ทำหน้าที่ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น อย่าให้เสียทีที่เกิดมา เป็นมนุษย์สุดประเสริฐ พบพระพุทธศาสนา.....นิพพานะ ปัจจโย โหตุ สาธุ ๆ ๆ
Group Blog
 
All Blogs
 

ความน่าอัศจรรย์ของในหลวง.......

จากหนังสือสมาธิกับการทำงานและพระสมาธิในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขียนโดย พลตำรวจเอก วศิษฐ์ เดชกุญชร อดีตนายตำรวจประจำราชสำนัก มีเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ที่เขาไม่เคยเห็นเลยว่าในหลวงที่ทรงเดินทาง หรือประทับอยู่ในพระอิริยาบถเดียวเป็นเวลานานเป็นชั่วโมงๆ แล้วไม่น่าเชื่อว่า ทรงปฏิบัติได้โดยไม่มีพระอาการเหนื่อยหรือง่วงเลยแม้แต่น้อย!!!.......เช่น

-เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนเป็นการส่วนพระองค์ ในหลวงโปรดทรงขับรถยนต์ด้วยพระองค์เอง เป็นระยะทางทั้งใกล้และไกล ถนนเรียบบ้าง ขรุขระและเป็นลุ่มเป็นดอนบ้างตามสภาพภูมิประเทศ เมื่อเสด็จฯถึงที่หมายแล้ว ทรงจอดรถ แล้วเสด็จไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ด้วยความตรากตรำพระวรกาย บางครั้งทรงพระดำเนิน(เดิน)เป็นระยะทางไกลหลายกิโลเมตรและเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขากลับนึกว่าจะทรงพักผ่อนพระวรกายและให้นายสารถีทำหน้าที่ขับรถพระที่นั่งถวาย แต่ก็เปล่า ทรงขับกลับเองอีก โดยไม่มีพระอาการเหนื่อยหรือง่วง แต่เจ้าหน้าที่ผู้ตามเสด็จฯรวมทั้งผมนั้น พอกลับขึ้นไปบนรถ ก็ผลัดกันทำหน้าที่และผลัดกันหลับเพราะความเหน็ดเหนื่อย......

หลายปีมาแล้ว เสด็จฯจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่าม้ง(แม้ว)ที่บ้านแม่สา อ.แม่ริม เชียงใหม่ เวลาเสด็จฯเยี่ยมต้องประทับเฮลิคอปเตอร์ไปลงยังที่ที่เขาเตรียมถวายไว้ แล้วทรงพระดำเนิน(เดิน)ไปยังหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนไหล่เขาลูกถัดไป!!!

นอกจากเสด็จฯเยี่ยมราษฎรชาวเขาแล้ว ยังต้องทรงพระดำเนินลงไปยังเชิงเขา เพื่อทอดพระเนตรผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในโครงการตามกระแสพระราชดำริด้วย ทางเดินลาดลงไปตามไหล่เขาที่ชันและเป็นระยะทางไกลลิบ ที่วิตกก็เพราะรู้ว่า เมื่อเสร็จพระราชกรณียกิจแล้ว จะต้องทรงพระดำเนินกลับ ขากลับก็ได้เรื่องจริงๆ คือ พอเดินกลับขึ้นไปได้ยังไม่ถึงครึ่งลูกเขา ขณะที่ผมกำลังลากขาและหอบอยู่ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยใจจะขาด ในหลวงก็ทรงพระดำเนินผ่านเราขึ้นไป ทรงก้าวยาว เนิบ และสม่ำเสมอ ไม่อ้าพระโอษฐ์ ไม่ทรงมีพระอาการเหนื่อย ม.จ.ภีศเดช รัชนี ผอ.โครงการในพระองค์ทรงเดินตามเสด็จฯไปอีกองค์หนึ่ง ผมถอยหลังลงไปหอบอยู่หลังคุณดำรงและพี่เทียนชัย เราทั้งสามกัดฟัน ก้มหน้า และอ้าปาก เดินต่อไปอีกไม่ไกลนัก ก็เจอนายตำรวจ ตชด.ผู้หนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้น เดินนำอยู่ข้างหน้าต่อจากผมไปไกลลิบ กำลังยืนอยู่ริมทาง ตัวงอ หน้าเขียว และกำลังโก่งคออาเจียนอยู่!!....

