STAND UP PLEASE ! ลำแข้งเค้ามีไว้ให้ยืน !
Group Blog
 
All blogs
 

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 14 : ยังอยู่ใช่ไหม ?

ค่ำนี้นูมะซังมีนัดกับทามะซัง

นูมะซังถามว่าอยากไปด้วยกันไหม แน่นอนเราอยากไปอยู่แล้ว

ทามะซังเป็นเพื่อนนูมะซัง

เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่มาตั้งแต่สมัยยังวัยรุ่นนู้น

กะคร่าวๆ เอาว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 30 ปี

หูย...นานน่าดู คบกันมาตั้งแต่เรายังไม่เกิดนู่นแน่ะ

แล้ววันนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่เพื่อนรักจะได้เจอกันอีกครั้งในรอบหลายปี

คนเราพอโตขึ้นก็แบบนี้ มีเวลาให้กับเพื่อนรักน้อยลง

หวังว่าการเจอกันในคืนนี้ คงหายคิดถึงกันได้พอประมาณ

.......

เราไปเจอทามะซังที่ Koenji

ในระแวก Koenji เต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านกินดื่มข้างทางตลอดริมทางเดิน โดยมากมักเป็นร้านที่ดูเรียบง่าย ไม่หวือหวา หลายๆ ร้านมีการเอาโต๊ะกับเก้าอี้ออกมาตั้งให้ลูกค้านั่งทานกันอยู่หน้าร้าน บางร้านเอาลังเบียร์มาเรียงต่อกันเป็นโต๊ะให้ลูกค้านั่ง ดูเก๋ดี ขายแบบกันเองระหว่างเจ้าของกับลูกค้า มีมาชวนคุยนั่นนี่กันบ้างเพื่อสร้างไมตรี ซึ่งก็ดูเป็นอะไรที่น่ารักดี
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คงประมาณเป็นร้านกินดื่มแบบบ้านๆ อะไรทำนองนั้น



เคยไหมไปนั่งกินเหล้าในร้านส้มตำบ้านๆ บางทีก็มีมานั่งโม้นั่งเมาท์เมามันกับลูกค้าบ้าง

แม่ค้าตำไปก็เมาท์ไป ลูกค้าเมาไปก็เมาท์ไป

บางทีไม่ได้ติดใจส้มตำ แต่ติดใจคนขาย เพราะเมาท์กันกระจาย เลยทำให้ต้องมาบ่อยๆ

อะไรทำนองนั้น

......

นอกจากร้านกินดื่มมากมายที่อัดตัวกันอยู่ในระแวกนี้แล้ว Koenji ยังเต็มไปด้วยร้านขายเสื้อผ้ามือสองของเหล่าบรรดานักช้อปของไม่โหลทั้งหลายในโตเกียว

มีทั้งของจากทางฝั่งยุโรป อเมริกา เกาหลี เนปาล

แต่โดยมากมักจะเป็นของในญี่ปุ่นเองนี่แหละ

คนญี่ปุ่นหลายคนบอกเราว่าราคาของมือสองในญี่ปุ่นจะค่อนข้างแพง

เราถามว่าทำไมถึงแพง

บางคนให้ความเห็น เพราะนั่นหมายความว่ามันจะหาไม่ได้อีกแล้ว

มันก็เลยควรจะแพง

ส่วนตัวเราไม่ชอบช้อปปิ้งอยู่แล้ว แต่ก็มีเฉียดๆ เดินไปดูบ้าง

ก็เห็นว่ามีทั้งแพงทั้งถูก

บางอย่างก็แพงเว่อร์ บางอย่างก็ถูกเว่อร์

เอาเป็นว่าตาดีได้ตาร้ายเสียก็แล้วกัน

......

เราไปถึงก่อนเวลานัด 1 ชั่วโมง

เพราะนูมะซังอยากจะเดินชมอะไรรอบๆ นี้ก่อน

นูมะซังบอกว่า สมัยก่อนเคยมาอาศัยอยู่แถบนี้ ทำงานอยู่แถบนี้

ใช้ชีวิตอยู่แถบนี้

ไม่ต่ำกว่า 30 ปีที่แล้ว

วันนี้นูมะซังอยากมาทบทวนความหลัง

......

ก่อนมาโตเกียวเราก็เพิ่งไปทบทวนความหลังมา

ที่โรงเรียนเก่าสมัยเรียนมัธยมที่ต่างจังหวัด

คุณครูหลายคนที่เรารู้จักหายหน้าหายตาไปเกินกว่าครึ่ง

บ้างก็เกษียร บ้างก็ย้ายโรงเรียน บ้างก็เปลี่ยนหน้าที่การงานไป

ยังดีว่ามีคุณครูบางท่านยังจำนักเรียนหัวขี้เลื่อยคนนี้ได้

เลยทำให้เรามีเรื่องเมาท์กันบ้างถึงความหลัง

สมัยที่ยังใส่ขาสั้นไปไหนมาไหน

ทีตอนนั้นละก็อยากใส่นักไอ้กางเกงขายาว

เห็นผู้ใหญ่เค้าใส่กันแล้วมันเท่เหลือใจ

พอถึงคราวที่ต้องใส่เองบ้าง กลับรู้สึกเบื่อหน่าย

เพราะกางเกงขายาวมันเดินไม่สบาย

ไม่เหมือนกางเกงนักเรียนที่ใส่ไปไหนมาไหนก็ได้

ใส่ไปเรียนก็ได้

ใส่ไปเที่ยวก็ได้

ใส่เตะบอลก็ได้

ใส่จีบสาวก็ได้

ใส่นอนก็สบาย

......

