Group Blog
 
All Blogs
 

เล่านิยาย เรื่องที่ 1-16

จู๋หย่าพาพวกป๋ายหลีไปที่เรือนดอกท้อ ที่นั่นป๋ายหลีเห็นต้นทานตะวันท่าทางอ่อนแอมากต้นหนึ่งถูกปลูกอยู่กลางตะเกียงล้มรอบหลายดวง มองออกได้ว่าทานตะวันต้นนั้นเหลือหุนอยู่แค่ดวงเดียว ไม่มีอีกสองหุนและเจ็ดพ่อ คนดูแลต้นทานตะวันเป็นคนรู้จักของหานลั่ว จึงเล่าให้ฟังว่าติดค้างบุญคุณชิงฟ่าน และชิงฟ่านได้ขอให้ขึ้นมาช่วยดูแลต้นทานตะวันนี้ให้ในระหว่างที่เขาถูกลงโทษลงไปผ่านด่านรัก ป๋ายหลีดูต้นทานตะวันนี้แล้วรู้สึกคุ้นตาและคุ้นเคยอย่างประหลาด

ป๋ายหลีอยู่รอชิงฟ่านนานจนหลับไป ในระหว่างที่หลับก็ฝันถึงต้นทานตะวันต้นนั้นอีกครั้ง จึงนึกขึ้นได้ว่านางเคยฝันมาก่อนว่าตัวเองคือต้นทานตะวันต้นนั้น และในความฝันครั้งนี้เป็นภาพมากมายไม่ปะติดปะต่อ บ้างก็ตัวเองเป็นต้นทานตะวัน บ้างก็เป็นเด็กน้อยวิ่งเล่นซนอยู่กลางป่าท้อ พอสะดุดล้มก็ร้องไห้เสียงดังให้ชิงฟ่านมาอุ้มมาโอ๋ สุดท้ายได้ยินเสียงผู้หญิงสาวพูดเลือนรางไม่ชัดเจน ตามด้วยความรู้สึกว่าถูกผลักร่วงตกลงไปและเจ็บปวดเหมือนถูกคมอาวุธกรีดใส่ไปเจ็บทั้งตัวจนหมดสติ

จากนั้นป๋ายหลีก็ตื่นขึ้น หมี่ตัวตัวเดินเข้ามาบอกว่าชิงฟ่านอาบน้ำเสร็จกลับมาแล้ว ป๋ายหลีจึงเดินออกไปที่ห้องโถง ก็เห็นชิงฟ่านนั่งเล่นหมากล้อมอยู่กับฉีหลิง เมื่อเห็นป๋ายหลีตื่นแล้ว ชิงฟ่านก็บอกเลิกเล่น ป๋ายหลีจึงแซวแกมกัดว่าคงจะแพ้อยู่ล่ะสิ เลยฉวยโอกาสเลิกเล่น แทนที่ชิงฟ่านจะกัดตอบอย่างทุกทีก็กลับเงียบไป แล้วฝืนยิ้มพูดว่าถือว่าเขาแพ้ก็แล้วกัน จากนั้นฝืนยิ้มสั่งให้ป๋ายหลีกับฉีหลิงออกไปขุดเหล้าที่ใต้ต้นท้อในสวนมาดื่มฉลองกัน เมื่อป๋ายหลีกับฉีหลิงเดินออกไปแล้ว ชิงฟ่านก็ยืนนิ่งเหม่อ พัดจีบขยับอยู่สองทีก็หยุดนิ่งปิดหน้า พักหนึ่งพัดจีบได้ร่วงตกจากมือลงพื้น บนพัดมีรอยคราบหยดน้ำตาอยู่จางๆ

ด้านป๋ายหลีกับฉีหลิงที่เดินไปขุดเหล้า ได้ผ่านต้นทานตะวันนั้นอีกครั้ง ป๋ายหลีขอเข้าไปดูใกล้ๆ ฉีหลิงเตือนว่าระวังจะทำของเขาพัง แต่ป๋ายหลีก็ยังเผลอสะดุดตะเกียงดวงหนึ่งดับ ผลคือหุนเดียวที่เหลือเริ่มสลายตัว ต้นทานตะวันเริ่มเฉี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว ชิงฟ่านรีบมาที่ต้นทานตะวันอย่างรู้สึกได้ ป๋ายหลีลนลานถามชิงฟ่านว่าทำยังไงดี แล้วต้องตกใจมากต่อท่าทางเย็นชาจนน่ากลัวของชิงฟ่านอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน คนดูแลต้นทานตะวันพยายามรั้งหุนเดียวนั้นไว้แต่ไม่สำเร็จ ได้แต่ส่ายหน้าให้ชิงฟ่าน บอกว่าสลายตัวไปแล้ว ชิงฟ่านหน้าซีดเผือดทันที ป๋ายหลีลนลานนึกไม่ออกว่าจะช่วยยังไงดี จังหวะนี้อยู่ๆ แสงสีเขียวจากต้นทานตะวันนั้นก็ได้พุ่งเข้าใส่ร่างป๋ายหลีกะทันหัน แล้วป๋ายหลีก็ล้มลงหมดสติไป

ฉีหลิงอุ้มป๋ายหลีขึ้นมา บอกขอโทษชิงฟ่านจากใจจริง แล้วพาป๋ายหลีกลับลงไป

เมื่อฉีหลิงพาป๋ายหลีไปแล้ว ชิงฟ่านไปยืนอยู่หน้าต้นทานตะวันที่เหี่ยวไปแล้ว น้ำตาไหลออกมา พูดว่า “ยายหนู ขอโทษด้วย” จากนั้นใช้มือเปล่าขุดดินที่หน้าต้นทานตะวัน ขุดเอาของที่เขาเคยฝังไว้ให้เป็นของขวัญทุกอย่างออกมาใส่ในแขนเสื้อโดยไม่สนใจว่าคราบดินจะเปื้อนเสื้อตัวเอง

ป๋ายหลีหลับไปครั้งนี้ ความทรงจำในชาติก่อนสมัยยังเป็นต้นทานตะวันได้กลับมาครบถ้วน ในตัวเหมือนมีสองคนอยู่ซ้อนกัน คนหนึ่งเรียกชิงฟ่านว่า “พี่ชายคนสวย” อีกคนเรียกว่า “ซือฝุ” จึงละเมอคำเรียกทั้งสองคำนี้ออกมา

ตอนที่ป๋ายหลีละเมอเรียก “พี่ชายคนสวย” ฉีหลิงได้ฟังก็ใจเต้น เพราะไม่แน่ใจว่าป๋ายหลีเรียกใคร แต่พอป๋ายหลีกลับเรียกออกอีกครั้งว่า “ซือฝุ” หัวใจฉีหลิงดิ่งวูบทันที

ป๋ายหลีตื่นขึ้นมาก็ถามฉีหลิงว่านางหลับไปนานแค่ไหน? ฉีหลิงบอกประมาณหนึ่งชั่วโมง ป๋ายหลีบอกว่าหลับครั้งนี้ นางนึกอะไรออกหลายอย่าง ฉีหลิงพูดตัดบทว่าไม่ต้องบอกเขา เขาไม่อยากฟัง แล้วเหาะออกจากห้องพุ่งหายไป ป๋ายหลีเข้าใจดี จึงไม่ตามไป และนิ่งนึกทบทวนถึงสิ่งที่เพิ่งนึกออก กับเริ่มสับสนว่าตกลงชิงฟ่านคือใคร ระหว่างพี่ชายคนสวยกับซือฝุ จึงตัดสินใจขึ้นไปหาชิงฟ่าน



ชิงฟ่านยังคงยืนเหม่ออยู่หน้าต้นทานตะวันที่เหี่ยวเฉา แต่แล้วอยู่ๆ ต้นทานตะวันก็กลับมาเขียวบานมีชีวิตอีกครั้งอย่างรวดเร็วต่อหน้าสายตาตกตะลึงของชิงฟ่าน จากนั้นข้างหลังจึงมีเสียงป๋ายหลีเรียกขึ้นว่า “พี่ชายคนสวย”

ชิงฟ่านหันกลับไป เรียกชื่อป๋ายหลีเสียงแหบพร่า แล้วฉวยจังหวะที่ป๋ายหลียืนก้มหน้าลังเลจัดการเสื้อผ้าให้ดูสะอาดเหมือนเดิม (แอบฮา พี่แกแคร์เรื่องรักษาหน้าตาภายนอกให้ดูเนี้ยบไม่มีเปลี่ยนเลย) แล้วเรียกป๋ายหลีเข้ามาหา ป๋ายหลีถามชิงฟ่านว่ารู้อยู่แล้วหรือว่านางคือทานตะวันต้นนั้น? ชิงฟ่านบอกรู้ตั้งแต่ได้ยินป๋ายหลีเรียกเขาว่าพี่ชายคนสวยนั่นแหละ ป๋ายหลีถามว่างั้นนางควรจะเรียกชิงฟ่านว่าอะไรดี? พี่ชายคนสวยหรือซือฝุ?