เราทั้งสามลากสังขารต่อไป จนกระทั่งเห็นยอดเขา อันเป็นที่ตั้งหมู่บ้านแม่สาอยู่เบื้องหน้าแล้ว แต่ก็สิ้นกำลังลงพร้อมๆกัน เดินต่อไปไม่ไหว!!!....


พี่เทียนชัย หันมาพนักหน้ากับคุณดำรง เป็นเชิงให้ตามขึ้นไปก่อน คุณดำรงส่ายหน้าแล้วหันมาพนักหน้าให้ผม ผมส่ายหน้าและไม่ได้หันไปข้างหลัง เพราะผมรั้งท้าย และรู้ว่าไม่มีใครอยู่ข้างหลังอีกแล้ว.....เรายืนหอบอยู่กับที่ จนครู่ต่อมา เมื่อรู้ว่าพอมีกำลังแล้ว จึงกัดฟันออกเดินต่อไป

เมื่อถึงบ้านแม่สานั้น ผมเห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงยืนอยู่กับ ม.จ.ภีศเดช และผู้อื่นอีกหลายคน เมื่อถึง ผมได้ยินพระสุรเสียงของในหลวงรับสั่ด้วย แต่จับความพระราชกระแสไม่ได้ เพระหูกำลังอื้อ และตากำลังลาย จึงไม่ได้กราบบังคมทูลและไม่ได้ยินผู้อื่น กราบบังคมทูลตอบด้วย!!

ครู่ต่อมา ผมได้ยินพระสุรเสียงว่า"ยังพูดภาษาราชการไม่ได้"

บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาอื่นๆ ที่เคยได้รับพระราชทานปริญญาบัตร และประกาศนียบัตรจากพระหัตถ์ คงจะเคยตระหนัก และอัศจรรย์ใจกันมาแล้วว่า พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่บนพระเก้าอี้ได้เป็นเวลานานติดต่อกัน 2-3 ชั่วโมง(เคยประทับนานถึง 4 ชั่วโมง) โดยไม่ทรงเปลี่ยนพระอิริยาบถ ประทับอยู่ในท่าใด ก็ประทับอยู่ในท่านั้นไป ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่ทรงมีพระอาการส่อความเหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย ทรงรับปริญญาบัตรและประกาศนียบัตรที่เจ้าหน้าที่ทูลเกล้าฯถวาย แล้วพระราชทานให้บัณฑิต คนเล้วคนเล่า รวมเป็นจำนวน 2,000-3,000 คน หรือมากกว่านั้น!!(ขณะซ้อมใช้อาจารย์3-4 คนผลัด ยังบ่นปวดเมื่อยกันไปหมด แต่ในหลวง ไม่ได้ทรงเปลี่ยนกับผู้ใดเลยตลอดงาน!!!)


ครั้งแรกที่ผมได้เฝ้าฯฟังดนตรีพระราชทาน ในงานวันครบรอบพระราชทานพิธีราชาภิเษกสมรสที่วังไกลกังวล เริ่มทรงดนตรีเมื่อเวลาประมาณ 21 นาฬิกา และประทับอยู่บนเวทีตลอด จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น โดยไม่ทรงลุกไปไหนเลย แม้แต่ห้องสรง(ห้องน้ำ)!! .....ในขณะที่นักดนตรีของวง อ.ส.อื่นๆ ผลัดกันลงกราบถวายบังคม แล้วลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถ หรือเข้าห้องน้ำกันเป็นครั้งคราว พอสว่างจึงทรงลุก และเสด็จฯลงจากเวที ทรงเป่าแตรนำขบวนนักดนตรี และผู้ที่ยังเหลือเฝ้าฯอยู่ เดินไปยังชายหาดหน้าวังไลกังวล แล้วประทับนเรือใบ และทรงเรือใบต่อ!!!......

-ทรงแข่งขันเรือใบข้ามอ่าวไทยจากหัวหินไปพัทยา!!!!!