คิดถึงกางเกงขาสั้นสีดำตัวนั้น

……

กลับจากโรงเรียนคราวนั้นเลยลองไปค้นดูในตู้เสื้อผ้าเก่า

“ยังอยู่จริงๆ ด้วย”

......

กางเกงนักเรียนตัวเก่าที่เคยใส่ครั้งสุดท้าย

อายุของมันไม่น่าจะต่ำกว่า 10 ปีที่แล้ว

คืนนั้นเลยหยิบเอามาลองสวมดูอีกครั้ง

แม้ว่าจะแน่นพุงไปนิด

แต่ก็ยังพอติดตะขอได้มิดอยู่

เพิ่งรู้ว่ากางเกงนักเรียนตัวนั้นมีคุณสมบัติเหมือนอัลบั้มรวมรูปถ่าย

ทันทีที่ใส่ภาพทรงจำเก่าๆ ก็ลอยผุดเข้ามาในหัว

นานๆ ได้รู้สึกแบบนี้บ้างก็ดี

.....

เพราะมันทำให้ใจชื้น

……

......

นูมะซังมา Koenji คราวนี้ นอกจากจะอยากเจอเพื่อนเก่าแล้ว

ยังมีอะไรเก่าๆ อีกอย่างที่อยากเจอ

อะไรเก่าๆ ที่เราเรียกกันว่า

ความทรงจำ

……

นูมะซังพาเราเดินเข้าออกซอยนั้น ทะลุซอยนี้ อย่างกับว่าตัวเองเป็นคนแถวนี้ยังไงยังงั้น



“ก็เป็นคนแถวนี้น่ะสิ” (นูมะซังบอก)

“เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ผมเคยทำงานอยู่แถวนี้”

“ทำงานอยู่ Sento” (โรงอาบน้ำสาธารณะแบบญี่ปุ่น)

นูมะซังบอกว่าบรรยากาศแถวนี้เปลี่ยนแปลงไปบ้างพอสมควร จนทำให้สับสนทางบ้างนิดหน่อย

นูมะซังพาเดินไปดูโรงอาบน้ำที่เคยทำงาน แต่ตอนนี้กลายเป็นบ้านหลังใหญ่
ของใครบางคนไปแล้ว

ร้านค้าและอาหารที่นูมะซังบอกว่า เคยแวะเข้ามาทานบ่อยๆ ก็หายไปเกือบหมด

ยังดีว่ามีราเมนอยู่ร้านหนึ่งใกล้ๆ สถานี ที่ยังเปิดให้บริการ

เป็นร้านราเมนเล็กๆ ที่สภาพยังคงเหมือนเก่า

"ยังอยู่จริงๆ ด้วย"

......

นูมะซังว่าราเมนร้านนี้ เป็นร้านที่เคยเข้ามาทานเกือบทุกวัน เพราะมันถูกที่สุด
แล้วในตอนนั้น

ว่าแล้วก็เดินเข้าไปด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าร้าน

แอบมองผ่านกระจกหน้าร้านอยู่พักใหญ่ แล้วจึงผละออกมา

ถามนูมะซังว่าอยากเข้าไปนั่งทานไหม

นูมะซังบอกไม่เป็นไร แค่อยากดูให้รู้ว่ายังอยู่ไหม



“แล้วยังอยู่ไหม ?” เราถาม

นูมะซังพยักหน้ารับแทนคำตอบแล้วเดินจากมา

……

พร้อมกับอมยิ้มบนใบหน้า

......




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2553    
Last Update : 17 มกราคม 2554 22:20:22 น.
Counter : 691 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 13 : Make Laugh Not War

ภายหลังจากที่ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคสมัยเมจิ ถนนสายนี้ก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ไม่ใช่สินะ ต้องบอกว่าคึกคักยิ่งกว่าเก่า เพราะไม่เพียงแต่โรงละครคาบุกิ ยังมีโรงหนัง โรงละคร โรงโชว์คาบาเร่ย์ของบรรดาสาวเซ็กซี่ โรงละครปาหี่ โรงละครสัตว์ โรงโชว์มายากล โรงโอเปร่า โรงนิทาน

และอีกมากมายหลายโรง !

หมายถึงโรงมหรสพนะ

……

แถมยังพรั่งพร้อมไปด้วยไปด้วยร้านอาหารและร้านค้าอีกมากมายหลายรูปแบบ

รวมไปถึงโรงน้ำชา !

ได้ยินคำว่าโรงน้ำชาทีไร กระหายทุกที

อยากดื่มน้ำชา

^^!

