Group Blog
 
All blogs
 

ความผิดมหันต์ 7 กระทง ของนักลงทุน(หุ้น) ...............แมงมู่

(กระทู้เก่ามาเล่าใหม่ครับ) -- ความผิดมหันต์ 7 กระทง ของนักลงทุน(หุ้น)
เนื้อหานี้ย่อและคัดใจความมาจาก MSN Money Central

หัวข้อ Careful Investor -- นักลงทุนผู้รอบคอบ
เรื่อง ความผิดมหันต์ 7 กระทง

ถ้าหากคุณเป็นผู้กระทำผิดตามนี้ คุณมีเพื่อนเยอะครับ นักลงทุนหลาย ๆ ท่านตกเป็นเหยื่อของความมั่นใจเกินเหตุ ซื้อ-ขายบ่อยครั้งเกินความจำเป็น และไม่เห็นความเสี่ยงอยู่ในสายตา และเราจะเสียใจกับความผิดพลาดเหล่านี้

เราทุกคน (ไม่มียกเว้น) ได้เคยตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องการลงทุน

สำหรับบางท่านแล้ว สิ่งที่แตกต่างระหว่างอดีตและปัจจุบันคือการที่อินเตอร์เน็ตเข้ามามีส่วนช่วยเราในการตัดสินใจและให้อำนาจในการควบคุมมากขึ้น นักเก็งกำไรรายวันมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง คนเป็นหมื่นติดตามราคาหุ้นจากที่บ้านหรือสถานที่ทำงานทุกวัน ๆ เราสามารถตัดสินใจ(และซื้อ-ขาย)ได้ในทันทีทันใดซึ่งอาจจะก่อผลดีหรือผลเสียต่อเงินในบัญชีเราได้

ที่ว่ามานี้เป็นทั้งประโยชน์และโทษต่อเรา เพราะมันอาจจะทำให้เรากระทำผิดพลาดได้ง่ายกว่านักลงทุนรุ่นพ่อหรือรุ่นปู่ของเรา แต่ข้อสำคัญคือ "อย่าให้เรากระทำผิดซ้ำสอง" ที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรง 7 กระทง


1. Chasing Performance "ซื้อตามหุ้นแรง" นักลงทุนหลาย ๆ คนซื้อหุ้นตอนอยู่ยอดดอย หลังจากที่มันขึ้นไม่หยุด ดูจากตัวอย่างที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น กองทุนเช่น Fidelity Japan (FJPNX) พุ่งขึ้น 170% จากราคาเมื่อต้นปี และทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากใน chatroom ของ MSN MoneyCentral ว่าควรจะซื้อกองทุนนี้หรือไม่ เวลาที่ควรซื้อกองทุนนี้คือเมื่อมกราคมที่ผ่านมา!!! (ดูอีกตัวอย่างก็คือ KK ของบ้านเราตอนที่มันวิ่งไม่หยุดนั่นแหละ โน่น 80 ก่า ๆ หรือดู EFS เมื่อสามเดือนที่แล้ว)


2. Misunderstanding Risk "มีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับความเสี่ยง" นักลงทุนบางท่านเลือกลงทุนแบบ "รวยหรือหมดตัวไปเลย" และเรียกตัวเองว่าเป็นคนชอบความเสี่ยง ที่จริงแล้วคนเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกึ๋นและการรักความเสี่ยง

ในความเป็นจริงแล้ว "การบริหารความเสี่ยงที่ยอมรับได้" นั้นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ มันสามารถพัฒนาได้ด้วยความรู้ ประสบการณ์และการฝึกฝน ฝึกฝนมาก ๆ ด้วย ผมอยากให้นักลงทุนฝึกและทำความเข้าใจกับการบริหารความเสี่ยงมาก ๆ

เรื่องตลกคือนักลงทุนเป็นจำนวนมากไม่รู้สึกว่าหุ้นหรือกองทุนที่เป็นกระทิงวิ่งไม่หยุด นั้นมีความเสี่ยงมากต่อการสูญเสีย

การยอมรับความเสี่ยงมากนั้นหมายถึงการที่เราอาจจะหกล้มหัวฟาดพื้นได้ เราเห็นตัวอย่างจาก Fidelity Disciplined Equity (FDEQX) ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า S&P 500 อย่างเปรียบกันไม่ได้ และต่อมาไม่นานกองทุนนี้ก็เริ่มมีผลตอบแทนน้อยลงกว่า S&P 500 และนักลงทุนหลาย ๆ คนก็ช๊อค