ขอถามท่านผู้รู้ว่า ในหลวงทรงทำเช่นนี้ได้อย่างไร ??? เพราะอะไรครับ??


มีท่านผู้รู้กล่าวว่าในหลวงของเราชาวไทย ทรงเป็นพระมหาโพธิสัตว์ ที่ทรงมีพระมหาบารมียิ่งใหญ่ล้นฟ้าและเต็มสมบูรณ์ครบถ้วนทั้ง 30 ทัศแล้ว ดอกบัวบารมีของพระองค์บานครั้งละ 10 ดอกทีเดียว เคยสังเกตุไหมว่าในหลวงทรงพระอัจฉริยภาพเกือบทุกๆด้าน ทรงได้รับรางวัล ปริญญาบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศนับจำนวนมากมาย คิดว่าในโลกนี้ไม่มีใครเหมือน หรือเป็นเหมือนดังพระองค์ได้เลย ในหลวงทรงทำงานทุกอย่างด้วยการทรงฌานสมาธิชั้นเยี่ยม ดังนั้น จึงหาใครมาเปรียบเทียบกับพระองค์ได้ยากยิ่งนัก ทั้งในด้านความคิด-คำพูด-และการกระทำ เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบที่สุด พระราชดำรัส พระราชดำริ พระราชกรณียกิจ พระราชกระแส ความเห็น ข้อแนะนำต่างๆ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติทุกอย่าง ประชาชนทุกระดับ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เลยทุกๆอย่าง นับว่าเป็นโชคดีของคนไทยมากที่สุดในโลก ที่มีพระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างในทุกๆด้าน ผู้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์ ย่อมประสบสำเร็จทั้งในทางโลกและทางธรรม ทั้งในชีวิตและการงานทุกประการครับ......


ผมเขียนบทกวีเทิดพระเกียรติ สดุดีในหลวงในวาระครบรอบ 60 ปีแห่งการครองราชย์ ไว้ใน http://www.buddhapoem.com และ http://www.buddha-dhamma.com แบฃละเว็บไซต์ เว็บบอร์ดอื่นๆในเครือของสถาบันแสงทิพย์ฯไว้มากพอสมควร ทั้งในเมนูหลัก และเว็บบอร์ดคิดว่าน่าจะมากกว่าที่อื่นๆทั้งหมด ที่เขียนด้วยคนๆเดียว แล้วก็มีคนอื่นๆมาร่วมแต่งด้วยอีกหลายท่าน ในบทกวีเหล่านี้ อ่านไปก็จะรู้เองว่า ในหลวงของคนไทยเราทรงพระอัจฉริยภาพสูงส่งแท้จริง ชนิดไม่มีใครในโลกเทียบเทียมได้จริงๆ!!!.....


เนิน นราธร
Nern.Naratorn@gmail.com




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2549    
Last Update : 3 ตุลาคม 2549 21:19:06 น.
Counter : 165 Pageviews.  

สารธรรมสำคัญๆของในหลวง.........



***ธรรมะของในหลวง***




1)พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดี


"อันพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของเรานี้ ตามความอบรมที่ได้รับมาก็ดี ตามความศรัทธาเชื่อถือส่วนตัวข้าพเจ้าก็ดี เห็นเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง มีคำสั่งสอน ให้คนประพฤติตนเป็นคนดี ทั้งเพียบพร้อมด้วย บรรดาสัจจธรรมอันชอบด้วยเหตุผล น่าเลื่อมใสยิ่งนัก"


2)พระพุทธศาสนามีลักษณะพิเศษ


"ศาสนา-ชี้ทางดำเนินชีวิตที่ปราศจากโทษ ทำให้มีความเจริญร่มเย็น คนจึงเชื่อถือ และประพฤติปฏิบัติตาม ทั้งอุดหนุน ค้ำชูศาสนา เพื่อประโยชน์-เพื่อความสุข-ความสวัสดีของตน พระพุทธศาสนานั้น-มีลักษณะพิเศษประเสริฐ ในประการที่อาศัยเหตุผล อันเที่ยงแท้ตามเป็นจริงเป็นพื้นฐาน แสดงคำสั่งสอนที่บุคคล สามารถใช้ปัญญาไตร่ตรองตาม และหยิบยกขึ้นปฏิบัติ เพื่อความสุข-ความเจริญ-และความบริสุทธิ์ได้ ตามวิสัยของตน จึงเป็นศาสนาที่เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ ง่ายที่จะส่งเสริม"


