STAND UP PLEASE ! ลำแข้งเค้ามีไว้ให้ยืน !
Group Blog
 
All blogs
 

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 19 : เข้าคุก

หลังเช็คเอาท์คืนกุญแจห้องเรียบร้อยตอนสิบเอ็ดโมง

สถานะเราก็เปลี่ยนจากแขกกลายเป็นพนักงานทันที

พนักงาน Cleaning Staff ของที่นี่

ที่ข้าวสารเกสต์เฮาส์

……

ตามที่ได้ตกลงกันไว้

วันนี้จะเป็นวันเข้างานวันแรกของเรา

เค้าเรียกวันนี้ว่า Arrival Day

……

เช็คเอาท์เรียบร้อย ใครบางคนก็เดินเข้ามาตบไหล่เราจากข้างหลัง

“ว่าไง พร้อมจะไปกันหรือยัง”

อ้อ มาซะซังนั่นเอง

“พร้อมแล้วๆ จะให้ทำอะไรบ้างบอกมาได้เลย”

“หมายถึงทำความสะอาดน่ะเหรอ ยังๆๆๆ ยังไม่ใช่วันนี้ เพราะวันนี้เป็น
Arrival Day ของนาย ยังไม่ต้องทำอะไร”

“อ้าวเหรอ งั้นแสดงว่าวันนี้เราก็ว่างน่ะสิ”

“ใช่ วันนี้วันว่างของนาย แต่ต้องหลังจากที่ไปกับเราก่อน”

“ไปกับนาย ไปไหน?”

มาซะซังแสยะยิ้มดูชั่วร้ายนิดๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า

“ไปเข้าคุก !”

“ ….....? ”

……

.

จาก Khaosan Annex เดินลัดเลาะไปตามซอยประมาณ 5 นาที ก็ถึงยังบ้าน
หลังหนึ่ง

.

“นี่คือบ้านสำหรับพนักงาน Cleaning Staff ผู้ชาย”

“เลยถัดไปอีกหน่อย มองเห็นบาร์ที่อยู่ตรงหัวมุมถนนนั่นไหม บาร์ตรงนั้นเป็น
ส่วนหนึ่งของข้าวสารเกสต์เฮาส์เหมือนกัน”

“ชื่อ Khaosan Bar Hanabi”

“ส่วนที่พักของ Cleaning Staff ผู้หญิง จะอยู่บนชั้นสองของบาร์”

“เราเรียกที่นั่นว่า Tower เป็นเขตหวงห้ามสำหรับผู้ชาย นายจะเข้าไปไม่ได้”

“ส่วนที่ของนายคือบ้านหลังนี้”

“และจากนี้ไปเราจะเรียกที่นี่สั้นๆ ว่า…..”

“Jail”

"....?"

..


……

มาซะซังพาเราเข้าไปสำรวจตรวจตราบ้านที่ชื่อว่า Jail

พร้อมๆ กับอธิบายถึงสิ่งต่างๆ ที่ควรรู้ในการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนร่วมงานคน
อื่น

อะไรใช้ได้ อะไรใช้ไม่ได้ อะไรต้องทำ อะไรควรทำ

อุปกรณ์และข้าวของเครื่องใช้ทุกสิ่งอย่างในบ้าน ทุกคนมีส่วนร่วมกันในการ
ใช้งาน

อย่างทีวี ตู้เย็น เครื่องเล่นดีวีดี ตู้ล็อคเกอร์ เครื่องครัว เครื่องซักผ้า อ่างอาบ
น้ำ โต๊ะ ตู้ เตียง ฯลฯ

...



.



.

……

Jail เป็นบ้าน 2 ชั้น หลังไม่เล็กไม่ใหญ่

มีพื้นที่ด้านข้างบ้านที่เป็นที่ว่างกลางแจ้ง เอาไว้ให้ตากผ้า หรือให้นั่งเล่นรับ
ลมเย็นสบายได้

มีห้องอาบน้ำ 1 ห้อง ส่วนห้องน้ำมี 2 ห้อง ชั้นบน 1 ห้อง และชั้นล่างอีก 1
ห้อง

ด้านบนชั้น 2 จะเป็นห้องนอน 2 ห้อง มีเตียงรวมทั้งหมด 10 เตียง สำหรับ
คน 10 คน

.



.

ห้องใหญ่มี 8 เตียง ห้องเล็กมี 2 เตียง และเตียงทั้งหมด จะเป็นเตียงแบบ 2
ชั้น

……

“ตรงนี้เตียงนาย”

……

มาซะซังพาไปดูเตียงสุดท้ายที่ยังว่างอยู่ เป็นเตียงที่อยู่ด้านในสุดของห้อง

.



.

โชคดีที่เป็นเตียงล่าง เพราะเราไม่ค่อยชอบปีนบันไดนอน

ยิ่งเวลาเมายิ่งปีนลำบาก ^^!

……

“นี่เป็นกุญแจบ้านสำหรับนาย ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่”

“ถ้ามีอะไรสงสัยใน Jail ก็ถามคนอื่นเอาแล้วกัน งั้นเราไปก่อนละนะ มีธุระ
ต้องไปทำ แล้วเจอกัน”

“อืม ขอบคุณมาก แล้วเจอกัน”

……

มาซะซังไปแล้ว ด้านบนมีคนนอนอยู่ 2 คน

ส่วนด้านล่าง มีฝรั่งตัวใหญ่ กำลังนั่งเขียนอะไรยุกยิกอยู่ที่โต๊ะกินข้าว

.



.

......

“สวัสดี เรามาจากไทยแลยด์”

“เอ้อ ยินดีที่ได้รู้จัก เราชื่อแมกซ์ มาจากเยอรมัน”

แมกซ์พูดไปก็เขียนไป

“เออ แมกซ์เค้าว่ามีอะไรสงสัยให้ถาม เราถามนายได้ป่ะ”

“เออ แล้วนายอยากรู้อะไร ?”

“อยากรู้ว่าทำไมถึงเรียกที่นี่ว่า Jail”

แมกซ์หยุดเขียนหนึ่งอึดใจ ก่อนจะแสยะยิ้มให้แบบขำๆ แล้วตอบ

……

“ทำไมถึงเรียก Jail นะเหรอ...

ก็เพราะว่ามันคือ Jail น่ะสิวะเพื่อน !”

......

.

.