แทนที่จะตอบ ชิงฟ่านย้อนถามว่าเมื่อก่อนเขาเคยถามป๋ายหลีว่า ถ้าเจ้าเลือกอยู่กับใครสักคนได้แค่คนเดียว เจ้าอยากจะอยู่กับใคร ตอนนี้เจ้าได้คำตอบหรือยัง?

ป๋ายหลีนิ่งคิด พออ้าปากจะตอบ ชิงฟ่านกลับใช้พัดจีบปิดปากนางไว้ เพราะตัวเขาในตอนนี้ประหม่ากลัวคำตอบที่จะได้ยินมากจนมือชุ่มเหงื่อ เนื่องจากมีหลายอย่างที่เขาอยากจะทำ แต่ถ้าคำตอบที่ได้ยินไม่เป็นอย่างที่หวัง เขาจะไม่สามารถทำเรื่องที่อยากทำนั่นได้อีก ชิงฟ่านจึงฉวยโอกาสที่ป๋ายหลียังไม่ตอบนี้ก้มลงจูบนาง ป๋ายหลีตกใจแต่ไม่ต่อต้านผลักไส เท่ากับเป็นการให้คำตอบกลายๆ ชิงฟ่านจึงบอกว่า “ป๋ายหลี ข้ารักเจ้า เจ้าจะเรียกข้าว่าชิงฟ่าน หรือเรียกเซี่ยงกงก็ได้” (เซี่ยงกง คือคำเรียกสามี เหมือนฟูจวิน) พอป๋ายหลีทำเสียงรับปาก ชิงฟ่านก็พูดอีกว่า เจ้าบอกเองนะว่าเรามีบุพเพฯต่อกันมาสามร้อยปี ห้ามนึกเสียใจทีหลังเด็ดขาด ป๋ายหลีทำเสียงอืมรับปากอีกครั้ง



กล่าวถึงฉีหลิง หลังเหาะออกมาจากห้องป๋ายหลี ก็ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล พักเดียวก็เห็นป๋ายหลีเหาะขึ้นไปบนสวรรค์ เขารู้ดีว่าปายหลีไปหาชิงฟ่าน และเขาจะเสียป๋ายหลีให้ชิงฟ่านไปตลอดกาล เพราะคนที่ป๋ายหลีรักคือชิงฟ่าน ไม่ใช่เขา แต่จะทำยังไงได้ เพราะถึงร้อยกว่าปีมานี้เขาจะอยู่เคียงข้างป๋ายหลีมาตลอด แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับช่วงเวลาปีแรกๆ เพียงไม่กี่ปีนั้น

ช่วงเวลาปีแรกๆ ไม่กี่ปีที่ป๋ายหลีผ่านมาอย่างลำบากแสนสาหัส ตอนที่ป๋ายหลีต้องการคนเคียงข้าง ต้องการคนคอยช่วยเหลือมากที่สุด คนที่อยู่เคียงข้างนาง ยื่นมือให้นาง คอยช่วยเหลือนางอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาเหล่านั้นไม่เคยเป็นเขา แล้วเขาจะไปโทษใครได้



ตัดฉากย้อนกล่าวไปถึงที่มาของบุพเพฯระหว่างชิงฟ่านกับป๋ายหลี ว่าในตอนแรกเริ่ม มีอยู่ปีหนึ่งชิงฟ่านพบว่าต้นท้อในโลกมนุษย์ต้นหนึ่งผลิดอกบานทั้งที่เป็นหน้าหนาว ซึ่งเป็นการฝืนคำสั่งของเขาที่เป็นเซียนดอกท้อ ควบคุมช่วงเวลาที่ดอกท้อจะบาน เนื่องจากชิงฟ่านอยู่บนสวรรค์แล้วเบื่อ ไม่มีอะไรทำ จึงขอคำสั่งอนุญาตลงไปตรวจดูต้นท้อต้นนั้น

เมื่อลงไปถึงต้นท้อต้นนั้น ชิงฟ่านพบว่าดอกมันร่วงหมดแล้ว และพลังชีวิตกำลังหมดไปอย่างรวดเร็ว ใต้ต้นท้อต้นนั้นมีหญิงสาวนางหนึ่งใส่ชุดกันหนาวหนาเตอะนั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนเก้าอี้ ชิงฟ่านสัมผัสได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเองก็ใกล้จะตายเหมือนกับต้นท้อ และเขาเห็นแล้ววูบในใจอย่างประหลาด

ชิงฟ่านเดินเข้าไปเอามือแตะต้นท้อ ถ่ายพลังให้มัน ดอกท้อจึงบานสะพรั่งอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ชิงฟ่านเห็นหิมะเกาะเต็มตัวหญิงสาว จึงช่วยปัดออก และเขียนเขตแดนเล็กๆ ที่กลางอากาศเหนือศีรษะของหญิงสาวช่วยป้องกันหิมะให้ หญิงสาวรู้สึกตัว จึงเงยหน้าขึ้นดูอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นดอกท้อบานสะพรั่งอีกครั้งก็ยิ้มออกมาอย่างสดใส พูดว่าบานได้มีชีวิตชีวาดีจริงๆ

ชิงฟ่านเห็นรอยยิ้มนั้นแล้วหัวใจกระตุกวูบโดยแรง หญิงสาวพูดต่อว่า เจ้าว่าถ้าชาติหน้ามีจริง ข้าไปเกิดเป็นดอกทานตะวันดีไหม? ข้าชอบดอกทานตะวัน เพราะมันอยู่กลางแดดได้อย่างแข็งแรงและสดใส ไม่เหมือนตัวข้าในชาตินี้ที่แค่ตากแดดนานหน่อยก็ล้มป่วยเสียแล้ว

ถึงคำพูดนี้จะเหมือนพูดกับเขา แต่ชิงฟ่านรู้ดีว่าหญิงสาวมองไม่เห็นเขา และแค่พูดกับตัวเอง จากนั้นหญิงสาวก็ก้มหน้าลงตามเดิม หลับตาลง และตายจากไปโดยมีชิงฟ่านยืนมองอย่างวูบโหวงในใจที่เขาไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะเขาไม่มีสิทธิ์ไปกำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์

หลังจากกลับขึ้นสวรรค์แล้ว ชิงฟ่านได้เอาสุราดอกท้อที่บ่มเองเจ็ดไหไปติดสินบนดาวเทพลิขิตชะตา ให้ช่วยทำให้หญิงสาวนางนั้นได้ไปเกิดเป็นดอกทานตะวันสมดังใจหมาย หลังจากนั้นชิงฟ่านก็เที่ยวโอกาสลงไปเดินดูดอกทานตะวันในโลกมนุษย์เพื่อหาดูว่าหญิงสาวไปเกิดเป็นทานตะวันดอกไหน

จากนั้นด้วยบุพเพฯบันดาล หญิงสาวที่มาเกิดเป็นดอกทานตะวันได้ถูกลมพัดมาตกลงกลางสวนดอกท้อของชิงฟ่านบนสวรรค์และงอกขึ้นมากลางสวนท้อ ให้ชิงฟ่านได้พบและดูแลอย่างดีด้วยความดีใจ



คืนนั้นป๋ายหลีค้างที่สวนดอกท้อของชิงฟ่าน พอตื่นมาตอนเช้า เง็กเซียนได้ส่งเทพมาตามตัวชิงฟ่านไปเข้าเฝ้าแต่เช้า ป๋ายหลีรออยู่นาน กินเหล้าเพลิน แล้วได้ยินเทพองค์อื่นๆ คุยกันว่าชิงฟ่านถูกเรียกตัวไปเข้าเฝ้าเรื่องเหลียนจิ้วพาชิงเหลียนมาคุยเรื่องงานแต่งของชิงฟ่านกับเจ้าหญิงชิงเหลียน ป๋ายหลีเลือดขึ้นหน้า ตรงไปที่ตำหนักเง็กเซียนถีบประตูห้องประชุมที่ลงอาคมแน่นหนาเปิดผางออกในทีเดียว แล้วตรงเข้าไปนั่งพิงชิงฟ่านหน้าตาเฉยทั้งเมาๆ ชิงฟ่านดึงตัวป๋ายหลีมาพิงแนบอกอย่างอ่อนโยน ส่วนชิงเหลียนดูแล้วน้ำตาไหลออกมาทันที

