Group Blog
 
All blogs
 

* * * หายไป.... เลย * * *



หนีไปเที่ยวซะ 4 เดือน

กลับมาก็ไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน... อายจัง





สี่เดือนที่หลบหน้า หายไป
เพราะออกจากบ้านไกล ถิ่นถ้ำ
ผ่านเขาฝ่าพงไพร มหาสมุทร
ถึงที่หยุดเมื่อล้ำ แผ่นพื้นอเมริกา

หนีงานมา ร่อนเร่ พเนจร
ค่ำไหน น้องก็นอน อยู่ที่นั่น
เยี่ยมเพื่อน เยือนพี่ ที่ตามฝัน
บากบั่น เฝ้าค้น หาตัวตน

จากเชียงใหม่ - กรุงเทพ - นารีตะ
แล้วค่อยระ ซานฟราน พานสักหน
ต่อเครื่อง เคลื่อนไป ไล้ลมบน
ฝ่าลมฝน ถึงเท็กซัส วันต่อมา

เพื่อนแสนดี มารับ กับหนุ่มหล่อ
เพียรเฝ้ารอ เด็กดอย ลอยเวหา
หกชั่วโมง ตกเครื่อง เปลืองเวลา
หยุดต่อว่า กันก่อน แสนอ่อนใจ

หนึ่งอาทิตย์ ปรับเวลา ช่างสาหัส
เวลาขัด วันเป็นคืน ตื่นตาใส
พอรุ่งแจ้ง แสงทอง ผ่องอำไพ
ตาก็ไม่ อาจฝืน ลืมขึ้นมา

ห่างใจ กายก็ห่าง ช่างใจหาย
ทุรนทุราย หลับไม่ลง คงผวา
หรือคิดถึง....คิดถึง....ที่จากลา
มีน้ำตา เอ่อล้น หลั่งริน

คิดปรับตัว เปลี่ยนเวลา หาความสุข
ปลดความทุกข์ ทิ้งไป ไม่ถวิล
สี่เดือน เคลื่อนไป ใช้ชีวิน
บนแผ่นดิน กว้างใหญ่ ไม่คุ้นเคย

ออกท่องเที่ยว หลายเมือง เมื่อวันว่าง
เปิดโลกกว้าง ค้นหา มาเฉลย
บนโลกนี้ มีอะไร ให้ชื่นเชย
จะมาเผย แผ่ให้ เพื่อนได้ดู

ไปออสติน และซานออ-โตนิโอ
เขามีโชว์ ตระการตา กล้าทุกผู้
ล่อปลาวาฬ ขับรถเร็ว ท้ามฤตยู
การต่อสู้ ฉากระเบิด เกินพรรณนา

จากนั้นไป ฟอริดา หารุ่นพี
อรุณี คนงาม นามสง่า
พาไปเที่ยว ดิสนี่เวิด์ล เมืองมายา
ถ่ายรูปมา ให้ดูเล่น เป็นธรรมเนียม

ก่อนกลับไทย ไปต่อ ที่ซานฟราน ฯ
เห็นสะพาน โกลเด้นเก็ท อันยอดเยี่ยม
ถนนสาย คดเคี้ยว จึงต้องเจียม
ไม่อ่านเสี้ยม ให้เพื่อนขับ กลัวลัดทาง

แล้วจึงกลับ แดนดิน ถิ่นกำเนิด
หลังจากเพลิด เพลินใจ ไปไกลห่าง
สลัดทุกข์ สกัดสุข สู่ใจนาง
จนกระเป๋า ว่างเปล่า จึงเข้าไทย ๚ะ๛






 

Create Date : 26 มีนาคม 2553    
Last Update : 26 มีนาคม 2553 20:10:30 น.
Counter : 201 Pageviews.  

* 7 วัน.... ที่หายไป *



ภาพแห่งความทรงจำจากกระทู้นี้ค่ะ

http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W7335242/W7335242.html

สวัสดีพี่น้อง...............ชาวถนน
หนูหิ่ง ฯ คนสับสน.......กลับแล้ว
ลาไปเพื่อฝึกตน.........ให้สงบ
เมื่อจิตเริ่มผ่องแผ้ว......จึ่งได้กลับมา ๚ะ๛

ไป Defragm จิตแล้วก็กลับมาด้วยโคลง 1 บทเพื่อไม่ให้ผิดกฎของห้องบทกวี แง้ว ๆ ๆ

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 51 หนูหิ่ง ฯ ได้ตระเวนไปตามวัดและสถานปฏิบัติธรรมหลายแห่ง
เพื่อหาที่เรียนธรรมและรักษาศีล ๘ ให้กับตัวเองและน้อง (ญาติห่าง ๆ อ่ะจ้า....ก้อ....มีปัญหาทั้งคู่นิ)
สุดท้ายก็ตกลงใจเลือกที่สำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ (โทร. 08 - 4804 - 2040)
ด้วยเหตุผลที่ว่าที่นี่มีภิกษุณี, สามเณรรี และแม่ชี คอยให้ความรู้ในหลาย ๆ เรื่องที่หนูหิ่ง ฯ อยากเรียนรู้
และที่นี่ไม่มีป้อจาย ^__^ หนูหิ่ง ฯ จึงบอกน้องว่าไม่มีเวลาหาแล้ว ตกลงก็เลยเลือกที่นี่

การเตรียมตัวก็เตรียม ชุดผ้าถุงสีขาว + สไบ + เสื้อกันหนาว + หมวก + ถุงเท้า + ถุงมือ + ไฟฉาย + นาฬิกาปลุก
ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น สบู่, แชมพู, แปรงสีฟัน และยาสีฟัน
สิ่งที่ห้ามนำมาใช้ เครื่องสำอางค์ - โทรศัพท์มือถือ - ขนมขบเคี้ยว ฯลฯ

ตอนไปติดต่อแม่เณร (สามเณรรี)

แม่เณร : คิดยังไงมาปฏิบัติธรรมฤดูหนาว
หนูหิ่ง ฯ : ไม่ทันได้คิดอะไรเลยค่ะ *_~ งื้อ ! ลืมคิดว่าตัวเองขี้หนาว ได้แต่นึกในใจ.... ตายแน่ ๆ ๆ ๆ ๆ

ตารางในแต่ละวัน (จำมาคร่าว ๆ อ่ะค่ะ เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์)

03.30 น. ทำความดี (ภาระกิจส่วนตัว)
04.00 น. ทำวัตรเช้า ฟังธรรมะ ปฏิบัติ (นั่งสมาธิ - เดินจงกรม) รวมกลุ่ม
06.00 น. ไปบิณฑบาต (ไป - กลับ 8 - 10 กม.)
08.00 น. รับประทานอาหาร (มังสะวิรัติ)
09.30 น. ปฏิบัติ ฯ เอง ดู VCD ธรรมะ
11.30 น. รับประทานอาหาร (สำหรับผู้ที่ทานมื้อเดียวไม่ได้)
13.30 น. ปฏิบัติ ฯ เอง หรือรวมกลุ่ม (ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ไปปฎิบัติ) และดู VCD ธรรมมะ
16.00 น. เวลาน้ำปาณะ (เครื่องดื่มที่ไม่มีกาก) และทำความดี
18.00 น. ทำวัตรเย็น ฟังธรรมมะ ปฏิบัติ ฯ รวมกลุ่ม
21.00 น. ปฏิบัติ ฯ เอง
22.00 น. พักผ่อน

และแล้วหนูหิ่ง ฯ กับน้องก็ได้อยู่ปฏิบัติและเรียนรู้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวันมากมาย ก่อนลาศีล ๘ หนูหิ่ง ฯ บอกแม่เณรไว้ว่า.... หนูหิ่ง ฯ ยังตัดทางโลกไม่ได้
แต่จะขอวิ่งเข้าวิ่งออกระหว่างทางโลกกับทางธรรม แม่เณรบอกว่าไม่เป็นไร แค่นำหลักธรรมคำสั่งสอนไปปฏิบัติก็เป็นกุศลแล้ว
ถ้ามีโอกาสหนูหิ่ง ฯ ก็จะเข้าไปสนทนาธรรมกับแม่เณรให้บ่อยขึ้น เท่าที่เวลาและโอกาสจะอำนวย

หนูหิ่ง ฯ คิดว่าการศึกษาเรียนรู้แล้วนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อปรับความคิดให้มีความสุขสม่ำเสมอ
การเข้าไปฝึกจิตใจให้สงบ ฝึกวิธีการคิด ฯลฯ ดีกว่านำเวลาไปทำอย่างอื่นตั้งเยอะ.... เนาะ ^___^

7 วัน 7 คืนที่เพียรฝึกจิตใจอยู่ในวัด ยังไม่วายเกิดเรื่องจนได้
เนื่องจากน้องที่มาด้วยมีปัญหา ทางครอบครัวของน้อง ได้ฝากให้น้องมาปฏิบัติธรรมกับหนูหิ่ง ฯ
จริง ๆ แล้วหนูหิ่ง ฯ ไม่อยากรับมาด้วย แต่ผู้ปกครองของน้องก็ขอร้องแล้วขอร้องอีก
หนูหิ่ง ฯ จนใจที่จะปฏิเสธ งื้อ ! จำต้องเป็นพี่เลี้ยงจำเป็นให้น้อง >__<

วันที่ 4
คืนแรกก็มีปัญหาเลยคือน้องเป็นโรคหืดหอบแพ้ฝุ่น (ผ้าห่มของวัด) หนูหิ่ง ฯ จึงต้องยกผ้าห่มของตัวเองให้น้องไป (นู๋พกไปด้วย 2 ผืน)
ไม่งั้นอาการหอบของน้องก็กำเริบ วันต่อ ๆ มาจึงต้องเก็บผ้าห่มของวัดมาซักวันละ 2 ผืน เนื่องจากอากาศหนาวต้องห่มหลายผืนอ่ะค่ะ

วันที่ 5
และคืนที่สองเหตุการณ์ปกติ

วันที่ 6
พอคืนที่ 3 เวลา 21.45 น้องจะโทร.หาแฟน แต่หนูหิ่ง ฯ ได้รับคำสั่ง (จากผู้ปกครองของน้อง) ให้ถอดซิมทิ้ง
เนื่องจากน้องโกหกว่าไม่ได้เอาโทรศัพท์มา แต่แม่ของน้องแอบกระซิบว่าโทรศัพท์หายไป 1 เครื่อง (ทั้งหมดมี 5 เครื่อง)
เวง & กำ จะมีทำไมเยอะแยะขนาดนั้น (ฟะ) แถมยังต้องเดือนร้อนข้าพเจ้าอีก (แง้ ๆ ๆ ๆ ๆ ทำไมถึงต้องเป็นเรา....)

เมื่อไม่มีซิม.... น้องก็โทร.ไม่ได้.... จากนั้นก็อาละวาด ค้นกระเป๋ากระจุยกระจาย แล้ว (ดัน) เจอมีดพับเล็ก ๆ ในกระเป๋าของหนูหิ่ง ฯ
แล้วก็ปาดข้อมือตัวเอง (ไม่ลึกจ้า เลือดออกจี๊ดเดียวคงกลัวเจ็บเหมือนกันหละ) กว่าน้องจะสงบหนูหิ่ง ฯ ต้องไปนิมนต์ (ปลุก) แม่เณรให้มาเทศน์
คืนนี้กว่าจะได้หลับก็ปาเข้าไป 24.00 น. (แง้ ๆ ๆ ๆ กำของเวน) ^^"

วันที่ 7
เช้าวันที่ 4 แม่เณรถามน้องว่าจะโทร.หาแฟนไหม ? น้องก็บอกว่าไม่โทรค่ะ
ตามกฎของวัด จะไม่ให้ผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมใช้โทรศัพท์ กรณีจำเป็นสามารถยืมของแม่เณรโทร.ได้ (แต่ก็มีหลายคนที่พกไปค่ะ)

วันที่ 8 - 9
วัน - เวลาก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก (นิ)

วันที่ 10
จนถึงเช้าวันที่ 7 ปรากฎว่าน้องแอบขอยืมโทรศัพท์ของผู้ที่มาปฏิบัติธรรมโทร.ไปหาแฟน
แล้วแฟนก็เข้ามาหาในวัด โอย ๆ ๆ ๆ อยากจะบ้าตาย อีกแค่วันเดียวก็ผ่านการทดสอบแล้วแท้ ๆ

วันที่ 11
เช้าวันที่ 8 ลาสิกขาบท แม่ - พ่อ - พี่ และหลานของน้องมารับกลับบ้าน
หนูหิ่ง ฯ รู้สึกเหมือนยกภูเขาลูกโต ๆ ออกจากอก (เล็ก ๆ ^__^) ยังไงอย่างงั้นเลยค่ะ

ตกลงหนูหิ่ง ฯ ก็เลยไม่รู้ว่าที่หนูหิ่ง ฯ ไปปฏิบัติธรรมคราวนี้เพื่อตัวเอง หรือน้องกันแน่ แง่ง ๆ ๆ ๆ ๆ

หนูหิ่ง ฯ คิดว่าสิ่งที่หนูหิ่ง ฯ ได้มาครั้งนี้
1. ได้ความรู้เพิ่มขึ้น (แหงอยู่แล้น)
2. ได้รู้จักญาติธรรมเพิ่มขึ้น
3. ใจเย็นมากขึ้น (แฮ่....ไม่งั้นมีหวังกระโดดถีบน้องไปแล้ว)
4. มีเหตุและผลมากขึ้น
5. ทำบุญมากขึ้น
6. ทำใจได้ดีขึ้น
7. มีความเพียรและความอดทนเพิ่มขึ้น
8. รู้อดทนอดกลั้นมากขึ้น
9. ปล่อยวางได้มากขึ้น
10. ฯลฯ สิ่งที่ได้มา แม่เณรสอนให้นำกลับมาใช้ในชีวิตประจำวัน วันใดที่เริ่มล้า ให้กลับมาเพิ่มพลังอีกครั้ง


กราบขอบพระคุณท่านภิกษุณี, สามเณรรี และแม่ชีทุกท่านแห่งนิโรธารามที่ให้ความกรุณาหนูหิ่ง ฯ กับน้อง
หนูหิ่ง ฯ จะเป็นเด็กดี ปฏิบัติตามคำสั่งสอนเจ้าค่ะ


แล้วหนูหิ่ง ฯ ก็ขึ้นไปหาคุณแม่ที่ดอยแม่โถ ถือโอกาสเยี่ยมญาติ และลูกค้าบนดอยไปด้วยในตัว
เพิ่งลงมาถึงเมืองเจียงใหม่วันนี้เองเจ้าค่ะ








ศาลาปฏิบัติธรรมเจ้าค่ะ

สำหรับทำวัตรเช้า - เย็น และปฏิบัติ (นั่งสมาธิ - เดินจงกรม)





ทางไปกุฎิเจ้าค่ะ
ตอนเช้า ๆ และดึก ๆ มืดตึ๊บ ต้องพกไฟฉายค่ะ มิฉะนั้นท่านจะไปไหนมะได้เด้อ





ไปบิณฑบาตทุกเช้าค่ะ (เป็นเด็กวัดนิ)





คุณตา & คุณยายใส่บาตร


คุณตาบอกว่า

ดีใจมาก ๆ ที่เห็นแม่ขาว (พราหม์) มากันเยอะ ๆ

วันไหนที่แม่เณรไม่ได้แวะเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน คุณตาและคุณยายจะรอจนถึง 10.00 น.

จนลูกสาวโทร.ไปบอกว่าวันนี้มีรถออกไปรับแม่เณรกลับวัดแล้ว
(ระยะทางค่อนข้างไกล บางวันจะมีรถโดยสารมารับกลับค่ะ)







คุณยาย 2 ท่านนี้ใจดีมาก ๆ ใส่บาตรแม่เณรทุกวัน
แถมยังเตรียมขนม & นมสำหรับใส่ย่ามให้พราหม์น้อย ๆ แบบหนูหิ่ง ฯ อีกด้วย (น่ารักจริง ๆ เลยค่ะ)








คุณยายเดินไม่ค่อยไหวแล้ว แม่เณรต้องเข้าไปบิณ ฯ ถึงในบ้านเลยค่ะ

เป็นภาพที่ประทับใจจริง ๆ







ครอบครัวอบอุ่น

ใส่บาตรกันทั้งบ้าน

3 เจเนอเรชั่นเลยค่ะ (พิมพ์ถูกป่าวเนี่ย)







ไปขนก้อนหินมาใช้ประโยชน์ที่วัดค่ะ

2 ลำรถ

กลับถึงวัด ต่างคนต่างหมดแรง ปวดเหมื่อยกันทั่วหน้า *_~







ร่วมด้วยช่วยกันปั้นพญานาค ^_^

(เสียดาย.... พญานาคตัวนี้พ่นไฟไม่ได้....แง้ว ๆ ๆ )






นั่งสมาธิใต้ต้นโพธิ์บนลานวิมุตติ







เดินจงกรม รอบลานวิมุตติ






ต้องขอบคุณน้องต่าย (ญาติธรรม) ที่พบกันในวัดที่กรุณา (แอบ) ถ่ายรูปให้หลายรูป

จึงมีรูปมาแบ่งปันให้พี่ ๆ น้อง ๆ ดูกัน เผื่อใครจะอยากไปสงบจิตสงบใจบ้าง ^__^

สาธุค่ะ




จากตารางประจำวัน หนูหิ่ง ฯ จะชอบช่วงสนทนาธรรมกับแม่เณรมากที่สุด

ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่แม่เณรสอนให้เข้าใจธรรมะแบบง่าย ๆ ด้วยภาษาชาวบ้าน
พร้อมทั้งยกตัวอย่างให้ฟัง

บางครั้งก็อ่านพระพุทธพจน์ให้ฟัง พร้อมทั้งอธิบายให้เข้าใจ

มีการถาม - ตอบ ขำ ๆ ด้วย ทำให้ไม่ง่วง (ปรกตินู๋เป็นเด็กแบบว้า....นิ่งเป็นหลับอ่ะ)

บางครั้งก็เล่าพุทธประวัติให้ฟัง (เหมือนเล่านิทานอ่ะจ้า) สนุกมากเลย
แถมแม่เณรยังจำชื่อโบราณยาก ๆ แม่นอีกต่างหาก (จนถึงตอนนี้นู๋ลืมไปแย้วอ่ะจิ)
จริง ๆ แล้วอยากเล่าสู่กันฟังเหมือนกันนะเจ้าคะ แต่.... อย่าดีก่า (เดี๋ยวเรื่องเดิมเขาจาเสียหาย คิก ๆ ๆ ๆ )

บางครั้งก็เล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้ฟัง พร้อมทั้งแทรกคำสอนเข้าไปด้วย

