ไขปริศนาหมายเลขบัตรประชาชน
ไขปริศนาเลขบัตรประชาชนไทยทั้ง 13 หลัก อยากรู้มั้ย ว่าแต่ละตำแหน่งหมายถึงอะไร ค้นหาคำตอบได้ที่นี่

13 เลขนี้ มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน “ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย” ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

โดยความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเรียนหรือทำอะไร ตัวเลขก็ล้วนมีเอี่ยว หรือมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนเราเสมอ และในทางกลับกัน ตัวเลขบางตัวอาจจะทำให้เรามีความสุขขึ้นด้วยซ้ำ เช่น ตัวเลขเพิ่มขึ้นของเงินเดือนหรือโบนัส ตัวเลขในบัญชีรายรับ ตัวเลขมูลค่าเพิ่มของหุ้นที่เราซื้อ ฯลฯ ยกเว้น ตัวเลขดอกเบี้ยเงินกู้ ที่งามโดยไม่ต้องรดน้ำ หรือตัวเลขยอดหนี้ที่ยังไม่จ่าย ส่วนตัวเลขที่น่ารังเกียจอีกตัว คือ ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นของสาวๆ ที่ยังไม่แต่งงาน เป็นต้น

นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมี “ตัวเลข” ที่เกี่ยวพันกับความเชื่อต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศอีกหลายตัว เช่น คนไทยถือว่า เลข 9 เป็นเลขมงคล เพราะออกเสียงว่า “เก้า” ที่พ้องกับคำว่า “ก้าว” อันหมายถึง ความเจริญก้าวหน้า ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบัน เราจึงเห็นคนไทยจำนวนไม่น้อย ไปทัวร์ไหว้พระ 9 วัดเพื่อความเป็นสิริมงคล จนได้กลายมาเป็นการ “ทำบุญ” อีกรูปแบบที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย


สำหรับฝรั่ง เขาจะถือว่า เลข 13 เป็นเลขอาถรรพ์ หรือเลขอัปมงคล หรือเรียกกันว่า ลัคกี้นัมเบอร์ (Lucky number) สาเหตุมาจากอาหารมื้อสุดท้าย ของพระเยซูคริสต์ ที่เรียกกันว่า เดอะลาสซับเปอร์ (The Last Supper) นั้น มีสาวกร่วมโต๊ะพร้อมกับพระองค์ นับรวมแล้วได้ 13 คนพอดี ครั้นวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันศุกร์ พระองค์ก็ถูกจับตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ เขาจึงถือว่าวันศุกร์ที่ตรงกับวันที่ 13 เป็นวันโชคร้าย


แม้ว่าเลข 13 จะเป็นเลขอาถรรพ์ของฝรั่ง แต่คนไทยโดยทั่วไป ไม่ได้ถือกับตัวเลขดังกล่าว และที่น่าสนใจคือ มี เลข 13 ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคนไทย ซึ่งเชื่อว่า คงมีคนอีกไม่น้อยไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ เลขประจำตัวประชาชนในบัตรประชาชน หรือที่เดี๋ยวนี้เรียก สมาร์ทการ์ด ที่มีด้วยกัน 13 หลัก และแต่ละหลักก็มิใช่แค่เป็นเพียงจำนวนนับธรรมดาๆ แต่มีความหมายแฝงอยู่ด้วย ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอนำมาเสนอเพื่อเป็นความรู้ ดังนี้


สมมุติว่า เลขบัตรประชาชนของเราเขียนไว้ว่า 1 1001 01245 29 9 (เขียนเว้นวรรค ตามแบบ) แต่ละหลักก็จะมีความหมายดังนี้



หลักที่ 1 (คือหมายเลข 1 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง ประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 8 ประเภทได้แก่



ประเภทที่ 1 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่เขาประกาศให้ประชาชนทุกคน ต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอ หรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วันนับแต่เกิดมา ตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 เช่น เด็กหญิงส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2527 และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กหญิงส้มจี๊ด ก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะปรากฏในทะเบียนบ้าน และจะเป็นเลขประจำตัว เมื่อส้มจี๊ดไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี



ประเภทที่ 2 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วบังเอิญว่าพ่อแม่ผู้ปกครองลืมหรือติดธุระ ทำให้ไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกฎหมายกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลัง เด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 และจะมีเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 ทันที เช่น ในกรณีส้มจี๊ด หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า


ประเภทที่ 3 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย มาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น ส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น 3 1001 01245 29 9


ประเภทที่ 4 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัว ก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่น ก่อนช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในสำนักทะเบียนเขตคลองสาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2527 ส้มจี๊ดก็ขอย้ายบ้านไปเขตดุสิต โดยที่ส้มจี๊ดยังไม่ทันได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสาน พอแจ้งย้ายเข้าเขตดุสิต ส้มจี๊ดก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 4 มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 4 กลายเป็น 4 1001 01245 29 9 ทันที แต่ถ้าส้มจี๊ดย้ายจากเขตคลองสานเดิม ไปเขตดุสิต หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 ส้มจี๊ดก็ยังเป็นบุคคลประเภท 3 อยู่ เพราะถือว่าจะได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสานแล้ว จะย้ายอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง


การกำหนดให้บุคคลเริ่มมีเลขประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 อันเป็นวันสุดท้าย ของการดำเนินการให้ประชาชน ที่ไม่มีเลขประจำตัวในบัตรหรือทะเบียนบ้าน ได้มีเลขประจำตัวจนครบแล้วนั้น ก็เพราะก่อนหน้านี้ ประเทศไทยยังไม่เคยมีการกำหนดเลขประจำตัวดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น ช่วงที่ว่าจึงเป็นระยะเวลาจัดระบบให้เข้าที่เข้าทาง เพราะหลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 แล้ว ทุกคนจะต้องมีเลขประจำตัวเพื่อสำแดงตนว่า เป็นบุคคลประเภทใด โดยดูตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี ซึ่งมีอีก 4 ประเภท คือ


ประเภทที่ 5 คือ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อ เข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจ หรือกรณีอื่นๆ เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตดุสิตอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าตอนที่มีการสำรวจรายชื่อผู้อยู่ในบ้าน เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ชื่อของส้มจี๊ดหายไปจากทะเบียนบ้าน เมื่อไปแจ้งเจ้าหน้าที่และตรวจสอบแล้วว่าตกสำรวจจริง หรือจะเป็นเพราะกรณีอื่นใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็จะเพิ่มชื่อให้ แต่ส้มจี๊ดก็จะมีหมายเลขในทะเบียนบ้านเป็นบุคคลประเภท 5 และบัตรประชาชนจะขึ้นต้นด้วยเลข 5 ทันที คือ กลายเป็น 5 1001 01245 29 9


ประเภทที่ 6 คือ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย เพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยา คนทั้งสองแบบที่ว่า ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6 เลขประจำตัวในบัตรจะขึ้นต้นด้วยเลข 6 เช่น 6 1012 23458 12


ประเภทที่ 7 คือ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7 เช่น 7 1012 2345 133


ประเภทที่ 8 คือ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือ ผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย ตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน คนกลุ่มนี้เลขในทะเบียนประวัติจะขึ้นด้วยเลข 8 เช่น 8 1018 01234 24 7


คนทั้ง 8 ประเภทนี้ จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้น ที่จะมีบัตรประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประชาชนให้


ต่อไปคือ หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 (เลข 1001 ในตัวอย่างหรือสี่ตัวถัดไปจากตัวแรก) จะหมายถึง รหัสของสำนักทะเบียน หรืออำเภอที่เรามีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข ซึ่งก็หมายถึงถิ่นที่อยู่ของเรานั่นเอง กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ เช่น ถ้าเขียนว่า 1001 ก็หมายถึงว่า คุณอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ในเขตดุสิต เพราะ 10๐ ในหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงกรุงเทพมหานคร ส่วนเลข 01 ในหลักที่ 4 และ 5 คือรหัสของสำนักทะเบียนเขตดุสิต หรือถ้าเขียนว่า 1101 ก็จะหมายถึง อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง เพราะ 11 แรกคือ รหัสจังหวัดสมุทรปราการ และ 01 หลัง คือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ เป็นต้น


สำหรับ หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 (เลข 01245 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง กลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภท ตามหลักแรก (หลักที่ 1) ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่ง ก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับ หรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบัน เลขดังกล่าวก็จะหมายถึง เล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะไปปรากฎในบัตรประชาชน เมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น


หลักที่ 11 และ 12 (หมายเลข 29 ในตัวอย่างสมมุติ) จะหมายถึง ลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท เป็นการจัดลำดับว่าเราเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลประเภทนั้นๆ


หลักที่ 13 (เลข 9 ตัวสุดท้ายในตัวอย่าง) จะหมายถึง ตัวเลขสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรกอีกที


สำหรับเลขตั้งแต่หลักที่ 6 ถึง 13 นี้เป็นการจัดหมวดหมู่ และเรียงลำดับบุคคลในแต่ละประเภทของสำนักทะเบียนในแต่ละท้องที่ ซึ่งเราก็คงไม่ต้องรู้รายละเอียดอะไรลึกไปกว่านี้ เพราะรู้แล้วอาจจะงงเปล่าๆ


เป็นเรื่องน่าแปลกว่า ตัวเลข 13 หลักที่เป็นหมายเลขในบัตรประชาชน หรือเลขประจำตัวประชาชนของเราแต่ละคนนี้ จะไม่มีการซ้ำกันเลย ผิดกับชื่อหรือนามสกุล ยังมีซ้ำกันได้ และจะเป็นเลขประจำตัวเราจนตาย ไม่มีการเปลี่ยน หรือยกให้คนอื่น และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ในอนาคตจะต้องมีการเติมเลข อย่างเลข 8 เข้าไปอีก เพราะเลขไม่พอใช้เหมือนโทรศัพท์มือถือหรือไม่ เขาก็บอกว่าคงอีกนาน อาจจะถึง 100 ปีโน่น เพราะการที่เขาแยกแยะบุคคลเป็นประเภทต่างๆ และยังแยกย่อยเป็นจังหวัดอำเภอ แล้วลงรายละเอียดไปเป็นกลุ่มๆในแต่ละประเภทอีกนั้น ทำให้เพดานหรือช่วงตัวเลขมีความห่างมาก จนสามารถรองรับจำนวนคนได้อีกมาก และหากใครสงสัย หรือมีปัญหาในเรื่องทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส บัตรประชาชน ก็สามารถสอบถามไปได้ที่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โทร. 1548


ตัวเลข 13 หลักที่กล่าวข้างต้น เป็นเลขประจำตัวประชาชนของแต่ละคนนี้ แม้จะมิใช่ตัวเลขที่เราต้องใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน ยกเว้นใช้ในการกรอกเอกสารบางอย่าง เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร ฯลฯ แต่เลขนี้ก็มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน “ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย” ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้



ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

ข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th



Create Date : 09 ธันวาคม 2551
Last Update : 9 ธันวาคม 2551 11:27:49 น.
Counter : 189 Pageviews.

3 comment
ในหลวงร้องให้
Subject: คุณรู้ไหมว่า'ในหลวงทรงร้องไห้'




อ่านเถอะนะ ค่อยๆอ่าน อ่านให้ทุกคนที่อยู่รอบข้างคุณฟัง อ่านเสียงดังๆไม่มีใครว่า...


ในหลวงทรงร้องไห้



เมื่อวันที่ 8 มีนา ที่ผ่านมาผมได้ไปงานที่โรงเรียน เหมือนเช่นทุกปีตอนกลับเดินมาตามตึกยาวเพื่อจะกลับมาทางประตูด้านเพาะช่าง ยังไม่ถึงบริเวณศาลหลวงพ่อปู่ พบอาจาร์ยท่านหนึ่งนั่งอยู่
จำได้ว่าเป็นอาจารย์สุธี ท่านเกษียณไปแล้ว ไม่รู้คุณรู้จักรึเปล่า
ผมกราบอาจารย์ท่านแล้ว สังเกตุเห็นว่าอาจารย์ร้องไห้อยู่ ท่านบอก เพิ่งได้พบกับรุ่นพี่ที่มาในงาน รุ่นที่เท่าไหร่ก้อไม่ได้ถาม เป็นนายทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่าให้อาจารย์ฟังว่า

** ในหลวงทรงร้องให้เห็นบ่อย **


'ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ'

ผมอยากจะตอบอาจารย์ไปว่าคงไม่หรอก ถ้าคนไทย รู้จำคำ 'หน้าที่ '
มากกว่า 'สิทธิ'

เราเคยชินกับการเป็น..ผู้รับ...จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้ให้...ให้มาตลอด เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่ เราควรจะเป็นผู้ให้แก่พระองค์ท่านบ้าง...

