ทำหน้าที่ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น อย่าให้เสียทีที่เกิดมา เป็นมนุษย์สุดประเสริฐ พบพระพุทธศาสนา.....นิพพานะ ปัจจโย โหตุ สาธุ ๆ ๆ
Group Blog
 
All Blogs
 

ตั้ง"นโม" 3หน ก่อนทำไม???


เหตุใดต้องตั้ง"นะโม"ก่อนทุกครั้ง?


ถาม-เพราะเหตุใด ชาวพุทธจะทำอะไร สวดมนต์ ขอศีล อาราธนาธรรม ท่องคาถา ฯลฯ จะต้องตั้ง"นะโม" 3 หนทุกครั้งไป?

สาธุชน ( Sathuchon@sanook.com )



We always say NA Mo.... first because we follow the Grand Father Pra IN which was saying NA MO........ After Lord Father Buddha gave the very good answers to Grand Father Pra IN's questions.



Kaysorn suttajit


คำแปลคำตอบของอาจารย์คุณแม่เกษรฯ

พวกเรากล่าวคำว่า"นะโม" ก่อนทุกครั้ง เนื่องจากเราดำเนินตามท่านปู่พระอินทร์ ซึ่งได้กล่าวไว้ ภายหลังที่พระพุทธเจ้าได้ตอบคำถามทุกข้อแก่ท่านปู่พระอินทร์อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นที่พอใจทุกประการแล้ว....



ชัย แสงทิพย์อริยธรรม ( Chai.SangthipAriyadhamma@gmail.com )


นโม.......ทำไมต้องตั้งนโม 3จบก่อน??



นโม คืออะไร? มีความหมายอย่างไร?เพราะเหตุใดจึงต้องต้องนโม 3 จบก่อนการจะสวดมนต์ สวดคาถาต่างๆในพุทธศาสนา?.....แต่ในบางครั้ง บางกรณีทำไมจึงว่า นโม3 จบทีหลัง มีเหตุผลอย่างไร?


ผู้ใฝ่ในธรรม



นโม คืออะไร?



นโม คืออะไร หมายความว่าอย่างไรคะ?


ศันศนีย์ กทม.




ธรรมญาณ



นโม แปลว่านอบน้อม หมายถึงใจ ย่อมาจาก "มโน" คือเอาใจนำหน้า จึงสามารถรู้รอบได้....

นโมคือความนอบน้อม หมายถึงความรอบรู้อันเกิดมาจากใจ....

นโมตัสสะ แปลว่าขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ.....




เนิน นราธร


ครูบาแสงทิพย์ จ.เชียงรายเป็นพระสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านหนึ่ง นัยว่าท่านจะไปนิพพานชาตินี้ไม่กลับมาเกิดอีก ท่านกล่าวว่า

นะ-คือ พ่อ โม-คือ แม่ นะโม คือพ่อแม่ เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกของคนเราทุกคน.....

พระพุทธเจ้าองค์ที่2 ก็คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครับ......




เนิน นราธร


ธรรมญาณได้ยืนยันกับเราว่าที่ครูบาแสงทิพย์กล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง

เพราะเป็นธรรมที่ผุดขึ้นมาเองในขณะที่ท่านปฏิบัติจึงเป็นของแท้

จริงๆแล้วพ่อคือธาตุน้ำ แม่คือธาตุดิน เป็นต้นธาตุ ต้นธรรมมาแต่ดึกดำบรรพ์ พ่อแม่เป็นพระพุทธเจ้าที่เป็นครูบาอาจารย์คนแรกที่สั่งสอนเรามา...

การตั้งนโม3จบคือการนอบน้อมคารวะแด่พ่อแม่ ผู้เป็นบุพพาจารย์ของเราทุกคน คารวะแด่พระพุทธเจ้าองค์แรกของเรา ซึ่งถือเป็นมงคลสูงสุดแล้วครับ....




พุทธญาณ



การตั้งนโม 3จบ??




ตั้งนโม3จบทำไม



ทำไมต้องตั้ง"นโม"3จบก่อนสวดมนต์ ภาวนา หรือท่องคาถาด้วยทุกครั้ง ทำไปเพื่ออะไรคะ?....


จิรสุดา ฤทธิไกร




ธรรมญาณ



การตั้งนโม3จบก่อนสวดมนต์หรือทำพิธีท่องคาถาต่างๆเพื่อสำรวมจิตใจให้ตั้งมั่นครบองค์3


ให้จิต +ใจ +กายรวมกันเป็นหนึ่งซึ่งจะมีพลังสูงสุด เหมือนยอดปิรามิด เป็นจุดโฟกัสศูนย์รวม เป็นการย้ำความแน่นอนความตั้งใจของคนครับ....