มีอยู่วันหนึ่งท่านภิกษุณี (อาจารย์) ไม่อยู่ หนูหิ่ง ฯ และญาติธรรม ขอให้แม่ ๆ แต่ละท่านเล่าให้ฟังว่า.... ทำไมจึงมาบวช
ทั้ง ๆ ที่หลาย ๆ ท่านอายุหน้อยเดียวเอง แม่ ๆ ท่านก็เล่าให้ฟังในช่วงสนทนาธรรม

ท่านที่ 1 (ตอนนี้เป็นภิกษุณีค่ะ) สมมุติว่าชื่อแม่หนึ่งละกันเนาะ ^___^
ตอนนี้อายุประมาณสี่สิบปลาย ๆ (ก็หมองหน้อย ๆ จำตัวเลขมะได้นิ)
เมื่อเกือบ ๆ ยี่สิบปีก่อนเป็นแม่ค้าขายทุเรียน ไม่รู้หนังสือ มีลูกสาว 1 คน
ตอนเช้า ๆ ชอบซื้อหนังสือพิมพ์ใส่บาตร (จะให้พระทำผิดศีลอีกต่างหาก เพราะพระห้ามอ่านหนังสือพิมพ์ ห้ามฟังเพลง ห้ามดูหนัง ฯลฯ)
เพราะคิดว่าจะช่วยให้ตนเองอ่านหนังสือออก
แม่หนึ่งเดิมทีเป็นคนโมโหร้ายมาก ๆ (โดยมีหนามทุเรียนเป็นอาวุธ แง่ง ๆ ๆ ๆ)

มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากเลิกขายทุเรียน แม่หนึ่งก็พาลูกสาวไปเดินห้าง ฯ
ก็ตามประสาแม่ค้านั่นแหละ เสื้อมอม ๆ (อาจมีรอยสกปรกนิดหน่อยมั้ง....เดาเอาง่ะ)
กางเกงซีด ๆ คาดกระเป๋าตังค์หนัก ๆ ไว้ที่เอว (สงสัยหนักเหรียญเนาะ)
พอเดินไปแถว ๆ ชุดนอน ลูกสาวก็อยากได้ แต่....
พนักงานขายมอง ๆ ๆ ๆ ตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า พร้อมทั้งพูดว่า
ถ้าไม่มีเงินก็ดูห่าง ๆ นะ เดี๋ยวผ้าจะเปื้อน เท่านั้นแหละ !
แม่หนึ่งก็กลายร่างเป็นแม่เสืออาละวาดทันที !
อาวุธนั่นหรือ.... กระเป๋าตังค์คาดเอวไง เหวี่ยงเข้าไป เหวี่ยงจนไปถูกกระจกแตกทั้งบาน
พร้อมทั้งเรียกผู้จัดการมา ~@&$%{-&*$@~฿$#@_$*- (นึกเอาเองเนาะ)
จากนั้นก็คว้ามือลูกสาวไปซื้อร้านฝั่งตรงข้าม....ซะงั้น (สะจายยยยยยยยยยยยย)

ต่อมาแม่หนึ่งก็ป่วยเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง Sysmetic Lupus Erythematosus : SLE
หรือที่เราเรียกง่าย ๆ ว่าโรคพุ่มพวงอ่ะค่ะ จนคุณหมอที่รักษาบอกว่า....
ให้ไปหาที่ชอบ ๆ (ตาย) เถอะ อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน
เนื่องจากมีโรคแทรกซ้อน ทั้งความดัน เบาหวาน ฯลฯ
แม่หนึ่งจึงหยุดขายทุเรียน หยุดทุกอย่าง แล้วก็ขึ้นเชียงใหม่ไปอยู่กับญาติผู้พี่
เพราะไม่อยากให้ลูกสาวเห็นแม่ที่ใกล้จะตาย มีอยู่วันหนึ่งญาติผู้พี่ก็ชวนไปวัด
แม่หนึ่งก็ไป ในใจคิดว่าอีกไม่นานก็ตายแล้ว ไปตายเอาดาบหน้าละกัน
แล้วก็เจอแม่รุ้ง (ท่านภิกษุณีนันทญานี หรือแม่รุ้งเดือน) จึงได้อยู่วัดมาจนปัจจุบันนี้
ผ่านไปร่วม 20 ปีก็ยังไม่ตาย (นายแน่มากเลย ^__^)

แม่หนึ่งจึงบอกว่า อาจเป็นเพราะ
1. จากการทำสมาธิ
2. จากการปล่อยวาง ไม่เครียด
3. จากอาหารมังสวิรัติ
4. จากการฉันมื้อเดียว
ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เนื่องมาจากศีล และธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

พี่ ๆ หลายท่านอาจจะสงสัยว่า.... เหตุใดแม่หนึ่งที่ไม่รู้หนังสือ จึงได้ไปบวชเป็นภิกษุณีถึงประเทศศรีลังกา....
จริง ๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่ว้า.... ตอนที่เขาถ่ายรูป แม่หนึ่งก็แต่งตัวเป็นสามเณรรีไปถ่ายรูปด้วย
หลังจากนั้นก็ถูกต้อนเข้าไปยังสถานที่ประกอบพิธีทางสงฆ์ ฝ่ายภิกษุณี
จึงกลายเป็นภิกษุณีมานับแต่นั้น แล้วก็อยู่มาจนทุกวันนี้ ๚ะ๛


โปรดติดตามตอนต่อไป.... พรุ่งนี้จ้า

เล่าสักวันละเรื่องดีกว่าเนาะ นู๋ต้องไปทำงานแย้วอ่ะ ^___^






ท่านที่ 2 (เป็นสามเณรรีค่ะ) สมมุติว่าชื่อแม่สองนะคะ ^___^

แม่สองก็สี่สิบปลาย ๆ ค่ะ ทำกับข้าวอร่อยมั๊ก ๆ ขอบอก แถมมือเย็นปลูกต้นไม้ขึ้นอีกต่างหาก
จริง ๆ แล้วแม่สองมาปฏิบัติธรรม แล้วก็อยู่ช่วยงานที่วัดเนื่องจากมีเด็ก ๆ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาอบรม
ช่วยไปช่วยมา ก็เลยอยู่มาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้หละค่ะ แม่สองบอกให้หนูหิ่ง ฯ พาหลาน ๆ มาช่วงปิดเทอม
เพราะช่วงปิดเทอมจะมีเด็ก ๆ มาเยอะมาก ๆ ประมาณ 150 - 200 คนเลยทีเดียวค่ะ
หนูหิ่ง ฯ ก็เลยถือโอกาสฝากหลาน ๆ อีกประมาณ 10 คนให้แม่ ๆ ช่วยอบรมช่วงปิดเทอมด้วยซะเลย
ดีกว่าไปอบ ฯ เองเพราะเวลาอบ ฯ เองเนี่ย ถูกเด็กย้อนให้งงเล่นบ่อย ๆ (อายหลานอ่ะ)
หลานหนูหิ่ง ฯ แต่ละคนก็เซียน ๆ กันทั้งนั้น ทั้งดื้อ ทั้งซน (แม่จาไหวไหมเนี่ย ^__^)

แม่สองบอกหนูหิ่ง ฯ ว่า ไม่ต้องกลัวไม่มีคนเลี้ยงนะ อีกหน่อยให้มาอยู่กับแม่ >__<
ฟังเหมือนแช่งเลยเนาะ งี้นู๋ก็หาแควนมะได้อ่ะจิ ^^"
หนูหิ่ง ฯ ก็ยังมึน ๆ งง ๆ กับตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่พี่สาวสุดที่รักของหนูหิ่ง ฯ บอกว้า....
" ทำรายได้ให้ถึงเดือนละ 500,000 จะให้ไปบวชตลอดชีพเลย "
แง่ง ๆ ๆ ๆ คำแป๊ง.... คำแปง (คำแปง : ชื่อพี่สาวนู๋เองจ้า) แล้วชาติไหนนู๋จาทำได้ล่ะเนี่ย....







ท่านที่ 3 (เป็นสามเณรรีค่ะ) สมมุติว่าชื่อแม่สาม ^___^

แม่สามอายุสี่สิบต้น ๆ ใจดีมาก ๆ ยิ้มเก่ง จนถูกเรียกว่า "แม่ยิ้มแย้ม"
อดีตเป็นพนักงานการไฟฟ้าค่ะ แม่รุ้งไปสอนธรรมะให้กับพนักงานการไฟฟ้าทุกปี
ด้วยการที่เป็นพนักงานการไฟฟ้า เงินเดือน 50,000 UP เป็นสาวสังคม แต่งตัวเก่ง
ทำให้มีอุปสรรค์ในการบวชค่ะ กว่าจะไปบวชได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร
ครั้งแรกที่แม่สามยื่นใบลาออกเพื่อไปบวช ปรากฎว่าผู้ใหญ่ไม่อนุมัติ
แต่ให้ลาพักร้อนแทน เพื่อน ๆ ในที่ทำงานต่างก็ไม่เชื่อว่าแม่สามจะบวชได้
ครั้งที่สองยื่นอีก ก็ไม่อนุมัติอีก แม่สามจึงได้แต่ลาพักร้อนเพื่อไปช่วยตอนที่มีการอบรมเด็กนักเรียนยังที่ต่าง ๆ
อาทิ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก, ชมรมผู้สูงอายุบ้านโฮ่ง จ.ลำพูน, การไฟฟ้าบางกรวย ฯลฯ
ท้ายที่สุดแม่สามก็ได้บวชสมใจ (ไม่รู้ว่าครั้งที่เท่าไหร่ หมองปลาทองจำม่ายด้ายจ้า)
แม่สามต้องโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้ญาติ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน, รถ, หุ้น ตลอดจนเงินฝากในบัญชีธนาคาร
เพื่อน ๆ ทุกคนไม่มีใครคิดว่าแม่สามจะบวชได้ แต่แม่สามก็อยู่มาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้

ตอนเกิดเหตุที่น้องของหนูหิ่ง ฯ เชือดข้อมือตัวเอง หนูหิ่ง ฯ ก็ไปนิมนต์ (ปลุก) แม่สามนี่หละค่ะ

เกิดเหตุเวลาประมาณ 21.45 น.
หนูหิ่ง ฯ เอาไม่อยู่ น้องอาละวาดอย่างหนัก (อยากจะบ้าตายวันละหลาย ๆ รอบ)

เวลา 22.25 น.

หนูหิ่ง ฯ : แม่ขาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
แม่สาม : ใครน่ะลูก ?
หนูหิ่ง ฯ : หนูหิ่ง ฯ เองค่ะ
แม่สาม : มีอะไรลูก (ง่วงเฟ้ย)
หนูหิ่ง ฯ : หนูหิ่ง ฯ ขอนิมนต์แม่ไปเทศน์ให้น้องหนูฟังสักนิดอ่ะค่ะ (ดึก ๆ เนี่ยแหละค่ะ)
แม่สาม : ไปลูกไป (หยิบนั่น หยิบนี่ กุลีกุจอ)

น้อง : ร้องให้ & ฟ้อง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
แม่สาม : เทศน์ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
หนูหิ่ง ฯ : ฟังเงียบ ๆ ๆ ๆ ๆ นั่งนิ่ง ๆ ๆ ๆ ๆ
น้อง : ฟ้อง ๆ ๆ ๆ ๆ ร้อง ๆ ๆ ๆ ๆ
แม่สาม : เทศน์ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
หนูหิ่ง ฯ : นั่งนิ่ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ฟังเงียบ ๆ ๆ ๆ ๆ

กว่าแม่สามจะเทศน์ ๆ ๆ ๆ ให้น้องสงบลงได้ เวลาก็ผ่านไปเกือบเที่ยงคืน งื้อ !
เช้าวันต่อมาตาหนูหิ่ง ฯ บวมอย่างกะถูกต่อย >__<
ชาติที่แล้วนู๋ไปทำกรรมอะไรไว้เนี่ย แง่ง ๆ ๆ ๆ




ฝากถึงพี่ ๆ ทุกท่านที่เมตตาหนูหิ่ง ฯ มาโดยตลอด
ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ



ในวันนี้จะเดินตามฟ้าลิขิต
เพื่อพิชิตปัญหาที่ถาใส่
หากแม้นว่าต้องการกำลังใจ
จะเข้าไปอ้อนพี่ที่อาทร

อุปสรรคปัญหาต้องต่อสู้
หากไม่รู้กรุณาแวะมาสอน
เพราะชีวิตทางโลกคล้ายละคร
ทุกบทตอนต้องผ่านด้วยปัญญา

กว่าจะถึงฝั่งฝันอันสดใส
กำลังใจคือสิ่งปรารถนา
เมื่อความทุกข์ระทมโถมเข้ามา
เพียงเมตตาปลอบบ้างระหว่างทาง

พยายามฝึกฝนให้พ้นทุกข์
เพิ่มความสุขสดใสใจกระจ่าง
ยึดพระธรรมเป็นที่พึ่งไม่ปล่อยวาง
เดินสายกลางไว้ก่อนท่านสอนมา


กำลังใจที่พี่ ๆ มีให้สม่ำเสมอ นู๋จะไม่มีวันลืมเจ้าค่ะ ^___^



แม่สี่ ^__^ (สมมุติอีกแระ)

แม่สี่เล่าให้ฟังว้า.....
แต่ก่อนแม่สี่เป็นคนขี้หงุดหงิด เปลี่ยนงานบ่อยมาก ๆ เพราะเมื่อลองทำแล้ว ปรากฎว่าไม่ใช่งานที่ชอบ
หลาย ๆ ครั้งที่แม่สี่นึกรำคาญตัวเอง เฝ้าถามตัวเองว่าเมื่อไหร่จะหยุดสักที
ทำงานที่ไม่ชอบก็เป็นทุกข์ ทำไมคนอื่นไม่เห็นเป็นแบบนี้ จะทำยังไงดี ? ? ?

จนกระทั่งวันหนึ่ง ก็ได้มาเที่ยวทางเหนือ แล้วก็ได้มาเที่ยวที่วัด ก็มาเจอกับแม่รุ้ง
ปรากฎว่าชอบวิธีการสอนของแม่รุ้ง จึงได้หาเวลามาปฏิบัติธรรมที่นิโรธารามบ่อย ๆ
นานเข้า ๆ ก็คิดว่า.... ถ้าเราอยู่ทางโลก เราก็ไม่สงบเหมือนเดิม ก็ไม่มีความสุขเหมือนเดิม
แล้วทำไมจะต้องทนให้ตัวเองมีแต่ความทุกข์ สุดท้ายก็ตัดสินใจไปบวช
และก็อยู่ช่วยงานในพระพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้ ^___^

จากการที่อยู่วัด 7 วัน หนูหิ่ง ฯ ก็รู้สึกว่าแม่สี่เป็นคนเก่งมาก กระฉับกระเฉงว่องไว
ทำงานเร็ว รักเด็ก ขยันทำคอม ฯ ไลท์ CD ธรรมมะแจกสบัด



หากพี่ ๆ ท่านใดต้องการ CD ธรรมมะ แจ้งหลังไมค์ได้เลยนะคะ หนูหิ่ง ฯ จะจัดส่งให้
แจ้งชื่อเรื่อง และที่อยู่มาด้วยค่ะ ฟรีค่ะ

แผ่นที่ 1. MP3 ธรรมะคืออะไร (แม่รุ้งเทศน์ มีทั้งหมด 15 เรื่อง)

แผ่นที่ 2. MP3 ธรรมะเพิ่มสุข (แม่รุ้งเทศน์ มีทั้งหมด 15 เรื่อง)

แผ่นที่ 3. MP3 บทสวดมนต์ (อัดที่วัดนี่เองค่ะ 45 บท ทำวัตรเช้า - เย็น, พาหุง, ชินบัญชร, อิติปิโส ฯลฯ)

นี้หนูหิ่ง ฯ เปิดแผ่นที่ 3 ให้หลานอายุขวบครึ่งฟัง หลานชอบฟังอิติปิโสมากเลยค่ะ ^__^

แผ่นที่ 4. เจตนาเป็นตัวกรรม (VCD แม่รุ้งเทศน์)

แผ่นที่ 5. ทาน ศีล ภาวนา (VCD แม่รุ้งเทศน์)

แผ่นที่ 6. เทคนิคดับทุกข์ใจ ฉบับวัยรุ่น (VCD แม่รุ้งเทศน์)

แผ่นที่ 7. สอนนั่งสมาธิ (VCD แม่รุ้งเทศน์)

แผ่นที่ 8. พ่อแม่คือพรหมของลูก (VCD แม่รุ้งเทศน์)

แผ่นที่ 9. รู้สึกเรื่องความรัก (VCD แม่รุ้งเทศน์)

แผ่นที่ 10. อัตตา - อนัตตา (VCD แม่รุ้งเทศน์)

จริง ๆ แล้วมีมากกว่านี้ แต่หนูหิ่ง ฯ ขอมาแล้วเหลือเท่านี้เองค่ะ แจก ๆ ไปแล้ว อ้าว ! ลืมไลท์ไว้ซะงั้น



ปล. ช้านิด ช้าหน่อยอย่าว่ากันเด้อ นู๋เป็นเด็กทำงานช้าอ่ะ ^___^






หลังจากที่น้องอาละวาด คืนต่อมาหนูหิ่ง ฯ กับน้องก็ได้คุยกันเพราะ....
ตอนที่น้องอาละวาด น้องก็ต่อว่าหนูหิ่ง ฯ หลายอย่างว่า....
"เมื่อก่อนทำไมไม่มาดูแล เพิ่งจะมาสนใจทำไมป่านนี้ หลายสิ่งหลายอย่างที่พี่สอนมา ถึงแม้ว่าพี่จะทำได้ แต่หนูทำไม่ได้"
ทำให้หนูหิ่ง ฯ อึ้งไปพักใหญ่ ๆ ตอบน้องไม่ถูกว่าทำไมเมื่อก่อนไม่ใส่ใจน้องเท่าที่ควร

หนูหิ่ง ฯ นอนคิดทั้งคืนว่า.... จะตอบน้องยังไงดี ถ้าตอบไม่ดีก็กลัวน้องเสียใจ
คืนต่อมาหนูหิ่ง ฯ ก็บอกน้องว่า
"พี่ขอโทษที่เมื่อก่อนไม่ค่อยได้ใกล้ชิดน้อง แต่พี่ก็เข้าใจว่าน้องมีคุณพ่อ คุณแม่ และพี่ ๆ ที่น่ารักคอยดูแลอยู่แล้ว"
"อีกอย่าง เมื่อก่อนพี่ก็ไม่สามารถสอนน้องได้ เพราะพี่ก็ดื้อและเกเรพอสมควร พี่รู้ตัวดีว่าไม่ดีพอที่จะสอนน้องได้"
"แต่ที่มาดูแลน้องช่วงนี้เพราะคุณแม่ คุณพ่อ และพี่ ๆ ของน้องเห็นว่าพี่พบอุปสรรคมาเยอะและพี่ก็ใจเย็นพอที่จะพูดคุยกับน้องได้"