……

กว่า 100 ผ่านไป ถนน Asakusa Rokku ก็ยังคงให้ความบันเทิงกับเหล่าคนญี่ปุ่นทุกชนชั้นอยู่อย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่ทำให้พื้นที่หลายส่วนในแถบนี้ถูกทำลายเสียหายย่อยยับ

……

แล้วรอยยิ้มและเสียงหัวเราะบนถนนเส้นนี้ก็เงียบหายไปอีกครั้ง

……

อย่างไรก็ดี ภายหลังสงคราม Asakusa Rokku ก็ได้รับการพื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่บ้าง

แต่ความบันเทิงบนถนนเส้นนี้ยังคงอยู่

……

และเสียงหัวเราะยังคงไม่จางหายไปจากถนนเส้นนี้

……

โดยเฉพาะการมีบทบาทเป็นถนนสายสำคัญ ของบรรดานักแสดงตลกชั้นนำทั้งหลายในญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคบุกเบิกจนถึงยุคปัจจุบัน

เอาที่ดังๆ ก็ลุงบีท ทาเคชิ คิตาโน่ นั่นไง

สมัยที่ยังไม่ดัง แกเคยมาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดอยู่ในโรงโชว์ตลกอยู่แถวนี้ด้วยเหมือนกัน

จำลุงบีทได้ไหม ?

จำไม่ได้เหรอ ?

ก็คนที่เป็นเจ้าของปราสาททาเคชิในรายการโหด มันส์ ฮา สมัยเมื่อก่อนนู้นน่ะ

ตอนนี้แกกลายเป็นผู้กำกับและนักแสดงรุ่นใหญ่ไปแล้ว

……

ถึงเราจะไม่ใช่เซียนหนัง แต่ก็เคยดูหนังของแกบ้าง

หนังของแกจะมีจังหวะเฉพาะตัวอยู่อย่างคือ

อาการขำนิ่ง !

คือ ขำใน Acting นิ่งๆ และหน้าตายของนักแสดงในเรื่อง

แรกๆ ดูอาจจะไม่ขำ แต่พอจับจังหวะหนังของแกได้แล้ว

จะขำจนนิ่งไม่อยู่ !

……

ขอเป็นหน้าม้าให้หนังของแกสักเรื่อง

หนังที่เราชอบที่สุดของแกคือหนังปี 1994

เรื่อง Getting Any ?



ลุงบีทแกรับบทเป็นนักวิทยาศาสตร์เพี้ยนๆ ที่ผลิตสิ่งประดิษฐ์เพี้ยนๆ เพื่อช่วยเหลือชายคนหนึ่งที่ต้องการจะหาสาวสักคนมาแนบกาย

เนื้อเรื่องไม่รู้จะเล่ายังไง เพราะมันบ้าบอมากๆ

และออกจะทะลึ่งตึงตังนิดนึง

แต่ขำสุดๆ

......

ยังมีนักแสดงตลกชั้นนำอีกมากมาย ซึ่งเราคนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยนัก แต่ก็อาจจะพอคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ถ้าจะให้เทียบกับบ้านเรา ก็คงคล้ายๆ วิลล่าคาเฟ่ของเฮียบุญเลี้ยงสมัยก่อน ที่ตอนนี้บรรดาตลกหลายต่อหลายคนในยุคนั้น ดังล้ำหน้ากว่าดารานักแสดงนำจริงๆ หลายๆ คนซะอีก

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเปิดทีวีไปช่องไหน ช่วงเวลาไหน เป็นต้องเจอตลกอยู่ในนั้น
ไม่เฉพาะแต่เมืองไทย ญี่ปุ่นก็เหมือนกัน ฝรั่งก็ด้วย

......

นั่นแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะชาติไหนๆ

ก็ชอบที่จะหัวเราะด้วยกันทั้งนั้น

......

โรงภาพยนตร์มากมายที่เปิดให้บริการอยู่ในย่านนี้



โรงภาพยนตร์แห่งแรกในญี่ปุ่นก็เปิดเป็นครั้งแรกในย่านนี้เช่นเดียวกัน



ส่วนใหญ่หนังที่ฉายอยู่ในย่านนี้ ก็มักจะเป็นหนังเก่าๆ รุ่นโอจิซังยังเฟี้ยว



อย่างตอนนี้โปรแกรมที่ฉายอยู่ ที่เราคนไทยน่าจะคุ้นๆ กัน ก็เรื่องซามูไรพ่อลูกอ่อนนั่นไง

น่าตีตั๋วเข้าไปดูเนาะ



นอกจากหนังเก่าๆ ที่เข้าฉายทั่วไปอยู่ในย่านนี้แล้ว

ก็มีเป็นจำพวกหนังอาร์ต



อูย...อาร์ตมากๆ !?!

......

เป็นหนังอาร์ตที่ผู้ปกครองควรพิจารณา

น่าตีตั๋วเข้าไปดูเนาะ ^^!

......

เลยมาอีกหน่อย เป็น Strip Theater

หรือโรงโชว์ระบำเปลื้องผ้า อะไรทำนองนั้น



ที่น่าสนใจอยู่ตรงค่าบริการ

6,000 เยน สำหรับคุณผู้ชายทั้งหลาย

ส่วน 4,000 เยน เป็นราคาพิเศษสำหรับนักเรียนหญิง

และคนชรา !

ฮืมมมมมมมม......



ไม่ต้องคิดมาก

มันเป็นโชว์แบบอาร์ตๆ น่ะ

น่าตีตั๋วเข้าไปดู (อีกแล้ว) ^^!

......

ตรงหัวมุมถนน เป็นที่ตั้งของโรงโชว์ตลก Toyokan

Toyokan เป็นเหมือนโรงโชว์สำหรับนักพูดเรื่องตลก นักเล่าเรื่องขำขัน ประมาณเดี่ยวไมโครโฟนอะไรทำนองนั้น



สมัยที่ลุงบีทแกยังไม่ดัง แกก็เคยมาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดของที่นี่เหมือนกัน

พนักงานทำความสะอาด

Cleaning Staff !