หมายเหตุ
ขนมโตเกียว เป็นบันทึกเรื่องเล่าที่ไร้ซึ่งสาระของนักหลงทางมือวางอันดับหนึ่ง ที่เพิ่งจะตกงานมาหมาดๆ เลยกะจะมาลองเดินหลงทางไปเรื่อยเปื่อยในโตเกียวดูบ้าง โชคดีที่วีซ่าดันผ่าน เลยมีโอกาสเดินหลงได้เต็มที่ถึง 3 เดือนเต็ม แต่เพราะเป็นโตเกียว มหานครที่ใครๆ เค้าก็ว่าค่าครองชีพแพงหูดับ จึงต้องหาวิธีประหยัดงบประมาณด้วยการอาสาไปเป็นพนักงานทำความสะอาดที่เกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งในโตเกียวแทน ขอผู้อ่านอย่าได้ถามหาเอาสาระใดๆ จากเรื่องราวต่อไปนี้เลย เพราะมันไม่มีอยู่แล้ว แต่หากคิดจะอ่านฆ่าเวลาก็พอได้อยู่ ที่เขียนขึ้นมาเพราะเพียงแค่อยากจะทำตามอย่างที่พี่เบิร์ดเคยสอนไว้ว่า อย่าลืม...เล่าสู่กันฟัง เธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน และเพราะมีพี่เบิร์ดอยู่ด้วยทั้งคนขนาดนี้ เลยไม่รู้สึกว่าการมาโตเกียวคนเดียวในครั้งนี้จะต้องหงอยเหงาเศร้าซึมอีกต่อไป อีกทั้งยังเป็นวิธีการระบายออกทางอารมณ์ที่ถูกต้องวิธีหนึ่งในการที่จะต้องมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองคนเดียวในช่วงหนึ่งของชีวิต ขอขอบคุณพี่เบิร์ด ธงไชยแมคฯ มา ณ โอกาสนี้ด้วย

ข้อควรระวัง
คำอ่านภาษาญี่ปุ่นที่ระบุไว้ในเรื่องอาจคลาดเคลื่อนจากชื่อเรียกจริงๆ ไปบ้าง ขอได้โปรดเข้าใจ เนื่องจากคนเขียนพูดญี่ปุ่นไม่ได้ อาศัยถามๆ เอาจากคนนั้นคนนี้แล้วจดๆ ใส่สมุดเก็บไว้ หรือไม่ก็เอาตารางอักษรฮิรางานะกับคาตาคานะมาเทียบเคียงแล้วอ่านเอาเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะคลาดเคลื่อน ขออย่าได้ถือสากันเลย และหากใครที่พอจะรู้ว่ามีข้อมูลที่ผิดพลาดตรงไหนอย่างไร โปรดบอกเราด้วย เพราะเราเองก็อยากรู้เหมือนกัน จะได้ไม่เข้าใจอะไรผิดไป

ส่วนที่มาชื่อขนมโตเกียว ที่ตั้งเพราะนึกชื่ออะไรไม่ออกจริงๆ เลยตั้งๆ ไปก่อน ถ้าคิดหาชื่อที่ดีกว่านี้ได้เมื่อไร จะเปลี่ยนใหม่ทันทีเลย




 

Create Date : 23 มกราคม 2554    
Last Update : 23 มกราคม 2554 14:04:06 น.
Counter : 397 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 18 : ความผูกพัน ทำให้เราอ่อนแอ ?

- กริ๊งงงงงงงงงงงงงงง ! -

- กริ๊งงงงงงงงงงงงงงง ! -

......

“ฮา-โหล-คราย-เหยออ”

รับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงงัวเงียสุดขีด

“ผมรออยู่นอกร้านนะครับ”

“นอกร้านอารายย” ยังไม่รู้ตัว คิดว่านอนอยู่บ้าน

“เหลืออีก 7 นาทีจะหมดชั่วโมง ถ้าอยู่เกินเวลาต้องจ่ายค่าห้องเพิ่มนะครับ”

“งืมๆๆๆ จ่ายเพิ่มเหยอ งืมๆๆๆ” ยังไม่รู้ตัวอีกแน่ะ

“แค่นี้นะครับ”

-ตู้ด ตู้ด ตู้ด ตู้ด ตู้ด-

......

“ห๊า ! จ่ายเพิ่มเรอะ ! ไม่มีทางซะละ”

……

พอคิดได้ว่าต้องจ่ายเพิ่มเท่านั้นแหละ ตาสว่างขึ้นมาทันที

ดีดตัวเป็นกุ้ง ลุกจากพื้นได้ ก็รีบกุลีกุจอเก็บข้าวของในตะกร้าที่มันระเน
ระนาดกองอยู่ที่พื้นห้อง

เอ๊ะ ! เดี๋ยวก่อน แล้วทำไมตูมานอนอยู่ที่พื้นละเนี่ย ?

พอลองระลึกชาติดูว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ก็จำได้แค่ว่า พอปิดประตูเข้ามาใน
ห้องก็สลบไปไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

เพิ่งจะสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่าในห้องมีอะไรบ้าง

ทีวี ดีวีดี เก้าอี้ที่ปรับเอนนอนได้ แล้วก็เตียงที่อยู่ลึกเข้าไปในผนังห้องที่เจาะ
เป็นช่องเอาไว้ให้มุดตัวเข้าไปนอนได้พร้อมหมอนและผ้าห่ม

เฮ้ย โซฟาก็มี เตียงก็มี หมอน ผ้าห่มก็มี

แล้วทำไมตูมานอนอยู่ที่พื้นละเนี่ย ?

โธ่ ถัง ! เสียตังค์ตั้ง 2,000 เยน เพื่อมานอนพื้นเนี่ยนะ

เวรกรรม T T

…..

สลึมสลือมาถึงอาซากุสะได้ ก็ปาเข้าไปแปดโมงกว่าๆ ยังพอมีเหลือเวลา
นอนพักผ่อนได้อีกหน่อยที่ Khaosan Annex ถึงสิบเอ็ดโมง ก่อนที่จะเช็ค
เอาท์ในเช้าวันนี้



วันนี้นูมะซังจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้ว

......

