STAND UP PLEASE ! ลำแข้งเค้ามีไว้ให้ยืน !
Group Blog
 
All blogs
 
ขนมโตเกียว ช่วงที่ 6 : ATM

ร่ำลากับคุณอ้วนเรียบร้อย เราก็ลากลับ ส่วนเรโกะก็กำลังจะขอแยกตัวกลับไปก่อน เพราะต้องรีบตื่นไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ เรโกะเลยไม่ได้ไปต่อกับเราด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก นี่ถ้าเรโกะรู้ว่านูมะซังจะเลี้ยงเบียร์คืนนี้ เรโกะอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ เราก็ดันลืมบอกเรโกะไป

ส่วนเรากำลังนูมะซังกำลังจะไปต่อกัน แต่ไม่ได้ไปต่อกันแค่สองคน ยังมีอีกคนที่จะไปต่อกับเราด้วย

และคนๆ นั้นคือ พี่นากาดะ

เราไม่ได้สนิทกับพี่นากาดะมากนัก เพียงแค่รู้จักกันคร่าวๆ แม้จะเคยเจอกันบ้างก็แบบฉิวเฉียด ไม่ได้รู้จักมักคุ้นอะไรกันมากมาย เรารู้ว่าพี่นากาดะคือใคร และพี่นากาดะก็พอจะรู้ว่าเราคือใคร นั่นก็เพราะมีนูมะซังเป็นตัวกลางช่วยประสานความสัมพันธ์ให้

พี่นากาดะเป็นผู้ชายที่เซอร์ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากคนหนึ่งที่เรารู้จัก ไม่ได้พยายามเซอร์เหมือนดารานักร้อง

แต่เป็นเซอร์แบบปล่อยวาง

ดูเหมือนพี่นากาดะแกจะสละแล้วซึ่งเสื้อผ้าหน้าผม
(แซวเล่นนะครับพี่ ^^!)

อย่างเดียวที่แกไม่เคยคิดจะปล่อยวางก็คือ……

งาน !

พี่นากาดะไม่ได้ทำงานกับเราโดยตรง แต่ก็เกี่ยวพันอยู่กับงานที่เราทำเนืองๆ แต่นั่นก็เป็นแค่งานส่วนหนึ่งที่แสนจะยิบย่อยของแก เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่นากาดะทำงานอะไรบ้าง อะไรเป็นงานหลัก อะไรเป็นงานรอง รู้แต่ว่าทำงานเยอะ เพราะพี่นากาดะแกเป็นคนที่ชอบทำงาน อะไรทำได้ก็ทำ ลองทำ ลองถามนูมะซังแกก็ว่าไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าทำหลายอย่าง

พอลองเอางานตัวเอง เทียบกับงานที่พี่นากาดะทำ เลยทำให้เรารู้สึกได้เลยว่าตัวเองช่างขี้เกียจซะเหลือเกิน

การที่พี่นากาดะมาในวันนี้ นอกจากจะเป็นการนัดเจอเพื่อสังสรรค์กันตามธรรมเนียมของคนคุ้นเคยกับนูมะซังเป็นการส่วนตัวแล้ว อีกเหตุผลหนึ่ง นั่นเป็นเพราะว่าเรามีเรื่องที่อยากจะให้พี่นากาดะช่วยหน่อย

