ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

กานดา นาคน้อย: เศรษฐศาสตร์สามัญสำนึก 55 ปีทุนกองทัพไทย

กานดา นาคน้อย

23 มีนาคม และ 25 เมษายน 2555

ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สื่อมวลชนบางสังกัดและนักวิชาการบางกลุ่มร่วมกันสร้างวาทกรรม “ทุนสามานย์” เพื่อโจมตีกลุ่มทุนในธุรกิจโทรคมนาคมของอดีตนายกทักษิณฯ ว่าเป็นกลุ่มทุนผูกขาดที่ชั่วช้าสามานย์ราวปิศาจ วาทกรรมนี้ พยายามสร้างความชอบธรรมให้รัฐประหาร ทั้งๆที่จริงแล้วกองทัพไทยคือกลุ่มทุนที่ผูกขาดหลายกิจการมา 55 ปี ถ้าเรานิยาม “ทุนสามานย์” ว่าเป็นทุนผูกขาดก็แปลว่ากองทัพไทยเป็นทุนสามานย์มานานกว่าครึ่งศตวรรษ ดังนั้นถ้าเปรียบทุนสามานย์ว่าเป็นปิศาจ ก็แปลว่าสื่อมวลชนและนักวิชาการที่สนับสนุนรัฐประหารชื่นชอบปิศาจหน้าเก่าที่สิงประเทศมา 55 ปีมากกว่าปิศาจหน้าใหม่ที่สิงประเทศมาไม่ถึง 6 ปี

ทุนกองทัพไทยคือเอกลักษณ์ของทุนนิยมแบบไทยๆ

กองทัพบกภายใต้การนาของจอมพลสฤษดิ์ในตาแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเริ่มประกอบธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศตั้งแต่ปีพศ. 2500 กล่าวคือ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจถ่ายทอดรายการทางโทรทัศน์ ธุรกิจกระจายเสียงทางวิทยุ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการพนัน ส่วนกองทัพอากาศเริ่มธุรกิจการบินพาณิชย์ระหว่างประเทศตั้งแต่ปีพศ. 2502

การขยายกิจการของกองทัพเข้าสู่ธุรกิจเหล่านี้ทำให้เกิดการสะสมทุน (Capital accumulation) ภายในกองทัพมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปีพศ. 2500 กองทัพมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหมือนกลุ่มทุนอื่นๆในไทย ทำให้การป้องกันประเทศกลายเป็นกิจกรรมรองของกองทัพ กิจกรรมหลักของกองทัพคือการทำธุรกิจและทารัฐประหารเพื่อผลประโยชน์จากธุรกิจ ความเป็นกลุ่มทุนของกองทัพไทยคือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ทำให้ไทยมีรัฐประหารบ่อยจนติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และทำให้ศักยภาพของอุตสาหกรรมอาวุธไทยต่ำมาก ไทยไม่มีวันกลายเป็นทุนนิยมสากลตราบใดที่ธุรกิจของกองทัพไม่โดนแปรรูปให้เป็นเอกชน การแปรรูปธุรกิจของกองทัพสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้วยซ้ำ

กองทัพสหรัฐฯไม่ใช่ต้นแบบโมเดลของทุนกองทัพไทย

แม้ว่ากองทัพไทยได้รับความช่วยเหลือทางการทหารจากกองทัพสหรัฐฯตั้งแต่สงครามเกาหลีในปี 2493 กองทัพสหรัฐฯไม่ใช่ต้นแบบความเป็นกลุ่มทุนเพราะกองทัพสหรัฐฯไม่ใช่กลุ่มทุน กองทัพสหรัฐฯเกี่ยวข้องกับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆผ่านสัมปทานและการจัดซื้อเหมือนกองทัพในประเทศทุนนิยมสากลอื่นๆเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาวุธ โทรคมนาคม หรือขนส่ง กองทัพในประเทศทุนนิยมสากลไม่ถือหุ้นธนาคารและไม่บริหารธนาคาร ไม่ถือหุ้นและไม่บริหารสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ไม่บริหารสายการบินพาณิชย์หรือสนามบินพาณิชย์ ไม่บริหารบ่อนพนัน และไม่บริหารอสังหาริมทรัพย์ในเชิงพาณิชย์

แม้ว่าค่ายทหารในสหรัฐฯบางแห่งมีบริการสันทนาการและสนามกอล์ฟ บริการสันทนาการในค่ายทหารสหรัฐฯ มีลักษณะเดียวกับบริการสันทนาการในป่าสงวนแห่งชาติ คือมีที่ดินให้ตั้งแคมป์กลางแจ้งพร้อมบริการห้องน้ำสาธารณะ หรือบริการบ้านพักเคบินที่เรียบง่าย ค่ายทหารสหรัฐฯไม่มีบริการบ้านพักตากอากาศที่สะดวกสบายพร้อมห้องจัดเลี้ยงเหมือนโรงแรม นอกจากนี้ สหรัฐฯมีสนามกอล์ฟสาธารณะมากมาย มหาวิทยาลัยทั้งรัฐบาลและเอกชนที่สหรัฐฯจำนวนมากมีสนามกอล์ฟสาธารณะเช่นเดียวกัน ผู้เสียภาษีที่ไม่อยากจ่ายค่าใช้สนามกอล์ฟเอกชนที่ราคาแพงก็ใช้สนามกอล์ฟสาธารณะที่ราคาถูกกว่าได้ แต่ผู้เสียภาษีในไทยมีทางเลือกแค่สนามกอล์ฟเอกชนที่ราคาแพงและสนามกอล์ฟในค่ายทหารเท่านั้น

ดิฉันไม่มีเจตนาสนับสนุนให้ไทยหันมาสร้างสนามกอล์ฟสาธารณะมากมายแบบสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯมีพื้นที่ใหญ่กว่าไทยถึง 20 เท่า ประเด็นคือการแสวงหากำไรจากทรัพยากรที่ดิน กล่าวคือ กองทัพไทยแสวงหากำไรจากที่ดินมากกว่ากองทัพในประเทศทุนนิยมสากล ถ้าจะปฎิรูปกองทัพไทยให้หมดสภาพความเป็นกลุ่มทุนแบบกองทัพในประเทศทุนนิยมสากล ก็ต้องออกกฎหมายกำหนดให้กองทัพโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนคืนให้กรมที่ดินหรือกรมป่าไม้ รวมทั้งโอนกรรมสิทธิ๋ให้สนามกอล์ฟและสนามกีฬาทหารกลายเป็นสนามสาธารณะ

ธนาคารทหารไทยคือฐานเงินทุนของทุนกองทัพไทย

ธนาคารทหารไทยเริ่มดำเนินกิจการในปี 2500 แต่จดทะเบียนเป็นธนาคารในปี 2499 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่นักธุรกิจอเมริกันร่วมกันก่อตั้งหอการค้าอเมริกันในไทยเพื่อสนับสนุนให้บรรษัทข้ามชาติอเมริกันเข้ามาลงทุนในไทย ด้วยการผลักดันของจอมพลสฤษดิ์ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกธนาคารทหารไทยขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์จากแบงค์ชาติและกระทรวงการคลังด้วยเหตุผลว่ากองทัพต้องการมีธนาคารเพือทำธุรกรรมต่างๆของกองทัพรวมทั้งการชำระเงินในการซื้อขายอาวุธ

ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ใดๆ สามารถสร้างความชอบธรรมให้แก่การก่อตั้งธนาคารทหาร กองทัพในประเทศทุนนิยมสากลรวมทั้งสหรัฐฯ ไม่ถือหุ้นธนาคาร ไม่บริหารธนาคาร และใช้บริการธนาคารพาณิชย์ในการทำธุรกรรมรวมทั้งการซื้อขายอาวุธ สถาบันการเงินสำหรับทหารในประเทศทุนนิยมสากลจำกัดอยู่ในรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์เหมือนสถาบันการเงินของผู้เสียภาษีในวิชาชีพอื่นๆ แม้แต่องค์การระหว่างประเทศที่ผลักดันระบบทุนนิยมอย่างธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็จำกัดสถาบันการเงินเพื่อพนักงานให้อยู่ในรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์

สหกรณ์ออมทรัพย์ต่างจากธนาคารพาณิชย์อย่างไร? สหกรณ์ออมทรัพย์ระดมทุนด้วยเงินฝากจากสมาชิก(หรือผู้ถือหุ้น)และให้สินเชื่อบุคคลแก่ สมาชิก ส่วนธนาคารพาณิชย์ระดมทุนด้วยเงินฝากจากใครก็ได้เพื่อปล่อยสินเชื่อทั้งสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อธุรกิจ ความแตกต่างอีกด้านที่สำคัญคือขนาด ธนาคารพาณิชย์เปิดสาขาได้ทั่วประเทศ แต่สหกรณ์ออมทรัพย์ผูกติดกับองค์กรวิชาชีพในระดับท้องถิ่นจึงเปิดสาขาทั่วประเทศไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ความสามารถในการระดมทุนของธนาคารพาณิชย์สูงกว่าสหกรณ์ออมทรัพย์มาก การก่อตั้งธนาคารทหารไทยเป็นการสร้างฐานเงินทุนให้แก่กองทัพและธุรกิจส่วนตัวของทหาร

รัฐประหารและการผูกขาดธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไทย

ธนาคารทหารไทยเริ่มดำเนินกิจการในปีที่จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม ปีถัดไปจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารอีกครั้งและกลายเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลสฤษดิ์ได้ออกพรบ.การธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจไม่ให้ใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ในอนาคต ทำให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์โดนผูกขาดโดยกองทัพและครอบครัวไม่กี่ครอบครัว พรบ.ดังกล่าวเพิ่งได้รับการยกเลิกเมื่อปีพศ. 2551 นี้เอง [1] แม้พรบ.การธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 โดนยกเลิกแล้ว จานวนธนาคารพาณิชย์ไทยไม่เคยมากกว่า 20 ตัวเลขนี้ต่ำกว่าในต่างประเทศมาก

ยกตัวอย่างสหรัฐฯและญี่ปุ่น ประชากรสหรัฐฯคิดเป็น 5 เท่าของประชากรไทย แต่จำนวนธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯมากกว่า 6,000 [2] คือมากกว่า 300 เท่าของไทย ในบางทศวรรษจำนวนธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯมากกว่า 10,000 ด้วยซ้า ต่อให้หักลบความแตกต่างของขนาดพื้นที่สหรัฐฯซึ่งมีพื้นที่ 20 ของไทย จำนวนธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯก็ยังมากกว่าไทยถึง 280 เท่า ในกรณีญี่ปุ่น ประชากรญี่ปุ่นคิดเป็น 2 เท่าของประชากรไทย แต่จานวนธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นมากกว่า 120 [3] คือมากกว่า 6 เท่าของไทย นอกจากนี้พื้นที่ประเทศญี่ปุ่นก็เล็กกว่าไทยด้วย ที่สาคัญ ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯมีธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นที่แข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศ

การแปรรูปธนาคารทหารไทยหลังวิกฤตการเงินพศ. 2540

ปัจจุบันกองทัพลดสัดส่วนการถือหุ้นธนาคารทหารไทยเหลือเพียง 2.15% [4] แต่ก็ยังนับว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 6 การลดสัดส่วนถือหุ้นของกองทัพไม่ได้เกิดความตั้งใจของกองทัพ กองทัพไม่เคยต้องการเลิกเป็นเจ้าของหรือเลิกบริหารธนาคารทหารไทย [5]

สัดส่วนการถือหุ้นทีลดลงมาเป็นผลลัพธ์จากปัญหาหนี้เสียของธนาคารทหารไทย กระทรวงการคลังกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เพราะการอัดฉีดเงินเพื่ออุ้มธนาคารทหารไทยหลังวิกฤตการเงินพศ. 2540 นอกจากนี้ธนาคารทหารไทยจำเป็นต้องเพิ่มทุนด้วยการขายหุ้นให้นักลงทุนต่างชาติ ธนาคารทหารไทยได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษจาก Thai Military Bank เป็น TMB Bank เพื่อประชาสัมพันธ์ต่อนักลงทุนต่างชาติว่าไม่ใช่ “ธนาคารของทหาร” แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดก็ยังไม่ใช่เอกชนอยู่ดี ดังนั้นการแปรรูปธนาคารทหารไทยยังไม่แล้วเสร็จตราบใดที่กระทรวงการคลังยังไม่สามารถขายหุ้นให้เอกชน ที่สำคัญ ตราบใดที่ไม่มีกฎหมายห้ามกองทัพถือหุ้นธนาคารพาณิชย์และบังคับให้กองทัพขายหุ้นธนาคารทหารไทยให้เอกชนให้หมด กองทัพไทยก็จะคงสภาพความเป็นกลุ่มทุนและการป้องกันประเทศก็จะไม่มีวันเป็นกิจกรรมหลักของกองทัพไทย