ตั้ง3จบหมายถึงทำให้ครบองค์3ด้วยกาย+วาจา+ใจ....

หากเราทำด้วยกาย วาจาอย่างเดียวหรือสองอย่างยังใช้ไม่ได้ ต้องให้ครบ3อย่างนี้ด้วยครับจึงจะแน่นอนไม่มีผิดพลาดเด็ดขาด.....


เทวาลัย



หัวใจนะโม และการบูชาพระราหู

http://www.devalai.com/sakkara4.htm


เนิน นราธร


ผมเอง เคยถามท่านธรรมญาณในการอบรมสัมมนาหลักสูตรทางพ้นทุกข์ที่ ม.ราชภัฎ พระนครเมื่อเร็วๆนี้ว่า

ทำไม? ปกติการเปิดสัมมนาต้องกล่าวนโม 3 จบก่อน แล้วจึงกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย แต่ทำไมที่นี่ กล่าวนโม 3 จบทีหลัง.......

ท่านก็ตอบไว้น่าฟังดี ว่า ที่กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยก่อน ว่านโมทีหลัง เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เกิดก่อน พ่อแม่ และเป็นที่พึ่ง เป็นสิ่งที่ควรบูชาอันสูงสุดในชีวิตของคนเรา

ดังนั้นจึงควรกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยก่อน แล้วตามด้วยนโม 3 จบ คือ การบูชาคุณพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ อันจะทำให้เรามีมงคลครบถ้วน พร้อมที่จะปฏิบัติธรรม ทำบุญกุศลได้ต่อไปแล้ว.....

ก็หมดความสงสัยไป จริงๆแล้วผมเอง ก็ใช้ในการสวดมนต์อยู่ทุกวันอยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีใครบอก กล่าวคือ ขึ้นต้นด้วย"พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ.......

แล้วต่อด้วย นโม 3 จบ.....

หลังจากนั้นก็ว่าเรื่อยไปบทไหนก็ได้ จะสั้นหรือยาวแล้วแต่เราชอบ เราถนัดครับ.......

เมื่อไม่นานมานี้ ผมไปประชุมกรรมการวัดพุสวรรค์ แก่งกระจาน เพชรบุรี ร่วมกับธรรมญาณ ดร.ทองเหมาะ จำปาเงิน ฆราวาสอีก2-3 คน พระสงฆ์ 3 องค์ เดินทางมาจากสำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 1 องค์ มาให้คำปรึกษา ชื่อ พระครูธรรมธร เวชยันต์ เป็นพระวิปัสสนาจารย์อาวุโส เดิมท่านอยู่วัดมหาธาตุ กทม. ก่อนประชุมท่านนำสวดมนต์ก่อน ท่านก็นำพุทธัง สรณัง คัจฉามิ....ธัมมัง ....สังฆัง แล้วก็ว่านโม 3 จบ ทีหลังอีกเหมือนกัน.....



พุทธญาณ ( Buddhayan@hotmail.com )


ดูได้จากลิงค์นี้ และเลือกที่ ธรรมจากพระไตรปิฎก ครับ http://sangthip.com/1.1dhamma5.html

wirote


หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ตอบปัญหาธรรม เรื่อง นะโม.....


ในการอบรมธรรมแก่ชาวบ้านม่วงไข่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เมื่อปีพศ.2463 ในครั้งนั้น ญาติโยมได้สนใจ และกระตือรือล้นต่อการปฏิบัติธรรมกันมาก รวมทั้งได้กราบเรียนถามคำถามต่างๆด้วย คำถามที่น่าสนใจมากคำถามหนึ่ง ได้แก่ความหมายของ"นะโม"(ในต้นฉบับเดิมใช้คำว่า นโม ).....


โยมผู้หนึ่ง คือ อาชญาขุนพิจารณ์(บุญมาก) สุวรรณรงค์ ผู้ช่วยสมุห์บัญชี อ.พรรณานิคม ได้กราบเรียนถามหลวงปู่มั่นฯว่า"เหตุใด การให้ทาน หรือ การรับศีล จึงต้องตั้ง นโม ก่อนทุกครั้ง จะกล่าวคำถวายทาน และรับศีลเลยทีเดียวไม่ได้หรือ?"


หลวงปู่มั่น ได้ตอบคำถามด้วยการแสดงธรรมเรื่อง นโม อย่างลึกซึ้งให้ฟังดังนี้.-


เหตุใดหนอ นักปราชญ์ทั้งหลาย จะสวดก็ดี จะรับศีลก็ดี หรือจะทำการกุศลใดๆก็ดี จึงต้องตั้ง"นโม"ก่อน จะทิ้ง"นโม"ไม่ได้เลย......