เราปรึกษานูมะซังว่า การที่เราต้องมาอยู่โตเกียวนานถึงสามเดือน จำเป็นที่จะต้องนำเงินติดตัวมาด้วยก้อนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ มันอาจจะไม่เยอะเท่าไรสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเรามันสำคัญมากพอที่จะต่อชีวิตเราให้อยู่ในโตเกียวได้ถึงสามเดือน สำหรับคนอื่นอาจจะแก้ปัญหาด้วยการพกบัตรเครดิตติดตัวมาด้วย แต่เราไม่เคยมีบัตรเครดิตมาก่อนเลยในชีวิต และโดยส่วนตัวก็ไม่คิดอยากที่จะทำเท่าไร และถึงอยากทำก็ไม่รู้ว่าเค้าจะทำให้ด้วยหรือเปล่า เราเลยใช้วิธีกำเงินมาเลยทั้งก้อน เงินที่จะใช้อยู่ในโตเกียวทั้งสามเดือนนี้แหละ นูมะซังบอกการกระทำเช่นนี้ดูจะเป็นอะไรที่หวือหวาเกินไป แถมที่ๆ เราจะไปพักอยู่ก็เป็นที่พักแบบแชร์รูมอีก ใครเข้าใครออกก็ตั้งเยอะแยะ หรือหากจะพกเงินสดทั้งก้อนนั้นติดตัวไปไหนต่อไหนด้วย ก็ดูน่าหวาดเสียวเกินไป ไปไหนมาไหนก็คงไม่สบายตัวแน่ๆ เพราะมัวแต่คอยพะวงอยู่แต่กับเงินในกระเป๋า

นูมะซังเสนอไอเดียให้ว่า ถ้าอย่างนั้นทำบัตร ATM เลยดีไหม เราบอกบัตรเอทีเอ็มเราก็มีแล้ว แต่ไม่ค่อยอยากจะกดใช้บ่อยๆ เพราะไม่อยากโดนชาจน์เงินเยนไปเปล่าๆ ปรี้ๆ นูมะซังบอกว่าไม่ใช่บัตร ATM ของคุณ แต่หมายถึงบัตร ATM ของญี่ปุ่น

และนี่คืออีกเหตุผลที่พี่นากาดะมาเจอกับเราในคืนนี้

พี่นากาดะจะทำบัตร ATM ให้เรา

……

เรานัดเจอกับพี่นากาดะที่ร้านอิซากายะแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับสถานีอาซากุสะ คิดว่าหลายคนคงรู้แล้วว่าร้านอิซากายะเป็นยังไง แต่ก็คิดว่าอีกหลายคนคงยังไม่รู้เหมือนกัน

ร้านอิซากายะเป็นร้านนั่งกินนั่งดื่มแบบญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะเต็มไปด้วยนานาอาหารญี่ปุ่นหลากชนิด ทั้งต้มผัดปิ้งย่างแล้ว ยังเต็มไปด้วยเหล้าเบียร์และเครื่องดื่มอีกหลากหลายชนิดด้วยเช่นกัน แถมยังเป็นที่สังสรรค์กันของลูกค้าหลายช่วงวัย โดยเฉพาะเหล่าบรรดา Salary man ทั้งหลาย ที่มักจะชอบมาชุมนุมกันอยู่ในร้านแบบนี้หลังเลิกงาน

หากใครที่เคยได้ดูซีรี่ย์ญี่ปุ่นมาบ้าง คงพอจะนึกภาพออก บรรยากาศร้านอิซากายะจะดูยุ่งเหยิงวุ่นวายหน่อย แต่ละโต๊ะก็จะมีคนมานั่งล้องวงกันหลายๆ คน มีโต๊ะยาวๆ ที่ติดกับเคาท์เตอร์บาร์ มีควันจากอาหารปิ้งย่างลอยฟุ้ง ผู้คนพูดคุยกันเจี๊ยวจ๊าว และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ

ต้องมีคนเมา !

ร้านที่พี่นากาดะพาเราไปคือร้าน Kin No Ku Ra



แต่เรียกกันเองง่ายๆ ว่าร้าน 270 เยน เห็นพี่นากาดะก็เรียกแบบนี้ เพราะที่นี่มีจุดขายอยู่ว่าอาหารทุกเมนูขายในราคาเดียวกันคือ 270 เยน

เห็นว่ามีอยู่หลายสาขาอยู่เหมือนกัน แต่สาขาที่เรามานี้อยู่บนชั้น 4 ของตึกที่อยู่ตรงข้ามฝั่งสถานีอาซาคุสะ แค่ข้ามถนนมาก็ถึงเลย