3)พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งประโยชน์


"พระพุทธศานา-คือ ศาสนาแห่งประโยชน์ ไม่ว่าผู้ใด ถ้าเข้ามาศึกษา และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมได้รับประโยชน์ตามวิสัยแห่งการศึกษาปฏิบัติของเขา การธำรงความเจริญมั่นคงของพระศาสนา จึงน่าจะเน้นที่ การแนะนำทำให้เห็นประโยชน์ของการศึกษาปฏิบัติธรรม เป็นสำคัญ เมื่อมีผู้ศึกษาปฏิบัติธรรม และได้รับประโยชน์ จากการปฏิบัติธรรมมากขึ้น พระศาสนาก็เจริญแพร่หลายไปพร้อมกัน ข้อสำคัญควรจะถือปฏิบัติให้เคร่งครัดหนักแน่นว่า ต้องแสดงธรรมให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ อย่าให้วิปริตแปรผัน และควรพยายามเน้น การศึกษาปฏิบัติธรรมขั้นพื้นฐาน ให้ยิ่งกว่าอื่น เพราะคนทั่วไป ต้องการที่จะเรียนรู้ได้ง่าย -เข้าใจได้ชัด- ปฏิบัติได้สะดวก เมื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นแล้ว เขาก็จะพึงพอใจ และจะขวนขวายศึกษาปฏิบัติให้สูงขึ้นไปเอง และเมื่อชาวพุทธรู้ธรรมะ-ปฏิบัติธรรมะกันอย่างถูกต้อง ทั่วถึงมากขึ้น ดังนี้ การบ่อนเบียนพระศาสนา-ก็จะลดน้อยลง พระศาสนา-ก็จะเจริญมั่นคง ตามที่ท่านทั้งหลายปรารถนา"


4)พระพุทธศาสนามีธรรมะมากมายหลายชั้น


"พระพุทธศาสนา-มีธรรมะอยู่มากมายหลายชั้น อันพอเหมาะพอดีกับอัธยาศัย จิตใจของบุคคลประเภทต่างๆ สำหรับเลือกเฟ้นมาแนะนำ-สั่งสอน-ขัดเกลาความประพฤติปฏิบัติของบุคคล ให้ดีขึ้น-เจริญขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวโดยหลักใหญ่แล้ว-คือ สอนให้เป็นคนดี-ให้ประพฤติประโยชน์-ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น ให้ลำบากเสียหาย-สอนให้รู้จักตนเอง-รู้จักฐานะของตน-พร้อมทั้งรู้จักหน้าที่ ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ ในฐานะนั้นๆ ซึ่งเมื่อปฏิบัติโดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว ย่อมจะนำความสุข-นำความเจริญ-สวัสดีมาให้ได้ทั่วถึงกันหมด หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง -ก็คือ นำความสุข-ความร่มเย็น-และความวัฒนาถาวร ให้เกิดแก่สังคมมนุษย์ หน้าที่ของท่านทั้งหลาย อยู่ที่จะต้องพยายามศึกษา พิจารณาธรรมะแต่ละข้อ-แต่ละหมวดหมู่ ด้วยความละเอียดรอบคอบ-ด้วยความเที่ยงตรง-เป็นกลาง ให้เกิดความกระจ่างแจ้งลึกซึ้ง ถึงเหตุ-ถึงผล-ถึงวัตถุประสงค์ แล้วนำไปปฏิบัติเผยแพร่ ให้พอเหมาะพอดี โดยอุบายที่ฉลาดแยบคาย ธรรมะในพระพุทธศาสนา-จะสามารถคุ้มครองรักษาและอุ้มชู ประคับประคองสังคม ให้ผาสุก ร่มเย็นได้ สมดังที่ต้องการ"



5)พระธรรมเป็นอกาลิโก-เป็นแม่แบบของการพัฒาแบบยั่งยืน


"พระพุทธศาสนานั้น-ถ้าหมายถึง คำสั่งสอนที่เที่ยงตรงตามพระพุทธโอวาทแล้ว ย่อมมีความแน่นอนมั่นคงอยู่ในตัว ขอเพียงชาวพุทธ-ไม่บ่อนเบียนทำลายให้แปรผัน-ผิดเพี้ยน-และร่วมกันรักษาความบริสุทธิ์บริบูรณ์ไว้ให้ได้ พระพุทธศาสนา-ก็จะยืนยงอยู่ได้ตลอดกาล.....