ธุรกิจอื่นๆของกองทัพไทย

นอกจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จอมพลสฤษดิ์ได้วางรากฐานการสะสมทุนของกองทัพไว้หลายกิจการ อาทิ สถานีวิทยุและโทรทัศน์กองทัพบก ที่ดินสาธารณะถูกโอนกรรมสิทธิจากกรมป่าไม้ให้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ของกองทัพบกในยุครัฐบาลสฤษดิ์ เช่น ที่ดินริมทะเลกว่าพันไร่ในอ.สวนสน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กองทัพพัฒนาที่ดินบางส่วนให้เป็นสนามกอล์ฟและสนามกีฬากองทัพบก สนามกีฬากองทัพบกในบางจังหวัดได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการบ่อนพนันแข่งม้า ส่วนกองทัพอากาศก็ดำเนินธุรกิจการบินพาณิชย์ระหว่างประเทศตั้งแต่ยุครัฐบาลสฤษดิ์ กล่าวได้ว่าจอมพลสฤษดิ์คือ “บิดาของทุนกองทัพไทย”

ในตอนต่อไปดิฉันจะเขียนถึงธุรกิจเหล่านี้และบทบาทของ “บุตรหลานของทุนกองทัพไทย” ที่รับมรดกมาจากจอมพลสฤษดิ์

หมายเหตุ

  1. พรบ.ธุรกิจสถาบันการเงิน : http://www.bot.or.th/Thai/LawsAndRegulations/Pages/Law_3.aspx
  2. จำนวนธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ : http://research.stlouisfed.org/fred2/series/USNUM
  3. สมาชิกสมาคมธนาคารญี่ปุ่น: http://www.zenginkyo.or.jp/en/outline/list_of_members/
  4. โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ธนาคารทหารไทย จากัด (มหาชน) : http://www.tmbbank.com/ir/share-info/major-shareholders.php
  5. "ทำไม! กองทัพในแบงก์ทหารไทยไม่มีวันแยกจากไปเด็ดขาด" นิตยสารผู้จัดการ (กรกฎาคม 2535) : http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=6700

ต่อไปนี้จะว่าด้วยเรื่องของธุรกิจฟรีทีวีและธุรกิจวิทยุกระจายเสียงของกองทัพไทย

ใครใหญ่กว่ากัน: ไอทีวี vs. ททบ.5 + ช่อง7สี + ทีวีพูล?

ก่อนรัฐประหารปี 2549 สื่อมวลชนและนักวิชาการบางกลุ่มนำเสนอว่าอดีตนายกฯทักษิณมีพฤติกรรม“เผด็จการ”โดยแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนโดยเฉพาะไอทีวีหลังจากที่ชินคอร์ปเข้าไปถือหุ้นไอทีวี วาทกรรมดังกล่าวพยายามสร้างความชอบธรรมให้รัฐประหารและการยกเลิกสัมปทานไอทีวี ทั้งๆที่จริงแล้วกองทัพบกเป็นเจ้าของฟรีทีวี 2 ช่องมา 55 ปีและแทรกแซงฟรีทีวีทุกช่องด้วยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจหรือทีวีพูล ถ้าเรานิยามว่า“เผด็จการ”คือผู้นำทางการเมืองที่ถือหุ้นฟรีทีวีและแทรกแซงฟรีทีวี กองทัพบกก็เป็น“เผด็จการ”มา 55 ปี ดังนั้นถ้าเปรียบเผด็จการว่าเป็นปิศาจ ก็แปลว่าสื่อมวลชนและนักวิชาการที่สนับสนุนรัฐประหารชื่นชอบปิศาจหน้าเก่าที่สิงทีวีมา 55 ปีมากกว่าปิศาจหน้าใหม่ที่สิงทีวีมา 7 ปี

ฟรีทีวีคือธุรกิจสำคัญของกองทัพบก

ในปีพศ.2500 ธนาคารทหารไทยเริ่มเปิดทำการด้วยการผลักดันของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในปีเดียวกันกองทัพบกก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก(ททบ.)เพื่อทำธุรกิจฟรีทีวีซึ่งมีรายได้จากการให้เช่าเวลาแก่ผู้ผลิตรายการและผู้โฆษณาสินค้า รายได้จากธุรกิจฟรีทีวีในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทและททบ.ที่กองทัพบกบริหารเองโดยตรงมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20% [1] ททบ.มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แตกต่างจากธนาคารทหารไทย กล่าวคือ กองทัพบกเป็นเหล่าทัพเดียวที่ถือหุ้นททบ. แต่กองทัพเรือและกองทัพอากาศถือหุ้นธนาคารทหารไทยร่วมกับกองทัพบก แม้ปัจจุบันเอกชนและกระทรวงการคลังร่วมถือหุ้นธนาคารทหารไทยด้วย กองทัพบกก็ยังถือกรรมสิทธิ์ททบ. 5 เพียงผู้เดียวเนื่องจากโครงการถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ของททบ.5 ไปให้บริษัทโฮลดิ้งคอมปะนีที่ชื่ออาร์ทีเอ เอ็นเตอร์เทนเมนท์จำกัดโดนระงับไปเมื่อ 2 ปีก่อนรัฐประหารครั้งล่าสุด

สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกและรัฐประหารล้มรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม

ททบ.ในยุคแรกรู้จักกันทั่วไปว่าททบ.7 เนื่องจากถ่ายทอดรายการผ่านช่อง7 ททบ.7เป็นฟรีทีวีช่องที่2ในไทย ฟรีทีวีช่องแรกคือสถานีไทยทีวีช่อง4ที่ก่อตั้งโดยรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม (ภายหลังกลายเป็นช่อง9 อสมท.และโมเดิร์นไนน์ทีวีในปัจจุบัน) ไทยทีวีช่อง4เป็นธุรกิจของบริษัทไทยโทรทัศน์ซึ่งถือหุ้นโดยหน่วยราชการหลายแห่งรวมทั้งกรมประชาสัมพันธ์ ไทยทีวีช่อง 4 เริ่มถ่ายทอดรายการตั้งแต่ปีพศ. 2498 เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลจอมพลป. รวมทั้งถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาและงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ จอมพลสฤษดิ์จึงผลักดันให้กองทัพบกก่อตั้งททบ.เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกองทัพบ้าง ททบ.7เริ่มถ่ายทอดรายการตั้งแต่ปี 2501 หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลจอมพลป. หน้าที่ของททบ.7คือการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกองทัพ พระราชกรณียกิจ และพระราชพิธีที่รื้อฟื้นมาจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราช เพื่อเรียกเรตติ้งททบ.7ยุคแรกนำเสนอความบันเทิงในรูปแบบภาพยนตร์จากต่างประเทศและรายการวาไรตี้ที่จัดโดยนายทหารจากกองทัพบก [2] [3]

สัมปทานฟรีทีวีภายใต้รัฐบาลทหาร

ในปี 2510 กองทัพบกภายใต้การนำของจอมพลประภาส จารุเสถียรในตำแหน่งผบ.ทบ.ให้สัมปทานความถี่บางส่วนแก่บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุของครอบครัวน้องสาวภรรยาผบ.ทบ. น้องสาวภรรยาทบ.ทบ.สมรสกับทายาทสกุลกรรณสูตซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองสุพรรณบุรีในอดีต สกุลกรรณสูตถือหุ้นบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุร่วมกับสกุลจารุเสถียรและสกุลรัตนรักษ์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ฟรีทีวีที่กองทัพบกให้สัมปทานคือสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง7หรือช่อง7สี ซึ่งเป็นช่องแรกที่ถ่ายทอดด้วยภาพสี สกุลกรรณสูตและสกุลรัตนรักษ์ได้สัมปทานช่อง7สีจากกองทัพบกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ในปีเดียวกันรัฐบาลถนอมให้สัมปทานความถี่บางส่วนของบริษัทไทยโทรทัศน์(ซึ่งเป็นเจ้าของไทยทีวีช่อง4)แก่บริษัทของสกุลมาลีนนท์ซึ่งถ่ายทอดทีวีทางช่อง 3 ทำให้จำนวนฟรีทีวีเพิ่มเป็น 4 ช่อง ในปี 2517 ททบ.7 เปลี่ยนชื่อเป็นททบ.5 และหันมาออกอากาศทางช่อง 5 ในขณะที่ไทยทีวีช่อง 4 ก็เปลี่ยนมาออกอากาศช่อง 9 ไม่กี่ปีให้หลังรัฐบาลธานินทร์ยุบบริษัทไทยโทรทัศน์และโอนช่อง 9 ให้องค์การสื่อสารมวลชน(อสมท.) กรมประชาสัมพันธ์ในยุครัฐบาลเปรมจึงจัดตั้งทีวีช่อง11ขึ้นมาแทนเพื่อให้เป็นฟรีทีวีของรัฐบาล

การก่อตั้งและบริหารโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจโดยกองทัพบก

กองทัพบกก่อตั้งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจหรือทีวีพูลในปี 2511 [2] ทำให้กองทัพบกแทรกแซงฟรีทีวีได้ทุกช่องด้วยการเชื่อมเครือข่ายฟรีทีวีเพื่อประชาสัมพันธ์ลัทธิชาตินิยมและการปกครองแบบรวมศูนย์ เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจและพระราชพิธีที่รื้อฟื้นมาจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ถ่ายทอดกิจกรรมของกองทัพ ถ่ายทอดพิธีกรรมทางศาสนา และถ่ายทอดการแข่งขันกีฬานานาชาติที่มีนักกีฬาไทยร่วมแข่งขัน ในระยะหลังทีวีพูลหันมาถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาที่นักกีฬาไทยไม่ได้เข้ารอบด้วย เช่น การแข่งขันฟุตบอลโลก

แม้ว่าสงครามเย็นจบไปแล้วกว่า 20 ปี อำนาจของกองทัพบกในการแทรกแซงฟรีทีวีทุกช่องด้วยทีวีพูลไม่ได้ลดลงตามกาลเวลา ประธานกรรมการทีวีพูลคือผู้อำนวยการททบ.5 มาจนถึงปัจจุบัน ทีวีพูลกลายเป็นเครื่องมือทำรัฐประหารและประชาสัมพันธ์ชัยชนะของคณะรัฐประหารมาตลอด หลังจากรัฐประหารล้มรัฐบาลชาติชาติชายเหตุการณ์พฤษภาทมิฬทำให้เห็นชัดเจนว่าฟรีทีวีทุกช่องโดนควบคุมโดยคณะรัฐประหารและไม่รายงานสถานการณ์ตามความจริง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแรงผลักดันให้จัดตั้งฟรีทีวีที่เป็นอิสระซึ่งก็คือไอทีวี หลังรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณไอทีวีโดนยึดสัมปทานไปให้ทีวีช่องใหม่ที่เรียกกันว่าไทยพีบีเอส แน่นอนว่าไทยพีบีเอสก็โดนแทรกแซงโดยทีวีพูลด้วย ความล่าช้าของฟรีทีวีในการเตือนภัยสึนามิเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมาบ่งชี้ชัดว่ากองทัพบกในปัจจุบันยังคงแทรกแซงการทำงานของฟรีทีวีทุกช่องด้วยทีวีพูล ตราบใดที่ยังไม่ยุบทีวีพูลก็ยากที่ไทยจะมีฟรีทีวีที่รายงานข่าวอย่างอิสระ

อิทธิพลของททบ.5 และช่อง7สีต่อดารานักแสดงและนักร้อง

เมื่อวัดด้วยรายได้ททบ.5 มีส่วนแบ่งตลาดฟรีทีวีเป็นอันดับ 3 ส่วนช่อง 7 สีที่กองทัพบกเป็นเจ้าของสัมปทานมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 (อันดับ 1 คือช่อง 3 และอันดับ 4 คือช่อง 9) ส่วนแบ่งตลาดของททบ.5 รวมกับช่อง7สีสูงถึง 43% ถ้าวัดด้วยเรตติ้งอันดับ 1 คือช่อง7สีส่วนททบ.5 ติดอันดับ 3 [4] ด้วยเหตุนี้กองทัพบกจึงมีอิทธิพลต่อวงการบันเทิงผ่านรายการของททบ.5 และช่อง7สีมานานหลายทศวรรษ อาทิ รายการคอนเสิร์ต รายการวาไรตี้ เกมโชว์ ละครหลังข่าว ฯลฯ ทำให้ดารานักแสดงและนักร้องจำนวนมากอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพากองทัพบกและมีผลประโยชน์ร่วมกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ดารานักแสดงและนักร้องมากมายกลายเป็นเชียร์ลีดเดอร์ให้คณะรัฐประหาร