คืนนั้นก็คุยกับน้องค่อนข้างดึก งื้อ ! ดึกสองคืนติด ๆ กัน ตื่นเช้ามาอีกวัน ตาปูดยังกะถูกต่อยอีกรอบ


ปล.1
กว่าจะเป็นเด็กดีได้ หนูหิ่ง ฯ ก็เป็นเด็กไม่ดีมาก่อนเหมือนกันค่ะ

ปล.2
หนูหิ่ง ฯ คิดอยู่เสมอว่า.... สิ่งไหนที่สอนน้อง หนูหิ่ง ฯ ต้องทำให้ได้ก่อน
ถ้าสิ่งไหนที่ทำไม่ได้ หนูหิ่ง ฯ จะไม่สอน ^__^
แฮ่....เดี๋ยวถูกย้อนให้เกิดกิเลส (อยากตึบคน) อีกอ่ะ




แม่ห้า (เป็นสามเณรรีค่ะ) นามสมมุติอีกแระ ^__^

แม่ห้าท่านเป็นชาวออสเตรเลียอายุแค่ 23 ปีเท่านั้นเอง
เมื่อ 3 ปีก่อนท่านมาประเทศไทย เพราะว่าสนใจจะศึกษาเกี่ยวกับศาสนาพุทธ
แล้วท่านก็ได้บวชเป็นแม่ชี อยู่ที่ประเทศไทยประมาณปีเศษ ๆ แต่ก็มีกลับไปอยู่วัดป่าที่ออสเตรเลีย
ขณะที่อยู่ออสเตรเลีย ในใจก็นึกอยากกลับมาที่ประเทศไทยตลอดเวลา
เพราะวัดป่าที่ออสเตรเลียไม่เหมือนที่ประเทศไทย แม่ห้าบอกว่าพระที่โน่นดูแลบาตรไม่เป็น
และมีอีกหลาย ๆ สาเหตุที่อยู่แล้วไม่มีความสุข (แม่ห้าไม่ได้เล่าให้ฟังอ่ะจ้า)
จนกระทั่งต้นปี'51 คุณแม่และพี่ชายอนุญาตให้มาประเทศไทย แม่ห้าจึงได้มาบรรพชาเป็นสามเณรรี
อยู่ที่นิโรธารามมาจนถึงวันนี้

แม่ห้า ไม่เคยเรียนภาษาไทย แต่หัดเรียนภาษาไทยจากพระไตรปิฏก
จนถึงวันนี้อ่าน - เขียนภาษาไทยได้ดีมาก
สามารถอ่านภาษาบาลีได้อย่างคล่องแคล่ว (นู๋ยังอ่านผิด ๆ ถูก ๆ เลยอ่ะ อายจัง *_~)
แสดงให้เห็นว่าแม่ห้า มีความเพียรและความอดทนสูงมาก ๆ (นู๋ขอยอมแพ้อย่างราบคาบ....)

ในอนาคตแม่ห้าคงได้ไปบรรพชาเป็นภิกษุณี (แต่ต้องไปทำพิธีที่ประเทศศรีลังกานู่นแน่ะ !)





มาถึงแม่หก (เป็นภิกษุณีค่ะ)

แม่หกจะให้ธรรมะเก่งมาก แถมยังสนุกอีกต่างหากทำให้ทุกคนที่ไปปฏิบัติไม่เบื่อ
แม่หกบวชมานานมากน่าจะประมาณยี่สิบปีเศษ ๆ ทำให้แม่หกมีประสบการณ์มาก
มีเรื่องเล่าให้ฟังมากมาย แม่หกมาบวชเพราะอะไรก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ เพราะแม่หกไม่ได้เล่า
เนื่องจากถูกแม่พราหม์น้อย ๆ รบเร้าให้เล่าเรื่องแม่ชี "อิเมะ"

หนูหิ่ง ฯ จะเล่าให้ฟังเท่าที่จำได้นะคะ

แม่ชีอิเมะ เป็นคนอังกฤษค่ะ ครอบครัวฐานะดี นับถือศาสนาคริสต์ คุณพ่อเป็นบาทหลวง
ทำให้แม่ชีอิเมะต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ แต่พอเริ่มรู้ความ แม่ชีอิเมะก็ไม่อยากไปเลย
เพราะรู้สึกทุกข์ทรมาณกับรูปปั้นพระเยซูขณะถูกตรึงกางเขนที่อยู่ในโบสถ์
เมื่อถึงวันอาทิตย์แม่ชีอิเมะจะร้องให้ไม่ยอมไปโบสถ์ นู๋ไม่ไป นู๋ไม่ไป นู๋ไม่ไป
แต่คุณพ่อและคุณแม่หาได้สนใจไม่ บังคับให้ไปจนได้ พออายุประมาณ 5 ขวบ
เริ่มรู้มากขึ้น พอถึงวันอาทิตย์ต้องไปโบสถ์แม่ชีอิเมะจะร้องให้ และบอกคุณแม่ว่าปวดท้อง
จนกระทั่งท่านเกิดปวดท้องขึ้นมาจริง ๆ ทุกครั้งที่จะต้องไปโบสถ์ก็จะปวดท้อง
พอคุณพ่อพาไปหาหมอ ก็หาย พอจะพาไปโบสถ์ก็ปวดท้องทุรนทุรายอีก
จนกระทั่งแม่ชีอิเมะอายุมาณ 14 - 15 (น่าจะอยู่ชันมัธยมเนาะ)
ก็ยังถูกบังคับให้ไปโบสถ์ (แหม ๆ ๆ ๆ คุณพ่อก็ช่างพยายามจัง *__~)

อยู่มาวันหนึ่ง แม่ชีอิเมะไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดของโรงเรียน
แล้วก็ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง จึงหยิบมาดู หน้าปกหนังสือเล่มนี้เป็นรูปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระพุทธรูป)
หน้าปกหนังสือเขียนภาษาอังกฤษไว้ว่า Buddha ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข และมีเมตตา
ทำให้แม่ชีอิเมะเกิดปิติ ดูรูปแล้วก็กอดไว้กับอก มีความสุข Buddha ๆ ๆ แล้วก็น้ำตาไหล ดูแล้วดูอีก
จนต้องยืมหนังสือเล่มนั้นกลับบ้าน พอถึงบ้านแม่ชีอิเมะก็ขลุกอยู่แต่ในห้อง บ่อยเข้า ๆ ๆ ๆ
พอถึงวันอาทิตย์ก็ปวดท้อง ไม่ยอมไปโบสถ์ จนกระทั่งคุณพ่อสงสัยว่าลูกเป็นอะไร ไม่ยอมออกจากห้อง
จึงเข้าไปดู พอเห็นหนังสือเล่มนี้ คุณพ่อก็เอาทิ้งทันที ทั้งตีและดุด่าแม่ชีอิเมะ แม่ชีอิเมะก็ร้องให้
ตามไปเก็บหนังสือแล้วเอาไปคืนห้องสมุด

เมื่อแม่ชีอิเมะอายุ 20 ก็มีชายหนุ่มที่เป็นญาติห่าง ๆ มาชอบพอ คุณพ่อ - คุณแม่ก็เห็นดีด้วย
แม่ชีอิเมะยังไม่มีแฟนก็เลยไม่คัดค้าน แต่มีข้อแม้ว่า.... จะขอไปฮันนีมูนคนเดียว (อ่ะจึ๊ย !)
เจ้าบ่าวเป็นงง หนูหิ่ง ฯ เองก็งง แต่เจ้าบ่าวก็ตกลง เนื่องจากแม่ชีอิเมะสวยมาก ๆ (แม่หกบอกจ้า)

พอแต่งงานเสร็จแม่ชีอิเมะก็บินไปประเทศอินเดีย เพราะอยากศึกษาเกี่ยวกับศาสนาพุทธ
ก็ได้ไปเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิดูแลผู้ยากไร้ในประเทศอินเดีย
แล้วก็ไปรู้ว่า เงินที่ส่งไปช่วยไม่ถึงมือผู้รับ จึงได้แอบโทรศัพท์ส่งข่าวกลับประเทศอังกฤษ
แต่ถูกจับได้ แม่ชีอิเมะจึงหนี วิ่ง ๆ ๆ ๆ ไปขึ้นรถแท็กซี่ แล้วก็บอกให้ขับไปเร็ว ๆ เพราะมีคนตามฆ่า
แท็กซี่เห็นคนกลุ่มใหญ่วิ่งตามมาจริง ๆ ก็เลยออกรถไปทันทีเหมือนกัน แต่แม่ชีอิเมะไม่รู้จะไปที่ไหน
พอรถแท็กซี่ถามก็บอกไม่ถูก ได้แต่พูดว่า Buddha คนขับแท็กซี่จึงเลี้ยวเข้าวัดแห่งหนึ่ง
แม่ชีอิเมะจึงได้เข้าไปอยู่ในวัด แล้วก็เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้พระที่วัดฟัง พระท่านก็ให้หลบอยู่ในนั้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง เป็นวันเข้าพรรษา แม่ชีอิเมะก็ได้ยินเสียสวดมนตร์อยู่ข้างนอกวัด
จึงได้เดินออกไปดู เห็นผู้คนมากมาย หลายชาติ หลายภาษา ทั้งผู้ชาย - ผู้หญิงมาเดินเวียนเทียน
ที่บริเวณลานกว้างนอกวัดรอบ ๆ เจดีย์ แล้วก็สวดมนตร์ ที่น่าแปลกใจก็คือ ทุกคนสวดเหมือนกันหมด แปลกดีแท้ ๆ
แม่ชีอิเมะจึงเดินออกไปดู แล้วก็เดินเวียนไปกับกลุ่มด้วย ขณะนั้นแม่ชีอิเมะรู้สึกเหมือนไม่ได้เดิน
เหมือนกับลอย ๆ ไปกับกลุ่มคน พอก้มดูเท้าตัวเองก็เดินอยู่บนดิน แต่ก็เหมือนกับไม่ได้เดิน
แม่ชีอิเมะสวดมนตร์ยังไม่เป็นก็เลยเดินไปเรื่อย ๆ แล้วก็มองเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่ตามฆ่าตนเอง
จึงวิ่งกลับเข้าไปในวัด พระที่วัดท่านก็เลยบอกว่าให้ไปที่ประเทศไทย เพราะอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว
หลังจากนั้นพระท่านก็หาทางส่งแม่ชีอิเมะขึ้นเครื่องมาที่ประเทศไทย ก็มีคนแนะนำให้ขึ้นมาเชียงใหม่
ก็เลยเป็นเหตุให้มาเจอกับแม่รุ้ง และแม่หกที่เชียงใหม่

แม่ชีอิเมะจึงได้บวชพราหม์อยู่ที่เชียงใหม่ พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติ เดินจงกรม และนั่งสมาธิ
ท่านเป็นคนที่สมาธิดีมาก ๆ นั่งได้หลาย ๆ ชั่วโมง ปรกติท่านชอบไปนั่งที่หน้าผา
ถ้าหากว่าง่วง หรือเผลอเมื่อไหร่ มีหวังตกหน้าผา !

ต่อมาท่านก็ส่งข่าวไปบอกสามีที่อังกฤษว่าอยู่ประเทศไทย พร้อมทั้งบอกว่าจะขอบวชชี
ถ้าหากสามีไม่อนุญาตก็จะบวชไม่ได้ ปรากฎว่าสามีก็ไม่อนุญาตให้บวช เพราะถ้าบวชก็ต้องโกนผม
ผมของเธอสวยมาก อย่าบวชเลย จะอยู่ก็อยู่ แต่ไม่ให้บวช พอได้ยินดังนั้น....
เช้าวันถัดมา แม่ชีอิเมะมาขอออกไปข้างนอก พร้อมทั้งถือกล่องหนึ่งใบ ทรงผมก็เว้า ๆ แหว่ง ๆ
โอ้ ! คิดได้ไงเนี่ย แม่ชีอิเมะตัดผมสวย ๆ ใส่กล่อง ส่งไปให้สามีที่อังกฤษ เพราะสามีชอบผมของเธอจนไม่ยอมให้บวช >__<

หลังจากนั้นสามีก็อนุญาตให้บวช 3 เดือน แล้วก็ต้องไปบวชที่วัดอื่นเพราะที่นี่บวชไม่ได้
แม่ชีอิเมะก็ไป โอย.... กว่าจะบวชได้ยากเย็นแสนเข็ญ นั่นก็ไม่มี นี่ก็ไม่พร้อม
ทั้ง ๆ ที่คนอื่น ๆ เขาบวชแป๊บเดียว แม่ชีอิเมะใช้เวลาทั้งวันกว่าจะบวชเสร็จ ^___^


แล้วพอครบ 3 เดือนแม่ชีอิเมะก็สึกกลับไปอังกฤษ เนื่องจากยังมีกรรมเก่าที่ต้องชดใช้
แต่แม่ชีอิเมะก็กลับมาที่นี่ทุกปีค่ะ มากราบหลวงพ่อสุชิน ที่วัดถ้ำตอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่


จอ บอ จบ จ้า



ปล.ของแถม

ที่โรธาราม สอนวิธีเดินจงกรมแบบนี้ค่ะ (ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อเลย)
เพราะมัวแต่ท่อง ๆ ๆ ๆ (คนอื่นเขาท่องถูก เราท่องผิดอยู่คนเดียว แง้ ๆ ๆ ๆ )


ก่อนเดิน ท่องว่า

มีสติไม่หลงลืมว่า กายคือกองดิน น้ำ ไฟ ลม เกิดจากกรรม จิต อุตุ อาหาร
วิญญาณ คือสิ่งที่รู้อารมณ์ เกิดจากอารมณ์ภายนอก กระทบวัตถุภายใน
ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
แต่ควรฝึกฝน คุ้มครอง รักษา


เริ่มเดิน ท่องว่า

หลงเพลิดเพลิน (ขวา) เหตุเกิดทุกข์ (ซ้าย) ดับเพลิดเพลิน (ขวา) ดับทุกข์ใจ (ซ้าย)

แต่หนูหิ่ง ฯ จะสับสน เนื่องจากตอนเรียนรด. เวลาเดินเริ่มด้วยเท้าซ้าย
หนูหิ่ง ฯ ก็จะเดินไม่ตรงกะคนอื่น งื้อ ! กว่าจะเดินถูกก็ผ่านไปหลายวัน


ตอนนั่งสมาธิ

หายใจเข้าเต็มปอด ท่องว่า พุทธ (หรือพองหนอ)
หายใจออก ท่องว่าโธ (หรือยุบหนอ)



^/^


โคลงห่อกลอนชุดนี้เขียนให้น้องชิน & แชมป์ค่ะ มาแปะเก็บไว้ที่นี่ด้วย อื่อ เข้ากันดี ^__^


จากคนละฟากฟ้า.........ฝั่งฝัน
ยังกลับมาพบกัน.........ชาตินี้
บุญ - กรรมเก่าผูกพัน.....มาก่อน
แม้ห่างหลายหมื่นลี้........บ่แคล้วคลาดกัน

ตลอดเส้นทางเดินของชีวิต
อาจทำผิด - ถูกบ้างเมื่อสร้างฝัน
บททดสอบคือปัญหาสารพัน
ผ่านคืนวันจึ่งรู้ว่าเลว - ดี

มีอดีตเป็นครูให้รู้ก่อน
ทุกเรื่องสอนให้เดินทางอย่างสุขี
หลากเรื่องราวเข้ามาในชีวี
เป็นเครื่องชี้นำสู่ประตูชัย

เพียงเดินทางอย่างรอบคอบตอบใจตน
อย่าสับสนในคำกระหน่ำใส่
เราคือเราอย่าเป็นอย่างเช่นใคร
สร้างแรงใจคว้าฝันสวยด้วยสองมือ ๚ะ๛






 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 24 ธันวาคม 2551 20:58:06 น.
Counter : 247 Pageviews.  

* เล่าสู่กันฟัง.... ตอน หอบแฮก ๆ ! *

หอบความคิดถึงมาฝาก
หอบมาจากขอบโค้งฟ้า
ข้ามผ่านหุบเขากาลเวลา
วานลมพาส่งคนไกล

หอบความรักมาส่ง
ฝากไปลงที่ใกล้ใกล้
คนที่เราเฝ้าห่วงใย
รับเอาไว้นะคนดี

หอบความหวังความฝัน
ผ่านคืนวันจากทางนี้
ฝ่าอุปสรรค์ที่มี
ส่งคนที่อยู่แสนไกล

หอบความร่าเริงสุขสม
ผ่านความระทมหมองไหม้
ท้อแท้หมดทั้งดวงใจ
เหลือความสดใสถึงเธอ



จริง ๆ แล้วครือว้า.... เมื่อวันที่ 16 ทำบุญบ้านค่ะ

หอบบุญมาฝาก
หอบมาจากบนดอย
จากหนูหิ่ง ฯ ตัวน้อย
มาปล่อยให้ทุกคนค่ะ


ตั้งกระทู้ไว้เมื่อ 19 เม.ย. 50 ค่ะ

ก๊อปมาเก็บไว้ในบล็อกไว้อ่านเอง.... ขำเอง....ค่ะ

http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W5333121/W5333121.html




บรรยากาศภายในโบสถ์ ของวัดบนดอย
มีทั้งกระเหรี่ยง ม้ง ลั้วะ จีนฮ่อ คนเมือง ฯลฯ





สาย ๆ หน่อยแวะรับเจ้าตัวเล็ก

และได้ข่าวดีน้องแก้วคลอดลูกเมื่อวันสงกรานต์พอดี






แล้วก็พาเด็ก ๆ ไปไหว้เจ้าแม่บัวคำ ซึ่งมาเป็นประจำทุกปี

เพื่อขอพรให้เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย





จากศาลเจ้าแม่บัวคำมองลงมา

จะเห็นดินแดนมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาตร์

วนอุทยานแห่งชาติออบหลวง





แวะปล่อยเด็ก ๆ เล่นน้ำที่กม. 8

โดยมีพี่ชายและพี่สะใภ้คอยดูแลค่ะ





ส่วนหนูหิ่ง ฯ ก็ไปซื้อศาลเจ้าที่และขนมจีนที่อ.จอมทอง

ระหว่างทางกะแวะถ่ายรูปดอกคูนสวย ๆ มาฝากค่ะ





แล้วก็กลับขึ้นดอยทันเวลา 16.00 น.

