ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ผลการเลือกตั้งนายกอบจ.4จังหวัดชายแดนภาคใต้

นราธิวาส
นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน
ฐานเสียงของตระกูลยาวอหะซัน,อุตรสินธิ์และแวดาโอ๊ะ
ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ นายก อบจ.นราธิวาส นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน บิดาของนายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส พรรคชาติไทยพัฒนาที่ได้ 105,327 คะแนน และนายรำรี มามะ ได้ 87,973 คะแนน

ปัตตานี
นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี
ฐานเสียงของตระกูลโต๊ะมีนา
ผู้ชนะการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการคือ นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้สมัครหมายเลข 3 และเป็นอดีตนายก อบจ.ปัตตานีมาแล้วถึง 2 สมัย คนสนิทกลุ่มวาดะห์ ได้คะแนน 98,854 คะแนน มากเป็นอันดับ 1 ทิ้งห่างคู่แข่งที่ได้อันดับ 2 ถึงกว่า 25,000 คะแนน คือนายอนุมัติ ซูสารอ ผู้สมัครหมายเลข 2 เด็กเพื่อแผ่นดิน ซึ่งได้คะแนน 73,781 คะแนน ขณะที่อันดับ 3 คือนายฟรีดี เบญฮิบรอน พรรคปชป. ผู้สมัครหมายเลข 1 ได้คะแนนเพียง 41,030 คะแนน
ขณะที่ยอดจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง อบจ. มีทั้งสิ้น 239,717 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 60.18 ซึ่งถือว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์ต่ำกว่าเป้าที่ทาง กกต.ปัตตานีวางไว้คือ 70 % ซึ่งสาเหตุสำคัญน่าจะมาจากปัญหาความไม่สงบ ในจำนวนนี้มีบัตรเสีย 6.29 % และผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 4.58 %ผลเลือก อบจ.ทั่วภาคใต้

ยะลา
ฐานเสียงของตระกูลมะทา
นายมุขตาร์ มะทา (น้องชายนายวันมูฮัมหมัดนอร์ มะทา) อดีตรองนายก อบจ.ยะลา และหัวหน้าทีมยะลาพัฒนา ผู้สมัครหมายเลข 2 เป็นนายกอบจ. โดยเอาชนะคู่แข่ง คือ “นายดาวุฒิ ซา”ผู้สมัครหมายเลข 1 จากทีมประชาธิปัตย์ ไป

สตูล
นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์
หลังจาก นายธานินทร์ ใจสมุทร ถูกใบแดง ทำให้ต้องเว้นวรรคทางการเมือง ซึ่งมีผู้สมัครลงชิงนายกถึง 4 ท่าน ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างคึกคัก ถึงแม้ว่าประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ์เพียง 66%
โดยหมายเลข 1 นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ ได้ 77,417 คะแนน หมายเลข 2 นายมาวิน หลีเส็น ทีมสตูลก้าวใหม่ จากค่าย ส.ส.อสิ มะหะมัดยังกี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย ซึ่งเป็นพี่เขย ได้ 4,260 คะแนน หมายเลข 3 นายอิสมาแอล ขุนดำ อดีต ส.จ.เขตเมือง จ.สตูล ได้ 4,787 คะแนน และหมายเลข 4 นายอามีน มันยามีน ทีมสมานฉันท์ ผู้สมัครในนามนายธานินทร์ ใจสมุทร อดีต ส.ส. 5 สมัย และอดีตนายก อบจ. 9 เดือน ที่เคยถูกใบแดง 2 ใบซ้อน ได้ 30,500 คะแนน
ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 7,570 คน บัตรเสีย 3,859 ใบ โดยในจังหวัดสตูลมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 192,982 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ 128,393 คน คิดเป็น 66.53 %

ครั้งนี้ นายธานินทร์ ได้ส่งครูแมน หรือ นายอามีน มันยามีน ลงรับสมัครเลือกตั้ง และส่งนางแก้วตา ใจสมุทร เป็นที่ปรึกษา ซึ่งก็ยังได้รับการสนับสนุนจากนายฮอชาลี ม่าเหร็ม ส.ส. 2 สมัย พรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย จึงพกเอาความมั่นใจว่าจะสามารถปราบคู่ต่อสู้ได้อย่างราบคาบ โดยเฉพาะหมายเลข 1 นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ ที่ค่อนข้างมาแรง แต่ท้ายสุดก็ไม่เป็นตามคาด
ทั้งนี้ นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ จบการศึกษาปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาโท มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ พร้อมเป็นนักพัฒนามืออาชีพที่เคยสร้างความโด่งดังให้เทศบาลตำบลกำแพงถึง 3 สมัย เคยได้รับรางวัลธรรมาภิบาล และรางวัลน้อยใหญ่ถึง 15 รางวัล จนได้รับการสนับสนุนจากหน่วยราชการต่างๆ และองค์กรท้องถิ่น
การถล่มพรรคประชาธิปัตย์อย่างราบคาบครั้งนี้ นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นคนที่ทำการบ้านมาดีและใช้แผนแบบพรรคประชาธิปัตย์ คือการเปิดเวทีปราศรัย ชี้แจงนโยบาย ทุกพื้นที่ทั้ง 7 อำเภอ ไม่ว่าจะมีคนดูหรือไม่มีคนดู เขาจะทำการปราศรัยอย่างเต็มร้อย และเป็นคนที่มีความพร้อม ดังนั้นผลชนะในครั้งนี้ถือว่าเป็นการรวมพลังของประชาชนในพื้นที่ จ.สตูล ทุกเชื้อชาติศาสนา เพื่อต้องการเอาคนที่ดีที่สุดเข้ามาบริหารจังหวัด โดยเฉพาะ อบจ.สตูล ที่มีงบประมาณและอำนาจหน้าที่ในการพัฒนา จ.สตูล
ด้าน นายธานินทร์ ใจสมุทร ควงคู่มากับ นายฮอชาลี ม่าเหร็ม ซึ่งถือได้ว่าทั้งสองคนเป็น ส.ส.ที่มีคุณภาพของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคให้ความไว้วางใจทั้งคู่
การลงสนามในครั้งนี้พกเอาความมั่นใจและความเป็นต่อมาโดยตลอด แต่การส่งครูแมน หรือนายอามีน มันยามีน ซึ่งเป็นอดีต ส.จ.หลายสมัยลงสนาม กลับถูกมองว่า "เอาคนรุ่นเก่าเข้ามาร่วมทำงานใน อบจ." ทั้งที่นายธานินทร์ ใจสมุทร อดีตนายก อบจ.สตูล ได้มีนโยบายอย่างชัดเจนที่จะพัฒนา จ.สตูล หลายโครงการที่เด่นชัดสร้างความประทับใจให้แก่ประชาชนและข้าราชการ เอกชนในท้องที่เป็นอย่างมาก แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่มั่นใจว่า นายอามีน มันยามีน จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลเหมือนนายธานินทร์ ผู้สนับสนุนหรือไม่!
บวกกับการที่นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 ได้เสนอนโยบายอย่างชัดเจนที่จะพัฒนา จ.สตูล แบบต้องการความเปลี่ยนแปลงคนสตูล จึงรวมพลังเลือกของใหม่ เพื่อให้ดีกว่าเก่า จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า "สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์" ผู้ล้มนายธานินทร์ ใจสมุทร และ ส.ส.อสิ ลงอย่างราบคาบ จะต้องทำงานหนักเพื่อชิงเอาใจพี่น้องประชาชนกลับมาให้ได้


แรงหนุนปชป.พ่ายผู้สมัครอิสระ

ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ชุมพร ปรากฎว่า หมายเลข 1 นายอำนวย บัวเขียว ทีมรักษ์ท้องถิ่น มีคะแนนเก่าในฐานะอดีตนายก อบจ.มาก่อน ได้ 82,626 คะแนน เป็นว่าที่นายก อบจ.ชุมพร ชนะหมายเลข 3 นายสมบูรณ์ พรหมมาศ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำคะแนนมาได้เพียง 81,146 คะแนน
----------------

แกนนำวาดะห์ชนะที่สตูล

ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.สตูล ปรากฏว่า นายวิทูร หลังจิ ทีมสตูลยุคใหม่ อดีต ส.ส.สตูล พรรคชาติไทย หนึ่งในแกนนำกลุ่มวาดะห์ และสมาชิกพรรคไทยรักไทย ที่เปลี่ยนเส้นทางการเมืองหันมาลงการเมืองระดับท้องถิ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาพันธ์องค์กรมุสลิม จ.สตูล ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 48,184 คะแนน เอาชนะนายปัจจุบัน อังโชติพันธ์ อดีตนายก อบจ.และ นายวินัย นาทิพเวทย์ หมายเลข 4 ซึ่งมีนายธานินทร์ ใจสมุทร ส.ส.สตูล พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1
สนับสนุน และนายนาวี พรหมทรัพย์ ผู้สมัครนายก อบจ. หมายเลข 1 มีประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 สตูล สนับสนุน
จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 175,227 คน ผู้มาใช้สิทธิ์ 133,510 คน คิดเป็น 76.19% บัตรเสีย 4,262 ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2,941 คน
สำหรับผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.จ.สตูล จำนวน 24 คน มีดังนี้คือ
อำเภอเมือง เขต 1 นายยำมาฮาร โอสถาน เขต 2 นายพรชัย กู้สกุล เขต 3 นายเฉลิม บัวเพ็ชร เขต 4 นายอิสมาแอล ขุนดำ เขต 5 นายกูรฮัน ปาติง เขต 6 นายสมพล อาดำ เขต 7 นายดนับ หลงโสะ เขต 8 นายรอสี ใบกาเด็ม เขต 9 นายวิทัศน์ หลังจิ
อำเภอละงู เขต 1 นายหรน อุศมา เขต 2 นายจำรูญ ดีเวาวภาคย์ เขต 3 นายปิยวัฒน์ เวชสิทธิ์ เขต 4 นายรน ภูมิรัตน์พงศ์ เขต 5 นายฝาอาด เหมมุน
อำเภอทุ่งหว้า เขต 1 นายประเสริฐ แซ่อึ้ง เขต 2 นายสุทรรศน์ จุนณศักดิ์ศรี
อำเภอควนกาหลง เขต 1 นายนิคม บัวนวล เขต 2 นายอนุสรณ์ มรรคาเขต เขต 3 นายภิรมย์ ธนูสาย
อำเภอควนโดน เขต 1 นายสะหรี พันหวัง เขต 2 นายอาบู ฮะอุรา
อ.ท่าแพ เขต 1 นายประชา กาสาเอก เขต 2 นายนูรุดดีน ยาหยาหมัน และกิ่ง อ.มะนัง เขต 1 นายคูณ สุวรรณโณ

------------------------

"สมศักดิ์"แชมป์เก่าบี้ชนะเด็ก"ชวน"

จ.กระบี่ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล อดีตนายก อบจ. 3 สมัย กลุ่มรักกะระบี่ สังกัดพรรคไทยรักไทย ได้ 91,076 คะแนน ชนะนายสัญญา เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ 76,457 คะแนน โดยก่อนหน้านี้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์เดินทางไปช่วยนายสัญญาปราศรัยอย่างเต็ม ที่
จังหวัดมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 242,867 คน
ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 181,219 คน คิดเป็นร้อยละ 75 บั
ตรเสียร้อยละ 6 ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนร้อยละ 2
ส่วนการนับคะแนนสมาชิก อบจ.กระบี่ ซึ่งมีทั้งหมด 24 เขต ผลการปรากฏว่า สมาชิก อบจ.กระบี่ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือก 17 เขตเลือกตั้ง ส่วนที่เหลือเป็นของกลุ่มรักกระบี่ 7 เขต
โดยผลการเลือกตั้งที่อำเภอลำทับ ได้แก่ นายสุชาติ เพชรสุก อำเภอเกาะลันตา เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายวรเดช ปุตสะ เขต 2 ได้แก่ นายนันทชาติ เกื้อชาติ อำเภอปลายพระยา เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายจเร ปานจีน เขต 2 ได้แก่ นายประสิทธิ์ จรงหนู
อำเภอคลองท่อม เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายสว่าง แก้วเจือ เขต 2 ได้แก่ นายจริตพงษ์ ชนะกุล เขต 3 ได้แก่ นายก้าสาด ผลเงาะ เขต 4 ได้แก่ นายอารีย์ ห้วยลึก
อำเภอเขาพนม เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายสมคิด เพชรพรรณราย เขต 2 ได้แก่ นายสุคนธ์ สวัสดิภิรมณ์ เขต 3 ได้แก่ นายประสิทธิ์ ไหมสีเสน
อำเภออ่าวลึก เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายประวุฒิ สกุลสนธยา เขต 2 ได้แก่ ว่าที่พันตรี กิตติศักดิ์ กิตติสิทธิ์โธ เขต 3 ได้แก่ นายยุทธนา อ่าวลึกน้อย
อำเภอเมืองกระบี่ เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายสมัชชา เอ่งฉ้วน เขต 2 ได้แก่ นายธีระ กิจประสาน เขต 3 ได้แก่ นายพิสุทธิ์ ภูมิภมร เขต 4 ได้แก่ นายธนากร ขยันการ เขต 5 ได้แก่ นายสาคร เกี่ยวข้อง เขต 6 ได้แก่ นางสาวสุสิภา สกลกิตติวัฒน์
อำเภอเหนือคลอง เขตเลือกตั้ง ที่ 1 ได้แก่นายสวัสดิ์ พยายาม เขต 2 ได้แก่ นายวีระศักดิ์ ศรีชัย เขต 3 ได้แก่ นายระวี บ่อหนา

---------------

ปชป.เฉือนชนะวาดะห์ที่นราธิวาส

จ.นราธิวาส นายกูเส็ง ยาวอหะซัน อดีตนายก อบจ.จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 96,977 คะแนน ชนะนายมะฮูเซ็น มะสุยี อดีต ส.อบจ.สังกัดพรรคไทยรักไทย ที่ได้ 80,327 คะแนน และทิ้งห่างนายนิโซ๊ะ มือฆะ อดีตนายก อบจ. นราธิวาส สมัยที่ผ่าน ที่ได้เพียง 78,181 คะแนน

---------------

"อนันต์"รักษาเก้าอี้ได้ที่พังงา

จ.พังงา นายอนันต์ บุญรักษ์ อดีต นายก อบจ.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 65,535 คะแนน ชนะนายบำรุง ปิยนามวานิช อดีตนายก อบจ.สังกัดไทยรักไทยได้ 33,712 คะแนน
โดยผู้สมัคร ส.จ. ในทีมของนายอนันต์ได้รับเลือก 17 ที่นั่ง ส่วนทีมของนายบำรุงได้รับเลือก 7 ที่นั่ง

-----------------

"อัญชลี"กำชัยสนามภูเก็ต

ผลการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.ภูเก็ต ปรากฏว่า นางอัญชลี วานิช เทพบุตร ผู้สมัครหมายเลข 1จากพรรคประชาธิปัตย์ได้ 60,233 คะแนน และพา ส.จ.ในสังกัดเข้ามาได้ 19 คน ชนะนายวิสุทธิ์ สันติกุล ผู้สมัครหมายเลข 2 กลุ่ม อบจ.ก้าวใหม่ ผู้บริหาร อบจ.ภูเก็ตสมัยที่ผ่านมา โดยนายวิสุทธิ์ได้คะแนนเพียง 34,995 คะแนน
ส่วนรายชื่อ ส.จ. ภูเก็ต ที่ชนะการเลือกตั้ง
เขตอำเมืองภูเก็ต เขต 1 นายปริญญา เสียมหาญ เขต 2 นายชัยวิชิต เดชวรรคณีย์ เขต 3 นายชวนะ เกียรติชวนะเสวี เขต 4 นายสมหมาย หมายพงศ์พัฒนา เขต 5 นายหัตถ์ กตัญชลีกุล เขต 6 นายพงษ์สุระ คู่พงศกร เขต7 นายอมร อินทรเจริญ เขต 8 นายสุรทิน เลี่ยนอุดม เขต 9 นายปรีชา ใจอาจ เขต 10 นายเบญจพันธ์ ทองตัน เขต 11 นายมนู เขียวคราม เขต 12 นายวินัย ยุคุณธร เขต 13 นายสุเทพ ออวัฒนา เขต 14 นายวีระ กาวิเศษ เขต 15 นายธนา ลิมปานนท์
เขตอำเภอถลาง เขต 1 นายอานุภาพ เวชวานิชสนอง เขต 2 นายเกษตร พิมานพรหม เขต 3 นายอธิพงษ์ คงนาม เขต 4 นายสันติ เกาะกาวี เขต 5 นายวิรวัฒน์ จินะเสนาเขต 6 นายวัชรพงษ์ เกื้อวงศ์
เขตอำเภอกะทู้ เขต 1 นายนิพนธ์ บำรุงถิ่น เขต 2 นายบุญมา เอียบทรัพย์ เขต 3 นายวิษณุ ดุมลักษณ์

------------------

"วิฑูรย์"ยังรักษาเก้าอี้ได้อีกสมัย

จ.นครศรีธรรมราช นายวิฑูรย์ เดชเดโช ทีมพลังเมืองนคร อดีตนายก อบจ.สมัยที่ผ่านมา ซึ่งเป็นญาติกับนายชำนิ ศักดิเศรษฐ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครหมายเลข 2 ได้ 210,818 คะแนน ชนะนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ จากพรรคไทยรักไทย ผู้สมัครหมายเลข 1 ซึ่งได้ 174,848 คะแนน และนายสายัณห์ ยุติธรรม ผู้สมัครหมายเลข 3 ผู้ช่วย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ จากประชาธิปัตย์อีกรายได้ 120,555 คะแนน

-------------------

อดีตส.ส. 3 สมัยคว้านายก อบจ.พัทลุง

จ.พัทลุง ซึ่งมีการแข่งขันกัน 3 คนนั้นปรากฏว่า นายสานันท์ สุพรรณชนะบุรี อดีต ส.ส. 3 สมัย คว้าเก้าอี้ นายก อบจ.ไปได้ด้วยคะแนน 107,734 คะแนน ทิ้งห่างนายบันเทิง วรศรี ถึง 2,383 คะแนน และนายประกาศิต ไหมอ่อน ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. อีกรายนั้นได้เพียง 22,861คะแนน
-------------------

"กิจ หลีกภัย"ชนะ"พิทักษ์"ลอยลำ

จ.ตรัง นายกิจ หลีกภัย ทีมกิจปวงชน พี่ชายนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ได้ 198,909 คะแนน ขณะที่คู่แข่งคือ นายพิทักษ์ รังษีธรรม ได้ 58,909 คะแนน
จ.ตรัง มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 399,599 คน มาใช้สิทธิ 283,585 คน คิดเป็น 70.78% บัตรเสีย 2,039 ใบ ผู้ไม่ประสงค์ใช้สิทธิ 6,094
สําหรับผลการเลือกตั้งส.จ.ทั้ง 30 เขต ปรากฏว่า ผู้สมัครทีมพี่ชายนายชวน ได้รับเลือก 24 คน อีก 6 คน มาจากกลุ่มพิทักษ์ตรังและอิสระ โดยมีผู้มาใช้สิทธิจํานวน 282,816คน คิดเป็น 70.78% บัตรเสียคิดเป็น 5.81% และผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 7,609 คน
-------------------

ทรท.ชนะภรรยา ส.ส.ประชาธิปัตย์

จ.ระนอง นายบดินทร์ ฉัตรมาลีรัตน์ อดีต นายก อบจ.สังกัดพรรคไทยรักไทย ชนะนางศนิรัตน์ ร่มเย็น จากประชาธิปัตย์ ภรรยานายวิรัตน์ ร่มเย็น ส.ส.ระนอง
สำหรับผลการเลือก ส.จ. ทั้ง 24 เขต อ.เมือง เขต 1 นายประดิษฐ์ ภาสะเตมีย์ เขต 2 นายประโมทย์ เทพนุรักษ์ เขต 3 บันลือ วิภาคกิจอนันต์ เขต 4 นางสาวมาลินี ลิ่มกุลอนันต์ เขต 5 นายบุญเลิศ ลิ้มตั้ง เขต 6 นายชวลิต เทพประดิษฐ์ เขต 7 นางสุธาทิพย์ ฐอสุวรรณ เขต 8 นายไพโรจน์ รุจิวิวัฒนกุล เขต 9 นางสุมาลี มาลา เขต 10 นายสุเทพ อารีเฉลิม เขต 11 นายประเวศน์ ฮ๋องสมหวัง
อำเภอกระบุรี เขต 1 นายสุรพงษ์ ทวิชสังข์ เขต 2 นางอรุณรัตน์ ใสสุข เขต 3 ธวัช ใจดี เขต 4 นายภักดี พรหมสุวรรณ เขต 5 นายพัฒนพงศ์ ลิ่มศิลา เขต 6 นายนรินธน์ วรศิริสุวิมล เขต 7 นายสุรพล ศรีบุญเรือง
อำเภอกะเปอร์ เขต 1 นายพิจิตร ช่วยชนะ เขต 2 นายสมควร ทองสุกใส เขต 3 นายสุรพล ชูศรี
อำเภอละอุ่น เขต 1นายนพพร นพเกตุ เขต 2 นายพิทักษ์ หีบเพชร
และกิ่งอำเภอสุขสำราญ เขต 1 นายอิสหาก สาลี

-----------------

ทรท.ชนะหลาน"เด่น โต๊ะมีนา"

จ.ปัตตานี นายเศรษฐ อัลยุฟรี อดีตนายก อบจ.ที่มีนายมุข สุไลมาน ส.ส.ไทยรักไทย สนับสนุน ชนะนายอัสมาน โต๊ะมีนา อดีตรองนายก อบจ.หลานชายนายเด่น โต๊ะมีนา ส.ว.ปัตตานี

----------------

จ.ยะลา นายอาซิส เบ็ญหาวัน ซึ่งมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รองนายกรัฐมนตรี สนับสนุน เอาชนะ นายดาวุฒิ ซา อดีตผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ไปได้อย่างลุ้นระทึก

-------------

ปชป.ครองเก้าอี้ที่สงขลา

จ.สงขลา นายนวพล บุญญามณี ซึ่งได้รับแรงหนุนจากพี่ชาย นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สงขลาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 252,298 คะแนน ชนะอดีตนายก อบจ.สงขลา นายวรวิทย์ ขาวทอง ที่ได้ 230,041 คะแนน ซึ่งนายวรวิทย์ได้นายถาวร เสนเนียม และนายวินัย เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มาช่วย ส่วน พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติ จากไทยรักไทยได้ 47,504คะแนน

----------------------

"ธานี"คว้าชัยทิ้งห่างคู่แข่งกว่า 2 แสนคะแนน

จ.สุราษฎร์ธานี นายธานี เทือกสุบรรณ หรือ กำนันเล็ก อดีตนายก อบจ.สมัยที่แล้ว น้องสุดท้องสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประชาธิปัตย์ หมายเลข 1 ชนะคู่ต่อสู้คะแนนทิ้งห่าง 2 แสนกว่าคะแนน โดยนายธานี ได้285,646 คะแนน ในขณะที่นางนันท์นภัส ช่วยปลอด ภรรยาของนายภิญญา ช่วยปลอด ส.ว.สุราษฎร์ธานี ตามมาแค่ 72,547 คะแนน นายทรงยศ ยอดดนตรี ที่ได้แรงหนุนจากไทยรักไทยได้ 20,915 คะแนน ส่วนนายสุทัศน์ อินทชาติ ได้ 18,911 คะ
แนน
จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 632,032 คน มาใช้สิทธิ์ 420,476 คน คิดเป็นร้อยละ 66.53 บัตรเสีย 11,328 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.69 ไม่ประสงค์ลงคะแนน 11,134 คน คิดเป็นร้อยละ 2.69




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2551    
Last Update : 19 มกราคม 2553 2:56:12 น.  

เจาะฐานการเมืองท้องถิ่นผ่านชื่อนายกอบจ.ภาคตะวันออก

รายชื่อนายกอบจ.ภาคตะวันออก

จันทบุรี
นายธนภณ กิจกาญจน์
อดีตนายก อบจ.ผู้สมัครอิสระ ได้กลับมานั่งเก้าอี้นายก อบจ.อีกสมัย ทิ้งคู่แข่งสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ขาดลอย ส่วน สจ.เขต ประชาธิปัตย์ได้เพียง 6 ที่นั่ง จาก 30 ที่นั่ง
ในการเลือกตั้ง ส.อบจ.จันทบุรี และผู้บริหารที่มีผู้สมัครนายกฯ 2 คน ประกอบด้วย นายธนภณ กิจกาญจน์ และ นางคมคาย พลบุตร( ปชป.) ผลปรากฏว่า นายธนภณ กิจกาญจน์ ได้คะแนน 116,927 ส่วนคู่แข่ง นางคมคาย พลบุตร ได้คะแนน 69,355
สำหรับ ผู้สมัครสมาชิกเขตทางด้านทีมของอดีตนายกโจ้ ได้ทั้งหมด 24 คน จาก 30 เขต ของนางคมคาย พลบุตร ได้ 6 คน ประกอบด้วย
เขต 1 เมือง นายสำเริง ประจำเรือ( ปชป.)
เขต 2 เมือง นางสาวจิราภรณ์ ศรีเสริม
เขต 3 เมือง นายขจร วรวาท
เขต 4 เมือง นายบุรี นิยมวานิช
เขต 5 เมือง นายวีรศักดิ์ กีรติโภฌานันท์
เขต 6 เมือง นางสาวแววตา ชีพสมุทร(ปชป.)
เขต 7 เมือง นางสุกานดา สุทธิพัฒนกุล
เขต 1 ท่าใหม่ นายบุญเกื้อ บุญหยง
เขต 2 ท่าใหม่ นายบุญธรรม เจริญกล้า(ปชป.)
เขต 3 ท่าใหม่ นายมานะ วิเวโก
เขต 4 ท่าใหม่ นายคัมภีร์ ชื่นบาน
เขต 1 ขลุง นายอิทธิภณ เติมแต้ม
เขต 2 ขลุง นายกนก เติมธนสาร(ปชป.)
เขต 3 ขลุง นายหลิม ทะเลทอง
เขต 1 มะขาม นายดนัย โชติวัชรานุรักษ์
เขต 2 มะขาม นายบุญล้อม เกียรติประวัติงาม
เขต 1 นายายอาม นายอาณัติ คุ้มวงศ์ดี
เขต 2 นายายอาม นายพิสิษฐิ์ เจนจัดการ
เขต 1 แหลมสิงห์ นายมานิตย์ วิสุทธิพัฒน์
เขต 2 แหลมสิงห์ นายสิงห์ ม้าจีน
เขต 1 สอยดาว นายสุรพงษ์ จันทบุรานันท์
เขต 2 สอยดาว นายสุเทพ จันทฑีโร
เขต 3 สอยดาว ว่าที่ ร.ท.สมบัติ จึงตระกูล
เขต 4 สอยดาว ร.อ.หญิงสมจิต จึงตระกูล
เขต 1 โป่งน้ำร้อน นางนันทวรรณ ตั้งเกียรติ
เขต 2 โป่งน้ำร้อน นายพงศ์ศักดิ์ หลิวทวีสีประกาย
เขต 1 เขาคิชฌกูฏ นายณภัทร พรเจีย(ปชป.)
เขต 2 เขาคิชฌกูฏ นายณรงค์ ฐานธรรม
เขต 1 แก่งหางแมว นายวันชัย แสงสุวรรณ(ปชป.)
เขต 2 แก่งหางแมว นายสนั่น แจ้งสว่าง
สำหรับการเลือก ตั้งสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดครั้งนี้มีจำนวนผู้มีสิทธิทั้งสิ้น 357,966 มาใช้สิทธิ 204,117 คิดเป็นร้อยละ 57.02 บัตรเสีย 10,259 คิดเป็นร้อยละ 5.03 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 7,576 คิดเป็นร้อยละ 3.71
NoteจากBlogger : นายสำเริง ประจำเรือ สจ.เขต1 เมืองจันทบุรี ปัจจุบันได้ย้ายขั้วมาเป็นแกนนำผู้ชุมนุมของฝั่งเสื้อแดงอย่างเต็มตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ฉะเชิงเทรา
นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์
ฐานเสียงของตระกูลฉายแสง,ตันเจริญ และ จารุสมบัติ
เลือกตั้งนายกอบจ.แปดริ้วมีผุ้สมัคร2รายด้วยกันคือ
นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ผุ้ใหญ่ไก่ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20/3 ม.2 ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา จบการศึกษาปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต อดีตนายกอบจ. 2 สมัย
ส่วนนายสมศักดิ์ ภู่พนมภูมิ ส.จ.โบ๊ท อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 108 ม.8 ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา จบการศึกษาปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตสอบจ.4สมัย
ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 54 ปรากฏว่า นายกิตติได้คะแนน 131,547 คะแนน นายสมศักดิ์ ได้คะแนน 108,064 คะแนน ชนะกันกว่า 22,583 คะแนน โดยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ 268,050 คน คิดเป็นร้อยละ 54.47

ชลบุรี
นายวิทยา คุณปลื้ม
ฐานเสียงของตระกูลคุณปลื้ม,งามพิเชษฐ์,ตั้งประกอบ,สิงห์โตทอง
ประกาศผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง นายก อบจ. และ สจ. ชลบุรี
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 843,593 คน แต่มาใช้สิทธิ์เพียง 334,101 คน (39.6%) น้อยมากเลยค่ะ
บัตรดี 323,300 บัตรเสีย 10,801 ไม่ประสงค์ลงคะแนน 14,930

นายก อบจ.