ผมลาอาจารย์เรียบร้อยร้อย กลับไปตามตึกยาว ไปไหว้พระผู้ให้กำเนิดโรงเรียน อธิฐาษขอให้พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมีแต่ความสุข..ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง...เพียงแค่ไม่อยากได้ยินว่า

..... ในหลวงทรงร้องไห้ .....

ความสุขของพระมหากษัตริย์ 1 ปี ที่ผ่านมา ที่เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง ที่คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาที

วันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราได้แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี และ พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย

.....สิบสองปีที่ผ่านมา......

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไปในขณะเดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน

เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระราชชนนี ไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย
พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ ม้วนแผนที่กรุงเทพฯ เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม?


..... 34 ปีที่ผ่านมา.........

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516


เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น นิสิต นักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้นตำรวจทหารยิงประชาชน

ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกุลียุคทุกหย่อมหญ้า

' คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง '

คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี
พระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า

"คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน"

และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน
หลังจากนั้นไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า

"เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?"

ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น...

'SOUL OF THE NATION' หรือ"จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ"

ยังจำกันได้ไหม?
แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่

เราสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด

เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส

เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ "สิทธิ" แต่ลืมคำว่า "หน้าที่"

เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้

เราสร้าง "กฎหมู่" ให้เหนือ "กฎหมาย"

เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย

เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน
และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่

เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
จะทรงเสียพระทัยเพียงใด?

แล้วสิ่งที่เราทำไปในวันเฉลิมพระชนมพรรษาคืออะไร การที่เราใส่เสื้อเหลือง สายรัดข้อมือ ที่ว่า Long life The King เราทำเพื่ออะไร?

มันเป็นแค่ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคุณรักพระมหากษัตริย์เพียงใดเท่านั้นนะเหรอ?

80 ชันษาของพระองค์ท่าน หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก แต่กลับเป็นว่า...

ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์

พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อม
ด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ

เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความพอเพียง และมีสติ เพียงเท่านี้เอง

แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่?
หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา..??




ถ้ารักในหลวงรักประเทศของเราก็ส่งต่อไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนคุณแผนดิน ตอบแทนพระคุณพ่อ




Create Date : 29 ตุลาคม 2551
Last Update : 29 ตุลาคม 2551 7:58:30 น.
Counter : 219 Pageviews.

4 comment
.. พวงมาลัยดอกมะลิกับข้าวต้มมัด.. เรื่องนี้อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆ ค่ะ
พวงมาลัยกับข้าวต้มมัด (อยากให้อ่าน น่ารักมากๆ)

คุณคงดีใจหากว่าเช้าวันหนึ่งจะมีดอกกุหลาบสักดอกมาวางอยู่บนโต๊ะทำงาน
นั่นแสดงว่ามีคนตาถึงมองเห็นเสน่ห์และความน่ารักในตัวคุณ แต่ฉันนี่สิ
พวงมาลัยสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมของดอกมะลิที่วางอยู่บนโต๊ะฉัน
ทำเอาฉันเป็นตัวตลกของเพื่อนร่วมงานไปโดยปริยาย

คนที่เอาพวงมาลัยมาวางให้ฉันทุกเช้าเป็นวิศวกรในแผนกวางแผน ฉันไม่
รู้จักเขามากนัก แต่เพื่อนๆในแผนกฉันพูดถึงเขาว่าเป็นคนไม่ค่อยเต็ม ออก
จะขวางโลกนิดๆ ฐานะทางบ้านจัดว่าดีทีเดียว แต่ตัวเองงกชะมัด เดิมเขาขับ
สปอร์ตคันหรูมาทำงาน ทำเอาสาวๆในบริษัทเก็บเอาไปฝันอยากเป็นตุ๊กตา
หน้ารถของเขากันหลายคน แต่อยู่ดีๆเขากลับนั่งรถเมล์มาทำงานเสียเฉยๆ
ทำให้สาวๆเหล่านั้นค่อยถอนตัวไปทีละคนสองคนจนไม่เหลือใคร

ถึงฉันจะเป็นพนักงานบัญชีและเห็นด้วยกับมาตรการประหยัดของเขาแต่
แค่ดอกกุหลาบสักดอกคงไม่ได้แพงไปกว่าพวงมาลัยสักเท่าไรละมัง

วันนี้ฉันมาทำงานเช้ากว่าปกติซึ่งทางหัวหน้าของฉันขอร้องมาสำหรับเช้า
วันจันทร์ เพื่อมารับรายงานจากฝ่ายต่างๆและเตรียมรายงานให้เสร็จก่อน
เก้าโมง เช้า ทำเอาฉันต้องรองท้องด้วยกาแฟเพียงแก้วเดียวสำหรับมื้อเช้า
มื้อที่สำคัญที่สุดของวัน แต่ก็ทำให้ฉันได้มีโอกาสเจอวิศวกรคนนั้น คนที่
เอาพวงมาลัยมาวางที่โต๊ะฉันทุกเช้า

เสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีขาวที่ถูกม้วนขึ้นไปจนเกือบถึงข้อศอกทำให้เขาดูทะมัด
ทะแมงขึ้น นั่งคงเพราะต้องโหนรถเมล์มาละมัง เขาทำท่าลังเลอยู่หน่อย
เมื่อพบว่าฉันมาทำงานแต่เช้า ก่อนจะเดินเข้ามาและวางพวงมาลัยบนโต๊ะ
ฉันอย่างเงียบๆ

'ขอบคุณค่ะ หอมจัง' ฉันบอกเขาไป

'คุณชอบมันจริงๆเหรอ' เขาถามกลับ

ฉันยิ้มให้ เขาควรจะไปตีความเอาเอง ว่าผู้หญิงหน้าตาน่ารักอย่างฉันเหมาะ
กับพวงมาลัยไหม

'ดีใจที่คุณชอบ'

อ้าว ... นี่เขาเป็นวิศวกรจริงๆหรือเปล่านะ ไม่ฉลาดเอาเสียเลย

'ทำไมวันนี้มาแต่เช้าล่ะครับ' เขาชวนคุย

'พอดี พี่วรรณขอให้มาก่อนเวลาในทุกวันจันทร์น่ะค่ะ' ฉันตอบ

'ถ้างั้นคุณคงไม่มีเวลาทานข้าวเช้า'

ฉันยกแก้วกาแฟให้เขาดูแทนคำตอบ เขาทำสีหน้าครุ่นคิด นี่คงไม่ได้
กำลังคิดหรอกนะว่าฉันจะได้พลังงานจากกาแฟแก้วนี้กี่แคลอรี่ และเพียง
พอกับการทำงานของฉันในช่วงเช้าหร ือเปล่า

'แล้วทำไมมาเช้าจังล่ะคะ' ฉันถามเขา

'ผมต้องต่อรถเมล์ มาน่ะครับ ถ้ามาสายรถจะติด'

'แล้วรถคันเดิมไปไหนแล้วคะ'

'ผมจอดไว้ที่หอพักเพื่อนแล้วขึ้นรถเมล์มาครับ สะดวกกว่า และได้ทำธุระ
ด้วย' เขาบอก

ธุระอะไรของเขานะ ที่ต้องทำแต่เช้าเชียว หรือจะใส่บาตร แต่ฉันก็ไม่ได้
ถามเขาไปหรอก

'หอพักเพื่อนคุณ อยู่ใกล้เหรอคะ' ฉันถามเขาเพราะอยากหาที่พักใกล้ที่ทำ
งานมากขึ้น สนองนโยบายรัฐ

'ต่อรถเมล์มานี่ก็สองต่อเองครับใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที'

'พอมีเบอร์ติดต่อไหมคะ'

'ผมพาไปได้ ถ้าคุณสนใจ' เขาบอก

'ค่ะ' ฉันตอบ ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับไปทำงาน

.................................................................................

จากนั้นในทุกวันจันทร์ บนโต๊ะของฉันนอกจากจะมีพวงมาลัยดอกมะลิแล้ว
ยังมีข้าวต้มมัดเพิ่มมาด้วยอีกหนึ่งอย่าง ข้าวต้มมัดกับกาแฟ ดูท่าเขาจะเป็นคน
ขวางโลกจริงๆเสียแล้วสิ

เพื่อนสาวในแผนกฉันหลายคนได้รับดอกกุหลาบ บางคนมีขนมปัง โดนัท
หรือมิฉะนั้นก็เป็นปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ จากหนุ่มๆที่ตา ถึงและพากันมาเกาะ
แกะกับสาวๆแผนกบัญชี บอกตรงๆว่าฉันก็อายอยู่ไม่น้อยกับรสนิยมของเขา
แต่เพราะ บุคลิกที่เงียบขรึม ท่าทางจริงจัง และรอยยิ้มที่อ่อนโยนนั้นทำให้
ฉันปฏิเสธเขาไม่ลง ไม่รู้ว่าเพราะฉันกลัวเขาจะเสียน้ำใจ หรือเพราะชอบเขา
ขึ้นมาแล้วกันแน่

'ช่วยเขียนแผนที่กับเบอร์ติดต่อหอพักที่ว่าให้หน่อยได้ไหมคะ' ฉันบอกเขา
ในวันหนึ่ง

'ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวเย็นนี้ผมพาไปดู' เขาบอก

'ขอบคุณค่ะ' ฉันตอบ และเย็นนั้น เขาพาฉันขึ้นรถเมล์จากป้ายใกล้ๆบริษัท
และไปต่อรถเมล์อีกสายหนึ่งในป้ายถัดไป ก่อนจะไปถึงหอพักที่ว่าโดยใช้
เวลาไม่เกินสามสิบนาที

'ใกล้จริงๆด้วยค่ะ' ฉันบอกเขา

จากนั้นเขาพาฉันไปดูห้องตัวอย่างก็ห้องเพื่อนเขานั่นล่ะ ฉันตกลงใจที่จะ
ย้ายมาอยู่ในเดือนหน้าและวางเงินมัดจำไปก่อน

'เย็นนี้คุณรีบไปไหนหรือเปล่า' เขาถาม

'ไม่ค่ะ' ฉันตอบ แอบคิดไปว่าเขาคงชวนทานข้าวละมัง

'ทานข้าวกับผมนะ' เขาชวนจริงๆ ฉันยิ้ม อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะพาฉัน
ไปทานที่ไหน คนที่ชอบ ข้าวต้มมัดกับพวงมาลัยจะมีรสนิยมเรื่องอาหาร
ยังไงนะ แต่ก็ได้ยินเสีย งตัวเองตอบตกลงกับเขา

ร้านที่เขาพามาเป็นร้านอาหารบรรยากาศดี ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ เหมือนสวน
หลังบ้านเสียมากกว่าร้านอาหาร ดูเขาจะคุ้นเคยกับเจ้าของร้านเป็นอย่างดี

'เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วครับ' เขาบอกเมื่อเห็นสายตาสงสัย
ของฉัน

เสียงเพลงไพเราะจากวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้นนั่นทำให้ฉันรู้สึก
ผ่อนคลาย

'ไม่รู้ว่ามีร้านแบบนี้อยู่ด้วย' ฉันพูดกับเขา

'ผมมาที่นี่บ่อยๆ' เขาบอก ฉันต้องแอบมองเขาด้วยความสงสัย ความจริง
เขาก็ไม่ได้ถึงกับประหยัดอะไรมากมาย แต่ทำไมถึงเป็น พวงมาลัยและ
ข้าวต้มมัดนะ ฉันแอบยิ้ม

'คุณยิ้มทำไม' แย่จริง เขาจับได้ ก่อนที่เขาจะเรียกเด็กหญิงที่ขายดอกกุหลาบ
มาและซื้อให้ฉันดอกหนึ่ง ทำเอาหัวใจฉันพองโต และนำกุหลาบดอกนั้น
กลับมาทับด้วยหนังสือเล่มหนาที่หัวเตียง

..........................................................................