เง็กเซียนถามชิงฟ่านเสียงเครียดว่านี่มันเรื่องอะไรกัน เจ้าลงไปเกิดผ่านด่านรักกับเจ้าหญิงชิงเหลียนครบเจ็ดชาติแล้ว พอกลับสวรรค์จะได้แต่งงานกันได้แบบไร้อุปสรรค กลับมาแสดงท่าทีแบบนี้กับหญิงอื่น เจ้าหญิงชิงเหลียนจงใจพูดออกมาว่า ชิงฟ่าน ท่านกับนางเป็นศิษย์อาจารย์กันใช่หรือไม่? เง็กเซียนฟังแล้วขมวดคิ้วทันที

ชิงฟ่านตอบว่า ข้ากับนางมีบุพเพฯต่อกันตั้งแต่เมื่อสามร้อยปีก่อน ก่อนที่ข้าจะลงไปเกิดเป็นมนุษย์ ดังนั้นเรื่องที่ข้าเป็นอาจารย์ของนางในตอนที่เป็นมนุษย์ จึงเท่ากับว่าไม่นับ

เทียนจวินได้ฟังก็พูดอย่างประหลาดใจว่า สามร้อยปีก่อน? เจ้ากับเจ้าหญิงชิงเหลียนผ่านด่านรักกันใช้เวลาแค่ร้อยกว่าปีเท่านั้น เช่นนี้มิหมายความว่า...

ความหมายของคำพูดชัดเจนโดยไม่ต้องพูดให้จบ และจากท่าทีของชิงฟ่านที่แสดงต่อป๋ายหลีได้บ่งบอกชัดว่าหญิงที่เขารักอย่างแท้จริงคือใคร

เหลียนจิ้วพูดเสียงเย็นชาว่าให้ชิงฟ่านอธิบายมาให้ชัดเจน ก่อนนี้ชิงเหลียนยอมถอนหมั้นองค์ชายรองของเง็กเซียน ทั้งยังผ่านด่านรักร่วมกับชิงฟ่านเพื่อชิงฟ่าน มาตอนนี้เจ้ากลับบอกว่ามีบุพเพฯกับป๋ายหลีมาสามร้อยปี แล้วเจ้าจะทำยังไงกับชิงเหลียน?

ป๋ายหลีฟังแล้วเลือดขึ้นหน้า ศอกกลับไปว่า ท่านเอาแต่พูดว่าชิงเหลียนทำเพื่อชิงฟ่านอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วท่านรู้ได้ยังไงว่าที่เจ้าหญิงชิงเหลียนทำลงไปทั้งหมดนั่น ไม่ได้เป็นการยินยอมเองฝ่ายเดียว ชิงฟ่านไม่ได้ขอร้องหรือต้องการเลยสักนิด?

ชิงเหลียนทำหน้าหน้าสงสาร พูดว่าแต่เรื่องผ่านด่านรักกับนางเจ็ดชาติ ชิงฟ่านเป็นคนรับปากยินยอมเอง ป๋ายหลีจึงศอกกลับว่า ตอนนั้นที่เจ้าจงใจผลักข้าลงจากแท่นประหารเซียน ไม่ใช่เพราะว่าชิงฟ่านรักข้าไม่ได้รักเจ้าหรอกหรือ?

ทุกคนที่ได้ฟังต่างตกตะลึง ชิงเหลียนรีบบอกว่านางไม่ได้ทำ เจ้าเสียหลักตกลงไปเองชัดๆ ข้าสิอุตส่าห์พยายามจะดึงตัวเจ้าขึ้นมาจนรักษาหุนของเจ้าเอาไว้ได้หนึ่งหุน! เจ้ากลับมาตอบแทนบุญคุณข้าด้วยการเนรคุณ!

เหลียนจิ้วพูดว่าเทียนจวินมีหินวิเศษที่ใช้ดูเหตุการณ์ได้ไม่ใช่หรือ? เอามาใช้ดูเหตุการณ์ตอนนั้นสิ แต่เทียนจวินบอกว่าหินนั้นใช้กับเผ่าอสูรไม่ได้ เจ้าหญิงชิงเหลียนแอบยิ้มสมใจ ป๋ายหลีจึงบอกว่า นางมีต้นไม้ที่บอกได้ว่าพูดจริงหรือพูดเท็จอยู่ เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนอสูร เอาออกมาใช้ยืนยันได้ แล้วเอาต้นไม้นั้นออกมา (ได้มาจากหานลั่ว) ถามว่า “เฮ้ ไอ้ต้นไม้บ้า ตอนนั้นน่ะนางเป็นคนผลักข้าลงไป!”

ต้นไม้ไม่เปลี่ยนสี เท่ากับว่าที่ป๋ายหลีพูดคือความจริง และเป็นหลักฐานมัดตัวชิงเหลียนอย่างแน่นหนาว่านางจงใจผลักป๋ายหลีที่ตอนนั้นเป็นร่างจิตของต้นทานตะวันลงจากแท่นประหารเซียน ชิงเหลียนตกใจหน้าซีด รีบแก้ตัวว่านางไม่ได้เจตนา แต่ผลักเบาๆ เท่านั้น ไม่นึกว่าป๋ายหลีจะตกลงไปจริงๆ แต่เหลียนจิ้วตวาดให้เงียบ แล้วลากตัวชิงเหลียนกลับทันที เพราะเหลียนจิ้วปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว จึงรู้เรื่องทั้งหมดดีและไม่มีหน้าจะอยู่ช่วยน้องสาวแย่งคนรักของคนอื่นต่อ

เรื่องของเรื่องคือ ก่อนจะผลักป๋ายหลีลงแท่นประหารเซียนไป ชิงเหลียนได้ขอให้เหลียนจิ้วไปติดสินบนดาวเทพลิขิตชะตา ถึงดาวเทพฯจะลิขิตชะตาของเทพที่ลงไปเกิดไม่ได้ แต่สามารถใส่คาถาบางอย่างใส่ตัวเทพที่ลงไปเกิดได้ ชิงเหลียนขอให้เหลียนจิ้วไปติดสินบนเทพชะตาให้ใส่คำสาปลงในตัวชิงฟ่านที่ลงไปเกิดว่า จะต้องได้พบและช่วยคุ้มครองนางไปทั้งเจ็ดชาติ จากนั้นก็ไปผลักป๋ายหลีที่เป็นทานตะวันน้อยลงจากแท่นประหารเซียนไม่พอ ยังแยกหุนป๋ายหลีออกมาหนึ่งหุน แล้วใส่เลือดของตัวเองเข้าไปแทนหนึ่งหยดให้กลายเป็นหัวใจของป๋ายหลี เพื่อที่เมื่อป๋ายหลีไปเกิดใหม่ จะได้โดนเลือดหยดนี้ที่กลายเป็นหัวใจควบคุมความคิดจิตใจ ไม่มาแย่งชิงฟ่านกับนาง จากนั้นก็จงใจโดดลงแท่นประหารเซียนให้ตัวเองเกิดมาอ่อนแอถูกผีปิศาจรังควาน เพื่อที่ชิงฟ่านจะต้องคอยตามคุ้มครองนางไปตลอดชีวิตทุกชาติ

ส่วนที่ชิงฟ่านยอมรับปากผ่านด่านรักกับชิงเหลียน เพราะต้องการขอยืมตะเกียงประสานวิญญาณมาซ่อมวิญญาณของทานตะวันน้อยที่เหลือแค่หุนเดียว แต่ซ่อมไม่ได้ เพราะวิญญาณส่วนที่เหลือไปเกิดใหม่แล้ว แต่ชิงฟ่านก็แน่พอตัว ถึงต้องผ่านด่านรัก เขาก็ยังรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้ และทำให้แต่ละชาติกินเวลาสั้นมาก อายุแค่ไม่ถึง 20 ปีก็ตาย ซึ่งเท่ากับว่าแต่ละชาติได้เจอชิงเหลียนและอยู่คุ้มครองชิงเหลียนแค่ไม่กี่ปีก็ตาย