พระธรรมนั้น-เชื่อว่าเป็นอกาลิโก ถูกต้องเที่ยงแท้-และเหมาะที่จะน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติเสมอ ไม่ว่าในกาลไหนๆ จึงย่อมเป็นแม่บทของการพัฒนาแบบยั่งยืนได้แน่นอน ปราศจากข้อกังขา ข้อสำคัญนั้น-ชาวพุทธเอง จะต้องขวนขวายศึกษาพุทธธรรม ให้ทราบชัดโดยทั่วถึง และน้อมนำมาปฏิบัติกันอย่างจริงใจ ให้ประจักษ์ผล พระพุทธศาสนา -จึงจะอำนวยประโยชน์แก่การพัฒนา สมตามที่ปรารถนานั้นได้"....


6)ศาสนาทั้งปวงย่อมสั่งสอนความดี


"การที่ประเทศไทยและชาวไทย ยินดีต้อนรับผู้เผยแผ่ศาสนาต่างๆ ด้วยไมตรี และด้วยความจริงใจฉันมิตรทุกสมัยมานั้น-เป็นเพราะชาวไทย ซึ่งเป็นพุทธมามกชน มีจิตสำนึกมั่นคงอยู่ในกุศลสุจริต และในความเมตตาการุญ เห็นว่า"ศาสนาทั้งปวง-ย่อมสั่งสอนความดี"-ให้บุคคลประพฤติปฏิบัติแต่ในทางที่ถูก-ที่ชอบ-ที่เป็นประโยชน์-ให้ใฝ่หาความสงบสุข-ความผ่องใสให้แก่ชีวิต ทั้งเรายังมีเนติแบบธรรมเนียม ให้ต้อนรับนับถือชาวต่างชาติ-ต่างศาสนา ด้วยความเป็นมิตร แผ่ไมตรีแก่กันด้วยเมตตาจิต และด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ มิให้ดูแคลน เบียดเบียนผู้ถือสัญชาติ และศาสนาอื่น ด้วยจะเป็นเหตุนำความแตกร้าว และความรุนแรงเดือดร้อนมาให้ ดังนี้ คริสตศาสนา จึงเจริญงอกงามขึ้นได้ในประเทศนี้"


"ความเป็นมิตร-ความมีเมตตา-ปรารถนาดีต่อกัน-ความเอื้ออารีเกื้อกูลกัน โดยจริงใจระหว่างศาสนิกชนทั้งมวลนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญ อันมีกำลังศักดิ์สิทธิ์ ที่จะยังสันติสุข กับทั้งอิสรภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาค ให้บังเกิดขึ้น แก่มวลมนุษย์ ได้เป็นแน่แท้"

หมายเหตุ ***เกื้อ-ก.ไก่+สระอู+ไม้เอก....(Admin)


7)ศาสนาต่างๆ ต้องส่งเสริมสนับสนุนกัน


"ศาสนาใดๆ-จะมีชื่อว่าอะไรก็ตาม ต้องส่งเสริมสนับสนุนกัน เพื่อความเป็นปึกแผ่นของสังคม ฉะนั้น ที่ศาสนาต่างๆในประเทศไทย ปรองดองกันดีพอสมควรมาเป็นเวลาช้านาน จึงทำให้บ้านเมืองของเรา อยู่เย็นเป็นสุขได้"