3. Loss aversion. "ไม่ยอมเสีย(น้อย)" นักจิตวิทยาผู้ที่ทำการตรวจวัดเรื่องนี้ พบว่าคนทั่วไปไม่ชอบเสียเงิน เราจะรู้สึกเจ็บปวดกับการขาดทุน 1 บาท มากกว่าความยินดีจากการทำกำไร 1 บาท ความเจ็บปวดนั้นเทียบได้เป็นมากกว่าสองเท่าของความยินดี

ดังนั้นนักลงทุนจำนวนมากยอมเสี่ยงกับการสูญเสียมากขึ้นเพื่อจะมีโอกาสเท่าทุนหรือกำไรนิดหน่อยในภายหลัง ซึ่งเป็นแนวคิดกลับตาลปัดกับที่เราควรจะทำ เราควรจะเสี่ยงกับผลกำไรที่จะเพิ่มขึ้น (เช่นไม่ยอมขายเมื่อหุ้นเป็นกระทิง) ไม่ใช่เสี่ยงเพื่อบรรเทาการสูญเสีย (ไม่ยอมขายเมื่อหุ้นปักหัวลง และเราขาดทุนเล็กน้อย) ความคิดเช่นนี้จะทำให้เราไม่ยอมขายหุ้นที่ขาดทุนถึงแม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลมากกว่า

4. Trading too much. "ซื้อ-ขายมากเกินเหตุ" สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เด่นชัดมากเนื่องด้วยการซื้อ-ขายทางอินเตอร์เน็ตโดยนักเก็งกำไรวันต่อวัน การซื้อ-ขายมากทำให้กำไรหด ศจ. Terrance Odean จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ได้ศึกษาและแสดงให้เห็นจากการสำรวจบัญชี 150,000 บัญชีจากโบรคเกอร์แห่งหนึ่ง จากนั้นท่านได้แยกนักลงทุนแบ่งเป็น 5 กลุ่มจากพฤติกรรมการซื้อ-ขายของแต่ละบัญชี ผลปรากฏว่ากลุ่มที่มีการซื้อ-ขายมากที่สุดได้รับผลตอบแทนน้อยกว่ากลุ่มที่มีการซื้อ-ขายน้อยที่สุดถึง 7%

5. Ignoring expenses with mutal funds. "ไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายเนื่องด้วยการบริหารกองทุน" ค่าใช้จ่ายมีความสำคัญ การที่คิดถึงแต่ผลตอบแทนจากกองทุนโดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับการบริหารกองทุนเป็นเรื่องเหลวไหล

กองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูงนั้นถือเป็นการดูถูกและไม่ใส่ใจต่อนักลงทุนหรือผู้ถือหุ้น ผู้จัดการกองทุนที่ดีจะยอมลงทุนกับกองทุนของเขาเอง และเขาจะไม่ยอมเสียค่าใช้จ่าย 2% จากผลกำไร เราก็ไม่ควรจะยอมเช่นกัน

6. Buying on tips/Not researching investments. "ซื้อหุ้นตามข่าว/ไม่วิเคราะห์การลงทุน" ความผิดสองกระทงนี้ใกล้เคียงกันและไปด้วยกัน อย่าซื้อถ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาที่มีมาแต่ปฐมกาล ในปี 1980 นักลงทุนทั้งหลายให้คำแนะนำกันที่ปาร์ตี้หรืองานสังคมต่าง ๆ ปัจจุบันนี้ข่าวหรือคำแนะนำมาทางอินเตอร์เน็ตตามห้องสนทนาหรือกระทู้ทั้งหลาย อย่างไรก็ตามการซื้อ-ขายหุ้นตามข่าวทำให้การลงทุนเป็นกิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่ง หากเราขาดทุนเนื่องจากการลงทุน"ตามข่าว" เราสามารถหาแพะหรือคนปลอบใจได้

ทำการวิเคราะห์ด้วยตัวของเราเอง ถ้ามีใครมาถามว่าเราซื้อหุ้นตัวนี้ด้วยเหตุผลอันใด เราต้องสามารถตอบได้ภายในสามหรือสี่ประโยค ใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อตรวจสอบความแข็งแกร่งของสถาณะการเงินของบริษัท ค้นหาว่านักวิเคราะห์คิดอย่างไรกับหุ้นตัวนั้น ๆ อ่านข่าวต่าง ๆ ที่บริษัทแจ้งต่อคณะกรรมการบริหารหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