ตอนชิงเหลียนถูกลากตัวออกไป ได้ร้องทวงป๋ายหลีว่าให้คืนของของนางมา ซึ่งหมายถึงหัวใจของป๋ายหลีที่กลายร่างมาจากเลือดหัวใจหนึ่งหยดของชิงเหลียนนั่นเอง ป๋ายหลีรำคาญหัวใจนี้อยู่นานแล้ว ก็ทำท่าจะควักอกมาคืนให้ทันทีโดยไม่ต้องคิด แต่ถูกชิงฟ่านกับเหลียนจิ้วตวาดห้ามเสียงกร้าวพร้อมกัน ป๋ายหลีดูหน้าชิงฟ่านที่โกรธมากแล้วจ๋อยไป ส่วนชิงเหลียน เสียงตวาดห้ามของหลียนจิ้วทั้งตวาดใส่ชิงเหลียนและป๋ายหลีพร้อมกัน เพราะเหลียนจิ้วรู้ดีว่านั่นเป็นแค่เลือดหัวในหยดเดียวของชิงหลียนเท่านั้น แต่เป็นหัวใจทั้งดวงของป๋ายหลี จึงเหลืออดกับนิสัยของน้องสาวตัวเองมาก รีบลากตัวกลับแดนอสูรไปไม่ให้โผล่ขึ้นมาบนสวรรค์อีก

หลังจากนั้นก็แน่นอนล่ะนะว่าเซียนดอกท้อกับดอกทานตะวันน้อยได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

หมี่ตัวตัวกับหานลั่วและครอบครัวได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยว ส่วนลูกชิ้นไปอยู่กับฉีหลิง


จบแล้ว



เรื่องเล่าเรื่องต่อไปจะลงในวันที่ 1 ก.ค. นะคะ




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2554    
Last Update : 18 มิถุนายน 2554 9:35:24 น.
Counter : 2989 Pageviews.  

เล่านิยาย เรื่องที่ 1-15

ป๋ายหลีแค่นยิ้ม แล้วแกล้งพูดคำพูดที่แม้แต่ตัวเองฟังแล้วยังขนลุกเกรียวว่า

“ข้ากับท่านมีบุพเพฯต่อกันมาสามร้อยปี ไม่ทราบว่าท่านยังจำข้าได้หรือไม่?”

ถึงจะแค่พูดซี้ซั้ว แต่ประโยคสุดท้ายเป็นการตั้งใจถามจริงๆ ว่าซือฝุยังจำข้าได้หรือไม่?

ชิงฟ่านทำท่าพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมยิ้มบางๆ ตอบว่า “ย่อมจำได้อยู่แล้ว เมื่อสามร้อยปีก่อนข้าเป็นคนปลูกเจ้าที่เป็นต้นท้อน้อยเองกับมือนี่!” พูดจบก็ถูกหยิกหน้าแรงๆ ทันทีจนต้องรีบก้าวถอยร้องโวยวายว่า “ก็แค่พูดผิดเอง อย่าหยิกแก้มข้าเลยน่านะ?”

จังหวะนี้ท่านแม่ของชิงฟ่านได้ออกมาเรียกไปกินข้าว ชิงฟ่านทำท่าจะแนะนำป๋ายหลี ป๋ายหลีรีบบอกว่ามีแต่ชิงฟ่านคนเดียวที่มองเห็นนาง ชิงฟ่านจึงเข้าบ้านไปกินข้าวโดยมีป๋ายหลีตามไปด้วย

กับข้าวบนโต๊ะมีเนื้อติดมันที่ป๋ายหลีรู้ดีว่าชิงฟ่านไม่ชอบกิน ชิงฟ่านจึงแอบทำใจดีถามป๋ายหลีว่าหิวมั้ย แล้วแอบคีบเนื้อติดมันให้ พอป๋ายหลีไม่เอา ก็โยนเนื้อให้แมวของตัวเองที่เดินผ่านมา จึงโดนท่านแม่ดุว่าระหว่างกินข้าวอย่าให้อาหารแมว

หลังกินข้าวเสร็จ ชิงฟ่านไปนั่งดูเงาในน้ำไม่พูดไม่จา เหมือนไม่สนใจที่ป๋ายหลีถามเรื่องมีบุพเพฯต่อกันสามร้อยปี ชิงฟ่านยังจำนางได้หรือเปล่า ป๋ายหลีปาก้อนหินใส่น้ำอย่างไม่พอใจ ชิงฟ่านจึงหันมาพูดประโยคเดิมว่าป๋ายหลีคือต้นท้อที่เขาปลูก พูดยังไม่ทันจบป๋ายหลีชิงตัดบทว่าเจ้าต่างหากคือต้นท้อที่ข้าปลูก จากนั้นคิดว่าไม่รู้ชาตินี้ชิงฟ่านกับชิงเหลียนจะได้เจอกันแบบไหน ชาตินี้ชิงฟ่านไม่ได้ฝึกเป็นเซียน ไม่รู้ว่าจะปกป้องชิงเหลียนได้หรือเปล่า ความจริงชิงเหลียนถูกภูตผีรังควานตั้งแต่เกิดแบบนั้นก็น่าสงสารอยู่หรอก ส่วนตัวป๋ายหลีเองรู้สึกละอายใจว่าตัวเองถูกซือฝุโอ๋มาสองปีจนคิดว่าซือฝุควรจะเป็นของตัว พอซือฝุไปดีกับคนอื่นเลยไม่พอใจซะงั้น นิสัยแบบนี้เหมือนเด็กผู้หญิงหวงของ ไม่ดีเลย

พอคิดได้แบบนี้ก็เริ่มปล่อยวาง ชิงฟ่านรู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบตัวป๋ายหลีเปลี่ยนไป จึงเดินมาถามว่าเป็นอะไรไปหรือ? ป๋ายหลีพูดว่า ข้าใช้อำนาจทำให้ดอกท้อบ้านท่านออกดอกตลอดไปแล้ว จึงไม่เหลือพลังจะทำให้มันติดลูกได้อีก ท่านโกรธข้าหรือเปล่า? ชิงฟ่านบอกต้องโกรธแน่อยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันพูดต่อ ป๋ายหลีก็ชิงพูดว่า อย่างนั้นข้าจะมอบพลังให้แก่ท่านเป็นการชดใช้ เพื่อให้ท่านสามารถใช้พลังนี้ปกป้องคนที่ท่านต้องการปกป้องได้ในวันหน้า แล้วถ่ายพลังให้ชิงฟ่านส่วนหนึ่ง ชิงฟ่านที่ได้รับพลังกะทันหันล้มลงหมดสติไปทันที จากนั้นป๋ายหลีก็จากไปโดยไม่ลา

ระหว่างที่หมดสติ ชิงฟ่านฝันเห็นสวนดอกท้อที่มีต้นท้อออกดอกบานสะพรั่ง กลางสวนท้อมีเหลืองหย่อยเล็กๆ อยู่หย่อมหนึ่ง ทั้งที่มองเห็นเงาร่างของหย่อมสีเหลืองนั้นชัดเจน แต่พอตื่นมากลับลืมไปจนหมดสิ้น นึกไม่ออกว่าเงาร่างนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

พอชิงฟ่านตื่นจากหมดสติ ก็รีบวิ่งออกไปที่สวน มองหาตะโกนเรียกเซียนดอกท้อ เรียกเท่าไหร่ป๋ายหลีก็ไม่ออกมา เพราะป๋ายหลีได้จากไปแล้ว ชิงฟ่านยืนใต้ต้นท้ออยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ใครก้ลากตัวไม่ขยับ อุ้มตัวไปก็ไม่ได้ สุดท้ายล้มลงไปหมดสติอีกครั้ง ท่านแม่ตกใจรีบเรียกหมอมาอุ้มเข้าบ้านไป ในตอนที่หมดสติรอบสองนี้ หางตาชิงฟ่านได้มีน้ำตาไหลออกมาทั้งหลับ

วันรุ่งขึ้นชิงฟ่านก็หายดีพร้อมกับที่ท่านพ่อและคนบ้าม้าที่เป็นพี่ชายร่วมสาบานของพ่อกลับมา ลุงที่เป็นพี่ชายร่วมสาบานของพ่อชิงฟ่านเล่าว่าได้พบเด็กสาวประหลาด ตอนแรกเดินทางมาด้วยกัน แล้วเด็กสาวบอกติดธุระต้องปลีกตัวจากไปก่อนกะทันหัน ส่วนม้าขาวนี่เด็กสาวนั้นให้ยืมมา ชิงฟ่านฟังลักษณะเด็กสาวแล้วรู้ทันทีว่าต้องเป็นเซียนดอกท้อคนนั้นแน่นอน ก็ให้ลุงพาไปดูม้า จากนั้นทำหน้าใสซื่อบอกว่าในเมื่อม้าไม่ใช่ของลุง แถมดูม้าถูกชะตากับข้ามาก งั้นข้าขอเลี้ยงไว้เอง ไว้วันหลังจะเอาไปคืนเจ้าของแทนให้ ท่านลุงคงไม่ปฏิเสธคำร้องขอนี้ของข้าหรอกนะ?