ความเกี่ยวข้องของททบ.5กับบริษัทอาร์ทีเอเอ็นเตอร์เทนเม็นท์และธนาคารทหารไทย

ก่อนวิกฤตการเงินในปี 2540 เพียง 3 เดือนกองทัพบกได้จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนีชื่อบริษัทททบ.5จำกัด ในปี 2541 บริษัทททบ.5จำกัดกู้เงินจากสถานีททบ.5 เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย กองทัพบกถือหุ้นธนาคารทหารไทย 2 ทาง ทางตรงคือถือหุ้นในนามของกองทัพบกและทางอ้อมคือถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนี ทำให้กองทัพบกถือหุ้นธนาคารทหารไทยมากกว่าเหล่าทัพอื่นๆ [6] [7] ต่อมาบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนีดังกล่าวกู้เงินจากธนาคารทหารไทยไปลงทุนในธุรกิจทีวีดาวเทียม หลังจากนั้นกองทัพบกยินยอมให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นบริษัทททบ.5ร่วมกัน ภายหลังกองทัพบกพยายามถ่ายโอนกรรมสิทธิ์คลื่นความถี่ของททบ.5 เพื่อให้บริษัทททบ.5 จำกัดให้สัมปทานคลื่นความถี่แก่เอกชน และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัทอาร์ทีเอเอ็นเตอร์เทนเมนท์จำกัดเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุน [5] แต่การถ่ายโอนกรรมสิทธิ์คลื่นความถี่ของททบ.5 ให้บริษัทอาร์ทีเอฯกลายเป็นประเด็นสาธารณะที่เอ็นจีโอและสื่อมวลชนบางสังกัดคัดค้านอย่างรุนแรงจนรัฐบาลทักษิณต้องระงับไม่ให้บริษัทอาร์ทีเอฯจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2547

ความขัดแย้งกรณีบริษัทอาร์ทีเอฯทำให้อดีตนายกฯทักษิณโดนประนามว่าสมคบกับพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตรผบ.ทบ.ในขณะนั้นเพื่อฮุบทรัพย์สินสาธารณะไปให้พวกพ้อง แม้ว่ามีความเป็นไปได้ว่าอดีตนายกฯทักษิณอาจจะขอแบ่งผลประโยชน์จากบริษัทอาร์ทีเอฯ ที่จริงแล้วบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนีดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การนำของพลเอกแป้ง มาลากุล ณ อยุธยาในฐานะผู้อำนวยการททบ.5 ตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2542 การวางแผนจัดสรรหุ้นให้เอกชนและคนในกองทัพเข้ามาร่วมลงทุนในโฮลดิ้งคอมปะนีก่อนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคนั้น [8] นอกจากนี้บริษัทนี้เกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้เสียของธนาคารทหารไทยมาตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทักษิณ ถ้ารัฐบาลทักษิณไม่ระงับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทอาร์ทีเอฯ อดีตนายกฯทักษิณและพวกพ้องจะไม่ได้ประโยชน์จากบริษัทอาร์ทีเอฯเท่ากองทัพบกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในอาร์ทีเอฯหรือเอกชนที่ร่วมลงทุนกับบริษัทนี้ตราบใดที่กองทัพบกไม่จัดสรรหุ้นบริษัทอาร์ทีเอฯให้อดีตนายกฯทักษิณและพวกพ้องให้มากกว่าสัดส่วนหุ้นของกองทัพบกและพันธมิตรเอกชน

นอกจากฟรีทีวี 2 ช่องกองทัพบกมีสถานีวิทยุ 126 สถานีทั่วประเทศ

นอกจากการจัดตั้งโฮลดิ้งคอมปะนีเพื่อถ่ายโอนกรรมสิทธิ์คลื่นความถี่แล้ว กองทัพบกพยายามปกป้องผลประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างชัดเจนผ่านกระบวนการสรรหากรรมการกสทช.หลังรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ กล่าวคือ 2 ใน 5 ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกสทช.คือนายทหารจากกองทัพบก [9] เนื่องจากนโยบายของกสทช.ในอนาคตจะมีผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์ของคลื่นความถี่ที่กองทัพถือกรรมสิทธิ์อยู่ในปัจจุบัน นอกจากคลื่นความถี่ของฟรีทีวี 2 ช่องแล้ว กองทัพบกยังเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ของสถานีวิทยุ 126 สถานีทั่วประเทศ [10] อาทิ สถานีวิทยุจส. 100 (ให้สัมปทานแก่บริษัทแปซิฟิกคอร์ปอเรชันจำกัดซึ่งมีนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยาเป็นประธานกรรมการ นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยาคือพี่ชายของพลเอกแป้ง มาลากุล ณ อยุธยาอดีตผอ.ททบ.5 ผู้ริเริ่มการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนีททบ.5จำกัด) สถานีวิทยุยานเกราะ (ให้สัมปทานคลื่นความถี่บางส่วนแก่บริษัทจีเอ็มเอ็มมีเดียจำกัด(มหาชน)ซึ่งเป็นบริษัทในเครือแกรมมี่) ฯลฯ

ในตอนต่อไปดิฉันจะเขียนถึงกรรมสิทธิ์ที่ดินของกองทัพและการหากำไรจากกรรมสิทธิ์ที่ดินของกองทัพในรูปแบบต่างๆ

หมายเหตุ

  1. สถิติรายได้ของช่อง 3 และช่อง 9 มาจากงบการเงินของบริษัทบีซีอีเวิร์ลด์ จำกัด (มหาชน)และบริษัทอสมท.จำกัด(มหาชน)จากตลาดหลักทรัพย์:http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=BEC&language=th&country=THhttp://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=MCOT&language=th&country=THส่วนสถิติรายได้ของช่อง 5 และช่อง 7 มาจากการรายงานโดยททบ.5และสื่อมวลชน: http://www.tv5.co.th/news/show2.php?id=2680http://www.suthichaiyoon.com/detail/19403
  2. ประวัติของทบบ.5: http://www.tv5.co.th/abhis.html
  3. อนุสรณ์ พ.อ. การุณ เก่งระดมยิ่ง (โฆษกเสียงเสน่ห์และผู้ร่วมขบวนการเสรีไทย):  http://www.lovesiamoldbook.com/product.detail_489893_th_3967526
  4. อสมท.ขึ้นค่าโฆษณา7% มีค.นี้หวังแชร์ตลาดแซงช่อง 5 ปรับผังใหม่เรตติ้งตกยกออก:  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330658046&grpid=&catid=05&subcatid=0503
  5. รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.): http://www.ryt9.com/s/cabt/153128
  6. ข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารทหารไทยจากธนาคารทหารไทย บริษัทอาร์ทีเอ เอ็นเตอณ์เทนเมนท์ จำกัดในอดีตคือบริษัทททบ.5 จำกัด: http://www.tmbbank.com/ir/share-info/major-shareholders.php
  7. ข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารทหารไทยจากตลาดหลักทรัพย์: http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=TMB&language=th&country=TH
  8. แป้งปฎิวัติ เงื่อนปมที่รัดแน่น: http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=1489
  9. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.): http://nbtc.nbtc.go.th/
  10. รายชื่อสถานีวิทยุในเครือกองทัพบก 126 สถานีทั่วประเทศจากศูนย์ข่าววิทยุกองทัพบก: http://radio.tv5.co.th/radionews/index.php?option=com_content&view=article&id=2&Itemid=4




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2555 15:59:10 น.
Counter : 562 Pageviews.  

ปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นคือความผิดพลาดของทุนนิยมหรือสังคมนิยม?

โดย รศ.ดร.กานดา นาคน้อย
จบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาสแตนฟอร์ด ด้วยทุนของมหาวิทยาสแตนฟอร์ดและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ( IMF) จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Hitotsubashi ในญี่ปุ่น ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวโดยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาช่วงสั้นๆให้กับธนาคารโลกและIMF ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue ในสหรัฐอเมริกา
---------------------

ปัญหาเงินฝืดและความตกต่ำของเศรษฐกิจญี่ปุ่นใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมาได้กลายเป็นกรณีศึกษาในวงกว้าง เนื่องจากระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นระบบผสมระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม ผู้สนับสนุนระบบสังคมนิยมจึงมักชี้ถึงข้อบกพร่องด้านทุนนิยม ส่วนผู้สนับสนุนระบบทุนนิยมมักชี้ถึงข้อบกพร่องด้านสังคมนิยม ดังนั้นประเด็นสำคัญคือการทำความเข้าใจปัญหาด้านต่างๆของญี่ปุ่นที่มาจากทั้งทุนนิยมและสังคมนิยม

ปัญหาด้านสังคมนิยมของญี่ปุ่น

1. ตลาดแรงงานญี่ปุ่นมีลักษณะรวมศูนย์คล้ายระบบราชการ

ตลาดแรงงานญี่ปุ่นวิวัฒนาการมาจากระบบซามุไรที่มีต้นสังกัดเดียวจนตาย พนักงานบริษัทและข้าราชการทำงานในองค์กรเดียวตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยจนถึงเกษียณ ตลาดงานญี่ปุนจึงคล้ายระบบข้าราชการ บริษัทและหน่วยราชการไม่คาดหวังให้มหาวิทยาลัยสร้างทักษะอาชีพ เพราะทุกบริษัทและหน่วยราชการมีการฝึกทักษะวิชาชีพคล้ายกับซามุไรในอดีตที่ได้รับการฝึกฝนโดยต้นสังกัด มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นเป็นศูนย์รวมแรงงานมากกว่าเป็นที่ฝีกทักษะอาชีพ กล่าวคือ บริษัทและหน่วยราชการจ้างงานผ่านเครือข่ายรุ่นพี่รุ่นน้องตามสถาบันการศึกษา เมื่อนักศึกษาเรียนจบก็เข้าระบบบริษัทและสร้างอัตลักษณ์จากต้นสังกัดเหมือนซามุไรในอดีต นักศึกษาญี่ปุ่นจึงขยันเรียนจนเข้ามหาวิทยาลัยได้เท่านั้น เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยนักศึกษาใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อสร้างเครือข่ายผ่านรุ่นพี่เพื่อเข้าทำงานในบริษัทที่ต้องการ นักศึกษาสายวิทย์สร้างเครือข่ายผ่านทั้งระบบชมรมและรุ่นพี่ในแล็บ ส่วนนักศึกษาสายศิลป์สร้างเครือข่ายผ่านทั้งระบบชมรมและรุ่นพี่ในกลุ่มสัมมนา

ส่วนซามุไรไม่มีสังกัดที่เรียกว่าโรนินก็วิวัฒนาการเป็นแรงงานไร้ฝีมือที่มีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลาย เช่น คนขับรถบรรทุก แรงงานก่อสร้าง ชาวประมง ฯลฯ เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นใช้นโยบายผู้อพยพแบบปิดและไม่นำเข้าแรงงานไร้ฝีมือ แรงงานไร้ฝีมือจึงมีรายได้ดี ก่อนที่เศรษฐกิจจะตกต่ำแรงงานไร้ฝีมือมีรายได้เทียบเท่าแรงงานมีฝืมือที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร ในแง่บวกนโยบายผู้อพยพแบบปิดทำให้ญี่ปุ่นมีการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมกันพอๆกับประเทศสแกนดิเนเวีย ในแง่ลบนโยบายนี้ส่งเสริมแนวคิดชาตินิยมซึ่งเป็นจุดอ่อนของญี่ปุ่นในปัจจุบัน (ดิฉันจะกล่าวถึงประเด็นนี้อย่างละเอียดข้างล่าง)

เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำบริษัทก็ปลดพนักงานออก พนักงานที่โดนปลดส่วนมากหางานบริษัทใหม่ได้ยากและกลายเป็นลูกจ้างชั่วคราว ทำให้เกิดปัญหาด้านอัตลักษณ์ รู้สึกอับอายที่กลายเป็นแรงงานไร้สังกัดจนฆ่าตัวตาย ปัญหานี้สาหัสกว่าประเทศตะวันตกเพราะคนตะวันตกไม่ทำงานองค์กรเดียวตลอดชีวิตและไม่ผูกอัตลักษณ์ของตนไว้กับต้นสังกัดหรือสถาบันการศึกษาเท่าคนตะวันออก แม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯก็ย้ายต้นสังกัดกันเป็นปกติ มหาเศรษฐีชาวตะวันตกหลายคนตั้งบริษัทตั้งแต่ยังไม่จบปริญญาตรี นอกจากนี้การฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นมีปัจจัยด้านวัฒนธรรมเป็นพื้นฐาน ซามุไรที่ฆ่าตัวตายในอดีตได้รับการยกย่องว่ามีเกียรติยศกว่ามีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้ในอนาคต นักบินคามิกาเซ่ที่ดับเครื่องชนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 คือฮีโร่ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมส่งเสริมให้คนญี่ปุ่นเห็นความตายโรแมนติกกว่าคนตะวันตกซึ่งมีแนวคิดด้านปัจเจกชนมากกว่า