ทันเวลาเริ่มแห่ไม้ค้ำพอดีค่ะ
ระยะทางโดยประมาณจากจุดตั้งขบวนไปถึงวัดประมาณ 5 กม.ค่ะ


เริ่มจากหมู่บ้านเลาลี เป็นหมู่บ้านที่ 1





แหมสนุกกันใหญ่ ไม่รู้ว่าไผเป็นไผ

ผ่านหมู่บ้านสันบ่อเหล็ก เป็นหมู่บ้านที่ 2





หยุด (เหนื่อย) หายใจเป็นพัก ๆ






แล้วก็ผ่านหน้าโรงเรียนเก่าของหนูหิ่ง ฯ เพิ่งมาได้ครึ่งทางค่ะ


เป็นหมู่บ้านที่ 3 ค่ะ





พอพ้นโรงเรียนและได้หยุดพักหายใจ

ทางก็เริ่มลาดลง มีแรงแอ๊ก ! กันแล้วค่ะ





ฝนตกปรอย ๆ ตั้งแต่ตอนเริ่มเคลื่อนขบวน

มาถึงตอนนี้ก็เปียกมะล่อกมะแล่กกันถ้วนหน้า






เลี้ยวซ้ายผ่านหมู่บ้านของหนูหิ่ง เพื่อลงไปทางวัดค่ะ


บ้านแม่โถ (หลวง) เป็นหมู่บ้านที่ 4





ตั้งหน้า ตั้งตา แดนซ์ ! กระจาย !

เพื่อรอขบวนที่เคลื่อนมาจากบ้านแม่โถ (น้อย)ค่ะ






แดนซ์ซะแรงหมด ! ก่อนถึงวัด ต่างคน ต่างเริ่มเดินเฉย ๆ แล้วค่ะ





แล้วก็ถึงวัดสักทีค่ะ

ช่วยกันยกไม้ค้ำต้นนี้วนรอบวัด 3 รอบก่อนเข้าวิหารค่ะ






นะโมตัสสะ......

อิมานิ......

ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ภัตราหาร พร้อมทั้งบริวาร *ทหาร* เหล่านี้

ก๊าก ! ทั้งหลวงพ่อ หลวงพี่ หลวงน้อง นั่งอมยิ้มกันเป็นแถว ๆ


แหม.... มรรคทายกท่านเหนื่อย + สายตาสั้น + ฯลฯ นิ

อ่านผิด อ่านถูก ขำกันจนลืมเหนื่อย ^_^





ต่อด้วยพิธีสรงน้ำพระค่ะ






กว่าจะเสร็จพิธี มืดพอดีจ้า กลับบ้านตัวใครก็ตัวใคร

ป๊ะกั๋นใหม่ปี๋หน้าเน่อ ปี้น้อง ^_^





 

Create Date : 10 มิถุนายน 2550    
Last Update : 5 สิงหาคม 2550 14:16:06 น.
Counter : 435 Pageviews.  

* เล่าสู่กันฟัง.... ตอน เหตุเกิดที่โรงแรม *

ปรกติแล้วหนูหิ่ง ฯ จะให้รางวัลตัวเองเป็นการเดินทางท่องเที่ยวปีละ 1 ครั้ง

ไม่จำกัดสถานที่.... ในประเทศก็ได้ ต่างประเทศก็ดี ขอให้ฟรีไว้ก่อน คิก ๆ ๆ ๆ

เหตุผลที่ได้ไปฟรีเนื่องจากทำยอดตามเกณฑ์ที่บริษัท ฯ กำหนดให้มีการแข่งขันแต่ในละครั้ง

การเดินทางส่วนใหญ่จะไปกับกรุ๊ฟทัวร์ที่บริษัท ฯ จัดให้ ส่วนใหญ่จะเป็นกังวาลทัวร์

ในแต่ละครั้งก็มีคนทำเฟอะฟะ หน้าแตกเกี่ยวกับสถานที่พัก (โรงแรม 5 ดาว) เนื่องจากความไม่รู้


เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หนูหิ่ง ฯ ได้ไปเที่ยวสิมิลัน - พังงา - ภูเก็ต

ทริปนี้ตัวแทนติดคุณวุฒิทั่วประเทศ 300 ที่ หนูหิ่ง ฯ ติด 2 ที่ ก็เลยพาคุณแม่ไปด้วย

คณะทัวร์ทั้งหมดเข้าพักที่โรงแรม 5 ดาวในภูเก็ต



แค่คืนแรกก็ได้เรื่อง....

เช็คอินเข้าที่พักเที่ยงคืนเศษ ๆ ต่างคนต่างเพลีย ต่างคนต่างง่วง เมื่อรับการ์ดแล้วก็ลากข้าวของไปห้องใครห้องมัน

หนูหิ่ง ฯ กับคุณแม่พักห้องที่อยู่ติดลิฟท์ ก็เลยถึงห้องก่อนใครเพื่อน

จัดแจงเสียบการ์ด เสียบ ๆ ๆ ๆ หลายรอบแล้ว ก็หมุนลูกบิดไม่ได้

ห้องหนูหิ่ง ฯ เปิดม่ายล่าย แง้ ๆ ๆ ๆ พี่ ๆ หลายคนมาช่วยเสียบ ๆ ๆ ๆ สอด ๆ ๆ ๆ ก็ยังเปิดไม่ได้ ท้ายสุดจำต้องเอาการ์ดไปเปลี่ยน

พอเปลี่ยนมาแล้วก็ยังเปิดไม่ได้อีก โหย.... โค - ตะ - ระ - เศร้า เลยค่ะ เพราะว่าง่วงสุด ๆ และเพลียสุด ๆ

กว่าจะเปิดห้องได้เปลี่ยนการ์ดไป 4 ใบ รอบแรกได้มา 2 ใบ ใช้ไม่ได้ทั้งคู่ ฮึ่ม ๆ แง่ง ๆ




เช้ามาได้อีกเรื่อง แฮ่.... อันนี้เฟอะฟะมาก อายเป็นที่สุด

กางเกงยีนส์ขาสั้น ! ซักแล้วก็กลัวจะไม่แห้ง พรุ่งนี้จะไม่มีใส่เล่นน้ำ

มองไปมองมาอ๊ะ ! มีเตารีด แต่ไม่ดี ๆ เพราะผ้ายังเปียก ๆ อยู่

ใส่เข้าไปในไอ้นี่ดีกว่า ด้วยความเข้าใจว่าเป็นเตาอบ ^_^ เรียบร้อย พรุ่งนี้ก็แห้ง

ชะ ! ตื่นเช้ามาจะเอากางเกงเพื่อเตรียมตัวไปเล่นน้ำต๊ะเล ที่ไหนได้....

เปิดตู้ม่ายล่าย ! ต้องโทร.ไปบอกโอปะเรเตอร์ตามช่างมาเปิดให้


ก๊อก ๆ ๆ ก๊อก ๆ ๆ

หนูหิ่ง ฯ ก็เดินไปเปิดประตู แล้วก็เดินเข้ามา.... อ้าว ! ไหงช่างไม่ตามเข้ามา จำต้องเดินไปชะโงกดู

หนูหิ่ง ฯ : แฮ่.... เชิญค่ะ ครือว้า.... เปิดตู้ไม่ได้ค่ะ ช่วยเปิดหน่อยนะคะ

ช่าง : เอ็กคิวส์มี....

หนูหิ่ง ฯ : ฮ่อ ๆ ๆ ไม่ได้เป็นคนไทย สเน็ก ๆ ฟิช ๆ ฟุทฟิตฟอไฟ

แง้ ๆ ๆ ๆ ดั่งนรกชัง ฤาสวรรค์....แกล้ง ภาษาอังกฤษยิ่งเก่ง ๆ อยู่

ช่าง : จิ้มนั่น จิ้มนี่ ฟุท ๆ ฟิช ๆ สอน ๆ ๆ ๆ ๆ

หนูหิ่ง ฯ : ฮ่อ ๆ ๆ เปิดแล้วก็ไป ๆ ซะทีซิเฟ้ย ตูข้า ฯ อับอายขายหน้าจะแย่แล้ว

และแล้วหนูหิ่ง ฯ ก็ถึงบางอ้อ !

เจ้าตู้ที่เปิดนั้นหรือครือ.... ตู้เซฟ จ๊าก ! เฟอะเป็นที่สุด

มารู้ที่หลังว่าช่าง (หนุ่มหล่อ) คนนั้นหรือคือชาวอินโดนีเซีย

ทราบมาว่าโรงแรมในเมืองไทยมักจะจ้างชาวอินโดนีเซียหรือชาวฟิลิปปินส์ เนื่องจากค่าแรงถูกกว่าของเราเยอะ (เขาว่างั้นอ่ะค่ะ)






ส่วนเรื่องนี้ได้จากในรถ

สงสัยว่าลูกทัวร์ผู้ชายคงจะไปสุมหัวกันอยู่ที่ห้องใดห้องหนึ่ง สละห้องให้เด็ก ๆ นอนกับผู้หญิง

ปรากฎว่า.... ถึงเวลาอาบน้ำ....

คนที่อาบอยู่ในห้องน้ำก็อาบไป คนที่อยู่ในห้องนอน....นอกห้องน้ำมีอยู่ 3 คน

สองคนดูทีวี อีกคนเตรียมตัวอาบเป็นคนต่อไป เอ๊ะ ! นี่ตู้อะไร ? ? ?

สงสัยแล้วก็เลยลองเปิดดู.... ไอ้หยา ! ชีเปลือย !

ปรากฎว่าเป็นประตูห้องน้ำอีกหนึ่งประตู อย่างในรูปนี้ แง้ว ๆ ๆ ๆ

งานนี้ไม่ใช่แค่กุ้งยิง พี่เขาหาน้ำยามาล้างตาใหญ่ กลัวเป็นฉลามยิง

อ่ะจึ๊ย ! ทำไมไม่กินยาแก้อักเสบด้วยล่ะเพ่






เรื่องสุดท้าย เด็ดสุด !

ตอนเช็คเอ้าท์ ห้องหนูหิ่ง ฯ ไม่มีอะไร เช็คตามปรกติ

ดื่มเพียงน้ำเปล่าที่เขาให้ ขนม - นม - เครื่องดื่มต่าง ๆ ไม่แตะ

เพราะรู้ว่าขืนแตะ จ่ายบานแน่ ราคาเป็นหลายเท่าของข้างนอก

ข้าวของที่หยิบได้ทุกวัน.... คือ

1. ของที่ระลึกที่เขาวางไว้ให้บนเตียงนอน (ถ้ามี)

2. กระดาษ + ซองจดหมาย ปากกา หรือดินสอ (อันนี้หนูหิ่ง ฯ หยิบทุกครั้ง เอาไว้จดบันทึกเรื่องเล่าการเดินทางค่ะ)

3. กาแฟ ชา น้ำตาลเป็นซอง ๆ ที่เขาวางไว้ให้ รวมถึงไม้ขีด

4. สบู่ แชมพู และรองเท้าผ้าสำหรับใส่ในห้อง

นอกจากนี้ห้ามหยิบโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นท่านจะถูกชาร์ทตอนเช็คเอ้าท์

เช่น เครื่องดื่ม ในตู้เย็น ขนมขบเคี้ยว เหล้า แก้วน้ำ ตลอดจนผ้าขนหนู

หมายเหตุ : ซื้อมาคืนก็ไม่ได้ เนื่องจากเขาเช็คของในห้องวันต่อวัน ซื้อมาคืนก็ไร้บอยจ้า


ที่ประเทศญี่ปุ่นเด็ดสุด ๆ ครือว้า....

ข้าวของทุกอย่างในตู้เย็น ห้ามเคลื่อนที่โดยเด็ดขาด เพราะเขาใช้ระบบอินฟาเรดติดไว้ที่ตู้เย็น

หากท่านหยิบผ่านอินฟาเรดออกมาก็ถือว่าท่านต้องจ่ายตังค์โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีสิทธิ์แก้ตัวสักกะจี๊ดเดียว


ทีนี้มาเข้าเรื่องของโรงแรมนี้ต่อ....

น้องผู้ชายห้องอื่น ๆ ซนมาก ซนจนได้เรื่อง ซนจนต้องยืมตังค์เพื่อนมาจ่าย เพราะช็อปปิ้งไปหมดแล้ว อีกทั้งไม่คิดว่าจะมีค่าใช้จ่ายใด ๆ อีก

ตอนเช็คเอ้าท์ ต่างคนต่างได้รับบิลเรียกเก็บค่าดูทีวีช่องพิเศษ (ไม่ใช่ช่องปรกติ)

เวลาจะดูต้องเข้าไปที่เมนู แล้วกดนั่น กดนี่ กดนู่น กดโน่น

โชคดีที่หนูหิ่ง ฯ โลเท็กซ์ ลองกดดูแล้วเพราะมาม้าอยากดูทีวี แต่หนูหิ่ง ฯ ดันกดไม่เป็น มาม้าก็เลยอดดู ^_^

น้องคนหนึ่งดูหนังผู้ใหญ่จนจบเรื่อง จ่าย 700 ดูสองคนก็หาร 2

น้องอีกนึง กดไปเจอซูเปอร์แมนรีเทิร์น พอขึ้นไตเติลก็กดเปลี่ยนช่อง เพราะเคยดูแล้ว

แล้วก็ดันกดไปเจอซูเปอร์แมนรีเทิร์นอีกรอบ แล้วก็เปลี่ยนช่อง

ปรากฎว้า.... น้องคนนี้จ่ายไป 1,200 บาท โค - ตะ - ระ - ซวยเลย ดูก็ไม่ได้ดู

เสียตังค์ฟรีซะงั้น !

อันนี้น่าจะไปเก็บกะไกด์เนอะ ดันไม่บอกลูกทัวร์ก่อน รู้ทั้งรู้ว่า Bus นี้เป็นกระเหรี่ยงตกดอยกันทั้ง Bus

หนูหิ่ง ฯ ก็เกือบไปแล้วไหมล่ะ !


เนื่องจากหนูหิ่ง ฯ พกโน้ตบุ๊คไปด้วย แลมองเห็นในโรงแรมก็มีสายแลนต่อเน็ท

หนูหิ่ง ฯ ก็นึกดีใจว่าจะได้ท่องเน็ทฟรี.... ที่ไหนได้.... พอเสียบสายเข้าไป ข้อความก็ขึ้นมาดังนี้....

ชั่วโมงละ 300 บาท โอ้ ! จ๊อด ราคายอดมาก อย่าเล่นมันเลย *_~

ดีนะที่ข้าพเจ้าอ่านภาษาปะกิตออกบ้าง ไม่งั้นมีหวังโดนอานแหงม ๆ



รูปคุณแม่สุดที่รัก ที่สนามบินสุวรรณภูมิค่ะ







ข้อควรระวังเรื่องน้ำร้อน - น้ำเย็น มิฉะนั้นท่านอาจจะกลายเป็นหมูถูกน้ำร้อนลวกก็ได้

สอบถามให้แน่ใจว่าสีไหนเป็นน้ำร้อน สีไหนเป็นน้ำเย็น หรือไม่ก็ลองเปิดเบา ๆ ทีละสี

แล้วก็เปิดน้ำเย็นก่อน ค่อย ๆ เปิดน้ำร้อนตามหลังให้อุ่นพอดีกับที่ต้องการ

เพราะน้ำร้อนในโรงแรมส่วนใหญ่จะร้อนแบบลวกมาม่ากะไข่กินได้เลยอ่ะค่ะ

เพราะงั้นเวลาไปเที่ยว ตปท.แบบเซฟ ๆ ควรอย่างยิ่งที่จะพกมาม่าไปเยอะ ๆ พร้อมกับชามและตะเกียบ

เพราะน้ำประปาที่ ตปท.เขากินได้จ้า ^_^



คุณแม่ที่เขาตาปูค่ะ

เขาลูกนี้ปีนบ่ได้นะคะ มีชื่อนี้เพราะว่าลักษณะเหมือนกับตาของปูน่ะค่ะ







น้ำดื่ม !

มึนตึบ ! ซื้อน้ำมาขวดเบ้อเร่มเติ่ม พอเปิดขวดแล้วกินไม่ได้ เอ๊ะ ! น้ำอะไรฟระ

หนอยดันไปซื้อน้ำอัดแก๊สมา ไม่ดูตาม้าตราขวด ดื่มม่ายล่าย ต้องเปิดฝาทิ้งไว้ทั้งคืนให้แก๊สระเหยไปก่อน

บางประเทศเขาดื่มน้ำอัดแก๊ส : วอเตอร์วิสแก๊ส บางประเทศดื่มเบียร์แทนน้ำ โอ้.... ข้าพเจ้าแย่เลย

เจ้านายบอกว่า....

เวลาซื้อให้เบิ่งดูตราขวด : เรียลวอเตอร์ จึงจะได้น้ำเปล่าแบบบ้านเรา เซ็งเหมียวเลยกว่าจะได้ดื่มน้ำ




อีกอย่าง....

อย่าริไปดื่มน้ำมะพร้าวเลยทีเดียวเชียวววววววว เพราะคุณจะได้ดื่มมะพร้าวห้าวปั่นผสมน้ำเปล่า

ประมาณหางกะทิแต่มีกากด้วย แถมยังไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่เกลืออิ๊กต่างหาก ^_^




คุณแม่ ที่เขาพิงกันค่ะ อยู่ใกล้ ๆ กับเขาตาปูค่ะ







ภาษามือ....

เวลาไปร้านอาหารโปรดระวัง

ทางบ้านเราเวลาเรียกเก็บตังค์ จะใช้ภาษามือชี้มือที่โต๊ะแล้ววนเป็นวงกลม คือ.... เก็บตังค์ หรือเช็คบิล

แต่.... บางประเทศนั้น ท่านจะได้อาหารเหมือนเดิมทุกประการมาอีกหนึ่งชุด

อาจทำให้ท่านกระเป๋าฉีก หรือท้องแตกได้



ที่ประเทศญี่ปุ่น เด็กเสริฟพูดอังกฤษไม่ได้ (หรือพูดได้ แต่มานม่ายยอมพูด) เมนูอาหารก็ไม่มีภาษาอังกฤษ

แถมอาหารก็โค - ตะ - ระ แพงเลย เมื่อทุกท่านนั่งลงบนโต๊ะ ก็ถึงเวลาที่ต้องสั่งอาหาร

จงตกลงกันให้ดี ๆ สั่งอย่าให้เหมือนกัน แล้วก็มารับประทานรวม ๆ กัน

หากท่านชี้มั่ว ๆ ด้วยการดูจากราคา โดยพยายามชี้ที่ราคาถูกที่สุดในเมนู....