เมื่อเป็นเช่นนี้ "นโม"ต้องเป็นสิ่งสำคัญ จะยกขึ้นพิจารณาได้ความปรากฏว่า

น- คือ ธาตุน้ำ

โม-คือ ธาตุดิน


พร้อมกับบทพระคาถาขึ้นมาว่า "มาตาเปติกสัมภโว โอทนกุมมาสปัจจโย"

-สัมภวธาตุของมารดาบิดาผสมกัน จึงเป็นตัวตนขึ้นมา เมื่อคลอดจากครรภ์มารดาแล้ว ก็ได้รับข้าวสุก และขนมกุมมาส เป็นเครื่องเลี้ยง จึงเติบโตขึ้นมาได้.....

น-เป็นธาตุของมารดา

โม-เป็นธาตุของบิดา


ฉะนั้น เมื่อธาตุทั้งสองผสมกันเข้าไป ไฟธาตุของมารดาเคี่ยวเข้า จนได้นามว่า"กลละ"(อ่านว่า กะละละ) คือ น้ำมันหยดเดียว.....

ณ ที่นี้เอง "ปฏิสนธิวิญญาณ" เข้าถือปฏิสนธิได้ "จิต"-จึงได้ปฏิสนธิในธาตุ"นโม"นั้น.....


เมื่อ"จิต"เข้าไปอาศัยแล้ว "กลละ" ก็ค่อยเจริญขึ้นเป็น "อัมพุชะ" คือ เป็นก้อนเลือด เจริญจากก้อนเลือดมาเป็น"ฆนะ" คือ เป็นแท่ง และ"เปสี" คือ ชิ้นเนื้อ แล้วขยายตัวออกคล้ายรูปจิ้งเหลน จึงเป็น"ปัญจสาขา"คือ แขน 2 ขา 2 หัว 1

ส่วนธาตุ พ-คือ ลม...ธ- คือ ไฟ นั้น เป็นธาตุเข้ามาอาศัยภายหลัง

เพราะ"จิต"ไม่ถือ เมื่อละจาก"กลละ"นั้นแล้ว กลละ-ก็ต้องละทิ้งเปล่า หรือสูญเปล่า ลมและไฟก็ไม่มี(เมื่อ)คนตาย ลมและไฟ ก็ดับสูญหายไป จึงว่าเป็น"ธาตุอาศัย"

"ข้อสำคัญ จึงอยู่ที่ธาตุทั้งสอง คือ นโม เป็นดั้งเดิม"


ในกาลต่อมา เมื่อคลอดออกมาแล้ว ก็ต้องอาศัย "น-มารดา" "โม-บิดา" เป็นผู้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมา ด้วยการให้ข้าวสุก และขนมกุมมาส เป็นต้น ตลอดจนการแนะนำสั่งสอนความดีทุกอย่าง

ท่านจึงเรียกมารดา บิดา ว่า "ปุพพาจารย์" เป็นผู้สอนก่อนใครๆทั้งสิ้น

มารดาบิดา-เป็นผู้มีเมตตาจิตต่อบุตร ธิดา จะนับประมาณมิได้ มรดกที่ท่านทำให้ กล่าวคือ "รูปกาย"นี้แล เป็น"มรดกดั้งเดิม" ทรัพย์สินเงินทอง อันเป็นของภายนอก ก็เป็นไปจากรูปกายนี้เอง

ถ้ารูปกายนี้ไม่มีแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้ ชื่อว่าไม่มีอะไรเลย

เพราะเหตุนั้น ตัวเราทั้งตัวนี้ เป็น"มูลมรดก"ของมารดาบิดาทั้งสิ้น จึงว่าคุณของท่าน จะนับจะประมาณมิได้เลย.....

ปราชญ์ทั้งหลาย จึงหาได้ละทิ้งไม่ เราต้องเอาตัวเรา คือ นโม ตั้งขึ้นก่อน แล้วจึงทำกิริยาน้อมไหว้ลงภายหลัง

นโม-ท่านแปลว่า นอบน้อม นั้น เป็นการแปลเพียงกิริยา หาได้แปลต้นกิริยาไม่ มูลมรดกนี้แล เป็นต้นทุน ทำการฝึกหัดปฏิบัติตน ไม่ต้องเป็นคนจนทรพย์สำหรับทำทุนปฏิบัติ.....