2. แรงงานญี่ปุ่นแลกนวัตกรรมและเวลาสำหรับครอบครัวกับสวัสดิการ

ผลตอบแทนจากนวัตกรรมในญี่ปุ่นเป็นขององค์กร เพื่อแลกเปลี่ยนกันบริษัทตอบแทนพนักงานด้วยสวัสดิการทั้งก่อนเกษียณและหลังเกษียณ แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีสวัสดิการด้านสุขภาพและบำนาญ บริษัทก็มีสวัสดิการต่างหาก สวัสดิการเหล่านี้เป็นแรงจูงใจให้แรงงานญี่ปุ่นสละเวลาสำหรับครอบครัวเพื่ออุทิศตนให้บริษัท

บริษัทญี่ปุ่นให้เงินบำเหน็จตอนเกษียณและให้สวัสดิการหลังเกษียณอายุคล้ายระบบราชการไทย เช่น พนักงานบริษัทรถไฟได้ใช้รถไฟฟรีหรือได้ลดราคาตลอดชีพ สวัสดิการก่อนเกษียณก็มีต่างๆนานา เช่น สวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยในรูปบ้านพักของบริษัท เงินสนับสนุนค่าเช่าบ้าน เงินช่วยผ่อนชำระสินเชื่อเพื่ออยู่อาศัย สวัสดิการด้านคมนาคมในรูปเงินสนับสนุนค่าเดินทาง สวัสดิการด้านการศึกษาในรูปทุนศึกษาต่อต่างประเทศ สวัสดิการด้านการศึกษาของบุตรธิดา สวัสดิการบ้านพักต่างอากาศในรีสอร์ททั่วประเทศ ฯลฯ ในด้านบวก สวัสดิการบริษัทร่วมกับสวัสดิการรักษาพยาบาลของรัฐทำให้ญี่ปุ่นมีการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมพอๆกับประเทศสแกนดิเนเวีย ในด้านลบทำให้ไม่มีแรงจูงใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพราะผลตอบแทนจากนวัตกรรมโดนจัดสรรเป็นสวัสดิการทั้งองค์กร

เนื่องจากตลาดแรงงานญี่ปุ่นคล้ายระบบราชการ พนักงานบริษัทญี่ปุ่นจึงไม่มีทางเลือกนอกองค์กร กว่าจะได้เป็นผู้บริหารก็ต้องทำงานล่วงเวลา เลิกงานก็ต้องไปสังสรรค์ตามร้านอาหารและผับ ไม่ว่าจะเป็นการสังสรรค์กันเองหรือสังสรรค์กับลูกค้า ดังนั้นพนักงานบริษัทอายุต่ำกว่า 35 ปีจึงพักผ่อนไม่พอ ต้องกลับบ้านดึกและตื่นเช้า วันหยุดก็อาจต้องทำงานหรือเดินทางเพื่อธุรกิจ ปัญหานี้ทำให้ประชากรในวัยเจริญพันธุ์ไม่สามารถสร้างครอบครัวได้สะดวก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการเติบโตของประชากรลดลง

ในทางกลับกัน แรงงานมีฝีมือในระบบทุนนิยมถือว่านวัตกรรมเป็นทรัพย์สินทางปัญญา มีการแบ่งกำไรกันระหว่างผู้สร้างนวัตกรรมและองค์กร ทั้งในมหาวิทยาลัยและในภาคเอกชน ไม่ว่าจะแบ่งด้วยการแบ่งลิขสิทธิ์ แบ่งหุ้น หรือต่อรองด้านเงื่อนไขและชั่วโมงทำงานเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยให้อัตราการเติบโตของประชากรไม่ตกต่ำ แม้ว่าอัตราการหย่าร้างของคนอเมริกันจะสูงขึ้นในหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯเป็นประเทศที่อัตราการเติบโตของประชากรสูงที่สุดในบรรดาประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก

3. รัฐราชการและระบบอาวุโสไม่สนับสนุนการแข่งขันภายในประเทศ

รัฐบาลญี่ปุ่นพัฒนาประเทศด้วยการแทรกแซงกลไกตลาดด้วยนโยบายอุตสาหกรรม กล่าวคือ รัฐบาลใช้ระบบภาษีสนับสนุนการขยายตัวของบริษัทใหญ่เพื่อแข่งขันกับประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกในตลาดโลก แม้ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้ผ่านการปฏิรูปที่ดินและระบบภาษี กลุ่มธุรกิจใหญ่ในญี่ปุ่นยังมีอำนาจตลาดผ่านเครือข่ายที่เรียกว่า? เคเรตซึ? เคเรตซึต่างๆกำหนดเงื่อนไขตลาดร่วมกับข้าราชการซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมาก มีหน่วยราชการที่วางยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ และมีธนาคารของรัฐที่ส่งเสริมการส่งออกและพัฒนาอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยรัฐข้าราชการ

ในด้านการบริหารองค์กร องค์กรญี่ปุ่นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนใช้ระบบอาวุโสโดยให้ผลตอบแทนตามอายุ ระบบนี้มีรากฐานจากการจ้างงานผ่านเครือข่ายรุ่นพี่รุ่นน้องในสถาบันการศึกษา และเป็นระบบที่ไม่สนับสนุนทักษะด้านการแข่งขัน การแข่งขันข้ามรุ่นเสมือนเป็นอาชญากรรมในองค์กร ระบบอาวุโสดังกล่าวส่งเสริมเพียงการแข่งขันระหว่างองค์กรและการแข่งขันระหว่างประเทศเท่านั้น ปัจจัยนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นที่มีทักษะด้านการแข่งขันเลือกที่จะใช้ชีวิตในประเทศตะวันตกและไม่กลับไปทำงานที่ญี่ปุ่น

ปัญหาด้านทุนนิยมของญี่ปุ่น

1. การเคลื่อนย้ายทุนของบริษัทญี่ปุ่นและภาวะฟองสบู่หลังการปรับค่าเงินเยนในปี 2528

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นพึ่งพาตลาดสหรัฐฯมาตลอด แม้ญี่ปุ่นโดนสหรัฐฯทำหมันอุตสาหกรรมอาวุธด้วยรัฐธรรมนูญที่จำกัดอำนาจทหาร สงครามเกาหลีทำให้ภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็เป็นมหาอำนาจในเอเชียที่มีเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอยู่แล้ว หลังสงครามเกาหลีญี่ปุ่นก็พัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อตีตลาดตะวันตกมากขึ้น

จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสำหรับญี่ปุ่นคือการปรับค่าเงินเยนในปี 2528 การปรับค่าเงินเยนครั้งนั้นเป็นข้อตกลงกับประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกเพื่อแก้ปัญหาดุลการค้า ญี่ปุ่นยอมปรับค่าเงินเยนให้แข็งขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปกป้องตลาดในประเทศ โดยเฉพาะตลาดสินค้าเกษตร การขายปลีกและบริการด้านการเงิน (การตัดสินใจของญี่ปุ่นต่างกับจีนในปัจจุบัน จีนไม่ยอมปรับค่าเงินหยวนอย่างรวดเร็วแต่ยอมเปิดตลาดในประเทศมากขึ้น)

เมื่อเงินเยนแข็งขึ้นผู้ส่งออกก็ขยายฐานการผลิตไปประเทศที่ค่าแรงต่ำเพื่อชดเชยการเสียเปรียบจากค่าเงินเยน แนวโน้มดังกล่าวได้เริ่มต้นตั้งแต่ครึ่งหลังของสงครามเวียดนามซึ่งเป็นยุคที่เงินเยนปรับค่าให้แข็งขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการเคลื่อนย้ายทุนดังกล่าวผ่านธนาคารของรัฐ และด้วยการต่อรองกับรัฐบาลต่างชาติเพื่อสิทธิพิเศษด้านการลงทุน เช่น การยกเว้นภาษี ฯลฯ การขยายฐานการผลิตในต่างประเทศขยายตัวเป็นวงกว้างหลังการปรับค่าเงินเยนในปี 2528 ส่วนผู้บริโภคญี่ปุ่นก็เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศทั่วโลกและนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย คนตะวันตกเริ่มสะพรึงกลัวว่าคนญี่ปุ่นจะเป็นมหาอำนาจ กรุงโตเกียวกลายเป็นเมืองที่ค่าครองชีพแพงติดอันดับโลกเพราะเงินเยนแข็งขึ้นและเพราะภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับที่ญี่ปุ่นเริ่มแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่สำคัญคือการแปรรูปกิจการรถไฟ และการแปรรูปองค์การโทรศัพท์ การเอาหุ้นรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นในยุคนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมภาวะฟองสบู่ ภาวะฟองสบู่ได้ก่อปัญหาหนี้เสียจนเกิดวิกฤตการเงินในปี 2534 ในที่สุด

ตอนที่รัฐบาลญี่ปุ่นปรับเงินเยนให้แข็งขึ้นอีกในปี 2528 และสนับสนุนให้บริษัทญี่ปุ่นขยายฐานการผลิตในต่างประเทศนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นหวังว่าประเทศปลายทางจะกลายเป็นตลาดทดแทนตลาดสหรัฐฯ และไม่ได้พยายามพัฒนาฐานผู้บริโภคในประเทศอย่างจริงจัง เพราะการพัฒนาฐานผู้บริโภคในประเทศจะทำให้สถานะ? ประเทศเจ้าหนี้?สั่นคลอน ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศเจ้าหนี้เพราะคนญี่ปุ่นมีอัตราการออมสูง เงินออมเป็นแหล่งทุนญี่ปุ่นผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ และทำให้ญี่ปุ่นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯในมูลค่ามหาศาล ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯมากที่สุดในโลกจนถึงเมื่อ 2 ปีนี้ที่แล้วที่จีนเพิ่งแซงญี่ปุ่น

รัฐบาลญี่ปุ่นบรรเทาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำด้วยมาตรการกระตุ้นทางการคลังและใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ มาตรการกระตุ้นทางการคลังทำให้รัฐบาลมีหนี้สาธารณะต่อผลผลิตประชาชาติมากที่สุดในโลก แต่หนี้สาธารณะญี่ปุ่นเป็นหนี้ในประเทศ กล่าวคือผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นมีสัญชาติญี่ปุ่น เมื่อรวมทรัพย์สินในภาคเอกชนแล้วญี่ปุ่นยังเป็นประเทศเจ้าหนี้ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าจีนหรือเยอรมัน ด้วยเหตุนี้ไม่ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะมีหนี้สาธารณะแค่ไหนญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องกู้ยืมจากไอเอ็มเอฟแบบไอร์แลนด์ที่หนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นหนี้ต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี หนี้สาธารณะมีผลกระทบต่อพลเมืองตรงที่ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นต่อต้านความพยายามของธนาคารกลางที่จะขึ้นดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเป็นภาระทางการคลังของรัฐบาล ทั้งๆที่การขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยให้ผู้บริโภคมีรายได้จากเงินออมมากขึ้นและจะช่วยกระตุ้นฐานการบริโภคในประเทศ นอกจากรัฐบาลญี่ปุ่นผู้ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำคือกลุ่มทุนและธนาคารญี่ปุ่น เพราะดอกเบี้ยต่ำทำให้ธนาคารญี่ปุ่นและกลุ่มทุนญี่ปุ่นขยายกิจการในต่างประเทศได้สะดวก

2. รัฐบาลญี่ปุ่นไม่พยายามปฎิรูปกฎหมายแรงงานเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างจริงจัง

จนถึงไม่กี่ปีก่อนวิกฤตการเงิน บริษัทและหน่วยราชการญี่ปุ่นยังใช้ระบบ ?สัปดาห์ละ 6 วัน? กล่าวคือ วันเสาร์ยังเป็นวันทำงาน แม้ว่าสหภาพแรงงานของญี่ปุ่นมีการต่อรองค่าจ้างกับผู้บริหารทุกปี มีการเรียกร้องให้ลดชั่วโมงการทำงานและให้วันเสาร์เป็นวันหยุดซึ่งได้รับการตอบสนองในที่สุด แต่สหภาพแรงงานไม่ต้องการปฎิรูปตลาดแรงงานให้มีความคล่องตัวในการย้ายงาน สหภาพแรงงานพึงพอใจกับโครงสร้างตลาดงานแบบรวมศูนย์ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งรวมศูนย์ของแรงงานใหม่และสหภาพแรงงานเป็นแหล่งรวมศูนย์ของแรงงานเก่า

