STAND UP PLEASE ! ลำแข้งเค้ามีไว้ให้ยืน !
Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องเที่ยวของสาวเปลี่ยว บทที่ 4 : จ่าย 1 ได้ถึง 3

หมายเหตุ

นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นจากเรื่องจริงที่แต่งขึ้นของใครบางคน

...

“มีอะไรอีกล่ะ”

“..........”

แดนตอบกลับฉันเป็นประโยคแรก ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่ามีอารมณ์เบื่อแกมรำคาญอยู่ในนั้น จนมันทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดนิดหน่อยก่อนที่จะต้องพูดประโยคต่อไป

...

“ฉันขอถามอะไรอีกสักอย่างจะได้ไหม”

“ถามอะไร”

“แค่อยากจะให้ช่วยพูดออกมาตรงๆ น่ะ”

“เออ ได้เลย”

“ที่แดนเคยบอกเพ่ยว่า ทนมานานแล้ว หมายความว่าไง”

“อ๋อ นึกว่าอะไร หึหึ”

เสียงหัวเราะในลำคอบ่งบอกถึงความรู้สึกเย้ยหยันได้เป็นอย่างดี จนทำเอาฉันรู้สึกหวั่นใจ

...

“แน่ใจนะว่าอยากรู้จริงๆ”

“อืม......แน่ใจ”

ฉันตอบกลับแค่นั้น เพราะถึงจะรู้สึกหวั่นๆ แต่ยังไงซะก็ต้องรู้คำตอบให้ได้

...

“ก็ได้ งั้นจะบอกให้เอาบุญ ฟังแล้วอย่าร้องละกัน คงไม่รู้ตัวสินะ ว่าตัวเองน่าเบื่อแค่ไหน จะไปไหนก็ต้องโทรตาม ต้องคอยรายงานตลอด เที่ยวก็ไม่เป็น แต่งตัวก็โหลยโท่ย เชยแหลก อยู่คนเดียวก็ไม่ได้ จะเป็นจะตาย เหงาอะไรนักหนา ต้องให้ไปอยู่เป็นเพื่อน ไปโน่นไปนี่ น่าเบื่อชิบหาย"

“.........”

"คิดดูละกันว่าฉันต้องทนเธอขนาดไหน พวกเพื่อนฉันมันก็พูดกันทั้งนั้นแหละ ว่าใครได้ผู้หญิงอย่างเธอเป็นแฟน แม่ง...โคตรซวย ที่ฉันทนคบกับเธอน่ะ เพราะเห็นว่าเธอยังพอมีประโยชน์อยู่บ้างหรอก อุตส่าห์ลดตัวว่าจะยอมเป็นเพื่อนด้วย ให้ช่วยทำรายงานอะไรให้หน่อย แต่เธอกลับปฏิเสธฉัน ส่งข้อความกลับมาด่ากันซะอย่างงั้น เป็นไงล่ะ รู้ความจริงแล้ว เลิกบ้าได้ยัง แม่ง...น่ารำคาญชิบหาย”

“.........”

ฉับพลันนั้น ฉันนิ่งอึ้งในสิ่งที่เพิ่งได้ยินกับหู ฉันไม่คิดเลยว่าจะได้ยินประโยคพวกนั้นออกมาจากปากของแดน ผู้ชายที่ฉันเคยรักมากมาย ผู้ชายที่ฉันเคยทุ่มเทให้สุดหัวใจ ชั่ววูบนั้นฉันแอบคิดว่า หรือจริงๆ แล้วเป็นฉันคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้นกับเขา ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสวมบทนางเอกละครน้ำเน่าโง่ๆ ที่ถูกชายที่ตัวเองหลงรักหลอกใช้อย่างไม่ใยดี

นี่แหละความจริง ความจริงที่ฉันอยากรู้
ความจริงที่ฉันควรรู้ ความจริงที่ฉันต้องรู้

แต่ก็น่าแปลก ทั้งๆ ที่ฉันน่าจะร้องไห้ปล่อยโฮออกมา แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนตัวเองได้ปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจอะไรบางอย่างออกไปเสียจนหมดสิ้น

หรือจะเป็นอาการแบบนี้เองที่เขาเรียกกันว่า

-ตาสว่าง-

...