ท่านลุงเลยจำต้องยกม้าให้ชิงฟ่านอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ม้าเองสัมผัสได้ว่าชิงฟ่านเป็นเซียนมาเกิด จึงเชื่องกับชิงฟ่านมาก เมื่ออยู่ตามลำพัง ชิงฟ่านพูดกับม้าว่า “หากนางคือเซียนดอกท้อ เจ้าช่วยพาข้าไปหานางได้ไหม?” ตอนที่ป๋ายหลีบอกว่าเขากับนางมีบุพเพฯต่อกันมาสามร้อยปี ชิงฟ่านก็เชื่อสนิททันที เพราะแรกได้พบนาง เขาก็รู้แล้วว่าเขากับนางเคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อนานมาแล้ว...



ฉีหลิงออกตามหาตัวป๋ายหลีที่หนีออกมาเดินทางท่องเที่ยวจนเจอแบบงอนมาก ป๋ายหลีจึงต้องง้ออยู่พักหนึ่ง และพาฉีหลิงไปเยี่ยมเซียนจู๋หย่า โดยบังคับเข้าไปในเขตแดนทั้งที่จู๋หย่าไม่ต้อนรับ

จู๋หย่ากล่าวโทษป๋ายหลีว่าทำให้ชิงฟ่านเป็นแบบนั้นแล้วยังถือว่าชิงฟ่านเป็นอาจารย์อยู่อีกหรือ ป๋ายหลีนิ่งอึ้ง แล้วพูดว่าชิงฟ่านคือเซียนดอกท้อถูกลงโทษลงมาเปิดผ่านด่านเคราะห์เจ็ดชาติ การที่นางทำให้ชีวิตเขาจบลงเร็วๆ ไม่เท่ากับช่วยทำให้เขาได้กลับสวรรค์เร็วขึ้นหรอกหรือ? จู๋หย่าฟังแล้วก็ได้แต่อึ้ง

ป๋ายหลีไปขุดเหล้าของจู๋หย่ามาดื่ม มีอยู่ขวดเป็นเหล้าที่เซียนดอกท้อบ่มเองและแบ่งมาให้ ป๋ายหลีดันกินไปกว่าครึ่งขวด จึงหลับไปถึงห้าปีเต็มๆ โดยระหว่างที่หลับนี้ได้ฝันอย่างยาวนาน และมีฉีหลิงคอยเฝ้าดูแลอยู่ตลอด

ความฝันในระหว่างที่หลับไปห้าปีของป๋ายหลีคือ ฝันว่าตัวเองเป็นต้นทานตะวันต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่กลางสวนท้อของเซียนดอกท้อบนสวรรค์ เซียนดอกท้อในความฝันคือชิงฟ่าน ในความฝัน ชิงฟ่านสั่งให้ทานตะวันน้อยอยู่นิ่งๆ เขาจะได้วาดภาพให้ได้ แต่ภาพที่ชิงฟ่านวาดออกมา ทานตะวันน้อยเห็นแล้วหมดแรงมาก วงกลมหนึ่งวงแทนดอก เส้นตรงสองเส้นแทนลำต้น กับหย่อมดำอีกสองหย่อมข้างๆ แทนใบสองใบ แทนที่ชิงฟ่านจะยอมรับว่าตัวเองวาดห่วย ก็กลับแก้ตัวว่า

“อย่าทำท่าห่อเหี่ยวอย่างนั้นสิ ไม่รู้ว่าเจ้าลอยขึ้นมาถึงในสวนท้อของข้าได้ยังไง ต้นท้อในสวนนี้สูงใหญ่บังแสงแดดเสียหมด ทำเอาเจ้าได้รับแสงไม่ดีขาดสารอาหาร พอจะย้ายเจ้าออกไปเจ้าก็สั่นใบไม่ยอมไป เลยออกมาเป็นสภาพอย่างนี้ไง” แล้วบอกว่าข้ายกรูปนี้ให้เจ้านะ! จากนั้นเอามือขุดดินฝังรูปไว้ตรงหน้าต้นทานตะวัน เสร็จแล้วยิ้มชั่วร้ายแกล้งถูมือเช็ดเศษดินกับใบจนป๋ายหลีจักจี้ไปหมด

พริบตาต่อมาเหมือนเวลาผ่านไปหลายปี ได้ยินเสียงผู้หญิงสาวดังแว่วๆ มาว่า

“ทำไมถึงอย่างกับเขาวงกตเลย แต่ป่าดอกท้อนี้สวยจัง เอ๋ ทำไมถึงมีทานตะวันอยู่ตรงนี้ต้นนึงล่ะ? โอ้โห ดอกทานตะวันนี่หันหน้าตามดวงอาทิตย์จริงๆ ด้วย...”

จากนั้นก็ได้ยินเสียงเดิมนี้ถามชิงฟ่านว่าคือใคร บอกว่านางหลงทาง และชวนชิงฟ่านคุยอีกยาวมาก ป๋ายหลีนึกภาพยิ้มลวงโลกของซือฝุออกชัดเจนว่าปั้นหน้ายิ้มคุยนานขนาดนี้ไม่เมื่อยแย่บ้างรึไงนะ หลังจากนั้นภาพก็กระโดดไป ได้ยินเจ้าของเสียงซึ่งตอนนี้เห็นชัดเจนแล้วว่าคือเจ้าหญิงชิงเหลียนพูดกับดอกทานตะวันน้อยว่าทำไมถึงมาขึ้นอยู่กลางป่าท้อล่ะ แบบนี้ได้รับแดดไม่ดีกันพอดี แถมยังทำลายความสวยงามของป่าท้อด้วย ป๋ายหลีนึกด่าในใจว่าเดือดร้อนอะไรเจ้าด้วย แต่ตอนหันไปพูดกับชิงฟ่าน ชิงเหลียนกลับพูดว่าดอกทานตะวันนี้น่ารักจัง และหลงเข้ามาในสวนดอกท้อของชิงฟ่านเหมือนกับนางเลยด้วย ชิงฟ่านพึมพำแบบมีแต่ป๋ายหลีที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินว่าใช่ หลงเข้ามาแล้วดื้อด้านไม่ยอมออกไปเหมือนกันเลย

เวลาผ่านไปอีก คราวนี้ต้นทานตะวันน้อยได้กลายร่างเป็นเด็ก ป๋ายหลีจึงสิงอยู่ในร่างเด็ก ขยับตัวตามใจคิดไม่ได้ ได้แต่ขยับไปตามเจ้าของร่าง จังหวะนี้ก็ได้ยินเสียงชิงฟ่านร้องเรียกหา บอกว่าจะวาดภาพเหมือนให้ ป๋ายหลีได้ฟังก็นึกดูถูกในใจทันที แต่กลับรู้สึกได้ชัดเจนว่าทานตะวันน้อยในร่างเด็กหญิงได้วิ่งไปหาชิงฟ่านอย่างดีอกดีใจ

เสียงเจ้าหญิงชิงเหลียนแทรกขึ้นมาทันทีว่า “ชิงฟ่าน ท่านจะวาดภาพเหมือนเหรอ? ช่วยวาดให้ข้าหน่อยได้ไหม...”