และสำหรับใครที่ไม่ประสีประสาภาษาญี่ปุ่นแบบเรา และขี้เกียจจะเล่นเกมส์ใบ้คำกับเด็กเสิร์ฟที่ร้าน ที่นี่น่าจะพอแก้ปัญหาให้คุณได้ เพราะเค้ามีเมนูภาษาอังกฤษไว้บริการด้วย แต่คุณต้องสั่งอาหารเองทั้งหมดด้วยตัวของคุณเอง ผ่านมอนิเตอร์ที่อยู่บนโต๊ะของคุณ



เป็นมอนิเตอร์ระบบจิ้มกระจก (เค้าเรียก Touch Screen ใช่ป่ะ แบบเดียวกับไอโฟนอ่ะ)



จากรูป พี่นากาดะกำลังสอนวิธีจิ้มอย่างถูกวิธี พี่นากาดะบอกวิธีการใช้งานง่ายมาก แค่เอานิ้วชี้จิ้มลงไปเบาๆ

ขอบคุณครับที่บอก

นี่ถ้าไม่บอกเราอาจจะเอาข้อศอกจิ้มไปแล้วนะเนี่ย

วิธีใช้ก็ไม่มีอะไรมาก เลือกเมนูภาษาอังกฤษแล้วก็จิ้มๆ เอา ทั้งอาหารและเครื่องดื่มนั่นแหละ กินเสร็จก็เดินไปจ่ายตังค์เอง ไม่ต้องคุยอะไรกับใครทั้งสิ้น

ชอบไหมแบบนี้

คิดว่าหลายคนคงจะชอบเพราะมันก็สะดวกดีจริงๆ มองๆ ไปก็เห็นลูกค้าเค้าเยอะอยู่ แต่เรากลับไม่ค่อยชอบเท่าไร

จริงอยู่แม้จะสื่อสารกันไม่ค่อยจะได้ แต่การได้แลกเปลี่ยนรอยยิ้มให้กันบ้าง ก็ดูจะน่าชื่นใจกว่า

ส่วนอาหารในร้าน เราก็ไม่ค่อยจะชอบเท่าไรเหมือนกัน

เราสั่งพวกซูชิมาลอง 3-4 อย่าง



พี่นากาดะบอกว่า เพราะเค้าขายราคาเดียวและค่อนข้างถูก (สำหรับคนญี่ปุ่น) ฉะนั้นถ้าจะไปสั่งอาหารที่ปกติมันแพง ก็จะได้เกรดอาหารที่ลดลงมาแทน แต่ถ้าสั่งอาหารเมนูกลางๆ ที่ปกติก็ราคาประมาณนี้ ก็ถือว่าโอเคอยู่

ถึงจะออกตัวว่าไม่ชอบเท่าไร แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากให้แวะเวียนมาลองกัน

......

กินไปสักพัก นูมะซังก็ชวนไปต่อร้านอื่น พี่นากาดะแนะนำให้ไปอีกร้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน อยู่ห่างจากสถานีอาซากุสะที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งเพียงไม่ถึง 30 ก้าว



ร้านนี้ชื่อร้าน Sakura อ่านได้แค่นี้ ด้านหลังเป็นคันจิมั้ง อ่านไม่ออก

บนป้ายร้านเขียนภาษาอังกฤษเอาไว้ตัวเบิ้มๆ ว่า เค้าขายถูกทุกวัน

จริงๆ เห็นพี่นากาดะแนะนำมาแต่ร้านแบบนี้ หมายถึงร้านที่เน้นขายถูก ไม่ได้หมายความว่าพี่นากาดะจะจนหรือขี้เหนียวแต่ประการใด แต่เพราะเราขอไปแบบนี้เองว่าอยากให้พี่นากาดะช่วยแนะนำร้านที่มันไม่แพงเกินไป แต่น่าสนใจและเอาอร่อยๆ ด้วย

นูมะซังถามว่าอยากกินอะไร

มาญี่ปุ่นทั้งที ขอกินอะไรที่เป็นฉายาเมืองหน่อย

เมืองปลาดิบ !