นายวิทยา คุณปลื้ม กลุ่มเรารักชลบุรี 214,515 คะแนน
นายอารยะ วิวัฒน์วานิช พรรคประชาธิปัตย์ 87,991 คะแนน
นายไชยเฉลิม พิทักษ์ผลิน 5,864 คะแนน

โพลที่สำรวจไว้ หน้าแตกเลยค่ะงานนี้
นายวิทยา คุณปลื้ม โพลบอกจะได้ 38 %แต่ได้จริง 64.2 %
นายอารยะ วิวัฒน์วานิช โพลบอกจะได้ 45 % แต่ได้จริง 26.3 %
นายไชยเฉลิม พิทักษ์ผลิน โพลบอกจะได้ 17 % แต่ได้จริง 1.7%

ส่วนคะแนน สจ. ซึ่งชลบุรีมีได้ 36 คน ปรากฏว่า กลุ่มเรารักชลบุรี นำโดยนายวิทยา คุณปลื้ม ชิงเก้าอี้มาได้ 33 ที่นั่ง (เสีย 2 ที่นั่งให้ ประชาธิปัตย์ และ 1 ที่นั่งให้ผู้สมัครอิสระ)

แบ่งตามเขตได้ดังนี้
อ.เมือง 8 คน
กลุ่มเรารักชลบุรีได้ 7 ที่นั่ง เสียหนึ่งที่นั่งในเขต 4 ให้ นายสมโพธิ์ นะมะอะอุ จาก ปชป.
อ.บางละมุง 7 คน
กลุ่มเรารักชลบุรีได้ 7 ที่นั่ง
อ.ศรีราชา 6 คน
กลุ่มเรารักชลบุรีได้ 6ที่นั่ง
อ.สัตหีบ 4 คน
กลุ่มเรารักชลบุรีได้ 4 ที่นั่ง
อ.บ้านบึง 3 คน
กลุ่มเรารักชลบุรีได้ 3 ที่นั่ง
อ.พนัสนิคม 3 คน
กลุ่มเรารักชลบุรีได้ 2 ที่นั่ง โดยนายพรชัย ด้วงเงิน ผู้สมัครอิสระ แทรกเข้ามาได้หนึ่งที่นั่งในเขต 2
อ.หนองใหญ่ 1 คน
กลุ่มเรารักชลบุรีได้ไป
อ.เกาะสีชัง 1 คน
นายวุฒิกร รักวงศ์อาชีพ จาก ปชป. เอาชนะผู้สมัครจากกลุ่มเรารักชลบุรี แบบเฉียดฉิวไป102 คะแนน
อ.บ่อทอง 1 คน
กลุ่มเรารักชลบุรีได้ไป
อ.พานทอง 1 คน
กลุ่มเรารักชลบุรีได้ไป โดยนายจิติล คุ้มครอง (ทายาทคนดังแห่งพานทอง) เป็น
สจ.ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในบรรดา 36 คน ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาโดยได้คะแนนทั้งหมด 12,606 คะแนน
อ.เกาะจันทร์ 1 คน
กลุ่มเรารักชลบุรีได้ไป

ตราด
นายวิเชียร ทรัพย์เจริญ
นายวิเชียร ทรัพย์เจริญ หัวหน้ากลุ่มลูกเมืองตราด อดีตนายก อบจ. เจ้าของธุรกิจที่พัก รีสอร์ตเกาะเหลายา หมายเลข 1 ได้ 40,576 คะแนน ชนะนายบุญส่ง ไข่เกษ อดีต ส.ส.และ ส.ว.ตราด ทีมประชาธิปัตย์ หมายเลข 2 ที่ได้ 37,421 คะแนน
ส่วนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด
อำเภอเมืองตราด
เขตเลือกตั้งที่ 1 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายอรรถพงศ์ สุทธิวารี
เขตเลือกตั้งที่ 2 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายสมชาย จันทฑีโร ได้
เขตเลือกตั้งที่ 3 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายวิธี ลาภวิไล
เขตเลือกตั้งที่ 4 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายกิตติพงษ์ อยู่ละออ
เขตเลือกตั้งที่ 5 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายเพชร ลัดดาโชติ ได้
เขตเลือกตั้งที่ 6 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายภูษิต อินทสุวรรณ
เขตเลือกตั้งที่ 7 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายสุรศักดิ์ ภูติภัตร์ ได้
เขตเลือกตั้งที่ 8 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายวรสันต์ วรรณรัตน์
เขตเลือกตั้งที่ 9 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายศวง สัมมา
เขตเลือกตั้งที่ 10 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายประมวล มุสิกรัตน์
อำเภอคลองใหญ่
เขตเลือกตั้งที่ 1 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายมนัส ชลาลัย
เขตเลือกตั้งที่ 2 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายเจริญ ชลาลัย
อำเภอแหลมงอบ
เขตเลือกตั้งที่ 1 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายพีระพงษ์ พิพัฒน์เลิศสกุล
เขตเลือกตั้งที่ 2 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายเทวัญ วรรณโกสิทธิ์
อำเภอบ่อไร่
เขตเลือกตั้งที่ 1 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายสุน ขุนสระดี
เขตเลือกตั้งที่ 2 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ เรือตรีเสนาะ อยู่บ้านแพ้ว
เขตเลือกตั้งที่ 3 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายธนพล ปรีดาสุทธิจิตต์
เขตเลือกตั้งที่ 4 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายเสกสรร วิรัชนีย์
อำเภอเขาสมิง
เขตเลือกตั้งที่ 1 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายทองทศ สว่างไสว
เขตเลือกตั้งที่ 2 มีผู้สมัครเพียงคนเดียว คือ นายวิเชียร ซื่อจงภักดิ์ ได้คะแนน 2,585 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 36.99 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง,
เขตเลือกตั้งที่ 3 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายสามารถ พงษ์วัน
เขตเลือกตั้งที่ 4 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ ด.ต.สมหมาย ชื่นกมล
อำเภอเกาะช้าง
เขตเลือกตั้งที่ 1 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายโสภณ จันเดิม
อำเภอเกาะกูด
เขตเลือกตั้งที่ 1 ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ได้แก่ นายมนตรี มะลิย้อย
สำหรับการเลือกตั้งมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 83,269 คน คิดเป็นร้อยละ 56.10 จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 148,283 คน โดยมีบัตรดี 77,998 ใบ คิดเป็นร้อยละ 93.67 มีจำนวนบัตรเสีย 3,497 ใบ คิดเป็นร้อยละ 4.20 และบัตรมีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,774 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.13

ปราจีนบุรี
นางบังอร วิลาวัลย์
ฐานเสียงตระกูลวิลาวัลย์,หงษ์วิไลและภุมมะกาญจนะ
ด้านนางบังอร วิลาวัลย์ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรีเบอร์ 1 อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) อายุ 58 ปี กล่าวว่า “ดิฉันอยากที่จะทำงานต่อในการพัฒนาบ้านเกิดให้เป็นเกียรติประวัติแก่ชีวิต และวงศ์ตระกูลอีกสมัย พร้อมทีมฝ่ายบริหารไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม”
“การรับสมัครเลือกตั้งฯ ไม่ใช้ในนามพรรคหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้สังกัดพรรค การเมือง จากกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 20 เม.ย.51นั้น ระยะเวลามีน้อยจำกัดในการหาเสียงมาก แต่ลงพื้นที่ทุกๆ วันนับจาก ก.พ.51 ที่ผ่านมาในการพบประชาชนในการรับทราบปัญหาชี้แจงนโยบายโดยส่วนใหญ่จะเข้าพบ ถึงบ้านเคาะประตูบ้าน และชุมชน พร้อมเชิญชวนให้มาใช้สิทธิเลือกตั้งฯ”
“ในการหาเสียงนอกจากป้ายโปสเตอร์ ยังใช้สื่อประชาสัมพันธ์ห้วงเวลาจำกัดโดยจะใช้เผยแพร่ ผ่านวิทยุชุมชน เคเบิลท้องถิ่น ทั้งนี้จะดำเนินการตามกฎเกณฑ์กฎหมายกำหนด”
“ยุทธศาสตร์หลักคือ การบริหารงานตามแบบราชการส่วนท้องถิ่น ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณี การศึกษา การพัฒนาเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุผู้ด้อยโอกาสทุพพลภาพ การส่งเสริมสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมสอดคล้องปัญหา และความต้องการของท้องถิ่นและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรี ล่าสุดก่อนหน้าได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 1 รวมกว่า 120,000 คะแนน ชนะผู้สมัครรับเลือกตั้งอื่นๆ ที่มี รวม 13 คน โดยเฉพาะ อันดับที่ 2 นายสมาน ภุมมะกาญจนะ อดีต รมช.อุตสาหกรรม ที่ได้คะแนนครั้งดังกล่าว กว่า 40,000 คะแนน มีผู้มาใช้สิทธิ์จำนวนกว่า 65 เปอร์เซ็นต์” นางบังอร กล่าวในที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม นางบังอร วิลาวัลย์ การศึกษาปริญญาโทศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการจัดการทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เคยรับราชการเจ้าหน้าที่สรรพากรมากว่า 25 ปี ลาออกเล่นการเมือง 13 ธ.ค.42 ได้รับเลือกเป็น ส.จ. ได้รับแต่งตั้งเป็นนายก อบจ.ครบวาระ ปี 48 เลือกตั้งโดยตรงได้รับเลือกตั้ง
ได้รับรางวัลเกียรติคุณ 5 ปีซ้อน ได้แก่ประกาศเกียรติคุณเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ด้านความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนประจำปี 2544 และประจำปี 2545 จากสถาบันพระปกเกล้า รางวัลชนะเลิศในการประกวดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ ดีตามหลักธรรมาภิบาล ประจำปี 2546 เป็นเงินรางวัล 18 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 ก.ค.46 ได้รับโล่รางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศ ด้านความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนประจำปี 2547 ปี 2547 ได้รับรางวัลผู้หญิงเก่งสาขาผู้นำท้องถิ่น/นักพัฒนาจากสถาบันวิจัยบทบาทหญิง และชายและการพัฒนา เป็นนายกสมาคมครูและผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนปราจีนกัลยาณี, ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานศูนย์การศึกษาพิเศษประจำ จ.ปราจีนบุรี
ฐานเสียงสำคัญเป็นน้องสาวนายสุนทร วิลาวัลย์ อดีต รมช.สาธารณสุข ส.ส.ปราจีนบุรี 8 สมัยซ้อน นอกจากนี้ยังมีฐานเสียงทุกระดับสนับสนุน อาทิ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต ส.ส.ปราจีนบุรีพรรคไทยรักไทย และนางแน่งน้อย แสงอุไร อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี เขต อ.เมืองปราจีนบุรี ( ส.อบจ.) พร้อมกันนี้อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ( ส.อบจ.) ทั้ง 24 เขตที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปราจีนบุรี ( ส.อบจ.)ล้วนเป็นขั้วเดียวกับนางบังอรทุกระดับบนศึกการเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรี ล่าสุดก่อนหน้านี้ได้คะแนนสูงสุดอันดับที่ 1 ในจำนวนผู้สมัครนายก อบจ.รวม 13 คน ได้คะแนน กว่า 3oo,ooo คะแนน คู่แข่งในขณะนั้นคือ นายสมาน ภุมมะกาญจนะ อดีต รมช.อุตสาหกรรม ที่ได้คะแนนเพียง 34,ooo คะแนน
ด้าน พล.ต.ปริญญา เชาว์เจริญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรี เบอร์ 2 อดีตเป็น ผู้บังคับกองร้อยทหารช่าง ค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี แม้จะเดินลงสมัครรับเลือกตั้งในเวทีระดับชาติตลอด 8 ปีเต็มๆ แต่ไม่เคยประสพผลสำเร็จ ในปีนี้มองฐานเสียงทางหน่วยทหาร จ.ปราจีนบุรี ค่ายพรหมโยธี กับค่ายจักรพงษ์ หากสีเขียวตบเท้าพรึ่บพรั่บให้ยังพอมีสิทธิ์ลุ้นได้บ้าง แต่ในรอบนอกที่ขาดหัวคะแนนเพราะชอบเดินตามหัวคันนาคงต้องเพลี่ยงพล้ำทุก ประตู แต่ข่าวล่ามาแรง หากพรรคพลังประชาชน เขตพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ อ.กบินทร์บุรี อ.ประจันตคาม และ อ.นาดี เทฐานเสียงมาให้ พล.ต.ปริญญา ทุกอย่างก็อาจพลิกผันให้ เสธ.ปริญญา นั่งแป้นบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรีได้เช่นกัน
ส่วนพื้นที่เขตการเลือกตั้ง ที่มีสีสันดุเดือดผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปราจีนบุรี (ส.อบจ.) ที่น่าจับตา ได้แก่ เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.กบินทร์บุรี ย่านนิคมอุตสาหกรรม เครือสหพัฒน์ ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ได้แก่ นายวิวัฒน์ จันทร์สิวานนท์ อดีตรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี นายเฉลิม เกียรติบรรจง อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ปราจีนบุรี พรรคประชามติ และนายอเนก พรมที อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ต่อสู้กันด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมกับคนในพื้นที่
เขตเลือกตั้งที่ 2 อ.เมืองปราจีนบุรี มีนางแน่งน้อย แสงอุไร อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ( ส.อบจ.) น้องสาวนายสุนทร วิลาวัลย์ อดีต รมช.สาธารณสุข กับพันโทแสงจันทร์ จันทร์ขยัน อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จ.ปราจีนบุรี (ส.ว.) และเขตเลือกตั้งที่ 2 อ.ศรีมหาโพธิ ย่านนิคมอุตสาหกรรม 304 ผู้สมัครรับเลือกตั้งประกอบด้วยนายชูศักดิ์ พันธุ์รัตน์ นายธีรทัศน์ จันทนิมิ และ นายสุรชัย ไพเราะ ในศึกชิงแนวทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี มีดังนี้ เบอร์ 1 นางบังอร วิลาวัลย์ อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี ได้อันดับ 1 คะแนน รวม 100,427 คะแนน และเบอร์ 2 พล.ต.ปริญญา เชาว์เจริญ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาราชได้คะแนน รวม 51,710 คะแนน
“ผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรีใน 7 อำเภอ รวม 700 หน่วยที่จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวม 314,400 คน มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 168,958 คน หรือร้อยละ 53.74 จำนวนบัตรเสีย รวม 8,044 บัตร หรือร้อยละ 4.76 จำนวนบัตรประสงค์ไม่ลงคะแนน รวม 8,777 บัตร หรือร้อยละ 5.19”
สำหรับผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ปราจีนบุรี ทั้ง 7 อำเภอใน 24 เขตเลือกตั้ง ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรวม 41 คนผลการเลือกตั้งผู้รับการเลือกตั้ง ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่มีการแข่งขัน ของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มีอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ปราจีนบุรี ลงแข่งขันสร้างสีสัน ได้แก่อดีตผู้สมัคร ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชามติ นายเฉลิม เกียรติบรรจง ผู้สมัครฯ เขต 1 อ.กบินทืร์บุรี และอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.ปราจีนบุรี พันโทแสงจันทร์ จันทร์ขยัน ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเขต 2 อ.เมืองปราจีนบุรี ในครั้งนี้ด้วยนั้นต่างสอบตกทั้งคู่
ในส่วนเขต 6 อ.เมืองปราจีนบุรี นางวราพร พากเพียรศิลป์ ภรรยานายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้คะแนน 4,134 คะแนน สอบตกแพ้นายสนอง วงศ์ษา ได้คะแนน 4,331 คะแนน ,เขต 3 อ.กบินทร์บุรี นายลิขิต หงส์วิไล น้องชายนายคงกฤช หงส์วิไล ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคพลังประชาชน ได้คะแนน 3,003 คะแนนสอบตกแพ้นายมนตรี ดีคง ได้คะแนน 3,758 คะแนน และนายวิวัฒน์ จันทร์สิวานนท์ อดีตรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ได้คะแนน 3,092 สอบตกแพ้ พ.อ.อ.เอนก พรมที ได้คะแนน 3,633 คะแนน
ส่วนเขตเลือกตั้งที่ไม่มีการแข่งขันกับคู่แข่งขัน เนื่องจากมีผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงคนเดียว พื้นที่ อ.เมืองปราจีนบุรี ได้แก่ เขต 1 นางจันทิรา ชมวงศ์ ได้คะแนน 2,994 คะแนน , เขต 3 นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี ได้ 2,828 คะแนน เขต 5 นายสัมฤทธิ์ น้ำแก้ว 3,625 คะแนน , พื้นที่ อ.กบินทร์บุรี เขต 6 นายประยูร สมโภชน์ ได้ 3,992 คะแนน , เขต 7 นายนิมิต หงส์วิไล ได้ 6,327 คะแนน
อ.ประจันตคาม ได้แก่ เขต 1 นายไพฑูรย์ เทศยุคลธร ได้ 515 คะแนน, อ.บ้านสร้าง ได้แก่ เขต 2 นายสุเทพ จำนง ได้ 4,016 คะแนน อ.ศรีมหาโพธิ เขต 1 นายเกรียงไกร วิจารณ์ ได้ 4,645 คะแนน และ อ.นาดี เขต 1 นางเพชรชินทร์ เสียงเจริญ ได้ 7,683 คะแนน และ เขต 2 นายสมชาติ ศิริลักษณ์ ได้ 5,929 คะแนน”
เขตที่มีการแข่งขัน ผู้ได้รับการเลือกตั้ง อ.เมืองปราจีนบุรี เขต 2 นางแน่งน้อย แสงอุไร ได้คะแนน 3,301 คะแนน เขต 4 นายภาคภูมิ สุบุตรดี ได้ 3,712 คะแนน , เขต 6 นายสนอง วงศ์ษา ได้ 4,331 คะแนน อ.ประจันตคาม เขต 2 นายสมบัติ สิทธิมงคล ได้ 3,854 คะแนน เขต 3 นายสมเกียรติ คำดำ ได้ 4,460 คะแนน อ.บ้านสร้าง เขต 1 นายสมชาย ระวังเหตุ ได้ 3,885 คะแนน อ.ศรีมโหสถ นายธวัธชัย ขยันยิ่งได้ 3,498 คะแนน อ.ศรีมหาโพธิ เขต 1 นายชูศักดิ์ พันธุ์รัตน์ ได้ 4,685 คะแนน เขต 3 นายสมบูรณ์ แพงมา ได้ 5,715 คะแนน อ.กบินทร์ เขต 1 พ.อ.อ.เอนก พรมที ได้ 3,633 คะแนน เขต 2 นายสมพงษ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ 4,270 คะแนน เขต 3 นายมนตรี ดีคง 3,758 คะแนน เขต 4 นายประทีป ทิพย์รอด ได้ 3,143 คะแนน เขต 5 นางสาวภัทรินทร์ ภู่มณี บุตรสาวนายกำพล ภู่มณี อดีต สว.ปราจีนบุรี ได้4,198 คะแนน”
จำนวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวม 317,467 คน จำนวนผู้มาใช้สิทธิ รวม 168,672 คน คิดเป็นร้อยละ 53.13 บัตรเสีย รวม 13,378 บัตร หรือร้อยละ 7.93 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน รวม 9580 บัตรหรือร้อยละ 9,580 บัตร หรือร้อยละ 5.68

ระยอง
นายปิยะ ปิตุเตชะ
ฐานเสียงของตระกูลปิตุเตชะ อรุณเวสสะเศรษฐ และการุณ
ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง นายก อบจ.ระยอง ว่า นายปิยะ ปิตุเตชะ ผู้สมัครหมายเลข 1 อดีตส.ส.ระยอง ได้คะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่งได้ 88,621 คะแนน นายสิน กุมภะ ผู้สมัครหมาย 3 ได้อันดับ 2 ได้ 63,047 คะแนน พ.ต.อ.พณาเจือเพ็ชร์ กฤษณะราช ผู้สมัครหมายเลข 4 ได้อันดับ 3 ได้ 46,857 คะแนน นายเกรียงไกร กิ่งทอง ผู้สมัครหมายเลข 2 ได้ 6,619 คะแนน และนายสงเคราะห์ สว่างดี ผู้สมัครหมายเลข 5 ได้ 1,226 คะแนน
นายพูลศักดิ์ สังแก้ว ผอ.กกต.ระยอง กล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งนี้มีจำนวน 400,754 คน มาใช้สิทธิ์ร้อยละ 56.20 ส่วนจำนวนบัตรเสีย มี 2.4% และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนมีจำนวน 5.9% ส่วนเรื่องการร้องเรียนมีประชาชนร้องเรียนเข้ามา พอสมควร
ที่ไม่รู้คือ เป็นกรรมของชาวระยองหรืออย่างไร เพราะส่อว่าจะได้เลือกตั้งนายก อบจ.อีกรอบ หลังจากเลือกมาแล้วถึง 5 ครั้ง เนื่องจากวันก่อน กกต.ฟ้องต่อศาลอุธรณ์ภาค 2 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ ช้าง ปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง ทำให้ร่ำลือกันว่าเก้าอี้ตัวนี้มีอาถรรพ์ ใครมานั่งก็อยู่ได้ไม่นาน ที่ผ่านมาได้มีการเลือกตั้งใหม่ถึง 5 ครั้ง เกิดการแจกใบแดง 2 ครั้ง ใบเหลือง 1 ครั้ง นายกอบจ.ลาออก 1 ครั้ง และ หากครั้งนี้เป็นใบแดงอีก ก็เท่ากับเป็นการเลือกตั้งใหม่อีกรอบเป็นรอบที่ 6 ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปมีความรู้สึกเบื่อต่อการเลือกตั้ง นายก อบจ.ระยองมาก ต่างกล่าวกันว่าเป็นตำแหน่งอาถรรพ์ และต้องการคนที่เข้ามาทำงานโดยที่ปราศจากเรื่องทุจริต ไร้การร้องเรียน จะได้ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่
ส่วนผลการเลือกตั้ง ส.อบจ.ระยอง อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด ได้เป็นว่าที่ ส.อบจ.ระยอง มีดังนี้
อ.เมือง
เขต 1 นายทรงศักดิ์ กุลรัตน์
เขต 2 นายสาธิต อรุณเวสสะเศรษฐ
เขต 3 นายอุทิศ ซื่อประเสริฐ
เขต 4 นายอานนท์ ธิบำรุง
เขต 5 นายณรงค์ เอี่ยมพิทักษ์สกุล
เขต 6 นายอรรควุฒิ อรรถรุ่งโรจน์
เขต 7 นายวิศณุ เกตุสุริยา
เขต 8 นายโชดก วิริยพงษ์
เขต 9 นายสุจินต์ สาครเสถียร
เขต 10 นายนิรันดร์ กล่อมแก้ง
เขต 11 นายกิตติ เกียรติ์มนตรี
เขต 12 นายนพดล โสภณ
อ.แกลง
เขต 1 นางกนกวรรณ เบญจาทิกุล
เขต 2 นายอาทร สุวรรณโชติ
เขต 3 นายเสรี เจริญรื่น
เขต 4 นายจริญ ความเพียร
เขต 5 นายสมจิตร ครองสติ
เขต 6 นายนพรัตน์ เอื้อตระกูล
อำเภอนิคมพัฒนา
เขต 1 นายเดชาธร รูปเลขา
เขต 2 นายเดชา บญธรรม
อ.เขาชะเมา
เขต 1 นายพายัพ ผ่องใส
อำเภอวังจันทร์
เขต 1 นาย มนัส สมศักดิ์ คน
อ.ปลวกแดง
เขต 1 นายธนนรินทร์ สุขใจ
เขต 3 นายกิตติกร มานะอนันตกุล
อ.บ้านฉาง
เขต 1 นายนิรันดร์ ปรัชญกุล
เขต 2 นายสุรินทร์ เปาอินทร์
เขต 3 นายสกลยศ ทองย้อย
อ.บ้านค่าย
เขต 1 ได้แก่ นายเศรษฐา ปิตุเตชะ
เขต 2 ได้แก่ นายอดุลย์ นิยมสมาน
เขต 3 ได้แก่ นายสมศักดิ์ สุขสวัสดิ์
เขต 4 ได้แก่ นายนิรันดร์ ปรัชญกุล

สระแก้ว
นายทรงยศ เทียนทอง
ฐานเสียงของตระกูลเทียนทอง
ผลปรากฏว่านายทรงยศ เทียนทอง อดีตนายก อบจ. หลานชายนายเสนาะ เทียนทอง หัว หน้าพรรคประชาราช ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 133,921 คะแนน ชนะนายปัญญา ชาติ ปัญญาวุฒิ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชนสอบตกที่ได้ 32,141 คะแนน




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2551    
Last Update : 30 มิถุนายน 2554 4:20:32 น.  

เจาะฐานการเมืองท้องถิ่นผ่านชื่อนายกอบจ.ภาคกลาง

รายชื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคกลาง

ชัยนาท
นายอนุสรณ์ นาคาศัย
ฐานเสียงของตระกูลนาคาศัยกับสงฆ์ประชา
ผลคะแนนการเลือกตั้งนายก องค์การบริหารจังหวัดชัยนาท ซึ่งมีผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง ๓ ราย ลำดับ ๑ นายอนุสรณ์ นาคาศัย ได้ ๖๗,๔๔๕ คะแนน ลำดับ ๒ นางจิรดา สงฆ์ประชา ได้ ๖๕,๘๒๔ คะแนน ลำดับ ๓ นางสาวธมน ศักดิ์จารุดล ได้ ๔,๘๒๑ คะแนนสรุป ยอดผู้มาใช้สิทธิ ๑๔๕,๓๑๘ คน จากยอดผู้มีสิทธิ ๒๕๒,๑๒๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๗.๖๔ บัตรเสีย ๔,๑๕๓ บัตร คิดเป็น ร้อยละ ๒.๘๖ ไม่ประสงค์ลงคะแนน ๓,๐๗๕ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๒.๑๒

นครนายก
ฐานเสียงของตระกูลกิตติธเนศวร ,บุญ-หลงกับอิสระเสนารักษ์
ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.นครนายก ปรากฏว่า นายสัญญา บุญ-หลง อดีตสว. และผู้สมัครสส. ได้คะแนนสูงสุด 49,412 คะแนน ส่วนคู่แข่ง นายนรเศรษฐ์ เอี่ยมอาจหาญ อดีตนายกอบจ.ได้ 48,079 คะแนน สำหรับผลการเลือกตั้ง ส.อบจ. 24 เขต ปรากฏว่า ลูกทีมนายสัญญาได้รับเลือกตั้ง 15 เขต ส่วนลูกทีมนายนรเศรษฐ์ได้รับเลือกตั้ง 9 เขตรายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับนายสัญญา มีกลุ่มกำนันผู้ใหญ่และฐานเสียงพรรคพลังประชาชนสนับสนุน ส่วนนายนรเศรษฐ์ ได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะจากนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์

นครสวรรค์
นายอำนาจ ศิริชัย
ฐานเสียงของตระกูลตั้งภากรณ์,ศิริวันสาณฑ์,คำประกอบ,นิโรจน์,มั่นศิลป์,เจริญชัยฤทธิ์,จุลพงศธร,วรทองและศิริชัย
ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเลือกนายก และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ นั้น นายอำนาจ ศิริชัย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครสวรรค์ มีคะแนนนำในการเลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์ ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครสวรรค์ และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งได้มีการเลือกตั้งเมื่อ 15 มิ.ย. ได้มีการนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันนี้ 16 มิ.ย. ปรากฎว่า ผู้ที่ได้คะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 ในส่วนของผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ มีผู้สมัคร 6 คน ผลคะแนนนำ ได้แก่ ผู้สมัครหมายเลข 2 นายอำนาจ ศิริชัย ทีมพลัง ท้องถิ่น อดีตนายก อบจ. มีคะแนนนำถึง 198,166 คะแนน ทิ้งคู่แข่งหมายเลข 1 นายภิญโญ นิโรจน์ ทีมพัฒนานครสวรรค์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ 6 สมัย ซึ่งได้คะแนนเพียง 157,562 คะแนน ห่างกันถึง 40,604 คะแนน
ขณะที่ผู้สมัครสมาชิก อบจ. จำนวน 36 เขต จากทีมพลังท้องถิ่น หมายเลข 2 ทุกเขต ซึ่งนำทีมโดย นายอำนาจ ศิริชัย ยังสามารถคว้าชัยไปได้ถึง 24 เขต หรือ 24 ที่นั่ง ขณะที่ทีมพัฒนานครสวรรค์ นำโดย นายภิญโญ นิโรจน์ หมายเลข 1 ทุกเขตเช่นกันได้ไปเพียง 12 เขต หรือ 12 ที่นั่ง สรุปในภาพรวมของการออกมาใช้สิทธิลงคะแนน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ 773,342 คน มาใช้สิทธิ์ 414,385 คน คิดเป็นร้อยละ 53.58 เป็นบัตรเสียถึง 22,118 บัตร คิดเป็นร้อยละ 5.34 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 19,643 ใบ คิดเป็นร้อยละ 4.74
ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการดังนี้
อำเภอเมือง
เขต1 นายกวี อัศวรัตน์ หมายเลข 2 ได้ 4,047 คะแนน
เขต2 นายสมเดช ตั้งจิตต์ถาวรกุล หมายเลข 2 ได้ 4,103 คะแนน
เขต3 นายนพดล สันติภาพจันทรา หมายเลข 2 ได้ 5,478 คะแนน
เขต4 นายวิทูร เจริญชัยฤทธิ์ หมายเลข 2 ได้ 5,776 คะแนน
เขต5 นายเจริญศักดิ์ มั่นศิลป์ หมายเลข 2 ได้ 7,491 คะแนน
เขต6 ดาบตำรวจธงชัย วจีสัจจะ หมายเลข 1 ได้ 7,832 คะแนน
เขต7 นายสุรจิต บัวทองศรี หมายเลข 2 ได้ 5,704 คะแนน
เขต8 นายธำรง วรทอง หมายเลข 2 ได้ 6,171 คะแนน

อำเภอชุมแสง
เขต 1 นายไพโรจน์ จุลพงศธร หมายลข 2 ได้ 5,055 คะแนน
เขต 2 นายวินัย ธัญญวินิชกุล หมายเลข 2 ได้ 7,002 คะแนน

อำเภอท่าตะโก
เขต 1 นางจิตรา หมีทอง หมายเลข 2 ได้ 8,771 คะแนน
เขต 2 นายมานพ ศรีผึ้ง หมายเลข 3 ได้ 6,973 คะแนน

อำเภอตาลี
เขต1 นายทายาท เกียรติชูศักดิ์ หมายเลข 1 ได้ 6,524 คะแนน
เขต2 นายเผชิญ พวงสมบัติ หมายเลข 1 ได้ 5,977 คะแนน
เขต3 นายกิติรัตน์ ภัทรปรีชาสกุล หมายเลข 2 ได้ 4,814 คะแนน

อำเภอตากฟ้า
เขต1 นายศิริชัย ปานอุดมลักษณ์ หมายเลข 1 ได้ 9,006 คะแนน

อำเภอไพศาลี
เขต1 นายสรุวิทย์ ฤทธิ์ฉ่ำ หมายเลข 2 ได้ 6,240 คะแนน
เขต2 นายภราดร อุดมการณ์เกษตร หมายเลข 2 ได้ 3,479 คะแนน
เขต3 นายนิยมศักดิ์ ภักดีจันทร์ หมายเลข 2 ได้ 6,484 คะแนน

อำเภอหนองบัว
เขต1 นางดลฤดี ติยะโสภณจิต หมายเลข 2 ได้ 5,315 คะแนน
เขต2 นายขาว พัดศรี หมายเลข 2 ได้ 7,607 คะแนน
อำเภอโกรกพระ
เขต1 นายวุฒิชัย ปอตระกูล หมายเลข 1 ได้ 9,222 คะแนน
อำเภอเก้าเลี้ยว
เขต1 นายสุชาติ เรืองชัยเสรีพงษ์ หมายเลข 5 ได้ 4,933 คะแนน
อำเภอชุมตาบง
เขต1 นายสุนทร รอดพุ่ม หมายเลข 2 ได้ 3,136 คะแนน
อำเภอแม่เปิน
เขต1 นายยสพล ไกรวิริยะ หมายเลข 1 ได้ 4,386 คะแนน
อำเภอแม่วงก์
เขต1 นายณรงค์ ขาวบัว หมายเลข 2 ได้ 5,078 คะแนน
เขต2 นายธนยศ ปริบุญณะ หมายเลข 2 ได้ 5,419 คะแนน
อำเภอลาดยาว
เขต1 นายประมวญ สมัครธัญญากรณ์ หมายเลข 1 ได้ 5,676 คะแนน
เขต2 นางสาวชุติมา เสรีรัฐ หมายเลข 2 ได้ 5,038 คะแนน
เขต3 นายอภิสิทธิ์ อินทสิทธิ์ หมายเลข 2 ได้ 4,627 คะแนน
อำเภอพยุหะคีรี
เขต1 นายมีคม ศกุนรักษ์ หมายเลข 2 ได้ 9,066 คะแนน
เขต2 นางบุญลือ ส่งเสริมอุดมชัย หมายเลข 2 ได้ 8,098 คะแนน
อำเภอบรรพตพิสัย
เขต1 นายสุทิน พิลึก หมายเลข 2 ได้ 6,115 คะแนน
เขต2 นางอังสุมาลย์ เชี่ยวชาญเวช หมายเลข 2 ได้ 6,899 คะแนน
เขต3 นายวินัย ดวงสุทธา หมายเลข 1 ได้ 4,760 คะแนน

สำหรับบรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์ แทนนายอำนาจ ศิริชัย อดีตนายก อบจ.ที่ถูกมือปืนสังหารเสียชีวิตขณะดูการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2553 โดย กกต.นครสวรรค์ ได้ประกาศรับสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. ตั้งแต่วันที่ 2-6 สิงหาคม
เบอร์ 1 นายมานพ ศรีผึ้ง เป็นกลุ่มคนในตระกูล “นิโรจน์” นักการเมืองท้องถิ่นดั้งเดิมของปากน้ำโพ เคยเป็นเจ้าของค่ายมวย น.ศรีผึ้ง โด่งดังในศึกอัศวินดำ พัฒนาเป็นโปรโมเตอร์มวย ต่อมานายมานพ ถูกชักจูงสู่ถนนการเมืองสมัยครั้งที่ นายภิญโญ นิโรจน์ เป็น ส.ส. และปัจจุบันทราบกันดีว่าอยู่ในสังกัดพรรคเพื่อไทย
ก่อนหน้านี้ นายภิญโญ นิโรจน์ อดีตสส.6สมัยก็เคยขึ้นป้ายพร้อมกับประกาศตัวมาจะลงสมัครชิงเก้าอี้นายก อบจ.ปากน้ำโพ ด้วยเช่นกัน แต่ก็ถอนตัวไปโดยอ้างเหตุผลว่ามารดาไม่ให้ลงสมัคร
นายมานพ ศรีผึ้งเป็นผู้สมัครที่มาจากการคัดเลือกของ ส.อบจ. ที่อยู่ในสภาขณะนี้ทั้งสิ้น 36 คน ที่ต้องการส่งผู้สมัครคนใดคนหนึ่งที่เป็น ส.อบจ. ลงแข่งขันในนามของ ส.อบจ. โดยปฏิเสธคนนอกอย่างสิ้นเชิง รวมถึงรองนายก อบจ.สมัยที่ผ่านมาด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงของ ส.อบจ.ทั้ง 36 คน จะเป็นปึกแผ่นทั้งหมด ทราบว่ายังมี ส.อบจ.บางส่วนราว 10 คน ที่แปรพักร์ไปให้การสนับสนุนผู้สมัครรายอื่น และทราบต่อไปว่าได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองใหญ่ของจังหวัดข้างเคียงอีกด้วย
ขณะนี้ไม่ว่าเราจะขับรถผ่านไปทางไหนเราก็จะเห็นป้ายหาเสียงเกลื่อนเมืองไปหมด มีรถแห่ทั้งที่วิ่งกันเป็นขบวนและออกวิ่งแบบเดี่ยวๆ เป็นระยะๆ ไปตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ ในขณะเดียวกันก็จัดทีมงานเดินเคาะประตูบ้านแจกบัตรแนะนำตัวกันทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ส่วน ส.อบจ.ส่วนใหญ่ที่ให้การสนับสนุนก็มีเสียงอยู่ในมือพอสมควร ซึ่งแต่ละคนนั้นเมื่อฝีไม้ลายมือในการหาเสียงนั้นไม่มีใครเป็นรองใคร สามารถที่จะกอบโกยคะแนนเสียงในพื้นที่ได้เป็นกอบเป็นกำ
เบอร์ 2 ร.ต.ต.จำเริญ วรทอง อดีตเป็นรอง นายก อบจ. ทีมงาน และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมัยที่แล้ว และเป็นรองนายก อบจ.ของ นายอำนาจ ศิริชัย เป็นมือทำงานที่ได้รับการไว้วางใจ การลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ก็ได้กระแสของ นายอำนาจ ศิริชัย ค่อนข้างสูงมากทีเดียว เป็นการสวมฐานเดิมทำให้เบาแรงในการหาเสียงไปได้มากทีเดียว โดยมี นางอรพินท์ มั่นศิลป์ อดีต ส.ว.ที่ถูกใบแดง 5 ปี อดีตภรรยา นายอำนาจ ศิริชัย และ นางศรีสกุล มั่นศิลป์ ที่ได้รับเลือกตั้ง ส.ว. คนปัจจุบันแทน นางอรพินท์ มั่นศิลป์ ซึ่งเป็นน้องสาวแท้ๆ ให้การสนับสนุนอีกทางหนึ่ง โดยมีป้าย...ทำไมต้องฆ่าผมด้วย...ของ นายอำนาจ ศิริชัย ติดประกบทั่วไป และที่เห็นไม่ต่างกันก็เป็นการเดินเคาะประตูบ้านแจกบัตรแนะนำตัวกันตลอดเช้ามืดยันมืด อีกกลยุทธหนึ่งที่เห็นจนชินหูชินตาก็เป็นรถแห่ทั้งที่ออกวิ่งเดี่ยวๆ และวิ่งเป็นขบวนๆละหลายคัน ไปตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ส่วนเบอร์ 3 นายวีระ บำรุงศรี อดีตรองนายก อบจ. ของ นายอำนาจ ศิริชัย และ เบอร์ 4 นายไตรภพ ประสาทแก้ว อดีตผู้สมัคร ส.ส. และ ส.ว. หลายสมัย
นายมานพ กล่าวว่า ได้รับการสนับสนุนจาก ส.อบจ.ทั้ง 36 เขต มีมติให้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้โดยใช้ทีมงานชุดเดิมกับนายอำนาจ มั่นใจว่าจะชนะการเลือกตั้ง เพราะต้องการเข้ามาสานต่อนโยบายของนายอำนาจ ศิริชัย อดีตนายก เพราะว่าทำงานกลุ่มเดียวกันมา โดยเน้นยุทธศาสตร์เรื่องบึงบอระเพ็ด เรื่องมหาวิทยาลัยมหิดล ประตูสู่ภาคเหนือ และการกีฬาของจังหวัด
ด้าน ร.ต.ต.จำเริญ อดีตรองนายก ซึ่งเคยทำงานร่วมกับนายอำนาจเช่นกัน กล่าวว่า นายอำนาจประกาศนโยบายทำจริง ไม่ทิ้งประชาชน ส่วนตนจะใช้สโลแกน สานฝันให้เป็นจริง ไม่ทิ้งประชาชน "นครสวรรค์เมืองน่าอยู่ ประตูสู่ภาคเหนือ เมืองแห่งการศึกษา บึงบอระเพ็ดตระการตา น้ำทำไร่นาพอเพียง" จะชูนโยบายนี้ในการหาเสียง เพราะว่าเป็นนโยบายของนายอำนาจที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ดี
ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการดังนี้
หมายเลข 1 นายมานพ ศรีผึ้ง ได้คะแนน 207,850 คะแนน
หมายเลข 2 ร้อยตำรวจตรี จำเริญ วรทอง ได้คะแนน 129,619 คะแนน
หมายเลข 3 นายวีระ บำรุงศรี ได้คะแนน 8,668 คะแนน
หมายเลข 4 นายไตรภพ ประสาทแก้ว ได้คะแนน 5,251 คะแนน
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 782,823 คน มาใช้สิทธิ์ 393,709 คน คิดเป็นร้อยละ 50.29 ,บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 25,935 บัตร คิดเป็นร้อยละ 6.59 และบัตรเสีย 16,386 บัตร คิดเป็นร้อยละ 4.16

พระนครศรีอยุธยา
นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล
ฐานเสียงของตระกูลพันธ์เจริญวรกุล ,แขวัฒนะกับพรรคเพื่อไทย
นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ (นายก อบจ.) หมายเลข 1 ได้ 201,879 คะแนน เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ กกต.จังหวัดฯ กำหนดไว้
ส่วนสมาชิกสภาจังหวัดฯ หรือ ส.อบจ. 30 เขต ประกอบด้วย อ.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 นางสาวภัทรี สุภานุกานนท์ ได้ 3,087 คะแนน เขต 2 นายจิระศักดิ์ มดทองดำ ได้ 3,343 คะแนน เขต 3 นาย อรรถพล เทียมมโน ได้ 4,727 คะแนน เขต 4 นางประทุม ชัยโกศล ได้ 5,119 คะแนน เขต 5 นางอรอุมา ปิ่นประเสริฐ ได้ 6,020 คะแนน อ.บางปะอิน เขต 1 นายยุทธนา ก้อนทอง ได้ 6,134 คะแนน เขต 2 นาย ประสิทธิ์ โชคกิจ ได้ 5,312 คะแนน เขต 3 นายอเนก ตันจรา รักษ์ ได้ 5,677 คะแนน อ.เสนา เขต 1 นายวิเชียร อเนกลาภ ได้6,294 คะแนน เขต 2 นายทองอยู่ พุฒใจกล้า ได้ 3,380 คะแนน เขต 3 นายองอาจ วชิรพงษ์ ได้ 5,326 คะแนน อ.ท่าเรือ เขต 1 นายสุรเดช บุญเดช ได้ 5,163 คะแนน เขต 2 นายมาโนช ตั้งใจรักษ์ ได้ 7,093 คะแนน อ.บางปะหัน เขต 1 จ. ส.ต.รังสรรค์ กิจพิพัฒน์ ได้ 5,949 คะแนน เขต 2 นายสมศักดิ์ ทองสีเข้ม ได้ 3,964 คะแนน อ.อุทัย เขต 1 นายชีวิน ปิยะทัศน์ศรี ได้ 7,156 คะแนน เขต 2 นายมนตรี รักษาดี ได้5,638 คะแนน อ.ผักไห่ เขต 1 นายทวีศักดิ์ ตั้งชมน์จำรัส ได้ 4,353 คะแนน เขต 2 นายสมภพ พัฒนะพีระพงษ์ ได้ 4,242 คะแนน อ.บางไทร เขต 1 นางกรองทอง รามศักดิ์ ได้ 6,498 คะแนน เขต 2 นายอุทัย ไกรเดชา ได้ 6,633 คะแนน อ.วังน้อย เขต 1 นายธวัชชัย พันธ์เจริญวรกุล คะแนน 7,693 เขต 2 นายสมชาย ศิลาเจริญธนกิจ ได้ 5,676 คะแนน อ.นครหลวง เขต 1 นายวันชัย รักษาสกุล ได้ 5,375 คะแนน อ.บางซ้าย เขต 1 นายสมศักดิ์ กอบัวแก้ว ได้ 3,123 คะแนน อ.บางบาล เขต 1 นางรัตนา หวังเทพอนุเคราะห์ ได้ 8,568 คะแนน อ.บ้านแพรก เขต 1 นายฤทธี อยู่ประเสริฐ ได้ 2,676 คะแนน อ.ภาชี เขต 1 นายธีรพงศ์ รัตนพันธุ์ศรี ได้ 7,272 คะแนน อ.มหาราช เขต 1 นายชูศักด์ ทองประพิศกุล ได้ 7,120 คะแนน อ.ลาดบัวหลวง เขต 1 นาย จิระทัศ ไกรเดชา คะแนน 7,334
สำหรับการเลือกตั้ง ส.อบจ. ในครั้งนี้เกิดการพลิกล๊อคในหลายเขต อาทิ เขต 3 อ.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 อำเภอท่าเรือ เขต 2 อำเภอบางปะหัน เขต 2 อำเภออุทัย และเขต 1 อำเภอ ผักไห่ เขต 2 อำเภอบางไทร เขต 1 อำเภอนครหลวง เขต 1 อำเภอภาชี เขต 1 อำเภอมหาราช และเขต 1 อำเภอลาดบัวหลวง โดยผู้ชนะเกือบทั้งหมด มีนักการเมืองระดับชาติให้การสนับสนุนในครั้งนี้ด้วย
สรุปผลการเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้ง นายก อบจ. พระนครศรีอยุธยา มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 269,906 จากผู้มีสิทธิ 551,552 คน คิดเป็นร้อยละ 48.94 บัตรเสีย 42,874 ใบ คิดเป็นร้อยละ 15.88 ผู้ไม่ประสงลงคะแนน 25,153 คน คิดเป็นร้อยละ 9.32 ส่วนผลการเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.อบจ.พระนครศรีอยุธยา มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 269,688 คน จากทั้งหมด 550,997 คิดเป็นร้อยละ 48.95 บัตรเสียจำนวน 14,572 ใบ คิดเป็นร้อยละ 5.40 และผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 21,269 ใบ คิดเป็นร้อยละ 7.89

ลพบุรี
นายสุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช
ฐานเสียงของตระกูลวรปัญญากับจิระพันธุ์วาณิช
ผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี ประจำปี 2551 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2551 แบบไม่เป็นทางการ มีดังนี้ จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งหมดของจังหวัดลพบุรี 536,474 คน มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 208,841 คน คิดเป็นร้อยละ 38.92 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งหมด มีบัตรดี 191,520 ใบ บัตรเสีย 7,486 ใบ และผู้ไม่ประสงค์จะลงคะแนน 9,835 คน คิดเป็นร้อยละ 91.70 , 3.58 , 4.70 ตามลำดับ
โดยรวมผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ผลปรากฏว่า นายสุบรรณ จิระพันธ์วานิช ได้คะแนนรวมทั้งหมด 143,060 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 68.50 ของผู้มาเลือกตั้ง ส่วนนายทรงพล เกียรติวินัยสกุล 48,460 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 23.20 ของผู้มาเลือกตั้งทั้งหมด

มีการเลือกตั้งนายกอบจ.ลพบุรี ในวันที่7สิงหาคมนี้ แทนอดีตนายกเจี๊ยบ สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช ที่ถูกยิงเสียชีวิตไป มีผู้สมัคร 6 คน ได้แก่ นายชินพัฒน์ ภูมิโพธิ์ทอง หมายเลข 1 น.ส. พิมลวรรณ นารถกิจ หมายเลข 2 และนายรังสรรค์ เซี๊ยะสกุล หมายเลข 3 นายชาคิต บุญมา หมายเลย 4 นาง อรพิน จิระพันธุ์วาณิช หมาย 5 นายชูโชค เจริญผล หมายเลข 6
โดยผู้สมัครที่อยู่ในแวดวงการเมืองมีนายรังสรรค์ เซี๊ยะสกุล ที่ลาออกจาการเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง ลพบุรี นางอรพิน จิระพันธุ์วาณิช ภรรยาม่ายของนายสุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช ลาออกจาก ส.อบจ.เขตอำเภอเมืองลพบุรี นายชูโชค เจริญผล ลาออกจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองเขาสามยอด อำเภอเมือง ลพบุรี
ตัวเต็งอันดับ1ก็คงจะหนีไม่พ้น นางอรพิน จิระพันธุ์วาณิช ที่จะได้คะแนนสงสารจากชางลพบุรีที่เห็นใจในการสูญเสียสามีเพื่อมาสืบทอดงานในอบจ. เหมือนกับที่น้องสาวของสุบรรณอย่างมัลลิกา จิรพันธุ์วาณิช ที่ได้คะแนนเอาชนะ สุชาติ ลายน้ำเงิน อดีตสส.2สมัยจากพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน
ผลการนับคะแนนเลือกตั้งเรียงตามลำดับผู้ได้คะแนนสูงสุด ดังนี้ จำนวนคะแนนที่ผู้สมัครได้รับ ได้แก่
นางอรพิน จิระพันธุ์วาณิช หมายเลข ๕ ได้คะแนน ๒๐๙,๗๘๒ คะแนน
นายรังสรรค์ เชี๊ยะสกุล หมายเลข ๓ ได้คะแนน ๖๔,๐๒๖ คะแนน
นายชินพัฒน์ ภูมิโพธิ์ทอง หมายเลข ๑ ได้คะแนน ๔,๐๕๖ คะแนน
นางสาวพิมลวรรณ นารถนรกิจ หมายเลข ๒ ได้คะแนน ๑,๔๘๐ คะแนน
นายขาคิต บุญมา หมายเลข ๔ ได้คะแนน ๑,๔๒๕ คะแนน
นายชูโชค เจริญผล หมายเลข ๖ ได้คะแนน ๑,๓๓๗ คะแนน
จำนวนบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่ได้รับมาทั้งหมดจำนวน ๕๗๓,๒๐๐ บัตร บัตรเลือกตั้งที่ใช้ จำนวน ๒๙๘,๗๐๕ บัตร บัตรเลือกตั้งที่เหลือ จำนวน ๒๗๔,๔๙๕ บัตร

สมุทรสงคราม
นายโยธิน ตันประเสริฐ
3 ผู้สมัครนายกอบจ.ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายอำนวย ลิขิตอำนวยชัย อดีตนายก อบจ.สมุทรสงคราม 2 สมัย หัวหน้ากลุ่ม"อาสาพัฒนาท้องถิ่น" หมายเลข 2 นายโยธิน ตันประเสริฐ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)บางแก้ว 2 สมัย หัวหน้ากลุ่ม"คนทำงาน" และหมายเลข 3 นางกานต์ทิตา รอดรัศมี หัวหน้ากลุ่ม"ประชาธิปัตย์" น้องสาวรังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์
โดยทั้ง 3 กลุ่มส่งผู้สมัครสมาชิกสภา อบจ. ครบทั้ง 24 เขต ซึ่งแบ่งเป็น อ.เมือง 13 เขต อ.อัมพวา 7 เขต และอ.บางคนที 4 เขต นอกจากนี้มีผู้สมัครอิสระอีก 21 คนกระจายกันกันตามเขตของแต่ละอำเภอแบ่งเป็น อ.เมือง 16 คน อัมพวา 3 คน และ อ.บางคนที 2 คน
วินาทีนี้ หากวิเคราะห์เจาะลึกศึกเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภา อบจ.แม่กลองในครั้งนี้ "มีได้มีเสียและมีลุ้น"
เริ่มจากนายอำนวย นายก อบจ.แม่กลอง 2 สมัย คุณงามความดีมีมาก อีกทั้งของฝากของขวัญของกำนัลในอดีตไว้เยอะ รวมทั้งผลงานที่ผ่านมาเข้าตากรรมการบ้างไม่เข้าบ้าง
ทีแรกคิดว่าลอยลำมาแบบสบายๆ แต่พอปลายมือสมุนหรือขุนพล ถูกทีมคนทำงานของเสี่ยต๋องดูดไปเกือบหมดค่าย ต้องเลือกเฟ้นยอดขุนพลขึ้นมาใหม่ แต่จะทันเหตุการณ์หรือไม่อันนี้ต้องวัดดวง
แต่ที่ได้แน่ๆ คือ ได้ตัว นายพิศิษฐ์ เสือสมิง ผู้รับเหมารายใหญ่ในแม่กลองมาเป็นนายทุน และยังผู้รับเหมาจากอำเภอบางคนที นายสุพรรณ ลิ้มสัจจาพานิช อดีตนายกเล็กกระดังงา มาเป็นกระเป๋าให้ ในตำแหน่งรองนายก เรียกว่านายอำนวย เตรียมทำศึกเต็มที่ "ลูกสมุนอาจถูกฆ่าตายแต่นายต้องยังอยู่" มีผู้สงสัยคือนายพิศิษฐ์ ในอดีตซี้ปึ๊กกับนางสาวรังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงครามและจะอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนายอำนวยตลอดมา แต่ทำมาทำไปหันมาจูบปากกับนายอำนวย และผลักไสไล่ส่งนางสาวรังสิมา พ้นจากเส้นทาง อันสัจธรรมทางการเมืองที่ว่า "ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรยังใช้ได้อยู่ชั่วนิรันดร"
สำหรับเสี่ยต๋อง หรือ โยธิน ตันประเสริฐ อดีตนายก อบต.บางแก้ว 2 สมัย เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดในสมุทรสงคราม เป็นคนทำงานที่มีความสามารถมาก สามารถดึงคนนายของนายอำนวยออกมาได้เกินครึ่งสภา เรียกว่าระดับขุนพลทัพหน้าของนายอำนวยมาอยู่กับเสี่ยต๋องเกือบหมด เหลือ ไว้ให้นายอำนวยดูต่างหน้าประมาณ 10 คน
แต่ชาวบ้านกลับมองไปว่า ตำรามาเร็วกลับเร็ว
เสี่ยต๋อง ในอดีตประทะกับนายอำนวยมาแล้วในครั้งเลือกตั้งเมื่อครั้งก่อน ปรากฏว่าเข้ามาที่ 3 โดยมีนายพิศิษฐ์ ที่สมัยนั้นยังอยู่กับประชาธิปัตย์ ตัดที่ 2 ไปกินแบบเส้นยาแดงผ่าแปด เสี่ยต๋อง ปูพรมทางการเมืองท้องถิ่นมาหลายปี หมดกระสุนไปเป็นจำนวนมาก แต่ยังไปไม่ถึงดวงดาว สำหรับในครั้งนี้ต้องขอลุ้น
ท้ายสุดนางสาวกานต์ทิตา รอดรัศมี (เจ๊โอ๋) น้องสาวนางสาวรังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ แต่การจัดทีเลือกตั้งในครั้งนี้ใช้ชื่อทีมว่าประชาธิปัตย์
เรียกว่าเป็นทีมที่คอยเก็บตกได้ เพราะลูกสมุนที่คัดจัดมาทำศึกในครั้งนี้ล้วนแต่ผ่านการคัดเลือกมาจาก 2 ทีมที่กล่าวมา แต่ก็ไม่ธรรมดาเพราะใครๆก็รู้ดีว่าเจ๊โอ๋ไม่ธรรมดา เมื่อเลือกตั้ง สส. ครั้งที่ผ่านมาเก็บคะแนนสงสารเสียต้อง 6 หมื่นกว่า คะแนน เล่นเอาคู่ปรับ เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋ากลับบ้านไปหลายราย
เสี่ยต๋อง นายโยธิน ตันประเสริฐ เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดในสมุทรสงคราม อดีตนายกอบต.บางแก้ว2สมัย หัวหน้าทีมฅนทำงาน หมายเลข 2 ได้ 30,885 คะแนน ชนะนายอำนวย ลิขิตอำนวยชัย ทีมอาสาพัฒนาท้องถิ่น อดีตนายก อบจ. หมายเลข 1 ที่ได้ 26,985 คะแนน และนางกานต์ทิตา รอดรัศมี ทีมประชาธิปัตย์ น้องสาว น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 3 ที่ได้ 15,198 คะแนน

สระบุรี
นายเฉลิม วงษ์ไพร
ฐานเสียงของตระกูลอดิเรกสาร
มีผู้สมัครนายก อบจ. จำนวน 7 คนด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วย หมายเลข 1 นางกัณฐิกา โพธิปัญญา หมายเลข 2 นายภิญญู สิงหจารุ หมายเลข 3 นายรวย เชื้อสุวรรณ หมายเลข 4 นายเฉลิม วงษ์ไพร อดีตนายกอบจ.สระบุรี หมายเลข 5 น.ส.แพรวพรรณ จีนประสพ หมายเลข 6 นายบรรฑูรย์ เกริกพิทยา อดีต สว.และผู้สมัคร สส.พรรคพลังประชาชน และหมายเลข 7 นายอรรถพล วงษ์ประยูร
ตำแหน่งนายก อบจ.สระบุรี ครั้งนี้น่าจะเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง นายเฉลิม วงษ์ไพร อดีตนายก อบจ.สระบุรี และนายบรรฑูรย์ เกริกพิทยา อดีต สว.สระบุรี ที่ต่างฝ่ายต่างมีฐานเสียงที่แน่นหนาพอๆ กัน ชนิดชวนให้ได้ลุ้น
สำหรับ นายเฉลิม วงษ์ไพร อดีต นายก อบจ. สระบุรี เบอร์ 4 อดีตแชมป์เก่าที่ผ่านมาให้การสนับสนุนทุกพรรคการเมืองมาระยะหลังตีจากออก ห่างไม่ไปยุ่งเกี่ยว เชื่อว่าสมัยที่เป็นนายก ทำการบ้านดีมาโดยตลอด ดังนั้นเลือกตั้งที่จะถึงนี้ นายเฉลิมเชื่อมั่นตัวเองมากเนื่องจากมีฐานคะแนนเป็น ส.อบจ.และผู้นำท้องถิ่นกระจัดกระจายทั่วจังหวัด ดูแล้วนายเฉลิม วงษ์ไพรไม่มีอาการเครียดแต่อย่างใด และก็ไม่หนักใจที่มีคู่แข่งเป็นถึงอดีต สว.และผู้สมัคร สส.เชื่อได้ว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง
ด้าน นายบรรฑูรย์ เกริกพิทยา ผู้สมัครนายก อบจ.เบอร์ 6 อดีต สว.และผู้สมัคร สส.พรรคพลังประชาชน เขต 1 สระบุรี จะมีฐานเสียงส่วนมากเป็นลูกความเพราะนายบรรฑูรย์ เป็นทนายความคะแนนเสียงอีกส่วนหนึ่งเป็นผู้นำท้องถิ่น ดูบรรยากาศวันไปสมัครไม่ตึงเครียดกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าประชาชนเรียกร้องให้มาสมัคร นายก อบจ.สระบุรี ทางด้านผู้สมัคร นายก อบจ. สระบุรี คนอื่นๆ ดูแล้วคงจะเป็นแค่ไม้ประดับลงมาเพื่อให้มีสีสันเท่านั้น
เช่นเดียวกันกับผู้สมัคร ส.อบจ.สระบุรี ต่างมี สส.พรรคประชาธิปัตย์ ส่งหลังบ้านลงสมัคร ส.อบจ.เขต 3 อ.หนองแค ทำให้บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้สมัคร ส.อบจ.สระบุรีนั้นมีนักการเมืองหน้าใหม่และเก่าแห่มาสมัครถึง 181 คน เมื่อได้เบอร์กันเรียบร้อยผู้สมัครติดป้ายประชาสัมพันธ์ตามเสาไฟฟ้ากัน เกลื่อน ตามทางร่วมทางแยกเดิมเคาะประตูบ้านขอคะแนนกันหามรุ่งหามค่ำไม่มีคำว่าเหน็ด เหนื่อย
หลัง ปิดหีบผลปรากฏว่า ไม่พลิกโผ "เสี่ยเฉลิม" ชนะด้วยคะแนน 131,037 คะแนน ทิ้งนายบรรฑูรย์ เกริกพิทยา หลายช่วงตัว ได้คะแนนเพียง 45,820 เสียง

สิงห์บุรี
นายสรกฤช เทียนถาวร
ฐานเสียงของตระกูลเทียนถาวรกับธนาคมานุสรณ์
นายสรกฤช เทียนถาวร เป็นพี่ชายของนายศุภวัฒน์ เทียนถาวร สว.สิงห์บุรี อดีตนายกอบจ.2สมัย

สุพรรณบุรี
นายบุญชู จันทร์สุวรรณ
ฐานเสียงของตระกูลศิลปอาชา,โพธสุธนและเที่ยงธรรม
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 ที่ผ่านมา มีการเลือกตั้ง อบจ.สุพรรณบุรี ครั้งนั้นมีผู้สมัคร นายก อบจ.หลายคน หนึ่งในนั้นมีนายบุญชู จันทร์สุวรรณ นักการเมืองหน้าใหม่ของ จ.สุพรรณบุรี ที่เป็นอดีตนายกเทศมนตรีเทศบาล ต.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี มาก่อน แต่มีบ้านเกิดอยู่ที่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี และเป็นบุตรชายคนโปรดของ นายดิน จันทร์สุวรรณ อดีตกำนันคนดังที่ชาว อ.ด่านช้าง ที่ชาวสุพรรณบุรี รู้จักกันดี และยังเป็นคนสนิทของ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ลงสมัครในครั้งนั้นและยังเป็นตัวเต็ง ซึ่งก็ไม่พลาดนายบุญชู ได้รับการเลือกตั้งมาด้วยคะแนนท้วมท้น ทำให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.สุพรรณบุรี
โดยมี นพดล มาตรศรี และนายสุวัฒน์ จันทร์สว่าง เป็นรอง นายก อบจ. มีสมาชิก อบจ.จำนวน 30 คน ประกอบด้วย นายมนูญ ศรีสุพรรณ นายสรพงศ์ สุจิตต์ นายสล้าง พันธุ์สถิตย์ นายณรงค์ เกิดพงษ์ นายสุชาติ กลิ่นจุ่น นายสุภัทร ลีอารีย์กุล นายพงษ์เกียรติ อุดมอานุภาพสุข นายสำเภา วีรานนท์ นายสุรัตน์ จันทร์สว่าง นายธีระ จันทรวัฒนาวนิช นายคงสิทธิ์ ห้วยหงส์ทอง นายชัยวัฒน์ มาตรศรี นายทวีศักดิ์ ฐานบัญชา นายปริญญา เรืองสุขอุดม นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ นายหริพล พนากิจกุล นายเสมียน หงส์โต นายกอบชัย พลเสน นายสว่าง พันธุ์พฤกษ์ นายสุพัฒน์ รบอุดงค์ นายศักดา จาละ นายธวัช อ่ำทอง น.ส.นุชรีย์ เงินเกื้อกูล นายสำเริง ผลโภชน์ นายสุกิจ อ่ำทอง นายสานัน สภาปกาญพงศ์ นายดิเรก รัศมีแก้ว นายสุธี โควอุดมประเสริฐ นายเอนก ปาลวงษ์ และนางสุนิสา สินไพบูลย์ผล
ผลการเลือกตั้งที่ผ่านไป
เบอร์1 น.ส.ศรีวิไล สมพงษ์อินทร์ ได้ 68,889 คะแนน
เบอร์2 นายบุญชู จันทร์สุวรรณ ได้183,666 คะแนน

อ่างทอง
นายสุรเชษ นิ่มสกุล
ฐานเสียงของตระกูลปริศนานันทกุลกับเปาอินทร์
คู่ท้าชิงคือนายอุดม นวมจิตร์ อดีตประธานสภา อบจ.อ่างทอง ๒ สมัย อายุ ๔๕ ปี จบ ปวช. บ้านอยู่ อ.ไชโย ประวัติเข้ามาเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น ลงเล่นการเมืองระดับสมาชิกสภาจังหวัดอ่างทอง ส.จ. เมื่อวันที่ ๒๐ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้เข้าทำหน้าที่ในสภาจนครบวาระ และเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ มีการเลือกตั้งใหม่ ได้รับเลือกเข้าสภาอีก หลังจากนั้น ยังได้รับการโหวตจากสมาชิกในสภาให้นั่งตำแหน่งประธานสภาด้วย ในความคิดของนายอุดม ที่จะพัฒนาสภาจังหวัดให้เข้มแข็ง เพื่อกลั่นกรองกฎหมาย และพิจารณาบงประมาณให้ฝ่ายบริหารใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส ในยุคนั้น ที่สำคัญ ยังหวังเกินร้อยที่จะให้สมาชิกสภาจังหวัดมีความาเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงวางกรอบว่าทุกเดือนจะมีการประชุมสภานอกรอบ สัญจร ไปทุกอำเภอ เพื่อ ส.จ. ทุกนายจะได้มีโอกาสสัมผัสกับปัญหาของประชาชนทุกอำเภออย่างแท้จริง เพื่อการตั้งงบพัฒนาจะได้ตรงตามเป้าหมายของสภา เมื่อปี ๒๕๔๒ การประชุมสภาสัญจรครั้งแรกที่ อ.สามโก้ ผ่านได้ด้วยดี ครั้งที่ ๒ ส.จ.เขต อ.เมือง รับเป็นเจ้าภาพ หลังเสร็จการประชุมและงานเลี้ยง ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ถูกนายอุดม กระสุนถูกอวัยวะสำคัญ ทำให้ท่อนล่างหมดความรู้สึก เคลื่อนไหวไม่ได้ ทุกวันนี้ ต้องใช้รถเข็นเดินทาง และด้วยใจทีต้องการรับใช้ประชาชนชาวอ่างทอง การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง ส.อบจ.อ่างทอง ก็ลงสมัคร และได้รับเลือกเข้าทำหน้าที่ในสภาจนถึงปัจจุบัน และตัดสินใจลาออกเพื่อสมัครในตำแหน่งนายก อบจ. (เดลินิวส์ วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑)
มี ผู้สมัคร 3 คน หมายเลข 1 อุดม นวมจิตร์ อดีต ประธานสภา อบจ.อ่างทอง 2 สมัย และ ส.อบจ .อ่างทอง เขต อ.ไชโย หมายเลข 2 สุรเชษ นิ่มกุล อดีต นายก อบจ.อ่าง ทอง หัวหน้ากลุ่มสำนึกรักบ้านเกิด และ หมายเลข 3 สุขสันต์ สวนมะม่วง ( หลานชาย หมายเลข 2) โดยมีการกำหนดให้วันที่ 20 ม.ค.51 เป็นวันเลือกตั้งนายก อบจ.อ่างทอง
โดยนายอุดม นั้นได้รับแรงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรค แต่ระยะหลังการเมืองในสภาไม่โดดเด่นเนื่องจากมีปัญหาด้านร่างกาย แต่เป็นคนมีพวกมาก มีทั้งทรัพย์สินเงินทอง และบารมี บอกกับเป็นคนใจกว้างและจริงใจ จึงมีพรรคพวกเพื่อนฝูงและผู้ใหญ่ที่ เคารพนับทั้งในและต่างจังหวัดให้การสนับสนุน การสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวน้อย เนื่องจากไม่คาดฝันว่า นายสุรเชษ นิ่มกุล ผู้สมัครนายก อบจ.อ่างทอง หมายเลข 2 จะลาออกจากตำแหน่งกะทันหัน
สำหรับสุรเชษ หรือ กำนันตี๋ นั้น เป็นที่รับทราบกันมาตลอดว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับพรรคชาติไทย เพราะเคยเป็นอดีตประธานวาขาพรรคชาติไทยที่อ่างทอง โดย มีนัการเมืองระดับชาติในพื้นที่สนับสนุนอย่างเต็มที่ ประกอบกับการเมืองในอ่างทอง ต่าง เอื้อซึ่งกันและกันทุกระดับ โดยเฉพาะฐานเสียงในอ่างทองเป็นของพรรคชาติไทยมาช้านาน และผู้สมัคร เบอร์ 2 ดำรงตำแหน่ง นายก อบจ. อ่างทอง แม้จะเป็น สมัยแรกก็จริง แต่การดำเนินงานทางการเมืองท้องถิ่นก็เป็นไปด้วยดี
นอกจากนี้ยังมีผลงานโดดเด่น ทุ่มทั้งงบประมาณ วัสดุ และอุปกรณ์พัฒนาพื้นที่ จนสามารถสร้างผลงานและเกิดประโยชน์กับประชาชนและท้องถิ่นอย่างทั่วถึง รวมไปถึงหน่วยงานอื่นๆ จึงทำให้มีคะแนนนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกขณะที่นั่ง ตำแหน่งนายก อบจ.อ่างทอง ได้ไม่ถึง สองปี สามารถแผ่บารมีถึง เทศบาล อบต.และหน่วยงานอื่นๆ อีกมาก ดังนั้นในการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับ จึงหนีไม่พ้นบุคคลที่กลุ่มสำนึกรักบ้านเกิดของกำนันตี๋สนับสนุนจะได้รับ เลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 90
ส่วนหมายเลข 3 นั้นถือว่าเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนมากนักและเชื่อว่าจะช่วยผู้สมัครหมายเลข 2 หาเสียง ดังนั้นจึงคาดว่าการแข่งขันจริงๆ จะเกิดขึ้นระหว่างหมายเลข 1 อุดม นามจิตร์ อดีตประธานสภา อบจ.อ่างทอง 2 สมัย กับหมายเลข 2 สุรเชษ นิ่มกุล อดีตนายก อบจ อ่างทอง
จ.อ่างทอง หลังจากนายสุรเชษ นิ่มสกุล อดีตนายก อบจ.ที่ยื่นหนังสือลาออกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 เพื่อช่วย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย และนายภราดร ปริศนานันทกุล ลูกชายนายสมศักดิ์ หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา ได้รับเลือกกลับเข้ามา ด้วยคะแนน 69,594 คะแนน ชนะนายอุดม นวมจิตร์ โดยการสนับสนุนของผู้สมัครสส.จากพรรคพลังประชาชนที่ได้ 31,454 คะแนน เนื่องจากนายสุรเชษเป็นอดีตหัวหน้าสำนักงานพรรคชาติไทย สาขาอ่างทอง โดยผู้มีสิทธิ 210,048 คน มาใช้สิทธิ 106,322 คน หรือร้อยละ 50.62 บัตรเสีย 4,164 บัตร หรือร้อยละ 3.91 ไม่ไปลงคะแนน 4,981 บัตร หรือร้อยละ 4.68
นายสุรเชษกล่าวว่า ต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความเชื่อถือ ไว้วางใจเลือกกลุ่มสำนึกรักบ้านเกิดถึง 20 คน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาจังหวัดเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น อีก 4 เขตแม้ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม แต่ถือว่าทุกคนเป็นพวกเดียวกัน เพียงแต่ความคิดอาจต่างกันได้ ดังนั้น การทำงานจะไม่ยึดถือว่าใครมาจากกลุ่มไหน แต่แต่จะถือว่าทุกคนคือ ส.อบจ. เป็นเพื่อนร่วมงาน มีความสำคัญเท่าเทียมกัน เพราะล้วนเป็นบุคคลที่ประชาชนให้ความไว้วางใจเหมือนกัน และคาดว่าทุกคนจะให้การสนับสนุนการทำงานพัฒนาจังหวัดด้วยดี