- กริ๊งงงงงงงงงงงงงงง ! -

- กริ๊งงงงงงงงงงงงงงง ! –

……

“ฮา-โหล-คราย-เหยออ”

รับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงงัวเงียสุดขีด (อีกแล้ว)

“ผมไปก่อนนะ”

“งืมๆๆ ไปก่อนเหรอ งืมๆๆ”

“อ๊ะ ! นูมะซังนี่ เดี๋ยวๆ จะไปแล้วเหรอครับ รอแป๊บนะครับ เดี๋ยวไปส่งด้วย”

เพิ่งจะรู้ตัวอีกแล้ว

“อ๋อ ไม่ต้องๆ ผมเดินออกมาแล้ว”

“โอ๊ะ ขอโทษทีครับ นอนเพลินไปหน่อย” เสียมารยาทจริงๆ เรา

“ไม่เป็นไรๆ คุณนอนต่อได้ถึงสิบเอ็ดโมงนะ”

“เอ่อ เอาอย่างนั้นเหรอครับ”

“อืมๆ ตามสบายเลย เออ คุณจะอยู่ที่นี่อีกสามเดือนใช่ไหม”

“อ่อ ครับๆ”

“งั้นอีกสามเดือนเจอกันที่กรุงเทพฯ แล้วกัน”

“ครับ”

“งั้นผมไปก่อนนะ ขอให้สนุกกับชีวิตในโตเกียว”

“ครับ ขอบคุณมากๆ ครับนูมะซัง ขอบคุณจริงๆ”

“ซะโยนาระ”

“ซาโยนาระครับ”

-ตู้ด ตู้ด ตู้ด ตู้ด ตู้ด-

........

นูมะซังไปแล้ว

เหลือแต่เราที่ยังอยู่ในห้อง

.

อยู่คนเดียวในห้องโล่งๆ

.
.

ให้ตายสิ ! ไม่ชอบฟีลแบบนี้เล้ย

มันไม่สบายท้อง

ปกติเราเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนขี้เหงาอะไรมากมาย

แต่การที่จู่ๆ มีใครเดินหายจากเราไป มันเลยทำให้รู้สึกวิเวกโหวงเหวงบอกไม่
ถูก

อาจจะเป็นเพราะได้รู้ว่าจะต้องอยู่คนเดียวไปอีก 3 เดือน

บนดินแดนที่พูดจากันคนละภาษา

เกิดมีปัญหาขึ้นมาก็ไม่รู้จะบากหน้าไปพึ่งใครดี

เพราะไม่ค่อยจะมีใครให้สนิทด้วยสักเท่าไร

เพราะอย่างนี้ไง ใจมันเลยสั่น

ความรู้สึกแบบนี้แหละที่ทำให้ไม่สบายท้อง

มันหวิว

.....

.....

......

นอนมองเพดานนิ่งๆ อยู่สองนาที

กระพริบตา อีกสองสามที

เฮ้อ นอนต่อดีกว่า

…...

…...

......

จะว่าไป คนเรานี่ก็แปลก

แต่ก่อนเคยอยู่คนเดียวมาแต่ไหนแต่ไร

พอจู่ๆ วันหนึ่ง
มีใครสักคนเดินเข้ามาในชีวิต

มาทำให้รู้สึกผูกพัน

แล้วจู่ๆ วันหนึ่งอีกที

คนเดิมคนเดียวกันนี้ที่ทำให้เรารู้สึกผูกพัน ก็เดินหายจากเราไป

ถึงตอนนั้น จากที่เคยแข็งแรงอยู่คนเดียวได้มาก่อน

กลับกลายเป็นอ่อนไหว อยู่คนเดียวไม่ได้

เหงาจะเป็นจะตายขึ้นมาซะอย่างนั้น

……

หรือจะเป็นเพราะความ ผูก พัน ?

……

เชือกสองเส้นที่เคย ผูก ยึดติด พัน กัน

มันขาดหายไปเส้นหนึ่ง

เชือกอีกเส้นก็เลยไม่รู้จะไป ผูก ตัวเองกับอะไรดี

กลายเป็นเส้นเชือกขี้เหงา ซึมเศร้า
เพราะรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่า ไร้ความหมาย

เมื่อรู้ว่าเชือกเส้นที่เคย ผูก กัน
มันไป ผูก พัน อยู่กับเชือกเส้นอื่นเสียแล้ว

......

หรือความผูกพัน มันทำให้เราอ่อนแอ !

......

เจ้าเชือกคิดแบบนี้

ถ้าไม่อยากมีปัญหา ก็จงอย่าได้ ผูก พัน กับใคร

......

คิดได้ดังนี้ เจ้าเชือกจึงขมวดตัวเองเข้าหากัน
แล้วมัดปลายทั้งสองข้างเอาไว้ให้เป็นปม

พัน ผูก ตัวเองไว้ด้วยเงื่อนตายอย่างนี้แหละดีแล้ว

จะได้ไม่ต้องไป ผูก พัน กับใคร

……

ให้เจ็บหัวใจแบบนี้อีก




 

Create Date : 17 มกราคม 2554    
Last Update : 20 มกราคม 2554 17:02:37 น.
Counter : 285 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 17 : กระดาษทิชชู่ และหนังบู๊สำหรับผู้ใหญ่ !

หันมาดูนาฬิกาอีกที

เฮ้ย ! เที่ยงคืนจะครึ่งแล้วเรอะ

สำหรับทามะซังไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะบ้านแกอยู่แถวนี้ เดินกลับเองได้
สบายมาก

แต่เรากับนูมะซังนี่สิ ที่จะมีปัญหา เพราะอาจไปไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้าย

หลังร่ำลาทามะซังอย่างไว เรารีบวิ่งกลับไปที่สถานีโอเคนจิ

เผื่อว่าจะไปทันรถไฟเที่ยวสุดท้าย

......

เมื่อไปถึงสถานี เราจึงได้รู้ว่า

เราเหนื่อยฟรี

รถไฟเที่ยวสุดท้ายออกไปซะแล้ว

อุตส่าห์ลากสังขารมาแบบเมาๆ

เฮ้อ - -!

……



......

ลองเช็คตารางรถไฟเที่ยวแรกของวันพรุ่งนี้

ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าเช็คเวลาเที่ยวแรกของวันนี้ เพราะนี่มันก็เข้าวันใหม่แล้ว

รถไฟเที่ยวแรกจะมาประมาณตีห้ากว่าๆ

เวลาขณะนี้ก็ใกล้ๆ จะตีหนึ่ง เหลือเวลาอีกประมาณเกือบๆ 5 ชั่วโมง กว่าที่
รถไฟเที่ยวแรกจะมา

......