วันนี้ฉันย้ายหอพักวันแรก ฉันตัดสินใจออกจากหอเช้ากว่าที่ควรจะเป็น
อยากมีเวลาในการสำรวจเส้นทางก่อน แม้ว่าเขาบอกว่าจะมารับฉันและ
ไปทำงานพร้อมกัน

ฉันขึ้นรถเมล์จากป้ายใกล้ๆหอพักและลงเพื่อต่อรถอีกสาย ที่ป้ายรถเมล์กลาง
เส้นทางนั้นฉันเห็นคุณยายหลังค่อมนั่งร้อยพวงมาลัยอยู่ พวงมาลัยดอกมะลิ
ขาวสะอาดตา เขาคงซื้อจากที่นี่ทุกวัน ฉันคิด ฉันเดินเข้าใกล้และพบว่า คุณยาย
คนนั้นขาพิการ คุณยายเล่าว่าทุกๆเช้าจะมีเพื่อนบ้านที่มาทำงานแถวนี้พาคุณยาย
และหลานมาขายพวงมาลัยที่นี่และรอรับกลับในช่วงบ่าย

ฉันอมยิ้มกับความอ่อนโยนของเขา นี่ละมังเหตุผลที่เขาขึ้นรถเมล์ไปทำงาน
และซื้อพวงมาลัยให้ฉันทุกเช้า

'ขายยังไงจ๊ะ' ฉันถามคุณยาย

'พวงละยี่สิบบาท'

ฉันยื่นธนบัตรฉบับละร้อยให้กับคุณยาย

'เอาพวงนึง ไม่ต้องทอนจ๊ะ'

'งั้นไม่ขาย ฉันไม่ใช่ขอทาน' คุณยายบอก พร้อมกับมองหน้าฉัน ซึ่งรู้สึก
ว่าหน้าตัวเองชาไปในทันที

'หนูขอโทษ' ฉันพนมมือไหว้ ก่อนที่คุณยายจะยิ้มตอบ

'ไม่เป็นไร หนูทำให้ฉันนึกถึงผู้ชายอีกคน' คุณยายเล่า

'เขาทำแบบหนู แต่ให้แบงค์พัน ยายก็ดุเขาไปเหมือนกัน' คุณยายเล่าต่อ

'แล้วเขาทำยังไงคะ' ฉันถาม

เขาขอโทษ และซื้อพวงมาลัยวันละพวงแทน บางทีก็ซื้อข้าวต้มมัดของหลาน
ยายด้วย นี่ใกล้จะมาแล้ว' คุณยายบอก

'เขาบอกว่าซื้อไปให้แฟน ฉันยังถามเขาเลยว่าสาวๆที่ไหนจะชอบ มีแต่คนแก่
ที่ชอบพวงมาลัย'คุณยายเล่า โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าหัวคิ้วฉันแทบจะชนกัน
อยู่แล้ว

'แต่เขาบอกว่าแฟนเขาชอบ' คุณยายเล่าต่อ ทำเอาฉันหน้าแดงขึ้นมาทันที
ใครบอกว่าฉันเป็นแฟนนาย....

'อ้าว คุณ ทำไมออกมาก่อนล่ะ' เสียงทุ้มๆดังขึ้นด้านหลังของฉัน ฉันแกลังทำ
เป็นไม่ได้ยินไปอย่างนั้น เพราะขืนฉันหันไปตอนนี้ คงซ่อนหน้าแดงๆนี้ไม่ได้

'คุณยาย นี่แฟนผม' เขาว่า ฉันตีต้นแขนเขาทันทีเหมือนกัน

'พวงมาลัย พวงนึงครับ' เขาบอกก่อนจะหยิบธนบัตรใบละยี่สิบให้คุณยาย

ส่วนฉัน หันไปคุยกับเด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ

'ข้าวต้มมัดขายยังไงคะ'

'มัดละห้าบาทค่ะ' เธอบอก

'งั้นเอายี่สิบบาทด้วยค่ะ' ฉันบอกพร้อมกับยื่นสตางค์ให้โดยมีเขายืนยิ้มอยู่ข้างๆ

'แสดงว่าที่ผมซื้อไปคุณทานไม่อิ่ม เพราะผมซื้อแค่สิบบาทเอง' เขาพูด

'อิ่มย่ะ' ฉันเถียง เขาทำท่าจะพูดอะไรต่อแต่ก็ไม่เถียงฉัน ก่อนที่เราจะขึ้นรถเมล์
มาทำงานด้วยกัน

'พวงมาลัยของคุณ ' เขาบอกพร้อมกับยื่นพวงมาลัยสีขาวสะอาดตานั้นให้ฉัน
เมื่อเดินมาส่งฉันที่โต๊ะ

'ข้าวต้มมัดของคุณ' ฉันแบ่งข้าวต้มมัดในถุงให้เขา

'อ้าว' เขาร้อง

'ไม่ชอบเหรอคะ' ฉันถามเขายิ้มๆ

'ยังไม่เคยลองทานเลยครับ อร่อยไหม' เขาตอบกลับทำเอาฉันคิ้วขมวด นี่ฉัน
กลายเป็นหนูลองยาให้เขาหรือนี่

'แต่ก็คงอร่อย เพราะคุณทานหมดทุกครั้ง' เขาตอบก่อนจะรับถุงข้าวต้มมัดไป
จากมือ จงใจให้ปลายนิ้วสัมผัสกันนิดหนึ่ง

'กลับบ้านพร้อมกันนะ' เขาชวน

'ค่ะ'

ฉันยิ้มให้ และตอบออกไปอย่างเต็มใจ เพื่อนฉันเพิ่งบอกเมื่อวานเองว่า
อย่าไปหลงเสน่ห์ พ่อพวงมาลัยกับข้าวต้มมัด เพราะจะทำให้เสียชื่อสาวๆ
แผนกบัญชี ดูท่าเช้านี้ ฉันต้องหาเหตุผลดีๆไว้แก้ตัวแล้วล่ะ....................

โดย: โคตรเซอร์เลยว่ะ



Create Date : 10 ตุลาคม 2551
Last Update : 10 ตุลาคม 2551 6:23:32 น.
Counter : 304 Pageviews.

2 comment
พิมพวดี สื่อวิญญาณ



เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ได้เกิดกับตัวผม....

ไม่ว่าจะพูดที่ไหนกี่สิบกี่ร้อยครั้งก็อย่างนี้ ผมจะเริ่มเล่าเรื่องว่า....

ผม(นายแพทย์อาจินต์ บุณยเกตุ)ได้ป่วยด้วยโรคปวดประสาทสมองเส้นที่ห้า (ประสาทสมองมี 12 คู่)
เริ่มเป็นมาตั้งแต่วัยรุ่นอายุราว ๆ 16-17 ปี ตอนนั้นพอดีเกิดสงครามอินโดจีนและก็เป็นเรื่อยมาระหว่าง
สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นๆ หายๆ โดยมีอาการปวดประสาทด้านขวาตั้งแต่เบ้าตาขึ้นไปถึงกลาง
กระหม่อม ปวดอยู่ซีกเดียว

ตอนนั้นยังเป็นหนุ่มแน่นอายุยังน้อย อาการก็ไม่ค่อยทรมานรุนแรงมากนัก กินยาแก้ปวดแรงๆ ก็พอบรรเทาไปได้ เคยขอให้อาจารย์ที่ศิริราชตรวจ ท่านก็บอกว่า สายตามีส่วนช่วยทำให้ปวดได้ เพราะสายตาไม่ดี ผมก็เลยสวมแว่นตามาตั้งแต่อายุ 20 ปี จนถึงบัดนี้

สรุปว่า ผมป่วยด้วยโรคนี้มานานเป็นสิบๆ ปี....

ตอนที่เป็นนายแพทย์ ผู้อำนวยการที่จังหวัดภูเก็ต ก็ยังเป็น
ตอนไปศึกษาต่อที่อเมริกาก็เป็นทั้งสามปี แพทย์ที่อเมริกาชวนผ่าตัด ผมก็ยอม
แต่พอจะผ่ามันก็เกิดหายปวด เพราะมันเป็นๆ หายๆ หมอที่นั่นก็เลยไม่กล้าผ่า

พอศึกษาจนจบก็กลับมารับราชการต่อตามโรงพยาบาลอีกหลายแห่ง
ตอนปี พ.ศ. 2504 ผมเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ ฝ่ายวิชาการ
เกิดปวดมากจนทนไม่ไหว ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ตอนนี้เอง

โรคนี้ไม่รู้สาเหตุ แต่เดี๋ยวนี้ (พ.ศ.2508) คุณหมอสิริ บุณยะรัตเวช หัวหน้าศัลยกรรม ร.พ.รามาธิบดี
ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยกรรมสมองและประสาท ท่านผู้นี้เอง ที่รักษาผมหายขาด ด้วยการฉีดยาเข้าในสมอง
ไปทำลายต้นตอของประสาทเส้นนี้ ให้หมดสภาพไปเลย

ท่านบอกว่า หนึ่งในสาเหตุของโรคนี้ คือเส้นโลหิตในสมองเส้นหนึ่งไปเบียดสมองเส้นที่ห้านี้ เมื่อเส้น
โลหิตขยายตัวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ มันก็จะเบียดกระตุ้นเส้นประสาทนี้ทุกทีคนโบราณเรียกว่า “
ลมตะกัง” หมอปัจจุบันเรียกว่า “ไมเกรน” หรือ 'ติ๊ดเตอลารูไทรเจมินัลนิวราลเจีย' เป็นชื่อเดียวกัน
การรักษา ยากมาก

ตอนปี พ.ศ. 2504 นั้น คุณหมอสิระยังไม่กลับจาก= การเดินทางต่อจากอังกฤษ
ท่านเรียนจนสำเร็จเป็นราชบัณฑิตในวิชาศัลยศาสตร์ แห่งประเทศอังกฤษ
ท่านกลับมาตอน พ.ศ. 2507 หรือราวๆ นั้น

ท่านศาสตราจารย์ น.พ.อุดม โปษกฤษณะ เป็นผู้รักษาผม มีศาสตราจารย์ น.พ.วิชัย บำรุงผล แห่งภาค
วิชา ศัลยกรรม และ ศาสตราจารย์ น.พ.สมบัติ สุคนธพันธ์ ฝ่ายโรคทางยามาร่วมด้วย ทั้งสองท่าน
เหล่านี้ เป็นเพื่อนกัน

ก็เลยตั้งใจมากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่หาย....
ผมได้ถูกรับตัวไว้เพื่อตรวจละเอียด และรักษาที่ตึกวิบูลลักษณ์ ชั้นล่าง ห้องที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้เสียแล้ว
ได้รับการดูแลเยียวยารักษาอย่างดีจากครูบาอาจารย์ และเพื่อนฝูง

แต่อาการปวดประสาทก็รุนแรงมาก แทบจะผูกคอตายไปหลายหน....

คืนหนึ่งเวลาประมาณสองทุ่มเศษ ๆ โรคปวดประสาทมาเอาผมอีก ทีนี้ปวดดิ้นเลย พยาบาลจะให้กินยาฉีดยาตามแพทย์สั่งไว้ ก็ไม่สงบ เมื่อเป็นเช่นนั้นผมก็นอนหลับตาเอามือกุมขมับข้างที่ปวด แล้วก็ภาวนา
บริกรรม พุทโธๆ ๆ ๆ ทำอาปานุสสติ ไปเรื่อยๆ

ที่ผมทำแบบนี้ได้เพราะเมื่อปี พ.ศ. 2500 ผมบวชพระที่วัดราชาธิวาส หนึ่งพรรษา
วัดนี้เป็นวัดวิปัสสนากรรมฐาน ผมก็ได้รับการอบรมเรื่องนี้มาด้วย พอทำสมาธิวิปัสสนาสักครู่อาการปวดก็สงบลง มันก็เป็นเช่นนี้ คือ ปวดสักพัก แล้วก็บรรเทา

พอสงบ ผมก็สงบจิตทำสมาธิต่อไป....

ประมาณสามทุ่มเศษๆ ผมก็หลับตาเห็น....เด็กหญิงคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างเตียง....
ก็ลืมตาถามภรรยาและพยาบาลพิเศษที่เฝ้าอยู่สองคนนี้ว่า.... 'ใครมา?' ได้รับคำตอบว่า “ดึกแล้ว....ไม่มีใครมาหรอก....”