8)ศาสนาชี้ทางดำเนินชีวิตที่ปราศจากโทษ


"ศาสนา-ชี้ทางดำเนินชีวิตที่ปราศจากโทษ ทำให้มีความเจริญร่มเย็น คนจึงเชื่อถือประพฤติปฏิบัติตาม ทั้งอุดหนุนค้ำชูศาสนา เพื่อประโยชน์-เพื่อความสุข-ความสวัสดีของตน พระพุทธศาสนานั้น-มีลักษณะพิเศษประเสริฐ ในประการที่อาศัยเหตุผลอันเที่ยงแท้ตามเป็นจริง เป็นพื้นฐาน-แสดงคำสั่งสอนที่บุคคลสามารถใช้ปัญญาไตร่ตรองตาม-และหยิบยกขึ้นปฏิบัติ เพื่อความสุขความเจริญ และความบริสุทธิ์ได้ตามวิสัยของตน จึงเป็นศาสนาที่เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ ง่ายที่จะส่งเสริม


การที่ท่านทั้งหลาย-จะทะนุบำรุงเผยแผ่ให้แพร่หลายมั่นคง ควรได้ยึดเหตุผลเป็นหลักการ นำข้อธรรมะที่เหมาะแก่เหตุการณ์-เหมาะแก่บริษัท และบุคคล มาชี้แจงให้ถูกต้องตรงตามเนื้อแท้ของธรรมะนั้นๆ พร้อมทั้งแสดงการกระทำที่มีเหตุผล และมีความบริสุทธิ์ใจ ให้เป็นตัวอย่างด้วยตนเอง การบำรุงพระพุทธศาสนา ตลอดจนงานสร้างเสริมศีลธรรม จริยธรรม ทั้งในผู้ใหญ่-ผู้เยาว์ของท่าน จะบรรลุผลที่น่าพึงพอใจได้ไม่ยากนัก"


***หน้าที่ของพุทธศาสนิกชน***



“พระพุทธศาสนานั้น-ถ้าหมายถึง คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้ๆแล้ว ก็หาภัยอันตรายมิได้ ไม่มีผู้ใด หรือเหตุใดๆ จะเบียนบ่อนทำลายได้เลย เพราะคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา เป็นธรรมะ – คือ หลักความจริง ที่คงความจริงอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ไม่มีแปรผัน ดังนั้น การป้องกันภัยให้แก่พระพุทธศาสนาก็ดี การทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาก็ดี พูดให้ตรง จึงน่าจะหมายถึง การป้องกันภัย ให้แก่พระพุทธบริษัท และการทำนุบำรุงพุทธบริษัท ยิ่งกว่าอื่น”


“ทุกคนที่ถือตัวว่า เป็นพุทธศาสนิกชน-จะต้องศึกษาพระพุทธศาสนา ตามภูมิปัญญาความสามารถ และโอกาสของตนๆที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง กระจ่างชัดขึ้นในหลักธรรม เมื่อศึกษาเข้าใจแล้ว เห็นประโยชน์แล้ว ก็น้อมนำมาปฏิบัติ ทั้งในการดำเนินชีวิตประจำวัน และการงานของตน เพื่อให้เกิดความสุข-ความสงบร่มเย็น-และความเจริญงอกงามในชีวิต เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ ตามขีดความประพฤติปฏิบัติของแต่ละคน ถ้าชาวพุทธรู้ธรรมะ-ปฏิบัติธรรมะอย่างถูกต้อง ทั่วถึงกันมากขึ้น ปฏิบัติการบ่อนเบียนพระศาสนาให้เศร้าหมอง ก็จะลดน้อยลง เพราะทุกวันนี้ ที่เกิดความเสื่อม ความเสียหาย ก็มิใช่ผู้ใดใครอื่นทำให้ เป็นเรื่องที่ชาวพุทธ ผู้ไม่รู้-ไม่เข้าใจ-และไม่ปฏิบัติตามธรรมะ ทำขึ้นเกือบทั้งนั้น”



พุทธญาณ
Buddhayan@gmail.com




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2549    
Last Update : 23 มิถุนายน 2549 22:37:09 น.
Counter : 137 Pageviews.  


Sukhawadee
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




พุทธจิตธรรมญาณ แสงทิพย์อริยธรรม
บ้านฉัตรไชย กรุงเทพฯ
สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม
02-9707986,085-1637455
อีเมล์ buddhajitdhammayan@gmail.com
New Comments
Friends' blogs
[Add Sukhawadee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.