ท่านก็จะได้.... สารพัดซุป ไม่ว่าจะเป็น ซุปผัก ซุปเห็ด ซุปข้าวโพด ซุปเต้าเจี้ยว ฯลฯ

แล้วก็นั่งมองหน้ากันตาปริบ ๆ ๆ เมี้ยววววววววว เวง - กำ นี่แหละไม่ยอมจ้างไกด์ ไม่ยอมเสียตังค์

ประเภทเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย (ใช่ไหมเนี่ย)

ดังนั้นก่อนเดินทาง ควรศึกษารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มิฉะนั้น.... อาจถึงคราวอับจน (ปัญญา) เช่นนี้



อาทิตย์จะลับต๊ะเล.... ที่แหลมพรหมเทพค่ะ







จบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

ท่านใดมีประสบเกิน เกี่ยวกับการท่องเที่ยว มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ

จะได้เก็บไว้เป็นบทเรียนในการเดินทางท่องเที่ยวครั้งต่อ ๆ ไปค่ะ






อ้อ ! แถมอีกรูป

นี่หนูหิ่ง ฯ ที่สิมิลันค่ะ ตาตี่สู้แสงม่ายหวายค่ะ





 

Create Date : 06 มิถุนายน 2550    
Last Update : 22 ธันวาคม 2551 16:17:14 น.
Counter : 322 Pageviews.  

* เล่าสู่กันฟัง.... ตอน ท่องกุ้ยหลิน 18 - 20 ก.พ. 49 *

^_^ ท่องดินแดนแห่งขุนเขาสามหมื่นสามพันสามร้อยสามสิบสามยอด ^_^


เหตุการณ์ ณ วันเดินทาง

17 ก.พ. 49

วันนี้แล้วสินะ วันเดินทาง ดูจากโปรแกรมนัดกันบ่ายสองโมงที่สนามบินดอนเมือง

หนูหิ่ง ฯ กะคุณแม่กลัวรถติด ไปถึงตั้งกะสิบเอ็ดโมง แฮ่.... ไม่เห่อเลยเนอะ ^_^

เราสองคนแม่ลูกร้องเพลงรอ ร้อ รอ.... รอเพื่อนร่วมชะตาเดียวกัน

จนกระทั่งต่างคนต่างทะยอยกันมารวมถึงพี่สาวของหนูหิ่ง ฯ

เพื่อน (โอ) และแฟนของเพื่อน (พี่อ้อ) มาถึงบ่ายโมง

ส่วนเจ้าหน้าที่บริษัททัวร์มาถึงบ่ายสองโมงตรงเด๊ะ แหม อะไรจะรักษาเวลาขนาดน้าน !

กลุ่มนี้แบ่งลูกทัวร์ออกเป็น 4 กลุ่ม โดยใช้ริบบิ้นเป็นสัญญลักษณ์ผูกกระเป๋าสัมภาระเดินทาง

เพื่อความสะดวกในการจำ หนูหิ่ง ฯ อยู่ในกลุ่ม BUS 3 ริบบิ้นสีฟ้า (สีฟ้า น่ารัก ^_^)

แฮ่.... อย่างกะรู้เลยว่าหนูหิ่ง ฯ ชอบสีฟ้า เมี้ยว ๆ ๆ แถมยังได้รับแจกกระเป๋าสีฟ้าจากบริษัททัวร์อีกคนละ 1 ใบ

หนูหิ่ง ฯ เคยเจอพี่บอย ไกด์ที่น่ารักหลายครั้งแล้ว ก็ค่อนข้างสนิทกัน เห็นริบบิ้นมีเยอะ ก็นึกขึ้นได้

หนูหิ่ง ฯ " พี่บอย หนูขอริบบิ้นอีก 2 เส้นได้หรือเปล่าคะ "

พี่บอย " ได้สิ แล้วน้องจะเอาไปทำอะไรล่ะ "

หนูหิ่ง ฯ " ครือว้า.... จาเอาไปผูกผมค่ะ จาได้ไม่หายไงคะ ^_^ "

พี่บอย " ? ? ? ? "




พี่บอย " เอามาเซ็นต์รับกระเป๋าให้พี่ด้วยนะ "

หนูหิ่ง ฯ " ดั้ยค่ะ ^_^ ...... อ้าว !!!! พี่บอย ไหงงี้ล่ะคะ ? "

พี่บอย " อะไรน้อง ? "

หนูหิ่ง ฯ " ก็นี่ไง หมายเลข 25 สุชาดา อารีย์ ไม่มีที่พัก แล้วนู๋จะทำไงล่ะ ? "

พี่บอย " เฮ้ย ! เป็นไปได้ไง ไหนดูสิ .... นี่เขาอ่านว่าไม่มีคู่พักตะหากล่ะ "

หนูหิ่ง ฯ " อ้าวหรอ แหะ ๆ ๆ ขออภัย นู๋อ่านผิดอ่ะ เมี้ยว ๆ ๆ "

โอ " เฮ้ย ไอ้หนูหิ่ง ฯ ทัวร์กรุ๊ปนี้ไปกันตั้ง 158 คน ไหงแกคนเดียวไม่มีคู่พักฟะ ? "

พี่อ้อ " นั่นสิ ตัวจริงก็ไม่มีคู่อยู่แล้ว นี่ขนาดไปเที่ยวยังไม่มีคู่อีกหรือเนี่ย ^_^ "

คณะทัวร์ " ฮา.... เจ๋งจริง เจ้าหน้าที่ทัวร์จัดห้องพักเหมือนรู้เลย ^_^ "

หนูหิ่ง ฯ " แง้ ๆ ๆ อย่าพูดเรื่องจริงดิ เศร้าอ่ะ *_~ "

' ฮึ่ม ! ฝากไว้ก่อนนะเจ้าโอ '










และแล้วก็ถึงเวลาบ่ายสามโมง นำสัมภาระไป X-Ray

หนูหิ่ง ฯ จัดการเรียบร้อยแล้วก็เข็นรถไปประตูตรงข้ามที่เขาเขียนติดว่า สำหรับตรวจเอกสารเดินทาง

หนูหิ่ง ฯ " พี่คะ หนูต้องเข็นกระเป๋าเข้าไปในนี้หรอคะ คือว่าหนูจะโหลดกระเป๋าน่ะค่ะ ไม่ได้หิ้วขึ้นเครื่อง "

เจ้าหน้าที่สนามบิน " ไม่ได้แล้วน้อง เช็คอินแล้วโหลดไม่ได้แล้วหละ ต้องหิ้วขึ้นเครื่อง "

หนูหิ่ง ฯ และอีก 4 คน " ? ? ? ? อ้าว ซวยล่ะสิ กระเป๋าตั้ง 7 ใบ ใครจะหิ้วไหวพี่ "

โอ " ไอ้หนูหิ่ง ฯ ไปถามพี่บอยป่ะ ว่าทำยังไงกะกระเป๋าทั้งหมดนี่ "

หนูหิ่ง ฯ " พี่บอย กระเป๋าทำไงล่ะ เจ้าหน้าที่ไม่ให้หนูโหลดกระเป๋าค่ะ "

พี่บอย " โธ่.... ใครเขาให้หนูเข็นไปที่ประตูฝั่งโน้นล่ะ เอากลับมาที่เค้าเตอร์ 10 นี่ โหลดตรงนี้ "

หนูหิ่ง ฯ " หรอคะ แฮ่.... แล้วก็ไม่บอกซะตั้งกระแรกนิ "

พี่บอย " แล้วก็นี่ แปะสติ๊กเกอร์แล้วก็ไปหาอะไรกินซะไป๊ ฟรีจ้ะ ฟรี ไม่ต้องมามองหน้าพี่ "


หนูหิ่ง ฯ " พี่จิ้งคะ ตะกี้พี่บอยบอกว่าติดสติ๊กเกอร์แล้วไปกินของฟรี ^_^ "

พี่จิ้ง " อดซะแล้วน้องเอ๋ย เขากินกันที่ด้านนอกจ้ะ เข้ามาในนี่แล้วอด "

หนูหิ่ง ฯ และอีก 4 คน " ? ? ? ? อ้าว ไม่เห็นพี่บอยบอกเลย *_~ ไม่เป็นไร (ฟะ) มีตังค์ซื้อกินก็ได้

พี่อ้อ " ฮื่อใช่ โอ ไปซื้อน้ำกะของกินมาให้หน่อยสิ ชักหิวแล้วหละ "

โอ " นี่ชาเขียวขวดละ 90 ซาละเปา 5 ลูก 100 ขนมจีบ 6 ลูก 75 "

หนูหิ่ง ฯ และอีก 3 คน " ? ? ? ? ไหงแพงอย่างงี้เนี่ย ? ? ? ? "






เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง เวลาเครื่องออก

" ท่านผู้โดยสารที่จะเดินทางไปกุ้ยหลินเที่ยวบินที่ TG 618 โปรดทราบ

เนื่องด้วยการจราจรทางอากาศไม่สะดวก ทางสายการบินขอแจ้ง

ให้ท่านทราบว่ากำหนดการเดินทางถูกเลื่อนออกไป

และจะแจ้งให้ท่านทราบอีกที "


พี่คำแปง " เอาล่ะสิ จะได้บินกันกี่โมงนี่ หิวแล้วด้วยสิ โอไปซื้ออะไรมารองท้องอีกดีกว่า ' แพงหน่อยช่างมันเนอะ ' "

นั่งรอ รอ รอ จนเวลาผ่านไปถึงสี่โมงเย็น

" ท่านผู้โดยสารที่จะเดินทางไปกุ้ยหลินเที่ยวบินที่ TG 618 โปรดทราบ สายการบินขอแจ้งให้ท่านทราบว่า

กำหนดการเดินทางเลื่อนไปเป็นหนึ่งทุ่ม ขอให้ทุกท่านนำตั๋วโดยสารมารับคูปองรับประทานอาหารที่ประตูทางออกหมายเลข 41 "

พี่อ้อ " โห รอแง็กเลยล่ะสิ แต่ก็ยังดีนะ ที่ไม่ปล่อยให้เราอด "

หนูหิ่ง ฯ " แหมจะแจ้งก่อนก็ไม่ได้ หนูหิ่ง ฯ อิ่มซะแล้วนิ "

เฮ้อ ! และแล้วก็ถึงกุ้ยหลินเวลาท้องถิ่นเที่ยงคืน (เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)

อากาศหนาวสุด ๆ 4 - 10 องศา บรืออ์อ์อ์อ์อ์อ์อ์ *_~








กุ้ยหลิน มีชื่อนี้เพราะว่าที่นี่มีดอกกุ้ยฮัวเยอะมาก

มีคนชี้ให้ดูว่านี่เป็นดอกกุ้ยฮัว แต่หนูหิ่ง ฯ ไม่ค่อยแน่ใจ

เพราะว้า....... คนที่บอกก็ไม่เคยเห็นดอกกุ้ยฮัวมาก่อนครือกัน ^_^








คณะได้พักที่โรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองกวางสี

ชื่อว่าโรงแรม วอเตอร์ฟอล เป็นโรงแรมที่สร้างน้ำตกเทียมได้ใหญ่ที่สุดในโลก

โดยจะปล่อยน้ำตกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ๆ ละประมาณ 10 นาที - 30 นาทีค่ะ







ถ่ายที่โรงแรมก่อนออกไปล่องเรือเช้าวันที่ 18 ก.พ. 49

แจกันในรูป ===> หมายถึง ความปลอดภัยค่ะ







18 ก.พ. 49

ล่องแม่น้ำหลีเจียง

ตื่นตีห้า ลงไปทานอาหารหกโมงเช้า ออกเดินทางเจ็ดโมงขึ้นรถไปท่าเรือ

เพราะว่าเรือออกเก้าโมงตรงเด๊ะ วันนี้ได้พบไกด์จีนด้วย ชื่อคุณหมา คุณหมามีชื่อไทยว่า วันลบ

(คุณหมาบอกว่าเขียนแบบนี้ค่ะ ชื่อนี้มีที่มา หนูหิ่ง ฯ จะเล่าให้ฟังก่อนปิดกระทู้นะเจ้าคะ)

คุณหมา " ตองนี้ได้เวลารถออกแล้วนะครับ เราจะรอสมาชิกอีกแค่ 5 นาทีนะครับ

ถ้าช้ากว่านี้ไปไม่ทันเรือ ทั้งกรุ๊ปต้องว่ายน้ำไป "

หนูหิ่ง ฯ ' อ่ะจึ๊ย ! 4 องศาเนี่ยอ่ะนะ ว่ายน้ำไป '

คุณหมา " ที่กุ้ยหลิน และเมืองจีนทั้งประเทศบังคับให้ขับรถได้ไม่เกิน 60 กม./ชม.นะครับ

จากกุ้ยหลินไปท่าเรือใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ ครับ "

คุณหมา " เอาล่ะครับสมาชิกครบแล้ว ออกรถเลย ระหว่างนี้ผมขอเล่าเรื่องกุ้ยหลินให้ฟังกันนะครับ

กุ้ยหลินมีชื่อนี้เพราะว่ามีดอกกุ้ยฮัวเยอะ เป็นดินแดนแห่งขุนเขามากถึง 33,333 ยอด

วันนี้เราจะไปล่องแม่น้ำหลีเจียง ในสมัยก่อนแม่น้ำสายนี้มีแค่สายเดียว

แต่ต่อมาได้ขุดให้แยกเป็นสองสาย จึงมีชื่อว่าหลีเจียง หลีในภาษาจีนแปลว่าแยก "

คุณหมา " ในการมาเที่ยวที่นี่หากจะซื้อของจะสู้ราคากันด้วยพลังจิ้ม (เครื่องคิดเลข ) นะครับ ^_^

เย็นนี้จะพาไปดูตลาดใต้ดินหลังโรงแรม ท่านใดต้องการของปลอมแท้ ๆ ก็ต่อรองราคาได้ 50 - 70 % นะครับ "

หนูหิ่ง ฯ " ทำไมคุณหมาพูดไทยเก่งจังคะ "

คุณหมา " ผมเรียนภาษาไทยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน สมั้ยนั้นทั้งประเทศจีนมีนักเรียนทั้งประเทศแค่ 16 คน แต่สมัยนี้เฉพาะในกุ้ยหลินมีนักเรียนเรียนภาษาไทยถึงปีละ 500 คน "







คุณหมา " ที่นี่มีนักท่องเที่ยวฝรั่งมาเยอะ ก็มีฝรั่งมาเรียนภาษาจีน

มีฝรั่งคนหนึ่งเรียนภาษาจีนอยู่อาทิตย์หนึ่งแล้วไปเที่ยวที่ห้าง

เห็นสาวจีนคนหนึ่งก็นึกชอบ จึงเข้าไปทักทาย

ฝรั่ง " หนี้เห่ามา ===> คุณสบายดีหรือ "

สาวจีน ' เงียบ '

ฝรั่งนึกว่าพูดผิด จึงพูดใหม่ว่า " หนี้มาเห่า ===> แม่คุณสบายดีหรือ " เอ้า เอาเข้าไป ^_^

สาวจีน ' ยึ่งเงียบไปใหญ่ '

ฝรั่งจึงพูดใหม่ว่า " มาหนี้เห่า ===> CROT แม่เธอ เหรอ " อ่ะจ๊าก ! กลายเป็นคำด่าไปซะนิ *_~

คุณหมา " เป็นความเข้าใจผิดทางภาษา ปรกติแล้วคนจึนจะไม่ทักคนที่ไม่รู้จัก

ดังนั้นเมื่อฝรั่งคนนี้มาทัก สาวจีนคนนั้นจึงไม่ตอบ "

คุณหมา " ที่หลีเจียงจะมีชนเผ่าหนึ่งเชื่อกันว่ามีเชื้อสายเดียวกับคนไทย ชื่อว่าเผ่าจ้วง

เผ่าจ้วงมีคำศัพย์สองร้อยกว่าคำที่คล้ายกับคำในภาษาไทย

เช่น มันหว้าน ===> มันหวาน, เผื๊อก ===> เผือก, กึ้น ===> กิน ฯลฯ

แถมยังมีข้าวหลาม และประเพณีลอยกระทงเหมือนเมืองไทยด้วย

ชาวจ้วงเป็นคนที่ชอบร้องเพลงมาก จะใช้เพลงในการจีบสาว

เวลาจะจีบสาว หนุ่มชาวจ้วงจะถามว่า

" ที่บ้านมีปลากี่ตัว " เนื่องจากว่าหากบ้านไหนที่มีลูกสาวในวันครบรอบวันเกิดจะทำปลาส้มไว้ 1 ตัว โดยไม่กิน

แต่จะเอามากินในวันแต่งงาน ===> เป็นการถามอายุของผู้หญิง ^_^

ส่วนสาวชาวจ้วงก็จะถามว่า

" ที่บ้านมีควายกี่ตัว " ถ้าชายหนุ่มคนไหนมีควายเยอะ ก็จะได้ทำงานสบายไม่ต้องทำงานหนัก

สาวชาวจ้วงตลอดชีวิตจะตัดผมแค่ครั้งเดียวเท่านั้นคือตอนอายุ 16 และได้ขึ้นไปอยู่ที่ชั้น 3 ของบ้าน

ซึ่งจะปลูกประดับต้นไม้และเปิดหน้าต่างไว้ เพื่อให้ชายหนุ่มมาร้องเพลงจีบ "


คุณหมา " สาว ๆ บนรถนี้ถ้าเทียบกับสาวชาวเขาแล้วไม่มีใครสวยเลย "

ลูกทัวร์ " อ้าว ! ไหงงั้นล่ะคุณหมา "

คุณหมา " สาวสวยของทางนี้ หนึ่ง ต้องปากใหญ่ ===> เอาไว้ตะโกนเรียกสามีมากินข้าว

สอง ต้องก้....ใหญ่ ===> จะได้มีลูกเยอะ ๆ

สาม ต้องเท้าใหญ่ ===> คนเท้าใหญ่จะเป็นคนขยัน

ลูกทัวร์ " ฮา ใครขืนมาอยู่แถว ๆ นี้ มีหวังหาซะมีบ่ได้เน่อ ^_^ "


ก่อนลงรถเพื่อไปขึ้นเรือคุณหมาท่องกลอนให้ฟังอยู่สองวรรค

" น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา แหวกว่ายปทุมาอยู่ไหวไหว " ^_^








มุมหนึ่งที่เรือล่องผ่าน









เรือลำหลังที่แล่นตามมา ^_^









ทิวเขาสองฝั่งแม่น้ำ









น้ำใสจริง ๆ เรือจอดนิ่ง ๆ เพื่อให้คณะทัวร์มองเห็นภาพภูเขาสะท้อนในน้ำ

ทิวเขาแถวนี้เป็นฉากการแสดงสด แสง - สี - เสียง

โดยผู้กำกับ (จางอี้หมง) ที่กำกับหนังจีนเรื่องจอมโจรบ้านมีดบิน ^_^

ช่วงนี้นักแสดงกลับบ้าน เนื่องจากกลับบ้านในช่วงเทศกาลตรุษจีนและอากาศหนาวเกินไป

ที่เมืองจีนจะแบ่งสภาพภูมิอากาศออกเป็น เย็น = 15 - 25 องศา

ต่ำกว่า 15 องศาลงมาถือว่าหนาวค่ะ









ที่แม่น้ำหลีเจียง จะมีนกชนิดหนึ่ง เป็นนกจับปลา

ไม่ทราบว่าฉลาดหรือว่าโง่เนอะ ^_^

จับแต่ปลาอย่างเดียว อย่างอื่นม่ายอาว (ไกด์บอกอ่ะ)