(สำหรับบ้านเรา ค้นหาข้อมูลได้จาก websites ต่าง ๆ ที่แนะนำกันบ่อย ๆ ที่โต๊ะสินธรครับ)

7. Overconfidence "มีความเชื่อมั่นเกินเหตุ" ผู้เขียนยอมตามความคิดเห็นของนักวิเคราะห์พฤติกรรม เขาว่าเมื่อเราตัดสินใจในเรื่องใดแล้ว เราจะมีทัศนะคติที่ดีเกี่ยวกับการตัดสินใจอันนั้น (เข้าข้างตัวเอง ว่างั้นดีกว่า) นักวิจัยอย่าง ศจ. Daniel Kahneman แห่งมหาวิทยาลัยพริ้นส์ตั้นบอกว่าการมีทัศนะคติที่ดีต่อการตัดสินใจของเรานั้น เป็นจริงกับเรื่องเช่นการทายหัว-ก้อย หากเรา"เป่าและขอให้ออกหัวหรือก้อย"กับเหรียญก่อนทอยเหรียญ เราจะมีความมั่นใจสูงขึ้น 15% กับการทายของเรา

มีคนประเภทเดียวเท่านั้นที่ไม่มีความเชื่อมันเกินเหตุหลังจากที่เขาตัดสินใจ คือผู้ป่วยทางจิตด้วยโรคซึมเศร้า เขามีความคิดเห็นที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงต่อการเสี่ยงทาย

แท้จริงแล้วการที่มีความเชื่อมั่นเกินเหตุนั้นดีกว่าการเป็นโรคซึมเศร้าเป็นไหน ๆ เพียงแต่ให้เราใช้วิจารนญาณที่เหมาะสมเมื่อเราต้องลงทุน เมื่อตลาดหันหัวลงผู้ที่มีความเชื่อมั่นเกินเหตุ(เนื่องจากซื้อเต็มปอด)จะกลัวว่าโชคของเขาจะหนี(ปอดแหก)และเริ่มขายแหลก


เราควรจะพึงพิจารณาตนเองว่ามีพฤติกรรมเช่นนี้หรือไม่ และพยายามแก้ไขให้ไม่กระทำผิดเช่นนี้ต่อไป

****************************
ป.ล. ถ้าจำไม่ผิด กระทู้นี้ post ไว้ตั้งแต่ต้นปี 2000 โน่น ผมก็เอามาอ่านทบทวนเพื่อตรวจสอบตัวเอง และเห็นว่ากระทำผิดทั้ง 7 กระทงเหมือนกัน ต้องฝากเพื่อน ๆ ในห้องสินธรช่วย ๆ กันเตือนนักเก็งกำไรด้วยกันด้วยครับ


จากคุณ : แมงมู่ - [11 ต.ค. 44 23:12:57]















































 

Create Date : 25 ตุลาคม 2548    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2548 16:32:52 น.  

เอ้า....เชิญเข้าห้องเรียน......วันนี้ว่ากันด้วยเรื่อง "มองหุ้น"