“อ้าว อึ้งแดกเลยเรอะ อยากให้พูดตรงๆ เองนะ ช่วยไม่ได้”

“เราเข้าใจแล้วล่ะ”

“เออ เข้าใจซะก็ดี”

“เออ แดน เรามีอะไรจะบอก”

“อะไร”

.

.

.

.

.

.

.

“พ่อมึงตาย”

“ห่ะ...”

- แกร๊ก -

...

เหมือนเขาจะพยายามพูดโต้ตอบอะไรกลับมา แต่ก็ช้าเกินกว่าที่จะพูดออกมาเป็นถ้อยคำ ฉับพลันนั้น ฉันก็ชิงวางหูซะก่อน

...

ในที่สุดมันจบลงได้เสียที ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับฉันกับเขามันจบลงจริงๆ แล้ว จบลงแบบที่ฉันไม่รู้สึกเสียใจอีกแล้วจริงๆ ฉันไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลย อุตส่าห์ทนร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญมาหลายวันหลายคืนเพื่อผู้ชายแบบนี้ มันเป็นอะไรที่โง่เง่า ปัญญาอ่อน ไร้สาระ และน่าหัวเราะสิ้นดี

...

คืนนั้นฉันนั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา กับเรื่องงี่เง่าที่มันเกิดขึ้นกับฉัน กับความทุกข์ที่มันเริ่มจะลุกลามไปยังเพื่อนๆ ของฉัน ฉันเสียคนรักไปแล้ว คนรักเลวๆ ที่ไอนิ่ม ไอหมวยเจ่อ แล้วก็ไอหมวยห้อยมันบอก และตอนนี้ฉันก็รู้สึกดีขึ้นที่ได้เสียมันไป แต่ฉันจะไม่ยอมเสียเพื่อนของฉันไปเด็ดขาด เพื่อนดีๆ ที่รักฉัน คอยเป็นห่วงเป็นใยฉันเรื่อยมา

...

ฉันโทรหาไอนิ่ม ไอหมวยเจ่อ ไอหมวยห้อย เพื่อเล่าวีรกรรมที่ฉันเพิ่งทำมาหยกๆ ให้ทุกคนฟัง พวกมันหัวเราะชอบใจกันใหญ่ เราหัวเราะให้กันทั้งน้ำตา แต่สำหรับฉันมันเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาด้วยอารมณ์ที่ต่างไปจากหลายวันที่ผ่านมา มันเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาด้วยความรู้สึกโล่งใจระคนซึ้งใจกับความรู้สึกดีๆ ที่เพื่อนแท้เท่านั้นที่จะถ่ายทอดถึงกันได้

......

สรุปได้ว่างานนี้ฉันเสียแฟนเลวๆ ไปหนึ่งคน

แต่ได้เพื่อนที่รักกันมากขึ้นกว่าเดิม.....

อีก 3 คนถ้วนๆ




 

Create Date : 19 มกราคม 2554    
Last Update : 22 มีนาคม 2554 3:52:13 น.
Counter : 247 Pageviews.  

เรื่องเที่ยวของสาวเปลี่ยว บทที่ 3 : คนที่น่าเบื่อ

หมายเหตุ

นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นจากเรื่องจริงที่แต่งขึ้นของใครบางคน

...

พอไอนิ่มมันรู้ข่าวว่าฉันส่งข้อความแบบนั้นไปหาแดน มันก็หัวเราะชอบใจ และเห็นดีเห็นงามด้วยเป็นการใหญ่ มันบอกฉันว่าอะไรๆ จะได้ชัดเจนขึ้น ดีแล้วที่ฉันตัดสินใจทำแบบนี้ เพื่อที่ฉันจะได้ไม่มีอะไรต้องลังเลและค้างคาใจอีก

ไอหมวยห้อยก็เหมือนกัน มันบอกฉันว่าถ้าเป็นมัน มันก็รับไม่ได้ ถ้าจู่ๆ แฟนมันมาบอกเลิก แล้วบอกให้เป็นเพื่อนกัน ไอหมวยห้อยมันบอกปัญญาอ่อนเกินไป ฉันเองก็เริ่มจะคล้อยตามความเห็นของไอเพื่อนสองคนนี้อยู่เหมือนกัน

และความรู้สึกของฉันก็อาจจะดีขึ้นมาบ้าง
ถ้าเพียงแต่ไม่มีข้อความจากแดนตอบกลับมาในเช้าของอีกวันหนึ่ง

...