ถ้าเป็นบ้านเราก็คงไม่มีปัญหาอะไร แค่โบกมือเรียกแท็กซี่ก็พาเรากลับบ้าน
ได้ในราคาไม่หนักหนาเท่าไร

แต่เพราะที่นี่คือญี่ปุ่น การเดินทางด้วยแท็กซี่ตากที่นี่ (โคเอนจิ) ไปยังอาซา
กุสะ อาจจะทำให้กระเป๋าเราฉีกได้

เพื่อนญี่ปุ่นหลายคนแนะนำมาว่า หากคิดจะโดยสารแท็กซี่กลับบ้าน สู้ไปเช่า
โรงแรมแถวนั้นนอนซะ ยังจะถูกสตางค์มากกว่า

การตกรถไฟที่นี่เป็นเรื่องปกติมาก โดยเฉพาะในช่วงคืนวันศุกร์และวันเสาร์
ที่บรรดา Salary man พร้อมจะเมามันกันได้ยันเช้า เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุด

อย่างที่รู้ๆ กันว่า บรรยากาศการทำงานในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ค่อนข้างคร่ำ
เครียด เอาจริงเอาจัง และเต็มที่มาก

แต่พอถึงเวลาพักผ่อน ก็เต็มที่เช่นกัน

มันเต็มที่ถึงขนาด หลุดรั่ว สุดสวิงริงโก้จนคุณนึกไม่ถึงเชียวล่ะ

อย่าแปลกใจที่เห็นชายหญิงในชุดสูทหรือชุดทำงานดูดี นอนเกลื่อนกลาด
อยู่ริมฟุตปาธหน้าสถานีในยามเช้าตรู่

……

เรื่องปกติของบ้านเค้า

……

และด้วยความที่ค่าแท็กซี่ในโตเกียวมันแพงหูฉี่ จนคนญี่ปุ่นเองยังขยาดซะ
ขนาดนี้

ประกอบกับการตกรถไฟเที่ยวสุดท้ายในโตเกียวเป็นเรื่องปกติวิสัยมาก
สำหรับคนที่นี่

……

แล้วระหว่างรอรถไฟเที่ยวแรก คนที่นี่เค้าจะมีวิธีฆ่าเวลากันอย่างไร ?

……

.....

อันนี้เขียนจากประสบการณ์ไม่ตรงของตัวเอง มาการได้ยินได้ฟังผ่านหูจาก
เพื่อนญี่ปุ่นหลายๆ คนที่เคยตกรถไฟมาก่อน

99 % ที่เราเคยถามมา ล้วนแล้วแต่เคยตกรถไฟกันมาแล้วทั้งนั้น

……

งั้นเรามาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่น่าสนใจ นอกเหนือไปจากห้องเช่าหรือโรงแรม
ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว และคงไม่ต้องพูดถึง

……

ตกรถไฟ ทำอะไรดี ?

......

เมาต่อ

สำหรับคอเหล้า นี่อาจจะเป็นข้ออ้างที่ดีที่จะได้ดื่มต่ออีกหน่อย ไหนๆ ก็ตก
รถไฟแล้วนี่นะ ก็เมาไปเลยซะให้รู้แล้วรู้รอดไป อาจจะเป็นอิซากายะ หรือ
บาร์ที่ไหนสักแห่งแถวๆ สถานีที่เปิดยันเช้า ร้านกินดื่มหลายๆ ร้านที่อยู่ใกล้ๆ
สถานีรถไฟ มักจะเปิดยันเช้า เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ หรือหากไม่ได้อยู่ใน
ช่วงหน้าหนาว อาจจะม้านั่งที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ สถานีนั่นแหละ แล้วก็ซื้อ
เบียร์จากคอมบินิแถวๆ นั้นมานั่งซดกับเพื่อนที่รู้ใจอะไรก็ว่ากันไป

อันหลังนี้เราว่าคล้ายๆ กับขี้เมาไทยสไตล์อยู่เหมือนกัน

ร้องคาราโอเกะ

ในกรณีที่ตกพร้อมกันเป็นหมู่คณะ หลายคนเลือกที่จะไปต่อกันที่คาราโอ
เกะ ซึ่งเหมาะอย่างมากหากต้องการหาที่สังสรรค์กันต่อ เพราะนอกจากจะมี
ดนตรีให้ร้องเต้นกันเองแล้ว ยังมีทั้งเหล้าเบียร์ไว้คอยบริการด้วย หรือบางคน
อาจจะไม่ได้อยากจะร้องเพลง ก็นั่งๆ นอนๆ เอาในห้องนั้นก็ได้ เพราะราคา
ของห้องคาราโอเกะก็ไม่ได้แพงจนเกินเหตุ

เล่นอินเตอร์เน็ต อ่านการ์ตูน

Internet Café, Manga Café แหล่งสิงสถิตอีกแห่งที่น่าสนใจ เพราะค่า
บริการก็ไม่ได้แพงมากมาย แถมบางแห่งยังมีห้องอาบน้ำไว้บริการด้วย กลุ่ม
ลูกค้าหลักๆ ของร้านประเภทนี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ยังอยู่ในวัย
เรียน หรือพวกโอตากุประมาณนี้ ข้างในจะเป็นห้องส่วนตัวเล็กๆ มีโซฟาตัว
ใหญ่ที่ปรับเอนนอนได้ คิดราคาเป็นชั่วโมง ซึ่งก็ถูกสตางค์ดี เหมาะสำหรับ
ใครที่มาเดี่ยว

Capsule Hotel

ใครที่ไม่รู้จัก ลองนึกสภาพตู้ล๊อคเกอร์ที่เป็นชั้นๆ หลายๆ ตู้ แคปซูลโฮเต็ลก็
ประมาณนั้น เพียงแต่เป็นตู้ล็อคเกอร์ที่มีขนาดใหญ่พอให้คนแค่เข้าไปนั่ง
และนอนได้ พอเข้าไปแล้วทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากนอนอ่านหนังสือ
ส่วนใหญ่จะเป็นห้องรวมชายหญิง แต่บางแห่งแยกเฉพาะผู้หญิงก็มี มีห้อง
อาบน้ำกับห้องน้ำแยกออกมาต่างหาก และส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกัน สนนราคา
อยู่ที่ประมาณ 2,000-3,500 เยนต่อคืน

ดูหนัง

การดูหนังฆ่าเวลา เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับใครที่ต้องการผ่อน
คลาย ในบรรยากาศสบายๆ และเป็นส่วนตัว ขอเชิญเข้ามาที่ห้องดูหนังส่วน
ตัว ด้านในจะเป็นห้องเล็กๆ ที่มีพื้นที่จำกัดสำหรับหนึ่งคนเท่านั้น บางแห่งก็จะ
มีเตียงเล็กๆ อยู่ข้างผนังที่เป็นช่องที่ถูกเจาะลึกเข้าไปไว้บริการด้วย สำหรับ
ใครที่อยากนอน

แต่ส่วนใหญ่ห้องดูหนังแบบนี้ หลักๆ ก็จะมีที่มีแค่โซฟาตัว
ใหญ่ที่ปรับเอนนอนได้ มีทีวี มีเครื่องเล่นดีวีดี มีหูฟัง และมีกระดาษทิชชู่

......