เอ้า....เชิญเข้าห้องเรียน......วันนี้ว่ากันด้วยเรื่อง "มองหุ้น"
การเข้าซื้อหุ้นนั้นนะคร๊าบ....ท่านทั้งหลาย....นอกเหนือจากดูทิศทางแนวโน้มของตลาดโดยรวมแล้ว....เราก็ต้องเลือกหุ้นดูปัจจัยพื้นฐานผสมผสานกับเทคนิค....หากเห็นว่าดีก็ซื้อ.....และก็เล่นตามขาใหญ่ต่างชาติซื้อเราก็ซื้อตาม.....แต่หากว่าเราพอมีเวลาเล็กน้อย.....พวกเราก็ควรจะค่อย ๆ ศึกษาตัวหุ้นที่เราซื้อว่ามันมีปัจจัยเกื้อหนุนเฉพาะตัวของมันเองหรือไม่......ลุงเคยทำงานอยู่ที่โบรกต่างชาติ....เวลาต่างชาติจะเข้ามาซื้อหุ้นแต่ละครั้ง....เขาก็ต้องให้ทางเราคอยวิเคราะห์หุ้นตัวใดดีตัวใตเลว....โดยดูจากปัจจัยที่ลุงจะเอ่ยให้ฟังเพียงแค่สังขปต่อไปนี้ล่ะ....
1......ควรมองศักยภาพการเติบโตในระยะปานกลางถึงยาวของบริษัทนั้น ๆ.......ควรเลือกซื้อหุ้นที่มีแนวโน้มอัตราการขยายตัวของยอดขายในอัตราทีสูงในระยะเวลา 1 ปี หุ้นประเภทนี้ที่มีให้เห็นก็คือพวกธุรกิจส่งออกทางด้านเกษตร และ แบงก์ รวม ทั้งพัฒนที่ดิน และไฟแนนซ์......
2....บริษัทใดที่มีแผนการทำธุรกิจในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง.....เป็นการเพิ่มยอดขาย...บริษัทจะต้องให้ความสำคัญกับการวิจัย และพัฒนา....เพราะนี้จะทำให้บริษัทสามารถก้าวกระโดดได้.....ธุรกิจที่ทำอย่างนี้เราจะเห็นได้จากพวกหุ้นกลุ่ม...สื่อสาร....กลุ่มชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ และพลังงาน......
3......หุ้นที่เน้นในการเพิ่มยอดขาย....เช่นหาตลาดใหม่...หรือหาช่องทางการจำหน่ายเพิ่ม.....ให้ความสำคัญต่อเรื่องของการโฆษณา.......ในขณะนี้ที่เห็นว่าบริษัทที่ความพยายามเช่นนี้คือ......หุ้นหมวดอาหาร....โรงแรม...ประกันชีวิต....
4.....หุ้นที่มีอัตราหรือการเพิ่มของกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ...เช่น หุ้นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า....หุ้นกลุ่มเกษตร....
5.....หุ้นที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการหาลู่ทางธุรกิจ.....เช่นหุ้นกลุ่มสื่อสาร.....
6.....หุ้นที่มีสภาพคล่องทางการเงินอยู่ในเกรณที่ดีทั้งปัจจุบันและอนาคต.....
7.....ผู้บริหารมีความซื้อสัตย์
ลุงว่านะ....สิ่งที่บอกไปนี้เป็นเพียงแค่การมองหุ้น เน้นในเรื่องรายละเอียดบางประการเท่านั้น....ซึ่งก็จะทำให้เราสามารถมอง หรืออ่านหุ้นได้ยามที่ตลาดดี ...แล้วหุ้นตัวไหนที่จะมีความแข็งแกร่งจริงๆ ...ลองค่อย ๆ ศึกษากันนะ....วันนี้พอเท่านี้ก่อนนะคร๊าบ

จากคุณ : ส้มสีแสด - [18 ก.พ. 45 16:07:45]































 

Create Date : 24 ตุลาคม 2548    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2548 19:52:24 น.  