- ก็ดี อะไรๆ มันจะได้ง่ายขึ้น ทนมานานละ น่าเบื่อชิบหาย -
แดน

...

ชิบหายแล้วไง !

ชิบหายอย่างที่แดนว่า

แต่ไม่ใช่แดนหรอกที่ชิบหาย

เป็นฉันเองที่กำลังจะชิบหาย !

พระเจ้าช่วยกล้วยปิ้ง !

...

นี่ฉันทำอะไรลงไปนี่ ฉันไม่น่าจะส่งข้อความไปว่าเขาแรงๆ แบบนั้น ตอนนี้แดนคงจะเกลียดฉันเข้าให้จริงๆ ซะแล้วล่ะ แล้วฉันจะทำอย่างไรดี ฉันไม่น่าหุนหันทำแบบนั้นกับแดนเลย เรื่องระหว่างฉันกับแดนคงจบลงเพียงเท่านี้จริงๆ แล้วสินะ เราจะไม่มีโอกาสหวนกลับมาคบกันอีกครั้งแล้วสิ ฉันทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย ทำไมฉันถึงไปพูดแรงๆ แบบนั้นกับเขา ฉันนี่มันบ้าจริงๆ ฉันกระวนกระวายใจจนน้ำตาเริ่มไหลปริ่มออกมาอีกแล้ว

...

จริงๆ แล้วลึกๆ ฉันแอบคิดอยู่ตลอดว่าเราอาจจะกลับมาคบกันได้อีก แดนคงจะให้อภัยฉัน เราคงจะกลับมารักกันได้ใหม่ ฉันแอบคิดแบบนี้อยู่ตลอด นั่นอาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้ฉันต้องทุกข์ทนและร้องไห้ไม่หยุดมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา

พอฉันโทรไปบอกไอนิ่มว่าพี่แดนส่งข้อความแบบนี้กลับมาหาฉัน มันก็บอกว่าฉันมันเป็นพวกไม่ยอมรับความจริง

...

“ฉันไม่น่าส่งข้อความแบบนั้นไปให้แดนเลย”

“แต่ฉันว่าแกทำถูกแล้วละ แล้วไอเวรนั่นก็ทำถูกแล้วที่มันส่งข้อความกลับมาให้แก”

“คราวนี้แดนคงเกลียดฉันมากแน่ๆ แล้วฉันจะทำยังไงดี แกๆ ฉันจะทำยังไง ไอนิ่ม แกช่วยฉันที”

ฉันตีโพยตีพายคร่ำครวญใส่ไอนิ่ม

“ไอเพ่ย ฉันว่าฉันนิ่มแล้วนะ แต่แกนี่นุ่มนิ่มหน่อมแน้มกว่าฉันอีก เลิกบ้าซะทีเถอะวะ”

“.......”

ช่วงท้ายประโยค ไอนิ่มเริ่มทำเสียงแข็งตะคอกใส่ฉัน

“ที่แกต้องมานั่งร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่อย่างนี้ ก็เพราะแกน่ะเป็นพวกไม่ยอมรับความจริง”

“ความจริง...ความจริงอะไร...”

“แกไม่เห็นเหรอ ที่ไอเลวนั่นมันบอกว่ามันทนมานานแล้ว น่าเบื่อ”

“.......”

“มันบอกว่าแกน่ะ น่าเบื่อ แล้วแกยังจะไปอะไรกะมันอีก”

“.......”