โอ้ว อาชีพเดียวกันกับเราตอนนี้เลย น่าปลื้มใจจริงๆ T T



ส่วนตรงนี้ลานเกียรติยศ สำหรับเหล่าบรรดาศิลปินนักแสดงตลกชื่อดังในญี่ปุ่น ที่มาร่วมกันประทับฝ่ามือไว้เป็นอนุสรณ์สถานอยู่ในแดนดินถิ่นตลกแห่งนี้



เหล่าบรรดาแฟนคลับรุ่นคุณป้า จูงมือกันมาร่วมไว้อาลัยในวันครบรอบของศิลปินตลกบางท่านที่ล่วงลับ



อันนี้เป็นฝ่ามือของลุงบีท หนึ่งในตำนานที่ยังมีชีวิตในวงการตลกของญี่ปุ่น



อย่างที่บอกว่าแถบนี้เป็นถิ่นตลก เลยมีสูทแบบที่ตลกเค้าชอบใส่กัน วางขายอยู่หลายร้าน



ตลกดี เราชอบ น่าใส่ไปสมัครงาน ^^!




ใกล้ๆ กันเป็นสวนสนุกเล็กๆ ชื่อ Hanayashiki



ถึงจะเป็นแค่สวนสนุกเล็กๆ แต่ก็มีความสำคัญพอที่จะแนะนำ เพราะที่นี่ถือเป็นสวนสนุกที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

เปิดให้บริการครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ.1853



กล่าวกันว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของการเปิดให้บริการสวนสนุกแห่งนี้ ด้วยหวังจะเยียวยาจิตใจของบรรดาเด็กๆ ให้กลับสดใสขึ้นอีกครั้ง ภายหลังจากที่สงครามทำให้พวกเด็กๆ ต้องหมองหม่นไปไม่แพ้พวกผู้ใหญ่



......

......


ครั้งหนึ่ง สงครามเคยทำให้เสียงหัวเราะบนถนนเส้นนี้เงียบหายไป

แต่เพราะ "เรา" ยังคงต้องการเสียงหัวเราะมาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต

Asakusa Rokku จึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ใหม่

......

"เรา" หมายถึง มนุษย์ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้

......

เราไม่ชอบสงคราม

เราชอบเสียงหัวเราะ

......

คำฝรั่งเค้าแนะนำว่าให้

Make Love Not War

……

ในกรณีที่ไม่มี Love ให้ Make

ก็ Make Laugh แทนก็ได้

.......

Make Laugh Not War !

ดีกว่าเนาะ




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2553    
Last Update : 3 ธันวาคม 2553 21:19:23 น.
Counter : 594 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 12 : เสียงหัวเราะบนถนนสายที่ 6

หลังจากเมามันกันมาพอสมควร

เมา (เบียร์) มัน (ไส้หมู)

ก็ได้เวลาเดินให้กระเพาะย่อย

ทาคาโกะบอกว่าไม่ใช่แต่ตัววัดเซนโซจิที่น่าสนใจ

แต่แถวๆ วัดก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

.....



……

ทาคาโกะชวนไปเดินเล่นแถวๆ ถนน Asakusa Rokku หรือ Asaskusa Sixth

ถนนสายนี้เป็นเหมือนบรอดเวย์แห่งความบันเทิงของชาวโตเกียวในยุคแรกเริ่ม

ในยุคที่โตเกียวยังไม่เป็นโตเกียว

(ก่อนจะเข้าสู่ยุคเมจิ ตอนนั้นโตเกียวยังใช้ชื่อเอโดะอยู่)

……

ครั้งหนึ่งในยุคสมัยที่เอโดะ (หรือโตเกียวในปัจจุบัน) ยังถูกปกครองโดยโชกุนในตระกูล Tokugawa ถนนสายบรอดเวย์แห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยโรงละครคาบุกิ ในยุคนั้นกลุ่มขุนนางในตระกูล Tokugawa มองว่าศูนย์รวมความบันเทิงของชนชั้นสามัญในแทบนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ไร้อารยะ ขัดต่อศีลธรรม และภาพลักษณ์อันดีงามของสังคมและประเทศ

คล้ายๆ กับที่ครั้งหนึ่ง คนไทยเคยมองบรรดานักแสดงที่ขายความบันเทิงเหล่านี้ว่าเป็นพวกเต้นกินรำกินอะไรประมาณนั้น

ในช่วงปี ค.ศ. 1841 บรรดาขุนนางที่เคร่งครัดในกฎระเบียบแห่งตระกูล Tokugawa จึงได้มีความพยายามที่จะขจัดโรงละครและกิจกรรมบันเทิงใน
แทบนี้ไปให้พ้นเมืองเอโดะเสีย

......

ในหนังเรื่อง Warai No Daigaku หนังปี 2004 ของผู้กำกับ Mamoru Hoshi
พ่วงมาด้วยผู้กำกับคนโปรดของเราคือน้า Koki Mitani
^^!

เรื่องนี้แกไม่ได้กำกับ แต่แกเขียนบทให้



……

ใครที่เคยดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง Warai No Daigaku

หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า University of Laugh

น่าจะพอเห็นภาพของการจำกัดเสรีภาพ ริดลอนสิทธิ และวิจารณญาณของชาวญี่ปุ่นยุคหนึ่งได้ชัดเจนพอสมควร

เป็นเสรีภาพแห่งความบันเทิงและเสียงหัวเราะ !