ในทางการเมือง แม้ว่าญี่ปุ่นใช้ระบบประชาธิปไตยรัฐสภาที่มีกษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ แต่ญี่ปุ่นต่างกับอังกฤษตรงที่ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การนำของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาเกือบ 50 ปี นักการเมืองระดับสูงในพรรคดังกล่าวสืบเชื้อสายมาจากข้าราชการระดับสูงในอดีต กฏหมายแรงงานในญี่ปุ่นจึงสะท้อนให้เห็นแนวคิดด้านอนุรักษ์นิยมที่จัดวางให้ข้าราชการเป็นผู้นำนโยบายพัฒนาประเทศมากกว่าแรงจูงใจในตลาดแรงงาน

3. แรงงานญี่ปุ่นมีความชาตินิยมสูงและส่วนใหญ่พูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่น

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจญี่ปุ่นผ่านตลาดหุ้นในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นหวังว่าจะพัฒนากรุงโตเกียวให้เป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชียตะวันออกแทนฮ่องกง และหวังว่าญี่ปุ่นจะกลายเป็นผู้นำในด้านวัฒนธรรมและด้านการศึกษาด้วย

จุดอ่อนของวิสัยทัศน์ด้านนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นคือแนวคิดชาตินิยม กล่าวคือญี่ปุ่นต้องการให้ภาษาญี่ปุ่นกลายเป็นภาษาสากล รัฐบาลญี่ปุ่นให้ทุนการศึกษากับนักเรียนทั่วโลกทั้งจากประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเงื่อนไขนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อศึกษาในระบบการศึกษาเดียวกับคนญี่ปุ่น นโยบายดังกล่าวมีจุดมุ่งหลายทั้งเพื่อสร้างแรงงานให้บริษัทญี่ปุ่น และเพื่อสร้างทรัพยากรบุคคลที่เป็นมิตรกับญี่ปุ่นในเวทีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจและด้านการเมืองระหว่างประเทศ

แม้ว่านโยบายทุนการศึกษาจะช่วยขยายฐานแรงงานที่พูดภาษาญี่ปุ่น ญี่ปุ่นไม่สามารถเอาชนะกระแสตลาดโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักได้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินค้า การบริการ ธุรกิจการซื้อขายทรัพย์สินและธุรกรรมระหว่างประเทศ แต่แรงงานญี่ปุ่นส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องแคล่วจึงกลายเป็นปัจจัยเชิงลบต่อการพัฒนากรุงโตเกียวให้เป็นศูนย์กลางการเงิน

แม้ว่าตลาดหุ้นที่กรุงโตเกียวจะมีมูลค่ามาก บทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินของเอเชียตะวันออกมีแต่จะสำคัญมากขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน จีนเข้าใจความสำคัญของฮ่องกงจึงใช้ระบบตลาดเสรีในฮ่องกงหลังจากที่อังกฤษคืนฮ่องกงให้ กล่าวคือ จีนคงอำนาจธนาคารกลางที่ฮ่องกงเอาไว้ และแยกเงินฮ่องกงออกจากเงินหยวนของจีนแผ่นดินใหญ่ และเปิดกว้างให้นักธุรกิจต่างชาติเข้าออกฮ่องกงอย่างเสรี

ญี่ปุ่นในปัจจุบัน

แม้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ปัญหาความยากจนในญี่ปุ่นชัดเจนขึ้น แต่ญี่ปุ่นก็ยังเป็น?สวิสเซอร์แลนด์ของเอเชีย? ในสายตาคนตะวันตกญี่ปุ่นยังเป็นประเทศเจ้าหนี้ที่สำคัญ มีระบบสาธารณูปโภคที่ดี อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ดี และอัตราอาชญากรรมต่ำกว่ามาตรฐานสากล นโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่นยังมีความสำคัญต่อตลาดทุนโลกทัดเทียมกับธนาคารกลางจีน ธนาคารกลางสหรัฐฯและธนาคารกลางยุโรป แม้จีนจะมีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่นก็ยังเป็นอันดับ 3 ซึ่งไม่ใช่อันดับต่ำ รายได้ต่อหัวประชากรญี่ปุ่นก็สูงกว่าจีนหลายเท่าตัว ปัญหาการกระจายรายได้ในจีนก็สาหัสกว่าญี่ปุ่นมากมาย ปัญหาความยากจนในญีปุ่นก็คนละเกรดกับปัญหาความยากจนในไทย สถานบริการทางเพศและอุตสาหกรรมหนังโป๊ในญี่ปุ่นมีมาตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟูและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ไม่ใช่ว่าความยากจนทำให้คนญี่ปุ่นหันมายึดอาชีพบริการทางเพศหรือดาวโป๊

รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักถึงปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะปัจจัยที่ทำให้ประชากรลดลง แต่การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างเชื่องช้าเพราะแรงต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทั้งในระบบการเมืองและในระบบราชการ การสนับสนุนให้ประชากรมีบุตรมากขึ้นเป็นนโยบายระยะยาวและต้องใช้เวลา อาทิ ต้องปฎิรูปกฎหมายแรงงาน ต้องสร้างแรงจูงใจให้ผู้หญิงสร้างสมดุลในการทำงานและชีวิตครอบครัว ฯลฯ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงพยายามแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการลดแนวคิดด้านชาตินิยม

ปัจจุบันสถาบันการศึกษาในญี่ปุ่นแม้กระทั่งสถาบันอนุรักษ์นิยมเก่าแก่อย่างมหาวิทยาลัยโตเกียวเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษและว่าจ้างอาจารย์จากต่างประเทศ รัฐบาลปฎิรูปกฎหมายผู้อพยพเพื่อให้สัญชาติญี่ปุ่นแก่แรงงานมีฝีมือ พยายามสร้างแรงจูงใจให้แรงงานมีฝีมืออพยพไปญี่ปุ่น นำเข้าพยาบาลจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเพื่อเตรียมรับมือกับภาระการดูแลคนชรา แต่นโยบายผู้อพยพของญี่ปุ่นยังมีข้อจำกัดตรงทีว่าญี่ปุ่นไม่ให้สิทธิผู้อพยพพาบุพการีและพี่น้องอพยพไปญี่ปุ่น ซึ่งต่างกับนโยบายผู้อพยพของสหรัฐฯและแคนาดา

คนญี่ปุ่นรุ่นเก่ามักกังวลว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีอุดมการณ์ชาตินิยม และกลัวว่าคนรุ่นใหม่จะรับภาระดูแลคนชราไม่ได้ ทั้งๆที่อุดมการณ์ชาตินิยมเป็นอุปสรรคต่อการปฎิรูปประเทศให้เข้ากับผู้อพยพที่รัฐบาลญี่ปุ่นชักชวนให้เข้ามาทดแทนแรงงานในประเทศ ถ้าญี่ปุ่นก้าวไม่พ้นความชาตินิยม ก็ยากที่จะดึงดูดแรงงานมีฝีมือให้อพยพไปญี่ปุ่นในระดับเดียวกันกับประเทศตะวันตก แม้ว่าการปฏิรูปกฎหมายผู้อพยพท้าท้ายอุดมการณ์ชาตินิยมซึ่งรัฐราชการใช้เป็นพื้นฐานในการสร้างชาติ การปฎิรูปกฎหมายผู้อพยพมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในอนาคตอันใกล้




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2553    
Last Update : 14 ธันวาคม 2553 1:14:44 น.
Counter : 276 Pageviews.  

ต้นทุนการค้าและส่วนต่างจากภาษาอังกฤษ

โดย กานดา นาคน้อย
แปลโดย สรินณา อารีธรรมศิริกุล

ที่มา: บทบรรณาธิการจดหมายข่าว สมาคมเศรษฐศาสตร์และการเงินไทยในต่างประเทศ ปีที่ 2 ฉบับที่ 2
(Overseas Thai Economic and Finance Association: OTEFA Volume 2 Issue 2:
http://www.krannert.purdue.edu/faculty/knaknoi/otefa/OTEFA_Newsletter_Dec_2010.pdf )


เดือนตุลาคมที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการตัดสินใจไม่อนุมัติให้พัฒนาภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองของไทย โดยให้เหตุผลว่านโยบายนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่าประเทศไทยเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งในอดีต[1] การตัดสินใจดังกล่าวชี้ชัดว่ากระทรวงศึกษาฯไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัจจัยทางด้านเทคโนโลยีและทักษะอาชีพที่มีผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดโลกมากไปกว่าเรื่องอาณานิคมในอดีต

ทำไมภาษาอังกฤษถึงสำคัญนัก?

ภาษาอังกฤษคือภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการค้าสินค้า การค้าบริการ การค้าทรัพย์สินและธุรกรรมระหว่างประเทศ เมื่อเร็วๆนี้ผลงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าอุปสรรคด้านภาษาทำให้ต้นทุนการค้า (Trade costs) ในตลาดสินค้าสูงขึ้นถึง 7% [2] ขนาดของผลกระทบของอุปสรรคด้านภาษาที่กล่าวมานี้เทียบได้กับครึ่งหนึ่งของผลกระทบต่อต้นทุนการค้าที่มาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหรือการใช้สกุลเงินต่างกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการกำจัดอุปสรรคด้านภาษาจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ประมาณครึ่งหนึ่งของการใช้เงินสกุลเดียวกัน [อย่างเช่นในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโร และในขณะนี้รัฐบาลไทยก็แสดงความสนับสนุนให้มีการใช้เงินหยวนเพื่อลดค่าธุรกรรมการค้าในภูมิภาคเอเชีย - ผู้แปล]

แม้ว่าขนาดของอุปสรรคด้านภาษาในภาคบริการ งานด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และงานบริการเฉพาะทางอื่นๆ ยังไม่ได้รับการประเมินออกมาเป็นตัวเลขในงานวิชาการ อย่างไรก็ดี ในกรณีของไทย เราอาจคาดการณ์ตัวเลขได้จากอัตราค่าจ้างและต้นทุนด้านการศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษแทน


"ส่วนต่างจากภาษาอังกฤษ"มีราคาเท่าไร?

โดยพื้นฐานแล้วเศรษฐกิจไทยสะท้อนความสำคัญของภาษาอังกฤษ อัตราค่าจ้างในไทยแสดงให้เห็นถึง "ส่วนต่างจากภาษาอังกฤษ" (English premium) ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งหมายถึงช่องว่างระหว่างอัตราค่าจ้างสำหรับคนที่พูดภาษาอังกฤษได้และอัตราค่าจ้างสำหรับคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ในปี 2552 ความแตกต่างระหว่างเงินเดือนผู้บริหารกับพนักงานธุรการในไทยอยู่ที่ 1,140% ซึ่งติดอันดับ 4 จาก 56 ประเทศในกลุ่มสำรวจ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าความแตกต่างระหว่างอัตราค่าจ้างในไทยนั้นขึ้นอยู่กับทักษะด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก ส่วนในสิงคโปร์นั้นความแตกต่างของอัตราค่าจ้างอยู่ที่ 500%[3] ถ้าเราสมมติให้การกระจายทักษะอาชีพในกลุ่มประชากรเหมือนกันในทุกประเทศ(ยกเว้นทักษะด้านภาษา)"ส่วนต่างจากภาษาอังกฤษ"ในไทยจะอยู่ที่ 640%

ตัวเลข"ส่วนต่างจากภาษาอังกฤษ"ของไทยนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก ซึ่งก็ตอบคำถามว่าทำไมคนไทยจึงนิยมเดินทางไปศึกษาในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษกันนัก ถึงแม้ว่าข้าราชการและรัฐบาลไทยจะยังคงลังเลไม่ยอมรับภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองก็ตาม นอกจากนี้ ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเสมือนเป็นบัตรผ่านไปสู่สังคมระดับสูง นักการเมืองที่พูดภาษาอังกฤษไม่คล่องแคล่วมักจะโดนสบประมาทโดยคู่แข่งทางการเมืองและคนชั้นกลางในเมือง

ดังนั้น "ส่วนต่างจากภาษาอังกฤษ" จึงกลายเป็นปัจจัยเบื้องหลังการเติบโตของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติและหลักสูตรภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยไทย ถ้ากระทรวงศึกษาฯอนุมัติให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาที่สอง การสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษจะกลายเป็นหลักสูตรกระแสหลักซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยงบประมาณรัฐ ดังนั้นนโยบายนี้จะลดความต้องการที่มีต่อโรงเรียนนานาชาติและหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ดำเนินงานโดยความสมัครใจ ด้วยเหตุนี้เองส่วนต่างระหว่างค่าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษและค่าเรียนหลักสูตรภาษาไทยจะกลายเป็นตัวเลขที่แสดง"ส่วนต่างจากภาษาอังกฤษ"