นโม-เมื่อกล่าวเพียง 2 ธาตุเท่านั้น ยังไม่สมประกอบ หรือยังไม่เต็มส่วน ต้องพลิกสระ พยัญชนะ ดังนี้คือ "เอาสระ อะ ออกจากตัว น มาใส่ตัว ม เอาสระโอ จากตัว ม มาใส่ตัว น แล้วกลับตัวมะ มาไว้หน้าตัว โน เป็น"มโน" แปลว่า "ใจ"

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้ทั้ง"กาย"ทั้ง"ใจ" เต็มตามสมควรแก่การใช้เป็นมูลฐานแห่งการปฏิบัติได้

มโน-คือ ใจ นี้เป็นดั้งเดิม เป็น"มหาฐาน"ใหญ่ จะทำจะพูดอะไร ก็ย่อมเป็นไปจากใจนี้ทั้งหมด

ได้ในพระพุทธพจน์ว่า

"มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา"

- ธรรมทั้งหลาย มีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ

พระบรมศาสดา จะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติออกไปจาก"ใจ" คือ "มหาฐาน"นี้ทั้งสิ้น

พระสาวก ผู้ได้มาพิจารณาตาม จึงรู้จัก "นโม" แจ่มแจ้งแล้ว "มโน" ก็สุดบัญญัติ คือ "พ้นจากบัญญัติทั้งสิ้น".....

สมบัติทั้งหลายในโลกนี้ ต้องออกไปจาก "มโน"ทั้งสิ้น ของใครก็ก้อนของใคร ต่างคนต่างถือเอาก้อนอันนี้ ถือเอาเป็นสมบัติบัญญัติตามกระแสแห่งน้ำ โอฆะ จนเป็นอวิชชา ตัวก่อภพก่อชาติ ด้วยการไม่รู้เท่า ด้วยการหลงถือตัว ว่าเป็นเรา เป็นของเราไปหมด.....

สาธุ!!ลึกซึ้งอย่างที่สุด ค่อยๆอ่านทวนดูนะครับ....

(จากโครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม 11-หลวงปู่ฝั้น อาจาโร)


พุทธญาณ
Buddhayan@buddhapoem.com










 

Create Date : 11 สิงหาคม 2549    
Last Update : 11 สิงหาคม 2549 17:30:44 น.
Counter : 243 Pageviews.  

พุทธภูมิ-สาวกภูมิ



พุทธภูมิ-สาวกภูมิ คือ อะไร ?แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? และในเรื่องปณิธาน-การบำเพ็ญบารมี-เมตตา ฯลฯ


ธรรมะมาลัย
Dhammamalai@thai.com




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2549    
Last Update : 2 สิงหาคม 2549 22:03:38 น.
Counter : 150 Pageviews.  

ปัญญา

ถาม-ปัญญา มีอยู่ที่ใด ?

ตอบ-ปัญญา-มีอยู่ที่วิญญาณ การสัมผัสรับรู้ รู้ว่าดีหรือชั่ว.......

ปัญญา-มีอยู่ที่ประสบการณ์ เช่น เด็กเห็นไฟ ไม่รู้ เอามือเข้าไปแหย่ พอร้อน ก็จะชักมือกลับ ทีหลังก็ไม่แหย่อีก.....

ปัญญา-มีอยู่ที่สัญญา ความจำ มีประสบการณ์แล้วจำ แล้วคิดปรุงแต่ง....

ปัญญา-เกิดจาก"ความคิด"ที่"สงบ" แล้วเกิด"การหยั่งรู้"จากจิตนาการ.......

ธรรมญาณ
Dhammayan@gmail.com




 

Create Date : 09 เมษายน 2549    
Last Update : 9 เมษายน 2549 21:27:20 น.
Counter : 173 Pageviews.  

คนเราเมื่อทุกข์หนักๆ จะพึ่งอะไร ?

คนเราเกิดมาก็มีสุข-ทุกข์คละเคล้ากันไป แต่บางครั้งบางคราว เราเกิดมีความทุข์หนักๆสาหัสมากๆ จะพึงอะไรดี?......

กัลยาณมิตร
kalyanamit@yahoo.com




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2549 19:56:21 น.
Counter : 200 Pageviews.  

หญิงชายสวยหล่อ


หญิง-ชาย สวย-หล่อ ตรงไหน ?ช่วยบอกหน่อยนะ เอาบุญ หาชนิดที่สายพันธุกรรมดีๆหน่อยน่ะ กำลังมองหาอยู่ อายุเท่าไหร่ไม่สำคัญ.....

จุ๋ม บางพลัด




 

Create Date : 10 มกราคม 2549    
Last Update : 10 มกราคม 2549 11:34:25 น.
Counter : 224 Pageviews.  

1  2  

Sukhawadee
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




พุทธจิตธรรมญาณ แสงทิพย์อริยธรรม
บ้านฉัตรไชย กรุงเทพฯ
สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม
02-9707986,085-1637455
อีเมล์ buddhajitdhammayan@gmail.com
New Comments
Friends' blogs
[Add Sukhawadee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.