......

เนื้อเรื่องจะว่าด้วยเรื่องของเจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่คอยตรวจตรางานเขียนทุกประเภท ก่อนที่จะมีการนำออกเผยแพร่ทุกรูปแบบ

เรียกง่ายๆ ว่ากองเซ็นเซอร์ !

(ไม่รู้จะเรียกว่าไงดี ขอเรียกแบบนี้แล้วกัน) ^^!

……

คุณพี่กองเซ็นเซอร์คนนี้ (รับบทโดย Kochi Yakusho) แกจะทำหน้านิ่วคิ้ว
ขมวดทั้งวัน คอยทำหน้าที่ตรวจตรางานทุกชิ้น ทุกประเภท และทุกรูปแบบ

ในทุกตัวอักษร !

บรรทัดไหนที่ไม่ผ่านมาตรฐานของพี่คนนี้ แกก็จะเอาปากกาสีแดงขีดฆ่าเอาไว้ แล้วให้เจ้าของงานไปแก้ไขมาใหม่

ซึ่งงานส่วนใหญ่ที่ผ่านสายตาแกไปมักจะไม่ผ่าน และจะต้องนำไปแก้ไขหากต้องการที่จะนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน

ไม่ใช่ให้แก้แค่ครั้งเดียว แต่ให้แก้หลายครั้งหลายครา จนทำเอาหลายคนถอดใจไป

ผ่านมาถึงหนุ่มคนหนึ่ง ที่เป็นนักเขียนบทละครตลกให้คณะตลกแห่งหนึ่ง

และการมาถึงของหนุ่มคนนี้ ก็ทำให้ความรู้สึกของคุณพี่กองเซ็นเซอร์คนนี้ที่มีต่อศิลปะบันเทิงได้เปลี่ยนแปลงไป

ขออนุญาตไม่สปอยด์ เผื่อว่าใครอยากไปหามาดู

……

ฟังดูเผินๆ เหมือนเป็นหนังเครียด แต่แท้จริงแล้ว

มันคือหนังตลก !

......

Warai No Daigaku หรือ University of Laugh

หนังปี 2004 ของผู้กำกับ Mamoru Hoshi

พ่วงมาด้วยผู้กำกับคนโปรดของเรา น้า Koki Mitani ^^!

แต่เรื่องนี้น้าแกไม่ได้กำกับเอง แกแค่เขียนบทให้

......

ความเจ๋งอีกอย่างของหนังเรื่องนี้ก็คือ การใช้นักแสดงหลักเพียง 2 คนในการดำเนินเรื่อง

และกว่า 90% ของเนื้อเรื่อง เกิดขึ้นภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ

ที่มีเพียงโต๊ะกับเก้าอี้แค่ 2 ตัว !

......

แต่ตัวหนังกลับทำได้สนุกมากมาย ซึ่งก็ต้องยกเครดิตให้มือเขียนบทเรื่องนี้ คือคุณน้า Koki Mitani ไปเต็มๆ

เราดูหนังของแกมาทุกเรื่องเท่าที่จะหาได้ ขอบอกว่ายังไม่เจอเรื่องไหนที่ไม่
สนุก

เรื่องดังๆ ของแกก็อย่าง Rajio No Jikan หนังปี 1997 หนังเรื่องแรกที่น้าแกกำกับ

ว่าด้วยเรื่องวายป่วงของเบื้องหลังละครวิทยุในห้องส่งแห่งหนึ่ง

หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Welcome Back, Mr.McDonold

คุ้นๆ กันไหม



.....

แนะนำว่าควรดู สำหรับใครที่ชอบหนังในตระกูล Feel Good !

แล้วจะรู้ว่าเสียงหัวเราะ

.

มันสวยงามอย่างไร

.
......

แต่อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดถนนบรอดเวย์สายคาบุกิแห่งนี้ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ภายหลังจากที่ระบอบการปกครองในระบอบศักดินาและโชกุนใน
ตระกูล Tokugawa ถูกล้มล้างไป พร้อมๆ กับยุคสมัยแห่งเอโดะ

ตั้งแต่นั้นญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคการปกครองโดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นประมุข พร้อมๆ กับการสถาปนาเมืองหลวงขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1869

จาก เอโดะ (Edo) ก็กลายเป็น โตเกียว (Tokyo)

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

......

นิทานเอโดะก็จบลงเพียงเท่านั้น

ส่วนที่ยังไม่จบคือนิทานแห่งถนนสายบรอดเวย์ Asakusa Rokku

ความบันเทิงของจริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นนับจากนี้ !