“ตอนแรกฉันไม่ได้คิดกับแกแบบนั้นหรอกนะ แต่ตอนนี้ฉันเริ่มคิดละ”

“คิดอะไร”

“ก็คิดว่าแกน่ะ อาจจะน่าเบื่ออย่างที่ไอเวรนั่นมันบอกไง เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญให้ไอคนเลวๆ แบบนั้นอยู่ได้”

“.......”

“หรือแกอยากเป็นคนที่น่าเบื่อ อย่างที่มันบอกจริงๆ”

“.......”

“ไอเพ่ยเอ้ย อยู่คนเดียวไม่ตายหรอกวะ แกเชื่อฉันสิ ฉันเป็นเพื่อนแกนะ"

“.......”

“แกต้องอยู่คนเดียวให้ได้สิเพ่ย ฉันเป็นห่วงแกนะ ฉันอยากเห็นแกเป็นเหมือนเดิม ฉันไม่ชอบเลยที่แกเป็นแบบนี้”

...

เหมือนว่าฉันจะได้ยินเสียงสะอื้นเล็กๆ มาตามสายโทรศัพท์ตอนที่ไอนิ่มมันพูดจบประโยคสุดท้าย ความทุกข์ของฉันตอนนี้ มันไม่ได้กลายเป็นความทุกข์ของฉันคนเดียวอีกแล้ว มันถูกส่งต่อไปให้เพื่อนเรียบร้อยแล้ว เพื่อนที่เป็นห่วงเป็นใยฉันมาตลอดต้องมาทุกข์ใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องของฉัน ฉันนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ

ฉันคิดว่าฉันควรต้องทำอะไรสักอย่าง

คืนนั้น ฉันจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์หาแดน...




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2553    
Last Update : 22 มีนาคม 2554 3:44:31 น.
Counter : 258 Pageviews.  

เรื่องเที่ยวของสาวเปลี่ยว บทที่ 2 : รักบี้

หมายเหตุ

นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นจากเรื่องจริงที่แต่งขึ้นของใครบางคน

...

- อย่าคิดมากนะเพ่ย เรายังเป็นเพื่อนกันได้ -
แดน


...

ข้อความแสดงความเป็นห่วงเป็นใยของแดนส่งตรงเข้ามาที่เครื่องโทรศัพท์ของฉันเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขาได้ทำร้ายจิตใจผู้หญิงคนหนึ่งด้วยการบอกเลิกฉันด้วยประโยคงี่เง่าและสิ้นคิดประโยคหนึ่ง คงหวังจะให้ฉันรู้สึกดีขึ้น เขาคงได้ยินจากเพื่อนๆ ของฉันว่าที่ฉันโดดเรียนไปหลายวันเพราะอะไร แต่เขาคงไม่รู้ว่าไอ้ข้อความที่เขาส่งมามันช่างไม่รู้กาละเทศะเอาเสียเลย คิดว่าฉันจะรู้สึกดีจากคำพูดพวกนี้งั้นเหรอ

“เรายังเป็นเพื่อนกันได้”

ไม่รู้ว่าเค้าใช้อะไรคิด ถึงได้คิดส่งประโยคเห่ยๆ พวกนี้มาให้ฉัน ไม่เคยดูมิวสิควีดิโอเลยหรือไง ถึงได้ไม่รู้ว่าประโยคแบบนี้มันเป็นประโยคสิ้นคิดที่ไม่เคยทำให้นางเอกมิวสิครู้สึกดีได้อยู่แล้ว สำหรับฉันแล้ว มันเหมือนเป็นประโยคที่ส่งมาซ้ำเติมกันเสียมากกว่า ใครกันจะอยากเป็นเพื่อนกับคนที่ทำร้ายจิตใจเราได้ลงคอ


ไอหมวยห้อยมันโทรมาบอกฉันว่า มันเห็นแดนไปเดินเที่ยวเกี่ยวก้อยกับยัยกุ๊บกิ๊บเด็กคณะบัญชีเมื่อวันก่อนแถวพาต้าปิ่นเกล้า แต่มันลืมบอก วันนี้มันเลยโทรมาบอก กะว่าฉันคงทำใจได้ ถ้ารู้ความจริงเรื่องความเจ้าชู้ของแดน