ผมก็หลับตาเข้าสมาธิต่อ พอสักครู่ ก็เห็นชัดว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งรูปร่างอ้วนเหลือกำลัง อ้วนยังกับเป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่หน้าตายังเด็ก มายืนอยู่ข้างเตียง เธอแต่งตัวด้วยชุดของโรงพยาบาล

เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมก็เอ่ยปากออกถามว่า....“หนูเป็นใครมาทำไมที่นี่....”
ผมพูดออกมาดังๆ เพื่อให้สองคนนั้นได้ยิน รวมทั้ง คุณใบ กล้าหาญ ซึ่งรับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลสงฆ์
จนทุกวันนี้ และไปเฝ้าผมอยู่ด้วย....

ภรรยาผม มาเขย่าแขนแล้วพูดว่า “เธอ นี่อยู่นี่ๆ” ก็คงคิดว่าผมป่วยมากจนเพ้อ....
ผมก็บอกว่า “ไม่ได้เพ้อ หรือเสียสติอะไรหรอก....” แต่ว่า....มีใครเห็นไหม?
หนูอ้วนมานั่งอยู่ข้างเตียงนี่.... สองคนนั้นตอบว่า.... 'ไม่มีใครอีกแล้ว....'

ผมสังเกตเห็นว่าทั้งสองคนนั้นขยับตัวเข้ามาชิดกัน ภรรยาทำท่าจะสวดมนต์
หรือพนมมือไหว้พระแปลกๆ

แต่ผมก็ยังข้องใจ.... เพราะหนูคนนั้นยังนั่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม!

ผมก็เลยพูดออกมาดัง ๆ กับภรรยา และพยาบาลในห้องว่า....

“จะคุยกับหนูคนนี้นะ ช่วยจดๆ จำๆ ไว้ด้วย” แล้วผมก็ถามด้วยเสียงดังๆ ว่า
“หนูเป็นใคร....มาทำไมในห้องนี้?”
แม่หนูตอบว่า “หนูเคยป่วยในห้องนี้ และตายในห้องนี้เมื่อประมาณสองปีมาแล้ว”
โดยผมจะคอยทวนคำตอบ ดัง ๆ ....ภรรยาผมคอยฟังและคอยจด....
“เอ้อ! หนูเคยมาป่วยที่ห้องนี้....หนูเป็นอะไรตาย?”
“ป่วยด้วยโรคอ้วนตายค่ะ”
ภรรยา และพยาบาลช่วยกันจดใหญ่.... “หนูเป็นลูกหลานใครกันจ๊ะ?”
“ตาหนูเป็นพระยาค่ะ” ชื่อของท่านขึ้นต้นด้วยตัว.. “อ”.. ลงท้ายด้วย ..“สิริ”

ผมทวนคำพูดของเธอดังๆ ให้ได้ยินกันทุกคน....
“งั้นหนูก็เป็นหลาน....” ผมพยายามนึก สักครู่ก็นึกออก แล้วพูดออกมาว่า....
“หลานเจ้าคุณอัชราชทรงสิริ ใช่ไหมล่ะ?”
หนูคนนั้นก็ตอบว่า “ใช่ค่ะ! คุณอาเก่งมาก”
“แล้วพ่อของหนูล่ะ?”
“คุณอาไม่รู้จักหรอกค่ะ”
ผมถามต่อไปว่า “หนูมีพี่น้องกี่คน?”
“มีสามคนค่ะ หนูเป็นผู้หญิงคนเดียว”
ผมทบทวนคำพูดดังๆ ทุกคำ เพื่อให้ผู้ที่กำลังฟังได้ยินด้วย....

“หนูมานี่มีความประสงค์อะไรจ๊ะ”
“หนูมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเสียชีวิตเมื่อปีหลายที่ตึกเด็ก....
เขาบอกว่าเขาเป็นลูกคุณอาเมื่อชาติที่แล้ว เขาอยากจะมาหา ....
และมาช่วยคุณอาให้หายป่วยจากโรคนี้ เขาให้หนูมาบอกคุณอาก่อนค่ะ”

จากนั้น คุณแม่หนูอ้วนก็หายไป.... หายวับไปเลย....
ผมก็ลุกขึ้นนั่ง เล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้ภรรยา กับพยาบาลฟัง....
พยาบาลคนนั้น ตื่นเต้นมาก พลางบอกกับผมว่า....

ที่ตึกนี้และห้องนี้ เมื่อประมาณปี 2502 มีเด็กผู้หญิงถึงแก่กรรมที่ตึกนี้ ....
ห้องนี้หรือเปล่า? เพราะเธอแปลกใจและสนใจมาก ที่ผมพูดกับแม่หนูคนนั้นเป็นเรื่องเป็นราวตั้งนาน....

จากนั้นผมก็เข้านอน โดยไม่ลืมภาวนาบริกรรม พุทโธๆ ๆ ไปด้วย

ประมาณห้าทุ่มคืนเดียวกันนั้นเอง ด้วยอาการปวดประสาทอย่างรุนแรง....
ทำให้ผมตื่นขึ้นมาอีก.... แต่สองคนที่อยู่ในห้องหลับไปแล้ว....

ตอนนี้ เงียบสงัด แต่ผมนอนกุมขมับ กุมศีรษะด้านขวาอยู่คนเดียว ด้วยความปวด
ที่ออกจะรุนแรงเอาการอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ที่หู ว่า....

“เธอ! พ่อเธอนอนอยู่นี่ยังไง....เข้ามาซิ”
ผมลืมตาขึ้นมองก็ไม่เห็นมีอะไร....แต่พอหลับตาก็ได้ยินเสียงขึ้นมาอีกว่า....
“เข้ามาซิ เข้ามาเถอะ!”

ผมลืมตาขึ้นอีกที ทีนี้เห็นเด็กสองคนเข้ามายืนข้างเตียงผม คนหนึ่งอ้วน ก็คนเก่า
อีกคนหนึ่งอยู่ในวัย 12 ขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เธอเดินมาข้างเตียงผม ....
แล้วพูดว่า ....“พ่อ! หนูมาช่วยพ่อ”

ผมจึงเรียกภรรยาและนางพยาบาลให้ตื่น แล้วถามว่า ....

'เห็นเด็กผู้หญิงสองคนตรงนี้ไหม?....เด็ก ๆ มายืนอยู่ที่นี่แนะ!'

พยาบาลเปิดไฟในห้องสว่างพรึ่บ แล้วบอกว่า.... 'ไม่เห็นมีใครมาซักคนนี่คะ?'
“มีซิ มีแม่หนูสองคนมาเยี่ยม แล้วก็ยืนอยู่ตรงนี้ นี่ไงล่ะ....”
พลางผมก็ยื่นมือออกชี้ไปที่ตัวเด็ก....
คุณใบยกเก้าอี้มาสองตัว ให้แขกที่มองไม่เห็นตัวนั่งข้างเตียงทันที....
ภรรยาผม กับพยาบาลตื่นขึ้นนั่ง ขยับตัวเข้ามาชิดกัน....
แล้วทั้งสองก็พนมมือทำท่าสวดมนต์อีกรอบ....

หนูอ้วนยืนอยู่สักครู่แล้วก็ลาไป “คุณอาคะ หนูไปก่อนนะคะ” ว่าแล้วก็หายวับไปทันที
เหลือแต่แม่หนูตัวเล็กคนเดียว....

ตอนนี้เธอนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงนอนผม ข้อศอกสองข้างเท้าที่นอนยันคางไว้....
แล้วถามว่า....'คุณพ่อปวดศรีษะมากหรือคะ?'
ผมตอบว่า.... 'ตอนนี้ปวดมากจ้ะ!'
เธอยื่นมือข้างหนึ่งมากุมหรือกดศีรษะ ด้านที่ปวดของผมไว้แล้วบอกว่า “สักครู่จะทุเลา”
ต่อจากนั้นสักพัก อาการปวดก็สงบ....
ผมจึงถามเธอว่า.... 'หนูเป็นใคร? แล้วทำไม มาเรียกว่า พ่อ?'
ตอนนี้สองคนนั้นเริ่มจดอีก.... “ชาติที่แล้วหนูเป็นลูกของพ่อ....”
ผมก็ทวนคำพูดของแม่หนูว่า.... “อ้อ ชาติที่แล้วเป็นลูกของพ่อ”

ต่อไปนี้ เป็นคำสนทนาของผมกับเด็กผู้หญิงคนนั้น....
โดยผมถามดังๆ และทวนคำตอบดังๆ เช่นเคย....

“ชาติก่อนนี้ หนูเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง”
“เป็นผู้หญิงค่ะ”
“หนูเป็นอะไรตายในชาติก่อน?”
“หนูไปเล่นน้ำแล้วไถลลื่น และตกน้ำตาย”
“หนูตายที่ไหน?”
“ตกน้ำตาลที่โรงโม่”

ผมไม่รู้จักท่าโรงโม่ จึงถามเธอว่า “โรงโม่อยู่ที่ไหน?”
“ก็แถวๆ ท่าเตียนนี่แหละ ไม่ไกลเท่าไหร่”
“ตอนที่ตกน้ำตายหนูอายุเท่าไหร่?”
“ก็สิบกว่าขวบค่ะ”

“ชาติก่อนนี้ พ่อเป็นอะไร”
“ชาติก่อนนี้พ่อรับราชการในรัชกาลที่ 3 เป็นผู้คุมนักโทษและราชมัล”
“....ราชมัล เป็นอย่างไร พ่อไม่รู้จัก?”
“ราชมัล เป็นผู้คุม เป็นคนลงโทษนักโทษ ทรมานนักโทษ รวมทั้งประหารชีวิตนักโทษด้วย”

ผมได้ฟังแล้วตกใจมาก เพราะชาตินี้ผมไม่เคยเบียดเบียนใคร ไม่ชอบการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างใดทั้งสิ้น

แล้วจึงถามแม่หนูนั้นว่า “ที่พ่อป่วยนี้ ป่วยมานานเป็นเพราะอะไร แล้วเมื่อไหร่จะหาย?”
เธอตอบว่า “ป่วยเพราะกรรมเก่าที่ทำไว้แต่ชาติก่อน พ่อมีหน้าที่เกี่ยวกับนักโทษ ควบคุมลงโทษ ทรมาน
เขา กรรมก็ตามมาสนองในชาตินี้”

ผมแย้งว่า “ก็ทำตามหน้าที่…หน้าที่ คือ ควบคุมทรมานเขา เราไม่ทำ เราก็ผิด....”
แม่หนูก็ตอบว่า....“ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งรูปร่างอ้วนใหญ่ สูงดำ ถูกคดีฆ่าชาวบ้านตาย ทำทารุณต่างๆ
แก่ราษฎร....ความจริงนั้น เขาไม่ได้ทำ แต่ชาวบ้านมารวมหัวกันใส่ความเขา พระอัยการก็คุมตัวมาลง
โทษ สอบถามเขา เขาไม่ได้ทำ ก็ไม่รับ ราชมัลก็คือ พ่อ ได้ลงโทษเขา จับเขาเข้าขื่อเข้าคาตอกเล็บ
แล้วเอาเครื่องมือมาบีบขมับเขา บีบขมับจนเขาสลบ เพราะความเจ็บปวด เขาก็ไม่รับว่าเป็นผู้ร้าย พ่อก็
ลงโทษบีบขมับเขาอีก เพื่อให้เขารับสัตย์ว่าเป็น เขาก็ไม่รับ ในที่สุดก็ทนทรมานไม่ไหว ก็ขาดใจตาย!