ตัวอย่างเช่น เราสามารถเปรียบเทียบค่าเทอมประจำปีของหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรภาษาอังกฤษที่คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯราคา 149,000 บาทต่อปี[4] ส่วนหลักสูตรภาษาไทยที่คณะเดียวกันราคา 29,000 บาทต่อปี[5] จากข้อมูลนี้ "ส่วนต่างจากภาษาอังกฤษ" คือ 149/29 หรือ 514%

มองอนาคต

ใน 20 ปีข้างหน้า ภาษาจีนอาจมีความสำคัญเทียบเท่ากับภาษาอังกฤษในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ภาษาอังกฤษจะยังคงมีความสำคัญอยู่เพราะประเทศอาหรับ ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ไม่มีท่าทีสนใจที่จะเปลี่ยนภาษาธุรกิจจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีน นอกจากนี้ คงเป็นไปได้ยากที่ภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนด้วยเช่นกัน

อันที่จริงแล้ว การตัดสินใจของกระทรวงศึกษาฯนับว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้วางนโยบายสาธารณะในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ สำหรับคนเอเชียที่ปรารถนาจะพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นตัวเลือกต้นทุนต่ำที่มีไว้ทดแทนการศึกษาในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือแคนาดา เพราะระยะทางที่ใกล้กับเอเชีย ผู้วางนโยบายสาธารณะในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จึงตระหนักดีถึงข้อได้เปรียบนี้และยินดีต้อนรับจำนวนนักเรียนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจากทวีปเอเชีย การส่งออกบริการด้านการศึกษาไปสู่ประเทศในเอเชียรวมทั้งไทยทำรายได้มูลค่ามหาศาลให้สถาบันการศึกษาจำนวนมากในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ดิฉันหวังว่ากระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณานโยบายนี้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้

อ้างอิง

[1] "Plan to make English 2nd language vetoed," Bangkok Post, October 20, 2010: http://www.bangkokpost.com/news/local/202224/plan-to-make-english-2nd-language-vetoed
[2] Anderson, James E. and Eric van Wincoop (2004), "Trade costs," [i]Journal of Economic Literature[/i] 42, pp. 691-751: http://ideas.repec.org/p/boc/bocoec/593.html
[3] "Global Management Pay Report 2009," [i]Hay Group[/i]: http://www.haygroup.com/Downloads/ww/misc/Global_Management_Pay_Report_2009_final.pdf
[4] "International Programs Offered at Bachelor Degree Level," Chulalongkorn University: http://www.inter.chula.ac.th/inter/internationalstudents/frame.htm
[5] "Fees for Thai Students," Office of the Registrar, Chulalongkorn University: http://www.reg.chula.ac.th/fee1.htm




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2553    
Last Update : 6 ธันวาคม 2553 17:20:18 น.
Counter : 413 Pageviews.  

สงครามเงินตราและทางเลือกของไทย

โดย กานดา นาคน้อย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue สหรัฐอเมริกา*

การอ่อนตัวของเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อต้นเดือนนี้

แม้รมต.คลังสหรัฐฯยืนยันว่า สนับสนุนให้ดอลลาร์แข็งตัว แต่คำยืนยันดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพราะธนาคารกลางสหรัฐฯไม่มีนโยบายพยุงค่าเงินและแสดงท่าทีว่า จะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไป

กล่าวได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯถือคติว่า “เงินตราของเรา ปัญหาของคุณ”(Our currency, your problem)

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีความสำคัญมากในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะนานาประเทศหวังพึ่งตลาดต่างประเทศเพื่อทดแทนการหดตัวของตลาดในประเทศ การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้เงินอ่อนลงเพื่อส่งเสริมการแข่งขัน (Competitive devaluation) เป็นมาตรการที่ธนาคารกลางทั่วโลกใช้มานาน

ถ้าหลายประเทศใช้พร้อมกันก็เกิดสงครามเงินตรา (Currency war) กล่าวคือ ความพยายามทำให้เงินอ่อนตัวจนอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งทางการเมือง

สงครามเงินตราเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต เช่น สงครามเงินตราในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งจบลงด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศอุตสาหกรรมให้เงินเยนและเงินมาร์คแข็งตัวขึ้น

สงครามเงินตราที่มีผลกระทบมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินระหว่างประเทศคือสงครามเงินตราในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศอุตสาหกรรมจนวิกฤตเศรษฐกิจลุกลามไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 วิกฤตดังกล่าวได้ลุกลามมาถึงไทยจนเกิดแรงกดดันให้เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475

ภาวะบาทแข็งในปัจจุบัน

โดยนิยามการอ่อนตัวของเงินดอลลาร์คือการแข็งตัวของเงินสกุลอื่น การประเมินภาวะบาทแข็งต้องคำนึงถึงโครงสร้างการค้าขายระหว่างประเทศเพราะเงินของประเทศคู่ค้าก็ปรับตัวด้วย

เราต้องดูค่าเฉลี่ยของการปรับตัวของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินของประเทศคู่ค้าต่างๆ นอกจากนี้ราคาสินค้าส่งออกขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อด้วย

ดังนั้นเราต้องปรับค่าเฉลี่ยดังกล่าวด้วยอัตราเงินเฟ้อของไทยและประเทศคู่ค้า สถิตินี้เรียกว่าดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (Real effective exchange rate)

รูปข้างล่างแสดงดัชนีค่าเงินที่แท้จริงของไทยและประเทศคู่แข่งที่สำคัญระหว่าง ม.ค. 2550 และ ก.ย. 2553

ประเด็นคือการเปลี่ยนแปลงของดัชนีไม่ใช่ระดับของดัชนี การปรับตัวขึ้นของดัชนีบ่งบอกว่าเงินแข็งขึ้น รูปนี้สมมุติให้ดัชนีเดือน ม.ค. 2550 เป็น 100

ปี 2550 เป็นปีที่วิกฤตการเงินปะทุที่สหรัฐฯ ปัญหาหนี้เสียจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยทำให้แบร์สเติร์นส์ (Bear Stearns) ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจเก่าแก่ต้องปิดกิจการ

เห็นได้ชัดว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯเอ่อนลงเพียงสกุลเดียว เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2550 แล้วเงินดอลลาร์อ่อนลง 6% เงินเยนแข็งที่สุดคือแข็งขึ้น 23%

แต่ต้นปีที่แล้วเงินเยนญี่ปุ่นแข็งขึ้นถึง 30% รองลงมาคือเงินหยวนจีนซึ่งแข็งขึ้น 16% ต้นปีที่แล้วเงินหยวนแข็งขึ้นถึง 20% เงินสกุลอาเซียนทั้ง 4 สกุลได้แก่ดอลลาร์สิงคโปร์ เงินบาท เปโซฟิลิปปินส์ และริงกิตมาเลเซียแข็งขึ้นไล่เลี่ยกันด้วยอัตรา 11% 9% 8% และ 7% ตามลำดับ ยังไม่มีสถิติของเดือนนี้ซึ่งเป็นเดือนที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วจนทะลุอัตรา 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามชัดเจนว่า สหรัฐฯชนะสงครามเงินตราครั้งนี้อย่างขาดลอย เงินดอลลาร์ไม่เพียงแต่อ่อนค่าลงแต่เงินสกุลอื่นๆยังแข็งขึ้นมากกว่าที่เงินดอลลาร์อ่อนลงเสียอีก




ใครได้ใครเสียจากภาวะบาทแข็ง?

กลุ่มที่เสียหายจากภาวะบาทแข็งคือผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ส่งออกรายย่อยที่รายจ่ายตายตัว (Fixed cost) มีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิต เมื่อผู้ส่งออกเสียหายแรงงานในภาคส่งออกก็ได้รับผลกระทบด้วย

งานวิจัยเชิงประจักษ์พบว่า การแข็งค่าของเงินมีผลกระทบเชิงลบต่อมูลค่าการส่งออกด้วยความเฉื่อยประมาณ 6-12 เดือน

ถ้าค่าเงินแข็งวันนี้มูลค่าส่งออกจะลดลงใน 6-12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากสัญญาซื้อขายสินค้ากำหนดราคาและปริมาณสินค้าก่อนค่าเงินจะเปลี่ยน และผู้ส่งออกมักยอมลด Profit margin(ส่วนต่างกำไร) ในระยะสั้น

ดังนั้นสถิติการส่งออกในระยะสั้นจะไม่แสดงผลกระทบจากจากค่าเงิน ผลกระทบต่อปริมาณการส่งออกขึ้นอยู่กับทั้งอัตราการแข็งค่าของเงินและความยืดหยุ่นของการทดแทน (Elasticity of substitution) ของสินค้า แม้ว่าเงินบาทแข็งขึ้นด้วยอัตราที่ต่ำกว่าดอลลาร์สิงคโปร์ 2% (ดูดัชนีค่าเงินที่แท้จริงในรูปข้างบน)

แต่สินค้าและบริการของไทยยังมีคุณภาพไม่สูงทำให้ประเทศคู่ค้าทดแทนด้วยสินค้าและบริการจากประเทศคู่แข่งได้ง่าย

ดังนั้นการหดตัวของปริมาณการส่งออกของไทยน่าจะมากกว่าการหดตัวของปริมาณสินค้าและบริการจากสิงคโปร์

กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะบาทแข็งมี 5 กลุ่ม

1.ผู้นำเข้าสินค้าบริโภค (Consumption goods) จากต่างประเทศและผู้บริโภค ในแง่ดีภาวะบาทแข็งทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคสินค้าที่หลากหลายและได้ใช้สินค้าคุณภาพสูงในราคาที่ต่ำลง

ในแง่ไม่ดีทำให้สินค้าฟุ่มเฟือยราคาต่ำลง อาจทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มสร้างหนี้สินเพื่อบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย

2.ผู้นำเข้าสินค้าทุน (Capital goods) ที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าเพื่อบริโภคในประเทศ เช่น ผู้นำเข้าเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้าง ในแง่ดีผู้ประกอบการแบ่งกำไรให้แรงงานได้โดยการขึ้นค่าแรงและนำกำไรไปลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยีได้

ในแง่ไม่ดีผู้ประกอบการอาจผูกขาดทั้งตลาดแรงงานและตลาดสินค้า ในกรณีนี้กำไรจากภาวะบาทแข็งจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากขึ้น

3.นักลงทุนไทยในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้กำไรจากส่วนต่างของราคาทรัพย์สิน เพราะเม็ดเงินจากทุนต่างชาติเข้ามาหนุนแรงซื้อ แม้ว่ากฏหมายไทยในปัจจุบันยังไม่ยินยอมให้ชาวต่างชาติซื้อที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของห้องชุดคอนโดมิเนียมและสามารถจดทะเบียนร่วมทุนกับคนไทยเพื่อทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์

4.นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาฯ กำไรที่ชัดเจนที่สุดคือส่วนต่างดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ ส่วนการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยไม่ต้องเสียภาษีเหมือนในสหรัฐฯและอังกฤษ (และอีกหลายประเทศ) ทุนต่างชาติมีปริมาณสูงมากจึงสามารถดันราคาสินทรัพย์ในตลาดทุนให้ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในอนาคตเมื่อทุนต่างชาติไหลออกราคาหลักทรัพย์จะปรับตัวลงอย่างรวดเร็วแต่ทุนต่างชาติเป็นผู้กำหนดราคา ดังนั้นนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นจะรับภาระขาดทุนหลังทุนต่างชาติออกไปแล้ว

การลงทุนในตลาดอสังหาฯไทยก็ไม่มีภาษีทรัพย์สินแบบในสหรัฐฯหรือยุโรป ผลกำไรสุทธิจากตลาดอสังหาฯไทยจึงมากกว่าการลงทุนในต่างประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับอสังหาฯที่ราคาเท่ากัน

5.กลุ่มทุนไทยที่นำทุนออกไปซื้อกิจการต่างประเทศ ในแง่ดีกลุ่มนี้สามารถซื้อเทคโนโลยีแล้วนำเข้ามาต่อยอดในประเทศเพื่อยกระดับเทคโนโลยีและช่วยสร้างงาน