นูมะซังบอกทันที

“จัดไป !”

แล้วคุณพนักงานเสิร์ฟก็จัดมาให้ทันใจ เป็น Sashimi ชุดใหญ่เต็มโต๊ะ



ทั้งปลาดิบ ปลาหมึกดิบ เครื่องในดิบ ผักดิบ

และม้าดิบ !



เป็นอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดคุมาโมโต้ ที่อยู่แถวๆ เกาะคิวชูนู่น

ฟังแล้วอาจจะรู้สึกบรึ๋ยๆ หน่อย แต่กลับอร่อยเกินคาด

เคี้ยวหนึบๆ มันๆ เพลินดี

……

บนโต๊ะนี้มีอย่างเดียวที่ไม่ดิบคือจานนี้



สำหรับคนที่ไม่ชอบกินอะไรดิบๆ ขอแนะนำเมนูนี้แทนแล้วกัน
คือเป็ดย่างรมควัน



รับประกันว่ากินแล้วจะไม่รู้สึกเซ็งเป็ด !

......

ในซอยเปลี่ยวที่ค่อนข้างอยู่ห่างไกลผู้รักษากฏหมาย บรรยากาศค่อนข้างมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากหลอดนิออนที่ส่องแสงเพียงกระพริบติดๆ ดับๆ
กลางดึกสงัด ชายสองคนในชุดสูทสีดำกับแว่นตาดำ เดินย่ำพื้นน้ำเจิ่งนอง มาพร้อมกระเป๋าเจมส์บอนด์สีดำใบใหญ่ เพื่อนัดเจอกับชายอีกคนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นมาเฟียขาใหญ่ของถิ่นนี้

“ของที่สั่งไว้จะได้เมื่อไร ?” ชายหนึ่งในสองคนที่มาด้วยกันพูด

“ช่วงนี้ของขาดตลาด ลื้อก็รู้ว่าช่วงนี้ตำรวจมันชุมยิ่งกว่ายุงตีกันซะอีก”

“เราอยากรู้ว่าจะได้ของเมื่อไร”

“ลื้ออย่าเพิ่งมาเร่งอั๊วน่า เอาไว้อั๊วจะโทรบอกลื้อเองว่าให้มารับเมื่อไร ว่าแต่ที่ตกลงกันไว้ ลื้อเอามาด้วยรึเปล่า”

“ชายหนึ่งในสองคน ยกกระเป๋าเจมส์บอนด์สีดำใบใหญ่ ปลดล๊อคกระเป๋าเสียงดัง แกร๊ก แกร๊ก เมื่อเปิดประเป๋าออก เผยให้เห็นเงินปึกใหญ่อยู่ในนั้น”
ชายคนที่มาเดี่ยวทำตาลุกวาวกับปึกเงินในกระเป๋า พร้อมกับหัวเราะในลำคอเสียงดัง พร้อมยื่นมือเข้ามาเพื่อที่จะยึดกระเป๋าใบนั้นไว้

“ฮึ ฮึ ฮึ หวังว่าคงไม่ต้องเสียเวลานับนะ”

“ช้าก่อน !” ชายหนึ่งในสองคนที่มาด้วยกัน ดึงกระเป๋ากลับเข้าหาตัวเล็กน้อย

“หวังว่าคงไม่มีลูกตุกติกนะ”

“เออน่า อั๊วอยู่ในวงการนี้มานาน ไว้ใจอั๊วได้ แต่ถ้าลื้อไม่ไว้ใจอั๊ว จะไปเจรจากับคนอื่นอั๊วก็ไม่ขัดข้องอยู่แล้ว”
ชายที่ดูเหมือนจะเป็นขาใหญ่ของที่นี่กล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน เหมือนรู้ว่ายังไงซะ อีกฝ่ายก็คงไม่มีทางเลือกไปมากกว่านี้