ไอนิ่มอีกคน โทรมาเสริมว่า มันรู้มาตั้งนานแล้วเรื่องที่แดนแอบไปคบกับยัยกุ๊บกิ๊บ แต่มันไม่อยากบอก เพราะมันกลัวว่าฉันจะคิดมาก เพราะมันเห็นฉันรักแดนมาก

จริงอย่างที่ไอนิ่มมันว่า เรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องที่มาตอกย้ำจิตใจฉันให้ช้ำหนักเข้าไปอีก แต่ไม่ใช่ช้ำใจเรื่องความเจ้าชู้ของเขาหรอกนะ จริงๆ เรื่องความเจ้าชู้ของแดน ฉันก็พอจะรู้มาอยู่บ้างหรอก แต่ฉันก็แกล้งทำเป็นไม่ค่อยจะใส่ใจไปซะอย่างนั้นเอง เพราะฉันคิดว่าคงจะมีคนมาแอบชอบเขาเยอะอยู่เหมือนกัน ก็เขาออกจะหน้าตาดี ชาติตระกูลก็ดี แถมยังเป็นที่รู้จักของสาวๆ ทั่วมหาวิทยาลัยซะขนาดนั้น


แต่ที่ทำให้ฉันช้ำใจมากก็เพราะคนที่เขาแอบคบหาอยู่ด้วยดันเป็นยัยกุ๊บกิ๊บ ที่เคยเป็นเพื่อนซี้เก่าของฉันสมัยมัธยมโน่น แต่พออยู่มหาวิทยาลัยเราก็เริ่มห่างกัน และก็กลายเป็นไม่สนิทกันไปซะอย่างนั้น คงเพราะความที่เราเรียนอยู่ต่างคณะกัน

จริงๆ ก็ไม่น่าแปลกที่แดนจะไปชอบยัยนี่ เพราะมันทั้งน่ารัก ขี้เล่น คุยเก่ง เข้ากับคนง่าย ชอบเที่ยวเตร่ไปเรื่อย แถมยังแต่งตัวซะเปรี้ยวปรี๊ดรัดติ้วเอ็กซ์แตกขนาดนั้น ไม่แปลกหรอกที่หนุ่มๆ ทั้งมหาวิทยาลัยจะสนใจมัน แต่ก่อนก็เห็นนิสัยดีอยู่หรอกนะ แต่พอตอนนี้ดันมาแย่งแฟนเพื่อนซะได้ รู้ทั้งรู้ว่าฉันคบกับแดนอยู่ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่ายัยกุ๊บกิ๊บจะทำอย่างนี้กับฉันได้ลงคอ นี่แหละที่ทำให้ฉันเจ็บใจจริงๆ มากกว่าเรื่องความเจ้าชู้ของแดนเป็นไหนๆ

แต่คิดอีกทีมันก็ดีที่ได้รู้ความจริง อย่างที่ไอหมวยเจ่อมันบอก

...

“ฉันไม่ได้จะมาปลอบแกหรอกนะ ของอย่างนี้มันต้องเจอเอง เจ็บเอง แล้วก็ทำความเข้าใจด้วยตัวแกเอง"

"ตอนนี้ต่อให้องค์ดาไลลามะมาเทศน์โปรดสรรพสัตว์ให้ฟัง แกก็ไม่หายเจ็บปวดไปได้หรอก เมื่อไหร่ที่แกตาสว่าง เมื่อนั้นแหละที่แกจะเกิดปัญญา แล้วก็จะคิดได้เอง"

"และถึงตอนนั้นความเจ็บปวดก็จะจางหายไป กลายเป็นเรื่องงี่เง่าเรื่องหนึ่งที่จะมีประโยชน์ถึงสองอย่าง อย่างแรกมันเป็นเรื่องงี่เง่าที่จะทำให้แกกลายเป็นคนที่เข้มแข็งกว่าเดิม หัวใจแกจะแข็งแรงขึ้น อย่างที่สองแกจะได้เรื่องงี่เง่าเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งในชีวิต ให้เก็บไว้หัวเราะได้ตอนแก่”

...