ก่อนตาย... เขาผูกใจอาฆาตพยาบาทไว้ว่า จะจองเวรไปทุกชาติจนกว่าจะหมดเวร........
ตอนนี้กรรมมาตามทันอย่างเต็มที่แล้ว.... จึงได้ป่วยเช่นนี้”
ผมทวนทำพูดของแม่หนูน้อยทุกอย่าง ภรรยาผมและพยาบาลนั่งจำและจดไว้ทุกคำพูด…
ผมจึงถามต่อไปว่า 'เมื่อไหร่จะชดใช้กรรมนี้หมดเสียที?'
แม่หนูตอบว่า “พ่อทำไว้มาก ทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว กรรมก็สลับกันไป กรรมดีทำให้พ่อเกิดมาอย่างนี้
กรรมชั่วก็ตามมาสนองอย่างนี้ '

ภรรยาผมนั่งฟังอยู่ตลอด ก็ขอให้ผมถามว่าเมื่อชาติก่อนเธอเป็นอะไร?
แม่หนูตอบว่า “คุณแม่ เมื่อชาติก่อนนี้เป็นแม่ชี บวชเป็นแม่ชีถือศีลกินเพล อยู่วัดใต้” ผมก็ไม่ทราบว่า วัด
ใต้ ไหน

แม่หนูบอกว่า “เวลาผมปวดประสาทมาก ๆ ให้นึกถึงเธอ เธอจะมาช่วยให้บรรเทาเบาบางลง”

แล้วก็เอามือมากุมศีรษะข้างที่ปวด พลางก็พูดว่า....
“พรุ่งนี้แปดนาฬิกา หมอจะเอาพ่อไปผ่ากระโหลกศีรษะ”

ผมย้ำว่า 'พรุ่งนี้เช้าหรือ จะผ่ากระโหลกศีรษะพ่อหรือ?'

เธอก็พยักหน้ารับคำ แล้วก็บอกว่า ....“หนูจะไปก่อนล่ะ”

ภรรยาผมนั่งสงบอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็ม่อยหลับกันไปทั้งหมด...

รุ่งขึ้นเวลา 8 นาฬิกา....

อาจารย์หมออุดม มาตรวจเยี่ยม ได้รับรายงานว่า เมื่อคืนนี้ปวดประสาทมาก ปวดจน ดิ้นถึงสองครั้ง
ท่านยืนคิดสักครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดว่า....
“แปดโมงเช้านี้ จะเอาตัวไปผ่าตัด ผ่าเอาปมประสาทที่ปวดออก”
แล้วหันมาสั่งพยาบาลให้ไปบอกหัวหน้าตึกให้เตรียมนำคนไข้รายนี้ไปผ่าตัด....

ภรรยาและพยาบาลมองหน้ากันด้วยความงุนงงเต็มที่....
เพราะไม่มีใครเชื่อว่าจะนำผมไปผ่าตัด ที่งงเพราะเมื่อคืนนี้ได้ยินผมพูดคนเดียว คือทวนคำพูดของแม่หนู
ว่า พรุ่งนี้ 8 นาฬิกา หมอจะเอาไปผ่าตัด

ตอนนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง....

มาตอนนี้เชื่อแล้ว เชื่อไม่มีความสงสัย !

สักครู่พยาบาลก็เข้ามาในห้องผม จัดแจงโกนหัวโกนคิ้วด้านขวา ขึ้นไปถึงกลางศีรษะ แล้วทำความสะอาด


ต่อจากนั้นก็ฉีดยาให้สะลืมสะลือก็ประเภทมอร์ฟีน จวนๆ 8 นาฬิกา รถเข็นคนไข้ ก็เข้ามาเทียบเอาตัวผม
นอนเปลเข็นไปในห้องผ่าตัด โดยมีภรรยาผมตามไปดูด้วย ผมเองตอนนั้นเปลเข็นไปในห้องผ่าตัด โดยมี
ภรรยาผมตามไปดูด้วย ผมเองตอนนั้นก็จะหลับมิหลับแหล่อยู่แล้ว และแล้วผมก็สิ้นสติไปเมื่อได้รับยาสลบที่ห้องผ่าตัด….

ผมมาทราบตอนหลังว่า ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ผมได้รับการผ่าตัดนั้น....

พยาบาลในห้องได้ไปคุยกับหัวหน้าตึกแล้วคุยกันต่อๆ กันไป ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้น ทุกคนก็อาการเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็แปลกใจทุกคน ที่ประหลาดใจมากก็คือ ในเมื่อผมเรียนจบจากศิริราชไปตั้งกว่าสิบปี จบแล้วออกไปเลยไม่ทำงานอยู่ในนั้น

เหตุไฉนจึงทราบเรื่องเด็กผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วน และเด็กผู้นั้น ก็ถึงแก่กรรมที่เตียงผมป่วยในตึกวิบูล
ลักษณ์นั้น และเธอตายในปีนั้น

ด้วยความสนใจพยาบาลหัวหน้าตึกได้ไปค้นประวัติ และสืบประวัติของผู้ป่วยในตึกนี้

ในปี พ.ศ. 2502 –2503 ค้นอยู่นาน เพราะไม่ทราบชื่อผู้ป่วย

และในที่สุดก็ค้นพบว่า....ได้มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งป่วย และถึงแก่กรรมด้วยโรคอ้วน
ในห้องนี้จริง! ความประหลาดใจในหมู่คนที่รู้เรื่อง ก็ชักจะกลายเป็นความเชื่อขึ้นมาทีละน้อย ๆ

แต่พอพยาบาลที่เฝ้าเธอบอกว่า เด็กที่มาหาคุณหมอที่บอกว่าเป็นลูกในชาติก่อน
เมื่อคืนนี้มาบอกว่าจะถูกผ่าตัดเช้าวันนนี้ พอรุ่งขึ้นเช้าอาจารย์อุดมก็มาเอาตัวไปจริงๆ

....แปลกนะเธอ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ.... พยาบาลสาวพึมพำกันทั้งตึก และจากตึกนี้ไปตึกโน้น ไปจนทั่ว
โรงพยาบาลภายในไม่กี่วัน....

อาจารย์หมออุดม ท่านเคยรักษาโรคนี้ผมมาสองสามครั้งแล้ว....
โดยฉีดยาเข้าไปในกะโหลกศีรษะ หมายจะให้ยาไปทำลายประสาทส่วนที่ปวด
แต่ไม่ได้ผล มันเหมือนกับตีงูให้หลังหัก โรคก็อาละวาดใหญ่

ที่ฉีดยาเข้าไปในศีรษะนี้ประมาณ 4 ครั้งในสองปี เมื่อฉีดยาไม่ได้ผล
ท่านก็เลยผ่าลงไปในสมองตัดปมประสาทเสียเลย....

โดยเจาะกระโหลกศีรษะด้านขวาเหนือหูขึ้นมาหน่อย....
คงจะเหมือนกับชาติก่อนที่ไปบีบขมับเขา ตามที่แม่หนูเธอบอก....
เจาะแล้วเอากระดูกกะโหลกออกมา ขนาด ราวๆ เหรียญสองสลึง ทำให้มีรูเกิดขึ้น
จากนั้นก็เอามีดเอากรรไกรเข้าไปตัดเส้นประสาทที่ห้า

แต่อาจารย์ท่านว่าการผ่าตัดทำได้ด้วยความยากลำบาก เพราะรื้อรังมานาน....
ประกอบกับได้รับการฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปหลายหน มันก็เกิดพังผืดขึ้น ....
ผลการผ่าตัดไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าคงได้ผลไม่น้อย....

การผ่าตัดประสาทสมองนี้กินเวลาราวๆ สี่ชั่วโมง เพราะความยากลำบากดังกล่าว

พอราวๆ เที่ยงเขาก็เข็นรถกลับมาที่เดิม ที่ในห้องมีแม่ผม ภรรยา พ่อตา แม่ยาย
ซึ่งทั้งสองท่านนี้มีศักดิ์ เป็นลุง เป็นป้าผมด้วย ทุกคนคิดว่าผมคงตายไปแล้ว
เพราะนานเหลือเกิน ระหว่างที่คอยรอรับผมในห้องภรรยา และพยาบาลได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกท่านฟัง
ต่างก็รับฟังโดยไม่มีข้อสงสัยใด ๆ

ค่ำวันนั้นก็เกิดอาการปวดขึ้นมาอีก....

ทีนี้ปวดสองอย่างคือ ปวดเจ็บในสมองที่ผ่า ปวดแผล มิหนำซ้ำโรคปวดเดิมก็ไม่ทุเลา ทำให้เกิดทุกข์
ทรมานมากกว่าเก่า มือทั้งสองก็กุมที่แผล กุมศีรษะ ร้องปวดดิ้นไป และแล้วก็นึกขึ้นได้...

“หนู! ช่วยพ่อด้วย” ผมตะโกนออกมาดัง ๆ
ในห้องนั้นมีญาติพี่น้องมาเยี่ยมกันมากมาย ต่างก็ได้รับฟังเรื่องราวโดยละเอียด....
ต่างก็สงบ มีแต่ผมผู้เดียว ทุรนทุรายอยู่บนเตียง....

ชั่วอึดใจเดียว....
ก็ปรากฏร่างของเด็กหญิงที่เคยบอกว่าเคยเป็นลูกผมเมื่อชาติก่อนมานั่งอยู่ข้างเตียง
ผมจึงถามว่า.... “มาแล้วหรือลูก ช่วยพ่อที ตอนนี้ปวดเหลือจะทนแล้ว!”

แม่หนูก็เอามือมาวางที่ศีรษะ แล้วพูดว่า “เดี๋ยวจะทุเลา”
ก็เป็นจริงดังว่า อาการปวดก็ทุเลา พยาบาลซึ่งถือเข็มฉีดยามาก็เลยไม่ต้องฉีด

คุณใบ ก็ช่วยยกเก้าอี้มาให้แขกที่แลไม่เห็นตัวนั่งอย่างเคย....
แม่หนูก็นั่งข้างเตียง เอามือเท้าคางตามเดิม ผมก็ถามว่า.... “หนูอ้วนไปไหนล่ะ!”
เธอตอบว่า.... “วันนี้ไม่ได้มา”
ทุกคนในห้องฟังผมคุยกับแม่หนู ผมถามต่อไปว่า.... “หนูชื่ออะไรจ๊ะ?”
เธอตอบว่า “ก่อนที่จะตายนี้หนูชื่อ.... พิมพวดี”
“หนูเป็นอะไรตาย?”
“หนูเป็นไข้เลือดออกตายค่ะ”
'ตายที่นี่หรือ?'
“ตายที่ตึกเด็กค่ะ”
“ตายเมื่อไหร่จ๊ะ?”
“เมื่อปี 2502 ค่ะ”
“หน! ูมีพี่น้องกี่คนจ๊ะ”
“มีสามคนค่ะ”
“ผู้หญิง ผู้ชาย กี่คน”
“หนูเป็นผู้หญิงคนเดียว”
“พ่อแม่คงจะเสียใจมากที่หนูตายไป”

“พ่อแม่เสียใจมาก เพราะหนูเป็นลูกผู้หญิงคนเดียว พ่อสร้างศาลาอุทิศส่วนกุศลให้หนูที่วัดมกุฎฯ เอาชื่อหนูไปตั้งศาลานี้ มีรูปหนูและมีคำจารึก มีกระดูกที่เผาแล้วของหนู ฝังอยู่ในนี้ด้วยค่ะ....…พ่อดีขึ้นแล้ว หนูลาไปก่อน แล้ว จะมาหาพ่ออีกค่ะ”

คำพูดทุกคำระหว่างแม่หนูพิมพวดีกับผม ทุกคนในห้องได้ยินได้ฟัง และฟังอย่างตั้งอกตั้งใจจริงๆ พยาบาลฉีดยาให้ผมอีก แล้วผมก็หลับไปจนเช้า โดยไม่มีอาการปวดรุนแรง มารบกวนอีกเลยในคืนนั้น....เหมือนกับยังไม่สิ้นเวรกรรม อาการของโรคที่สงบไปคืนหนึ่งนั้น....

พอรุ่งขึ้นเช้ามันก็เอาอีก ปวดอีก ทุรนทุรายร้องครวญครางอีก อาจารย์ท่านมาดูอาการทุกเช้า ทุกวัน สั่ง
การรักษาทุกวัน เช้าสบาย สายปวด กลางวันสบาย บ่ายปวดดิ้น หรือพอตอนเย็นสบายชื่นฉ่ำ พอค่ำก็ร้องครวญคราง เป็นอยู่อย่างนี้ อีกสามหรือสี่วัน

ทุกครั้งที่ปวดผมก็จะนึกถึงหนูพิมพวดีทันที ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ถ้าเป็นกลางวัน ก็จะได้ยินเสียงพูดว่า “พ่อ หนูมาแล้ว....” แล้วเธอก็เอามือมาช่วยกุมที่ปวดจนผมทุเลา คำพูดที่ผมพูดก็คือ.... “มาแล้วหรือลูก…”
ทุก ๆ คนที่มาเยี่ยมผม หรือมาอยู่ในห้องจะเงียบสงบ....
คอยฟังคำพูดของผมที่พูดกับวิญญาณในเรือนร่างของหนูพิมพ์ อย่างใจจดใจจ่อ
เหมือนนัดกันไว้....