อุทัยธานี
นายเผด็จ นุ้ยปรี
ฐานเสียงของตระกูลไทยเศรษฐ,ทุ่งทอง,โต๋วสัจจาและมงคลศิริ
ผู้สนใจแข่งขั้นจำนวนทั้งสิ้น 3 คน ประกอบด้วย นายเผด็จ นุ้ยปรี หมายเลข 1 พ.ต.ท.สรานนท์ จันทร์สม หมายเลข 2 และ นายจักรกริศน์ ทิพย์รังษี หมายเลข 3 ทำให้การเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอุทัยธานีคึกคักขึ้นมาทันที
เหตุเพราะนายเผด็จ นุ้ยปรี นั้น มีดีกรีเป็นถึงแชมป์เก่า สร้างผลงานเป็นที่เด่ดชัด และโดนใจชาวบ้านพอสมควร แต่ที่อาจจะสะดุดอยู่บ้างตรงที่เป็นกุนซือและทีมงานหลักในการหาเสียงให้กับ นายศิลป์ชัย เชษฐ์ศิลป์ อดีต ส.ส.4 สมัยและ อดีต ส.ว. 1 สมัย ซึ่งเป็นพี่ชายในไส้ แต่นายศิลป์ชัย ได้มีการเปลี่ยนนามสกุล ลงสู้ศึกเลือกตั้งส.ส.ที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายสอบตก ทำให้ความมั่นใจอาจลดลง
อย่างไรก็ตามนายเผด็จ ก็ได้เปรียบในเชิงยุทธ์ของคู่แข่งอยู่หลายขุม และมีฐานเสียงยังหนาแน่น และคอการเมืองหลายสำนักต่างฟันธงตรงกันว่า ยังเป็นตัวเต็ง เพราะสร้างผลงานเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะโครงการขุดสระน้ำแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ที่กระจายครอบคลุมไปทุกพื้นที่ โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และโครงการก่อสร้างฝายต่างๆ ที่นายเผด็จ เข้าไปผลักดันอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ยังมี มีสมาชิก ส.อบจ.อุทัยธานีทั่วทุกพื้นที่ คอยสนับสนุน และเป็นหัวหอกทะลุทะลวงสู้ศึกอย่างเต็มที่ และแว่วว่า นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.ป้ายแดงโดด และอดีตนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี จะกระโดดเข้าสนับสนุน และหากเป็นจริง มั่นใจได้เลยว่าลอยมาแน่
ส่วน พ.ต.ท.สรานนท์ จันทร์สม นั้น ถือว่ากล้าหาญอย่างยิ่งในการลงชิงชัยครั้งนี้ แม้จะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ชั้นเชิงถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ที่สำคัญเป็นนายตำรวจเก่า เคยทำงานในเขตพื้นที่อ.เมืองอุทัยธานี และอ.ลานสัก จนคุ้นเคยกับชาวบ้านเป็นอย่างดี และฐานเสียงส่วนใหญ่จะมาจากคนในวงการเดียวกัน ทำให้หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า พ.ต.ท.สรานนท์ มีสิทธิลุ้น
นอกจากนี้ยังอาจจะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายตรงข้ามของนายเผด็จ เพราะยังมีนักการเมืองท้องถิ่นบางส่วนไม่พอใจการทำงานของนายเผด็จ ดังนั้นในช่วงโค้งสุดท้ายคะแนนอาจจะพลิกก็เป็นได้ เพราะนพ.ประเสริฐ มงคลศิริ ผู้สมัคร ส.ส.สอบตก ที่คะแนนมาอันดับ 4 หวังจะเทคะแนนเสียงให้ และหากเป็นจริงดังว่า การแข่งขันก็จะเข้มข้นหลายเท่าตัว และเกิดการหวั่นไหวอย่างช่วยไม่ได้
ผลคะแนนออกมา เผด็จ นุ้ยปรี ได้ 77,807 คะแนน
ส่วน พ.ต.ท.สรานนท์ จันทร์สม ได้ 33,673 คะแนน




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2551    
Last Update : 15 สิงหาคม 2554 15:08:35 น.  

เจาะฐานการเมืองท้องถิ่นผ่านชื่อนายกอบจ.ภาคเหนือ

รายชื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคเหนือ

กำแพงเพชร
นายจุลพันธ์ ทับทิม
ฐานเสียงของตระกูลรัตนากร,มุสิกุล,ฤกษ์หร่ายและลิกต์
ผลการเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรทั้ง11 อำเภอ ผลการนับคะแนน อย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตจังหวัดกำแพงเพชร ลงคะแนนเลือกเบอร์ 2 นายจุลพันธ์ ทับทิม ผู้สมัครกลุ่มกำแพงเพชรพัฒนา อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร ได้ 132,623 คะแนน ชนะ นายสุนทร รัตนากร ผู้สมัครกลุ่มพลังกำแพงเพชรสามัคคี พี่ชายนายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้ 132,297 คะแนน ไปอย่างเฉียดฉิวเพียง 226 คะแนน

เชียงราย
นางรัตนา จงสุทธนามณี
ฐานเสียงของตระกูลติยะไพรัช,เตชะธีราวัฒน์และจงสุทธนามณี
ผลการนับคะแนน การเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (นายก อบจ.)และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (ส.อบจ.) มีป้ายรายงานผลคะแนนขนาดใหญ่(อย่างไม่เป็นทางการ) หน้า ศูนย์สุขภาพ อบจ.เชียงราย ในสนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย โดยผู้มีคะแนนนำมาเป็นที่หนึ่งอย่างขาดลอย คือ หมายเลข 1 นางรัตนา จงสุทธนามณี อดีต นายก อบจ.เชียงราย ได้ 263,373 คะแนน ตามมาด้วย หมายเลข 2 นายนุกูล วินิจวลัย อดีต นายก อบจ.เชียงราย เมื่อหลายปีก่อน ลงในนาม พรรคพลังประชาชน ได้ 95,100 คะแนน,หมายเลข 4 นายปรีชา พัวนุกูลนนท์ อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา จ.เชียงราย (สว.) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ได้ 64,653 คะแนน,หมายเลข 3 นายมหาเสน่ห์ ชำนาญกิจ ได้ 22,105 คะแนน,หมายเลข 5 นายเจริญ เรืองใจ อดีต ส.บอจ.เชียงราย ได้ 5,753 คะแนน
โดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิ 513,400 คน จากผู้มีสิทธิ 815,630 คะแนน คิดเป็น 62.95% ,มีบัตรเสีย 27,872 บัตร คิดเป็น 5.43% และมีบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 33,984 คะแนน
ส่วน ส.อบจ.เชียงราย 36 คน ปรากฏว่า กลุ่มของ นางรัตนา จงสุทธนามณี ได้เข้ามา 21 คน ที่เหลือ 15 คน เสียให้กับกลุ่ม พรรคพลังประชาชน ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนมาก โดยมีอดีต ส.อบจ.เชียงราย ซึ่งเป็นตัวเก็งสอบตก เช่น นายประจวบ ภาคำ อดีต ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.เมือง,นางทานตะวัน แสนพิศ อดีต ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.เมือง,นายฉลอง มหาวุฒิ อดีต ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.แม่สรวย,นายประสิทธิ์ กาใจทราย อดีต ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.แม่จัน,นายสมควร นัยติ๊บ อดีต ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.เวียงเชียงรุ่ง ก็สอบตก และ นายชัยยนต์ ศรีสมุทร บุตรชาย นายไศลยนต์ ศรีสมุทร นายกเทศบาลตำบลแม่สาย และเป็นคนใกล้ชิด นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็สอบตกด้วย
และ ส.อบจ.เชียงราย ที่ชนะคะแนนเป็นว่าที่ ส.อบจ.เชียงราย ใหม่ ที่น่าสนใจ มีอาทิ นายอัมรินทร์ มณีรัตน์ คนใกล้ชิด นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย เขต 1 พรรคพลังประชาชน ชนะคะแนน ใน เขต 1 อ.เมืองเชียงราย,นายสุพจน์ หลี่จา อดีต นายก อบต.ป่าตึง ชนะคะแนน ในเขต 1 อ.แม่จัน และ นางอทิติ หนุนนำสิริสวัสดิ์(วันไชยธนวงค์) บุตรสาว อดีต ส.ส.สมบูรณ์ วันไชยธนวงค์ ชนะคะแนนในเขต 1 อ.เทิง รอการตรวจสอบและรับรองจาก กกต.ต่อไป

เชียงใหม่
นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์
ฐานเสียงของตระกูลชินวัตร,บูรณุปกรณ์,เกียรติไชยากร,อมรวิวัฒน์ และ ณ เชียงใหม่
"ศึกชนช้าง" ระหว่าง"พ่อเลี้ยงอี๊ด" นายอุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายกอบจ. ผู้กว้างขวาง ประธานกลุ่มพัฒนาเชียงใหม่ กับ นายบุญเลิศบูรณุปกรณ์ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ประธานกลุ่มพลังประชาชนเชียงใหม่
ทั้งสองฝ่ายต่างมีพรรคพลังประชาชนหนุนหลังจึงกลายเป็นศึกสายเลือดคนของพลังประชาชนลงสู้ศึกกันเอง !!!
"อุดรพันธ์ " ลงสมัครครั้งนี้หวังทวงคืนเก้าอี้นายกอบจ.อย่างเต็ม ที่ หลังเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ต้องพลาดท่าเสียตำแหน่งให้ "เจ้าหนุ่ย" นายธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่
ครั้งนั้นพรรคไทยรักไทยตัดสินใจหนุนนายธวัชวงศ์จนได้รับการเลือกตั้งเป็น นายกอบจ.ไปตามคาด แต่ให้หลังได้ไม่นาน กลับเปลี่ยนขั้วหันหาพรรคประชาธิปัต ย์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้พรรคไทยรักไทยเป็นอย่างมาก
มาครั้งนี้สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม รองประธานพรรคพลัง ประชาชน ประกาศหนุนหลังนายอุดรพันธ์อย่างเต็มที่ โดยให้เหตุผลสำคัญว่าเป็น การ "ไถ่บาป" เมื่อครั้งเลือกนายธวัชวงศ์แทนนายอุดรพันธ์ จึงลงทุนเดินทางมา ร่วมแถลงเปิดตัวด้วยตัวเอง
ยุทธการทวงคืนเก้าอี้ไม่ใช่แค่คำประกาศ แต่ถูกวางไว้ล่วงหน้า โดย นายอุดรพันธ์ได้ทำงานการเมืองในพื้นที่มาตลอด และยังเปิดเกมการเมืองล้วงลึก เจาะไข่แดงนายธวัชวงศ์ โดยดึงเอา ส.อบจ. ในทีมของนายธวัชวงศ์ มาได้ ถึง 15 คน โดยเฉพาะนายถวิล บัวจีน ส.อบจ.เขต อ.สันกำแพง ซึ่งกลายมาเป็นแม่ ทัพคนสำคัญของนายอุดรพันธ์ในเวลานี้
ด้านนายบุญเลิศก่อนหน้านี้ได้พบกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกบ้านเลข ที่ 111 ในงานศพพ่อตานายปกรณ์ บูรณุปกรณ์ น้องชาย โดยครั้งนี้มีการเจรจา ทาบทามให้นายบุญเลิศ ลงสมัครนายกอบจ. ในชื่อ "กลุ่มพลังประชาชน เชียงใหม่" โดยมีนายปกรณ์เป็นกุนซือวางแผนแก้เกมทางการเมือง!!!
ส่วนเหตุที่ใช้ชื่อเดียวกับพรรคพลังประชาชนก็เพื่อย้ำเตือนให้ ชาวเชียงใหม่ระลึกถึงบุญคุณของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคน เชียงใหม่ หวังดึงคะแนนมวลชนคนรากหญ้า ที่ยังยึดติดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
แม้ครั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่จะได้คะแนนเสียงท่วม ท้น แต่เลือกนายกอบจ. ต้องมีแรงหนุนจาก 24 อำเภอ จึงต้องปรับแผนกันใหม่ โดย หวังดึงคะแนนเสียงของ ส.ส.พลังประชาชน ที่ประกาศสนับสนุนภายใต้ฉันทานุมัติ จาก "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ รวมกับฐานคะแนนเดิม ในเขตเมืองมาเป็นบันไดสู่เก้าอี้นายกอบจ.
การแบ่งฝ่ายหนุนคนของตัวเองย่อมส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในใจของสอง ฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป คนพลังประชาชนคงต้อง แข่งกันเองโดยมีตำแหน่งนายกอบจ.เป็นเดิมพัน
วัดกระสุนในมือนายบุญเลิศ มีทุนหนาไม่อั้นจากธุรกิจโรงแรมทั้ง ใน จ.เชียงใหม่และสิงคโปร์ ส่วนนายอุดรพันธ์ มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่ม สิงห์ จากการเป็นเจ้าของบริษัท "สิงห์พัฒนา" ตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ในภาค เหนือ จึงได้รับการสนับสนุนจำนวนไม่น้อย เมื่อรวมกับทุนส่วนตัวแล้วถือว่าสม น้ำสมเนื้อกับนายบุญเลิศ
ส่วน"เจ้าหนุ่ย" นายธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ อดีตนายก อบจ. คาดว่าจะลงสมัคร รักษาเก้าอี้เป็นที่แน่นอน แต่ช่วงที่ผ่านมาเกิดปัญหารุมเร้าจนไม่เป็นอันทำ งาน เริ่มจากถูกนายอุดรพันธ์ดึง ส.อบจ.ในสังกัดไปได้ถึง 15 คน ก่อนจะ ถูกกลุ่ม ส.อบจ. นำโดยนายถวิล บัวจีน ที่ปัจจุบันหันมาซบกลุ่มนายอุดร พันธ์ แปรพักตร์ คว่ำงบปี 51 กว่า 700 ล้านบาท โดยอ้างเหตุส่งเรื่องช้า เพียง 3 วัน จนตายน้ำตื้นถูกศาลปกครองมีคำสั่งว่าผิดระเบียบและสั่งระงับการ เบิกจ่ายงบประมาณไปก่อน
นอกจากนี้ตลอดเวลา 4 ปีในตำแหน่งนายก อบจ.เชียงใหม่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ จากผู้นำชุมชน รวมถึงนักวิชาการเข้าทำนอง "ความชั่วไม่มี ความดีไม่ ปรากฏ" จนทำให้เสียงที่คอยหนุนเริ่มซาลง เมื่อประมวลรวมกับงบประมาณส่วน ตัว หรืองบเลือกตั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเทียบไม่ได้กับนายอุดร พันธ์ และนายบุญเลิศ ทำให้คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า เลือกตั้งครั้งนี้คงหืดขึ้น คอ
นอกจากผู้ที่คาดว่าจะลงสมัครที่3 คนแล้ว เลือกตั้ง นายก อบจ.เชียงใหม่ ครั้งนี้ อาจมีตัวแปรทำให้สถานการณ์พลิก โดยเฉพาะ นายสราวุธแซ่เตี๋ยว อดีต ผู้สมัครส.ว. ครั้งล่าสุด ที่ได้คะแนนกว่า 130,000 คะแนน มาเป็น อันดับ 2 หากเขาหันลงเล่นการเมืองท้องถิ่น บรรดาผู้สมัครตัวเก็งอาจถูกดูด คะแนน จนต้องปรับแผนสู้กันพัลวัน
ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน จังหวัดเชียงใหม่และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการเลือกตั้งมีขึ้นเมื่อวานที่ผ่านมา ปรากฏว่านายบุญเลิศ บุรณุปกรณ์ ผู้สมัครหมายเลข 3 กลุ่มพลังประชาชนเชียงใหม่ได้คะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง 273,850 คะแนน นายอุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ ผู้สมัครหมายเลข 2 ได้คะแนนอันดับสอง 180,908 คะแนน ขณะที่นายธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ ผู้สมัครหมายเลข 1 ได้คะแนนอันดับสาม 170,965 คะแนน ส่วนนางอารีย์ อุดมศิริธำรง ผู้สมัครหมายเลข 4 ได้ 16,484 คะแนน

ตาก
นายชิงชัย ก่อประภากิจ
ฐานเสียงของตระกูลไชยนันทน์,ตันติสุนทรและบรรณวัฒน์
สนามเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.) ตาก 30 ที่นั่ง ในปีนี้ทำท่าว่าจะดุเดือดเข้มข้นและรุนแรง เมื่อนายดิฐชัย ฉันติกุล หรือ รองเส็ง รองนายก อบจ.ตาก ได้ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งนายกอบจ.ตาก ขณะเดียวกัน นายชิงชัย ก่อประภากิจ หรือ นายกเคี้ยง หัวหน้ากลุ่ม “รักษ์ประชาตาก” นายกอบจ.ตาก คนปัจจุบัน ก็ยังคงลงสมัครเช่นกัน
การที่ทั้ง นายดิฐชัย และ นายชิงชัย ประกาศลงชิงนายกอบจ.ตาก ทำให้ “กลุ่ม รักษ์ประชาตาก” ต้องแตกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยมีนายปกรณ์ สตะนีกรรณ หรือ ประธานปั้ง ประธาน สภาอบจ.ตาก ประกาศสนับสนุนนายดิฐชัย พร้อมนำว่าที่ผู้สมัคร ส.อบจ.ตาก ทั้ง 30 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้มัครหน้าใหม่ ลงสู้ศึกครบทั้ง 30 เขต ขณะที่ฝ่ายนายชิงชัย ก็พร้อมที่จะรักษาแชมป์ไว้ เพื่อขอทำงานอีก 1 สมัย โดยมี กลุ่ม ส.อบจ. ชุดปัจจุบัน ไม่น้อยกว่า 20 คน ยังคงสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองใหญ่อดีตรัฐมนตรีที่มีชื่อเสียงในจังหวัดตาก อยู่เบื้องหลังและให้การสนับสนุนอีกแรง
พลิกปูมหลังในอดีตนั้น ทั้ง นายดิฐชัย นายชิงชัย และนายปกรณ์ นั้นอยู่กลุ่มการเมืองท้องถิ่นเดียวกันมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี 2528 ทั้ง 3 คน ลงสู่สนามการเมืองในระดับเทศบาลและ ส.อบจ. และในปี 2543 นายดิฐชัย และนายชิงชัย ลง ส.อบจ.ตาก เขต อ.แม่สอด ส่วนนายปกรณ์ ไปลง เขต อ.พบพระ และได้รับเลือกตั้งทั้ง 3 คน
จากนั้นผู้ใหญ่ทางการเมืองหลายฝ่าย รวมทั้งนายดิฐชัยและนายปกรณ์ ได้รวบรวม ส.อบจ.เสียงส่วนใหญ่ ผลักดัน ให้นายชิงชัย ขึ้นเป็นนายก อบจ.ตาก ตั้งแต่ ปี 2543 และต่อมาในปี 2547 มีการเลือกตั้งนายก อบจ.ตาก โดยตรง และทั้ง 3 คน ได้รวบรวมพลพรรคลงสู้ศึกเช่นเดิม โดยให้นายชิงชัยเป็นนายกอบจ. นายดิฐชัย เป็นรองนายกและนายปกรณ์ ลง ส.อบจ.พบพระ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสภา โดยมีสัญญาสุภาพบุรุษว่า สมัยต่อไปให้นายดิฐชัย ขึ้นนายกอบจ. แต่เมื่อถึงเวลาเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป ต่างฝ่ายต่างลืมคำมั่นสัญญานั้น และนำไปสู่การที่จะต้องแข่งขันกันเอง
บุคคลที่รู้ดีที่สุดในข้อตกของตำแหน่งนายก อบจ.ตาก คือ นายปกรณ์ เมื่อไม่เป็นไปตามคำพูดของเพื่อนกับเพื่อน ทำให้นายปกรณ์ ตัดสินใจประกาศตัวช่วยสนับสนุน นายดิฐชัย และอาสาเป็นแม่ทัพใหญ่ ดูแลเขตเลือกตั้งทั้ง 30 เขต จัดทัพผู้สมัคร ส.อบจ. และเฟ้นหาทีมงานบริหารลงสู้ศึก
และจากการที่ ประธานปั้ง ได้ประกาศหนุน รองเส็ง อย่างสุดขั้วหัวใจ ทำให้คอการเมืองรวมทั้งประชาชนทั่วไปในจังหวัดตากมองว่าแกนนำและสมาชิกพรรค ประชาธิปัตย์ หันไปสนับสนุนกลุ่มนายดิฐชัยและทีมงาน โดยมีการตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่ม ตากพัฒนา” รักประชาธิปัตย์ โดยมีนายดิฐชัย เป็นหัวหน้าทีม ลงในตำแหน่ง นายก อบจ.โดยตรง และนายปกรณ์ ลงเขตเลือกตั้งเพื่อกลับเข้าไปเป็นประธานสภา อบจ.ตาก อีกสมัย
โดยก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา นายปกรณ์ ได้ทำหน้าที่ของประธานสภา และ ส.อบจ. อภิปรายโจมตีการทำงานของ นายชิงชัย มาโดยตลอด นอกจากนี้ยังทำหนังสือและข้อร้องเรียนตามเอกสารหลักฐานหลายข้อจนนำไปสู่ความ ขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น และเมื่อนายปกรณ์ออกมาประกาศตัวสนับสนุนนายดิฐชัย ขึ้นชิงนายกอบจ.ตาก จึงถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะอยู่คนละฝั่งกับ นายชิงชัย
ทั้งนี้นายปกรณ์ พร้อมทีมงานและว่าที่ผู้สมัคร ส.อบจ.ตาก 9 อำเภอ จำนวน 30 คน ได้ประกาศตัวสนับสนุน นายดิฐชัย ให้สมัครลงรับเลือกตั้งเป็น นายก อบจ.ตาก และยืนยันว่า ผู้สมัครของกลุ่มจะไม่หวั่นกลัว ส.อบจ.เดิม ที่สังกัดกลุ่มนายกเคี้ยง ทั้งนี้เป็นเพราะการเลือกตั้ง ส.อบจ.ตากที่ผ่านมาหลายครั้งรวมทั้งครั้งล่าสุดเมื่อ ปี 2547 จะมี ส.อบจ.เก่าสอบตก 70-80% และครั้งนี้ก็เช่นกัน เชื่อว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิม การที่ นายปกรณ์ ประกาศสนับสนุนนายดิฐชัย ขึ้นชิงนายก อบจ.ตาก ได้สร้างความคึกคักและสีสรรทางการเมืองอย่างยิ่ง ประชาชนในพื้นที่ต่างให้ความสนใจและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คู่ชิงตำแหน่งนายก อบจ.ตาก ครั้งหน้านี้จะสนุกและตื่นเต้นคู่คี่สูสี และมีการมองกันว่ากลุ่มสมาชิกและผู้สนับสนุน ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ จะมาสนับสนุนนายดิฐชัย ทั้งหมด เนื่องจากนายปกรณ์ นั้น เป็น ผู้ช่วยดำเนินงาน ส.ส.และแกนนำหลักของ พรรค ปชป.ในพื้นที่จังหวัดตาก มายาวนานกว่า 10 ปีและล่าสุดยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์จังหวัดตากใน การเลือกตั้งที่ผ่านมา
สนาม อบจ.ตาก เป็นเวทีที่จะเกิดการห้ำหั่นกันระหว่าง เพื่อนรักในอดีต ที่ต้องแยกทางกันเดินด้วยเหตุผลและความคิดที่แตกต่างทางการเมือง จากอดีตถึงปัจจุบันคำว่าเพื่อนยังคงมีอยู่ แต่วิถีชีวิตการต่อสู้ทางการเมืองต้องดำเนินไปตามเส้นทางที่ต่างฝ่ายต่าง มุ่งหวังในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก (ส.อบจ.) และนายกอบจ. ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา จ.ตาก มี ส.อบจ.ทั้งสิ้น 30 เขต ใน 9 อำเภอ มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 180,941 คน จาก ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 310,144 คน ผู้ได้คะแนนสูงสุดได้รับเลือกตั้งเป็น นายกอบจ.ตาก ได้แก่ ผู้สมัครหมายเลข 3 นายชิงชัย ก่อประภากิจ กลุ่มรักษ์เมืองตาก ได้ 68,083 คะแนน สมาชิกในกลุ่มได้รับเลือกตั้งให้เป็น ส.อบจ. จำนวน 14 เขต อันดับ 2 คือ นายดิฐชัย ฉันติกุล กลุ่มประชาตาก หมายเลข 2 ได้ 48,508 คะแนน ลูกทีมได้รับเลือกเข้ามาจำนวน 10 เขต ส่วนหมายเลข 1 พ.ต.ท.จำลอง โสมาศรี ผู้สมัครหมายเลข 1 กลุ่มพลังจังหวัดตาก ได้อันดับ 3 ด้วยคะแนน 44,227 คะแนน มีลูกทีมได้รับการเลือกตั้ง 3 คน และมีผู้สมัครอิสระ 3 คน ได้รับการเลือกตั้งครั้งนี้
โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีการต่อสู้ที่ดุเดือด มีกระแสข่าวโจมตีผู้สมัครทั้ง 3 กลุ่ม อย่างต่อเนื่องและรุนแรง รวมถึงมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองพรรคใหญ่ระดับประเทศ ที่สนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชาชน โดยในส่วนของพลังประชาชน ส่งพ.ต.ท.จำลอง ลงชิงตำแหน่ง นายกอบจ. แต่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ถึง 23,586 คะแนน ให้แก่ นายชิงชัย ก่อประภากิจ อดีตนายกอบจ.ตาก ที่ยังคงรักษาเก้าอี้ได้อีก 1 สมัย

น่าน
นายนรินทร์ เหล่าอารยะ
ผลคะแนนเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เมื่อวานนี้ (27 มกราคม 2551) อย่างไม่เป็นทางการ นายนรินทร์ เหล่าอารยะ เบอร์ 1 ได้คะแนนทั้งสิ้น 174,522 คะแนน
จังหวัดน่าน มีผู้สมัครลงเลือกตั้ง นายก อบจ.น่าน เพียงคนเดียว คือ นายนรินทร์ เหล่าอาระ เบอร์ 1 ซึ่งต้องได้คะแนนไม่น้อยร้อยละ 10 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จังหวัดน่านจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 353,243 คน ส่วนผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ของนายนรินทร์ เหล่าอาระยะ ซึ่งเกินกว่าร้อยละ 10 ตามที่กฎหมายกำหนด จีงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด นอกจากนั้น ยังมีผู้ไปใช้สิทธิ 204,920 คน คิดเป็นร้อยละ 58.18 ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน จำนวน 15,900 คน คิดเป็นร้อยละ 7.76 ผู้ไม่ไปใช้สิทธิ 147,323 คน คิดเป็นร้อยละ 41.82 บัตรดี จำนวน 190,422 คิดเป็นร้อยละ 92.93 บัตรเสีย จำนวน 14,497 คิดเป็นร้อยละ 7.07

พะเยา
นายไพรัตน์ ตันบรรจง
ฐานเสียงของตระกูลตันบรรจงกับวงศ์ศรีวงศ์
การเลือกตั้งนายก อบจ.พะเยา ในวันที่ 20 ม.ค. ที่จะถึงนี้ จึงไม่ค่อยคึกคัก เพราะมีผู้ขันอาสามาท้าชิงตำแหน่งนายก อบจ.รวมแล้ว 3 คน คือ หมายเลข 1 นายประพันธ์ สิงห์ชัย หรือ “ส.จ.แน๊ว” อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา (ส.อบจ.) เขตพื้นที่ อ.ดอกคำใต้ (2543-2547) และยังเคยเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส. ในปี 2549 พรรคประชาธิปัตย์ แต่สอบตก และในปี 2550 ยังมีชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคเดิม แต่ถูกเบียดตกขอบในวินาทีสุดท้าย ดูฐานคะแนนแล้ว นายประพันธ์ จะมีคะแนนในพื้นที่ ต.ห้วยลาน อ.ดอกคำใต้ ถิ่นเกิด ซึ่งแต่เดิมพ่อของ นายประพันธ์ อดีตเป็นผู้ใหญ่บ้าน เคยสนิทกับ คนตระกูล “ตันบรรจง” มาก่อน
หมายเลข 2 นายไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ. และแชมป์เก่าหลายสมัย ทั้งที่มาจากการแต่งตั้งจากสภาฯ และมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อปี 2547 คราวนั้นถูกรุมกินโต๊ะจากอดีต ส.ส.ถึง 4 คน แต่ยังชนะแบบคะแนนท่วมท้น มาครั้งนี้เป็นการป้องกันแชมป์ครั้งสุดท้ายบนตำแหน่งนายก อบจ.พะเยา เพราะตามกฎหมายกำหนดไว้ให้สามารถเป็นได้เพียงสองสมัยเท่านั้น
สำหรับผู้สมัครหมายเลข 3 นายชาญณรงค์ พูนวิริยาภรณ์ หรือ “ปู่หลน” อดีต ส.อบจ. ปี 2547 และอีกหลาย ๆ สมัยย้อนหลังตั้งแต่พะเยาเริ่มเป็นจังหวัด รวมทั้งยังเป็นอดีต ผู้สมัครทั้ง ส.ส. ส.ว. ซึ่งในวันรับสมัคร “ปู่หลน” บอกว่า ต้องไปขอยืมเงินพรรคพวกมากว่า 3 หมื่นบาท เพื่อเป็นค่าธรรมเนียม ในการสมัคร อีกทั้งแผ่นพับโปสเตอร์ก็ยังไม่รู้ จะหาเงินที่ไหนมาเป็นค่าจ้างพิมพ์ ยอมรับว่าถ้าแข่งขันในเรื่องเงินคงไม่มีสิทธิ แต่การเลือกตั้งต้องอยู่ในความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่ซื้อสิทธิ ขายเสียงกันอยู่แล้ว จึง ไม่ลำบากในเรื่องนี้ จึงสามารถใช้สมอง และสองมือมาหาเสียง รวมถึงเป็นผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการเมืองมาอย่างโชกโชน รู้ใน เรื่องของการบริหารองค์กรสารพัด แต่ที่ผ่านมายังไม่มีโอกาสนั่งในตำแหน่งผู้บริหารเท่านั้น โดยจะเดินหาเสียงแบบอหิงสา สู้กัน บนสนามการเมืองด้วยมือที่ขาว สะอาด โปร่งใสบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามระบอบประชาธิปไตย
( 20 มกราคม 2551 ) ผลคะแนนการเลือกตั้งนายก อบจ. อย่างไม่เป็นทางการ นายไพรัตน์ ตันบรรจง หมายเลข 2 ได้คะแนน 130,649 ทิ้งห่างคู่แข่งกว่า 100,000 คะแนน โดยนายชาญณรงค์ พูนวิริยาภรณ์ หมายเลข 3 ได้ 38,530 คะแนน และ นายประพันธ์ สิงห์ชัย หมายเลข 1 ได้ 21,034 คะแนน
จังหวัดพะเยามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งฯ 363,252 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯ 215,429 คน คิดเป็นร้อยละ 59.26 % บัตรเสีย 8,957 บัตร คิดเป็นร้อยละ 4.16 และผู้ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน 16,539 คิดเป็นร้อยละ 7.55