ไอหมวยเจ่อจัดชุดใหญ่ เพื่อหวังจะให้ฉันตื่นฟื้นจากความสิ้นหวังนี้เสียที

...

“ดูแกจะเข้าใจชีวิตดีเนาะ อกหักมากี่ครั้งแล้วล่ะ”

“5 ครั้ง”

“แล้วแกคิดแบบนี้ได้เมื่อไหร่”

“คิดได้ตั้งแต่ครั้งแรกละ”

“แสดงว่าแกร้องไห้แค่ครั้งแรกครั้งเดียว”

“เปล่า ร้องมันทั้ง 5 ครั้งนั่นแหละ หนักกว่าแกด้วย ฮ่าๆๆ”

“ไอหมวยเจ่อ ไอทุเรศ !”

...

ฉันด่ามันทั้งที่เสียงยังสะอื้นไห้ แอบเผลอหัวเราะออกมาทั้งๆ ที่คราบน้ำตายังไม่แห้งเหือดไปจากแก้มดี ฉันไม่รู้ว่าไอหมวยเจ่อมันพูดจริงหรือพูดเล่น บางทีมันอาจแค่อยากจะพูดเพื่อให้ฉันได้หัวเราะออกมาบ้าง ในช่วงเวลาที่จิตใจฉันแหลกเหลวอยู่ในขณะนี้ก็เป็นได้

...

คนนะ ! ไม่ใช่ลูกรักบี้

ทั้ง (อดีต) แฟนฉัน (แดน) และ (อดีต) เพื่อนฉัน (ยัยกุ๊บกิ๊บ) ต่างก็รุมสกรัมเข้ามาทำร้ายจิตใจฉัน ทำเหมือนกับฉันเป็นลูกรักบี้ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยเพราะความรักของฉันตอนนี้มันก็บุบบิบบู้บี้

พอที่จะเรียกให้สั้นว่า “รักบี้” น่าจะได้อยู่

ฉันทั้งเจ็บใจ ทั้งเสียใจ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ สำหรับพวกเขา ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งละอาย ฉันมองเห็นภาพแดนและยัยกุ๊บกิ๊บกำลังหัวเราะต่อกระซิกกัน เย้ยหยันคนโง่อย่างฉัน เออดี หัวเราะกันเข้าไป หัวเราะกันซะให้พอ ทำไมฉันจะต้องไปแคร์อะไรกับคนพวกนี้ด้วย ก็แค่คนที่ไม่ได้หวังดีกับเรา คนที่อยากจะทำร้ายจิตใจเรา ร้องไห้ให้เขาไปก็ไม่มีความหมายอะไร ชายโฉดหญิงชั่ว สมควรประณามมากกว่า ทำไมฉันจะต้องทุกข์ใจเพราะคนพวกนี้ด้วย

...

ชั่ววูบความคิด ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
กดพิมพ์ข้อความบางอย่างส่งไปถึงแดน

...

- ขอโทษนะ ฉันคงเป็นเพื่อนกับเธอไม่ได้
เพราะฉันคงดีเกินไปสำหรับเธอ
ส่วนเธอ...ก็เลวเกินไปสำหรับฉัน -
เพ่ย




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2553    
Last Update : 22 มีนาคม 2554 3:37:31 น.
Counter : 249 Pageviews.  

เรื่องเที่ยวของสาวเปลี่ยว บทที่ 1 : โคตรเจ็บ

หมายเหตุ

นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นจากเรื่องจริงที่แต่งขึ้นของใครบางคน

...

“เพ่ย เราเลิกกันเถอะ”

...

“หาาา ว่าไงนะ”

“คือ...เราว่า เพ่ยอ่ะ...”

น้ำเสียงของแดนอึกอักเล็กน้อย คงเพราะอึดอัดที่ต้องพูดประโยคบางอย่างที่เขาฝืนใจให้ฉันฟัง

“แดนพูดอะไรอ่ะ เราทำอะไรผิดงั้นเหรอ”

“.......”

แดนเงียบไปสักพักก่อนที่จะหลบสายตาฉันไปทางอื่น แล้วพูดออกมา

“คือเพ่ยอ่ะ...ดีเกินไป...สำหรับเรา”

“ดี-เกิน-ไป !”