ในเย็นวันนั้น เย็นมากแล้ว....ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ซึ่งเป็นพี่ชายของผม ท่านได้ไปเยี่ยมพร้อมบุตรของ
ท่านชื่อ คุณวีระวัฒน์ บุณยเกตุ หรือที่ญาติเรียกชื่อเล่นว่า “บู๊” เป็นคนขับรถพี่ชายผมไปที่ศิริราช

และ(ตอนนี้)พี่ชายผมท่านถึงแก่อนิจจกรรมไปแล้ว จะเหลือก็คุณวีระวัฒน์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม คุณทวีฯเป็นประจักษ์พยานอีกท่านหนึ่ง

โดยในขณะนั้นอาการปวดของผมกำเริบปวดขึ้นมาก ๆ ผมนอนร้องเรียกหนูพิมพ์ให้มาช่วย คุณทวี ก็ทราบเรื่องอยู่บ้างแล้วจากคำบอกเล่าของญาติ ๆ ท่านก็เลยนั่งอยู่ ซึ่งปกติท่านไปเยี่ยมบ่อยมาก แต่ไปนั่งไม่นาน เพราะท่านทนความสงสารในความทุกข์ทรมานของผมไม่ไหว เย็นนั้นท่านนั่งอยู่นานหน่อย พอดีผมปวดมาก และร้องเรียกหนูพิมพ์ ว่า “ลูก…มาช่วยพ่อที”

คุณทวีทราบเรื่องนั้นจากญาติพี่น้องหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ ท่านมาเห็นพอดี คือ พอผมเรียก หนูพิมพ์ หนูพิมพ์ก็มา ผมก็ถามว่า.... “ผ่าตัดแล้วทำไมยังไม่หายอีก”
หนูพิมพ์ตอบว่า.... “ยังไม่หาย ยังไม่หมดเวรหมดกรรมที่ทำไว้....”
“แล้วเมื่อไหร่จะหาย?”
เธอตอบว่า.... “ก็ราว ๆ อีกสี่ปี พ.ศ. 2508 นั่นแหละ”
ผมก็ถามดังๆ ต่อไปว่า “แล้วจะทำอย่างไรต่อไป”

เธอตอบว่า “พรุ่งนี้แปดโมงเช้า หมอจะเอาตัวไปผ่าตัดอีก จะต้องผ่าอีกสองครั้ง รวมเป็นสี่ครั้งใน
คราวนี้....” ผมก็ทวนคำพูดของเธอแล้วร้องว่า.... 'ต้องผ่าถึงสี่ครั้งเชียวหรือ?'
คุณทวีนั่งฟังอย่างสงบ ทุกคนเงียบคอยฟังครู่ใหญ่ๆ อาการปวดก็บรรเทา....

หนูพิมพ์จึงบอกกับผมว่า “หนูจะลาไปก่อน วันนี้รีบหน่อย เพราะจะไปรับส่วนกุศลที่เขาอุทิศให้ที่
ศาลาพิมพวดี....” ทุกคนได้ยินคำพูดที่ผมทวนคำพูดของหนูพิมพ์....
ผมจึงถามเธอว่า ....'เขาอุทิศกุศลให้เรื่องอะไร?'

เธอตอบว่า “เขาบำเพ็ญกุศลศพใครก็ไม่รู้ที่ศาลา คนตายมีเหรียญตรา มีสายสะพาย..”
ผมก็ทวนคำพูด ออกมาดัง ๆ

คุณทวีก็อยากจะพิสูจน์ จึงให้คุณวีระวัฒน์บุตรชายขับรถยนต์ออกไปเดี๋ยวนั้น ไปดูซิว่าที่ศาลาพิมพวดี วัดมกุฎฯ มีการบำเพ็ญกุศลศพใคร ศพมีเหรียญตรา น่าจะรับพระราชทานเพลิงศพ ที่สุสานหลวงวัด
เทพศิรินทร์ฯ เพราะหนูพิมพ์บอกว่ามีสายสะพาย....

คุณวีระวัฒน์ บุณยเกตุ จึงรีบขับรถออกจากศิริราชไปที่วัดมกุฎฯ ทันที....
ปรากฏว่าเป็นความจริง....

คืนนั้น มีการนำศพออกมาจากสุสาน นำมาบำเพ็ญกุศล....
พรุ่งนี้จะรับพระราชทานเพลิงศพ ....

เป็นศพของรองอธิบดีกรมเจ้าท่า ผมได้ลืมชื่อของท่านไปเสียแล้ว....
รูปถ่ายหน้าโกศเป็นรูปเต็มยศ ....
มีเหรียญตรา มีสายสะพายจริงๆ คุณวีระวัฒน์ฯ จึงรีบขับรถมาเรียนคุณทวีฯ ว่า....

เป็นจริงอย่างที่ผมทวนคำพูดทุกประการ....
ผมต้องเล่าย้อนไปนิดหน่อย....
คือตอนที่หนูพิมพ์นั่งอยู่ข้างเตียงผม เอามือเท้าคางยันขอบเตียงอย่างเคย....
เธอพูดว่า “เสียดาย”

ผมถามว่า 'เสียดายอะไร?'
เธอตอบว่า “แก้วระย้าที่โคมไฟในศาลา
คนที่ยกขาหยั่งวางพวงหรีดทำขาหยั่งไปโดนแก้วช่อระย้าตกลงมาแตกหลายช่อ ทำให้ไม่สวย พ่อแม่ก็ไม่
ทราบ อีกสองสามวัน คุณพ่อหนูชาตินี้ จะมาเยี่ยมพ่อ พ่อช่วยบอกคุณพ่อหนูให้ช่วยเปลี่ยนช่อระย้าที่ตกลงมาแตกให้ที หนูไม่สบายใจ....”

ผมทวนคำพูดนี้ให้ทุกคนได้ยิน รวมทั้งคุณทวีฯด้วย ก่อนที่คุณวีระวัฒน์ฯจะกลับมาจากวัดฯมารายงานเรื่องศาลา นั้น....คุณทวี และบุตรชาย กลับไป ด้วยความประหลาดใจว่า....

ผมนอนเจ็บอยู่ตั้งสิบกว่าวันแล้ว ทำไมรู้เรื่องที่จะเผาศพรองอธิบดีกรมเจ้าท่า....

และศพตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลาพิมพวดี....

วิญญาณคงมาบอกจริง ๆ วิญญาณมีจริงหรือ? คนตายแล้วยังวนเวียนอยู่หรือ........อะไรที่มาพูดกับน้องชาย....

ผมว่า ท่านคงนอนคิดไปนาน....

คืนนั้น ผมปวดอีกครั้งหนึ่ง....
พอเช้า อาจารย์อุดมฯก็มาเยี่ยมอย่างเช่นเคย พอทราบว่ายังปวดอีก
ท่านก็ยืนครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ แล้วหันมาสั่งพยาบาลว่าไปบอกหัวหน้าตึกให้เตรียมคนไข้นี้ไปห้องผ่าตัดอีกทีเช้าวันนี้ก่อนแปดนาฬิกา....

ผมตะลึง ภรรยา และพยาบาล งง ทุกคนในตึกนั้น เมื่อได้ทราบคำสั่งก็ประหลาดใจ เพราะพยาบาลที่
เฝ้าเธอเล่าให้เพื่อน ๆ เธอฟังตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่า เช้านี้ผมจะต้องถูกผ่าตัดอีก เพราะหนูพิมพ์
บอกไว้....

แล้วผมก็ถูกนำไปห้องผ่าตัด ผ่าตัดดึงเอารากประสาทเส้นนี้ออกมา โดยพยายามดึงเอาออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ราวๆ ตอนเที่ยงก็กลับมาห้องนอนที่ตึกพัก โดยสลบมาบนรถเปลตามเคย....

พอฟื้นขึ้นมา อาการปวดเจ็บแผลก็มาแทน แต่อันนี้ระงับได้ด้วยการฉีดยา พยาบาลฉีดยาระงับปวดให้เป็นระยะๆ

พอค่ำลงก็สงบ ญาติพี่น้องเพื่อนๆ เข้ามาเยี่ยมกันมากมายตามเคย ที่มาเยี่ยมจริงๆ ก็มีที่อยากจะรู้เรื่อง
วิญญาณของเด็กที่มาช่วยผมก็มี....

พอสักสามทุ่มคืนนั้น หนูพิมพ์ก็มาอีกตามเคย....
เธอเอามือมาวางที่ขมับข้างที่ผมปวดทั้งแผลผ่าตัด และที่ปวดอยู่เดิม....
ทำอย่างไรก็ไม่หาย ผมนอนทนเอา ภาวนาบริกรรมจนหลับไปในที่สุด....
แล้วเธอก็จากไป....

ข่าวลือ ข่าวจากปากต่อปาก ไปไกลกว่าประชาสัมพันธ์ทางสื่อมวลชน และก็แน่นอน ข่าวนั้นก็ต้องการ
มากกว่าความจริง

จนวันหนึ่ง....คุณชิต สุวรรณปัทม์ เคยเป็นพยาบาลอาวุโส ที่สายนัดดาคลินิก ของ นายแพทย์ ม.ล.เต่อ
สนิทวงศ์ ซึ่งผมเคยทำงานกับท่าน เมื่อ พ.ศ. 2493-2495 ก็สามสิบแปดปีมาแล้ว เป็นคนที่ชอบพอกันใน
สมัยที่ทำงานอยู่ด้วยกัน

เธอมาเพื่อมาเยี่ยมแล้วมาบอกกับผมว่าจ ะมีคนมาพบมาหา และคุยเรื่องหนูพิมพวดี ผมก็บอกเธอว่า ก็มีอย่างที่พยาบาล และภรรายาผมได้ยินได้ฟังเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น (คุณชิต นี่ ถึงแก่กรรมไป
เมื่ออายุราวๆ 70 ปี)
ถัดต่อมา อีกวันหรือสองวัน เย็นๆ ก็มีชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งผมไม่รู้จักมาก่อนมาขอเยี่ยม

ดูเหมือนจะเป็นเวลา 18-19 น. ขณะนั้นอาการผมดีขึ้นนิดหน่อย ไม่ปวดประสาท สองท่านนี้เอาพวง
มาลัยพวงใหญ่มาแขวนให้ผมที่หัวเตียงนอน ในห้องเผอิญจุดธูปหอมบูชาพระ กลิ่นผสมกันหอมพิกล ทำท่าจะเหมือนศาลเจ้าไหหลำไปโน่น....

สักครู่ใหญ่ คุณผู้ชายที่มาด้วยก็ขออนุญาตเอารูปถ่ายเด็กผู้หญิงราวๆ สามสิบใบคงได้ มาวางเรียงบนที่นอนผม ผมชักสงสัยว่าท่านจะมาทำพิธีปัดรังควาน หรือทำพิธีแขก ที่เรียกว่า “อิศวระกุมารี” คือเอาเด็ก
พรหมจรรย์ มาบุชาพระอิศวร บนบานศาลกล่าวให้ผมหายป่วยไข้ หรืออย่างไร

แต่ไม่ใช่…. พอท่านค่อยๆ เอารูปถ่ายมีขนาดสักสองนิ้วบ้าง สามนิ้วบ้าง มาวางเรียงเต็มหน้าเตียง ที่ผม
นอนอยู่ เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ถามว่า “คุณหมอ ช่วยชี้ซิครับว่า คนที่มาหาคุณหมอ มาคุยกับคุณหมอ แล้วบอกว่าชาติก่อนเป็นลูกสาวคุณหมอ และชาตินี้เกิดมาเป็นลูกสาวผมน่ะ …คนไหนในรูปถ่ายที่นำมาเรียงอยู่นี่…?