โอ๊ะ ! ลืมไป ยังไม่ได้บอกเรื่องสำคัญ

......

ห้องดูหนังแบบนี้ เค้ามีไว้บริการเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 18 ปีแล้วเท่านั้น

และไม่แนะนำสำหรับท่านสุภาพสตรีทั้งหลาย เพราะเค้าเน้นเฉพาะลูกค้าที่
เป็นผู้ชาย

จริงๆ ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรหรอกว่า ห้ามผู้หญิงมาใช้บริการ

แต่เพราะหนังส่วนใหญ่ในร้านประเภทนี้มักจะเป็น......

......

หนังบู๊ !

……

สู้กันแบบตัวต่อตัว

เสื้อผ้าไม่เกี่ยว !

^^!

......

จริงอยู่ว่าถึงแม้บางแห่งจะมีหนังปกติด้วย

แต่กว่า 90% ของหนังส่วนใหญ่ในร้านประเภทนี้ มักจะเป็นหนังบู๊แบบที่กล่าว
มา

แล้วอย่างนี้ ผู้หญิงที่ไหนเค้าจะกล้ามาใช้บริการกันละเนาะ

……

จริงๆ ยังมีอีกหลายกิจกรรม แต่ขอเอาไว้พูดถึงในคราวถัดไป

......

กลับมาที่โคเอนจิอีกที เพราะตอนนี้เรากับนูมะซังยังไม่รู้เลยว่าคืนนี้จะเอายัง
ไงดี ได้แต่เดินเมาๆ ไปๆ มาๆ อยู่แถวๆ หน้าสถานี เพื่อหาดูว่ามีอะไรน่า
สนใจบ้างแถวๆ นี้

แล้วเราสองคนก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าร้านหนึ่ง

ชื่อร้าน Takarajima 24



บริการห้องดูหนังส่วนตัว

2,000 เยน สำหรับเวลา 5 ชั่วโมง

ราคากำลังดีสำหรับเวลา 5 ชั่วโมงก่อนที่รถไฟเที่ยวแรกจะมา

“ที่นี่แล้วกันนะ”

“จังหวะนี้แล้ว ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นครับ”

ตอนนี้รู้สึกว่าเหมือนใครเอาก้อนหินมาถ่วงหนังตาไว้ เพราะมันจะปิดๆ เสีย
ให้ได้ ไม่น่าเชื่อว่าอาวาโมริโชวจูขวดเดียว จะทำให้หนังตาหนักได้ถึงเพียงนี้

……

เดินผ่านประตูหน้าร้านและช่องบันไดแคบๆ เข้าไปถึงประตูด้านใน เมื่อเปิด
ประตูเข้าไป ก็เจอเข้าให้กับคลังขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า

ด้านในร้านเต็มไปด้วยตู้เก็บหนังบู๊เป็นสิบๆ ตู้ !

เชื่อเถอะว่ามันเยอะขนาดที่ดูได้ทั้งชาติก็ไม่หมด

......

จ่ายตังค์เสร็จสรรพก็รับเอาตะกร้าจากคุณพนักงานมาไว้กับตัวคนละใบ ใน
ตะกร้ามีหูฟัง รีโมทสองอัน เข้าใจว่าเป็นรีโมททีวีกับดีวีดี

และอุปกรณ์แปลกๆ อีกสองสามอย่าง

และที่ขาดไม่ได้….

กระดาษทิชชู่ !

......

อ๋อ เข้าใจละ

สงสัยคงกลัวว่าจะมีลูกค้าจะบ่อตาตื้น

ดูหนังดราม่าไม่ได้ เป็นต้องร้องไห้ตาม

เลยเอากระดาษทิชชู่มาเตรียมไว้ให้

อ๋อ เข้าใจละ
......

เอ๊ะ ! แต่เดี๋ยวก่อน

ที่เห็นอยู่เต็มตู้เมื่อกี้

......

มันมีแต่หนังบู๊นี่หว่า !




 

Create Date : 15 มกราคม 2554    
Last Update : 20 มกราคม 2554 17:05:39 น.
Counter : 727 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 16 : อูมามิ !

หมายเหตุ ขออภัยที่ริวิวนี้อาจจะมีรูปประกอบน้อยกว่ารีวิวอื่น เพราะตอนนั้นคนถ่ายเมา


......

เสร็จจากร้านหมูปิ้งย่างประมาณสี่ทุ่มกว่า กำลังกึ่มๆ ได้ที่

ยังพอมีเวลาเหลือแหล่ให้เราสามคนได้เมาปลิ้น

เอ้ย ! คุยกันต่ออีกหน่อย ^^!

......

เลยจากร้าน Zhu Ton ลึกเข้าไปในซอยเดียวกัน ประมาณ 100 เมตร เป็น
ร้านที่เราตัดสินใจว่าจะมาต่อกัน

ชื่อร้าน Hareruya



ที่เห็นป้ายเป็นรูปวัวสองตัวหันหน้าเข้าหากันนั่นไม่ใช่นะ ป้ายนั่นเป็นของร้าน
Yaki Niku ที่อยู่ชั้นสอง ส่วนร้าน Hareruya จะอยู่ด้านล่าง หน้าร้านจะดูเรียบๆ มาก



แถมยังไม่มีป้ายชื่อร้านติดบอกซะอีกแน่ะ

......