 

Create Date : 30 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 1 ธันวาคม 2553 21:13:13 น.
Counter : 534 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 11 : กินเบียร์ดีกว่า ไม่ต้องเคี้ยว

ทาคาโกะยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงมาเลย

เราเลยชวนกันไปหาอะไรกินแถวๆ นี้

แถวๆ นี้คือ แถวๆ วัดเซนโซจิ

ทาคาโกะบอกว่าไม่ได้มาแถวนี้นานมากแล้ว



ทาคาโกะบอกว่าบรรยากาศแถวนี้เปลี่ยนไปนิดหน่อย ซึ่งก็เป็นเพราะร้านรวงต่างๆ ที่เปิดใหม่ ทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านขายขนมต่างๆ สลับสับเปลี่ยนกับร้านเก่าๆ บางร้านที่หายไป

แต่โดยรวมแล้วก็ยังคงเหมือนเก่า

ยังมีกลิ่นไอของอดีตคุกรุ่นอยู่เต็มเปี่ยม

ทาคาโกะพูดเหมือนกับนูมะซังเปี๊ยบ

……

เลยจากตัววัดไปไม่ไกล บนถนนสายที่เต็มไปด้วยร้านอิซากายะ หรือร้านกินดื่มข้างทาง แต่ละร้านจะมีคนมายืนคอยเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้านของตัวเอง
บรรยากาศร้านอิซากายะแถวๆ นี้ ชวนให้นึกถึงบรรยากาศแบบร้านอาหารข้างทางบ้านเรานิดๆ



เพราะมีโต๊ะเก้าอี้ตั้งไว้ให้ลูกค้านั่งที่หน้าร้านด้วย



......

ทาคาโกะชวนเรามานั่งกินดื่มที่ร้านนี้



ชื่อร้าน Nagomi

เจ้าของร้านนี้เป็นคนเกาหลี ร้านอื่นๆ ในแถบนี้อีกหลายร้าน เจ้าของก็เป็นคนเกาหลีเหมือนกัน เธอว่าอย่างนั้น

ทาคาโกะบอกให้เธอช่วยแนะนำอาหารขึ้นชื่อของร้านให้หน่อย

เธอรีบจัดให้ทันที 3 เมนูดังต่อไปนี้

……

เมนูแรก ชื่อ Gyusuji Nikomi



อารมณ์จะคล้ายๆ ต้มเนื้อตุ๋น เอ็นตุ๋นบ้านเรา

ตุ๋นรวมกับบุก แครอท และหัวไชเท้า

น้ำซุปข้นๆ รสชาติหวานมัน มีเผ็ดนิดๆ ติดเปรี้ยวนิดหน่อยที่ปลายลิ้น



ส่วนเนื้อตุ๋นนี่ตุ๋นจนเปื่อยจริงๆ อร่อยนุ่มจนแทบไม่ต้องเคี้ยว ส่วนเอ็นนี่ก็นุ่มกรุบกำลังดี มีหนึบนิดๆ ให้เคี้ยวได้เพลินๆ

ชอบเลยอันนี้ แนะนำ แนะนำ ^^!

......

เมนูต่อมา เรียกง่ายๆ ว่า Leba sashi



อธิบายง่ายๆ ก็คือก็ตับดิบนั่นเอง

เป็นตับหมูสดๆ เวลากินก็กินสดๆ จิ้มกับน้ำงันงาและขิงซอย

เพิ่งจะเคยกินตับดิบครั้งแรก

รสชาติหวานมัน เคี้ยวกรุบๆ อร่อยดีเหมือนกัน

เข้ากันดีกับเบียร์อาซาฮีเย็นๆ ^^!

......

เมนูที่ 3 เป็นไส้หมูผัดกับหอมใหญ่ โรยหน้าด้วยงาอีกที



กลิ่นหอมฉุยดูน่ากินดี

แต่จานนี้ทำเอาผิดหวังนิดหน่อย เพราะไส้หมูนี่อย่างเหนียว

เหนียวแบบชิ้นเดียวเคี้ยวได้ยันร้านปิด

ถามนูมะซังว่าเคี้ยวมาเกือบ 10 นาทีแล้ว มันยังเหนียวหนึบหนับอยู่เลย เอาไงดี

นูมะซังแนะนำว่าให้กินเบียร์ดีกว่า

ไม่ต้องเคี้ยว !

......

ทาคาโกะ ไม่ได้สั่งเบียร์เหมือนเรา แต่เธอสั่ง Hoppy



Hoppy เป็นเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ จะต่างจากเบียร์ตรงที่ใช้เพียง Hop อย่างเดียวในการหมัก จากนั้นจึงปล่อยทิ้งไว้ให้แอลกอฮอล์หมดไป เหลือเพียงกลิ่นหอมๆ ของ Hop

ในขณะที่เบียร์จะใช้ทั้ง Hop และ Malt

ในส่วนของวัตถุดิบอื่นๆ ก็คล้ายๆ กัน

......

Hoppy ถือเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนหลังเริ่มซาๆ ไป จนตอนนี้เริ่มกลับมาฮิตใหม่อีกครั้ง

ทาคาโกะว่าเป็นเครื่องดื่มรำลึกความหลัง อารมณ์ Retro อะไรประมาณนั้น
เวลาดื่มจะนิยมผสมรวมกับโชวจู

เราลองชิมดูแล้วก็โอเค แต่เราชอบเบียร์มากกว่า

ถามนูมะซังว่าชอบไหม

นูมะซังบอกว่ากินเบียร์ดีกว่า

ไม่ต้องเคี้ยว !

......

ขณะที่ตอบ นูมะซังยังคงเคี้ยวไส้หมูอยู่อย่างเมามันต่อไป



...............................................................................................