นกชนิดนี้ชาวประมงจะจับมาฝึกประมาณ 3 เดือน

แล้วให้ไปช่วยจับปลา โดยผูกเชือกไว้ที่คอ หากว่านกจับได้ปลาตัวใหญ่จะกลืนลงคอไม่ได้

ถ้าได้ปลาตัวเล็ก ๆ ก็ให้เป็นรางวัล

นาน ๆ ไปนกก็จะเริ่มฉลาดขึ้นเพราะจะไม่จับปลาตัวใหญ่เลย จับแต่ปลาเล็ก ๆ ^_^

แฮ่.......... ในรูปปรากฎว่าอาแป๊ะที่หว่านแห ไม่ได้ปลาสักกะตัว

แต่อาแป๊ะที่ใช้แรงงานนก ได้ปลาไปกระบุงเบ้อเร่อเลยนิ ^_^







ฉายเดี่ยว ยิ้มสู้ลมหนาวเจ้าค่ะ (ถอนเสื้ออกตัว-กลัวไม่สวย คิก ๆ ๆ ๆ ) ^_^








ยืมพี่จิ้ง (ไกด์ Bus 4) มากอดหน่อย

( ก็พี่อ้อ กะโอเขากอดกันให้อิจฉาตำตา ตำใจนิ ^_^ )









กะหัวหัวหน้า ผู้ให้กำเนิดชาวเจียระไน ^_^








บนเรือไม่ได้ถ่ายรูปกะคุณแม่และพี่สาวเลย

เนื่องจากทั้งคู่ไม่ยอมขึ้นข้างบน เพราะหนาวสุด ๆ ค่ะ

ก่อนไปทานอาหารกลางวัน แวะถ่ายรูปกะก้อนหินสลักชื่อท่าเรือค่ะ ^_^









บ่ายวันที่ 18 ก.พ. 49

ไปถ้ำเงิน ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่พบในปี 1999 รัฐบาลใช้เวลา 2 ปี จึงเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ก่อนเข้าถ้ำเงิน ได้โอกาสถ่ายรูปหมู 3 สาว แม่ - ลูก ^_^







ภายในถ้ำเงิน สวยมาก ๆ สามารถมองเห็นภาพสะท้อนในน้ำด้วยค่ะ ^_^








มุมหนึ่งของถ้ำเงิน ใช้เป็นที่หมักเหล้า ^_^

เสียดายหนูหิ่ง ฯ มีตังค์ติดตัวแค่ 100 เหรียญ และพลัดหลงกะธนาคาร ( พี่สาว ^_^ )

ไม่งั้นจะขอซื้อมาสักไห ^_^










ไอ้หยา ! ^_^ ดึกแล้ว ข้าเจ้าปิ๊กบ้านก่อนละ

มีเวลาจะชะแว้ปเข้าร้านเน็ทมาโพสรูปต่อเน่อ ^_^

สุดท้ายในวันนี้ ถ่ายกะพี่จิ สาวชาวชลบุรี แห่ง BUS 4

ที่เดินตามหนูหิ่ง ฯ มาขึ้น BUS 3 เมี้ยว ๆ ๆ พี่เขาหลงรถอ่ะค่ะ ^_^










18 ก.พ. 49

เหตุการณ์ตอนไปช็อปที่ถนนคนเดินช่วงกลางคืน

วันนี้ก็ยังคงหนาวเช่นเดิม ได้โอกาสฉลองเสื้อใหม่ เพราะเสื้อที่เอามาอุ่นไม่พอ

เมื่อคืนไปซื้อกันหนาวสีชมพูมา 3 ตัว ถุงมือ 2 คู่

ในราคาที่สู้กันด้วยภาษาจีน งู ๆ ปลา ๆ ของหนูหิ่ง ฯ

แปลเป็นไทยได้ดังนี้ (หนูหิ่ง ฯ สปีคภาษาจีนได้นิดหน่อยเจ้า )

เหตุที่ได้เสื้อถึง 3 ตัว ^_^



หนูหิ่ง ฯ " เสื้อนี่ราคาเท่าไหร่คะ "

เจ้าของร้าน " 95 เหรียญ "

หนูหิ่ง ฯ ' คูนด้วย 5.25 บาท แพงจังนิ คุณหมาบอกว่าต่อราคาได้ถึง 70 % '

" แพงเกินไป ลดราคาหน่อยสิคะ "

เจ้าของร้าน " 80 ละกันนะ "

หนูหิ่ง ฯ ' เอาหละ เพื่อให้ได้ของถูก ลองตามที่คุณหมาบอกละกัน แฮ่.....'

" 30............ เอา 3 ตัว นะ นะ นะ "

หนูหิ่ง ฯ ' จริง ๆ แล้วกลัวถูกตืบ คำว่า 3 ตัว จึงหลุดมา เมี้ยว ๆ ๆ '

เจ้าของร้าน " เพิ่มให้หน่อยน่า "

หนูหิ่ง ฯ " งั้นไม่เอา " ว่าแล้วก็เดินไป ' จริง ๆ แล้วกะไม่เอาน่ะแหละ กลัวได้ซื้อ 3 ตัวอ่ะ '

เจ้าของร้าน " เดี๋ยว ๆ ๆ เอา 30 ก็ 30 "

หนูหิ่ง ฯ ' แง้ ๆ ๆ จำต้องซื้ออ่ะ *_~ กลัวถูกตืบ'



ตัวนี้พี่คำแปงจ่ายมา 30 ไม่เบี้ยว และก็ใส่รุ่งขึ้นทันที ไม่เห่อเลยนิ ^_^










ตัวนี้หักคอพี่อ้อมา 30 ไม่น้อยหน้ากันสักเท่าไหร่ ใส่ทันทีเหมือนกันค่ะ ^_^










ตัวนี้จ่ายเอง *_~ ใส่เลยเหมือนกัน เด๋วแพ้เขาค่ะ เมี้ยว ๆ ๆ









ทีนี้ก็เหลือถุงมือ เพราะว่าหนาวสุด ๆ มือแข็งไปหมดแย้ว

หนูหิ่ง ฯ " นี่ราคาเท่าไหร่คะ " ชี้ไปที่ถุงมือ เพราะนึกไม่ออกว่าในภาษาจีนเรียกว่าอะไรอ่ะค่ะ ^_^

เจ้าของร้าน " 30 "

หนูหิ่ง ฯ ' เฮ้ย ! แพงจัง ราคาเท่าเสื้อเลยนิ ลองใช้วิชาคุณหมาละกัน ต่อดะ ได้ไม่ได้ก็ว่ากันอิ๊กที '
" 5 เหรียญ "

เจ้าของร้าน หน้าหงิก " ไม่ได้ เพิ่มราคาให้หน่อยสิ จะปิดร้านแล้ว "

หนูหิ่ง ฯ " งั้นไม่เอา เดี๋ยวเดินดูร้านอื่นก่อนนะคะ " แล้วหนูหิ่ง ฯ ก็วิ่งตามหลังไกด์

เจ้าของร้าน " เดี๋ยว ๆ ๆ น้อง กลับมาก่อน "

ไกด์ " จะซื้ออะไรหรอน้อง "

หนูหิ่ง ฯ " ถุงมือน่ะคะ หนูต่อราคาไป 5 เหรียญ แหะ ๆ ๆ ^_^ "

ไกด์ " งั้นรีบกลับไปซื้อเลย พี่จะซื้อด้วย ตะกี้ลูกทัวร์ BUS 4 ฝากซื้อ 4 คู่ "

หนูหิ่ง ฯ " เอาสองคู่นี้ค่ะ "

เจ้าของร้าน " แบบนี้ 8 เหรียญ "

หนูหิ่ง ฯ " อ้าว ! ตะกี้บอก 5 เหรียญ นินา "

เจ้าของร้าน " แบบนี้ตะหาก 5 เหรียญ แบบนั้นหนากว่า ก็เลยแพงกว่าจ้ะ "

หนูหิ่ง ฯ " 6 เหรียญละกัน หนูเอา 2 คู่ แล้วพี่คนนี้ก็จะซื้อด้วยเหมือนกัน "

' โมเมยัดเงินใส่มือเจ้าของร้าน '

เจ้าของร้าน " เอามานี่ จะใส่ถุงให้ "

หนูหิ่ง ฯ ' อ้าว ดันให้ซะอีกนิ หนูหิ่ง ฯ นึกว่าไม่ให้ เมี้ยว ๆ ๆ '











19 ก.พ. 49

ณ ถ้ำขลุ่ยอ้อ

คุณหมา " ปรกติคนจีนจะดูสิ่งต่าง ๆ เป็นตัวอักษร ผลไม้ และสัตว์

ดูหินข้างบนโน่นคล้าย ๆ เห็ดหลินจือ "

หนูหิ่ง ฯ " หนูหิ่ง ฯ ว่าดูไปดูมา.....เหมือนเขียงมากกว่าค่ะ ^_^ "










คุณหมา " ตรงนี้มืชื่อว่าเสาค้ำฟ้า สังเกตุดูดี ๆ หินงอกกับหินย้อยด้านบนสุดยังไม่เชื่อมกัน

คาดว่าอีกประมาณ 90 ปีก็จะเชื่อมเป็นต้นเดียวกัน เอาไว้เรามาพบกันที่นี่ในเวลานั้นนะ ^_^ "

หนูหิ่ง ฯ ' แง่ง ๆ ๆ ใครจะอยู่ถึง 90 ปี (ฟะ) *_~ '










หนูหิ่ง ฯ ชอบรูปนี้มากกว่า เป็นด้านในสุดของถ้ำ พื้นน้ำใสเหมือนกระจก มองเห็นภาพสะท้อนอยู่ในนาม










คุณหมา " เอาหละให้เวลาเดินเที่ยว แล้วไปเจอกันที่รถบ่ายสองนะ "

หนูหิ่ง ฯ " พี่คะ นี่ก็สองโมงครึ่งแล้วค่ะ ^_^ "

คุณหมา " อ้าวเหรอ ^_^ งั้นเป็นบ่าย 3 ละกันนะ "

" จะขึ้นไปข้างบนก็ได้ แต่อย่าไปถึงยอดนะ ไปแค่ศาลาข้างบนนั่นก็พอ "

หนูหิ่ง ฯ โอ และพี่อ้อ " ค่ะ - ครับ "

ปา-กด-ว้า....... พวกเราชาว BUS 3 เชื่อไกด์ทุกคนเลย ไปถึงยอดเขากันอย่างครบครัน ^_^







หนูหิ่ง ฯ ขอแอ็คเป็นคนแรก ฐานที่ขึ้นไปถึงก่อน โย่ ๆ ๆ ^_^









ต่อด้วยโอกะพี่อ้อ










หนูหิ่ง ฯ เองเจ้าค่ะ วิ่งไปถ่ายรูปที่หน้ารถ

แล้วก็ขึ้นรถก่อนใครเพื่อน เพราะว่านู๋หนาวจิง ๆ *_~











19 ก.พ. 49

ช่วงเช้าที่ถ้ำขลุ่ยอ้อ ช่วงบ่ายก็ได้เวลาไปเขาอูฐค่ะ










พี่อ้อกะรูปปั้นปีจอ ที่ทางเข้าเขาอูฐ

แหม..... คนสวยก็เป็นได้เนอะ ^_^










ถ่ายรูปหมู อู๊ด ๆ กันที่เขาอูฐ เขาลูกนี้ห้ามปีนจ้า ^_^







อูฐของจริงค่ะ







เสือตัวนี้นอน ๆ ๆ ไม่ยอมลุกมาถ่ายรูปเลยค่ะ สงสัยเพิ่งอิ่ม ^_^






แร็กคูน น่ารักดีค่ะ






ก่อนกลับที่พัก BUS 3 & BUS 4 ก็ถูกพาไปที่โรงงานผลิตยา

ส่วน BUS 1 & BUS 2 ไปที่ร้านไข่มุก

( หนูหิ่ง ฯ คิดว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะหารายได้เข้าประเทศมากที่สุด )

แต่ยาของประเทศจีนส่วนใหญ่จะสกัดมาจากธรรมชาติ เช่น

ผู้สาธิต " บัวหิมะ เป็นยาทา มีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนังทุกชนิด กลาก เกลื้อน แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

รักษาริดสีดวง และกันแดก ได้ด้วย ราคากระปุกละ 250 เหรียญ "

หนูหิ่ง ฯ ' ? ? ? ? เจ้ คืนนี้ใครเป็นจ้าว อย่าลืมซื้อไปสักกระปุกนะ กันแดกได้ด้วยหละ เมี้ยว ๆ ๆ ^_^ '

ผู้สาธิต " กอเอี๊ยะ เป็นกอเอี๊ยะที่ลดการปวด บวม อักเสบของกล้ามเนื้อ นักกีฬาทีมชาติจีนนิยมใช้

กันน้ำได้ แกะง่าย ขนจะไม่หลุดติดออกมาเวลาแกะ " (ราคานู๋จำม่ายได้แย้ว )

แฮ่..... เจ่เจ้ของหนูหิ่ง ฯ ซื้อมาแค่ 2 อย่าง หนูหิ่ง ฯ ก็เลยจำได้แค่ 2 อย่างนี้อ่ะ ^_^


และแล้วก็เย็นพอดี ^_^ ถึงเวลากลับโรงแรม ( ไวอย่างกะโกหกเลยนิ )

ตอนที่ถึงโรงแรมเห็นอะไรแว๊ป ๆ นั่นคู่บ่าวสาวนินา ทำไมมารอรับแขกอยู่ข้างนอกเลยล่ะ

มองด้วยความงง หยิบกล้องมาถ่ายรูปเก็บไว้อิจฉาเล่น ๆ แช๊ะ ๆ ^_^










พอเดินผ่านเข้าไปในโรงแรม ? ? ? ?

จ๊ะเอ๋ เจอข้างในอีก 2 คู่ โอ้โห ! วันนี้คงเป็นวันดีนะ เฉพาะโรงแรมนี้แต่งกันทีเดียว 3 คู่เลย

หยิบกล้องมาถ่ายเก็บไว้เป็นหลัก และ ฐาน อีก แช๊ะ ๆ ๆ ๆ ^_^










คู่สุดท้าย น่ารักทุกคู่เลยเนอะ ^_^










20 ก.พ. 49


ก่อนเดินทางกลับไทย ช่วงเช้าก็ไป เขางวงช้าง










โอ " ไอ้หนูหิ่ง ฯ ถ้าแกขืนถ่ายรูปจนลืมเดินตามขบวนล่ะก็ เห็นทีแกจะต้องบินกลับไทยนะเฟ้ย "

หนูหิ่ง ฯ " ก็ไม่เห็นยาก แค่นี้ก็ไปได้แระ ^_^ "

เหิรฟ้าาาาาาาาาาาาา ^_^







ริมน้ำที่เขางวงช้าง มีแม่ค้าขายอาหาร มีเผือก - นก - กุ้ง - ปู - หอย - ปลา ชุบแป้งทอด








หนูหิ่ง ฯ ชอบเผือกที่ซู๊ด เผือกที่นี่เป็นเผือกที่ลือกันว่าอร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะ










แพที่นี่น่ากลัวหล่นจังนิ ^_^












ก่อนทานอาหารเที่ยงก็ไปดูหยก ๆ เป็นอัญมณีที่คนจีนนิยมมากที่สุด

สมัยก่อนในประเทศจีนคนที่จะใช้หยกได้มีแต่ฮ่องเต้เท่านั้น

หยกที่ดีจะเย็นและใส หนูหิ่ง ฯ ให้คุณหมาดูหยกที่นิ้ว ได้มาจากอ.แม่สอด จ.ตาก

คุณหมาบอกว่าเป็นหยกแท้ ไม่ปลอม แต่เป็นหยกที่เกรดไม่ดี ทางพม่าเรียกว่าหินหยก

มีแต่หยกสวย ๆ งาม ๆ ราคาก็งามตามไปด้วย นู๋ซื้อม่ายหวายเจ้า ^_^










แล้วก็ไปต่อที่ร้านผ้าไหม ๆ ที่นี่จะไม่ใช้การย้อมสี แต่จะให้ตัวไหมกินสารเคมีเข้าไป

เวลาที่พ่นใยออกมาก็จะออกมาเป็นสีโดยไม่ต้องนำไปย้อม ดังนั้นผ้าไหมที่นี่สีจะไม่ตก

ที่นี่จะมีไหมอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ 1 รังจะมีตัวไหม 1 ตัว

และ 1 รังจะมีตัวไหม 2 ตัว เป็นคู่แฝด ไหมแฝดจะพ่นไหมออกมาพันกัน เวลาดึงไหมก็จะขาด

ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ จึงคิดหาจนพบวิธีนำมาใช้ โดยการนำไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง

เนื่องจากรังไหมแข็งมาก แล้วก็แกะเอาตัวไหมออก (ตัวไหมก็นำไปทำอาหารได้ค่ะ อาหย่อย ^_^)

ใยไหมที่ได้เป็นก้อน ๆ ก็จะนำไปทำเป็นหมอนและดึงเป็นผ้าห่มขนาด 6 ฟุต

ต้องใช้ผู้ชำนาญในการดึงเพื่อนให้ได้ขนาดที่สม่ำเสมอ

ผ้าห่มนี้ไม่ต้องซัก ให้นำไปตากแดดสัก 1 - 2 ชั่วโมงก็พอ ให้ซักแต่ปลอกผ้าห่ม

คุณสมบัติพิเศษก็คือ เบา ให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว เย็นสบายในฤดูร้อน ไม่เป็นที่สะสมของไร ฝุ่น และกลิ่นอับ

ถ้าส่วนไหนสกปรกก็ราดน้ำลงไป แล้วก็ซับให้แห้ง นำไปตากแดด ตีให้ฟูกลับคืนสภาพเดิมเป็นอันใช้ได้

คณะทัวร์ได้ขนซื้อกันมาเพรียบเลยนิ ^_^


ที่เวทีแสดงแฟชั่นโชว์ ระหว่างที่นั่งรอนางแบบ พวกเราก็ได้นางแบบจำเป็นขึ้นไปเรียกน้ำย่อย ^_^









" ฉานทำไปได้ไงเนี่ย ^_^ "










ปิดท้ายกระทู้ ว่าด้วยชื่อของคุณหมา ^_^

เมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งประเทศจีนเรียนภาษาไทยทั้งหมด 16 คน

ช่วงแรก ๆ ก็สอนโดยครูชาวจีน แต่ต่อมารัฐบาลจีนได้จ้างครูคนไทยมาสอนเป็นเวลา 3 เดือน

ปรากฎว่านักเรียนแทบทุกคนไม่ชอบครูคนนี้ ( ยกเว้นคุณหมา )

สาเหตุเพราะว่าครูคนนี้สอนทั้งวัน

ไม่เหมือนครูคนจีนสอน 2 - 3 ชั่วโมงก็ให้กลับไปหอพักอ่านหนังสือเอง

เด็กนักเรียนไม่พอใจและไม่ชอบครูคนนี้ จึงไปเขียนว่าครูต่าง ๆ นา ๆ ที่ในห้องน้ำ

จนครูไปเห็นเข้า ก็มาบอกให้นักเรียนไปลบ ปรากฎว่าไม่มีใครยอมไปลบ

ครูจึงเรียกนักเรียนคนหนึ่งให้ไปลบ

เพื่อน ๆ บอกว่าไม่ให้ลบ ถ้าใครลบเป็นหมา

ตกลงนักเรียนคนนั้นก็ไปลบ จึงถูกเพื่อน ๆ เรียก ไอ้หมา ๆ ๆ หมาจึงกลายเป็นชื่อเรียกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ก่อนกลับเมืองไทย ครูได้ตั้งชื่อไทยให้กับนักเรียนทุกคน พอมาถึงคุณหมา

ครูก็ถามว่า คุณแช่อะไร คุณหมา บอกว่า แช่เหวิน เหวิน == > วัน ฮื่อ ๆ คล้ายกัน

และเคยไปลบหนังสือในห้องน้ำให้ครู ตกลงเธอชื่อ " วันลบ" ละกันนะ

^_^ นี่แหละคือที่มาของชื่อ หมา & วันลบ ^_^


ขอปิดกระทู้ด้วยประการะฉะนี้

พบกันใหม่เมื่อคิดถึง เด้อค่ะเด้อ
















 

Create Date : 22 กันยายน 2549    
Last Update : 19 ธันวาคม 2551 17:05:33 น.
Counter : 591 Pageviews.  