พิจิตร
นายชาติชาย เจียมศรีพงศ์
ฐานเสียงของตระกูลภัทรประสิทธิ์,แก้วทอง,บุญเศรษฐและขจรประศาสน์
มีผู้สมัครเพียง 2 คน คือ ชาติชายเจียมศรีพงษ์ อดีตนายกอบจ.ลำปาง กับคู่ท้าชิง 2 สมัย อย่าง วิเชียร เธียรชัยพงษ์ อดีตส.อบจ.และอดีตผู้สมัครนายก อบจ. เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา
แต่การกลับมาของ"วิเชียร" ในครั้งนี้ดูเหมือนจะแผ่วกว่าครั้ง ที่ผ่านมาอย่างมาก จนแทบมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งป้ายหาเสียง หรือรถ แห่ประชาสัมพันธ์ ก็แทบไม่มีการขยับ
"สงบสยบความเคลื่อนไหว" การเคลื่อนไหวแบบไร้ลมเช่นนี้กลับสร้างความปั่นป่วนให้ "ชาติชาย" ได้ไม่น้อย
มีข่าวลือว่าสาเหตุที่เจ้าตัวยังเงียบเพราะอยู่ระหว่างรอคำตอบจาก "เสี่ยอ๊อด" ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.การคลังพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่เคยเหนียวแน่วกันอยู่ และ สุนีย์ เหลืองวิจิตร อดีตส.ส.พิจิตร เขต 2 พรรคพลังประชาชน ยื่นมือมาช่วยเหลือ
อีกฟากหนึ่ง"ชาติชาย" มีการเดินหน้าหาเสียงรุกหนัก โดยอาศัย ฐานคะแนนเก่า สมัยที่อยู่ในตำแหน่ง "นายก อบจ." บวกกับนโยบายเน้นเรื่องการ พัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นปัญหาอย่างมาก รวมถึงนโยบายด้าน สาธารณสุข ที่ต้องการเห็นคนพิจิตรป่วยเข้าโรงพยาบาลน้อยลง
ที่เด่นมากคือ นโยบายการแก้ปัญหาโลกร้อน ที่แม้แต่นักการเมือง ทั้งระดับชาติและท้องถิ่นยังไม่มีใครกล้าเอามาเป็นจุดขาย แต่คราวนี้ "ชาติ ชาย" ประกาศชัด จะเข้ามารณรงค์แก้ปัญหา ด้วยการสนับสนุนให้ชาวบ้านและหน่วย งานของรัฐปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น-รณรงค์ลดการใช้สารเคมี
ชาติชายระบุว่าที่ผ่านมาต้องทำงานอย่างหนัก โดยเฉพาะ การลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลจากชาวบ้าน มากำหนดเป็นนโยบายในการหาเสียง เพื่อ ให้เข้าถึงและตรงจุดกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด
นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากนักการเมืองระดับชาติที่มีความสนิทสนม ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคชาติ ไทย นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงจากพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ พรรคพลังประชาชนก็ไม่ได้มีความขัดแย้ง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของ นักการเมืองท้องถิ่น
ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ นายก อบจ .พิจิตร นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ อดีตนายก อบจ. มาเป็นอันดับ 1 ได้ 128,425 คะแนน ส่วนนายวิเชียร เธียรชัยพงษ์ เป็นลำดับ 2 ได้ 53,324 คะแนน

พิษณุโลก
นายสุรินทร์ ฐิติปุญญา
ฐานเสียงของตระกูลชามพูนทกับไกรฤกษ์
เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างสองขั้วการเมือง ชัดเจน ฝ่ายแชมป์เก่า "ธวัชชัย กันนะพันธุ์" หัวหน้าคณะหลักเมือง กับ "สุรินทร์ ฐิติปุญญา" อดีต ส.ว.ที่ประกาศสู้เต็มที่
"ธวัชชัย กันนะพันธุ์" เป็นนักการเมืองหนุ่มที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อนเดินสู่ถนนการเมืองท้องถิ่น ด้วยตำแหน่ง ส.อบจ.เขต อ.เมือง โดยได้แรงหนุนจากอดีต ส.ส. ใหญ่ อย่าง "ยิ่งพันธ์ นมะสิการ" ที่ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ก่อนจะขยับและเติบโตทางการเมืองท้องถิ่นเรื่อยมา เคยเป็นประธานสภา อบจ.พิษณุโลก เป็นนายก อบจ.พิษณุโลก 2 สมัย
"สุรินทร์ ฐิติปุญญา" เป็นนักธุรกิจที่ประสบความเสร็จจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ และได้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้าพิษณุโลก ก่อนจะลงสู่ถนนการเมืองด้วยการลงสมัคร ส.ว.พิษณุโลก ในปี 2549 แต่สมหวังอยู่ไม่นาน ก็เจอฤทธิ์ปฏิวัติ กลายเป็นอดีต ส.ว.
ทั้งนี้ ขั้วการเมืองท้องถิ่นเมืองพิษณุโลก ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการแบ่งขั้วการเมืองกันอย่างชัดเจน ขั้วหนึ่ง "ธวัชชัย กันนะพันธุ์" คุม อบจ.พิษณุโลก มีแรงหนุนจาก ส.อบจ.คณะหลักเมืองในสังกัดในอำเภอรอบนอก ช่วยค้ำจุน ส่วนเขตเมืองเป็นการครองพื้นที่ โดย "เปรมฤดี ชามพูนท" ภรรยาของ "สุชน ชามพูนท" ส.ส.อาวุโส จากพรรคพลังประชาชน เป็นนายกเทศมนตรีผูกขาด หัวหน้าคณะลูกนเรศวร มาตลอด 12 ปี
ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ทั้งสองขั้วก็จะแข่งกันโดยตรง อีกฝ่ายลงสมัคร อีกฝ่ายช่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง อาทิเช่น การเลือกตั้งนายกอบจ.พิษณุโลกเมื่อ 4 ปีก่อน ที่ "ธวัชชัย กันนะพันธุ์" หัวหน้าคณะหลักเมืองลงสมัคร ฟากเทศบาลนครพิษณุโลก ส่ง "อดิเทพ ศิริเจริญภัณฑ์" รองนายกเทศมนตรี ลงแข่งในนามคณะลูกนเรศวรด้วย แต่ครั้งนั้นพ่ายให้กับคณะหลักเมืองของ "ธวัชชัย กันนะพันธุ์"
การเลือกตั้งนายกอบจ.ครั้งนี้ก็เช่นกัน ซีกของคณะลูกนเรศวรของ "เปรมฤดี ชามพูนท" ก็ถือว่าอยู่เบื้องหลังการช่วย "สุรินทร์ ฐิติปุญญา" หัวหน้ากลุ่มพิษณุโลกพัฒนา สู้กับคณะหลักเมืองด้วย มี "อดิเทพ ศิริเจริญภัณฑ์" รองนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอย่างแข็งขัน
นอกจากนี้ กลุ่ม ส.ส.ในพิษณุโลก ก็รวมตัวกันช่วยอยู่เบื้องหลัง "สุรินทร์ ฐิติปุญญา" อีกแรง ที่ออกตัวบ่อยครั้งได้แก่ "สุชน ชามพูนท" ส.ส.พิษณุโลก พรรคพลังประชาชน และ "นิยม ช่างพินิจ" ส.ส.พิษณุโลก พรรคพลังประชาชน
กลุ่ม ส.อบจ.ในรอบนอกนับว่าเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเป็นฐานเสียงโดยตรงสำหรับตัวผู้สมัครนายก อบจ.พิษณุโลก โดยการเลือกตั้ง ส.อบจ.พิษณุโลก จำนวน 30 เขต เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น "สุรินทร์ ฐิติปุญญา" ส่งลูกทีม ส.อบจ.ลงสมัครในนามกลุ่มพิษณุโลกพัฒนา หลายพื้นที่สามารถโค่น ส.อบจ.เจ้าของพื้นที่แชมป์เก่า ที่ลงแข่งในนามคณะหลักเมือง โดยผลออกมากลุ่ม ส.อบจ.พิษณุโลกพัฒนา เข้าวินได้ 11 ที่นั่ง คณะหลักเมือง 16 ที่นั่ง อิสระ 3 ที่นั่ง
ที่น่าเจ็บใจสำหรับ "ธวัชชัย กันนะพันธุ์" หัวหน้าคณะหลักเมือง ก็คือ การชิงตำแหน่งประธานสภาอบจ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะหลักเมืองส่ง "วันชาติ วิเลิศ" ส.อบจ.เขตอ.เมือง อดีตประธานสภา อบจ.พิษณุโลก ลงชิงชัย ฝ่ายกลุ่มพิษณุโลกพัฒนาส่ง "โชคดี ดาราวิทยากร" ส.อบจ. เขต อ.พรหมพิราม ลงชิงชัย
ผลการลงคะแนนเสียงออกมาเสมอกัน 15 ต่อ 15 ถึง 2 ครั้ง ต้องใช้วิธีจับสลากและโชคดีก็โชคดีสมชื่อได้เป็นประธานสภาอบจ.พิษณุโลก ด้วยวิธีจับสลาก และถือเป็นการทำแต้มต่อที่นำไปก่อน ที่ "สุรินทร์" มีเหนือ "ธวัชชัย "เกมชิงประธานสภา เป็นการชิงตัว ส.อบจ. ที่ "สุรินทร์" ทำได้เหนือกว่า และยิ่งช่วงหาเสียงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 27 ก.ย.นี้ ทีม ส.อบจ. ถือเป็นขุมกำลังหลักของทั้งสองฝ่าย
สนามเลือกครั้งนายกอบจ.ครั้งนี้ จึงดูเหมือนว่า ทุกฝ่ายรวมพลเฉพาะกิจ เพื่อหวังโค่น "ธวัชชัย กันนะพันธุ์" ลงจากตำแหน่งให้จงได้
ผลคะแนนการเลือกตั้งอย่าง ไม่เป็นทางการ ดังนี้ หมายเลข 1 นายสุรินทร์ ฐิติปุญญา วัย 64 ปี อดีตส.ว.จังหวัดพิษณุโลกความเชี่ยวชาญในการตัดสินคดีใหญ่ๆเมื่ออยู่ในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนกลางการไกล่เกลี่ยและแบ่งแย่งมรดก คดีส่วนใหญ่สำเร็จมามาก ประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งคณะกรรมาธิการสภา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคณะที่สำคัญทั้งหมด หัวหน้ากลุ่มพิษณุโลกพัฒนา ได้ 130,499 คะแนน หมายเลข 2 นางฐิตินันท์ ฐิติประวัติ ได้ 3,111 คะแนน หมายเลข 3 นายสิทธิชัย รอดพันธุ์ใหม่ ได้ 917 คะแนน หมายเลข 4 นายจำลอง อาจคงหาญ ได้ 620 คะแนน หมายเลข 5 นายนพพร ภู่ขาว ได้ 1,261 คะแนน หมายเลข 6 นายจำนง จันทรา ได้ 1,197 คะแนน หมายเลข 7 นางสหัทยา กันนะพันธุ์ ได้ 1,581 คะแนน หมายเลข 8 นายสมบุญ บ่างตระกูล ได้ 809 คะแนน หมายเลข 9 นายธวัชชัย กันนะพันธุ์ อดีตนายก อบจ.พิษณุโลก 3 สมัย จากคณะหลักเมือง ได้ 124 ,385 คะแนน โดยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวน 290,650 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งหมด 608,749 คน คิดเป็นร้อยละ 47.75 จำนวนบัตรเสีย 9,765 ใบ บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 16,505 ใบ

เพชรบูรณ์
นายอัครเดช ทองใจสด
ฐานเสียงของตระกูลทองใจสด ,พร้อมพัฒน์ ,อนรรฆพันธ์ ,พรพฤฒิพันธุ์และพั้วช่วย
ภายหลังจากที่นายอัครเดช ทองใจสด อดีตนายก อบจ.เพชรบูรณ์ ชิงลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ โดยอ้างว่าเพื่อความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งภายหลังจากลาออก นายอัครเดช ได้ลงพื้นที่หาเสียงช่วย นายเอี่ยม ทองใจสด ผู้เป็นพ่อ นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ และนายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 พรรคพลังประชาชน ซึ่งผลคะแนนที่ออกมานั้น ผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ โดยขณะนี้ กกต.กลางยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง
ต่อมา นายอัครเดช ได้ลงสมัครชิงตำแหน่งนายก อบจ.เช่นเดิม โดยอาศัยจังหวะนักการเมืองในพื้นที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ส่วนผู้ท้าชิงตำแหน่งนายก อบจ.ในครั้งนี้คือ นายเกษม ชัยสิทธิ์ อดีต ส.ว.เพชรบูรณ์ ที่ส่งทีมงานออกหาเสียงเพื่อหวังตำแหน่งนายก อบจ.เช่นกัน โดย กกต.จังหวัดได้กำหนดให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ เป็นวันเลือกตั้ง
นายเกษม ชัยสิทธิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งนายก อบจ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ตามที่ได้ตัดสินใจลงเพื่อรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.เพชรบูรณ์ ในครั้งนี้ก็เพราะว่าต้องการมารับใช้พี่น้องที่บ้านเกิดเมืองนอน เพราะอย่างน้อยในอดีตที่ผ่านมาก็เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เคยบริหารงานมาก่อน จากนั้นต่อมาก็ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ว.เพชรบูรณ์ และได้ทำหน้าที่ ส.ว.มาจนครบวาระ
ส่วนการหาเสียงเพื่อให้ประชาชนใน จ.เพชรบูรณ์ ได้ตัดสินใจได้เริ่มขึ้นบ้างแล้วแต่ยังไม่เต็มที่ เพราะว่าสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่กำลังโศกเศร้า อันเนื่องมาจากสมเด็จพระนางเจ้าพระพี่นางฯ สิ้นพระชนม์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการหาเสียงนั้นไม่หวั่นไหวกับคู่แข่งแต่อย่างใด เพราะอย่างน้อยในอดีตตนก็เคยทำหน้าที่บริหารงานบ้านเมืองในพื้นที่ จึงไม่หนักใจ
ด้านนายอัครเดช ทองใจสด อดีตนายก อบจ.เพชรบูรณ์ ที่ลงสมัครชิงตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง กล่าวว่า หลังจากที่ได้ลาออกจากตำแหน่งนายก อบจ.เพชรบูรณ์นั้น ก็เพราะต้องการให้สังคมมองว่า ตนวางตัวเป็นกลางเพราะ นายเอี่ยม บิดา ได้ลงสมัคร สส.เขต 2 พรรคพลังประชาชน แต่ระยะนี้ทุกอย่างได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จึงต้องออกหาเสียงเพื่อขอคะแนนกับประชาชนในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ อีกวาระ
ผู้สมัครคู่แข่ง 2 คน ได้แก่นายกฤษฎา บัวสุวรรณ หลายชายนายแก้ว บัวสุวรรณ ผู้สมัครส.ส.เพชรบูรณ์ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
และนายเกษม ชัยสิทธิ์ อดีต ส.ว.เพชรบูรณ์ และผู้สมัครส.ส.แบบสัดส่วนกลุ่ม 2 อันดับ 3 พรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยนายเกษม นั้นได้แจ้งบันทึกยืนยันต่อเจ้าหน้าที่รับสมัครว่า ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคและศาลฎีกาแผนกคดีการเมืองได้มีคำสั่งให้พ้นจากสภาพ ผู้สมัครส.ส.แบบสัดส่วนเรียบร้อยแล้ว โดยผู้สมัครนายก อบจ.เพชรบูรณ์ ในขณะนี้ได้แก่ นายอัครเดช ทองชัยสด นายกฤษฎา บัวสุวรรณ และนายเกษม ชัยสิทธิ์
นายอัครเดช ทองใจสด ลูกชายของนายเอี่ยม ทองใจสด สส.พรรคเพื่อไทย อดีต นายกอบจ.เพชรบูรณ์ ยังเหนียว ได้มากถึง187,000 คะแนนน ทิ้งห่างคู่แข่งแบบถล่มทลาย

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น.ของวันที่ 25 พ.ค.51
สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา อบจ.เพชรบูรณ์ อย่างไม่เป็นทางการมีดังนี้คือ
อ.เมืองเพชรบูรณ์เขตเลือกตั้งที่ 1 นายชำนาญ มีวันเนือง เขตเลือกตั้งที่ 2 น.ส.อภิรดี พรพฤฒิพันธุ์ เขตเลือกตั้งที่ 3 นายธัชพล ดวงพัตรา เขตเลือกตั้งที่ 4 นายวินัย พรพฤฒิพันธุ์ เขตเลือกตั้งที่ 5 ว่าที่ร้อยโท สุรัช พรพฤฒิพันธุ์
อ.หล่มสัก เขตเลือกตั้งที่ 1 น.ส.จันทนา วัฒนกิตานนท์ เขตเลือกตั้งที่ 2 นายณัฐวุฒิ พั้วช่วย เขตเลือกตั้งที่ 3 นายเสวก ศรลัมพ์ เขตเลือกตั้งที่ 4 นายกิตติ พั้วช่วย เขตเลือกตั้งที่ 5 น.ส.จิราพร เทืองน้อย
อ.วิเชียรบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 นายเชี้ย ฉัตรรัตนศักดิ์ เขตเลือกตั้งที่ 2 น.ส.ธัญญารัตน์ เดชะปิยะมิตร เขตเลือกตั้งที่ 3 นายเกรียงศักดิ์ พิชิตกวิน
อ.หนองไผ่ เขตเลือกตั้งที่ 1 นางจิตรา ปาทาน เขตเลือกตั้งที่ 2 นางนิภา เจนจบธรรม เขตเลือกตั้งที่ 3 จ.อ.ศุภวัฒน์ เมธาวัชรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ 4 นายเอกชัย อาสมาน
อ.หล่มเก่า เขตเลือกตั้งที่ 1 นางสุภาวดี เพ็งธงชัย เขตเลือกตั้งที่ 2 นางกิมกี เปล่งศรีทรัพย์
อ.บึงสามพัน เขตเลือกตั้งที่ 1 นายประภาส รุ่งเจริญกิจ เขตเลือกตั้งที่ 2 นายวสันต์ ทองมีแสง
อ.ชนแดน เขตเลือกตั้งที่ 1 นายวรโชติ สุคนธ์ขจร เขตเลือกตั้งที่ 2 นายพงษ์พันธ์ วิภาจักษณกุล
อ.ศรีเทพ เขตเลือกตั้งที่ 1 นายจำเริญ สุวรรณี เขตเลือกตั้งที่ 2 นายทองเสี่ยน แก่นเกลี้ยง
อ.วังโป่ง นายสมคิด รินนาศักดิ์ อ.เขาค้อ นายวิเชียร ญาติรวี อ.น้ำหนาว นายอบ แสงนก
สำหรับจำนวนผู้ที่มาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้มีจำนวน 142,534 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 291,095 คิดเป็นร้อยละ 47.88 บัตรเสียจำนวน 14,409 บัตร คิดเป็นร้อยละ 4.26 ผู้ไม่ลงคะแนนเสียง 15,904 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.70 โดยผู้ที่ได้คะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุดคือนายวรโชติ สุคนขจร เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอชนแดน ได้ 8,871 คะแนน ส่วนผู้ที่ได้คะแนนเสียงเลือกตั้งต่ำสุดคือนายอบ แสงนก เขตเลือกตั้งอำเภอน้ำหนาว ได้ 2,532 คะแนน
เขตที่มีเปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคืออำเภอหล่มเก่า เขตเลือกตั้งที่ 1 ร้อยละ 66.09 ส่วนเขตที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคืออำเภอวิเชียรบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 เปอร์เซ็นต์ของบัตรเสียมากที่สุดคืออำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เขต 2 ร้อยละ 13.72 เขตที่บัตรเสียน้อยที่สุดคือ อำเภอหล่มสักเขต 1 ร้อยละ 2.07

แพร่
นายอนุวัช วงศ์วรรณ
ฐานเสียงของตระกูลเอื้ออภิญญกุล,เสรีรักษ์และพนมขวัญ
น.พ.ชาญชัย ศิลปอวยชัย นายกอบจ.แพร่ ถูกมือปืน 9 ม.ม. บุกยิงตายสยอง ขณะออกกำลังกายภายในสนามกีฬาของอบจ. เมื่อเช้าตรู่วันที่ 22 ต.ค. ตำรวจมุ่งประเด็นไปยังเรื่องการเมืองใกล้ศึก เลือกตั้งใหญ่
ส่วนสาเหตุการสังหารน.พ.ชาญชัย นั้น ในเบื้องต้น ตำรวจได้ตั้งประเด็นไว้คือการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติ ซึ่งน.พ.ชาญชัยจะครบวาระการดำรงตำแหน่งนายกอบจ.แพร่ในเดือนมี.ค.2551 และได้วางทีมงานที่จะลงเลือกตั้งไว้แล้ว นอกจากนี้ยังพบว่าน.พ.ชาญชัยเป็นผู้นำสมาชิกอบจ.แพร่ให้การสนับสนุนพรรคพลัง ประชาชนด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้น.พ.ชาญชัยเคยกล่าวกับผู้ใกล้ชิดว่ามีมือปืนเข้ามาในพื้นที่จ. แพร่ 2-3 คน และได้ระมัดระวังตัวอยู่เช่นกัน แต่ก็มาถูกยิงเสียชีวิตดังกล่าว
สำหรับประวัติน.พ.ชาญชัย เคยสมัครส.ส.แพร่ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมทีมกับนางศิริวรรณ หรือแม่เลี้ยงติ๊ก ปราศจากศัตรู นายโชคชัย พนมขวัญ แต่คราวนั้นนางศิริวรรณได้รับการเลือกตั้งเพียงคนเดียว จากนั้นก็มีการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 3 เขต นางศิริวรรณ ผู้สมัครเขต 2 ได้รับการเลือกตั้ง โดยมีน.พ.ชาญชัยให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายอนุวัธ วงศ์วรรณ จากพรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้ง จากนั้นน.พ.ชาญชัยดึงน.พ.นิยม วิวรรธดิฐกุล อดีตส.ว.ปี 2549 ซึ่งพรรคไทยรักไทยให้การสนับสนุนอยู่ มาเป็นที่ปรึกษานายกอบจ.แพร่ ขณะเดียวหากมีกิจกรรมเกี่ยวกับอบจ.แพร่ อดีตส.ส.แพร่ที่สังกัดพรรคไทยรักไทยจะมาร่วมงานด้วยตลอด ทำให้หลายฝ่ายมองว่าน.พ.ชาญชัยเริ่มหันเข้าไปให้การสนับสนุนพรรคไทยรักไทย กระทั่งการเลือกตั้งส.ส.ที่จะถึงนี้ น.พ.ชาญชัยให้การสนับสนุนพรรคพลังประชาชนเต็มตัว โดยให้การสนับสนุนนายอนุวัธ วงศ์วรรณ และน.พ.นิยม วิวรรธดิฐกุล นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ซึ่งคาดว่าจะลงสมัครให้กับพรรคพลังประชาชน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องความขัดแย้งการเมืองระดับท้องถิ่นที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ รวมทั้งเรื่องที่นายกอบจ.แพร่กำลังจะหมดวาระลงในเดือนมี.ค.2551 ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ โดยน.พ.ชาญชัยได้จัดทีมลงสมัครสมาชิกอบจ.และนายกฯอบจ.ไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขัดแย้งกับกลุ่มการเมืองอีกขั้วอย่างหนักหน่วง
วันเดียวกัน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค และนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตส.ส.แพร่ เขต 3 พรรคพลังประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวการลอบสังหารนายกอบจ.แพร่ โดยนายสมพงษ์กล่าวว่า จะยื่นหนังสือถึงนายกฯและผบ.ตร.เพื่อให้ดูแลกวดขันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงดัง กล่าวกับพรรคพลังประชาชนในจังหวัดอื่นๆในช่วงเลือกตั้ง พร้อมทั้งควรมีมาตรการดูแลคุ้มครองทั้งผู้สนับสนุน ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ รัฐต้องกำหนดหลักการให้ถูกต้องอย่างเร่งด่วน เพื่อแสดงความจริงใจว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้
ร.ท.กุเทพกล่าวว่า สาเหตุการสังหารเป็นเรื่องการเมือง เนื่องจากน.พ.ชาญชัยประกาศตัวสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ตรงนี้ถือเป็นยุทธการตัดไม้ข่มนาม เพื่อข่มขู่สกัดกั้นพรรคพลังประชาชน เพราะก่อนหน้านี้ในการประชุมพรรคตามจังหวัดต่างๆที่คงมีกฎอัยการศึกไว้ จะมีทหารเข้าร่วมสังเกตการณ์ตลอด เหมือนเป็นการข่มขวัญ ทำให้ผู้สนับสนุนพรรคพลังประชาชนหวาดผวากันหมดแล้ว
ด้าน นายวรวัจน์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเมืองแน่นอน เพราะผู้ตายประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนพรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้ง ที่จะมีขึ้นช่วงปลายปี และผู้ตายมีศักยภาพสูงมาก
วันเดียวกัน นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตส.ส. แพร่ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการลอบยิงน.พ.ชาญชัย ว่า ผู้ตายเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ เคยอยู่ช่วยเหลือและดูแลกันดี ตอนลงนายกอบจ.ก็ลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัครส.ส.ก็ลงร่วมทีมกับตน
ผู้สื่อข่าวถาม ว่า ช่วงหลังดูเหมือนน.พ.ชาญชัยจะไปทำงานให้พรรคพลังประชาชน นางศิริวรรณกล่าวว่า เขาต้องอาศัยงบประมาณ ไม่ได้ย้ายออกไปชัดเจน เพิ่งจะเจอกันเมื่อวันตำรวจที่ผ่านมา ตนก็เดินไปทักทายขอคะแนนให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังหัวเราะและยิ้มกัน อยู่เลย
เมื่อถามถึงสาเหตุคิดว่าน่าจะเกิดจาก อะไร นางศิริวรรณกล่าวว่า ดูไม่ออก งงมาก เพราะเขาช่วยเราดีและดีกันตลอด และการเลือกตั้งครั้งนี้น.พ.ชาญชัยก็จะช่วยพรรคเต็มที่เพราะมีรองนายกอบจ. คือนายสมชัย จำปี มาลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นทีมเดียวกับตน ส่วนน.พ.ชาญชัย จะลงนายกอบจ.อีก 1 สมัย
รายงานข่าวเปิดเผยว่า การสืบสวนสอบสวนของตำรวจตั้งประเด็นการสังหารไว้ 3 ประเด็นหลัก เรื่องแรกเป็นความขัดแย้งทั้งการเมืองระดับชาติและการเมืองท้องถิ่น ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องการรับเหมาก่อสร้างของอบจ.แพร่ และเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องชู้สาว อย่างไรก็ตาม ตำรวจทิ้งน้ำหนักไปที่การเมืองเป็นหลัก เพราะนอกจากจะมีการเลือกตั้งส.ส.ในวันที่ 23 ธ.ค.นี้แล้ว ยังจะมีการเลือกตั้งนายกอบจ.แพร่คนใหม่กลางปีหน้า ซึ่งน.พ.ชาญชัยเป็นตัวเต็งที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นนายกอบจ.อีกสมัย
วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2550 ผลคะแนนการเลือกตั้งที่ได้รับรายงานอย่างไม่เป็นทางการ ประชาชนชาวจังหวัดแพร่ ได้ลงคะแนนเสียงให้กับนายอนุวัธ วงศ์วรรณ อดีต ส.ส.จังหวัดแพร่ ผู้สมัครหมายเลข 1 เป็นนายก อบจ.แพร่คนใหม่ ด้วยคะแนน 137,335 ทิ้งห่างนายดอนเมืองแพร่ หริ่มรักษาทรัพย์ ผู้สมัครหมายเลข 2 ที่ได้คะแนน 82,894 โดยการเลือกตั้งนายก อบจ.แพร่ แทนตำแหน่งที่ว่างนี้ มีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิจำนวน 233,456 คน คิดเป็นร้อยละ 66.14 จากจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด 353,175 คน เป็นบัตรเสียจำนวน 7,120 บัตร คิดเป็นร้อยละ 3.05 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนจำนวน 6,198 บัตร คิดเป็นร้อยละ 2.65

แม่ฮ่องสอน
นายอัครเดช วันไชยธนวงศ์
ฐานเสียงของตระกูลวันไชยธนวงศ์
คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้จัดให้มีการเลือกตั้งตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังจากที่หมดวาระลงเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใน วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม 2554
โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายอัครเดช วันไชยธนวงศ์ มีคะแนนนำโด่งคู่ต่อสู่ไปกว่าครึ่ง โดยได้ 54,293 คะแนน ลำดับ 2 คือ นายชัยเพชร กิ่งแก้วเพชร ได้ 32,114 คะแนน ทิ้งห่างไป 22,179 คะแนน ส่วน นายทวีวิทย์ ดิบือแฮ ผู้สมัครหน้าใหม่ ได้มา 4,859 คะแนน โดยการเลือกตั้งในครั้งนี้พบว่า นายอัครเดช มีคะแนนนำคู่แข่งอย่างขาดลอย ในทุกอำเภอ โดยเฉพาะ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน อ.ขุนยวม และ อ.ปาย ที่คะแนนชนะคู่แข่งอย่างท่วมท้น
การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนคิดเป็น 6.62 % ขณะที่บัตรเสียมี 3.89 % ซึ่งก่อนการเลือกตั้งทาง กกต.แม่ฮ่องสอน ตั้งเป้าบัตรเสียไว้ที่ 5 % จากจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 149,719 คน มาใช้สิทธิ์ 101,982 คน

ลำปาง
นางสุนี สมมี
ฐานเสียงของตระกูลโลห์สุนทร,ทองสวัสดิ์และจันทร์สุรินทร์
"สุนี สมมี" ผู้สมัครในนามกลุ่มแม่วัง วัย 50 ปี จบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยแคมเบลล์ สหรัฐอเมริกา และปริญญาเอก มหาวิทยาลัยลาครอสส์ สหรัฐอเมริกา
ก่อนกระโจนเล่นการเมือง "สุนี" เป็นเจ้าของธุรกิจโรงบ่มใบยาสูบขึ้นใน จ.ลำปางและเชียงราย จนประสบความสำเร็จ และดำเนินธุรกิจอบลำไยแห้งส่งออก 1 แห่งในเขต อ.วังเหนือ ลำปาง และลงสมัคร ส.อบจ.ลำปาง เขต อ.วังเหนือ ตามสามี ในปี 2543 และได้รับชัยชนะ
จากการเป็นตัวแทนประชาชนและชุมชน ในการนำปัญหาความต้องการของสตรีและชุมชนและส่งเสริมให้สตรีมีบทบาท และมีส่วนร่วมในทางการเมือง และเป็นผู้ประสานทำโครงการต่างๆ จึงทำให้เป้าที่รู้จักของชาวเมืองรถม้า โดยเฉพาะกลุ่มสตรีจำนวนมาก
กระทั่งปี 2547 "สุนี" ได้พี่เลี้ยงอย่าง ไทยรักไทย (สมัยนั้น) เข้ามาสนับสนุนจนได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกอบจ.ลำปาง ซึ่งนับเป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
ขณะที่ "นคร โยธาวงค์" วัย 46 ปี จบปริญญาตรีและโท สาขาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นเจ้าของโรงงานเซรามิค "เขลางค์เบญจรงค์" ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเซรามิคเครื่องเคลือบลายเบญจรงค์ส่งออกต่างประเทศรายใหญ่ ในลำปาง กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเตอร์ เทรด จำกัด รองประธานชมรมเฮาฮักลำปาง และผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ส.ส.ลำปาง เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์
การลงสมัครครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจาก "มัธยม นิภาเกษม" อดีตผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียงที่หนาแน่นในพื้นที่เขตอำเภอเมือง และต่างอำเภอบางแห่ง รวมทั้งเขตเทศบาลเมืองเขลางค์นคร
ผลการเลือกตั้งนายก อบจ. ลำปาง ปรากฏว่า นางสุนี สมมี อดีตนายก อบจ.ลำปาง ได้คะแนนสูงสุด 226, 812 คะแนนขณะที่อันดับที่ 2 ได้แก่ นายนคร โยธาวงศ์ ได้ 57,435 คะแนนส่วนการเลือกตั้ง ส.อบจ. 30 เขต ใน 13 อำเภอ มีผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ยกเว้น เขต 2 อ.เกาะคา ไม่สามารถสรุปคะแนนได้ เนื่องจากพบบัตรเกิน 2 ใบระหว่างการนับคะแนน
จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในบัญชีรายชื่อทั้งหมด 567,461 คน ผู้มาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง 354,875 คน คิดเป็นร้อยละ 62.54 จำนวนบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 21,610 บัตร คิดเป็นร้อยละ 3.81 มีจำนวนบัตรเสีย 26,703 บัตร คิดเป็นร้อยละ 4.71 ทั้งนี้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาฯอำเภอเสริมงามเขต1 มีบัตรเลือกตั้งเสียมากที่สุดจำนวน 4,945 บัตร เนื่องจากประชาชนลงคะแนนให้กับ หมายเลข 1 นายกฤษดา แก้วปัญญา ผู้สมัครที่โดนตัดสิทธิ์ออกไปแล้ว