ฉันทวนคำของแดนเน้นๆ อีกครั้งแบบงงๆ

“ขอโทษทีนะ แต่เพ่ยอย่าเสียเวลากับเราเลย”

“.......”

ฉันพูดอะไรไม่ออก

“เราว่านะ คนดีๆ อย่างเพ่ยน่ะ ต้องเจอคนที่ดีกว่าเราแน่”

“.......”

มันเกิดอะไรขึ้น

“เพ่ยอย่าคิดมากเลยนะ”

“.......”


ดีเกินไป...ดีเกินไป...ดีเกินไป...


ฉันนั่งคุดคู้อิงขอบประตูระเบียง พลางทวนประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่คนเดียวในห้องนอน สายตาเหม่อมองออกไปด้านนอกอย่างไร้จุดหมาย สมองของฉันว่างเปล่า เบาโหวง และกลวงโบ๋กว่าปกติมาก ถึงตอนนี้แม้แต่ขี้เลื่อยที่เคยเข้ามาขอพักอาศัยอยู่ด้วย ก็คงพากันอพยพหนีหายกันไปหมดแล้ว

“ดีเกินไป”

ประโยคนี้ของเขาตัดขาดความสัมพันธ์สองปี ยี่สิบสี่วัน กับอีกเจ็ดชั่วโมงสามสิบสองนาทีลงหมดสิ้น นับจากนี้ไปเขากับฉันคงเป็นได้แค่คนรู้จัก ไม่สิ คนแปลกหน้ามากกว่า แล้วฉันจะทำยัง ฉันจะอยู่ได้ยังไง ถ้ายังต้องเจอเขาอยู่ทุกวัน ในรูปแบบความสัมพันธ์ที่มันคงไม่เหมือนเก่าอีกต่อไป เราจะทักกันอย่างไร จะคุยกันแบบไหน จะมองหน้ากันได้สนิทใจยังงั้นเหรอ โอเค เขาอาจจะทำได้ แต่สำหรับฉันมันเป็นไปไม่ได้แน่


แบบนี้สินะที่เขาเรียกกันว่าอกหัก

ฉันเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าอาการมันรุนแรงและสาหัสถึงเพียงนี้ จำได้ว่าครั้งนึงฉันเคยไปปลอบใจไอหมวยเจ่อ (เพื่อนเรียกมันว่าหมวยเจ่อ มันบอกปากมันเจ่อเหมือนแองเจลิน่า โจลี่ แต่เพื่อนบอกว่าเหมือนผีน้อยคิวทาโร่มากกว่า ส่วนเพื่อนอีกคนชื่อหมวยห้อย คงรู้นะว่าทำไม)

ตอนนั้นไอหมวยเจ่อมันเพิ่งโดนแฟนทิ้ง ฉันเลยพยายามหาคำพูดปลอบใจมันไปว่าอกหักเรื่องเล็ก อกเล็กเรื่องใหญ่ ตั้งใจจะให้มันขำ มันหันมามองฉันช้าๆ ด้วยสายตาลอยๆ และขอร้องฉันว่าอย่าเพิ่งมาตลกตอนนี้ มันบอกมันยังไม่อยากขำ และบอกฉันว่าช่วยไปให้พ้นหน้าที มันอยากอยู่คนเดียว มันแค่อยากร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไห้อยู่คนเดียวอย่างนี้ มันบอกว่าถ้าอยากขำเมื่อไหร่มันจะโทรบอกเอง ว่าแล้วมันก็ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอยู่อย่างนั้น ทำตัวเหมือนนางเอกมิวสิกวิดิโอทั้งวันทั้งคืน


ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าเวลาอกหักมันเป็นยังไง

มองไปทางไหนมันก็มีแต่ความเศร้า มันขำอะไรไม่ออกจริงๆ

ขนาดว่าเอาวีซีดีตลกคณะที่ฉันเคยโปรดปรานมากอย่างวงของน้าดอน จมูกบาน ที่ปกติดูกี่ทีก็ขี้แตกขี้แตนทุกที (หมายถึงขำมาก ไม่ใช่จะขี้แตกจริงๆ นะ) แต่มาคราวนี้น้าดอนยิงมากี่มุก ฉันก็ขำไม่ออกเลยจริงๆ