หมายเหตุ

ขนมโตเกียว เป็นบันทึกเรื่องเล่าที่ไร้ซึ่งสาระของนักหลงทางมือวางอันดับหนึ่ง ที่เพิ่งจะตกงานมาหมาดๆ เลยกะจะมาลองเดินหลงทางไปเรื่อยเปื่อยในโตเกียวดูบ้าง โชคดีที่วีซ่าดันผ่าน เลยมีโอกาสเดินหลงได้เต็มที่ถึง 3 เดือนเต็ม แต่เพราะเป็นโตเกียว มหานครที่ใครๆ เค้าก็ว่าค่าครองชีพแพงหูดับ จึงต้องหาวิธีประหยัดงบประมาณด้วยการอาสาไปเป็นพนักงานทำความสะอาดที่เกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งในโตเกียวแทน ขอผู้อ่านอย่าได้ถามหาเอาสาระใดๆ จากเรื่องราวต่อไปนี้เลย เพราะมันไม่มีอยู่แล้ว แต่หากคิดจะอ่านฆ่าเวลาก็พอได้อยู่ ที่เขียนขึ้นมาเพราะเพียงแค่อยากจะทำตามอย่างที่พี่เบิร์ดเคยสอนไว้ว่า อย่าลืม...เล่าสู่กันฟัง เธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน และเพราะมีพี่เบิร์ดอยู่ด้วยทั้งคนขนาดนี้ เลยไม่รู้สึกว่าการมาโตเกียวคนเดียวในครั้งนี้จะต้องหงอยเหงาเศร้าซึมอีกต่อไป อีกทั้งยังเป็นวิธีการระบายออกทางอารมณ์ที่ถูกต้องวิธีหนึ่งในการที่จะต้องมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองคนเดียวในช่วงหนึ่งของชีวิต ขอขอบคุณพี่เบิร์ด ธงไชยแมคฯ มา ณ โอกาสนี้ด้วย

ข้อควรระวัง
คำอ่านภาษาญี่ปุ่นที่ระบุไว้ในเรื่องอาจคลาดเคลื่อนจากชื่อเรียกจริงๆ ไปบ้าง ขอได้โปรดเข้าใจ เนื่องจากคนเขียนพูดญี่ปุ่นไม่ได้ อาศัยถามๆ เอาจากคนนั้นคนนี้แล้วจดๆ ใส่สมุดเก็บไว้ หรือไม่ก็เอาตารางอักษรฮิรางานะกับคาตาคานะมาเทียบเคียงแล้วอ่านเอาเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะคลาดเคลื่อน ขออย่าได้ถือสากันเลย และหากใครที่พอจะรู้ว่ามีข้อมูลที่ผิดพลาดตรงไหนอย่างไร โปรดบอกเราด้วย เพราะเราเองก็อยากรู้เหมือนกัน จะได้ไม่เข้าใจอะไรผิดไป

ส่วนที่มาชื่อขนมโตเกียว
ที่ตั้งเพราะนึกชื่ออะไรไม่ออกจริงๆ เลยตั้งๆ ไปก่อน ถ้าคิดหาชื่อที่เท่กว่านี้ได้เมื่อไร จะเปลี่ยนใหม่ทันทีเลย




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2553 14:36:30 น.
Counter : 1285 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 10 : เธอเป็นนักมวยที่ชอบเขียนหนังสือ

ระหว่างทางจากประตูสายฟ้า Kaminari Mon ไปจนถึงประตูขุมทรัพย์ Hozo Mon จะเป็นถนนสายเล็กๆ ระยะทาง 250 เมตร ที่เต็มไปด้วยร้านค้าเล็กๆ ตลอดสองข้าง ฝั่งซ้ายมี 35 ร้าน ฝั่งขวามี 54 ร้าน โดยมากจะเป็นร้านที่ขายของจำพวกขนมนมเนย ที่มีบริการให้ลูกค้าทั้งซื้อกินและซื้อฝาก แล้วก็ร้านจำพวกของฝากที่กินไม่ได้ แต่ก็น่ารักและน่าซื้อตามมาตรฐานญี่ปุ่น พวกของเล่น เครื่องประดับ ของแต่งบ้านกุ๊กกิ๊กๆ อะไรประมาณนั้น

บรรยากาศคึกคักมาก คล้ายๆ กับงานเทศกาลอะไรสักอย่าง



......

และนี่คือหนึ่งในถนนสายละลายทรัพย์ที่เก่าแก่ที่สุดอีกแห่งของญี่ปุ่น

สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ. 1688-1735

คนญี่ปุ่นเรียกถนนเส้นนี้ว่า Nakamise Dori



ใครที่แพ้ของกุ๊กกิ๊ก เห็นอะไรกุ๊กกิ๊กคิกขุเป็นต้องซื้อให้ได้ แนะนำให้มาละลายทรัพย์ได้ที่นี่ทุกวัน

ไม่เว้นวันหยุดราชการ !

แต่ถ้าได้มาในช่วงวันหยุดราชการของที่นี่พอดี จะได้อารมณ์เหมือนเดินอยู่
ในงานกาชาดบ้านเรานิดๆ

วันธรรมดาว่าคนเยอะแล้ว

วันไม่ธรรมดาคนยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่ !



……

แต่ยังไม่ทันได้ดูอะไรเท่าไร เพราะบ่ายนี้เรามีนัดกับใครบางคน
ใครบางคนที่เป็นนักมวย !

แถมยังเป็นนักมวยหญิงซะด้วยสิ

และนักมวยหญิงคนนี้ เธอมีชื่อว่า

ทาคาโกะ

......