ผลการนับคะแนน ส.อบจ.อำเภอเมืองลำปาง อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 นางสาวมนชยา ชรากร 37478 คะแนน
เขต 2 หมายเลข 1 นายสุภาพ วงค์ษา 2,906 คะแนน หมายเลข 2 นายชาญ เกตุสมัคร 2,722 คะแนน หมายเลข 3 นายเอกสิทธิ์ มานะรุ่งโรจน์ 1,289 คะแนน
เขต 3 หมายเลข 1นางขนิษฐา นิภาเกษม 4,186 คะแนน หมายเลข 2 นายวสันต์ อุณหเลขจิตร 4,428 คะแนน
เขต 4 หมายเลข 1 นายถาวร บุปผาเจริญ 7,157 คะแนน
เขต 5 หมายเลข 1 นายณรงค์ พินทิสืบ 6,206 คะแนน หมายเลข 2 นายประดิษฐ์ เสริมสุข 5,317 คะแนน
เขต 6 หมายเลข 1 นายมงคลศิลปศรีอิ่นแก้ว 7,961 คะแนน หมายเลข 2 นายธาราเงิน จันทร์คำ 5,336 คะแนน หมายเลข3 นางสาวสิรัชดา หอมแก่นจันทร์ 370 คะแนน
เขต 7 หมายเลข 1นายประสิทธิ์ เตชะปลูก 5,454 คะแนนหมายเลข 2 นายประเทศ อินทะจันทร์
เขต 8 หมายเลข 1 นายวิเชียร เรืองบุญมา 9,862 คะแนน
เขต 9 หมาย 1 นายไพศาล ชรากร 7,157 คะแนน
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภอเกาะคา อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข 1 นายวัฒนา สิทธิวัง7,494 คะแนน หมายเลข 2 นายธรรมรักษ์ เชียงพรหม 2,513 คะแนน , เขต 2 หมายเลข 1 นายวิรัช ภัทรวราสุขศรี หมายเลข 2 นายสมภพ นวลอนงค์ ยังไม่มีผลการนับคะแนน , เขต 3 หมายเลข 1 นายตะวัน ขิงทอง 5,276 คะแนน 2 นายทนง ไชยสาร 3,460 คะแนน ,
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภอแม่ทะ อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข 1 นางผานิต ฤทัยสว่างสกุล 8,065 คะแนน หมายเลข 2 นายบุญเลิศ แสนเทพ 7,795 คะแนน, เขต2 หมายเลข 1 นายคมสัน จิตรมั่น 7,810คะแนน หมายเลข 2 นายสุพจน์ ศรีแกวงศ์ 6,782 คะแนน,
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภอแจ้ห่ม อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข 1นายสุริยา อูปทอง 4,060 คะแนน หมายเลข 2นายสมบูรณ์ รูปสะอาด 5,229 คะแนน, เขต2 หมายเลข1 นายจรัญ รูปสะอาด 5,536 หมายเลข2 นางพิมพา ทีเก่ง 4,148 หมายเลข3นายกิตติศักดิ์ อุดรพงศ์ 677 คะแนน,
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภองาว อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข1นายดาชัย อุชุโกศลการ8,470 คะแนน หมายเลข 2 นายวัชรินทร์ ชาตะโชติ 3,422 คะแนน, เขต 2 หมายเลข 1นางรัตนาภรณ์ แก้ววรรณ 4,503คะแนน หมายเลข 2 นางรัชดาภรณ์ ชุ่มธิ 545 คะแนน หมายเลข 3 นายนิพนธ์ นันทะสี 4,597 คะแนน ,
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภอวังเหนือ อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข 1 นายบุญเทียม เกิดมูล 4,573 คะแนน หมายเลข2 นายสุทัศน์ ยวนตา 1,158 คะแนน หมายเลข3นายธรณินทร์ สิงห์โต2,365 คะแนน หมายเลข4 จ.ส.อ.สุธาร ตามวงค์ 2,715 คะแนน, เขต 2 หมายเลข1 นายรัตนชัย สมมี 9,763 คะแนน
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภอห้างฉัตร อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข1นายไพโรจน์ สุขคำเมือง7,693 คะแนน หมานเลข 2นายวิทยา ฮาวบุญปั๋น 5,652 คะแนน เขต 2 หมายเลข1 นายฐิติพงศ์ ธรรมใจ 6,405คะแนน หมายเลข 2 นายบุญเชิด พรมศร 6,435 คะแนน,
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภอแม่เมาะ อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข1 นายองอาจ มุทอง 2 ,341 คะแนน หมายเลข 2 ด.ต.สอาด บุญลอง 3,217 คะแนน หมายเลข 3 นางสาวนันทิยา เวชประชา 2,478 คะแนน , เขต 2หมายเลข1 นายธรรมการ ชุมศรี 5,381 คะแนน หมายเลข 2นายบรรจง เวชประชา 2,427 คะแนน,
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภอเถิน อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข 1 นางสุภาพร ปกรณ์สุกล5,292 คะแนน หมายเลข 2 ว่าที่ ร.ต.อัฏฐพล จักรเครือชัยวรา 2,443 คะแนน หมายเลข3 นายถวาย ชัยสุข 331 คะแนน หมายเลข4นายญาณวรุตม์ ธรรมชาติ 6,110 คะแนน , เขต 2 หมายเลข1 นายสวงษ์ เครือคำอ้าย3,761 คะแนน หมายเลข2 นายเทวินทร์ จันทราช 4,308 คะแนน หมายเลข 3 นายประวุฒิ พวงสมบัติ 2,860 คะแนน.
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภอสบปราบ อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข 1 นางสาวสมคิด อุ่นแก้ว4,576 คะแนน หมายเลข2 นายปิลันธน์ รัตนวราภรณ์ 4,802คะแนน หมายเลข3 ด.ต. ธงชัย ใคร้วานิชเสียชีวิตหมายเลข4 นายประทีป เสือแซมเสริม 4,003 คะแนน
ผลการนับคะแนน ส.อบจ.อำเภอเสริมงาม อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข1นายกฤษดา แก้วปัญญา ถูกเพิกถอนสิทธิฯ หมายเลข 2นายเชนปานสังข์8,800คะแนน หมายเลข3 จ.ส.ต.สมนึก ตันอ้าย 1,998 คะแนน หมายเลข4 นางขวัญดาว ปานสังข์ 193 คะแนน
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภอเมืองปาน อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข1 นางยุพวรรณ ประสาน 9,069 คะแนน หมายเลข 2 นางวรรณภา บัวเที่ยง 6,505 คะแนน,
ผลการนับคะแนน ส.อบจ. อำเภอแม่พริก อย่างไม่เป็นทางการ
เขต 1 หมายเลข 1นายถนอมชัย ทิชัย 4,255 คะแนน หมายเลข 2 นายชูเชื้อ ลีลาศ 3,004 คะแนน.

ลำพูน
นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์
ฐานเสียงของตระกูลวงศ์วรรณ
ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจากผู้สมัคร 10 คน ผู้มีคะแนนสูงสุดได้แก่ ผู้สมัครหมายเลข 3 นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ อดีตสว.ลำพูน ปี49 ได้ 72,365 คะแนน ทิ้งห่างคะแนนรองหมายเลข 7 นายสมาน ชมภูเทพ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้ 66,180 คะแนน ส่วนอันดับ3 หมายเลข 8
พลเอกบัณฑิต พิริยาสัยสันติ ได้ 28,698 คะแนน
นับคะแนนรวมสรุปอย่างไม่เป็นทางการจากหน่วยเลือกตั้ง 664 หน่วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม 8 อำเภอ จำนวน 302,447 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 214,314 คน คิดเป็นร้อยละ 70.87 บัตรดี 190,192 บัตร คิดเป็นร้อยละ 88.73 บัตรเสีย 8,542 บัตร คิดเป็นร้อยละ 3.98 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 15,607 บัตร คิดเป็นร้อยละ 7.28

สุโขทัย
นายมนูญ พุกประเสริฐ พี่ชายของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน
ฐานเสียงของตระกูลลิมปะพันธุ์และเทพสุทิน
ผู้ สมัครชิงนายก อบจ. สุโขทัย ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 20 มกราคม 2551 ประกอบด้วย นายมนู พุกประเสริฐ อดีตนายก อบจ. สุโขทัย ได้ เบอร์ 1นายกฤษดา วงศ์คามรัตนภูมิ เบอร์ 2 นายไพโรจน์ สวัสดี เบอร์ 3 และ ร.ต.อ. หญิง สมหวัง หมีเทศ พี่สาว “กุศล หมีเทศ” หรือ “ชูชาติ ประธานธรรม” หัวหน้าพรรคไทเป็นไท ได้เบอร์ 4
ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.สุโขทัยครั้งนี้ มีบ้านใหญ่ฝ่ายเหนือ “ลิมปะพันธุ์” ตระกูลการเมืองเก่าแก่ของจังหวัดสุโขทัย ประกาศสนับสนุน “ไพโรจน์ สวัสดี” อดีต ส.อบจ. สุโขทัย เขต 2 อ.ศรีสำโรง ให้เป็นนายก อบจ.สุโขทัย คนใหม่โดยมี “สมเกียรติ ลิมปะพันธุ์” บุตรชายคนโตของนายกตลอดกาลอย่าง “สมชาติ ลิมปะพันธุ์” นายกเทศมนตรีเมืองสวรรคโลก และเป็นพี่ชาย “สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์” ว่าที่ ส.ส. พรรคชาติไทย เขต 2 ซึ่งเพิ่งจะคว้าชัยในสนามเลือกตั้ง ส.ส.ด้วยคะแนนนำเป็นอันดับ 1 มา นั่งเก้าอี้เป็นรอง อบจ.สุโขทัย
คู่แข่งสำคัญ “มนู พุกประเสริฐ” พี่ชายของ “อนงค์วรรณ เทพสุทิน” เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งแม้จะมีผลงานชูโรง คือ “โครงการคืนข้าวให้นา คืนปลาให้น้ำ” อันเป็นที่ประจักษ์ และมีเสียง จัดตั้งจากฐานของ ส.อบจ. สุโขทัย
ทางด้านของบ้านใหญ่ฝ่ายเหนือ “ลิมปะพันธุ์” ซึ่งเป็นตระกูลนักการเมืองเก่าแก่ แผ่บารมีทั่วจังหวัด ด้วยความเป็นคนจริง สุภาพ และได้ใจคน อีกทั้งผลงาน ก็โดดเด่น และมีพันธมิตรเหนียวแน่นทุกสนามเลือกตั้งในจังหวัด ทั้ง ส.อบจ. อบต. และ เทศบาล
ผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายกอบจ. สุโขทัย ว่า ผู้สมัครหมายเลข 1 นายมนู พุกประเสริฐ ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้คะแนน 135,184 คะแนน ได้รับเลือกตั้งคว้าเก้าอี้นายกอบจ.สุโขทัย ทิ้งห่างผู้สมัครที่ได้อันดับ 2 คือ นายไพโรจน์ สวัสดี ผู้สมัครหมายเลข 3 ได้คะแนนมา 93,895 คะแนน
สำหรับการเลือกตั้งนายกอบจ.สุโขทัย ในครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 246,409 คน โดยจำนวนบัตรที่ไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ มีจำนวน 6,652 ใบ และมีจำนวนบัตรเสียถึง 5,622 ใบ
เลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2551 ซึ่งผลการเลือกตั้ง ทั้ง 9 อำเภอ รวม 30 เขตเลือกตั้ง ผู้สมัครที่ได้รับการเลือกตั้งของ อำเภอเมืองสุโขทัย เขต 1 นายธรรมศักดิ์ สายฤทธิ์, เขต 2 นายสมชาย พุมธนวัฒน์, เขต 3 นายมานิตย์ ตุ้มบุตร, เขต 4 นายสมพร นกหงษ์, เขต 5 นายประกอบ อินทราช อำเภอกงไกรลาศ เขต 1 นายลูกคิด ไกรสีกาจ, เขต 2 นายอรุณ สุภาพร, เขต 3 นายสำราญ ชูเที่ยง อำเภอศรีสำโรง เขต 1 นายประสิทธิ์ ทองปากน้ำ, เขต 2 นายไพโรจน์ สวัสดี, เขต 3 นายชรินทร์ ชูบุญ, เขต 4 นายวสันต์ ตีระไชย อำเภอศรีสัชนาลัย เขต 1 นางอรุณ คำโมง, เขต 2 นางสาวฐิติพร เขียวฤทธิ์, เขต 3 นายไชย บุญเกิด, เขต 4 นายนรสิงห์ เอื้อคณิต, เขต 5 นางสาวจริยา วิริชัย อำเภอศรีนคร เขต 1 นายสมาน สิงสิงห์ อำเภอสวรรคโลก เขต 1 นายจ้อย ซ่วนเฮง, เขต 2 นายเทวัน ลิมปะพันธุ์, เขต 3 นายธีระเศรษฐ์ ลิมปะพันธุ์, เขต 4 นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล อำเภอบ้านด่านลานหอย เขต 1 นางพิศมัย ศิริพัฒนานุกูลชัย, เขต 2 นายอุดร กลิ่นหล่อ อำเภอคีรีมาศ เขต 1 นายนิธี วุฒิสารเจริญ, เขต 2 นายชัยณรงค์ แก้วทุ่ง, เขต 3 นายประเสริฐ ปัญญานุกูล อำเภอทุ่งเสลี่ยม เขต 1 นางสาวอริสรา ตาวงศ์, เขต 2 นายวสันต์ ขันต้นธง, เขต 3 นายวีรพล สุพรรณ รวมทั้งจังหวัด มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 226,402 คน คิดเป็นร้อยละ 50.44 บัตรเสีย 6,906 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.05 ไม่ประสงค์ลงคะแนน 10,326 ใบ คิดเป็นร้อยละ 4.56

สนามเลือกตั้งนี้ถือว่าเผ็ดร้อนไม่แพ้สนามการเมืองระดับชาติ เนื่องจากเป็นศึกสองตระกูลใหญ่ใน จ.สุโขทัย ที่ส่งขุนพลลงมาฟาดฟัน โดยตระกูล "เทพสุทิน" ส่ง ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ อดีต รมช.สาธารณสุข ที่เพิ่งลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีมาหมาดๆ ได้หมายเลข 5 และตระกูล "ลิมปะพันธุ์" ส่งนายสมเกียรติ ลิมปะพันธุ์ อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองสวรรคโลก ได้หมายเลข 1 ลงมาชิงชัย
สำหรับ ดร.พรรณสิริ คอการเมืองทราบดีว่า เป็นน้องสาวแท้ๆ ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้คร่ำหวอดแวดวงการเมืองและมากด้วยบารมีในการเมืองระดับชาติ ซึ่งแม้เจ้าตัวจะติดอยู่กับบ้านเลขที่ 111 ต้องยุติบทบาททางการเมืองชั่วคราว แต่เป็นที่รับรู้กันว่าแม้ยังคงถอยฉากออกจากด้านหน้าของการเมือง แต่ยังอยู่ในเบื้องหลัง มีบทบาทกำหนดบุคลากรในสังกัดเข้าไปโลดแล่นในการเมืองทุกระดับ
ฟากนายสมเกียรติ ชื่อชั้นไม่ธรรมดา เป็นคนในตระกูลการเมืองใหญ่อีกตระกูลของการเมืองสุโขทัย ฐานที่มั่นครอบคลุมอยู่ทาง 5 อำเภอตอนเหนือ จ.สุโขทัย โดยบิดา คือ นายสมชาติ ลิมปะพันธุ์ นายกเทศมนตรีเมืองสวรรคโลก ถือว่าเป็นนายกตลอดกาลของเมืองสวรรคโลกที่หลายคนยกย่องว่าเป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง แถมยังมีอา คือ นายประพฤติ ลิมปะพันธุ์ เป็นอดีตนายก อบจ.สุโขทัยหลายสมัย
ขณะที่ลุงนายประพาส ลิมปะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ซึ่งปัจจุบันยังคงโลดแล่นในแวดวงการเมืองระดับชาติ และแม้กระทั่งปู่ คือขุนเพ่ง ลิมปะพันธุ์ เป็นอดีต ส.ส สุโขทัยในยุคเริ่มแรกอันเป็นที่รักและเคารพของคนสุโขทัยทั้งจังหวัดมาช้านาน
นอกจากนั้น จากประสบการณ์ทางการเมืองของนายสมเกียรติ ซึ่งเป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองสวรรคโลกมาแล้ว 2 สมัย และยังทำงานในหน้าที่ที่ปรึกษาให้น้องชาย คือนายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ อดีต ส.ส.หลายสมัย ทำให้มีประสบการณ์ทางการเมืองโชกโชน ถือเป็นมือประสานงานทั้งระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ จนสร้างประโยชน์ให้แก่ชาวสุโขทัยอย่างมากมาย กระทั่งมาตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งนายกอบจ.ครั้งนี้
หากดูจากนโยบายการหาเสียง "รวมพลังธรรม รวมพลังใจ ร่วมสร้างสุโขทัยแผ่นดินทอง" ซึ่งเป็นสโลแกนที่สะท้อนความตั้งใจและเป็นนโยบายของ ดร.พรรณสิริ ในการอาสาประชาชนเข้าไปทำงานในตำแหน่ง นายกอบจ.สุโขทัย
โดยฐานเสียงที่ให้การสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากกลุ่มแม่บ้านและกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขที่ประทับใจนโยบายและการทำงานเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมช.สาธารณสุขที่ผ่านมา รวมทั้งระบบหัวคะแนนจากฐานการเมืองท้องถิ่นทั้ง ส.อบจ. ส.ท. ส.อบต. อีกทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ขึ้นตรงกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้เป็นพี่ชาย
ขณะที่นายสมเกียรติ "ผมพร้อมแล้วที่จะทำงานรับใช้ชาวสุโขทัย ถึงเวลาแล้วที่จะร่วมกันพัฒนาทำให้ จ.สุโขทัยเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน" นั่นเป็นความตั้งใจของเขาที่บอกเอาไว้ในการอาสาเข้ามารับใช้ชาวสุโขทัยในตำแหน่ง นายกอบจ.
และก็เช่นเดียวกันฐานคะแนนที่สำคัญของนายสมเกียรติ ยังคงเป็นนักการเมืองท้องถิ่นในทุกระดับทั้ง ส.อบจ. ส.ท. ส.อบต. รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่ากันว่าศึกเลือกตั้งนายกอบจ.สุโขทัย ครั้งนี้ ใครสามารถช่วงชิงแกนนำในท้องถิ่นมาอยู่กับฝ่ายตนเองได้มากที่สุด คนคนนั้นก็มีโอกาสได้รับเลือกตั้งมากที่สุดเช่นเดียวกัน

อุตรดิษฐ์
นายพีระศักดิ์ พอจิต
ฐานเสียงของตระกูลศิริวัฒน์
ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.อุตรดิตถ์ พีระศักดิ์ พอจิต คะแนนมาอันดับหนึ่ง 95,494 คะแนน ชัยศิริ ศุภรักษ์อินถา อันดับสอง 89,215 คะแนน




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2551    
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 4:43:58 น.  

เจาะฐานการเมืองท้องถิ่นผ่านชื่อนายกอบจ.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รายชื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กาฬสินธุ์
นางชะม้อย วรามิตร
ฐานเสียงของตระกูลศรีธเรศและวรามิตร
ผลการเลือกตั้ง นายก อบจ.กาฬสินธุ์ อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่านางชะม้อย วรามิตร อดีต ส.ว. ได้รับเลือกอย่างถล่มทลายด้วยคะแนน 172,010 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับ 2 นายชัย คูสกุลรัตน์ ผู้สมัครหมายเลข 4 เกือบ 60,000 คะแนน โดยนายชัยมีคะแนน 119,714 คะแนน อันดับ 3 ได้แก่ ผู้สมัครหมายเลข 1 นายวิบูลย์ แช่มชื่น ได้ 38,698 คะแนน ซึ่งผลเลือกตั้งเป็นไปตามความคาดหมาย เนื่องจากนางชะม้อย เป็นตัวเต็งที่คาดหมายกันว่า จะได้รับเลือกตั้งเข้ามาอย่างแน่นอน เนื่องจากมีฐานจากกลุ่มอำนาจเก่าและอดีต สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดส่วนใหญ่สนับสนุน
สำหรับนางชะม้อย วรามิตร อายุ 63 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี (บธ.บ.) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม อาชีพ ค้าขาย คู่สมรส นายสมบัติ วรามิตร อดีต ส.ว. กาฬสินธุ์ มีบุตร 4 คน คือ นางปาริชาต กัลป์ยากฤต อดีตนายกเทศมนตรีตำบลกมลาไสย, นายชานุวัฒน์ วรามิตร ผู้จัดการโรงสีไฟกาฬสินธุ์รุ่งเรือง 3, นายขวัญชัย วรามิตร รองนายกเทศมนตรีตำบลกมลาไสย และนางสาวภัทรา วรามิตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 กาฬสินธุ์ เคยเป็นอดีตผู้พิพากษาสมทบ ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว, รองประธานสหพันธ์สมาคมนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูป ถัมภ์, นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-กาฬสินธุ์, อดีตประธานชมรมลูกเสือชาวบ้านจังหวัดกาฬสินธุ์, ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอกมลาไสย และอดีตคณะกรรมการ กต.ตร. ตำรวจภูธร จังหวัดกาฬสินธุ์

ขอนแก่น
นายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวนิชกพงษ์
ฐานเสียงของตระกูลอรรณนพพร ,พงษ์พานิช ,เพียงเกษ และเตาะเจริญสุข
ดร.พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ การันตีการทำงานด้วย อดีตนายก อบจ.ขอนแก่น 3 สมัย ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งมีผลงานโดดเด่นมากมาย เป็นที่รู้จักของประชาชนชาวขอนแก่นเป็นอย่างดี และมีฐานเสียงคะแนนแน่นปึ้ก ซึ่งถือว่าได้เปรียบผู้สมัครรายอื่น และถ้าเหตุการณ์ไม่พลิกผัน น่าจะมีโอกาสกลับมานั่งตำแหน่งเดิมได้ไม่ยาก
นางสรพิกา เตาะเจริญสุข ความมั่นใจเต็มร้อยที่จะคว้าชัยชนะแย่งชิงตำแหน่ง นายก อบจ.ขอนแก่นมาครอง ด้วยแรงหนุนของ นายนวัธ เตาะเจริญสุข ผู้เป็นสามีที่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต 3 พรรคพลังประชาชน มาหมาดๆ ด้วยคะแนนท่วมท้น จนสามารถเอาชนะเบียด นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ตกเก้าอี้กลายเป็น ส.ส.สอบตกไปแล้ว ประกอบกับ นางสรพิกา เคยดำรงตำแหน่ง ส.อบจ.ขอนแก่น เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่มีฐานเสียงพอสมควร หญิงเหล็กอย่าง 'สรพิกา' จึงสู้ไม่ถอยและมั่นใจว่า ตำแหน่งนายก อบจ.ขอนแก่น สมัยต่อไปอยู่แค่เอื้อม
ผลการการเลือกตั้งนายกฯอย่างไม่เป็นทางการ ทั้ง 2,369 หน่วยในพื้นที่ 26 อำเภอของจังหวัดขอนแก่นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เรียงตามลำดับ ดังนี้ คือ ลำดับที่1นายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ อดีตนายกอบจ.คนสนิทของสุวิทย์ คุณกิตติ ได้ 346,225 คะแนน ลำดับที่ 2 นางสรพิกา เตาะเจริญสุข อายุ 36 ปี อดีต ส.อบจ.ขอนแก่น ภริยาของนายนวัธ เตาะเจริญสุข สส.ขอนแก่นพรรคเพื่อไทย หน้าใหม่ ที่ล้ม นายสุวิทย์ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แบบไม่เหลือลาย ได้ 189,600 คะแนน อันดับที่ 3 นายพิเชฐ วัฒนสันติพงษ์ ได้ 9,545 คะแนน และลำดับที่ 4 นายกมล เปี่ยมไพศาล ได้ 7,958 คะแนน โดยจ.ขอนแก่นมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 45.47 จำนวนบัตรเสียร้อยละ 2.18 ไม่ประสงค์ลงคะแนนร้อยละ 2.65

ชัยภูมิ
นายสุริยน ภูมิรัตนประพิน
ฐานเสียงของตระกูลชัยวิรัตนะ,ชาลีเครือและสงวนวงษ์ชัย
ผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยภูมิ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมีคะแนนมาเป็นอันดับ 1 คือ นายสุริยน ภูมิรัตนประพิณ ผู้สมัครนายก อบจ.หมายเลข 2 อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)จำนวน 193,155 คะแนน
ส่วนอันดับ 2 คือ นายอนันต์ ลิมปคุปตถาวร ผู้สมัครนายก อบจ.หมายเลข 5 อดีตนายก อบจ.ชัยภูมิ ที่ชิงลาออกก่อนวาระ ได้จำนวน 159,933 คะแนน ห่างจากอันดับ 1 จำนวน 33,222 คะแนน
ทั้งนี้ การเลือกตั้ง นายก อบจ.ชัยภูมิ ครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 405,070 คน คิดเป็นร้อยละ 50.28 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 805,596 คน โดยแยกเป็นบัตรดี 389,824 ใบ คิดเป็นร้อยละ 96.24 บัตรเสีย 6,343 ใบ คิดเป็นร้อยละ 1.57 และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 8,903 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.2
“กกต.อบจ.ชัยภูมิ จะได้นำผลคะแนนดังกล่าว ส่งให้ กกต.จังหวัดชัยภูมิ เพื่อส่ง กกต.กลางพิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง ภายใน 30 วันต่อไป” นายวิรัช กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม หลังจากมีการประกาศคะแนนผลการเลือกตั้งนายกออบจ.แบบ เป็นทางการออกมาในวันนี้ (21 ม.ค.) สภากาแฟ และบรรดาคอการเมืองใน จ.ชัยภูมิ ต่างจับกลุ่มวิจารณ์ถึงการสอบตก ของ นายอนันต์ ลิมปคุปตถาวร อดีตนายก อบจ.ว่า ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากกระแสความไม่พอใจของประชาชน กับการชิงลาออกก่อนครบวาระของ นายอนันต์ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณภาษีท้องถิ่นโดยไม่จำเป็นกว่า 30 ล้านบาท และในเร็วๆ นี้ ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ซึ่งต้องเสียเวลา เสียค่าใช้ในการลงคะแนนเลือกตั้งกันอีก
กระแสดังกล่าวกลายเป็นเป้าโจมตีคะแนนนิยมของอดีตนายก อบจ.ของคู่แข่ง จนต้องสูญเสียตำแหน่งนายก อบจ.ชัยภูมิ ให้กับ นายสุริยน อดีต ส.ว.ชัยภูมิ ในที่สุด

นครพนม
นายสมชอบ นิติพจน์
ฐานเสียงของตระกูลศรีวรขาน
ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกอบจ.นครพนม ปรากฏว่านายสมชอบ นิติพจน์ ผู้สมัครหมายเลข 1 อดีตรองนายก อบจ. 3 สมัย ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจาก ส.ส.พรรค พลังประชาชน เนื่องจากเป็นคนสนิทของนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.พลังประชาชน ได้ รับเลือกด้วยคะแนน 172,671 คะแนน ชนะนายวัชรินทร์ เจียวิริยะบุญญา อดีตผู้ สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีนายทนง ศิริปรีชาพงศ์ หรือ ป.เป็ด อดีต ส. ส.หลายสมัยสนับสนุน ที่ได้ 76,306 คะแนน
ก่อนหน้าที่จะมีการนับคะแนนนายวัชรินทร์พร้อมด้วยทีมงานได้หอบหลัก ฐานวุฒิการศึกษาที่นายสมชอบแจ้งต่อ กกต.ขณะที่ลงสมัครว่า จบการศึกษาระดับ ปริญญาเอกจากประเทศอินเดีย แต่ไม่สามารถนำวุฒิบัตรมาแสดงได้ คงใช้แต่ใบ รับรองความเป็นนักศึกษาเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าได้สำเร็จการ ศึกษา ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนมามอบให้ กกต. จังหวัดสืบสวนชี้ขาด เนื่องจากเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (5) อีกทั้งยัง ฝ่าฝืนข้อห้ามในการหาเสียงของ กกต.ข้อ 6 (5)

นครราชสีมา
นพ.สำเริง แหยงกระโทก
ฐานเสียงของตระกูลครุฑขุนทด,เชิดชัย,สุวรรณฉวี,อัตถาวงศ์และทายาทราชครู
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏดังนี้
ลำดับที่ 1 หมายเลข 1 นายสำเริง แหยงกระโทก อดีตนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา หัวหน้ากลุ่มรักษ์โคราช โดยการสนับสนุนของแกนนำสส.พปช.ได้ 607,508 คะแนน
ลำดับที่ 2 หมายเลข 2 นายวิทูร ชาติปฏิมาพงษ์ อดีตนายกอบจ. กลุ่มวังลำตะคอง ได้ 305,667 คะแนน
ลำดับที่ 3 หมายเลข 3 นายทองแดง ถาพิลา ได้ 8,545 คะแนน
มีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 965,532 คน คิดเป็นร้อยละ 52.34 (จากทั้งหมด 1,844,666 คน)
บัตรดี 944,831 บัตร คิดเป็นร้อยละ 97.86 บัตรเสีย 20,701 บัตร คิดเป็นร้อยละ 2.14 บัตรไม่ประสงค์จะลงคะแนน 23,111 บัตร คิดเป็นร้อยละ 2.39
ทั้งนี้ นพ.สำเริง แหยงกระโทก หรือ “หมอแหยง” เป็นชาวโคราชโดยกำเนิด เกิดที่ ต.แชะ อ.ครบุรี ปัจจุบันอายุ 55 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะแพทยศาสตร์ จาก รามาธิบดี และระดับปริญญาโท คณะสาธารณสุขศาสตร์ จากประเทศเบลเยียม ขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก
ล่าสุด ดำรงตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา และรองคณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ก่อนลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.นครราชสีมา จนสามารถชนะแชมป์เก่า คือ นายวิทูร ชาติปฏิมาพงษ์ ด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างถึง 301,841 คะแนน ซึ่งนายวิทูรนับเป็นนักการเมืองท้องถิ่นโคราชที่ผูกขาดยึดครองเก้าอี้นายก อบจ.มานาน โดยได้รับการสนับสนุนทางการเมือง จากกลุ่มของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด เช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งอย่างขาดลอย