ทามะซัง (เพื่อนนูมะซัง) เป็นคนแนะนำเรามาที่ร้านนี้ แกว่าแกมานั่งกึ่มคนเดียวบ่อย

Hareruya เป็นร้านอิซากายะ ร้านสำหรับนั่งกินดื่มแบบที่มีอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น แต่ที่ต่างออกไปก็เห็นจะเป็นในส่วนบรรยากาศการตกแต่งร้าน ที่ดูจะโมเดิร์นกว่าร้านอิซากายะทั่วๆ ไปค่อนข้างมาก



ตรงส่วนกลางของร้านจะเป็นเหมือนเคาร์เตอร์บาร์ใหญ่ๆ ที่ก่อด้วยอิฐล้อมรอบเอาไว้ แล้วทิ้งเอาไว้ให้เป็นลายอิฐเปลือยๆ แบบนั้น

ส่วนนี้นอกจากจะเอาไว้ชงเหล้าให้ลูกค้าแล้ว ยังเป็นเหมือนบู้ทเดจีเล็กๆ อีกด้วย

เดิร์นดีไหมล่ะ อิซากายะร้านนี้

......

หลังจากอัดเบียร์กันมาเต็มที่จากร้านปิ้งย่าง มาร้านนี้เราจะเปลี่ยนมาดื่มอย่างอื่นบ้างดีกว่า

ทามะซังเอ่ยปากว่า แกอยากจะดื่มโชวจู

โดยส่วนตัว ใครอยากจะดื่มอะไรไม่เป็นปัญหาสำหรับเราอยู่แล้ว

เพราะเราไม่ใช่คนเรื่องมาก ไม่ว่าอะไรเราก็ดื่มได้ทั้งนั้น

ขอแค่บอกมาคำเดียวก็พอว่า……

…

จะเลี้ยง !

^^!

……

รู้จักโชวจูใช่ไหม ?

……

โชวจู (Shochu) เป็นเหล้าญี่ปุ่น ที่ได้จากการหมักข้าวกับยีสต์ แล้วจึงเอาไป
กลั่นอีกครั้ง หรืออาจจะกลั่นต่ออีกหลายครั้ง

จนได้แอลกอฮอล์ที่มีความบริสุทธิ์มากขึ้น ประมาณ Vodka หรือ Gin ของพวกฝรั่ง

มีการขนานโชวจูว่าเป็นเหมือนดั่ง Vodka แห่งญี่ปุ่น อะไรประมาณนั้น

ส่วนแอลกอฮอล์ยอดนิยมอีกอย่างของญี่ปุ่น ที่เราคิดว่าน่าจะคุ้นหูคนไทยมากกว่า

นั่นคือ สาเก (Sake)

……

สาเกจะต่างจากโชวจูตรงที่ หลังจากผ่านจากหมักแล้ว จะไม่มีการนำไปกลั่นต่อ แอลกอฮอล์ชนิดนี้จึงมีความบริสุทธิ์ที่น้อยกว่า และปริมาณดีกรี
แอลกอฮอล์ก็จะน้อยกว่าตามไปด้วย

……

จากประสบการณ์การเมาเหล้าญี่ปุ่นที่ผ่านมา
พอจะสรุปความต่างของโชวจูและสาเกได้ดังต่อไปนี้

-โชวจู แรงกว่า สาเก อันเนื่องมาจากปริมาณแอลกอฮอล์ที่มากกว่า

-โชวจู แพงกว่า สาเก อันเนื่องมาจากประบวนการผลิตและขั้นตอนที่ยุ่งยาก
และซับซ้อนมากกว่า

-โชวจู ทำจากวัตถุที่หลากหลายกว่า ในขณะที่สาเกทำมาจากข้าวอย่างเดียว

-โชวจู เมาค้างน้อยกว่า ในกรณีที่ดื่มในปริมาณเท่ากัน อันเนื่องมาจากความบริสุทธิ์ที่มากกว่า ซึ่งทำให้ตับสามารถทำงานได้ง่ายกว่า และสามารถกำจัดออกจากร่างกายได้ง่ายกว่านั่นเอง

หากนึกไม่ออกว่าทำไมความบริสุทธิ์ที่มากกว่า จึงทำให้ตับทำงานง่ายกว่า
ลองนึกถึงก้อนกรวดที่อยู่ในข้าวสาร หากมีก้อนกรวดปะปนมามาก เราก็ต้อง
เสียเวลามากในการคัดแยกออกมาใช่ไหม แต่หากมีก้อนกรวดปะปนมา
น้อย คือมีปริมาณข้าวสารเยอะกว่า ก็ใช้เวลาคัดแยกที่น้อยกว่าตามไปด้วย
(เทียบเคียงข้าวสารเป็นปริมาณความบริสุทธิ์ของแอลกอฮอล์)

......

ข้อมูลที่กล่าวมา มาจากความเข้าใจและประสบการณ์ตรงของเราเอง

แต่คิดว่าหลายคนคงจะรู้แล้ว คิดซะว่าฟังคนเมาเมาท์แล้วกันนะ

(คิดในใจ) เรื่องเมาๆ นี่เก่งนัก ^^!

……

กลับมาที่ร้าน Hareruya

โชวจูที่เราสั่งเป็นโชวจูยอดนิยมที่มาจากจังหวัดโอกินาวะ

ชื่อว่า Awamori Shochu

สำหรับคอเหล้าในญี่ปุ่นแล้ว ไม่มีใครไม่รู้จักอาวาโมริโชวจู

หนึ่งในโชวจูชื่อดังของญี่ปุ่น ที่มีเอกลักษณ์และรสชาติเฉพาะตัวที่ชัดเจน

ความพิเศษของอาวาโมริโชวจูก็คือ เป็นโชวจูที่ผลิตมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าว
ของไทย !

ใช่แล้ว ! ข้าวไทย

ความแรงของมันอยู่ที่ประมาณ 40 ดีกรี

จะบอกว่ามันคือเหล้าขาวแบบไทยๆ ก็คงไม่ผิดจากกันเท่าไร

แรงซะขนาดนี้

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคืนนี้

ปลิ้นแน่ๆ

^^!

……

“อูมามิ อูมามิ !”

คุณเจ้าของร้านแกร้องอุทานขึ้นมาทันที หลังจากที่รู้ว่าเราเป็นคนไทยแลนด์
จากการบอกเล่าของทามะซัง ว่ามีนักท่องเที่ยวหลงมาดื่มด้วยวันนี้

“เปล่าๆ ไม่ได้ชื่ออูมามิ เราชื่อ.........”

“ไม่ใช่ๆ อูมามิไง อูมามิ อูมามิ !”