บัญญัติ 10 ประการ .......ของการเล่นหุ้น....อย่างชาญฉลาด

บัญญัติ 10 ประการ .......ของการเล่นหุ้น....อย่างชาญฉลาด
ช่วงนี้นาน ๆ ที ลุงถึงจะได้มีโอกาส ชะแว๊บ...เข้าห้องสินธร....แต่ก็ได้เฝ้าติดตามภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดฯ อย่างต่อเนื่องอยู่เหมือนกัน....ซึ่งหากให้สรุปภาพรวมของตลาดช่วงนี้....ก็ต้องยอมรับในเบื้องต้นว่า...แรงซื้อเริ่มอ่อนตัว..โดยเฉพาะแรงซื้อที่เคยมีเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติ...เราพอสังเกตได้จากหุ้นตัวหลัก ๆ ที่เริ่มมีอาการเบรคตัวเองต่อเนื่องเลยทีเดียวเชียวล่ะ.....ที่เห็น ๆ อยู่ตอนนี้ก็มีเพียงแต่บรรดาขาเก็งกำไรระยะสั้นที่คงพัวพันหุ้นรายตัว ในแบบฉบับซื้อมาขายไปช่วงสั้น ๆ เท่านั้นเอง....ภาวะตลาดช่วงนี้จึงมีอาการที่ซึมลงได้.....และสิ่งที่สำคัญในจังหวะนี้เราจึงต้องรู้จักการรอคอย....รอคอยแรงซื้อของนักลงทุนแท้จริงจะกลับมาเมื่อไหร่....รอคอยปัจจัยบวกเมื่อไหร่จะมีเข้ามาสนับสนุน.....รอคอยการอ่อนตัวของหุ้นจนกว่าจะเริ่มสงบนิ่งโดยไร้แรงขายที่ชัดเจน.....
วันนี้ลุงขอฝาก....บัญญัติ 10 ประการ....สำหรับการเล่นหุ้น....ให้ท่านทั้งหลายที่เข้ามาในกระทู้นี้ได้นำไปพิจารณา....เชื่อมโยงกับกลยุทธของท่าน....เพื่อการตัดสินใจต่อการลงทุนต่อไปก็แล้วกันนะ....
1. เน้นการลงทุนให้เป็นไปตามแนวโน้มของตลาดรวม....อ่อนให้สงบ...แข็งให้สู้...ทรุดให้หนี...ดีให้เข้า
2. เล่นหุ้นให้มีกฏมีเกรณ....ต้องวิเคราะห์ได้....วิจัยเป็น...อ่านให้ขาดหุ้นตัวไหนเลว ตัวไหนดี.....สามารถประเมินมูลค่าราคาหุ้นได้
3. รู้จักการคาดการณ์ พฤติกรรมการเล่นหุ้นของมือใหญ่ ....หรือพวกที่เป็นผู้นำตลาด.....และพยายามมองอ่านเกมลึกไปถึงพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของหุ้นเป้าหมาย...หรือหุ้นที่นำตลาด...เพื่อมองภาพการเคลื่อนไหวที่จะเชื่อมโยงไปถึงภาพรวมใหญ่ของตลาดได้
4. ควรจดจำไว้เสมอว่า....การเล่นหุ้นนั้นมีความเสี่ยง....ทุกย่างก้าวในการเล่นหุ้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังให้มากๆ....และควรคิดเสมอว่า....การเล่นหุ้นนั้นคือ...เกม..
5. เมื่อเวลาซื้อหุ้นให้ประเมินว่ามีโอกาสจะทำกำไรได้หรือไม่....ถ้าคลุมเคลือ ไม่ชัดเจน ไม่มีความมั่นใจ อย่าได้ซื้อหุ้นเด็ดขาด....เพราะการซื้อหุ้นนั้นท่านต้องมองเห็นอนาตคให้ได้....ในเวลาเดียวกันการขายหุ้นก็ต้องเน้นขายเพราะท่านต้องมีจุดประสงค์....กล่าวคือเพื่อเปลี่ยนตัวหุ้นที่ดีกว่า...เพราะเห็นว่าหุ้นของท่านเริ่มอืดอาดแล้ว...หรือมองแนวโน้มตลาดโดยรวมแย่
6. รู้จักการปรับพอร์ตให้เป็น.....อย่านิ่งเฉย...ปล่อยให้ความสูญเสียก้าวมาถึง จนไม่สามารถแก้ไขอะไรได้....ท่านต้องเป็นผู้ที่เล่นหุ้นได้ทั้งขาขึ้น และ ขาลง ปรับพอร์ตคงเงินสด ลดใบหุ้น หรือเพื่อหุ้น ลดเงินสด ตามจังหวะและโอกาสในช่วงนั้นๆ
7. ไม่เป็นผู้ที่ขาดสติ...เป็นคนใจร้อน....ขาดเหตุผล...และหวังคิดชนะตลาดอยู่ร่ำไป....ซึ่งจะทำให้ท่านมีมุมมองที่ผิดเพี้ยน ....เช่นหุ้นยิ่งลงท่านยิ่งซื้อ ที่สุดก็ติดหุ้นอย่างแน่นอน....และบางครั้งการขาดสติ อาจทำให้ท่านเล่นหุ้นผิดจังหวะ เสียรอบ ที่ควรได้กับไม่ได้ ที่ไม่ควรเสียกับเสีย
8. เล่นหุ้นต้องรู้จักพึ่งตนเองเป็นสำคัญ....อย่าหูเบา...เชื่อคนง่าย...เพราะเรื่องของหุ้นมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์...เป็นเรื่องของภาพลวงตา....ดังนั้นตัวของเราคือต้องเป็นที่พึ่งของเราเองอย่างแท้จริง
9. เสริมสร้างความรู้ในเรื่องหุ้นให้ต่อเนื่อง....รู้จักอ่าน...รู้จักฟัง...รู้จักพิจารณา.....ศึกษาให้ชัดเจน...ควรติดตามเรื่องราว...การเมือง...เศรษฐกิจ....สังคม...ทั้งภายในภายนอกประเทศ....ศึกษาความเป็นมาเป็นไปของตัวหุ้นให้ละเอียด
10. เมื่อประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นแล้ว....ให้รู้จักเก็บออม...รู้จักบริหารเงิน....รู้จักการลงทุนที่ถาวรทำธุรกิจส่วนตัว....และอย่าลืมบริจาคทำบุญทำทานกันบ้างก็แล้วกันนะ....เพราะเงินที่ได้จากตลาดหุ้นนั้น...ควรคิดเสมอว่าส่วนหนึ่ง...ท่านจะได้จากผู้ที่สูญเสียในตลาดนั้นแหล่ะครับ......
ขอให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านในกระทู้นี้....ลองนำบัญญัติ 10 ประการนี้ค่อย ๆ ปรับปรุงให้เข้ากับกลยุทธของท่านที่มีอยู่เพื่อการลงทุนโดยมีเป้าหมายที่ประสบความสำเร็จต่อไปครับ....โชคดีจงเป็นของท่านเสมอ.....สวัสดี