บุรีรัมย์
นางกรุณา ชิดชอบ
ฐานเสียงของตระกูลชิดชอบและทองศรี
จ.บุรีรัมย์ ที่ครั้งนี้ คนในตระกูล "ชิดชอบ" ต่างลงแข่งกันเอง ปรากฏว่า นางกรุณา ชิดชอบ อดีต ส.ส.ผู้สมัครหมายเลข 15 ภรรยาของนายเนวิน ชิดชอบ ได้ 270,388 คะแนน ชนะ นางอุษณีย์ ชิดชอบ อดีต ส.ว. ผู้สมัครหมายเลข 3 พี่สาวนายเนวิน ขาดลอย ที่ได้คะแนน 93,875 คะแนน ส่วนผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดจำนวน 42 เขต ทีมของนางกรุณา กวาดที่นั่งไป 35 ที่นั่ง ขณะที่ทีมของนางอุษณีย์ได้เพียง 7 ที่นั่ง คาดว่าสิ้นสุดการนับคะแนนนางกรุณา จะครองเก้าอี้นายก อบจ. แทน พ.ต.อ.ชวลิต ชิดชอบ สามีของนางอุษณีย์ ชิดชอบ ที่ได้หมดวาระลง เมื่อวันที่13 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา
การเลือกตั้งนายก และ ส.อบจ.บุรีรัมย์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปิดศึกสายเลือดกันเองเป็นครั้งแรกของ ตระกูล “ชิดชอบ” ที่มีปัญหาความขัดแย้งในการบริหาร อบจ.บุรีรัมย์มานาน จึงกลายเป็นสนามเลือกตั้งที่ น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งและมีสีสันไม่แพ้การเลือกตั้ง ส.ส.
โดยปมของความขัดแย้งใน อบจ.บุรีรัมย์ นั้นเริ่มตั้งแต่ นายเนวิน ชิดชอบ ได้ชักนำ พ.ต.อ.ชวลิต ชิดชอบ พี่เขยลาออกจากการเป็นข้าราชการตำรวจมีตำแหน่งสูงถึงผู้กำกับ และ เปลี่ยนมาใช้นามสกุล “ชิดชอบ” ของภรรยา เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.บุรีรัมย์ สมัยที่ผ่านมา แต่ หลังจากชนะเลือกตั้งก็เกิดความขัดแย้งขึ้น เมื่อ พ.ต.อ.ชวลิต และนางอุษณีย์ ชิดชอบ พี่สาว ไม่พอใจที่นายเนวิน ไม่ให้อำนาจเต็มในการบริหารจัดการใน อบจ. เป็นเพียงนายกตรายาง พ.ต.อ.ชวลิต จึงสั่งปลดรองนายก อบจ. คนสนิทของนายเนวิน ทั้ง 3 คน ที่นายเนวิน ให้เข้ามาดูแลบริหารจัดการร่วมใน อบจ. ด้วย และจากนั้นมีการเปิดศึกตอบโต้กันระหว่าง 2 ฝ่ายมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายรอยร้าวลึกในตระกูล จนไม่สามารถประสานได้อีก
กระทั่งการเลือกตั้ง อบจ.บุรีรัมย์ในครั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่นายเนวิน ต้องส่งภรรยา ลงแข่งกับพี่สาวตนเอง เพื่อเข้าไปดูแลกลุ่ม ส.อบจ. ทั้ง 42 เขต ที่เป็นขุมคะแนนใหญ่ ที่มีผลถึงการเลือกตั้งทุกระดับ สามารถให้คุณให้โทษเส้นทางการเมืองกับ “นายเนวิน” และตระกูลชิดชอบได้ ทั้งเป็นการสะท้อนฐานคะแนนในการเลือกตั้ง สว.ที่ใกล้จะมาถึงอีกด้วย

มหาสารคาม
นายยิ่งยศ อุดรพิมพ์
ฐานเสียงของตระกูลเจริญศิริและอุดรพิมพ์
ด้านประวัติและฐานคะแนนสียงของผู้สมัครนั้น เริ่มด้วยนางรังสิมา เจริญศิริ อดีต เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา เป็นภรรยานายศรีเมือง เจริญศิริ อดีต ส.ว.มหาสารคาม ซึ่งนายศรีเมือง เจริญศิริ มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ล่าสุด นาย ศรีเมือง ยังได้รับการเลือกตั้งในระบบสัดส่วน กลุ่ม 3 สังกัดพรรคพลังประชาชนด้วย โดยประสบการณ์ทางการเมืองของนางรังสิมา เคยลงสมัคร ส.ว. ในสมัยที่ผ่านมาแต่ยังไม่ทันได้ทำงานก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน เมื่อไม่ได้ทำงานในวุฒิสภาก็เลย เปลี่ยนเส้นทางทางการเมืองหันมาลงเล่นการ เมืองในสนามท้องถิ่น
สำหรับฐานคะแนนเสียงของนางรังสิมาคงใช้ฐานคะแนนจากสามี ที่คุมบังเหียนให้พรรคพลังประชาชน กลุ่มที่ 3 อีกทั้งยังมี ทีมงาน สส. อีก 6 คน ที่ชนะการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ก็ยังมีกลุ่มผู้บริหารและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)บางส่วน ซึ่งนับว่าฐานคะแนนแน่นพอสมควร และที่สำคัญ กระเป๋าหนักอีกด้วย
ส่วนประวัติทางการเมืองของนาย ยิ่งยศ อุดรพิมพ์ นั้น เคยเป็นนายก อบจ.มหาสารคาม มาหลายสมัย คร่ำหวอดกับการบริหารงานใน อบจ.มหาสารคามมานาน เรียก ว่ามี อบจ.เป็นบ้านหลังที่ 2 ก็ว่าได้ มีภรรยาชื่อนางคมคาย อุดรพิมพ์ เคยสมัคร ส.ว.ในปี 2548 ได้คะแนนอันดับที่ 2 และในการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ได้ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 พรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ทานกระแสพรรคพลังประชาชนไม่ไหว จึงเข้าที่ 4 สำหรับการต่อสู้เพื่อยึดเก้าอี้นายก อบจ.มหาสารคาม อีกครั้งของคงต้องอาศัยฐานเสียงเดิมจากภรรยา ที่เคยสมัคร ส.ว.และ ส.ส. นอกจากนี้นายยิ่งยศยังมีขุมกำลังที่เป็นส.อบจ. และอบต. บางแห่งที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
สำหรับ ผู้สมัครเบอร์ 3 คือ นายสุรชัย เจริญศิริ ซึ่งถ้าสอบถามผู้คนแล้วไม่มีวี่แววว่าจะลงสมัครในสนามนี้ จู่ๆ ก็มาสมัคร จึงมีผู้ตั้งคำถามกันเองว่านี่ กำลังเกิดอะไรขึ้น ทั้งนี้นายสุรชัย เจริญศิริ มีนามสกุลเดียวกันกับ นางรังสิมา เจริญศิริ ซึ่งถ้านับญาติกันแล้วก็มีศักดิ์เป็นหลานนายศรีเมือง เจริญศิริ นั่นเอง จากการตรวจสอบจึงทราบว่า นายสุรชัย เจริญศิริ ทำงานในค่ายของทองหล่อ พลโคตร อดีต ส.ส. ซึ่งนับว่าเป็นญาติกัน แต่คอการเมืองกล่าวว่าระยะหลัง นายศรีเมือง เจริญศิริ กับ นายทองหล่อ พลโคตร กินเกาเหลากัน จึงต้องส่งตัวแทนลงสู้ศึกในครั้งนี้ ส่วนฐานคะแนนเสียงก็คงเป็นฐานคะแนนในเขต อ.เมืองมหาสารคาม ซึ่งเป็นฐานเดิมของ นายทองหล่อ พลโคตร
ขณะที่ เบอร์ 4 นายกำธร เหล่าสะพาน อาชีพทนายความ อดีตเคยลงสมัคร ส.ส.มาแล้ว แต่ระยะหลังเหินห่างเวทีการเมืองไปนาน พอระฆังสนามเลือกตั้งนายก อบจ.ดังขึ้น ก็คงนอนคิดหลายตลบ เลยตัดสินใจโดดลงสู้ชนิดไม่เกรงกลัวใครทั้งสิ้น สำหรับฐานคะแนนก็เห็นจะเป็นถิ่นบ้านเกิด อ.กันทรวิชัย นั่นเอง
นาย ยิ่งยศ อุดรพิมพ์ อดีตนายกอบจ.มหาสารคาม ผู้สมัครหมายเลข 2 ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนน 205,507 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 2 กว่า 1 แสนคะแนน ชนะรังสิมา เจริญศิริ อดีต ส.ว. มหาสารคาม แบบท่วมท้น ทั้งๆที่อดีตสว.น่าจะชนะแบบถล่มทลาย

ภายหลังจาก นายยิ่งยศ อุดรพิมพ์ นายก อบจ.มหาสารคาม ประกาศสละเก้าอี้ เพื่อไปลงสมัคร ส.ส.เขต 5 จ.มหาสารคาม สังกัดพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้สนามเลือกตั้งนายกอบจ.มหาสารคามเดือดขึ้นทันที
จ.มหาสารคามเป็นจังหวัดที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมือง “ตักสิลา” มีสถาบันการศึกษามากมายหลายแห่ง และมีจำนวนประชากร 940,911 คน มีพื้นที่ 13 อำเภอ แบ่งเป็นเขตการเลือกตั้ง ส.ส.5 เขต และการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 นี้ มีนักการเมืองท้องถิ่นหลายคนได้อำลาการเมืองท้องถิ่นลงสู่สนามเลือกตั้งระดับชาติ รวมทั้งนายยิ่งยศ อุดรพิมพ์ ด้วย ทำให้สนามเลือกตั้งนายกอบจ.มหาสารคามน่าจับตามองไม่แพ้การเลือกตั้ง ส.ส.เลยทีเดียว
เมื่อตำแหน่งนายกอบจ.มหาสารคามว่างลง คณะกรรมการการเลือกตั้ง จ.มหาสารคาม ก็ประกาศเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกอบจ.มหาสารคาม และส.อบจ. ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม-4 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยกำหนดลงคะแนนวันที่ 17 กรกฎาคม โดยใช้ห้องประชุมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม เป็นสถานที่รับสมัคร ซึ่งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกอบจ.รวมทั้งหมด 6 คน และมีผู้สมัคร ส.อบจ.เขตอำเภอเมือง แทนนายเชวงศักดิ์ พลลาภ ที่ลาออกไปสมัคร ส.ส. 4 คน
ทั้งนี้ผู้สมัครนายกอบจ.มหาสารคาม ได้แก่ หมายเลข 1 นายชนาวีร์ เจริญศิริ มีพรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุน หมายเลข 2 นายมาณิศ พิมพ์ดี หมายเลข 3 นายสิงห์ พลคำนอก หมายเลข 4 นางคมคาย อุดรพิมพ์ ก็ได้พรรคภูมิใจไทยหนุนสุดตัว หมายเลข 5 นายประสาท สุทธิสา และหมายเลข 6 นายเศรษฐิการ สายทะโชติ
ส่วนคู่ชิงนายกอบจ.มหาสารคาม ที่บรรดาผู้อยู่ในวงการทางการเมืองจับตามากที่สุดคือผู้สมัครแค่ 2 คน ที่เชื่อว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่ต้องเป็นคู่ชิงแน่นอน ซึ่งผู้สมัครทั้งคู่ต่างมีความแค้นที่ต้องการสะสางในสนามแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คนแรกคือ นายชนาวีร์ เจริญศิริ อายุ 31 ปี อดีตเลขานุการรองประธานวุฒิสภา เป็นบุตรของนายศรีเมือง เจริญศิริ อดีต ส.ว.มหาสารคาม อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ กับ นางรังสิมา เจริญศิริ อดีต ส.ว.มหาสารคาม ขณะนี้ไปลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อันดับที่ 49 นายชนาวีร์ ลงเล่นการเมืองครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยสวมเสื้อพรรคเพื่อไทยส่งลงสู้ ส่วนฐานคะแนนเสียงต้องอาศัยฐานคะแนนเสียงจาก ส.ส.ในพื้นที่ช่วย และหัวคะแนนในสังกัด
ส่วนผู้สมัครนายกอบจ.มหาสารคาม อีกคนหนึ่งที่เป็นคู่ต่อสู้ที่สูสี ได้แก่ นางคมคาย อุดรพิมพ์ อายุ 49 ปี ภรรยาของนายยิ่งยศ อุดรพิมพ์ อดีตนายกอบจ.มหาสารคามนั่นเอง นางคมคาย อุดรพิมพ์ มีประวัติทางการเมืองมายาวนาน เคยลงสมัคร ส.ส. และ ส.ว.มาแล้ว แถมเคยเป็นที่ปรึกษาของ รมช.มหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส่วนฐานคะแนนนั้นมีทุกพื้นที่ ทั้งนี้เนื่องจากแต่ละพื้นที่ มี ส.อบจ.อยู่ตามอำเภอต่างๆ และที่สำคัญมีพรรคภูมิใจไทยสนับสนุนเต็มที่ จึงจัดให้เป็นคู่ต่อสู้ที่สูสีกันในสนามนี้

มุกดาหาร
นายวิริยะ ทองผา
เก้าอี้นายก อบจ.มุกดาหาร เป็นการขับเคี่ยวของสองผู้สมัครที่ชาวมุกดาหารรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ "อดีตนายก" นายอดุลย์ ไชยสุนันท์ และ "อดีต ส.ว." นายวิริยะ ทองผา ผู้ซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้ง ส.ว. มากที่สุดของ จ.มุกดาหาร
หากเทียบจุดแข็งจุดด้อยของทั้งสองคน นายอดุลย์ ผู้สมัครหมายเลข 1 มีดีกรีอดีตนายก อบจ.มุกดาหาร 1 สมัย และอดีตหัวคะแนนนักการเมืองหลายคนหลายสมัย อดีต จนท.สาธารณสุข จ.มุกดาหาร เป็นหลักประกัน เสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จะมาจากและกลุ่มข้าราชสาธารณสุข และ อสม. และที่สำคัญยังได้กลุ่มผู้สนับสนุนนักการเมืองท้องถิ่นในเขตเทศบาลเมือง มุกดาหาร
โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในจังหวัดมุกดาหารเข้ามาทำคะแนน เสริม ทำให้นายอดุลย์ ไชยสุนันท์ ถูกยกให้เป็นตัวเอกที่โดดเด่นมีโอกาสมาก ที่จะเข้าไปสู่เส้นชัยในการเลือกตั้งนายก อบจ.มุกดาหาร ในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานด้านการเมืองมาอย่างต่อเนื่องที่ดึงทั้งอดีตนายก อบจ.คู่แข่ง 2 - 3 คน ลงมาร่วมทำงานในทีมบริหาร อบจ.ที่ผ่านมา ทำให้ทั้งภาพและคะแนนถูกดึงตามขึ้นไปด้วย
นับเป็นความชาญฉลาดของผู้บริหารยุคใหม่ที่ร่วมทำงานกันได้อย่างลงตัว จากนโยบายเสร็จศึกนับศพนักรบกันแล้วก็ขอให้จับมือกันเพื่อช่วยทำงานให้บ้าน เมืองต่อไป จึงทำให้คะแนนความนิยมในจุดนี้ต่างถั่งโถมเข้ามาไม่น้อย
นายวิริยะ ผู้สมัครหมายเลข 2 พกดีกรีอดีต ส.อบจ.มุกดาหาร เขต อ.หว้านใหญ่ 3 สมัย อดีตรองนายก อบจ.มุกดาหาร มาเป็นบารมี ฐานเสียงที่สำคัญคือมีนักการเมืองระดับชาติให้การช่วยสนับสนุน และกลุ่ม ส.อบจ. บางกลุ่มยังร่วมเป็นแรงสนับสนุนทั้งจากความความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ยังคงแน่น เหนียว โดยมีกลุ่มเครือญาติที่รับราชการครูร่วมหนุนอีกแรงหนึ่ง และชัวร์ๆไม่ต้องออกแรงให้มากนัก คะแนนเสียงใน อ.หว้านใหญ่ ร้อยทั้งร้อยได้แน่
ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร ปรากฏว่า หมายเลข 1 นายอดุลย์ ไชยสุนันท์ อดีตนายกอบจ.ได้ 42,720 คะแนน หมายเลข 2 นายวิริยะ ทองผา อดีต ส.อบจ.หลายสมัย ได้ 86,869 คะแนน ภาพรวมทั้ง 7 อำเภอมีประชาชนมาใช้สิทธิ์เกินกว่าร้อยละ 50 โดยที่อำเภอดงหลวงมีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดร้อยละ 64 น้อยที่สุด อำเภอคำชะอี ร้อยละ 55 ทั้งจังหวัดมีผู้มาใช้สิทธิ์ ร้อยละ 59.12 เป็นบัตรเสีย ร้อยละ 3.69 และบัตรผู้ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ร้อยละ 3.82
กกต.อบจ.มุกดาหาร ประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกอบจ. อย่างไม่เป็นทางการ หลังจากการนับคะแนนแล้วเสร็จทุกเขต เมื่อเวลา 03.00 น. ในขณะที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 63.81
ซึ่งผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการทั้ง 24 เขต คะแนนสูงสุด เป็นดังนี้
อำเภอเมืองมุกดาหาร มี 9 เขตเลือกตั้ง ผู้ได้คะแนนสูงสุด
เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นางสาวบังอร ฐานะ ได้ 2,746 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 2 ได้แก่ นายธานินทร์ โภคสวัสดิ์ ได้ 3,668 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 3 ได้แก่ นายบัณฑิตย์ เที่ยงโยธา ได้ 2,544 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 4 ได้แก่ นายสาโรช พึ่งทรัพย์ ได้ 2,406 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 5 ได้แก่ นายธวัชชัย พงษ์ธนากุล ได้ 3,258 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 6 ได้แก่ นายสมศักดิ์ คล่องดี ได้ 3,499 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 7 ได้แก่ นายพินิจ เจริญสุข ได้ 1,982 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 8 ได้แก่ นายยุทธนา โภคสวัสดิ์ ได้ 2,037 คะแนน
และเขตเลือกตั้งที่ 9 ได้แก่ นายสมหวัง ราชิวงษ์ ได้ 2,873 คะแนน
อำเภอนิคมคำสร้อย มี 3 เขตเลือกตั้ง ผู้ได้คะแนนสูงสุด
เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายวัชรพงษ์ คนเพียร ได้ 1,851 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 2 ได้แก่ นายสมหมาย สันลักษณ์ ได้ 3,057 คะแนน
และเขตเลือกตั้งที่ 3 ได้แก่ นายจำเริญ คำนนท์ ได้ 2,437 คะแนน
อำเภอคำชะอี 3 เขตเลือกตั้ง ผู้ได้คะแนนสูงสุด
เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายอดิศักดิ์ พรหมทา ได้ 3,493 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 2 ได้แก่ นายศักดิ์ชาย รอบรู้ ได้ 4,352 คะแนน
และเขตเลือกตั้งที่ 3 ได้แก่ นายบุณร้อง รัชอินทร์ ได้ 2,527 คะแนน
อำเภอดอนตาล มี 3 เขตเลือกตั้ง ผู้ได้คะแนนสูงสุด
เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายเสถียร แก้วพรหมมา ได้ 2,221 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 2 ได้แก่ นายราชตะเวน พิกุลทอง ได้ 2,895 คะแนน
และเขตเลือกตั้งที่ 3 ได้แก่ นายอนุสรณ์ โพธิ์ศิริ ได้ 3,623 คะแนน
อำเภอดงหลวง 3 เขตเลือกตั้ง ผู้ได้คะแนนสูงสุด
เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายทวีศักดิ์ ประทุมลี ได้ 2,199 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 2 ได้แก่ นายลันดร วงค์สมบูรณ์ ได้ 1,904 คะแนน
และเขตเลือกตั้งที่ 3 ได้แก่ นายศรีวิชัย ชาวดง ได้ 2,689 คะแนน
อำเภอหนองสูง 2 เขตเลือกตั้ง ผู้ได้คะแนนสูงสุด
เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายประพันธ์ คนหาญ ได้ 2,923 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 2 ได้แก่ นายไหม จันทร์เต็ม ได้ 2,003 คะแนน
และอำเภอหว้านใหญ่ 1 เขตเลือกตั้ง ผู้ได้คะแนนสูงสุดได้แก่
นายประทับ เมืองโคตร ได้ 4,071 คะแนน
การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 234,614 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 149,716 คน คิดเป็นร้อยละ 63.81 บัตรเสีย จำนวน 4,193 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.8 ไม่ประสงค์ลงคะแนน จำนวน 3,573 คิดเป็นร้อยละ 2.39.

ยโสธร
นายสฤษดิ์ ประดับศรี
ผลการเลือกตั้ง นายก อบจ.ยโสธร อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งมีการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2551 มีผู้สมัครเป็นนายก อบจ.4 คน ผลการลงคะแนนดังนี้ผลการลงคะแนนเลือกตั้ง นายก อบจ.เรียงตามคะแนนดังนี้
อันดับที่ 1 นายสฤษดิ์ ประดับศรี อดีตผู้สมัครสส.จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ 106,040 คะแนน
อันดับที่ 2 นายสถิรพร นาคสุข อดีตนายกอบจ.ได้ 74,303 คะแนน
อันดับที่ 3 นายสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีตแกนนำพธม.ได้ 23,874 คะแนน
อันดับที่ 4 นายธนกร ไชยกุล ได้7,575 คะแนน

ร้อยเอ็ด
นายมังกร ยนต์ตระกูล
ฐานเสียงของตระกูลจุรีมาศ ,พลซื่อ ,ไวนิยมพงศ์ ,คงเพชร และวรเชษฐ์
สำหรับ อดีตนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ที่ชื่อมังกร นั้น เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจด้านรถยนต์อย่างสูง เป็นเคยเป็นนายก อบจ.คนแรกของจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นอดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด 1 สมัย ลง สนามครั้งนี้ด้วยกำลังใจอย่างเต็มเปี่ยม และพร้อมด้วยสรรพปัจจัย ทั้งด้านกำลังคน กำลังเงิน อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนเรื่องฐานเสียง ส.ส.พรรคพลังประชาชนจำนวน 7 คน (ร้อยเอ็ดมี ส.ส.รวม 8 คน) อีกทั้งติดแบรนด์เนมด้วยการใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มพลังประชาชน101”
เท่านั้นยังไม่พอ กลุ่มของนายมังกรยังสามารถเจรจากับกลุ่มของนายทินกร จุรีมาศ หรือ ไก่ อดีตนายก อบจ.ร้อยเอ็ด สมัยก่อนนางรัชนี และการเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด สมัยที่ผ่านมา มีคะแนนเป็นอันดับที่ 3 รองจากนายมังกร และนางรัชนี ที่สำคัญเป็นพี่ชายของอนุรักษ์ จุรีมาศ หรือแกละ รมช.คมนาคม ในปัจจุบัน ให้เข้าร่วมทีมด้วย โดยหากนายมังกร ชนะการเลือกตั้ง ก็จะปูนบำเหน็จรางวัลให้กับนายทินกร ด้วยเก้าอี้ผู้บริหารใน อบจ.ร้อยเอ็ด อันเป็นการวินๆ ของทั้งสองฝ่าย
ทางด้านนางรัชนี พลซื่อ อดีตนายก อบจ.ร้อยเอ็ด คนล่าสุด ลงกรำศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยกระแสการเมืองที่ทำให้เธอต้องป้องกันตำแหน่งให้ได้ แม้ว่าสถานการณ์การหาเสียงในหลายๆ ด้าน ดูจะทำให้ไม่เอื้อประโยชน์ให้เธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตำราเรียนที่กำลังเป็นข่าวหน้าหนึ่ง หรือ ปมขัดแย้งกับ กลุ่ม ส.อบจ.ร้อยเอ็ด ฝ่ายค้าน จนถูกป่วนในสภาด้วยการคว่ำข้อบัญญัติงบประมาณปี 51 ซี่งกว่าร่างข้อบัญญัติจะผ่านได้ ก็หืดจับ ประกอบกับกระแสความเบื่อของชาว บ้านบางกลุ่มที่รู้สึกว่า เธอไม่ได้เป็นนายก อบจ.ตัวจริง แต่เป็นนอมินีของอดีต ส.ส.เอกภาพ พลซื่อ ผู้เป็นสามีมากกว่า ที่ปัจจุบันติดอยู่ที่บ้านเลขที่ 111
(21 เม.ย. 51)หลังปิดหีบบัตรเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดและสมาชิก สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อเวลา 15.00 น.ของวันที่ 20 เมษายน 2551 กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเริ่มขนส่งหีบบัตรเลือกตั้งนายก อบจ.และ ส.อบจ.ไปยังสถานที่นับคะแนนกลาง ส่วนใหญ่ใช่สถานที่หอประชุมอำเภอ หรือสถานที่ราชการ มีการตรวจบัตรเลือกตั้ง เอกสารทำให้บางจุดเริ่มนับคะแนนได้ 20.30 น.ผลคะแนนนายก อบจ.ร้อยเอ็ดมีผู้สมัคร 5 คน แต่คะแนนขึ้นมาเพียง 2 คน คือนายมังกร ยนต์ตระกูล เบอร์ 1 และนางรัชนี พลซื่อ เบอร์ 2 จาก 20 อำเภอ ผลคะแนนปรากฏว่านายมังกร ยนต์ตระกูล ได้ 258,423 คะแนน นางรัชนี พลซื่อ ได้ 202,110 คะแนน ผลต่างอยู่ที่ 51,313 คะแนน ข้อสังเกตฐานคะแนนนางรัชนี พลซื่อ จะอยู่ที่เขตเลือกตั้งที่ 3 คืออำเภอโพนทอง หนองพอก เมยวดี เสลภูมิ โพธิ์ชัย แต่ชนะไม่ขาด ส่วนนายมังกร ยนต์ตระกูล ซึ่งขึ้นชื่อคู่กับ ส.อบจ.กลุ่มพลังประชาชน101 ใน 20 อำเภอ คะแนนชนะขาด ตั้งแต่อำเภอเชียงขวัญ ธวัชบุรี จังหาร ทุ่งเขาหลวง เมืองร้อยเอ็ด ศรีสมเด็จ เมืองสรวง จตุรพักตรพิมาน อาจสามารถ ปทุมรัตต์ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ พนมไพร หนองฮี โพนทราย ล้วนชนะขาด พร้อม ส.อบจ.

ส่วนผลคะแนน ส.อบจ.จาก 20 อำเภอ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพลังประชาชน 80%
อำเภอเมืองร้อยเอ็ด 4 คน นายณัฎฐ์วัฒน์ จีนภักดี น.ส.จุฑาพร เกษมทรัพย์ น.ส.จุรีภรณ์ เอื้อไพจิตร นายพรชัย จิตตชินะกุล
อำเภอเกษตรวิสัย นายนิรันดร์ คงเพชร นางจิตรา คงเพชร นายบุญเลิศ อุดหนุน
อำเภอสุวรรณภูมิ นายวิชิต ประราศรี นายวสันต์ อึ้งเจริญธนกิจ นายประจักร มูลรัตน์
อำเภอจตุรพักตรพิมาน นายเอกกมล กุลเวชกิจ นายอนิวัตร วรเชษฐ์
อำเภอธวัชบุรี นายพิสิษฐ์ศักดิ์ ไวนิยมพงศ์ นายจักรกริช ไวนิยมพงศ์
อำเภอพนมไพร นายธนพล โอฆพนม นายประเสริฐ วรกาญจนบุญ
อำเภออาจสามารถ นายถาวร ตรีบุญเมือง นายมาวิน ศิลปักษา
อำเภอจังหาร นายอาคม เฉลิมแสน
อำเภอปทุมรัตต์ นางนวรัตน์ พาโคกทม
อำเภอโพธิ์ชัย นายวีระวัฒน์ โพธิ์เปี้ยศรี
อำเภอโพนทราย นายประไพ ศรีสัจจา
อำเภอเมยวดี นายสมยศ ถนัดค้า
อำเภอเมืองสรวง นายทรรศยุ ไชยรัตน์
อำเภอศรีสมเด็จ นางเกิ้อจิตร จุรีมาศ
อำเภอเชียงขวัญ นายประพงษ์ อัศวแสงพิทักษ์
อำเภอทุ่งเขาหลวง นายอนุชิต ภาระเวช
อำเภอหนองฮี นายเฉลิมศักดิ์ แสนปรางค์
อำเภอโพนทอง นายกิตติศักดิ์ เลิศศิริรังสรรค์ นายวุฒิพงศ์ สิริปัญจโชติ นายสุราช แวงอุ้ย อำเภอเสลภูมิ น.ส.ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย นายขวัญชัย เนียมรัตน์ นางศศิธร พรหมชัยนันท์ อำเภอหนองพอก นางดาราวดี ศรีดารา นายเอกชัย พลซื่อ รวม 36 คน
รอฟ้าหลังฝนการร้องเรียนจะเกิดขึ้นหรือไม่ กฎกติกาคือสิ่งสำคัญหรือต่างคนแอบซื้อเสียงต้องปล่อยให้เป็นเกมส์การเมืองดี กว่า คนร้อยเอ็ดรู้ดีว่าใครซื้อเสียงหรือไม่

เลย
นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ
ฐานเสียงของตระกูลทิมสุวรรณ ,เร่งสมบูรณ์สุข กับสังคทรัพย์
ผลปรากฏว่านายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ ได้รับเลือกให้เป็นนายกอบจ. เลย ด้วยคะแนน 148,662 คะแนน ส่วนนางณัฎฐ์ชุดา มีแพง ได้ 58,952 คะแนน โดยมีผู้มาลงใช้สิทธิ์ 229,130 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 442,149 คน คิดเป็นร้อยละ 51.82 มีบัตรเสีย 7,902 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.45 และจำนวนบัตรผู้ประสงค์ไม่ลงคะแนน 13,614 ใบ คิดเป็นร้อยละ 5.94

หลังจากที่นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ ลาออกและพ้นจากการเป็นนายก อบจ.เลยตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2554 ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 และ ข้อ 7ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นพ.ศ. 2554 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเลยในการประชุมที่ 25/2554 เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2554 อบจ.เลยจึงกำหนดการรับสมัครเลือกตั้งผู้บริหาร อบจ.คนใหม่ ขึ้น มี 1 เขตเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งในวันที่ 7 ส.ค.2554 นี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม468,276 คน จำนวน 1,001 หน่วยเลือกตั้งมีผู้สมัคร 3 คนด้วยกัน ประกอบด้วย
หมายเลข 1 นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ,(พรรคเพื่อไทย) หมายเลข 2 นายธวัชชัย ศรีภูมิสวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) และ หมายเลข 3 นายจีระศักดิ์ น้อยก่ำ(ไม่สังกัดพรรค)
บรรยากาศของการลงคะแนนเลือกตั้งและการนับคะแนนแต่ละหน่วยเลือกตั้งนั้น ไม่มีปัญหาอุปสรรค โดยสภาพอากาสดี ไม่ร้อน และไม่มีฝนตกผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่าคะแนนที่ได้เรียงตามลำดับหมายเลขประกอบด้วย .อันดับ 1 คือ หมายเลข 1 นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ 175,186 ,คะแนน อันดับ 2 คือ หมายเลข 2 นายธวัชชัย ศรีภูมิสวัสดิ์74,647 คะแนน และ อันดับ 3 คือ หมายเลข 3 นายจีระศักดิ์ น้อยก่ำ 33,616 คะแนน . ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ -65.73 บัตรเสียร้อยละ2.46-ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนร้อยละ2.73
นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ เกิดวันที่ 27 มิถุนายน 2508 การศึกษา ปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์บันฑิต (วศว. ) มหาวิทยาลัยขอนแก่น,ปริญญาโทศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาผู้นำทางสังคมธุรกิจและการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต อดีต ส.อบจ.เลย 1 สมัย และอดีตประธานสภา อบจ.เลย 2สมัยติดต่อกันตำแหน่ง นายก อบจ.จ.เลย ติดต่อกันอีก 2 สมัย รวมทั้งครั้งนี้( 7 ส.ค. 2554)ซึ่งได้โชว์สโลแกนหาเสียงจนได้รับชัยชนะ ”พบง่าย รู้งาน รู้ปัญหา รู้หน้าที่มีคุณธรรม” นโยบายการพัฒนาเมืองเลย โครงสร้างพื้นฐาน ถนนการเกษตรถนนสายหลัก ทีได้มาตรฐาน การพัฒนาอาชีพ สินค้าโอท็อป แปรรูปสินค้าพัฒนาการศึกษา พัฒนา ร.ร.ในสังกัดอบจ.เป็นโรงเรียนในฝัน,เนียนได้ทุกทิศทั่วไทย เรียนได้ทั่วโลกกับ อบจ.เลย ,ด้านการท่องเที่ยวก็มีนโยบายพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวใหม่ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจารีตประเพณีและธรรมชาติ ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมจะปลุกป่าทดแทนเพิ่มป่าสีเขียว บริหารจัดการลุ่มน้ำเลย ตลอดจนด้านบรรเทาสาธารณภัยเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และจัดตั้งศูนย์แพทย์ฉุกเฉิน หน่วยกู้ชีพทุกอำเภอนโยบายทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อได้รับการเลือกตั้ง