Touchy Firefly
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







Bloggang.com : หิ่งห้อยน้อยใจ ลายปากกา หิ่งห้อยน้อยใจ บินไปทุกถิ่น ท่องทั่วแผ่นดิน กว่าสิ้นเรี่ยวแรง





แสงระยิบ กระพริบจากใจ

หิ่งห้อย T_T น้อยใจ

ใครหนอเปรียบ หิ่งห้อย ว่าด้อยค่า
อย่าได้มา หาญสู้ แสงอาทิตย์ส่อง
มีแสงเพียง น้อยนิด คิดลำพอง
มาผยอง เชิดหน้าอยู่ สู้ตะวัน

รู้ตัวดี มิบังอาจ ไปหาญสู้
ดำรงอยู เยี่ยงนี้ ไม่มีผัน
เหมือนดาวเดือน ที่ได้อยู่ เคียงคู่กัน
ดังเช่นฉัน รู้อยู่ คู่นภา

ก็ชื่อฉัน นั้นแปล ว่าหิ่งห้อย
ตัวน้อยน้อย น่ารัก เป็นนักหนา
ถูกเปรียบเทียบ ว่าด้อย ด้วยราคา
จากหน้าตา มิใช่ จากจิตใจ

ชีวิตหมุน เวียนตาม ธรรมชาติ
หิ่งห้อยพลาด หลงดอย คอยร่ำให้
ถูกเขาบ่น ว่าเรา จนเศร้าใจ
ทนเก็บไว้ ด้วยจิต คิดระทม

ชาตินี้มี กรรมมา บดบังไว้
ส่องแสงได้ ริบหรี่ สุดขื่นขม
ต้องทนอยู่ เชิดหน้าใส่ ในอกตรม
เกิดมามี ปมจาก ปากผู้คน

ไม่เป็นไร ตามใจ ใครจะคิด
ทุกชีวิต วันหนึ่ง ต้องหลุดพ้น
เกิดมาต้อง ต่อสู้ ! รู้ดิ้นรน !
ว่ายเวียนวน กลับสู่พื้น ปฐพี๚ะ๛



เสียงขาน จากบ้านป่า

สายลมหนาว พัดพา มาอีกแล้ว
ในโสตแว่ว ยินเสียง คล้ายเรียกขาน
จากพี่น้อง ผองเพื่อน เถื่อนลำธาร
ว่าถึงกาล โผผิน กลับถิ่นไพร

หวนคิดถึง วันเก่า รวดร้าวเหลือ
ยามเยาว์เมื่อ เหมันต์ พานสมัย
ช่างหนาวเหน็บ เจ็บลึก ถึงทรวงใน
กลางป่าใหญ่ ขาดแสง อุ่นกรุ่นตะวัน

แม่ขนี้ง โปรยปราย กระจายทั่ว
ท้องฟ้ามัว มืดมิด ปิดแนวสัน
สายลมยัง พัดซ้ำ กระหน่ำกัน
บ้างหนาวสั่น จับไข้ วายชีวี

กว่าจะพ้น ผ่านฤดู หฤโหด
ธาตุพิโรธ ชนบท สลดศรี
แทบมอดม้วย มรณา ลาพงพี
ชีวิตนี้ ไม่ลืมวัน ซึ่งผันไป

ชนชาวดอย คอยอยู่ หมู่ลูกหลาน
วันคืนผ่าน ด้วยจิต พิสมัย
ความคิดถึง ตรึงตรา และอาลัย
ท่านห่วงใย อยากรู้ ว่าอยู่ดี

รู้รักผืน แผ่นดิน ถิ่นก่อเกิด
ทั้งผู้ให้ กำเนิด นะบุตรศรี
หวนกลับไป ดูแล บุพการี
ท่านผู้มี พระคุณ การุณย์เรา

คงยังจำ กันได้ ใช่ไหมเพื่อน
ก่อนจะเคลื่อน กายา จากป่าเขา
เป็นความหวัง ของใคร เมื่อวัยเยาว์
อย่ามัวเมา ลืมเลือน เถื่อนที่มา๚ะ๛



คิดถึงบ้าน

ค่ำคืนฟ้า มืดมิด ดูเหงาเหงา
โอ้ตัวเรา นั่งคิดถึง คณึงหา
บ้านหลังน้อย ในป่า ที่จากมา
ผ่านเวลา จะเปลี่ยน เป็นเช่นไร

บ้านน้อย น้อยหลังนั้น ช่างอบอุ่น
ยามรุ่งอรุณ แดดส่อง สว่างไสว
มวลบุบผา ชูช่อ แตกหน่อใบ
หรีดหริ่งเรไร ส่งเสียงร้อง ก้องพนา

เหล่าแมลง ภู่ผึ้ง ผกโผผิน
กางปีกบิน วนเวียน กลางเวหา
ดอกหญ้าโผล่ พ้นพื้น พสุธา
ไหวไปมา ยามต้อง แรงลมโชย

เห็นสายฝน รินร่วง จากท้องฟ้า
ชุบชีวา ชีวิตให้ ไม่ระโหย
มวลดอกไม้ ชูช่อสวย ไม่ลาโรย
แผ่นดินโดย ธรรมชาติ สะอาดตา

กลิ่นพืชพรรณ นานา ขจรทั่ว
ทั้งดอกบัว ทั้งพรรณไม้ และใบหญ้า
ขึ้นผสม กลมกลืนไกล สุดสายตา
ภายใต้ฟ้า ผืนใหญ่ ใบเดียวกัน

ช่างห่างไกล กันนัก กับทางนี้
อยู่ที่นี่ พบแต่ การห้ำหั่น
ทั้งแก่งแย่ง แข่งขัน ประลองกัน
ทุกทุกวัน ต้องแข่ง แย่งความดี

มันช่างเหงา และล้า เป็นนักหนา
จะขอลา พักร้อน เช้าพรุ่งนี้
กลับคืนสู่ บ้านน้อย คอยนานปี
พักฤดี ให้หายเหมื่อย เหนื่อยใจกาย

จะชาร์ตแบต เพิ่มพลัง ให้เต็มที่
ความเหงามี จักลบทิ้ง ให้เหือดหาย
แทนด้วยความ สดใส ใจแพรวพราย
ทอประกาย กลับคืน สู่ตัวเรา

พักปัญหา ทุกอย่าง ของทางนี้
กลับไพรี ระหว่าง กลางหุบเขา
บ้านหลังน้อย ยังคอยอยู่ ซึ่งตัวเรา
ภูมลำเนา บ้านเกิด ที่จากมา

แล้วจะกลับ มาทำงาน สร้างฐานะ
ด้วยสัจจะ ของคน แห่งภูผา
จักทำงาน ให้ดีขึ้น ขอสัญญา
ด้วยหน้าตา สดใส ไร้กังวล

คงจะทน ทานได้ ในทุกสิ่ง
ชีวิตจริง เริ่มต้นใหม่ ได้อีกหน
จักต่อสู้ หมู่มารที่ มาผจญ
รวมถึงคน ปากร้าย ทั้งหลายเอย๚ะ๛



ลมหนาว กับชาวดอย

สายลมหนาวพัดผ่านมาอีกครั้ง
แผ่พลังแห่งฤดูสู่ขุนเขา
หวนคิดถึงแต่ก่อนตอนยังเยาว์
ผองพวกเราทนอยู่สู้สายลม

ยังจดจำคืนวันที่ผันผ่าน
ฤดูกาลนี้ให้ใจขื่นขม
พาความแล้งส่งไว้ได้ระทม
ยอดดอยจมอยู่ในสายเหมันต์

แม่ขนิ้งเกาะเล็มเต็มยอดหญ้า
บนท้องฟ้าไร้แสงแห่งสีสัน
ความเหน็บหนาวถาโถมถึงทั่วกัน
ต้องอดทนจนผ่านวันอันตราย

ถึงตอนนี้ยังคงโหมกระหน่ำ
แสงแดดล้ำเลือนลางจนจางหาย
ทั่วท้องฟ้าเมฆหม่นหล่นกระจาย
หนาวมากมายในยามนี้ที่ยอดภู

อยากจะส่งความอบอุ่นสู่ขุนเขา
เพื่อพ้องเราชาวไพรทุกชนหมู่
ได้อดทนจนผ่านพ้นฤดู
ร่วมกันสู้ความหนาวที่เข้ามา

ของส่งใจไปถึงซึ่งบนนั้น
ยอดดอยอันไกลห่างหว่างภูผา
ความห่วงใยแทรกใส่ให้ลมพา
ไปส่งหน้าบ้านเขาเราอาลัย

เพื่อให้ผู้อาศัยอยู่ในนั้น
มียิ้มอันพริ้มพรายใจสดใส
หนูหิ่ง ฯ จะได้มีกำลังใจ
ทำงานไปเพื่อเขาที่เฝ้ารอ๚ะ๛



สายลมหนาว

สายลมหนาว พัดแผ่ว แอ่วเมืองเหนือ
แสงแดดเรื่อ พลันเลือน ลางลับหาย
บนท้องฟ้า มีเมฆหมอก เกลื่อนกระจาย
หนาวมากมาย ในยามนี้ ที่ยอดดอย

เสียงหรีดหริ่ งเรไร วังเวงแว่ว
นกเค้าแมว บินลับ กลับถ้ำน้อย
ดอกไม้บาน ยามเช้า เฝ้ารอคอย
น้ำค้างผล็อย ร่วงลง ส่งความเย็น

แสงอาทิตย์ มองไม่เห็น ในยามนี้
ยอดดอยมี แต่หมอก เมฆลอยเด่น
บนยอดหญ้า ขนิ้งเกาะ ให้เห็นเป็น
ความเยือกเย็น ฤดูหนาว เวียนเข้ามา

จึงส่งความ อบอุ่น ละมุนฝัน
ถึงดอยอัน ไกลห่าง หว่างภูผา
ความคิดถึง ห่วงใย สายลมพา
พัดผ่านหน้า กระท่อมน้อย ปล่อยวางไว้

หวังเพียงผู้ อาศัยใน กระท่อมน้อย
แต่งแต้มรอย ยิ้มแย้ม ที่แจ่มใส
หิ่งห้อยน้อย จะได้ มีแรงใจ
ทำงานไป เพื่อเขา ที่เรารัก๚ะ๛



คืนเหงา

ในคืนเหงา แม้เดือนดาว เจ้าเป็นเพื่อน
ส่งแสงเลือน คอยกลบ ลบรอยเหงา
ความหม่นหมอง ครอบครอง ใจของเรา
รู้สึกเศร้า ในยามที่ ไม่มีใคร

อยู่แสนห่าง ขวางคั่น กั้นขอบฟ้า
ผ่านเวลา ฤดูกาล ผันสมัย
มิตรภาพ แต่ก่อนเก่า เราจริงใจ
เลือนแล้วหรือ อย่างไร สายสัมพันธ์

อยู่ทางนี้ แม้เห็น ดาวเด่นสวย
ก็ไม่ช่วย ให้ใจ ได้สุขสันต์
บนท้องฟ้า สว่างใส ไร้หมอกควัน
ในใจนั้น กลับมืดมิด ผิดที่เคย

สายลมหนาว พัดมา เวลานี้
ผืนพงพี ปกคลุม ด้วยกลุ่มเหมย
ทั้งมวลหมอก กลอกกลิ้ง ขนิ้งเชย
หนาวจังเลย ในยามนี้ ที่ยอดดอย

นั่งวิงวอน ดาวเดือน เกลื่อนเวหา
กระพริบพา ความคิดของ น้องหิ่งห้อย
ไปส่งไว้ หน้าบ้าน วานลมคอย
พัดไปปล่อย ในใจ ใครสักคน

ให้รับรู้ ว่าใคร ที่ในป่า
เขาห่วงหา ห่วงใย ใจสับสน
ความคิดถึง รุมเร้า เข้าเวียนวน
จำฝืนทน ฝืนอยู่ ไม่รู้ทำไม

นั่งรำพึง คอยอยู่ สู้ลมหนาว
มีเดือนดาว บนฟ้า นภาใส
อยู่เป็นเพื่อน ท่ามกลาง หว่างพงไพร
คอยคนไกล ตอบสาร นั้นกลับคืน๚ะ๛



รู้อย่างนี้...

ก่อนนั้นเรา คงมีพ่อ อยู่เคียงข้าง
ทุกทิศทาง พ่ออยู่ คู่เสมอ
อยากพบพ่อ เมื่อใหร่ ก็ได้เจอ
ไม่ต้องเพ้อ ละเมอถึง ซึ่งลวงตา

ยามเล็กเล็ก พ่อเฝ้า คอยสอนสั่ง
ตั้งความหวัง ไว้ที่ลูก สุขนักหนา
ลูกเติบใหญ่ ให้พ่อได้ ชื่นอุรา
วันนี้ลา จากลูกไป ไม่หวนคืน

รู้อย่างนี้... จะไม่ทำตัวเหมือนก่อน
รู้อย่างนี้... จะตั้งใจเรียนหนังสือ
จะตั้งหน้า ตั้งตา หมั่นฝึกปรือ
จะไม่ดื้อ ! ไม่ซน ! ไม่ถือดี !

เพิ่งรู้ซึ้ง ถึงความเศร้า ที่ยิ่งใหญ่
พ่อจากลา ไปลับ นับจากนี้
จะรำลึก ถึงคุณพ่อ ชั่วชีวี
ถึงความดี พ่อสร้างไว้ ให้ทบทวน

จากนี้ไป ไม่มีพ่อ คอยว่ากล่าว
พ่อจากเรา ไปแสนไกล ไม่อาจหวน
ถึงจะร่ำ ! ร้องให้ ! คร่ำครวญ !
ไม่อาจทวน คืนสู่เหย้า ที่เฝ้า... รอ...๚ะ๛



ซึ้งแล้ว...

ต่อแต่นี้ เหลือเพียงแม่ คอยเคียงข้าง
ทุกทิศทาง แม่เฝ้าดู ลูกเสมอ
อยากพบแม่ เรียกหา เป็นต้องเจอ
ไม่ใช่เพ้อ ละเมอถึง ซึ่งลวงตา

ตั้งแต่เล็ก แม่เจ้า เฝ้าถนอม
คอยเห่กล่อม ด้วยรัก ลูกนักหนา
ส่งเสียให้ เจ้าได้ มีวิชา
ด้วยกายา อ่อนล้า น่าเหนื่อยแทน

เฝ้ามองลูก ด้วยดวงตา อุ่นไอรัก
คอยพิทักษ์ ปกป้อง ด้วยหวงแหน
มีแต่ให้ ไม่เคยหวัง สิ่งตอบแทน
แม้ยากแค้น ลำเค็ญสู้ สุดทนทาน

สิบนิ้วมือ พนมกราบ อภิวาท
ลงแทบบาท แสดง กตัญญูท่าน
ทำตอนนี้ ใช่วันที่มี เพียงวิญญาณ
แล้วเรียกขาน ท่านให้มา ปรากฏกาย

รู้ซึ้งแล้ว… แสดงให้ ท่านรับรู้
รู้ซึ้งแล้ว… ท่านยังอยู่ ไม่หนีหาย
เคียงข้างเจ้า จวบจนชีพ สิ้นมลาย
ก่อนจะสาย กลับไปอยู่ ดูท่านเทอญ๚ะ๛



ฟ้า..สีอะไร..

ฟ้า.....ไยอยู่ไกลเกินเอื้อมถึง
ฟ้า.....ไยดูบึ้งยามฉันเหงา
ฟ้า.....ไยดูไกลเหินห่างเรา
ฟ้า.....ไยดูเศร้าเมื่อเหงาใจ

สี.....เทาหม่นมืดมัวหมอง
สี.....ทองยังดูไม่สดใส
สี.....ครามแลเวิ้งว้างเกินไป
สี.....สว่างในใจฉันนั่นคือเธอ

อะไร.....ทำให้ใจขื่นขม
ทำไม.....จมในความเหงาเศร้าเสมอ
จึง.......คอยมองจ้องหาแต่เพื่อนเกลอ
ดูเหงา.....เมื่อเธอเหินห่างไป๚ะ๛



ถามจันทร์..