ชิงฟ่านอึกอักบอกว่าเขาวาดได้ไม่เก่ง ป๋ายเหลียนอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ว่าสามารถทำให้ซือฝุยอมรับข้อด้อยของตัวเองออกมาได้นี่ไม่ใช่ง่ายเลย แต่ชิงเหลียนเซ้าซี้จะให้ชิงฟ่านวาดรูปให้ แถมยังทำหน้าเศร้าบีบน้ำตา ชิงฟ่านจึงต้องยอม ชิงเหลียนจึงลอบยิ้มอย่างสมใจ พอชิงฟ่านจับพู่กันจดๆ จ้องๆ จะเริ่มวาด ชิงเหลียนก็ย้ำว่าช่วยวาดนางๆ สวยๆ หน่อยล่ะ ทำเอามือชิงฟ่านกระตุก หันมาส่งสายตาให้ป๋ายหลีที่ยืนอยู่ข้างๆ

ทานตะวันน้อยในร่างเด็กที่ป๋ายหลีสิงอยู่ร้องไห้โฮออกมาทันที ร้องเอาๆ อย่างเสียอกเสียใจมาก ชิงฟ่านรีบปาพู่กันทิ้งมาอุ้มโอ๋พูดปลอบเป็นการใหญ่ทันที หันไปบอกชิงเหลียนว่าขอตัวสักพัก แล้วอุ้มป๋ายหลีเข้าห้องไปนอน นั่งโอ๋ปลอบอยู่พักใหญ่จนทานตะวันน้อยหลับ ก็หยิบหนังสือมานั่งอ่านที่โต๊ะทันทีโดยไม่มีทีท่าจะออกไปวาดรูปให้ชิงเหลียนต่อ ทำเอาป๋ายหลีเหงื่อตกว่าชิงเหลียนยังรอให้วาดรูปอยู่ข้างนอกอยู่เลยไม่ใช่เรอะน่ะ

ความฝันได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้ทานตะวันน้อยตัวสูงขึ้นจนสายตาอยู่ระดับเดียวกับไหล่ของชิงเหลียนแล้ว ชิงเหลียนกำลังพูดอะไรบางอย่างกับทานตะวันน้อย เป็นปากขยับแต่ไม่ได้ยินเสียง มือจับมือทานตะวันน้อยแน่นไม่ยอมปล่อยจนเจ็บ จะลากไปไหนสักอย่าง ทานตะวันน้อยพยายามดิ้นแต่ไม่หลุด สุดท้านเหมือนโดนผลัก ตามด้วยเจ็บไปทั้งตัว ทำให้ป๋ายหลีโกรธมากว่าทำไมชิงเหลียนถึงรังแกเด็กที่อ่อนแอกว่าแบบนี้ นี่ถ้าตัวนางแข็งแกร่งเท่าตอนนี้ละก็ ไม่มีทางยอมถูกรังแกเอาเฉยๆ แบบนั้นแน่ จากนั้นป๋ายหลีจึงตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองกินเหล้าดอกท้อเมาหลับไปถึงห้าปี

ในห้าปีนี้ ลูกชิ้นและครอบครัวหมี่ตัวตัวได้พากันย้ายตามมาอยู่ที่บ้านของเซียนจู๋หย่า ส่วนเซียนจู๋หย่าทิ้งบ้านที่โดนพวกป๋ายหลียึดหนีไปแล้ว ส่วนราชามารพอได้ยินว่าป๋ายหลีนอนหลับ ก็กลับดินแดนมารไปนอนหลับบ้าง

ป๋ายหลีหลับไปห้าปีตื่นขึ้นมา ทีแรกว่าจะออกไปตามหาชิงฟ่าน ดูว่าโตขึ้นมาเป็นยังไงบ้าง แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจไม่อยากไปเป็นกขค.



ข้างชิงฟ่านได้ออกตามหาป๋ายหลีมาตลอดห้าปี หลังจากป๋ายหลีจากไปได้ไม่นาน สงครามก็ปะทุและลามไปทั่วแผ่นดิน คนตายมากมายเกลื่อนกลาดเป็นอาหารอันโอชะของเหล่าภูตผีปิศาจมารร้ายทั้งหลาย ปิศาจมารร้ายจึงเหิมเกริมอาละวาดไปทั่วแผ่นดิน ขณะที่หลังจากสำนักส้าวหัวถูกเล่นงานตายหมดทั้งสำนัก เหล่าผู้ฝึกตนเป็นเซียนก็ลดจำนวนลงมากและไม่เก่งกล้าดังก่อน จึงต้านทานพวกปิศาจไม่ค่อยจะได้

แต่ในจำนวนนี้มีอยู่คนหนึ่งที่ถูกกล่าวขานว่าบุคลิกพลิ้วสง่าดั่งเซียน มักจะสวมชุดขาวขี่ม้าขาวออกท่องตระเวนปราบปรามเหล่าปิศาจไปทั่ว พลังฤทธิ์แก่กล้าลึกล้ำ ไม่ทราบสังกัดอาจารย์ ซึ่งก็คือชิงฟ่านนั่นเอง

หลังจากป๋ายหลีจากไปแล้ว ระหว่างที่ออกเดินทางตามหาป๋ายหลี ชิงฟ่านได้รับปากท่านเจ้าเมืองพ่อแม่ของชิงเหลียนว่าจะคุ้มครองชิงเหลียน เขาจึงสร้างกระท่อมอยู่ในเขตปลอดภัย ลงอาคมป้องกันรอบๆ อย่างแน่นหนาให้ชิงเหลียนอยู่ ส่วนตัวเองออกไปตามหาป๋ายหลีครั้งละนานๆ

ครั้งล่าสุดที่กลับมา ก็พบว่าปิศาจที่เก่งมากพยายามจะทำลายเขตแดนเข้าไปทำร้ายชิงเหลียนพอดี ชิงฟ่านทุ่มกำลังปราบปิศาจลงได้ แต่ตัวเองก็บาดเจ็บไม่น้อย เพียงแต่พยายามปิดบังกลบเกลื่อนไม่ให้ชิงเหลียนรู้ และถึงจะอ่อนโยน เขาก็รักษาระยะห่างกับชิงเหลียนตลอด ไม่ให้เข้ามาแตะเนื้อต้องตัว ชิงเหลียนขอให้ชิงฟ่านอย่าออกไปไหนอีก ขอให้อยู่กับนางตลอด เพราะนางกลัว ชิงฟ่านนิ่งไป แล้วบอกว่าไม่ได้หรอก เพราะเขาต้องตามหาคนคนหนึ่ง เขาหยุดออกไปตามหาไม่ได้จนกว่าจะพบ แต่ตอนนี้บ้านหลังนี้และเขตแดนนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว เขาจะหาที่ปลูกบ้านแห่งใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม

หลังจากนั้นไม่นาน ป๋ายหลีก็รู้สึกได้ว่าพลังที่ถ่ายให้ชิงฟ่านไปหวนกลับมาเข้าตัว ซึ่งแปลว่าชิงฟ่านได้ตายไปแล้ว ป๋ายหลีทนนิ่งอยู่ไม่ไหว จึงตามไปดู ก็พบชิงเหลียนนั่งกอดร่างที่ไร้วิญญาณของชิงฟ่านอยู่ริมหน้าผา รำพันว่าชิงฟ่านทุ่มเทสร้างบ้านและเขตแดนที่ปลอดภัยให้นางอยู่จนตัวเองต้องหมดแรงตายไปแบบนี้จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อชิงฟ่านตายแล้ว นางเองก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีก จึงกระโดดลงเหวไปพร้อมกับร่างของชิงฟ่าน

ในสายตาของป๋ายหลี นี่เป็นคู่รักที่รักกันมาก ฝ่ายชายยอมทุ่มทั้งชีวิตเพื่อให้ฝ่ายหญิงปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง ชิงฟ่านในชาตินี้ปักใจแต่กับป๋ายหลี ไม่เคยมีใจให้ชิงเหลียนเลย ที่ปกป้องชิงเหลียนแค่เพราะรับปากพ่อแม่ชิงเหลียนไว้ เลยทำตามคำพูดเท่านั้น

เป็นอันว่าชาติที่สองนี้ ชิงฟ่านตายไปทั้งที่อายุได้แค่ 16-17 ปี และชาติถัดๆ มาอีกห้าชาติ ก็ตายโดยที่อายุไม่ถึง 20 ปีทั้งหมด ดังนั้นแค่เก้าสิบปีต่อมา จู๋หย่าจึงรีบร้อนมาบอกข่าวต่อป๋ายหลีว่า เซียนดอกท้อผ่านด่านรักครบเจ็ดชาติและกลับคืนประจำตำแหน่งแล้ว ป๋ายหลีจึงตามจู๋หย่าขึ้นไปหาชิงฟ่านโดยมีฉีหลิงกับลูกชิ้นตามขึ้นไปด้วย เนื่องจากชิงฟ่าน ชิงเหลียน และเหลียนจิ้วเข้าเฝ้าเง็กเซียนด้วยกัน พวกป๋ายหลีจึงไปรอที่หน้าตำหนักเง็กเซียน