จากคุณ : ส้มสีแสด - [27 มี.ค. 45 11:59:39]




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2548    
Last Update : 24 ตุลาคม 2548 23:16:05 น.  



..







 

Create Date : 09 ตุลาคม 2548    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2548 9:52:05 น.  

เรื่อง: มีหุ้นจะขายทำกำไรอย่างไรดี (฿_฿) เยี่ยมยุทธ์ Huayuanjie

1.การซื้อหุ้นได้ถูกตัว(จากผลได้จากการวิเคราะห์)รวมทั้งซื้อได้ถูกจังหวะเวลาก็จะช่วยให้ขายหุ้นได้ไม่ยาก

2.ระวังการขายหุ้น(Big Lot )เพราะนั่นไม่ได้สะท้อนภาพรวมตลาด

เช่น P_E big lot 9.65 ตอนนั้น9.5 ตอนนี้8.00-8.20


3.การที่หุ้นมีราคาสูงขึ้นจากฐานเดิมไปมากอย่างรวดเร็ว ระวังด้วย
เพราะจุดขายอยู่ไม่ไกล ออกไปนัก

เช่น t_t เช้านี้ และ หากไปดู daily chart ต้าน แบบ double top ที่ 1.60
เป๊ะๆ หากไม่ผ่านยืน ก็อันตรายครับ


4.ดัชนีจะสูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ต้องมีvolume สูงคอยสนับสนุน

เช่น set ขึ้น ติดกัน4-5วันที่ผ่านๆมา แต่ volume ไม่สนับสนุน


5.ขายออกไปก่อน หากราคาขึ้นอย่างเร็วใน8-12วัน ทำการของตลาด


6.ควรขายหาก ขึ้นอย่างรวดเร็ว ใน1-2 สัปดาห์ โดยขึ้นไปจากเดิม 25-30%
_________________


7.นักลงทุน ขาใหญ่จะขายก็ต่อเมื่อมีแรงมารับหุ้นไว้ได้เท่านั้น



8.ราคาหุ้นที่ขึ้นโดยไม่มี volume รองรับ คืออุปสงค์ชั่วคราว ควรรีบขาย


9.วอลุ่มสูง แต่ราคาไม่ไปไหน คือนัยว่าจะมีการกระจายตัวเล่น



10.หุ้นที่ปิดต่ำควรระวัง และรีบขาย


11. ขายเมื่อ ข่าวดีล้นตลาด ซื้อเมื่อผู้อื่น กลัวสุดขีด(V-Shape)