ผมลุกขึ้นนั่ง แล้วหยิบแว่นตามาสวมดูไปที่ละรูป ดูไม่นานนัก โดยวิธีหยิบรูปที่ไม่ใช่รูปหนูพิมพ์ออกมากอง ทีละใบๆ จนเหลือใบสุดท้ายทิ้งไว้บนเตียงหนึ่งใบ และก็หยิบรูปนี้ขึ้นมาชูพลางบอกว่า “หนูคนนี้แหละครับ ที่มาหาผมทุกวัน”

ทั้งสองท่านที่มาเยี่ยม หุบรอยยิ้มที่มุมปาก คุณผู้หญิงร้องไห้โฮใหญ่ คุณผู้ชายก็เช็ดน้ำตา แล้วกล่าวว่า....“ใช่แล้วครับ รูปนี้คือรูปถ่ายหนูพิมพวดีลูกสาวผม ถ่ายในเครื่องแบบนักเรียน ส่วนนอกนั้นเป็นรูปเพื่อนๆของหนูพิมพ์”

ทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น เงียบหมด แทบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ ต่างคนต่างขยับเข้ามา ดูรูปหนูพิมพพ์ที่อยู่ในมือผม....พอบรรยากาศค่อยคลี่คลายไปในทางปกติขึ้นแล้ว....

ท่านที่มาเยี่ยมก็บอกว่า “ผมทราบดีจากคุณชิต ก็เลยถือโอกาสมาเยี่ยม และสอบถามถึงลูกสาวผม เพราะทุกวันนี้ ก็ยังระลึกถึงหนูพิมพ์อยู่เสมอ แกเป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูมาก ท่านั่งประจำของแก ก็คือ ท่านั่งเท้าคาง เอาข้อศอกยันพื้นไว้ อย่างที่คุณหมอพูดจริงๆ ผมชื่อ เสียง โหสกุล ครับ ผมมีกิจการส่วนตัว ค้าขายเครื่องอะไหล่รถยนต์ทุกชนิด ที่เป็นตึกสามชั้นอยู่ตรงสามแยกสะพานนนพวงค์ ทิศใต้ของโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ฯ นี่เองครับ....

ผมก็ถามคุณเสียงว่า “คุณเสียงมีบุตรธิดากี่คน”

“คุณเสียง ก็ตอบมาผมจำได้ไม่ชัดเจนว่า 3 หรือ 4 คน แต่ที่แน่ๆ มีธิดาคนเดียวคือ หนูพิมพ์ เธอป่วย
ด้วยไข้เลือดออก เสียชีวิตที่ตึกเด็กโรงพยาบาลศิริราช ประมาณปี พ.ศ. 2502 จริง ....

ส่วนเรื่องเด็กอ้วนๆ ที่ตายด้วยโรงอ้วนนั้น ไม่ทราบเรื่อง....”

ผมก็ถามคุณเสียง ว่า มีอะไรเกี่ยวกับหนูพิมพ์อีกไหม ผมอยากทราบ....

คุณเสียง ก็พูดว่า “เช้าวันหนึ่ง มีพระภิกษุห้ารูปจากวัดเทพศิรินทร์นี้เอง ได้เดินไปที่ร้านเสรียนต์ มี
ตาลปัตรทุกอง ค์และมีลูกศิษย์ตามไปด้วยสองสามคน พอพระมาถึงก็ก้าวเข้าไปในร้าน ลูกศิษย์ก็ร้อง
บอกว่า....'พระมาแล้วครับ' คุณเสียงจึงถามว่า.... 'มาเรื่องอะไร?'

พระรูปหนึ่งท่านก็พูดว่า “ที่เมื่อวานนี้ ให้เด็กผู้หญิงไปนิมนต์พระมารับสังฆทานห้ารูป นิมนต์ให้มาที่นี้”
คุณเสียง ก็พูดว่า ไม่เคยให้เด็กคนไหนไปนิมนต์....

พอดีพระเหลือบไปเห็นรูปถ่ายของหนูพิมพวดีที่ติดไว้ข้างฝา
ท่านก็ชี้ว่า “หนูคนนี้แหละที่ไปนิมนต์ อาตมานั่งอยู่ด้วยกันสามองค์ได้ยินชัดทั้งสามองค์ ส่วนอีกสององค์นั้นอาตมานิมนต์มาให้ครบห้าองค์ ตามที่แม่หนูบอก”

คุณเสียง ตกตะลึง และงงเป็นที่สุด จะไม่เชื่อ ก็ไม่ได้ และวันนี้เป็นวันที่ถึงแก่กรรมของหนูพิมพ์ด้วย....

พ่อแม่จะทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้อยู่แล้ว....
ฉะนั้นก็เลยเปลี่ยนเป็นถวายสังฆทาน ตามที่หนูพิมพ์ปรากฏร่าง ....
ไปนิมนต์พระมา ให้เสียเลย....

ก็แปลก....วิญญาณในร่างของหนูพิมพ์ไปนิมนต์พระมาทำสังฆทานให้กับตน....
ในวันตายของตน....คุณเสียง ถามต่อไปว่า ตอนนี้หนูพิมพ์อยู่ที่ไหน ผมก็บอกว่า “หนูพิมพ์ยังอยู่แถวๆ นี้และมาเยี่ยมผมเกือบทุกคืน โดยมากก็ไม่เว้น แต่บางที่ก็มาตอนกลางวัน…

หนูพิมพ์บ่นว่าคนถือขาหยั่งที่วางพวงหรีด เอาขาหยั่งไปเกี่ยวกับระย้าโคมไฟกลางศาลาพิมพวดี ตกลงมาแตกหลายอัน พ่อเธอไม่รู้เลยไม่มีใครไปทำให้ดีเหมือนเก่า เธอเสียตายมาก”

ผมก็นอนอยู่ที่เตียงนี้มากว่าสิบวันแล้วไม่เคยไปนั่งในศาลาที่ว่านี้ หากจะไปงานศพที่วัดใด ผมก็มักจะนั่ง
ข้างนอกศาลา เพราะข้างนอกเย็นดี แล้วผมจะรู้ว่าที่กลางศาลาพิมพวดี มีโคมไฟระย้าห้อยอยู่ ได้อย่าง
ไร แล้วเดี๋ยวนี้ตกลงมาแตกหลายอัน....

คุณเสียง จึงไห้คนขับรถบึ่งไปดูโคมไฟ ว่า เป็นจริงตามที่ผมพูด หรือไม่
คนขับรถกลับมา ตอนหลังก็มาเรียนว่า “ระย้าที่ห้อยโคมไฟขาดไปหลายอัน สงสัยว่าจะตกลงมาแตก”
ท่านจึงสั่งว่า “พรุ่งนี้ให้ช่างไฟไปดู แล้วไปจัดการเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อย”

คุณเสียง และภรรยา นั่งอยู่อีกสักพักก็กลับ
ก่อนกลับได้ถามผมว่า หนูพิมพ์พูดหรือเปล่าว่า วิญญาณของเธอจะไปไหนต่อ....

ผมก็ตอบว่า “อีกไม่ช้าหนูพิมพ์จะไปเก= ิด และทีนี้จะไปเกิดเป็นผู้ชาย....
เธอคุยกับผมว่าอย่างนั้น”

พอได้ยินคำนี้ ภรรยาคุณเสียงก็ยกมือไหว้พึมพำว่า “เกิดชาติใดฉันใดขอให้มาเป็นแม่ลูกกันอีก”

ก่อนจากกัน ทั้งสองท่านได้ออกปากเชิญผมว่า ถ้าผมหายป่วยเมื่อไหร่จะเชิญผมและภรรยาไปรับประทานอาหารที่บ้านสักครั้ง บ้านท่านอยู่ถนนสุขุมวิท จะเป็นซอยนานาใต้ หรือไร ผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว และเมื่อผมหายป่วยในคราวนั้นกลับบ้านแล้ว ผมก็ได้ไปตามคำเชิญ โดยมีญาติมิตรท่านมาฟัง และดูหน้าตาผม....

เมื่อตอนที่จะจากกันที่ศิริราชในคืนนั้น ผมออกปากขอรูปถ่ายของหนูพิมพ์ไว้....
เพื่อจะได้ดู และอุทิศกุศลให้เธอ เวลาสวดมนต์และทำบุญกุศล....
ซึ่งผมได้ปฏิบัติดังนี้มากว่า 27 ปีแล้ว....

ซึ่งท่านก็กรุณามอบในใหญ่ขนาดโปสการ์ดให้ผมมาหนึ่งใบ....
เห็นจะเป็นเพราะว่าวันนั้นไม่ได้พักผ่อน และสนทนาพาทีกันมาก....

พอค่ำอาการปวดก็มาเยือน คราวนี้ปวดบริเวณเหนือคิ้วข้างขวามากที่สุด แล้วเลยลามไปปวดตั้งแต่ขมับไปกึ่งกลางกระหม่อม มันทั้งแสบทั้งปวดเหมือนเอาไฟมาอัง ปวดอยู่นาน ผมนึกไปถึงหนูพิมพ์พยายามเข้าสมาธิไปมันก็ไม่ทุเลา หนูพิมพ์มาเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ พอรู้ว่าเธอมาผมก็พูดว่า “มาแล้วหรือลูก”

สองคนนั่งเฝ้าฟังอย่างเคย แต่คราวนี้พยาบาลที่ตึกมาฟังด้วย
ผมถามว่า “เมื่อไหร่จะหาย หรือหมดเวรกรรมเสียทีมันทรมานจริงๆ…”
หนูพิมพ์ก็ตอบว่า “อีกสี่ปีถึงจะพบหมอที่จะรักษาให้หายขาดได้ เมื่อนั้นก็หมดเวร แล้วก็จะมีความสุขตลอดไปผมก็ถามต่อไปว่า “แล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ไนตอนนี้ เพราะตอนนี้ปวดมาก”
เธอตอบว่า “พรุ่งนี้ พ่อจะต้องถูกผ่าตัดอีก คราวนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับงวดนี้ และจะเป็นการผ่าตัดที่
ทารุณที่สุดในชีวิตพ่อ!'

ผมก็ทวนคำพูดของเธออีกว่า “พรุ่งนี้พ่อจะต้องถูกผ่าตัดอีกหรือ แล้วจะทารุณที่สุดด้วยหรือ”

ทุกคนในห้องเงียบ มีแต่ความเวทนาและสงสาร ภรรยาผมเชื่อสนิท จนถึงกับน้ำตาไหล ด้วยความรันทด
ผมนั่งเอาศีรษะกดไว้ที่ขอบเตียง บางทีก็อยากจะเอากระแทกลงในที่เหล็กหัวเตียง เพราะความเจ็บปวด
จิตใจตอนนี้แทบจะอดทนไม่ได้....

พยาบาลฉีดยาให้หลับตามที่หมอเวรสั่งก็หลับไป พอตื่นขึ้นก็ปวดอีกแทบตลอดคืน
ผมนึกเบื่อตัวเอง แทนอาจารย์ที่ท่านตั้งใจรักษา อยากจะตายๆ เสียให้มันรู้แล้วรู้รอดไป จะได้ไม่ทรมาน
แต่มันยังไม่หมดกรรมก็ต้องทนอยู่ต่อไป....

รุ่งเข้า 7 นาฬิกา อาจารย์ท่านก็มาเยี่ยมตามเคย พอได้รับรายงานจากพยาบาล ท่านก็ยืนนิ่งครู่หนึ่ง
แล้วก็หันมาพูดกับผมว่า....

“เดี๋ยวแปดโมงเช้าเอาไปผ่าอีกที ทีนี้จะเลาะประสาทฝอยออกหมดทั้งแถบ มันคงจะไม่มีอะไรมาปวดอีก
แล้ว”

ทุกคนนิ่ง นิ่งด้วยความเวทนา นิ่งด้วยความประหลาดใจ....
และเชื่อว่าทุกครั้งที่หนูพิมพวดีมาบอกเป็นต้องไม่ผิด จะไม่เชื่อก็ไม่ได้....

ข่าวก็ออกจากปากนี้ไปปากโน้น ไปปากนั้น ว่าวิญญาณของหนูพิมพ์มาบอกล่วงหน้า ทุกที ที่จะมีการผ่าตัด.... แล้วก็จริงทุกทีไป....

พอราว ๆ 8 นาฬิกา รถเข็นคันนั้นก็มาอีก คราวนี้พยาบาลไม่ฉีดยาให้ก่อนผ่าตัด....
ผมจึงถามพยาบาลว่าทำไมไม่ฉีดยาสลบ....