ในแง่ไม่ดีคือการลงทุนซื้อกิจการต่างประเทศอาจเป็นเพียงการเก็งกำไรในระยะสั้น เมื่อเงินบาทอ่อนลงในอนาคตหลังจากที่ทุนต่างชาติไหลออกแล้ว กลุ่มนี้สามารถขายกิจการในต่างประเทศแล้วนำกำไรจากส่วนต่างกลับมาซื้อทรัพย์สินในไทย วิธีการทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวคล้ายคลึงกับการช้อนซื้อทรัพย์สินไทยโดยกลุ่มทุนต่างชาติด้วยราคาถูกหลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540

มาตรการแก้ไขปัญหาเงินดอลลาร์อ่อนตัว

ประเทศต่างๆรับมือกับภาวะดอลลาร์อ่อนตัวด้วยมาตรการดังต่อไปนี้

1.การแทรกแซงในตลาดเงินตราต่างประเทศ เช่น การแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น จีนและสิงคโปร์ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงค์ชาติได้เปลี่ยนมาใช้ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เสรีกว่าระบบตะกร้าเงินตั้งแต่ปี 2540

ระบบนี้เป็นผลโดยตรงจากการสูญเสียทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ถ้าตอนนี้ไทยหันกลับไปใช้ระบบเดิมแบงค์ชาติก็ต้องแทรกแซงในตลาดเงินตราต่างประเทศด้วยการขายเงินบาทและซื้อเงินดอลลาร์ นโยบายนี้จะสร้างปัญหาเงินเฟ้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่

ปัญหาเงินเฟ้อก็เป็นปัญหาสำหรับจีน แต่จีนถือว่า ซื้อเวลาเพื่อใช้ภาคส่งออกถ่ายเทแรงงานออกจากภาคเกษตร ที่สำคัญจีนต่อรองให้บรรษัทข้ามชาติขึ้นค่าแรงได้

ดังนั้นผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อต่อคุณภาพชีวิตของคนรายได้ต่ำในจีนน้อยกว่าในไทย

นอกจากนี้จีนมีอำนาจในตลาดสินค้าโลกจึงกำหนดราคาสินค้าส่งออกให้ชดเชยอัตราเงินเฟ้อได้ ส่วนญี่ปุ่นไม่มีปัญหาเงินเฟ้อและมีปัญหาประชากรลดลงซึ่งเป็นปัจจัยหนุนภาวะเงินฝืด ดังนั้นญี่ปุ่นจึงแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศโดยไม่ต้องกังวลปัญหาเงินเฟ้อ

ส่วนสิงคโปร์มีความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ต่ำกว่าไทยเพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์มีขนาดเล็กมาก

2.การสนับสนุนให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าทำสัญญาค้าขายระหว่างประเทศและชำระเงินด้วยเงินสกุลของตนแทนเงินดอลลาร์

นโยบายนี้ใช้ในสหภาพยุโรปและจีน นโยบายของจีนได้รับการตอบรับที่ดีจากธนาคารต่างชาติรวมทั้งธนาคารอเมริกัน วิธีบริหารความเสี่ยงแบบนี้ราคาถูกกว่าทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้าและเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาเงินเป็นเงินนานาชาติเพื่อแข่งขันกับเงินดอลลาร์ในอนาคต

ไทยมีอำนาจต่อรองในตลาดสินค้าและตลาดเงินตราต่างประเทศน้อยกว่าสหภาพยุโรปและจีน ไทยจึงไม่สามารถสนับสนุนให้ผู้ส่งออกทำสัญญาซื้อขายสินค้าด้วยเงินบาทได้ จึงสนับสนุนให้ผู้ส่งออกทำสัญญาซื้อขายเงินบาทล่วงหน้าแทน

การบริหารความเสี่ยงด้วยวิธีนี้มีข้อจำกัดตรงที่ว่าเงินบาทไม่ใช่เงินสกุลหลักที่มีปริมาณการซื้อขายล่วงหน้ามากแบบเงินเยน ในภาวะความเสี่ยงสูงมักหาคู่ค้าธุรกรรม (Counterparty) ยากและทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมสูงขึ้น

3.การลดดอกเบี้ยตามธนาคารกลางสหรัฐฯเพื่อลดส่วนต่างดอกเบี้ย เช่น นโยบายของธนาคารกลางที่ญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ สิงคโปร์ ฯลฯ

นโยบายนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ เพราะทำให้ทุนในประเทศไหลเข้าตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดอสังหาฯแทนทุนต่างชาติ ประเทศที่ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาสามารถใช้นโยบายนี้ได้

โปรดสังเกตุว่าการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในเดือน ตค. 2551 เป็นการประสานนโยบายลดดอกเบี้ยพร้อมธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ และแคนาดา ความร่วมมือดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเงินตราระหว่างประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก

4.นโยบายควบคุมการไหลเวียนของทุนต่างชาติ มีทั้งที่ใช้กฏเกณฑ์จำกัดธุรกรรมแบบจีนหรืออินเดีย และการเก็บภาษีจากเงินทุนต่างชาติแบบบราซิล

ในปีนี้บราซิลได้ประกาศขึ้นอัตราภาษีที่เก็บจากทุนต่างชาติถึง 2 ครั้ง ภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับทุนต่างชาติทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น มีผลบังคับครอบคลุมถึงกองทุนรวม กองทุนบำนาญและเฮดจ์ฟันด์จากต่างประเทศ

การส่งเสริมให้ทุนไหลออกนอกประเทศไม่ใช่มาตรการโดยตรงที่ทำให้เงินอ่อนค่าลง จีนคือตัวอย่างที่ชัดเจน แม้จีนอนุญาตให้คนจีนไปลงทุนในต่างประเทศได้บ้างและให้สถาบันการเงินต่างชาติเริ่มซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลจีน นโยบายนี้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเงินหยวนให้เป็นเงินนานาชาติเพื่อแข่งขันกับเงินดอลลาร์ในอนาคต และใช้พร้อมกับการทำสัญญาค้าขายระหว่างประเทศด้วยเงินหยวน

ปัจจุบันกระทรวงการคลังของไทยได้เสนอให้จัดเก็บภาษีจากดอกเบี้ยจากการลงทุนในตราสารหนี้ของทุนต่างชาติด้วยอัตรา 15% แต่ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่า รัฐสภาจะอนุมัติเมื่อไรและจะมีผลบังคับใช้เมื่อไร จึงกล่าวได้ว่า ไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการไหลเวียนของทุนต่างชาติ

ทางเลือกของไทย

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ไทยมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าญี่ปุ่น มีอำนาจต่อรองในตลาดสินค้าโลกน้อยกว่าจีน มีอำนาจต่อรองค่าแรงกับบรรษัทข้ามชาติน้อยกว่าจีน มีตลาดอสังหาฯขนาดใหญ่กว่าสิงคโปร์

ดังนั้นการเข้าร่วมสงครามเงินตราด้วยการแทรกแซงในตลาดเงินตราต่างประเทศไม่ใช่นโยบายที่ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การลดดอกเบี้ยก็ทำได้เพียงเล็กน้อยเพราะตลาดหลักทรัพย์และตลาดอสังหาฯของไทยไม่ซบเซา

ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ไม่ลดดอกเบี้ยให้ใกล้เคียงกับสหรัฐฯ บราซิลก็จำเป็นต้องใช้ดอกเบี้ยสูงกว่าสหรัฐฯเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่

ทางเลือกอื่นคือการควบคุมการไหลเข้าของทุนต่างชาติควบคู่ไปกับการลดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยหรือคงดอกเบี้ยไว้

การควบคุมทุนต่างชาติมี 2 วิธี หนึ่งคือกระทรวงการคลังเก็บภาษีจากทุนต่างชาติเหมือนนโยบายในบราซิล

สองคือวิธีที่ชิลีใช้ในอดีต กล่าวคือ ธนาคารกลางกำหนดว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นต้องกลายเป็นทุนสำรองในบัญชีที่ไม่ได้ดอกเบี้ยนานเท่าไร

ที่สำคัญคือต้องประกาศกฏเกณฑ์ให้นักลงทุนรู้ล่วงหน้าว่าจะมีผลบังคับใช้เมื่อไร ไม่ใช่ทำโดยไม่ประกาศล่วงหน้าแบบที่ไทยลองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว การประกาศล่วงหน้าจะป้องกันภาวะตื่นตระหนกในตลาดทุน

ทุนต่างชาติไหลทะลักเข้าตลาดทุนไทยใน 3-4 ปีที่ผ่านมาเพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและดอกเบี้ยต่ำที่สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้สถาบันการเงินต่างชาติไม่ค่อยมีที่เก็งกำไร ด้วยเหตุนี้อำนาจต่อรองของไทยในตลาดทุนจึงสูงกว่าทศวรรษที่แล้วมากมาย

ขณะนี้ไทยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเพื่อตั้งกฎเกณฑ์ควบคุมทุนต่างชาติให้มีแรงจูงใจลงทุนระยะยาว มิฉะนั้นทุนต่างชาติจะเก็งกำไรและดันให้เงินบาทแข็งจนอาจจะทำลายฐานส่งออก เมื่อทุนต่างชาติไหลออกในภายหลัง เงินบาทจะอ่อนตัวลง แต่ตอนนั้นฐานส่งออกอาจจะถูกทำลายแล้ว ผู้ส่งออกไม่สามารถปรับตัวในเวลาระยะสั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าผลผลิตแล้วรายจ่ายตายตัว (Fixed cost) ของการผลิตเพื่อส่งออกสูงกว่าการรายจ่ายตายตัวของการลงทุนในตลาดทุน

แม้ว่าในระยะยาวทุกประเทศมีเป้าหมายลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังห่างไกลจากจุดนั้นเป็นทศวรรษ

ในด้านการผลิตไทยยังไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยีที่ผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการบริโภค อาทิ การรักษาพยาบาล อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องจักรกล ยานพาหนะ ฯลฯ

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างชัดเจนของประเทศที่ปรับค่าเงินหลังพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาคุณภาพสินค้าส่งออกขึ้นอยู่กับทั้งภาคส่งออกและภาคธุรกิจอื่นเพราะคุณภาพวัตถุดิบและบริการที่เป็นปัจจัยการผลิตมีอิทธิพลกับคุณภาพสินค้าส่งออกเท่ากับเทคโนโลยีของผู้ส่งออก

ดังนั้นคุณภาพแรงงานในภาคธุรกิจอื่นมีผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าส่งออกด้วย เป็นไปไม่ได้ที่ภาคส่งออกจะพัฒนาคุณภาพสินค้าได้ฉับไวในเวลาไม่กี่ปี

ในด้านการบริโภค กำลังซื้อในไทยยังไม่สูงพอที่จะยกระดับรายได้และฐานภาษีเพื่อสร้างสวัสดิการสังคม สวัสดิการสังคมในที่นี้คือการประกันความเสี่ยงขั้นพื้นฐานที่แม้แต่ประเทศทุนนิยมสุดขั้วอย่างสหรัฐฯยังมี เช่น ประกันการตกงาน (Unemployment insurance) ดังนั้นการส่งออกจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาไทยไปอีกหลายทศวรรษ

การแทรกแซงตลาดทุนเพื่อแก้ปัญหาบาทแข็งจึงเป็นนโยบายที่สำคัญมากต่ออนาคตของไทย

แม้ว่าสถาบันการเงินต่างชาติจะไม่ชื่นชอบนโยบายควบคุมทุนต่างชาติ ถ้าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพสถาบันการเงินต่างชาติจะปรับตัวได้เอง เพราะการลงทุนในตลาดทุนมีรายจ่ายตายตัว (Fixed cost) ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิต ไทยไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวว่าทุนต่างชาติจะไม่ไหลกลับมา แม้แต่อาร์เจนตินาที่เคยชักดาบไม่จ่ายดอกเบี้ยตอนเศรษฐกิจตกต่ำก็ไม่มีปัญหาว่าเงินทุนนอกไม่ไหลกลับ เมื่อเศรษฐกิจในประเทศดีหรือเมื่อเศรษฐกิจต่างประเทศซบเซาทุนต่างชาติจะไหลกลับมาเอง

แม้ IMF จะคัดค้านการควบคุมทุนต่างชาติ นั่นไม่ได้หมายความว่าไทยจะเสียสิทธิการเป็นสมาชิกของ IMF ไทยไม่จำเป็นต้องตามนโยบายของ IMF ตราบใดที่ไม่กู้เงินจาก IMF

นอกจากนี้สมดุลอำนาจใน IMF ได้มาถึงยุคเปลี่ยนผ่านแล้ว อีกไม่นานประเทศในเอเชียตะวันออกและตะวันออกกลางจะมีอำนาจใน IMF สูสีกับสหรัฐฯและสหภาพยุโรปโดยการนำของจีน เกาหลีใต้ และซาอุดิอาระเบีย ส่วนประเทศในละตินอเมริกามีบราซิลเป็นหัวหอกต่อรองเพื่อเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจใน IMF