เฮียของร้านแกไม่พูดเปล่า เอามือชี้ไปที่ปาก ประมาณว่าให้ดูปาก แล้วค่อยๆ พูดออกมาช้าๆ

“อู – มา – มิ ! เข้าใจยัง”

อูมามิอะไรฟะ ? อยู่ๆ ก็อูมามิ อูมามิ ใครจะไปเข้าใจเฮีย -*-!

เฮียไม่ยอมแพ้ คราวนี้แกเดินหลบหายไปในเคาท์เตอร์ แล้วออกมาอีกที
พร้อมกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คสีขาว

เปิดเข้าไปในเวปไซต์ยูทูป ตั้งใจจะให้เราดูวีดิโอคลิปหนึ่ง

......

"อ๋อ โฆษณาอูมามินั่นเอง แล้วไงเฮีย ?"

แกชี้ไปที่ผู้หญิงในโฆษณาคนนั้น ที่เป็นคุณครูสอนคำว่าอูมามิน่ะ ที่น่ารักๆ
คนนั้นน่ะ จำได้ใช่ไหม

“คนนี้ๆ เธอเคยทำงานอยู่ที่นี่ด้วย”

อ้อ ! เข้าใจแล้วเฮีย จะบอกว่าคุณครูอูมามิในโฆษณา แกเคยเป็นพนักงานของที่นี่มาก่อนใช่ไหม แหม ภูมิใจนำเสนอน่าดูเชียวนะเฮีย

คุณพรีเซนเตอร์ที่น่ารักคนนั้น เห็นว่าไปเรียนภาษาที่เมืองไทยด้วย พูด
ภาษาไทยคล่องปล๋อเชียว จริงๆ เฮียแกบอกชื่อมาด้วย แต่เราดันจำไม่ได้
ซะงั้น เพราะดันเมา ชื่อเฮียก็จำไม่ได้ ขอโทษทีนะเฮีย ^^!

……

ก่อนจะกลับ เฮียถามเราเรื่องเหล้าโอกินาว่า

“อาวาโมริโชวจูเป็นยังไงบ้าง ?”

ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก เพราะกำลังพยายามยืนตัวตรงให้ได้อยู่
เลยตอบเฮียไปว่า.....

“เป็นยังไงเหรอ ก็.........อูมามิ ! ไงเฮีย”

^^!

…

ขอบคุณนูมะซังกับทามาะซังด้วยที่ชวนเรามา “อูมามิ” กันในคืนนี้

ขอบคุณคุณพรีเซนเตอร์ที่น่ารักคนนั้นด้วย
ที่ทำให้เราได้มีเรื่อง “อูมามิ” คุยกับเฮีย

ขออนุญาตเรียกว่า “คุณครูอูมามิ” ก็แล้วกัน

ยินดีที่ (ไม่) รู้จัก

คุณครูอูมามิ !




 

Create Date : 13 มกราคม 2554    
Last Update : 25 มีนาคม 2554 12:39:45 น.
Counter : 573 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 15 : ของ หมู หมู

หลังจากเจอกับทามะซัง เพื่อนนูมะซังที่เพิ่งเลิกงานและตามมาสมทบเรียบร้อย เราต่างก็เดินเลือกร้านสำหรับอาหารในค่ำคืนนี้อยู่นานสองนาน

เลือกไม่ถูกว่าอยากจะกินอะไรดี เนื่องจากว่ามันมีร้านที่น่าสนใจหลายร้านเหลือเกิน

แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่ร้านนี้

.



.

ชื่อร้าน Zhu Ton

ด้วยเหตุผลที่น่าจะถูกใจบรรดาขี้เมาเป็นที่สุด

คือเบียร์ร้านนี้ถูกที่สุดเท่าที่เช็คมาแล้วในระแวกนี้

ไม่ต้องบอกก็น่าจะเดาได้ว่า สามคนนี้ขี้เมาขนาดไหน ^^!

……

เดินเข้ามาเพราะเห็นว่าเบียร์ถูก โดยไม่ได้ทันดูสักนิดว่าเค้าขายอะไร

มารู้อีกทีก็ตอนที่เปิดเมนูดู ถึงได้รู้ว่าที่นี่เค้าขายอะไร

ของ หมู หมู !

นั่นก็ หมู นี่ก็ หมู !

บนหน้าเมนู มีแต่ของหมู หมู เต็มหน้ากระดาษไปหมด

อ้อ เข้าใจแล้ว ร้านนี้เขาคงเน้นขายแต่ของ หมู หมู สินะ

โอเค หมู ก็ หมู โดยนิสัยเราเองก็เป็นคนไม่ชอบทำอะไรยากๆ อยู่แล้ว

เพราะปกติเราก็เป็นคนง่ายๆ สบายๆ

(ยกมือยกไม้ พร้อมกับยักไหล่และยักคิ้วไปด้วยขณะพูด ดูน่าหมั่นไส้ยิ่ง
นัก)

พยายามจะทำให้เหมือนดาราหลายคน ที่มักจะให้สัมภาษณ์ว่า ตัวเองเป็นคน
ง่ายๆ สบายๆ ^^!

......

ถามนูมะซัง “เคยได้ยินไหม เค้าว่าหมูทำอะไรก็อร่อย”

“นูมะซังบอกไม่ทำก็อร่อยนะ เชื่อไหม ?”

“ไม่ทำก็อร่อยหมายความว่าไง อย่าบอกนะว่าจะให้กินหมูดิบ ?”

“ใช่แล้ว ซาชิมิหมู เคยกินไหม ?”

“หมูดิบเนี่ยนะ ใครจะไปเคยกิน ?”

“ยังไม่เคยเหรอ งั้นเดี๋ยวผมจัดมาให้ลองสัก 2 เมนูแล้วกันนะ ?”

ยังไม่ได้บอกสักคำว่าอยากจะลอง (คิดในใจ)

แต่ก็นะ ไหนๆ มาแล้ว เอ้า ลองก็ลองฟะ

......

จานแรกเป็นตับสด

...



...

อึ๋ย !

...

กินกับหอมซอย แล้วก็ไชเท้าฝาน จิ้มกับโชวยุ

เนื้อมันจะนุ่มๆ ลื่นๆ ลิ้น กินเย็นๆ หวานฉ่ำ เคี้ยวกัดได้กรุบๆ

ตอนกินรู้สึกอึ๋ยนิดหน่อย แต่พอกินแล้วก็อร่อยใช้ได้

จานนี้ราคา 420 เยน

......