12.ถ้าหุ้นเปิดสูง แต่ปิดต่ำกว่าราคาเปิด แสดงสัญญาณ ใกล้จุดสูงสุดรอบนั้นแล้ว


14.ขาย หากขึ้นหลายสัปดาห์ และเริ่มย้อน มาหาที่เริ่มต้น


15.ขายดีกว่า หาก ผลประกอบการ ลดลงสองไตรมาสติดต่อกัน


16.ขายเมื่อเห็นว่า ราคาหุ้นในกลุ่ม ที่เราเล่นอยู่เริ่มไปไม่ไหว


17.อย่าขายตามข่าวร้ายข่าวลือ เพราะว่าข่าวลือคือกระแสชั่วคราว

แต่ หากท่านไม่แน่ใจว่าจะลงแค่ไหน ขายก่อนย่อมได้ราคาดีกว่า
หากรอๆ ท่านอาจขายlow


18.ขาย เมื่อราคาต่ำกว่าแนวรับหลัก ของราคาช่วงเวลานั้น
_________________


19.หากขายตอนขาขึ้นไม่ทัน ต้องรีบกว่านั้นในการขายตอนขาลง
_________________


20.หลังจากหุ้นขึ้นไปจุดสูงสุด แล้ว ลดลง

ท่านต้องดูประวัติการเล่น ว่าลดลง แล้วปรับตัว5-10% เป็นเรื่องปกติหรือไม่
เป็นเพียงช่วงการปรับตัวหรือไม่


21.หากหุ้นขึ้นโดยต่อเนื่อง มาโดยตลอด แล้วหล่นลงมาทันที เป็นสัญญาณเตือนให้ขายหุ้น
_________________



22.ถ้ามีการขาย อย่างรุนแรงในขณะที่ราคาหุ้น ขึ้นเกือบสูงสุด และวันถัดมา
vol ลดลง และราคาเริ่มถอย ขอให้รีบขาย ในวันที่2-3 หลังจากนั้นหลังจากที่ไม่สามารถดันราคาต่อไปได้


23.ให้ขาย หากราคาหุ้นปิดปลายสัปดาห์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ระยะยาว หรือราคาต่ำกว่าแนวหนุน

เช่น ucom ปิดต่ำกว่า เส้น75 วัน เป็นครั้งแรก ต้องขายไปก่อน


24.จำนวนวัน ในขาขึ้นและขาลง จะเปลี่ยนไปเมื่อหุ้นเริ่มลง


25.รอ buy signal ก่อน อย่าซื้อหุ้นทีขายออกไป เพียงเพราะว่ามัน ถูกกว่าที่ขายไป

เช่น ประสบกับตนเองบ่อยครับ


26.ต้องเรียนรู้ข้อผิดพลาด ที่เคยทำในอดีต วิเคราะห์ด้วยตนเอง

โดยอาจเขียน ลงไปในกระดาษอย่างชัดเจนในวันว่าง

ว่างตั้ง3วัน อิอิ

27.การขายต้องเร็ว ก่อนทีจะรอให้เกิดความชัดเจน
และ ต้องขาย

เมือ่หลุดแนวหนุน ที่เคยเป็น


28.ควรมีการคาดการณ์ การทำกำไร ในแต่ละ ช่วงเวลา
เช่น 1สัปดาห์ 1 เดือน 1 ไตรมาส


29.หุ้นแกว่งๆ ขายเมื่อแตะแนวต้าน
หรือขายเมื่อทะลุแนวต้าน


30.ขายเมื่อทำจุดสูงสุดใหม่


31.ขายเมือ่ขึ้นไปสูง โดยไม่มีฐานเพียงพอ


32.ขายเมื่อฐานการขึ้นหลวมๆ และต่ำกว่า เส้น ma 200 วัน

33.ในบางครั้งจะขาย เมื่อ ราคาทะลุขึ้น
โดยvol ในสัปดาห์เดียว สูงกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
_________________


34.หุ้นบางตัว หากขึ้นสูงกว่า เส้น 200วัน 70-100% ขายออกไปก่อน


35.ในช่วงหุ้นขาขึ้น หากเส้น200 วัน เริ่มมีแนวโน้มลดลง นับว่ามีสัญญาณขายออกมาแผ่วๆ(กระซิบขายแล้ว)แล้ว


36.หาก rsi ต่ำกว่า70 เป็นเหตุผลที่ต้อง ขาย ไปก่อน
_________________


37. ขายออกไปดีกว่า ถ้าราคาไม่วิ่งเลยหลายวัน







 

Create Date : 02 สิงหาคม 2548    
Last Update : 2 สิงหาคม 2548 0:53:27 น.  

1  2  3  4  
สักวันเราคงจะรู้จักกัน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สักวันเราคงจะรู้จักกัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.