เจ้าหญิงชิงเหลียนกับเหลียนจิ้วออกมาก่อน เนื่องจากหัวใจของป๋ายหลีคือเลือดจากหัวใจของชิงเหลียน ชิงเหลียนจึงรู้สึกถึงป๋ายหลีได้ และขอตัววิ่งมาหาป๋ายหลี พูดบอกแบบหน้าตาเฉยว่า เอาของของข้าคืนมาให้ข้าด้วย ป๋ายหลีรู้ดีว่าหมายถึงหัวใจ และหัวใจของป๋ายหลีที่เกิดขึ้นจากเลือดของชิงเหลียนมีแต่จะพยายามทำให้ป๋ายหลีเอนเอียงไปทางส่งเสริมชิงเหลียนกับชิงฟ่านและตัดใจจากชิงฟ่าน ทำให้ป๋ายหลีไม่พอใจมันอยู่นานแล้ว จึงพูดอย่างไม่แยแสว่าจะเอาไปคืนให้ถึงที่แน่ ชิงเหลียนก็จากไปอย่างพอใจ

หลังจากชิงเหลียนกับเหลียนจิ้วไปแล้วนานพอสมควร ชิงฟ่านก็ออกมา จู๋หย่าช่วยตะโกนเรียกให้ ชิงฟ่านถึงหันมาเห็น และเดินตรงเข้ามาหา ตอนแรกชิงฟ่านแกล้งถามป๋ายหลี “กูเหนี่ยงท่านนี้ ไยจึงมองข้าอย่างลึกซึ้งเช่นนี้เล่า?”

ป๋ายหลีฟังแล้ววูบในใจทันทีว่าชิงฟ่านจำนางไม่ได้ จึงฝืนใจพูดว่าแค่เห็นว่าชิงฟ่านหน้าคล้ายคนรู้จักเก่าก่อน เพียงแต่นางเข้าใจผิดไปเอง แล้วหันหลังกลับทำท่าจะเดินหนีไป ชิงฟ่านกลับพูดเสียงอ่อนโยนขึ้นว่า ตอนที่เขาผ่านด่านครบแล้ว เขายังตระเวนอยู่ที่โลกมนุษย์อยู่พักหนึ่ง คิดว่าจะซื้ออะไรมาเป็นของฝากให้ดี แต่ไม่มีเงิน จะเสกเงินมาใช้ก็ไม่ดี สุดท้ายจึงจำนำพิณนั่นไปเพื่อเอาเงินมาซื้อของฝาก ก็เสียดายมากเหมือนกัน แต่ก็ช่วยไม่ได้

จู๋หย่าถามอย่างอยากรู้ว่าแล้วซื้อของฝากอะไรกลับมาเรอะ? ป๋ายหลีเองก็นึกอยากรู้เหมือนกัน เท้าจึงหยุดเดิน จังหวะนี้ได้ถูกจิ้มใส่ไหล่ไปสองที จึงหันกลับไปดู ปรากฏว่าชิงฟ่านยื่นปิงถางหูหลูให้หนึ่งไม้พร้อมกับยิ้มให้ ป๋ายหลีตกตะลึง แล้วตีหน้าเคร่งถามว่า “ท่านเซียนดอกท้อ มีเรื่องใดหรือ?”

ชิงฟ่านฟังแล้วขมวดคิ้ว หดปิงถางหูหลุกลับเข้าไปในแขนเสื้อบ่นพึมพำกับตัวเองว่า “ผ่านมาตั้งร้อยกว่าปี ยายหนูน้อยควรจะโตไปนานแล้ว ถางหูหลีไม้นี้แลกมาได้น่าเสียดายแท้ๆ!”

ป๋ายหลีฟังแล้วที่เสียใจเมื่อกี้หายวับไปกับตาทันที ชิงฟ่านกวักมือเรียกว่า “มานี่สิ!” เห้นป๋ายหลียังยืนทื่ออยู่เหมือนเดิม ก็ยืนมือไปดึงป๋ายหลีเข้ามาใกล้เองเสียเลย พูดว่า “ไหนๆ ก็แลกไปแล้ว เจ้าก็เอาไปเถอะ จะได้ไม่เสียทีต่อเจตนาดีของซือฝุ!”

ป๋ายหลีถามเสียงแหบพร่าว่า “ซือฝุ ท่านจำข้าได้หรือ?”

ชิงฟ่านพยักหน้า “ต้องจำได้อยู่แล้ว สงสัยถึงจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด ก็ต้องจำเจ้า ยายหนูโชคร้ายคนนี้ได้อยู่ดี”

“ถ้าท่านจำได้ชัดๆ งั้นแล้วทำไมเมื่อกี้...”

ชิงฟ่านยิ้มเจ้าเล่ห์ชวนอัดออกมาทันที พูดว่า “เมื่อกี้น่ะเป็นการลงโทษที่เจ้าทำตัวไม่เคารพซือฝุน่ะสิ!” (หยิกแก้มชิงฟ่านชาติที่สองตอนสิบเอ็ดขวบซะหน้าบวม)

จังหวะนี้ ลูกชิ้นได้พูดขึ้นมาว่า “เหนียงชิน ข้าอยากกินปิงถางหูหลุ!” แล้วยื่นมือมาจะแย่งไป แต่ป๋ายหลีไม่ให้ จึงหันไปฟ้องฉีหลิงว่า “เตียเตีย เหนียงชินไม่ยอมให้ข้า!”

ชิงฟ่านได้ยินแล้วรอยยิ้มแข็งค้างหน้าเผือดสีทันที พอดีกับเซียนสาวแฟนคลับมาบอกว่าเตรียมน้ำไว้ให้อาบแล้ว จะนำทางไป ชิงฟ่านเลยบอกให้พวกป๋ายหลีไปรอเขาที่สวนดอกท้อวิมานของเขาก่อน แล้วขอตัวแล้วรีบจากไปแบบรีบร้อน




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2554    
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 18:38:42 น.
Counter : 476 Pageviews.  

เล่านิยาย เรื่องที่ 1-14

ชาวสวรรค์เห็นป๋ายหลีมีเขาของเผ่าปิศาจก็ตกใจ เหลียนจิ้นบอกว่าป๋ายหลีเป็นน้องสาวของเขา เป็นชาวเผ่าอสูร แล้วให้ป๋ายหลีแสดงไฟที่มีแต่ราชนิกุลของเผ่าอสูรเท่านั้นที่มีให้ดู เง็กเซียนถึงค่อยยอมเชื่อ

บนสวรรค์มีหินวิเศษก้อนหนึ่งที่สามารถแสดงให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวสวรรค์ได้ทุกอย่าง แต่การจะขับเคลื่อนหินนี้ต้องใช้พลังฤทธืสูงมาก แม้แต่เง็กเซียนเองขับเคลื่อนครั้งหนึ่งยังต้องพักไปเดือนกว่า ความจริงเง็กเซียนกะให้เหลียนจิ้วขับเคลื่อนหินนี้ เพื่อทอนความโอหังของเหลียนจิ้วที่มากร่างบนสวรรค์ แต่ป๋ายหลีกลับขอขับเคลื่อนหินนี้เอง และสามารถทำได้อย่างสบายๆ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชาวสวรรค์

เหตุการณ์ที่เทพชั่วทำกับป๋ายหลีและฉีหลิงจึงปรากฏออกมาอย่างชัดเจน เป็นหลักฐานมัดตัวอย่างดิ้นไม่หลุด เนื้อหาหลักๆ นอกเหนือจากที่สองเทพชั่วทรมานฉีหลิงเพื่อให้ยอมบอกว่าเจ้านายเป็นใครไปจนถึงตอนที่ฉีหลิงเข้าถ้ำกักตัวฝึกตนเป็นเซียนคือ เซิงเกอมีหินวิเศษที่สามารถทำให้แปลงร่างเป็นรูปร่างที่ต้องการโดยไม่มีใครจับได้ ไม่ว่าจะมีพลังฤทธิ์แก่กล้าแค่ไหน ดังนั้นจึงใช้หินนี้เปลี่ยนร่างเป็นเด็กหนุ่มแทรกตัวเข้ามาสมัครเป็นศิษย์สำนักส้าวหัวเพื่อเป็นหนอนบ่อนไส้

