ด้วยว่างเปล่า เดียวดาย ไม่สดใส
มัวหม่นมืด เหมือนมุด อยู่รูใน
ลึกลงใต้ แผ่นดิน สุดถิ่นแดน

๘ ดาวจ๋าดาว เจ้าพบ ประสบไหม
ความเหงาใจ หม่นหมอง มาครองแขวน
มีวิธี แก้อย่างไร ไม่คลอนแคลน
ได้ยิ้มแป้น ยังไง จักไปทำ

๙ เฝ้าวอนถาม จันทร์เพ็ญ เด่นกระจ่าง
อยากพบทาง สว่างใจ ไม่ถลำ
จมลงสู่ ห้วงลึก ที่นึกนำ
ขอเจ้าย้ำ ตอบคำ จำนรรจา

๑๐ ด้วยเรี่ยวแรง ที่มี ยังดีอยู่
ผ่านฤดู กาลวัน เฝ้าฝันหา
อยากจะมี อนาคต ไม่ลดลา
ส่งแสงจ้า กล้าแกร่ง ใต้แสงเดือน

๑๑ ด้วยใจหวัง ไม่นาน ถึงฝั่งฝัน
คงสักวัน เวียนมา ไม่ลาเลื่อน
จะฝ่าฟัน ต่อไป ใจคอยเตือน
มิแชเชือน เพื่อผอง พี่น้องเรา

๑๒ ขอแสงจันทร์ ส่องทาง จะได้ไหม
เพราะท่องไป ในถิ่น ดินแดนเขา
ออกจากบ้าน ป่าดง พงษ์ลำเนา
ขอจันทร์เจ้า ส่งแสง เป็นแรงใจ

๑๓ จากเดือนดาว ดารา บนฝั่งฟ้า
ถึงต้นหญ้า บนดิน ถิ่นอาศัย
ขอสักหน่อย ได้ไหม ความห่วงใย
ความสดใส เพิ่มเติม เสริมพลัง

๑๔ บนเส้นทาง ที่ผ่าน อาจขรุขระ
บางจังหวะ ผิดคาด และพลาดหวัง
ในบางคราว มีเรื่อง มาประดัง
สุดยับยั้ง ระวังเหตุ และเภทภัย

๑๕ หากดวงดาว ยังคง ช่วยส่งแสง
ไม่ล้าแรง ลาจาก ฟากฟ้าใส
ชีวิตนี้ จะอยู่ สู้ต่อไป
เพื่อจะได้ พบบ้าง ทางสู่ฝัน

๑๖ ดั่งอาทิตย์ ที่รอ พบจันทร์เจ้า
ทุกเย็นเฝ้า คอยรอ ไม่ไหวหวั่น
เพียงได้พบ แป๊บเดียว แค่หนึ่งวัน
และวันนั้น ต้องพราก จากจันทร์จร

๑๗ ต้องอดทน เพียงใด จึงได้พบ
ต้องประสบ เรื่องราว ข่าวทุกข์ร้อน
ต้องทนอยู่ ต่อไป ใจอาวร
ก่อนจะย้อน กลับคืน ดั่งหมื่นปี

๑๘ ยามมีทุกข์ เวลา ช่างยาวนาน
ชั่วกัปกาล หนักจิด คิดอยากหนี
ยามพบสุข แว๊บเดียว เสี้ยวนาที
ในฤดี เบาหวิว กลัวปลิวลา

๑๙ อยากจะถาม อาทิตย์บ้าง ระหว่างนี้
ทุกวันมี แต่คอย ละห้อยหา
กว่าจะพบ จันทร์ต้อง ครองเวลา
เป็นปีกว่า จึงได้สบ พบพักตร์จันทร์

๒๐ ระหว่างปี ทนอยู่ ไร้คู่เคียง
โดดเดี่ยวเพียง ลำพัง บนฟ้านั่น
ทุกวันลอย คอยดู อยู่ทั้งวัน
ไม่เปลี่ยนผัน ท่านทน ได้อย่างไร

๒๑ ถ้าหากเปลี่ยน เป็นเรา อยู่บนฟ้า
เพียงเอกา คงล้า ระอาได้
ต้องเปล่าเปลี่ยว เหลียวมอง ไม่เห็นใคร
แถมห่างไกล ผู้คน จำทนเหงา

๒๒ จึงเห็นใจ อาทิตย์ ที่คิดถึง
จันทร์จ๋าซึ้ง บ้างไหม ในตัวเขา
ความจริงใจ ที่ให้ ใช่มัวเมา
ทั้งคอยเฝ้า มองหา ทุกคราไป

๒๓ ให้สงสัย จันทร์เล่า เจ้าคิดถึง
อาทิตย์ซึ่ง อยู่ห่าง อ้างว้างไหม
ดาวดวงนั้น โดดเดี่ยว และเปลี่ยวใจ
ลอยอยู่ใน ท้องฟ้า รอท่าจันทร์

๒๔ อาทิตย์จ๋า บนฟ้า น่าอยู่ไหม
แล้วทำไม เจ้าจึง ไม่เปลี่ยนผัน
คงส่งแสง แรงร้อน ตอนกลางวัน
แต่กลับกัน กลางคืน จำฝืนลา

๒๕ หรือว่าเจ้า เหงาใจ จึงใส่แสง
ให้ร้อนแรง ส่องทาง หว่างเวหา
ค้นเพื่อพบ เพื่อนร่วมเรียง เคียงกายา
เฝ้ามองหา คราเปล่งแสง จนแรงรอน

๒๖ ทอแสงอ่อน ยามเย็น ด้วยเข็ญใจ
อยู่แห่งไหน นะจันทร์ เจ้าขวัญอ่อน
หาจนล้า ลาแสง จำจากจร
ลาไปก่อน วันนี้ ที่ขอบฟ้า

๒๗ ถามจันทร์บ้าง บนฟ้า น่าอยู่ไหม
ส่องแสงไป เรืองรอง ครองเวหา
เจ้ามีเพื่อน มากมาย ในทิวา
เหงาไหมหนา เจ้าจันทร์ วานตอบที

๒๘ ดวงดารา มากมาย หลายล้านดวง
จะห่วงหวง อีกฝั่งฟ้า หรือเปล่านี่
ทิ้งอาทิตย์ ให้เหงา เศร้าฤดี
อยู่เช่นนี้ ไม่มีวัน ผันเปลี่ยนไป

๒๙ แค่หิ่งห้อย อยากรู้ จึงได้ถาม
ชนทุกคาม บอกหน่อย จะได้ไหม
อยากจะรู้ เรื่องราว ข่าวความนัย
ใครตอบได้ วานบอก ตอบน้องที

๓๐ ยังโดดเดี่ยว เดียวดาย ใต้ท้องฟ้า
ทั่วพสุธา จำท่อง ทุกถิ่นที่
ออกจากบ้าน ป่าดง พงไพรี
นานนับปี จึ่งย้อน คืนดอนไพร



ขอบคุณ ป้ามด ที่สอนวิธีสร้างบล็อก

ขอบคุณ Nongtip ที่ให้จิ๊กลายสวย ๆ

ขอบคุณ แตงโม Sister ที่ให้จิ๊กKittysน่ารัก ๆ

และขอบคุณทุก ๆ ท่าน
ที่สร้างสรรค์วิธีตกแต่งบล็อก
( ไว้ให้จิ๊ก ^_^ )


สักวันหนึ่ง คงไม่ไกล จะไปให้ถึง



Friends' blogs
[Add Touchy Firefly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.