ยิ่งเห็นฉากที่เค้าเอาถาดมาตีกบาลเล่นกัน ฉันยิ่งอยากร้องไห้ ฉันมองเห็นตัวเองกำลังโดนแดนเอาถาดใบนั้นมาตีที่หัวฉันแล้วยิ้มให้ แดนตีที ก็ยิ้มให้ที ตีอีกก็ยิ้มให้อีก แดนเอาถาดตีกบาลฉันซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น บนถาดที่แดนกำลังเอามาฟาดกบาลฉันอยู่มีประโยคสั้นๆ เขียนเอาไว้

“ดีเกินไป”

ฉันได้แต่ยืนร้องไห้ขี้โมกโป่งอย่างเดียวเลย


สามวันมาแล้วที่ฉันได้แต่นั่งๆ นอนๆ ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ฉันจ้องมองดูตัวเองในกระจก ดูสิ สภาพฉันตอนนี้ ไม่ๆ ใช้คำว่าสารรูปดูจะเหมาะกว่า ตอนนี้สารรูปของฉันดูทุเรศทุรังเหลือเกิน ผมเผ้ารุงรัง ชอบตาบวมเป่ง รู้สึกเลยว่าร่างกายมันเปลี่ยนไป แค่จะนอนให้หลับเหมือนเก่า กินข้าวให้ลงเหมือนก่อน ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

คงจะมีเพียงอย่างเดียวที่ร่างกายของฉันสามารถที่จะทำได้ในตอนนี้

ก็คือการร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไห้

ร้องให้น้ำตามันหมดไปเอง

ความเจ็บช้ำในใจนี่มันทรมานหนักหนาสาหัสเหลือเกิน ช้ำในยังกินยาได้ กินใบบัวบกยังหายได้ แต่ช้ำใจนี่สิ ทำอะไรก็ไม่ได้ กินยาอะไรก็ไม่หาย


ฉันเคยไปเซ็นต์ชื่อแสดงเจตน์จำนงในการบริจาคหัวใจเอาไว้ที่สภากาชาด แล้วถ้าหัวใจมันช้ำขนาดนี้ ไม่รู้ว่าคุณหมอยังจะมีแก่ใจเอามันไปใช้งานอยู่อีกรึเปล่า ฉันไม่แน่ใจ

ถ้าหมอมาผ่าตัดซี่โครงฉันแล้วแยกมันออกมาดู เขาคงนึกรังเกียจอยู่ในใจที่เห็นมันช้ำในบวมเป่งขนาดนั้น ดีไม่ดี อาจเน่าถึงขนาดใช้การอะไรไม่ได้ จนต้องโยนให้สุนัขรับประทาน

มันเป็นเรื่องเจ็บปวดที่เหลือเชื่อ เมื่อใครคนหนึ่งพยายามทำดีทุกอย่างเพื่อใครอีกคนหนึ่งที่เคยรักสุดหัวใจ แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้ทุ่มเททำลงไป มันกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าและสูญเปล่า มันกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย มันกลายเป็นความซ้ำซากจำเจสำหรับเขา สิ่งที่เราพยายามทำมาตลอดเพื่อคนที่เรารัก มันสะท้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจเราเอง มันกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้แดนบอกเลิกกับฉัน

มันเจ็บ มันปวด มันหดหู่ มันสิ้นหวัง มันว้าเหว่ มันไร้ค่า มันทรมาน

มัน...มัน...

มันโคตรเจ็บ !




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2553    
Last Update : 22 มีนาคม 2554 3:16:50 น.
Counter : 220 Pageviews.  


standupplease
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีที่ได้รู้จัก ตามสบายนะ ขอโทษที ห้องรกไปหน่อย เชิญนั่งก่อนดีกว่า หิวมั้ย กินอะไรมารึยัง
New Comments
Friends' blogs
[Add standupplease's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.