“เอางี้ ถ้างั้นอั๊วจะเร่งให้ลื้อก็แล้วกัน เอาเป็นอีก 7 วัน แล้วอั๊วจะโทรไปบอกเองว่าให้มารับของที่ไหนยังไง ตอนนี้จะเที่ยงคืนแล้ว อั๊วต้องไปแล้ว ส่ง
กระเป๋ามาได้แล้ว”

ชายคนที่ถือกระเป๋าจำใจส่งกระเป๋าให้ ทั้งสองได้แต่มองชายอีกคนถือกระเป๋าเงินเดินจนลับตาไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ ฮึ ฮึ ในลำคอ โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้ นอกจากรอให้เวลาผ่านไปอีกเจ็ดวัน

เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป เขาจะได้ของหรือไม่ และจะได้เมื่อไหร่ ไม่รู้ใครล่วงรู้

.....

รู้แต่ว่าตอนนี้ได้เวลาที่พี่นากาดะต้องรีบกลับบ้านแล้ว เพราะนี่มันใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ขืนชักช้ามีหวังตกรถไฟกันพอดี

......

หมายเหตุ

เรื่องของเรื่องคือ เราเอาเงินมาเพื่อจะให้พี่นากาดะช่วยทำบัตรเอทีเอ็มให้หน่อย พอดีว่าระหว่างที่พิมพ์อยู่นี้ ที่เกสต์เฮ้าส์เค้ากำลังนั่งดูหนังญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งอยู่ เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ประมาณหนังแบบเจ้าพ่อมาเฟียอะไรสักอย่าง แล้วมันมีฉากประมาณนี้อยู่ เลยอยากจะเขียนให้มันเข้ากับบรรยากาศหน่อย ไอกระเป๋าเจมส์บอนด์อะไรก็ไม่มีหรอก จริงๆ มีแค่ถุงกระดาษใบนึง กับเงินปึกเล็กๆ บางๆ ปึกเดียวแค่นั้นแหละ อยากเขียนให้มันเว่อร์ไปงั้นเอง

แต่รายละเอียดโดยรวมคร่าวๆ ก็ประมาณนี้ คือพี่นากาดะเค้าจะช่วยทำบัตรเอทีเอ็มให้ เห็นพี่นากาดะบอกต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ถึงจะได้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอะไร แต่นักท่องเที่ยวทั่วไปไม่น่าจะไปทำเองได้ หรือถ้าทำได้ก็คงไม่มีใครเค้าทำกันหรอกเนาะ แค่มาเที่ยวประเดี๋ยวประด๋าวเอง

นั่นสินะ ! แค่ประเดี๋ยวประด๋าว

แล้วตูจะทำบัตรเอทีเอ็มไปทำด๋อยอะไรเนี่ย ?



Create Date : 28 ตุลาคม 2553
Last Update : 29 ตุลาคม 2553 0:29:10 น. 4 comments
Counter : 553 Pageviews.

 
ขอบคุณมากๆนะครับ มีความสุขทุกวันๆนะครับ


โดย: หน่อย - ตั้ม (tumauto ) วันที่: 28 ตุลาคม 2553 เวลา:21:31:24 น.  

 
ทำเผื่อน่ะครับ

อย่างน้อย มีบัตรแทนเงินสด อุ่นใจกว่า บัตรเพิ่มหนี้ นะครับ


โดย: jejeeppe วันที่: 28 ตุลาคม 2553 เวลา:23:35:20 น.  

 
โคมไฟยักษ์ บรรยากาศน่าเดินนะค่ะ


โดย: kidthung maanoy วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:47:42 น.  

 
ยิ่งอ่านยิ่งมันส์ ชอบจังเลย


โดย: honeynut วันที่: 29 มกราคม 2554 เวลา:20:30:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

standupplease
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีที่ได้รู้จัก ตามสบายนะ ขอโทษที ห้องรกไปหน่อย เชิญนั่งก่อนดีกว่า หิวมั้ย กินอะไรมารึยัง
New Comments
Friends' blogs
[Add standupplease's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.