ทาคาโกะ เป็นสาวชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบในศิลปะแม่ไม้มวยไทย และด้วยความหลงใหล ครั้งหนึ่งเธอเคยลงทุนเดินทางมาถึงเมืองไทยเพื่อฝึกฝนแม่ไม้มวยไทยที่ค่ายมวยแห่งหนึ่ง

ไม่ได้มาฝึกต่อยเล่นๆ ขำๆ แบบไก่กา

เธอเคยขึ้นชกมาแล้วด้วย !

......

แม้ตอนนี้เธอจะไม่ได้ต่อยมวยจริงจังแล้ว แต่ก็ยังทำงานอยู่ในแวดวงหมัดมวยอยู่

ด้วยการเป็นครูฝึกมวย

อืม....

หลังจากเธอเลิกต่อยมวยจริงจัง ก็หันมาเขียนหนังสือแทน

ใช่ ! เขียนหนังสือ

จากนักมวย มาเขียนหนังสือ

สุดยอดไหมเล่า !

......

ทาคาโกะเปลี่ยนจากอาชีพนักมวย มาเป็นนักเขียนได้หลายปีแล้ว เธอมี
คอลัมน์เล็กๆ อยู่ในนิตยสารภาษาญี่ปุ่นที่ชื่อ DACO

ใครที่อ่านญี่ปุ่นไม่ได้เหมือนเรา ก็สามารถอ่านงานของเธอได้ในนิตยสาร DACO ฉบับภาษาไทย

ที่สำคัญคือนิตยสารนี้ แจกฟรี !

ซึ่งดีมากสำหรับคนชอบของฟรีอย่างเรา ^^!

เราเองก็เป็นแฟนคอลัมน์ของเธอเหมือนกัน ติดตามอ่านคอลัมน์ของเธอมาตั้งแต่ฉบับแรกๆ นู่น

……

คอลัมน์ของเธอว่าด้วยเรื่องราวความต่างทางความคิดอ่าน และความต่างทางภาษาและวัฒนธรรมระหว่างคนสองชาติที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

ไทย - ญี่ปุ่น

ดินแดงไม่เกี่ยว !

……

ลืมบอกไปว่าทาคาโกะมีสามีเป็นคนไทย และเป็นนักมวยด้วยเหมือนกัน

สามีของเธอชื่อ คุณยอด

ความไม่ธรรมดาของคุณยอดคือ เขาเคยเป็นแชมป์ฟลายเวท ของ WBU เมื่อปี 2538 !

สุดยอดไหมเล่า !

ปัจจุบันทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในญี่ปุ่น ที่จังหวัด Chiba บ้านเกิดของทาคาโกะ

และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในคอลัมน์ที่ชื่อว่า

Bangkok Shower !

…..

ความน่าสนใจของคอลัมน์นี้ก็คือการเล่าเรื่องง่ายๆ ที่ดูคล้ายกับเป็นบันทึกประจำวันของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ทาคาโกะเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอแบบซื่อๆ ง่ายๆ และตรงไปตรงมา

แต่ทว่าจริงใจอย่างแรง !

เราชอบอ่านงานเขียนแบบนี้ เป็นงานเขียนแบบที่ไม่มีฟอร์ม

เพราะเราเองก็ไม่มีฟอร์มเหมือนกัน

เวลาอ่านงานเขียนของเธอ จะรู้สึกเหมือนได้อ่านจดหมายที่ส่งมาจากเพื่อน !

……

เคยได้ยินคุณโน้ต อุดม พูดถึงอยู่เหมือนกันในนิตยสารเล่มไหนสักเล่มหนึ่งว่าชอบอ่านคอลัมน์ของเธอ

มันสนุกขนาดเคยถูกนำไปสร้างเป็นละครวิทยุที่ออกอากาศในญี่ปุ่นมาแล้วช่วงหนึ่ง

สุดยอดไหมเล่า !

……

ตอนนี้นอกจากงานเขียนคอลัมน์แล้ว เธอยังมีงานเขียนพ็อคเก็ตบุ๊คอยู่อีกหลายเล่ม

ด้วยความที่ชื่นชอบและคุ้นเคยกับเรื่องไทยๆ เป็นการส่วนตัว ประกอบกับสามีเธอก็เป็นคนไทยอีก เธอเลยใช้ความได้เปรียบตรงนี้ เขียนหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องไทยๆ ขายคนญี่ปุ่นเสียเลย

ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพ็อคเก็ตบุ๊คที่ว่าด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอาหารแบบไทยๆ

เราเองก็เคยมีโอกาสได้เข้าไปช่วยเหลืองานของเธอบ้างนิดๆ หน่อยๆ อยู่เหมือนกัน

เราเลยได้รู้จักกันตั้งแต่นั้นแล

……

เจอกันคราวนั้น นอกจากเรื่องงานแล้ว ก็ไม่ค่อยจะได้พูดคุยอะไรกันเท่าไร
มาเจอทาคาโกะคราวนี้คงได้พูดคุยกันมากขึ้น

……

แต่แอบเสียวเล็กๆ

ปกติปากเราก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไร

กลัวอยู่เหมือนกันว่าจะพูดอะไรไม่เข้าหูนักเขียนคนนี้

กลัวจะโดน...ก้านคอคลับ !

-*-




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2553 20:07:19 น.
Counter : 532 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

standupplease
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีที่ได้รู้จัก ตามสบายนะ ขอโทษที ห้องรกไปหน่อย เชิญนั่งก่อนดีกว่า หิวมั้ย กินอะไรมารึยัง
New Comments
Friends' blogs
[Add standupplease's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.