ปรากฎการณ์ที่ทุนต่างชาติไหลทะลักเข้าตลาดทุนไทยเพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและดอกเบี้ยต่ำที่สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น เหมือนการไหลทะลักของทุนต่างชาติเข้าตลาดทุนไทยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

ถ้าทุนต่างชาติยังไหลเข้ามาดันราคาทรัพย์สินในตลาดทุนและตลาดอสังหาฯอย่างเสรีต่อไป เมื่อเศรษฐกิจประเทศอื่น(ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสหรัฐฯ ยุโรปหรือญี่ปุ่น)ดีขึ้นหรือเมื่อต่างประเทศปรับดอกเบี้ยขึ้น หรือเมื่อความเสี่ยงด้านการเมืองไทยเพิ่มขึ้น เงินทุนต่างชาติจะไหลออกแล้วตลาดทุนและตลาดอสังหาฯจะซบเซาเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งและนั่นจะยิ่งซ้ำเติมความเสียหายจากภาคส่งออกจนอาจก่อปัญหนี้เสียในสถาบันการเงินได้

นโยบายควบคุมทุนแบบชิลิน่าจะป้องกันการไหลออกของทุนอย่างกะทันหันและสร้างเสถียรภาพได้มากกว่าการเก็บภาษีจากทุนต่างชาติแบบบราซิล การไหลออกของทุนต่างชาติอย่างกะทันหันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินครั้งใหญ่เหมือนหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง


กล่าวคือ ทุนต่างชาติจะย้อนกลับมาซื้อทรัพย์สินไทยด้วยราคาถูกในภายหลังแต่คราวนี้จะมีกลุ่มทุนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศกลับมาซื้อทรัพย์สินด้วย การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินหลังวิกฤตการเงินมักทำให้ปัญหาทุนผูกขาดย่ำแย่ลง ดังที่ไทยได้เรียนรู้มาแล้วจากวิกฤตต้มยำกุ้ง

บทสรุป

“สงครามคือธุรกิจ”ไม่ว่าจะเป็นสงครามเงินตราหรือสงครามระหว่างกองทัพ สงครามทุกครั้งทำกำไรให้คนบางกลุ่มในขณะที่คนบางกลุ่มขาดทุน ภาวะบาทแข็งทำกำไรให้ผู้นำเข้าสินค้าและบริการ กลุ่มทุนไทยที่ซื้อกิจการต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทยในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาฯ แต่ให้โทษแก่ผู้ส่งออกและแรงงานในภาคส่งออก

ภาคธุรกิจที่ได้กำไรจากภาวะบาทแข็งคือภาคที่มีค่าแรงสูงกว่า แต่จะซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ การเรียกร้องให้ภาคส่งออกพัฒนาคุณภาพสินค้าไม่ใช่วิธีการรับมือภาวะบาทแข็งที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง

การพัฒนาคุณภาพสินค้าส่งออกต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ สินค้าและบริการในภาคธุรกิจอื่นซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสินค้าส่งออก รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพคน

ในทางกลับกันกลุ่มที่ปรับตัวได้ง่ายกว่า คือผู้ลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นโดยเฉพาะผู้ลงทุนชาวต่างชาติที่ลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น

นโยบายควบคุมทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นจะช่วยบรรเทาพิษของสงครามเงินตราครั้งนี้
--------------------

หมายเหตุ- กานดา นาคน้อย จบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาสแตนฟอร์ด ด้วยทุนของมหาวิทยาสแตนฟอร์ดและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ( IMF) จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Hitotsubashi ในญี่ปุ่น ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวโดยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาช่วงสั้นๆให้กับธนาคารโลกและIMF ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue ในสหรัฐอเมริกา

ที่มา มติชน




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2553    
Last Update : 22 ตุลาคม 2553 3:51:13 น.
Counter : 291 Pageviews.  

'กองทุนหมู่บ้าน' เติบโตอย่างมั่นคง

วันอังคาร ที่ 09 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 0:00 น.

พิสูจน์รากหญ้ามีวินัย-คุณธรรมสูงส่ง

กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เกิดขึ้นในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น นายกรัฐมนตรี โดยมีการกดปุ่มเงินก้อนแรกไปให้ประชาชนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 จำนวน 7,125 กองทุน กองทุนละ 1 ล้านบาท หรือหมู่บ้านละล้าน ท่ามกลางคำสบประมาท ดูถูกดูแคลนกันมากมายที่ดังก้องไปเข้าหูชาวรากหญ้าว่าเงินก้อนนี้คงกู้ไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไปซื้อโทรศัพท์มือถือ ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ลูกหลาน พอถึงเวลาชำระหนี้ก็ชักดาบ

แต่กองทุนหมู่บ้านก็ยังดำเนินการไปตามปกติ ตามวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นธนาคารของประชาชน เป็นแหล่งทุนใน หมู่บ้านที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ที่สำคัญ ยังเป็นการส่งเสริมการบริหารประเทศ ในระดับฐานราก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และประชาธิปไตย

กองทุนหมู่บ้านผ่านร้อนผ่านหนาวมา 9 ปี บางช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล มีข่าวว่าจะถูกยุบไปด้วยซ้ำ แต่ด้วยความเข้มแข็งและมั่นคงของกองทุนหมู่บ้าน จึงอยู่รอดมาได้จนถึงขณะนี้ โดยปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 79,255 กองทุน แยกย่อยเป็นกองทุนหมู่บ้าน 74,989 กองทุน กองทุนชุมชนเมือง 3,528 กองทุน และกองทุนชุมชนทหาร 738 กองทุน รวมแล้วมีเม็ดเงินที่ชาวรากหญ้าบริหารจัดการกันเอง ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท

จากข้อมูลของ รศ.นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (ผอ.กทบ.) เปิดเผยว่า จากรายงานเมื่อปี 2551 พบว่าเงินกองทุน 8 หมื่นล้านบาทที่บริหารกันโดยชาวบ้าน มีดอกผลงอกเงยขึ้นมากว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินยอดนี้ถูกนำไปใส่เข้าสมทบกอง ทุนจำนวน 5,370 ล้าน บาท เงินออม 15,766 ล้านบาท เงินหุ้น 1,876 ล้านบาท เงินฝาก 1,758 ล้านบาท เงินประกันความเสี่ยง 1,676 ล้านบาท เงินเฉลี่ยคืนผู้กู้ 1,597 ล้านบาท เงินบริหารจัดการ 2,441 ล้านบาท และเงินจัดสรรสวัสดิการ-สาธารณประโยชน์ 2,950 ล้านบาท

“เงินกองทุน 79,255 กองทุน ยังอยู่ในมือชาวบ้าน ไม่ได้หายไปไหน เพราะชาวบ้านมีวินัยทางการเงิน และมีความรับผิดชอบสูง โดยกองทุนทั้งหมดชาวบ้านบริหารกันเอง ด้วยฝีมือผู้บริหารที่ จบป.4 ป.6 และสูงขึ้นมาหน่อยอาจจะจบ ชั้นมัธยม แต่สามารถ บริหารเงินกันได้ดี เพราะชาวบ้านส่วน ใหญ่ไม่เบี้ยวหนี้ หรือติดค้างชำระ เนื่องจากเขามีความละอาย ใครเป็นหนี้ 2 หมื่นบาท รู้กันทั้งหมู่บ้าน ถ้าค้างชำระก็ติดชื่อไว้ที่ศาลาวัด หรือไม่ก็ให้ลูกหลานช่วยทวงถามให้”

เท่าที่ทราบระเบียบของธนาคารชาติ ระบุว่าถ้าค้างชำระ 3 งวด ถือว่าเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) แต่กองทุนหมู่บ้านต้องฟ้องร้องจึงจะถือว่าเป็นหนี้เสีย ปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านมีคดีความกับผู้กู้ โดยแบ่งเป็นคดีแพ่ง 5,054 คดี และคดีอาญา 694 คดี รวมแล้วไม่ถึง 6 พันคดี หรือจำนวน 6 พันคนที่มีปัญหา ด้วยมูลหนี้ประมาณ 200 ล้านบาท จากสมาชิกกองทุนกว่า 12 ล้านคน ถ้าเทียบ เป็นสัดส่วนจำนวนคนแล้วถือว่าน้อยมาก โดย เฉพาะมูลหนี้ 200 ล้านบาท ที่เป็นคดีความกันอยู่ ยังไม่ถือว่าเป็น หนี้สูญหรือถ้ามองแบบแย่สุดสุด 200 ล้านบาท เป็นหนี้สูญ เมื่อเทียบกับกองทุนทั้งหมด 8 หมื่นล้าน บาท ถือว่าจำนวนหนี้เสียไม่ถึง 0.5%

รศ.นทีกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกอง ทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองหลายแห่ง ได้ยกระดับเป็น “สถาบันการเงินชุมชน” หมายถึงหลายกองทุนที่มีความเข้มแข็ง อยู่ใกล้ชิดกัน มีความเห็นสอดคล้องกัน ได้บูรณาการหลายกองทุนเข้าด้วยกันเป็นสถาบันการเงินชุมชน ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ตั้งเป็นธนาคารชุมชน ตรงนี้ต้องอธิบายว่า ใช้ชื่อธนาคารชุมชนไม่ได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขและกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย

ปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ยกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชนแล้ว 1,149 แห่งทั่วประเทศ หลายแห่งประสบความสำเร็จมาก เช่น สถาบันการเงินชุมชนปากเกร็ดรวมใจ มีเงินทุนหมุนเวียนในการปล่อยกู้ถึง 83 ล้านบาท สมาชิกสามารถกู้ได้รายละเป็นแสนบาท ส่วนแห่งอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จก็มีสถาบันการเงินชุมชนเขาหญ้าออก จ.พัทลุง มีเงินทุนหมุนเวียน 20 ล้านบาท และสถาบันการเงินชุมชนถนนหัก จ.บุรีรัมย์ มีเงินทุนหมุนเวียน 15 ล้านบาท

“ทั้งหมดเป็นบทพิสูจน์ฝีมือการบริหารของพี่น้องรากหญ้าได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านมีวินัยสูง มีคุณ ธรรม เมื่อกู้เงินไปใช้ ไปลงทุน ก็พยายามหามาใช้คืน บางคนมีสปิริตถึงขั้นต้องไปกู้เงินนอกระบบมาใช้คืนเงินกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเราไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เพราะถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของกองทุนหมู่บ้าน และถ้าชาวบ้านเหลวไหล เหมือนคำสบประมาท ในช่วงแรก ๆ รัฐบาลชุดนี้คงไม่ให้เงินลงมากองทุนหมู่บ้านอีก 2 หมื่นล้านบาท และไม่ได้โยนให้เปล่า ๆ แต่หมู่บ้านและชุมชนเมืองต่าง ๆ ต้องเสนอแผนงาน เสนอโครงการเข้ามา จึงจะได้เงินกองทุน เพิ่ม ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนเสนอโครงการเข้ามาแล้วกว่า 60% แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวมาก” รศ.นที กล่าว

ที่ผ่านมามีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวนหนึ่งไม่ประสบความสำเร็จ เพราะประธานและคณะกรรมการบริหารกองทุน ขาดประสิทธิภาพ ไม่มีความกระตือรือร้น บางกองทุนปล่อยกู้เฉพาะในหมู่วงศาคณาญาติ จึงไม่เป็นที่ยอมรับของสมาชิกอื่น ๆ ในหมู่บ้านหรือชุมชน

ส่วนการชำระหนี้คืนกองทุนนั้น ชาวบ้านทั่วไปชำระหนี้คืนกันตามปกติ ถ้ามีปัญหาก็จะให้ลูก-หลาน และญาติเข้าไปช่วยพูดคุยเจรจา จนปัญหาคลี่คลายด้วยดี แต่ที่มีปัญหาส่อเจตนาจะเบี้ยวหนี้ ไม่ชำระหนี้คืนตามเวลา และติดตามทวงถามยาก คือข้าราชการบางคนในหมู่บ้าน

ทั้งหลายทั้งปวง แสดงให้เห็นว่าชาวรากหญ้าก้าวไปไกลกว่าที่คิด ลบคำสบประมาท และคำพูดดูถูกดูแคลนลงอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญในอนาคตกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ตั้งเป้าหมายว่าจะมีตรา สินค้าเป็นของตนเอง และอาจปล่อยกู้ให้กับภาครัฐด้วย.

พิเชษฐ์ รื่นกลิ่น/รายงาน

ที่มา เดลินิวส์




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2553 16:35:24 น.
Counter : 404 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.