ศรีสะเกษ
นายวิชิต ไตรสรณกุล
ฐานเสียงของตระกูลไตรสรณกุล,เครือรัตน์,อินฉัตร,อังคกุลเกียรติ,วิริยะโรจน์และแซ่จึง
มีอยู่ 2 ค่ายใหญ่คือ “กลุ่มคนท้องถิ่น” นำโดยแชมป์เก่าอย่างนายวิชิต ไตรสรณกุล เบอร์ 8 ส่วนผู้ท้าชิงคือ “กลุ่มรักศรีสะเกษ ”โดยมีนางสุนีย์ อินฉัตร เบอร์ 4 ที่มีดีกรีเป็นถึงอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ
นายวิชิต ไตรสรณกูล วัย 49 ปี เป็นคนศรีสะเกษโดยกำเนิด จบ ป.ตรี บริหารธุรกิจ วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ย่างเข้าสู่ถนนการเมืองท้องถิ่นครั้งแรกด้วยตำแหน่ง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ 2 สมัยซ้อนคือ ปี 2533 – 38 และสมัยที่ 2ปี 2538 – 42 ต่อมาได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.เมื่อปี 2543 -47 และได้ดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2547 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
การลงชิงชัยครั้งนี้ได้ชูประเด็นความเป็นท้องถิ่นนิยมภายใต้ชื่อ”กลุ่มคนท้องถิ่น”โดยได้วางทีมบริหารชุดเดิมเมื่อสมัยที่แล้วไว้ทั้งหมดประกอบนายมานะพันธ์ อังคสกุลเกียรติ น้องชายนายฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรตินายกเล็กเมืองศรีสะเกษพ่อของนายสิริพงษ์ อังคกุลเกียรติ สส.เขต 1 พรรค พปช. คนที่ 2 คือวิเชียร ถิระเลิศพานิชย์ และนายอภิศักดิ์ แซ่จึง หลานนายปวีณ แซ่จึง สส.เขต 1 พรรค พปช. จึงถือว่าเป็นการรวบรวมฐานคะแนนเดิมที่เคยดำรงตำแหน่งนายก อบจ.มาอย่างยาวนานและต่อเนื่องบวกกับฐานคะแนน ส.ส.ที่สอบผ่านเมื่อสมัยที่ผ่านมา
การเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งนี้ทีมคนท้องถิ่นได้เน้นการหาเสียงภายใต้สโลแกน “คนท้องถิ่นโดยกำเนิด รักบ้านเกิดด้วยความจริงใจ” และ “ศรีสะเกษจะก้าวหน้า ชาวประชาจะก้าวไกล เราควรภาคภูมิใจที่เลือกใช้คนท้องถิ่น” จึงถือว่าเป็นการหาเสียงที่เน้นการชูประเด็นท้องถิ่นนิยมแข่งกับคู่ชิงที่มาจากต่างถิ่นอย่างชัดเจน
ส่วนตัวเต่งอีกฝ่ายคือนางสุนีย์ อินฉัตร วัย 66 ปี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษจบ ป.ตรีศิลปศาสตรบัณฑิต(รัฐศาสตร์) ม.รามคำแหง พื้นเพเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์จากนั้นได้แต่งงานและย้ายถิ่นฐานไปประกอบ ธุรกิจส่วนตัวที่จังหวัดชลบุรีและประสบผลสำเร็จบนเส้นทางสายธุรกิจจึงได้ เดินสายทำบุญตามวัดต่าง ๆทั่วประเทศ กระทั่งปี 2533 ได้เดินทางมาทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษเกิดหลงเสน่ห์แดนลำดวน เข้าจึงได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่อ.ปรางค์กู่ เมื่อปี 2537 และได้ตั้งมูลนิธิสุนีย์ อินฉัตร ช่วยเหลือเด็กยากจนและได้ก่อตั้งกลุ่มสตรี ส่งเสริมอาชีพต่าง ๆให้กับกลุ่มแม่บ้าน และเมื่อปี 2538 ได้ให้การสนับสนุนนายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ลงสมัคร ส.ส.และได้รับเลือกเป็น ส.ส.พรรคชาติพัฒนา จากนั้นเดินสายทำบุญตามวัดและงนการกุศลต่างๆจนเป็นที่รู้จักทั่วไปของคนศรีสะเกษภายในเวลาไม่นาน
การลงชิงชัยครั้งนี้ได้ชูสโลแกน “ ศรีสะเกษจะรุ่งเรือง ถ้าคนทั้งเมืองกล้าเปลี่ยนแปลง ” โดยได้ระดมทีมงานซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นอดีตส.ส.จังหวัดศรีสะเกษเช่น นายสวัสดิ์ สืบสายพรหม อดีต ส.ส.พรรคความหวังใหม่และอดีต รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,นายดนัยฤทธิ์ วัชราภรณ์ , นายอมรเทพ สมหมาย , นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ , นายพิทยา บุญเฉลียว , นายวีระศักดิ์ ตั้งกูลผลผลิต ซึ่ง ล้วนแต่เป็นอดีต ส.ส.ที่ต่างมีฐานคะแนนอยู่ในมือคนละไม่น้อยจึงคิดว่าจะเป็นไม้ตายที่จะสร้าง ความหนักใจให้คู่ต่อสู้แชมป์เก่าได้ไม่น้อยทีเดียว.
ผลคะแนนเลือกตั้งสมาชิก อบจ. นับคะแนนเสร็จสิ้นแล้วทุกอำเภอ โดยทีมคนท้องถิ่นของนายวิชิต ไตรสรณกุล สามารถเข้ามาได้ 31 เขต จาก 36 เขตเลือกตั้ง ส่วนคะแนน เลือกตั้งนายก อบจ.ศรีสะเกษ อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งนับไปแล้ว 21อำเภอ ปรากฏว่านายวิชิต ได้ 228,691 คะแนน ตามมาด้วยนางสุนีย์ อินฉัตร 186,758 คะแนน แต่ต้องรอผลคะแนนของ อ.กันทรลักษ์ อีก 291 หน่วย ที่มีผู้มีสิทธิ์ทั้งสิ้น 140,621 คน

สกลนคร
นายชัยมงคล ไชยรบ
ฐานเสียงของตระกูลไชยรบและพรหมภักดี
นับเป็นการลงชิงชัยของ 3 กลุ่มการเมืองใหญ่ใน จ.สกลนคร ซึ่งล้วนแต่มีฐานเสียงทางการเมืองระดับชาติสนับสนุนอย่างแน่นหนาด้วยกันทั้ง สิ้น
เริ่มจาก ชัยมงคล ไชยรบ อดีตนายก อบจ. 1 สมัยเมื่อปี 2547 และอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน หวนคืนสนามเดิมอีกครั้ง ในนาม "กลุ่มก้าวใหม่ ไทสกล" โดยชูนโยบาย "นำในสิ่งที่ดีกว่า...กล้าเปลี่ยนให้ดีขึ้น"
ชัยมงคล มีขุมกำลังสนับสนุนเป็น ส.ส.จากพรรคพลังประชาชนหลายคน เช่น พงษ์ศักดิ์ บุญศล หรือ เกษม อุประ ทั้งยังมีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ของอดีตพรรคไทยรักไทย อย่าง เอกพร รักความสุข คอยผลักดันอีกทางหนึ่ง
ส่วนฐานการเมืองท้องถิ่นก็แน่นปึ้กไม่เบา เพราะได้แรงเชียร์จาก โกมุท ฑีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองสกลนคร และยังได้กลุ่ม ส.อบจ.สกลนคร ชุดปัจจุบันอีก 10 คน ร่วมผนึกกำลังด้วย
ขณะที่ทีมผู้บริหารก็ล้วน แต่ชื่อชั้นเก๋าเกมทั้งสิ้น ไล่มาตั้งแต่ อภิชาต ตีรสวัสดิชัย อดีต ส.ส. 5 สมัย เป็นที่ปรึกษา ดำเกิง วงศ์กาฬสินธุ์ อดีต ส.ว.ที่ถูกปฏิวัติ เป็นรองนายก สิทธิรัตน์ รัตนวิจารณ์ อดีต ส.ส. เป็นรองนายก เป็นต้น
ด้านเฉลิมชัย อุฬารกุล อดีต ส.ส. 4 สมัย ซึ่งสวมเสื้อพรรคเพื่อแผ่นดินลงสมัครครั้งล่าสุด แต่ก็ต้องอกหัก เพราะกระแสพลังประชาชน จึงเบนเข็มสู่เวทีการเมืองสนามเล็กแทน โดยชูสโลแกน “สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้”
เฉลิมชัย มี วิญญู อุฬารกุล อดีต ส.ว. 1 สมัย น้องชายแท้ๆ คอยผลักดันร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น และกลุ่ม ส.อบจ.อีก 9 คน ที่ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงอย่างแข็งขัน
ด้วยชื่อชั้นที่ผ่านการเป็น ส.ส.มาถึง 4 สมัย ชื่อจึงคุ้นหูคุ้นตาชาวบ้านเป็นอย่างดี แม้กำลังภายในจะด้อยกว่ารายแรกอยู่บ้าง แต่ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน
ปิดท้ายที่ วีระศักดิ์ พรหมภักดี อดีตนายก อบจ.คนล่าสุด ซึ่งตั้งเป้าจะขอกลับเข้าไปสานงานต่ออีก 1 สมัย โดยมีแรงสนับสนุนจาก สาคร พรหมภักดี พี่ชายที่เป็นหนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ของอดีตพรรคไทยรักไทย
นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากกลุ่ม ส.อบจ.ชุดปัจจุบันอีก 16 คน ซึ่งนับว่าเป็นฐานเสียง และมือไม้ที่สำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องจับตาดูว่า เจ้าของสโลแกน “พูดนิ่ม ยิ้มหวาน บริการดี มีผลงาน” จะชนะใจชาวสกลนครเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันหรือไม่
เมื่อพิจารณาจาก ชื่อชั้นของแต่ละคน ประกอบกับกำลังภายนอกภายในที่หนุนหลังอยู่ จึงเชื่อได้ว่า ศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.สกลนครครั้งนี้จะดุเดือดเลือดพล่าน สาดใส่กันทั้งกระแส และกระสุนอย่างหนักหน่วงแน่นอน
แว่วว่า แค่ปี่กลองเริ่มประโคม...กระสุนก็สะพัดทั่วเมืองสกลนครเป็นหลักร้อยล้านแล้ว !!
เซียนประจำสภากาแฟเมืองสกลมองว่า วีระศักดิ์ ยังมีภาษีดีที่สุด ตามติดมาด้วย ชัยมงคล และพ่วงท้ายด้วย เฉลิมชัย
ผลการเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา โดยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า ผู้สมัครหมายเลข 1 นายชัยมงคล ไชยรบ ได้ 170,778 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครหมายเลข 2 นายเฉลิมชัย อุฬารกุล ได้ 13,477 คะแนน และผู้สมัครหมายเลข 3 นายวีระศักดิ์ พรหมภักดี ซึ่งเป็นอดีตนายก อบจ.สกลนคร ได้เพียง 162,982 คะแนน ดังนั้น นายชัยมงคล ซึ่งมีคะแนนเป็นอันดับ 1 จึงเป็นว่าที่ นายก อบจ.สกลนคร คนใหม่ โดยมียอดผู้มาใช้สิทธิไม่ถึงครึ่ง คือ ร้อยละ 48.22 เท่านั้น

สุรินทร์
นายธงชัย มุ่งเจริญพร
ฐานเสียงของตระกูลมุ่งเจริญพร,ร่วมพัฒนา,เตียวเจริญโสภา,รุ่งธนเกียรติ และเจริญพันธุ์
ผลการเลือกตั้ง นายก อบจ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2551 (ไม่เป็นทางการ)
เบอร์ 1 นายธงชัย มุ่งเจริญพร 238,639 คะแนน
เบอร์ 2 นายศุภรักษ์ ควรหา 158,646 คะแนน
เบอร์ 3 นายบุญติด สุรประพจน์ 23,338 คะแนน

ผลการเลือกตั้ง ส.อบจ.สุรินทร์(ไม่เป็นทางการ)เฉพาะผู้ได้คะแนนสูงสุด
อ.เมืองสุรินทร์
เขต 1 นายพิชิต สายแสงจันทร์ 4,464 คะแนน
เขต 2 นายชิตพงศ์ บุญประถัมภ์ 5,960 คะแนน
เขต 3 นายทวีสุข เหลืองสกุลไทย 7,577 คะแนน
เขต 4 นางมยุรา เขียวหวาน 6,768 คะแนน
เขต 5 นายประยุทธ เขียวหวาน 5,665 คะแนน
เขต 6 นางธัญพร มุ่งเจริญพร 9,475 คะแนน
เขต 7 นางสาวพัทธนันท์ อมรกาญจนวัฒน์ 7,625 คะแนน
อ.ปราสาท
เขต 1 นายพิเชษฐ์ สุทธิศิริวัฒนะ 8,193 คะแนน
เขต 2 นายเรืองศักดิ์ กมลเดช 6,000 คะแนน
เขต 3 นายวีรวัฒน์ ศรีศรยุทธ 5,976 คะแนน
เขต 4 น.ส.พรนภา ธีระวงศ์ไพศาล 4,739 คะแนน
อ.ศีขรภูมิ
เขต 1 นายอาดัม ประธาน 7,553 คะแนน
เขต 2 นายภุชงค์ สุภัควรางกูร 7,153 คะแนน
เขต 3 น.ส.ฟารียา ประธาน 7,808 คะแนน
เขต 4 น.ส.ชไมพร ประธาน 7,560 คะแนน
อ.สังขะ
เขต 1 น.ส.วราลักษณ์ แซ่ตัง 7,297 คะแนน
เขต 2 นางศรินรัตน์ เตียวเจริญโสภา 6,300 คะแนน
เขต 3 นายณรงค์ ซ่อนกลิ่น 8,877 คะแนน
อ.ท่าตูม
เขต 1 นางสุรีย์ ธัมมาตร 8,794 คะแนน
เขต 2 นายศริศักดิ์ ร่วมพัฒนา 10,761 คะแนน
อ.กาบเชิง
เขต 1 นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ 4,717 คะแนน
เขต 2 นายโรจนชัย มหรรทัศนพงฐ์ 4,562 คะแนน
อ.ชุมพลบุรี
เขต 1 น.ส.มนัสนันท์ ชัยกิจยิ่งเจริญ 8,915 คะแนน
เขต 2 นายสุขี ลุนนู 8,874 คะแนน
อ.รัตนบุรี
เขต 1 นายสุระเด่น กำลังหาญ 9,022 คะแนน
เขต 2 นายพิทยะ สังข์โสม 7,728 คะแนน
อ.จอมพระ
เขต 1 นายสุรชัย เตียวเจริญโสภา 4,061 คะแนน
เขต 2 นายทัน จินดาศรี 5,784 คะแนน
อ.บัวเชด นายคมศักดิ์ แซ่เตียว 7,400 คะแนน
อ.ลำดวน นายสุชาโต ประดับสุข 6,601 คะแนน
อ.โนนนารายณ์ นายทองเจริญ ตุ่นทอง 3,747 คะแนน
อ.ศรีณรงค์ น.ส.ธนิสร มหรรทัศนพงศ์ 9,486 คะแนน
อ.สนม นายนิรันดร์ เจริญพันธ์ 7,766 คะแนน
อ.สำโรงทาบ นายฤทธิชัย สุรพงษ์พิวัฒนะ 9,414 คะแนน
อ.เขวาสินรินทร์ ดาบตำรวจ รังสี คงดี 6,768 คะแนน
อ.พนมดงรัก นายตั้งจดิษฐ์ สภารัตน์ 6,244 คะแนน

หนองคาย
นายยุทธนา ศรีตะบุตร
ฐานเสียงของตระกูลศรีตะบุตร ,สุนทรชัย ,นิกรเทศ ,จันทาทองและอินทร์รอด
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า นายยุทธนา ศรีตะบุตร อดีต นายก อบจ.หนองคาย สมัยที่แล้ว ลูกชาย นายพิทักษ์ อดีต ส.ส.หนองคาย 5 สมัย เป็นอดีต ส.ว. 1 สมัย ผู้สมัครหมายเลข 2 หัวหน้ากลุ่มรักหนองคาย ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน 184,918 คะแนน ได้เป็นนายก อบจ.หนองคายต่ออีก 1 สมัย ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างนางดวงใจ สุนทรชัย ผู้สมัครหมายเลข 1 หัวหน้ากลุ่มพลังประชาชนหนองคาย ภรรยาของว่าที่ร้อยตรีพงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคายเขต 1 ที่ได้คะแนน 78,101 คะแนน ตามมาด้วยนายบุญนำ นิกรเทศ ผู้สมัครหมายเลข 4 ได้คะแนน 19,574 คะแนน นางสิริรัฐ ชูกลิ่น ผู้สมัครหมายเลข 5 ได้คะแนน 16,638 คะแนน และ นายสุเมธ พรมพันธ์ห่าว ผู้สมัครหมายเลข 3 ได้คะแนน 15,723 คะแนน
ส่วน ส.อบจ.ใน 30 เขต ปรากฏว่า ผู้สมัครจากกลุ่มรักหนองคาย ลูกทีมของนายยุทธนา ศรีตะบุตร คว้าชัยชนะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ.หนองคาย ครบทุกทั้ง 30 คนในทุกเขต.

หนองบัวลำภู
นายศราวุธ สันตินันตรักษ์
ฐานเสียงของตระกูลสันตินันตรักษ์และหัตถสงเคราะห์
การเลือกตั้งในวันที่ 28 กันยายน 2551 แน่นอน...สภากาแฟในจังหวัดต่างจับกลุ่ม วิเคราะห์กันว่าใครจะเข้าไปนั่งบริหารในสภา อบจ. หนองบัวลำภู เพราะคู่แข่งขันนั้นมีฐานเสียงไม่ธรรมดาเลย
เริ่มด้วยผู้สมัครหมายเลข 1 นายแพทย์ศราวุธ สันตินันตรักษ์ แพทยศาสตรบัณฑิต นิติศาสตรบัณฑิต และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู สมัยที่ผ่านมา ลงสนามการเลือกตั้งในนาม “กลุ่มรักษ์หนองบัว” โดยชูสโลแกนที่ว่า “จังหวัดหนองบัวลำภู ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” พร้อมนโยบาย 3 ด้าน 8 แนวทาง มีฐานเสียงของ ส.อบจ. ที่มีอยู่ในทุกพื้นที่ รวมถึงผลงานที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลาร่วม 4 ปี ที่ประชาชนในระดับรากหญ้ารู้จักดี และเป็น “หมอ” ผู้เสียสละคนหนึ่ง
สำหรับหมายเลข 2 นายเทียนชัย ศรีกาญจนา พื้นฐานการศึกษาปริญญาตรี และกำลังศึกษาต่อปริญญาโทที่นิด้า เป็นอดีต ส.อบจ. 4 สมัย และล่าสุดอดีตประธานสภา อบจ. ที่สวมเสื้อ “กลุ่มพลังประชาชน” ลงสมัครเป็นนายก อบจ. โดยชูวิสัย ทัศน์ว่า “ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมประสานนโยบายสู่ การพัฒนาท้องถิ่น” สำหรับ นายเทียนชัย ถือว่าเป็นผู้สมัครนายก อบจ. ที่มีความรู้ความสามารถอีกคนหนึ่งชนิดที่ว่าเป็นคนที่ “พบง่าย เข้าถึง พึ่งได้” นั่นคือ มโนปณิธานของ นายเทียนชัย ผู้เสนอตัวเพื่อขออาสาเป็นนายก อบจ. หนองบัวลำภู มาครั้งนี้คะแนนจึงสูสีอย่างมาก
ขณะที่ผู้สมัครนายก อบจ. หมายเลข 3 นายจักรพงษ์ สันตินันตรักษ์ ซึ่งเป็นพี่ชายร่วมสายโลหิต นพ.ศราวุธ เป็นอดีตบอร์ด อบจ.หนองบัว ลำภู ซึ่งเป็นที่คาดการณ์ของสภากาแฟว่า ในการลงสมัครของ นายจักรพงษ์ ครั้งนี้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง เพราะขนาดการเมืองสนามระดับประเทศยังมีเปลี่ยนแปลงกันได้เลย แล้วการเมืองท้องถิ่นจะมีอะไรแน่นอน
ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.หนองบัวลำภู ที่หย่อนบัตรกันไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา ผลการนับคะแนนปรากฏว่า นพ.ศราวุธ สันตินันตรักษ์ ซึ่งเป็นอดีตนายกสมัยล่าสุดได้รับการเลือกตั้งเป็น นายก อบจ.หนองบัวลำภู โดยได้ 90,348 คะแนน เอาชนะนายเทียนชัย ศรีกาญจนา ที่ได้ 57,159 คะแนน และนายจักรพงษ์ สันตินันตรักษ์ ที่ได้ 1,010 คะแนน

อำนาจเจริญ
นพ.ชัยพร ทองประเสริฐ
ฐานเสียงของตระกูลเงินหมื่น
ผลคะแนน
1.นพ.ชัยพร ทองประเสริฐ 65,721 อดีตนายก อบจ.คนเก่าเป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
2.นายศักดิ์ชัย ตั้งตระกูลวงศ์ 56,593 อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ
3.นายอนันต์ จันทร์เหล่อ 19,775 อดีต ส.อบจ.อำนาจเจริญ 2 สมัย และเป็นอดีตประธานสภา อบจ.อำนาจเจริญ

อุดรธานี
นายหาญชัย ทีฆธนานนท์
ฐานเสียงของตระกูลสนิทวงศ์ชัย ,ไชยสาส์น และพรรคเพื่อไทย
การเลือกตั้งกันในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2551 ดูจะเข้มข้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ด้วยเหตุที่ว่ามีคนมีชื่อเสียงของจังหวัดหลายคนต่างจับจ้องจะขอนั่งเก้าอี้ ผู้บริหาร “อบจ.” ตัวนี้ให้ได้
โดยเริ่มจาก นายเฉลิมพล สนิทวงศ์ชัย อดีตนายก อบจ.สมัยที่ผ่านมา อดีตเคยเป็น ส.ส.อุดรธานี มาแล้วหลายสมัย และยังเคยนั่งตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาแล้ว นายเฉลิมพล ยังคงมีฐานเสียงอยู่ในกำมือมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาองค์การ บริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี หรือ ส.อบจ. และจากชาวบ้านรอบนอก
แต่ไม่ใช่ว่าคู่แข่งคนอื่นจะสู้ไม่ได้ เพราะชื่อชั้นและความเป็นนักธุรกิจชื่อดัง หรือคนหนุ่มไฟแรงอย่างเช่น นายหาญชัย ฑีฆธนานนท์ อดีต นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี 2 สมัย ผู้ที่เคยฝากผลงานในการบริหารเทศบาลนครอุดรธานีในหลาย ๆโครงการ จนสร้างชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วประเทศมาแล้ว คราวนี้ผันตัวเองมาสู้ศึกในสนามที่ใหญ่กว่า โดยมี อดีต ส.อบจ.หลายคนมาร่วมทีมด้วย นอกจากนั้นยังมีกระแสข่าวการสนับสนุนจาก นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ จากพรรคพลังประชาชน ที่เคยประกาศว่า ส.ส.อุดรธานี ของพรรคทั้ง 9 คนจะให้การสนับสนุน นายหาญชัย ในการเลือกตั้ง นายก อบจ.ครั้งนี้ด้วย ทำให้มองดูแล้วการเลือกตั้งนายก อบจ.ในครั้งนี้ เป็นศึกหนักที่เรียกได้ว่าจะเป็นศึก “ช้างชนช้าง” ก็ว่าได้
โดย นายหาญชัย มีนโยบายในการพัฒนาจังหวัดอยู่ 8 ข้อ คือ 1. สร้างโอกาสการศึกษา, กีฬาให้ก้าวหน้าและทัดเทียม 2. ร่วมคิด ร่วมทำนำชีวิตสู่เศรษฐกิจพอเพียง 3. พัฒนาแหล่งน้ำทุกชุมชน แก้จนทุกครัวเรือน 4. ถนนดีถ้วนทั่ว ทุกครอบครัวก้าวไกล 5. สวัสดิการชุมชน ที่ทุกคนเข้าถึง และเป็นธรรม 6. สังคมปลอดภัย ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนน่าอยู่ 7. ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมประสาน นโยบายสู่การพัฒนา และ 8. เพิ่มผลผลิต พิชิตน้ำมันแพง
กระแสข่าวการต่อสู้สนาม อบจ.อุดรธานี ในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนจะมีการต่อสู้กันอยู่แค่ 2 คนเท่านั้นเอง แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมาประเทศไทย ก็มีข่าวและป้ายหาเสียงของ นายเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์ อดีต ส.ส.อุดรธานี หลายสมัย ติดอยู่ไปทั่วจังหวัด โดยระบุว่าได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชาชน ทำให้ชาวบ้านงงและสับสนอยู่ว่า ใครคือบุคคลที่พรรคพลังประชาชนให้การสนับสนุนอย่างแท้จริงในศึกเลือกตั้ง นายก อบจ.ครั้งนี้
ทั้งนี้ นายเกียรติชัย ได้กล่าวว่า ที่ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี เพราะที่ผ่านมาเคยรับตำแหน่งสำคัญมาแล้วหลายตำแหน่ง แต่ยังไม่เคยได้เป็นนายกเลย จึงตัดสินใจว่า เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ก็อยากจะขอมาลองเป็นนายก อบจ.ดูสักครั้งหนึ่ง โดยมีนโยบายอยู่ 4 ข้อคือ 1. ปรับปรุง ก่อสร้าง ราดยางถนน อบจ. ทุกสายไร้หลุมบ่อ 2. ขุดบ่อ ก่อสร้างฝาย ห้วยหนองครบทุกหมู่บ้าน 3. ส่งเสริมการศึกษา ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม และ 4. พัฒนา และส่งเสริมอาชีพ ตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง
ไม่รู้ว่า “ใครจะเป็นหมู่เป็นจ่า” เพราะศึกครั้งนี้แต่ละคนบอกว่าได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองชื่อดัง แต่ที่แน่ ๆ ที่น่าเชื่อได้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงของ ส.ส.อุดรธานี ทั้ง 9 คน ที่ได้ประกาศเอาไว้แล้วว่าจะช่วยเหลือคือ นายหาญชัย เพราะต้องการสนับสนุนคนหนุ่มไฟแรงและมีวิสัยทัศน์ในการบริหารงานกว้างไกล ก้าวไกลที่ไวกว่า เมื่อพิจารณาดูจากรูปการณ์แล้วศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.ครั้งนี้ แชมป์จะรักษาเก้าอี้ตัวเดิมไว้ได้หรือไม่ หรือจะเป็นคนหนุ่มไฟแรงสามารถคว้าชัยชนะมานั่งเก้าอี้ตัวนี้แทน หรืออาจเป็นไปได้ว่า เก้าอี้ตัวนี้อาจจะตกไปอยู่กับอดีต ส.ส.รุ่นเก๋า จึงเห็นได้ว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้หนักหนาสาหัสพอสมควร และเป็นศึก “ช้างชนช้าง” อย่างแท้จริง เพราะต่างฝ่ายต่างยอมกันไม่ได้ เรียกได้ว่า “แพ้ไม่ได้” นั่นเอง
สำหรับ จ.อุดรธานี มีเขตการปกครองทั้งหมด 20 อำเภอ 155 ตำบล 1,810 หมู่บ้าน ประชากร 1,516,839 คน เป็นชาย 759,238 คน หญิง 757,601 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,118,841 คน เป็นชาย 554,270 คน หญิง 564,571 คน
ผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน จ.อุดรธานี หรือ อบจ.และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วน จ.อุดรธานี หรือ ส.อบจ.เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่านายหาญชัย ฑีฆธนานนท์ อดีตนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี ผู้สมัครหมายเลข 2 จากกลุ่มพลังประชาชนอุดรธานี มีคะแนนนำมาเป็นอันดับที่ 1 ด้วยคะแนน 252,572 คะแนน อันดับ 2 นายเฉลิมพล สนิทวงศ์ชัย อดีตนายก อบจ.อุดรธานี ผู้สมัครหมายเลข 3 จากกลุ่มรักเมืองอุดร มี 102,067 คะแนน และอันดับ 3 นายเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย มี 90,406 คะแนน ส่วนผลการนับคะแนนสมาชิกสภา อบจ.อุดรธานี 42 เขต ปรากฏว่า กลุ่มพลังประชาชนอุดรธานี ของนายหาญชัย ได้รับเลือกเข้ามารวม 23 ที่นั่ง กลุ่มรักเมืองอุดร ของนายเฉลิมพล ได้รับเลือกตั้งเข้ามา 5 ที่นั่ง กลุ่มนายเกียรติชัย ได้รับเลือกเข้ามา 6 ที่นั่ง และผู้สมัครอิสระได้รับเลือก 7 ที่นั่ง เหลืออีก 1 ที่นั่งคือเขต 10 อ.เมือง ยังมีปัญหากันอยู่เนื่องจากหีบบัตรถูกเปิดออกก่อนส่งกรรมการ จึงมีการนำหีบบีตรดังกล่าวไปเก็บรักษาไว้ที่ห้องขัง สภ.อุดรธานี
สำหรับนายหาญชัย ฑีฆธนานนท์ เป็นเจ้าของโรงแรมเจริญศรีแกรนด์ อดีตนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี การย้ายสนามการเมืองลงเลือกตั้งนายกอบจ.ครั้งนี้มีกลุ่มส.ส.พรรคพลังประชาชน ให้การสนับสนุน

อุบลราชธานี
นายพรชัย โควสุรัตน์
ฐานเสียงของตระกูลโควสุรัตน์ ,กัลป์ตินันท์ ,นามบุตร ,โภคกุลกานนท์ และจินตะเวช
สำหรับนายกานต์ได้รับการสนับสนุนจากลุ่ม ส.ส.ทั้งในซีกพรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทย โดยตามจุดที่นายกานต์ตระเวนปราศรัยจะมีกลุ่ม ส.ส.ของพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรคมากล่าวแนะนำและขอให้ผู้มีสิทธิช่วยลงคะแนนเลือกนายกานต์ เพื่อสู้กับนายพรชัย โควสุรัตน์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมัยที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากพรรคเพื่อแผ่นดิน
โดยการปราศรัยนายกานต์ได้หยิบเอาผลงานที่ได้ทำไว้สมัยเป็นนายกองค์การบริหารส่วน จังหวัดทั้งเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรรม การส่งเสริมอาชีพกลุ่มสตรีแม่บ้าน การสนับสนุนการเล่นกีฬาอาชีพและกีฬาสมัครเล่น การช่วยเหลือผู้สูงอายุให้มีรายได้ และการจัดโครงการ อบจ.เคลื่อนที่ให้บริการครบวงจรแก่ประชาชนที่อยู่ตามท้องถิ่นชนบท
ส่วนนายพรชัยได้พูดถึงการส่งเสริมปลูกมันสำปะหลังและปลูกปาล์มเป็นอาชีพเสริม การกระจายรถไถนาไปตามชุมชน การให้รถสนับสนุนช่วยเหลือนำคนเจ็บป่วยไปโรงพยาบาล และการสนับสนุนโรงเรียนตามชนบท
ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.อุบลราชธานี ปรากฏว่า นายพรชัย โควสุรัตน์ อดีตนายก อบจ. หัวหน้ากลุ่มคุณธรรม ได้คะแนนสูงสุด 413,353 คะแนน เอาชนะนายกานต์ กัลป์ตินันท์ หัวหน้ากลุ่มพลังประชาชนอุบลฯ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด 2 สมัย น้องชายนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ซึ่งนายกานต์ได้ 260,872 คะแนน ส่วนผลการเลือกตั้ง ส.อบจ. 42 เขต ปรากฏว่า ลูกทีมกลุ่มคุณธรรมได้รับเลือกตั้ง 23 คน ส่วนลูกทีมกลุ่มพลังประชาชนอุบลฯได้รับเลือกตั้ง 19 คน

ผลคะแนนเมื่อสมัยที่แล้ว
http://www.kanchanaburi.com/kannews/00599.html




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2551    
Last Update : 15 สิงหาคม 2554 15:39:53 น.  

1  2  3  
ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.