ก็ได้รับคำตอบว่า คราวนี้อาจารย์จะผ่าสด ๆ

ไม่ใช้ยาฉีด ไม่ใช้ยาชาใดๆ ทั้งสิ้น ผมก็ขึ้นนอนเปลไปกับเขา ....

พอถึงห้องผ่าตัด อาจารย์ท่านก็บอกว่า “ไม่รู้ประสาทฝอยเส้นไหนมันเสีย มันถึงปวด ถ้าให้ยาสลบยาชา
แล้วมันก็เหมือนถอนฟันเลยไม่รู้ว่าซี่ไหนปวด....

....เพราะฉะนั้นคราวนาจึงจะผ่าตัดโดยไม่ต้องใช้ยาชาเลย ขอให้ทนเอาหน่อย”

ผมก็นึกว่ากรรม กรรมแน่แท้ เพราะแม้แต่สัตวแพทย์เขาจะทำการผ่าตัด เขายังใช้ยาระงับความรู้สึก
ระงับความปวด นี่ผมเป็นคนแท้ๆ ยังโดนแบบนี้ ว่าแล้วท่านก็เอามีดกรีดลงบนคิ้วขวาเรื่อยไป ผมสะดุ้งสุดตัวด้วยความเจ็บปวด ร้อนครวญครางออกมา....


ท่านอาจารย์ก็บอกว่า “เจ็บก็ร้องไป ตำรวจไม่จับหรอก” แล้วท่านก็ผ่าไป....
เอาคีมจับเส้นประสาททีละเส้น พอเส้นประสาทถูกคีมคีบมันก็ปวดถึงหัวใจ ผมร้องออกมาดังกว่าวัว กว่า
ควาย ที่กำลังถูกเชือด....

เพราะการผ่าตัดแบบนี้ เวลาดึงเส้นประสาททีไรก็สะดุ้งจนตัวลอย พยาบาลห้องผ่าตัดก็กดหัวไว้ ทั้ง ๆ ที่
พันธนาการไว้อย่างเหนียวแน่น ....

ผมถูกผ่าไป ดึงประสาทไป ร้องจนสุดเสียง เพราะความเจ็บ และความปวด ทนทุกข์ทรมาน อยู่อย่างนั้น
กว่าชั่วโมง อาจารย์ท่านพยายามดึงประสาทออกให้มากที่สุด

แต่ทำได้ยากเพราะมันติดกันนุงนัง เหมือนกับวุ้นเส้นที่เราเอามายำกิน ผมร้องโอดโอย ดังที่สุดในชีวิต
เจ็บที่สุดในชีวิตปวดที่สุดในชีวิต และทารุณที่สุดในชีวิต เหมือนกับที่หนูพิมพ์บอกไว้ไม่มีผิด และสุดท้ายผมก็สลบไปเอง เพราะความเจ็บปวด มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อพบว่าตัวเองมาอยู่ในห้องนอนที่สายน้ำเกลือรุงรัง มีสายยางอยู่ที่จมูกที่ปาก ความปวดนั้น ยังไม่หายแม้จะหยุดผ่าตัดแล้ว แต่ความเจ็บปวดก็ยังมีอยู่ มันสุดที่จะทนทานจนต้องร้องและครางออกมาดัง ๆ….

ค่ำนั้น ก็ยิ่งปวดแผล ปวดระบบประสาท ปวดระบบสมอง เมื่อยไปทั้งตัวอย่างที่ไม่เคยได้เป็นมาก่อน ผม
ถูกฉีดยาระงับปวด ยานอนหลับ และหลับไปทั้งสายยางต่างๆ จนมาตื่นอีกทีก็ดึกโข เห็นจะราว ๆ สอง
ยาม หรือกว่า จำได้ว่า วันที่ถูกผ่าตัดชดใช้วิบากกรรมนั้นเป็นวันพุธ ที่จำได้เพราะท่านอาจารย์ได้บอกว่า
วันพฤหัสพรุ่งนี้ ไม่ว่าง ท่านติดประชุมเช้า ผ่าเสียวันพุธนี้แหละ….

พอตื่นขึ้นมาดังกล่าว ก็พบภรรยา และพยาบาลที่นั่งเฝ้าอยู่
ผมถามทั้งสองคนว่า ผมยังไม่ตายอีกหรือ มันทารุณที่สุดแล้ว.…”
สองคนนั้น น้ำตาไหลเพราะความสงสาร แล้วผมก็หลับตาภาวนา พุทโธ ๆ ระงับเวทนา

พอหลับตาสักครู่ หนูพิมพ์ก็เอามือมากุมตรงที่แผลผ่าตัด และที่ปวดอยู่
ผมก็ถามเธอว่า “พ่อหมดเวร หรือยัง”
เธอตอบว่า “พ่อชดใช้กรรมตามที่เขาอาฆาตไว้มากแล้ว ต่อไปนี้จะดีขึ้น ๆ”
ผมถามต่ออีกว่า “พ่อจะถูกผ่าตัดอีกไหม”
เธอตอบว่า “ไม่มีอีกแล้ว”
“แล้วจะปวดโรคประสาทนี้อีกไหม”
เธอตอบว่า “ยังมี แต่ไม่ทารุณมากนัก จะมีอีกสี่ปี”
“แล้วจะให้พ่อทำอย่างไรต่อไป”
“ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาไปเรื่อย ๆ ขออโหสิเขาเสียภาวนา แล้วส่งในไปแผ่ส่วนกุศลให้เขาเสมอๆ
นะพ่อนะ” หนูพิมพ์ตอบ
“ พ่อจะกลับบ้านได้เมื่อไหร่”
“วันอาทิตย์นี้แหละจ้ะ…พ่อ”
ผมก็ถามอีกว่า “ถ้ามันยังไม่หาย จะกลับไปได้อย่างไร…”
เธอตอบว่า “ก็ยังมีกรรมเบา ๆ หลงเหลืออยู่อีก ถึงจะเป็นก็ไม่รุนแรงเท่าคราวนี้จ้ะ”
“เวลาพ่อกลับบ้านแล้ว พ่อจะเรียกให้ลูกไปหาจะได้ไหม”

“หนูจำต้องลาไปเกิดแล้ว และเป็นผู้ชายจ้ะ..แล้วลูกเข้าบ้านพ่อไม่ได้ เจ้าที่ เจ้าทาง เขาห้ามจ้ะ”

เธอตอบ ภรรยาผม และนางพยาบาลนั่งฟัง และจด ตามอย่างเคย
“หนูลาพ่อเลยนะ และทีนี้จะไม่มาอีกแล้วจ้ะพ่อ พ่ออย่าลืมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขา และเจ้ากรรมนาย
เวรทั้งหลาย นะพ่อนะ” เสียงหนูพิมพ์แว่วๆ แต่ชัดเจนติดมาจนบัดนี้….
ก่อนที่หนูพิมพ์จะจากไปนั้น ผมได้ถามแกว่ามีอะไรขาดเหลือบ้างไหม ผมจะทำบุญอุทิศไปให้....

หนูพิมพ์บอกว่า แกไม่มีอะไรขาดเหลือ พร้อมบริบูรณ์หมด....

แต่เสียดายอยู่อย่างหนึ่งคือ แกยังทำการฝีมือไม่เสร็จ ขอให้ผมนำผ้าขาว กว้างศอกเศษ ยาวศอกเศษ
ด้ายมันสีน้ำเงิน กับเข็มโครเชต์ไปวางไว้หน้ารูปแกที่ศาลาพิมพวดี ด้วย เพราะคุณพ่อของแกเอาไปทิ้ง
เสียแล้ว ทั้งๆ ที่แกยังปักรูปดอกไม้ไม่เสร็จ ก็มาตายเสียก่อน….

ผมก็ให้ภรรยาผมจัดการนำผ้าขาว ด้ายมันสีน้ำเงินกับ เข็มโครเชต์ไปวางไว้ที่หน้ารูปแก….

ต่อมาไม่กี่วัน คุณเสียง โหสกุล คุณพ่อของหนูพิมพ์ ก็มาเล่าให้ผมฟังว่า มีใครก็ไม่ทราบ เอาผ้าข้าว ด้าย
มัน กับเข็มโครเชต์ไปว่าไว้ที่หน้ารูปหนูพิมพ์ ผมก็บอกความจริงให้ฟัง….

คุณพ่อของหนูพิมพ์ ก็ยอมรับว่า ได้เอาผ้าขาวที่หนูพิมพ์ทำการฝีมือค้างอยู่ไปทิ้งจริงๆ เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ว่า …หนูพิมพ์ไม่ปรากฏกายให้เห็นอีกเลยอาการปวดผมก็บรรเทาเบาบางลงๆ

แม้จะไม่หายขาด ก็ยังดีกว่าเก่า… ผมนอนอยู่อีกสามวัน
พอถึงวันเสาร์ตอนเช้า อาจารย์อุดมมาเยี่ยม ท่านไม่เคยหยุดงานเลย แม้วันหยุดราชการ
ผมรายงานว่า “อาการปวดเบาไปแยะ แต่ก็ยังมีอยู่อีกไม่หายขาด”

ท่านก็บอกว่า “พรุ่งนี้วันอาทิตย์ จะกลับบ้านก่อนก็ได้พักฟื้นต่อไป เผื่อมีอะไรค่อยว่ากันใหม่”
ผมลุกขึ้นนั่งกราบในความกรุณา แล้วท่านก็ไป
ผมดีในที่จะได้กลับบ้านในวันพรุ่งนี้เช้า ทั้งๆ ที่แผลผ่าตัดต่างๆ ยังไม่หาย

ท่านบอกว่า “ทำแผลเอง เอาไหมออกเองก็แล้วกัน เป็นหมอนี่…”

คืนนั้น ผมนอนหลับได้ดีมาก อาการปวดประสาทมีรบกวนนิดหน่อย ตอนที่หลับก็หลับสนิท ไม่มีอะไรมาแผ้วพานในใจ ผมก็เข้าสมาธิต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อรู้สึกตัว….

เช้าวันอาทิตย์ ผมถวายบังคมลาสมเด็จพระราชบิดา ลาพยาบาล ลาแพทย์ที่ช่วยเหลือ….
ก่อนกลับบ้านผมถือรูปหนูพิมพวดีไว้ในมือ แล้วสั่งให้รถแวะไปที่วัดมกุฏกษัตริยารามก่อน เพื่อไปดูศาลา
พิมพวดี ไปดูรูปหนูพิมพ์ผู้มีพระคุณ….

ผมยกมือขึ้นอุทิศส่วนกุศลให้เธอ และบอกเธอว่า จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ เมื่อสวดมนต์ก็จะอุทิศส่วนกุศลให้เธอทุกวัน จนกว่าผมจะตายไป และขอให้ได้พบกันเป็นพ่อลูกทุก ๆ ชาติ….

ผมขอจบเรื่องนี้ ด้วยความเชื่อว่า ....

จิต และวิญญาณ นั้น มีจริง เพราะผมได้ประสบกับตัวเองมาแล้ว ดังที่เล่าให้ท่านฟังนี้…
ขอฝากบุญไว้ ณ ที่นี้....

ท่านที่อ่านจบแล้ว อย่าเก็บความรู้นี้ไว้ โดยเปล่าประโยชน์....
พึงเผยแพร่ ให้ผู้อื่นได้อ่าน ได้รับทราบ ต่อ ๆ กันไป....
อันจะเป็นประโยชน์แก่ท่านเอง ด้วยเป็นธรรมทาน.....
ดัง พุทธดำรัส คำตรัสสอนของสมเด็จพระประทีปแก้ว ที่ว่า....
สัพพะทานัง ธัมมะ ทานัง ชินาติ....การให้ธรรมะเป็นทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง....

อันจะเป็นเหตุให้ ความสำนึกในคุณธรรม ของสังคมส่วนรวม ก็จะดีขึ้น สูงขึ้น….

ขอโมทนา คุณ ความดี กับทุก ๆ ท่านที่ตั้งใจเผยแพร่ธรรม....

************ ********* ********* ********* *****


นำภาพและข้อมูลทั้งหมดมาจากเวปพลังจิต โพสโดย คุณมหาหิน ขออนุโมทนาในธรรมทาน



Create Date : 06 กันยายน 2551
Last Update : 6 กันยายน 2551 14:03:28 น.
Counter : 168 Pageviews.

0 comment

สวนใส
Location :
TSV  Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Friends Blog
[Add สวนใส's blog to your weblog]