๑ ยืนโดดเดี่ยว เปลี่ยวใจ ใต้แสงดาว
ที่สกาว กระจ่างพร่าง บนกลางฟ้า
กระพริบแสง วับวาว เจ้าดารา
บนเวหา เหงามั้ย ในคืนเพ็ญ

๒ แล้วจันทร์เล่า รู้ไหม เจ้ามีคู่
อาทิตย์อยู่ อีกฝั่ง ด้วยหวังเห็น
ก่อนเจ้ามา อาทิตย์ คลายฤทธิ์เป็น
ทอแสงเย็น ระเรื่อรอน ก่อนเจ้ามา

๓ แต่ทว่า เจ้าช้า อาทิตย์หลบ
ซวนเซซบ กลบร่าง อีกฝั่งฟ้า
เมื่อเจ้าโผล่ อาทิตย์ซ่อน แรมรอนลา
อย่างนี้หนา เมื่อไร ได้พบกัน

๔ อีกนานไหม วันไหน ไม่เลื่อนหลบ
เคลื่อนมาสบ พบได้ โดยไม่หวั่น
หมุนมาแล้ว ทายทัก กันสักวัน
เพื่อแบ่งปัน เรื่องที่พบ ประสบมา

๕ ณ วันนั้น คงมีมาก หลากเรื่องเล่า
ใช่ไหมเจ้า จันทร์เพ็ญ เด่นเวหา
ทุกคืนค่ำ จำหมดจรด พสุธา
ใต้แผ่นฟ้า มีอะไร ที่ได้เจอ
๖ แล้วดวงดาว ส่องแสง ล้าแรงไหม
หรืออ่อนใจ ใจอ่อน ในตอนเผลอ
มีบ้างไหม ในคืน ทนฝืนเบลอ
นั่งมองเหม่อ เพ้อฝันถึง วันต่อไป

๗ แค่อยากรู้ จึงถาม ในยามเหงา
ด้วยว่างเปล่า เดียวดาย ไม่สดใส
มัวหม่นมืด เหมือนมุด อยู่รูใน
ลึกลงใต้ แผ่นดิน สุดถิ่นแดน

๘ ดาวจ๋าดาว เจ้าพบ ประสบไหม
ความเหงาใจ หม่นหมอง มาครองแขวน
มีวิธี แก้อย่างไร ไม่คลอนแคลน
ได้ยิ้มแป้น ยังไง จักไปทำ

๙ เฝ้าวอนถาม จันทร์เพ็ญ เด่นกระจ่าง
อยากพบทาง สว่างใจ ไม่ถลำ
จมลงสู่ ห้วงลึก ที่นึกนำ
ขอเจ้าย้ำ ตอบคำ จำนรรจา

๑๐ ด้วยเรี่ยวแรง ที่มี ยังดีอยู่
ผ่านฤดู กาลวัน เฝ้าฝันหา
อยากจะมี อนาคต ไม่ลดลา
ส่งแสงจ้า กล้าแกร่ง ใต้แสงเดือน๚ะ๛



คิดถึงบ้าน..ที่บนดอย

รู้ไหม.....ว่ามันเหนื่อยล้าเพียงใด
ฉัน......ทำอะไรลงไปนี่
คิด......ถึงแต่บ้านแต่บ้านทุกที
ถึง......จะมีเพื่อนฝูงเรื่อยไป

เธอ......น่ะคิดเหมือนฉันไหม
แทบ.....อยากลากลับบ้านให้ได้
ขาด.....คนคอยดูแลห่วงใย
ใจ......ดวงนี้คิดถึงแต่บ้าน..ที่บนดอย๚ะ๛



แทนคำ.. ขอบคุณ

บนฟ้ามีดวงตะวัน
ข้างตัวฉันไม่มีใคร
เหลียวมองหาผู้ใด
อยู่ใกล้ใกล้ไม่เห็นมี

โลกกลมคงหมุนเวียน
ไม่มีเปลี่ยนเลี่ยงวิถี
เช่นฉันยังจรลี
จากพงพีละความจน

ด้วยหวังยังวันหนึ่ง
จะพ้นซึ่งความทุกข์ทน
ลยทิ้งความหมองหม่น
ญาติทุกคนได้อยู่ดี

แม้เป็นเพียงความฝัน
แต่สักวันในชีวี
เป็นจริงเข้าสักที
คงจะมีสุขชั่วกาล

หิ่งห้อยขอขอบคุณ
ที่การุณมาเนิ่นนาน
กำลังใจได้เจือจาน
จากวันวานถึงปัจจุบัน

จะจดจำเอาไว้
ตลอดไปไม่เปลี่ยนผัน
ความห่วงใยที่ให้กัน
ทั้งแบ่งปันทุกเรื่องราว

ยามเหงาเศร้าคอยปลอบ
หนูหิ่ง ฯ ขอบคุณอ้ายบ่าว
เสมือนอยู่ใกล้ทุกคราว
ความเหน็บหนาวสะลายลง

อบอุ่นในดวงใจ
อยู่แห่งใดไม่ลืมหลง
ขอพรพระพุทธองค์
นำพรส่งถึงพี่ชาย

ปีใหม่สุขเกษมสันต์
มุ่งสู่ฝันสมใจหมาย
สุขภาพทั้งใจกาย
จงสดใสและแข็งแรง๚ะ๛



หิ่งห้อย.. หลงกรุง

เสมือนหนึ่ง หิ่งห้อย ไร้ลำพู
บินละหมู่ หลงมา จากป่าเขา
เพื่อเสาะหา ลำพู เป็นคู่เงา
ทิ้งลำเนา ถิ่นเกิด กำเนิดมา

หวังจะพบ ต้นหนึ่ง ซึ่งมั่นคง
จะบินลง พักผ่อน คราอ่อนล้า
อาศัยเงา ยามแสง ตะวันทา
ทาบขอบฟ้า หลบร้อน ให้ผ่อนคลาย

และเมื่อถึง คืนแรม ได้แจ่มใส
กระพริบให้ เห็นแสง อันแรงฉาย
แสงสีส่ง ตรงตา ดูพร่าพราย
บินเริงร่า ร่ายรำ อย่างหนำใจ

แต่ยากเกิน กำลัง ของหิ่งห้อย
จึงล่องลอย ล้าแรง แข่งแสงใส
ยามคืนที่ ดาวเดือน เกลื่อนฟ้าไกล
แสงที่ใส่ จึงหม่นหมอง ครองคืนเพ็ญ

ในวันนี้ ยังไม่ถึง ซึ่งที่ฝัน
แต่สักวัน คงอยู่ ได้รู้เห็น
แม้ลำบาก ตรากตรำ และลำเค็ญ
จะเคี่ยวเข็ญ ตนเอง เปล่งแสงไฟ

เพียงแค่ขอ กำลังใจ ให้กันบ้าง
ในระหว่าง บินฝ่า พายุใหญ่
ผจญหมู่ แสงสี ที่อำไพ
กลางกรุงไกร ค้นถึง ซึ่งลำพู

แม้ตามทางไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ
จะคอยปราบ ไพรี ที่มาสู่
จะอดทน ต่อไป ไล่ศัตรู
จะยืนสู้ ลำพัง อย่างชาวดอย

จะจดจำ ทุกสิ่ง เป็นบทเรียน
จะพากเพียร ต่อไป ไม่ล่าถอย
จะบินมุ่ง กลับหลัง ยังภูดอย
หากหิ่งห้อย ถึงฝัน อันเป็นจริง๚ะ๛



ฝันเล็กเล็กของเด็กคนหนึ่ง

เห็นตะวัน ยามเย็น ลอยเด่นฟ้า
คอยเวลา คล้อยเคลื่อน เลือนลับหาย
รอราตรี เวียนมา ดาราพราย
ทอประกาย แสงสู่ พสุธา

เมื่อทิวา ผ่านพ้น บนภูเขา
คงเหลือเงา ร่มไม้ ไพรพฤกษา
มีเสียงสัตว์ น้อยใหญ่ ในพนา
ส่งภาษา กู่ร้อง ก้องแดนดง

สายลมคง พัดเย็น กายใจชื่น
หอมระรื่น กลิ่นผกา น่าลุ่มหลง
ธรรมชาติ ตระการตา คราอัสดง
หยัดยืนยง เช่นนั้น ไม่ผันไป

ฤดูกาล หมุนเวียน เปลี่ยนสลับ
วันคืนลับ ล่วงคล้าย ใครเสือกใส
ธรรมชาติ ป่าเขา ลำเนาไพร
ดำรงค์ไว้ แม้ผ่าน กาลเวลา

นั่งรำลึก ถึงถิ่น แผ่นดินเกิด
แหล่งล้ำเลิศ ในใจ ที่ใฝ่หา
ความผูกพัน มั่นอยู่ ในอุรา
ตลอดมา คิดถึง อย่างซึ้งใจ

เฝ้ารอวัน ที่ได้ กลับไปบ้าน
คงชื่นบาน รื่นรม สมสมัย
ให้คุ้มกับ เวลา ที่ลาไกล
สะสมไว้ ความสุข ทุกข์ลาเลือน

มองท้องฟ้า ที่นี่ สีหม่นหมอง
แสงดาวส่อง ดูไป ใยไม่เหมือน
ยามอยู่เขา เห็นเด่น ทั้งดาวเดือน
มาเยี่ยมเกลื่อน ท้องฟ้า จนพร่าพราย

อยากจะเห็น ทุกที่ ได้มีป่า
ปวงประชา คงสมอ ารมณ์หมาย
บรรเทาความ รุ่มร้อน ใจผ่อนคลาย
หลอมละลาย ความรั้น ดันทุรัง

เป็นความฝัน เล็กเล็ก เด็กคนหนึ่ง
เพียงรำพึง ออกไป ด้วยใจหวัง
ธรรมชาติ อาจเป็นบ่อ ก่อพลัง
จะคง ฝันต่อ และรอดู๚ะ๛



คนละ...ฝั่งฟ้า

๑ ยืนโดดเดี่ยว เปลี่ยวใจ ใต้แสงดาว
ที่สกาว กระจ่างพร่าง บนกลางฟ้า
กระพริบแสง วับวาว เจ้าดารา
บนเวหา เหงามั้ย ในคืนเพ็ญ

๒ นี่จันทร์เจ้า รู้ไหม เจ้ามีคู่
อาทิตย์อยู่ อีกฝั่ง ด้วยหวังเห็น
ก่อนเจ้ามา อาทิตย์ คลายฤทธิ์เป็น
ทอแสงเย็น ระเรื่อรอน ก่อนเจ้ามา

๓ แต่ทว่า เจ้าช้า อาทิตย์หลบ
ซวนเซซบ กลบร่าง อีกฝั่งฟ้า
เมื่อเจ้าโผล่ อาทิตย์ซ่อน แรมรอนลา
อย่างนี้หนา เมื่อไร ได้พบกัน

๔ อีกนานไหม วันไหน ไม่เลื่อนหลบ
เคลื่อนมาสบ พบได้ โดยไม่หวั่น
หมุนมาแล้ว ทายทัก กันสักวัน
เพื่อแบ่งปัน เรื่องที่พบ ประสบมา

๕ ณ วันนั้น คงมีมาก หลากเรื่องเล่า
ใช่ไหมเจ้า จันทร์เพ็ญ เด่นเวหา
ทุกคืนค่ำ จำหมดจรด พสุธา
ใต้แผ่นฟ้า มีอะไร ที่ได้เจอ

๖ แล้วดวงดาว ส่องแสง ล้าแรงไหม
หรืออ่อนใจ ใจอ่อน ในตอนเผลอ
มีบ้างไหม ในคืน ทนฝืนเบลอ
นั่งมองเหม่อ เพ้อฝันถึง วันต่อไป

๗ แค่อยากรู้ จึงถาม ในยามเหงา
ด้วยว่างเปล่า เดียวดาย ไม่สดใส
มัวหม่นมืด เหมือนมุด อยู่รูใน
ลึกลงใต้ แผ่นดิน สุดถิ่นแดน

๘ ดาวจ๋าดาว เจ้าพบ ประสบไหม
ความเหงาใจ หม่นหมอง มาครองแขวน
มีวิธี แก้อย่างไร ไม่คลอนแคลน
ได้ยิ้มแป้น ยังไง จักไปทำ

๙ เฝ้าวอนถาม จันทร์เพ็ญ เด่นกระจ่าง
อยากพบทาง สว่างใจ ไม่ถลำ
จมลงสู่ ห้วงลึก ที่นึกนำ
ขอเจ้าย้ำ ตอบคำ จำนรรจา

๑๐ ด้วยเรี่ยวแรง ที่มี ยังดีอยู่
ผ่านฤดู กาลวัน เฝ้าฝันหา
อยากจะมี อนาคต ไม่ลดลา
ส่งแสงจ้า กล้าแกร่ง ใต้แสงเดือน

๑๑ ด้วยใจหวัง ไม่นาน ถึงฝั่งฝัน
คงสักวัน เวียนมา ไม่ลาเลื่อน
จะฝ่าฟัน ต่อไป ใจคอยเตือน
มิแชเชือน เพื่อผอง พี่น้องเรา

๑๒ ขอแสงจันทร์ ส่องทาง จะได้ไหม
เพราะท่องไป ในถิ่น ดินแดนเขา
ออกจากบ้าน ป่าดง พงษ์ลำเนา
ขอจันทร์เจ้า ส่งแสง เป็นแรงใจ

๑๓ จากเดือนดาว ดารา บนฝั่งฟ้า
ถึงต้นหญ้า บนดิน ถิ่นอาศัย
ขอสักหน่อย ได้ไหม ความห่วงใย
ความสดใส เพิ่มเติม เสริมพลัง

๑๔ บนเส้นทาง ที่ผ่าน อาจขรุขระ
บางจังหวะ ผิดคาด และพลาดหวัง
ในบางคราว มีเรื่อง มาประดัง
สุดยับยั้ง ระวังเหตุ และเภทภัย

๑๕ หากดวงดาว ยังคง ช่วยส่งแสง
ไม่ล้าแรง ลาจาก ฟากฟ้าใส
ชีวิตนี้ จะอยู่ สู้ต่อไป
เพื่อจะได้ พบบ้าง ทางสู่ฝัน

๑๖ ดั่งอาทิตย์ ที่รอ พบจันทร์เจ้า
ทุกเย็นเฝ้า คอยรอ ไม่ไหวหวั่น
เพียงได้พบ แป๊บเดียว แค่หนึ่งวัน
และวันนั้น ต้องพราก จากจันทร์จร

๑๗ ต้องอดทน เพียงใด จึงได้พบ
ต้องประสบ เรื่องราว ข่าวทุกข์ร้อน
ต้องทนอยู่ ต่อไป ใจอาวร
ก่อนจะย้อน กลับคืน ดั่งหมื่นปี

๑๘ ยามมีทุกข์ เวลา ช่างยาวนาน
ชั่วกัปกาล หนักจิด คิดอยากหนี
ยามพบสุข แว๊บเดียว เสี้ยวนาที
ในฤดี เบาหวิว กลัวปลิวลา

๑๙ อยากจะถาม อาทิตย์บ้าง ระหว่างนี้
ทุกวันมี แต่คอย ละห้อยหา
กว่าจะพบ จันทร์ต้อง ครองเวลา
เป็นปีกว่า จึงได้สบ พบพักตร์จันทร์

๒๐ ระหว่างปี ทนอยู่ ไร้คู่เคียง
โดดเดี่ยวเพียง ลำพัง บนฟ้านั่น
ทุกวันลอย คอยดู อยู่ทั้งวัน
ไม่เปลี่ยนผัน ท่านทน ได้อย่างไร

๒๑ ถ้าหากเปลี่ยน เป็นเรา อยู่บนฟ้า
เพียงเอกา คงล้า ระอาได้
ต้องเปล่าเปลี่ยว เหลียวมอง ไม่เห็นใคร
แถมห่างไกล ผู้คน จำทนเหงา

๒๒ จึงเห็นใจ อาทิตย์ ที่คิดถึง
จันทร์จ๋าซึ้ง บ้างไหม ในตัวเขา
ความจริงใจ ที่ให้ ใช่มัวเมา
ทั้งคอยเฝ้า มองหา ทุกคราไป

๒๓ ให้สงสัย จันทร์เล่า เจ้าคิดถึง
อาทิตย์ซึ่ง อยู่ห่าง อ้างว้างไหม
ดาวดวงนั้น โดดเดี่ยว และเปลี่ยวใจ
ลอยอยู่ใน ท้องฟ้า รอท่าจันทร์

๒๔ อาทิตย์จ๋า บนฟ้า น่าอยู่ไหม
แล้วทำไม เจ้าจึง ไม่เปลี่ยนผัน
คงส่งแสง แรงร้อน ตอนกลางวัน
แต่กลับกัน กลางคืน จำฝืนลา

๒๕ หรือว่าเจ้า เหงาใจ จึงใส่แสง
ให้ร้อนแรง ส่องทาง หว่างเวหา
ค้นเพื่อพบ เพื่อนร่วมเรียง เคียงกายา
เฝ้ามองหา คราเปล่งแสง จนแรงรอน

๒๖ ทอแสงอ่อน ยามเย็น ด้วยเข็ญใจ
อยู่แห่งไหน นะจันทร์ เจ้าขวัญอ่อน
หาจนล้า ลาแสง จำจากจร
ลาไปก่อน วันนี้ ที่ขอบฟ้า

๒๗ ถามจันทร์บ้าง บนฟ้า น่าอยู่ไหม
ส่องแสงไป เรืองรอง ครองเวหา
เจ้ามีเพื่อน มากมาย ในทิวา
เหงาไหมหนา เจ้าจันทร์ วานตอบที

๒๘ ดวงดารา มากมาย หลายล้านดวง
จะห่วงหวง อีกฝั่งฟ้า หรือเปล่านี่
ทิ้งอาทิตย์ ให้เหงา เศร้าฤดี
อยู่เช่นนี้ ไม่มีวัน ผันเปลี่ยนไป

๒๙ แค่หิ่งห้อย อยากรู้ จึงได้ถาม
ชนทุกคาม บอกหน่อย จะได้ไหม
อยากจะรู้ เรื่องราว ข่าวความนัย
ใครตอบได้ วานบอก ตอบน้องที

๓๐ ยังโดดเดี่ยว เดียวดาย ใต้ท้องฟ้า
ทั่วพสุธา จำท่อง ทุกถิ่นที่
ออกจากบ้าน ป่าดง พงไพรี
นานนับปี จึ่งย้อน คืนดอนไพร



ขอบคุณ ป้ามด ที่สอนวิธีสร้างบล็อก

ขอบคุณ Nongtip ที่ให้จิ๊กลายสวย ๆ

ขอบคุณ แตงโม Sister ที่ให้จิ๊กKittysน่ารัก ๆ

และขอบคุณทุก ๆ ท่าน
ที่สร้างสรรค์วิธีตกแต่งบล็อก
( ไว้ให้จิ๊ก ^_^ )


สักวันหนึ่ง คงไม่ไกล จะไปให้ถึง



Friends' blogs
[Add Touchy Firefly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.