หมูดิบจานต่อมา เป็นหัวใจ

...



...

อึ๋ย ! (อีกที)

...

จานนี้ก็กินกับหอมซอยและไชเท้าฝานเหมือนกัน

เนื้อจะเย็นๆ ลื่นๆ ฉ่ำๆ ลิ้นคล้ายๆ กัน แต่รสจะหวานน้อยกว่าหน่อย

จานนี้ราคาอยู่ที่ 400 เยน

ตอนแรกคิดว่าว่ามันน่าจะหยึ๋ยๆ

คือ... จะพูดไงดีล่ะ คือมันหยึ๋ยๆ ไง

อธิบายไม่ถูกอ่ะ แต่เข้าใจใช่ป่ะความรู้สึกเนี่ย คือมันจะหยึ๋ยๆ อ่ะ

(คงมีคนเข้าใจแกหรอกนะ ไอ้หยึ๋ยๆ บ้าบออะไรเนี่ย) บ่นกับตัวเอง ^^!

ลองแล้วก็โอเคอยู่นะ อร่อยกว่าที่คิดเอาไว้เยอะทีเดียว

ยิ่งตบท้ายด้วยเบียร์เย็นๆ เข้าไปด้วยนะ

ไหลลื่นเลยทีนี้

มีทั้งตับสด

หัวใจสด

และเบียร์สด !

...

ส่วนคนกินก็สดเหมือนกัน

สดชื่น !

(เพราะเบียร์ถูก) ^^!

......

จานที่ 3 เมนูหมูย่าง

...



...

แต่ถึงจะเป็นหมูย่าง ก็ใช่ว่ามันจะสุก

จะว่าไปจานนี้ก็ดิบเหมือนกัน แต่ดิบนิดหน่อย ตรงเนื้อส่วนใน

หมูย่างร้านนี้เค้าจะไม่ย่างจนสุกเกรียมแบบที่เราคุ้นๆ ตากัน แต่เค้าจะย่างแค่
ให้พอสุกเฉพาะผิวเนื้อส่วนนอก คล้ายๆ แบบกับสเต็กแบบ Medium Rear
อะไรประมาณนั้น

จานนี้อยู่ที่ 450 เยน

ถ้าจะให้เลือกหนึ่งในสามจานนี้ โดยส่วนตัว เราชอบตับสดที่สุด

เพิ่งจะเข้าใจความรู้สึกของตุ๊กแกก็วันนี้เอง

...

นอกจากอาหาร หมู หมู เป็นจานๆ แล้ว ที่ร้านนี้ยังมีเมนูชุดหมู มาให้เราได้ปิ้ง
ย่างทานกันเองอีกด้วย

...



...

ในชุดประกอบไปด้วย เนื้อหมูติดมัน เนื้อสัน ไส้ใหญ่ และไส้อ่อน พร้อมกับ
ชุดผักอีกหนึ่งชุด

...



...

สนนราคาชุดหมูปิ้งย่างนี้อยู่ที่ 6,200 เยน

ย่างบนเตาถ่านร้อนๆ

เราบอกนูมะซังกับทามะซังว่า การย่างหมูนี่ เป็นอะไรที่หมูมากสำหรับเรา

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเชฟกระทะเหล็กอย่างเราแล้วกัน เชิญเสวนากันได้
ตามสบาย

^^!

...

ช่วงแรกๆ นี่สบายหมูมากๆ ย่างไปกินไปเรื่อยๆ นูมะซังกับทามะซังก็ชมว่า
ย่างเก่งมาก สุกกำลังดี อร่อยโคตร

.



.

แต่ย่างไปย่างมา เริ่มรู้สึกว่าไฟมันเริ่มแรงขึ้น

.



.

แรงขึ้น

.



.

แรงขึ้นอีก

.



.

เฮ้ย !

.

แรงเกินไปแล้ว !

.

-*-

.
.

ร้อนถึงเด็กเสิร์ฟต้องรีบมาช่วยดับไฟ

เพราะอาจสงสัยว่าเราจะมาเผาไล่ที่เค้ารึเปล่า

ย่างหมูต้องใช้ไฟแรงขนาดนี้เชียวรึพี่

.



.

นอกจากนูมะซังกับทามะซังเริ่มรู้สึกร้อนผิวกายผิดปกติจนไม่เป็นอันคุยกัน
แล้ว คนโต๊ะข้างๆ หันมามองมาที่โต๊ะเราเป็นตาเดียว เพราะสงสัยว่าโต๊ะเรา
กำลังชุมนุมรอบกองไฟกันรึอย่างไร ไฟย่างหมูถึงได้ลุกโชติช่วงซะขนาด
นั้น

สาเหตุก็เป็นเพราะว่ามันจากหมู ที่เราย่างพร้อมกันทีเดียว มันไหลเยิ้มหยด
ลงไปบนถ่านไฟ จนทำให้ไฟเกิดลุกไหม้ร้อนแรงผิดปกติ

โชคดีที่คุณเด็กเสิร์ฟสกัดต้นเพลิงเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่ลูกค้าในร้านจะลุกหนี
ไปซะก่อน

...

และสุดท้ายหมูย่าง
เลยกลายเป็นหมูกรอบ (เกรียม)

ถามนูมะซังกับทามะซังว่า
อยากจะลองชิมหมูกรอบฝีมือเชฟกระทะเหล็กคนนี้ไหม

สองคนส่ายหน้าพร้อมกันแล้วบอก

...

“ไม่เป็นไร ผมอิ่มแล้ว เชิญคุณเชฟตามสบาย”

...

เฮ้อ เสียท่าจนได้สิน่าคราวนี้

……

เค้าว่าหมูทำอะไรก็อร่อย

ซึ่งเราพิสูจน์ให้เห็นแล้ววันนี้ว่า คำกล่าวนี้ไม่จริงเสมอไป

จะทำอะไรกับหมูก็ได้ แต่ขออย่างเดียว

...

อย่า “ทำไหม้”

...

(เหมือนเรา) เป็นใช้ได้

^^!




 

Create Date : 12 มกราคม 2554    
Last Update : 12 มีนาคม 2554 2:11:04 น.
Counter : 594 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

standupplease
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีที่ได้รู้จัก ตามสบายนะ ขอโทษที ห้องรกไปหน่อย เชิญนั่งก่อนดีกว่า หิวมั้ย กินอะไรมารึยัง
New Comments
Friends' blogs
[Add standupplease's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.