จากนั้นพอเซิงเกอมาหลงรักฉีหลิง ก็เกลียดป๋ายหลีมาก ร่วมมือกับเทพชั่วสองคนและเจ้าสำนักจางกำจัดป๋ายหลี เทพกระเทยอยากได้หินของเซิงเกอ ก็หลอกเซิงเกอว่าถ้ายอมให้หินนี้ จะยกฉีหลิงให้ เซิงเกอใช้หินนี้ปลอมเป็นฉีหลิงแทงหมิ่นจือและผลักป๋ายหลีตกเหว แต่หลังจากจบเรื่องกลับถูกแย่งหินไป ฉีหลิงก็ถูกจับตัวไป ตัวเองไม่ได้อะไรเลย ส่วนเทพกระเทยเป็นคนปลอมจดหมายของฉีหลิงส่งไปให้ป๋ายหลีไปที่จุดนัดพบจนตกหลุมพราง

เง็กเซียนขายหน้ามากที่สวรรค์มีเทพชั่วแบบนี้ จึงให้ป๋ายหลีตัดสินเองว่าจะลงโทษสองเทพชั่วนี้ยังไง ป๋ายหลีบอกให้ทำให้ดับสูญหมดไม่มีเหลือแม้แต่วิญญาณ แต่เทพดินระเบิดร้องขอน้ำใจ ให้ลงโทษแค่ลงไปเกิดเป็นมนุษย์ที่ไม่สามารถฝึกเป็นเซียนได้สามพันปีแทน ป๋ายหลีเห็นแก่ที่เทพดินระเบิดเคยช่วยฉีหลิงไว้ จึงตกลง

ป๋ายหลีขับเคลื่อนหินอีกครั้งเพื่อดูว่าพ่อแม่ของนางกับหมิ่นจือเป็นยังไงบ้าง ก็ปรากฏว่าพ่อป๋ายหลีไปเกิดใหม่แล้วในตระกูลขุนนางใหญ่ ส่วนแม่ไปเกิดใหม่เป็นเจ้าหญิง รอวันเติบโตขึ้นมาเป็นเนื้อคู่กันอีกครั้ง หมิ่นจือเองก็ไปเกิดใหม่แล้วเหมือนกัน ป๋ายหลีจะดูของชิงฟ่าน แต่กลับมองไม่เห็น เทพที่รับผิดชอบบอกว่าจะมองไม่เห็นชีวิตของเซียนที่ลงไปเกิดเป็นมนุษย์ เพราะไม่งั้นเพื่อนเซียนด้วยกันจะแอบไปช่วยได้ การลงโทษก็จะไม่มีความหมาย ส่วนป๋ายหลี ดาวเทพลิขิตชะตาบอกว่าเนื่องจากป๋ายหลีไม่ใช่มนุษย์มาแต่แรก ชะตาชีวิตของป๋ายหลีจึงอยู่นอกเหนืออำนาจที่เขาจะลิขิตได้



เสร็จธุระบนสวรรค์แล้ว เหลียนจิ้วรีบลากตัวป๋ายหลีกลับลงไป ดุว่าขืนเง็กเซียนรู้ว่าป๋ายหลีเป็นคนทำให้สำนักส้าวหัวทั้งสำนักกลายเป็นแบบนั้นล่ะก็ เรื่องไม่จบง่ายๆ แน่ ป๋ายหลีขอกลับสำนักส้าวหัวต่อ ไม่กลับไปดินแดนอสูร ฉีหลิงกับม่อเฮยได้ตามไปกับป๋ายหลีด้วย

ป๋ายหลีนึกถึงสำนักส้าวหัวที่กลายเป็นผลึกไปแล้วก็นึกเสียใจอยู่จางๆ และตัดสินใจออกท่องเที่ยวผ่อนคลายอารมณ์ชั่วคราวโดยไม่กลับสำนักส้าวหัวก่อน ก็บังเอิญได้ไปเจอเป่าเซิงกับจายซิงเข้าพอดี จายซิงกำลังตามง้องอนเป่าเซิงให้ยกโทษให้ เป่าเซิงโกรธมากที่จายซิงจงใจทำให้นางโดนใส่ความว่าวางยาพิษ จงใจทำให้ศิษย์สำนักส้าวหัวรู้ว่าหมิ่นจือกับป๋ายหลีอยู่ที่ไหนจนสองคนนั้นหนีไม่ได้ ทำให้ป๋ายหลีต้องตาย ทำให้สำนักของเป่าเซิงพลอยถูกสงสัยไปด้วย และถูกจับขังหมดทั้งสำนัก ถึงตอนนี้จะหนีออกมาได้ แต่พ่อของเป่าเซิงโกรธมากจนล้มป่วยที่ลูกสาวมาเป็นศิษย์ของจายซิงและก่อเรื่องแบบนี้ขึ้น

จายซิงบอกว่าเขาเป็นคนของนิกายมาร จึงต้องทำตามคำสั่งของเจ้านิกาย เป่าเซิงถามว่างั้นเขาจะออกจากนิกายไปเร้นกายอยู่กันสองคนได้ไหม? แต่ถึงยังไงตอนนี้ก็สายไปแล้ว เพราะป๋ายหลีตายไปแล้ว

ป๋ายหลีได้ฟังก็ซึ้งในน้ำใจของเป่าเซิงมาก จึงปรากฏตัวขึ้นบอกให้รู้ว่านางสบายดี และตอนนี้ได้เป็นเซียนแล้ว เป่าเซิงชวนป๋ายหลีอยู่ด้วยกันหลายวันหน่อย เพราะถึงยังไงป๋ายหลีก็ตัวคนเดียว ป๋ายหลีจึงบอกว่านางไม่ได้อยู่คนเดียว แล้วเรียกฉีหลิงมาแนะนำตัว เป่าเซิงเห็นฉีหลิงแล้วตกตะลึงมาก เข้าไปเกาะดูหน้าฉีหลิงแล้วพูดออกมาว่าในโลกนี้มีคนรูปงามขนาดนี้อยู่ด้วยหรือนี่ ทำเอาจายซิงหึงขึ้นหน้า ดึงตัวเป่าเซิงมากอดทันที ป๋ายหลีนึกยิ้มอยู่ในใจเมื่อเห็นคู่นี้หมดเรื่องติดค้างในใจ จึงบอกลาแล้วชวนฉีหลิงจากไป

เมื่อกลับไปถึงสำนักส้าวหัว ฉีหลิงช็อคมากเมื่อรู้ว่าป๋ายหลีเป็นคนทำสำนักส้าวหัวกลายเป็นผลึกทั้งหมด และรู้สึกเสียใจที่ป๋ายหลีต้องเจออะไรมากมายจนกลายเป็นแบบนี้โดยที่ตัวเขาไม่ได้ช่วยอะไรป๋ายหลีเลย

ไม่กี่วันถัดมา ลูกชิ้นก็มาหาป๋ายหลี มาฟ้องว่าถูกหมี่ตัวตัวรังแก ตอนนี้ลูกชิ้นโตเป็นเด็กอายุประมาณ 7 ขวบแล้ว หมี่ตัวตัวเองก็ตามมาด้วย ตอนนี้หมี่ตัวตัวแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้แล้ว เป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารัก หานลั่วตามหมี่ตัวตัวมาด้วย มาสู่ขอหมี่ตัวตัวจากป๋ายหลี ประมาณว่าหานลั่วเห็นหมี่ตัวตัวแล้วตกหลุมรักแต่แรกพบทันที เป็นอันว่าคู่นี้ได้ลงเอยกัน (อ่านแล้วฮาดี)

หลังจากหมี่ตัวตัวแต่งงานกับหานลั่ว ก็ลาออกจากการเป็นพ่อบ้านให้เหลียนจิ้ว ย้ายมาอยู่ที่สำนักส้าวหัวกับป๋ายหลีด้วย



สิบปีผ่านไป หมี่ตัวตัวมีลูกกับหานลั่วหนึ่งคน สิบปีมานี้ ราชามารตอนแปลงร่างเป็นคนหน้าตาดีขึ้นมากจนด้อยกว่าฉีหลิงแค่ไม่มากแล้ว ซึ่งเป็นเพราะประสิทธิภาพของเลือดป๋ายหลีล้วนๆ

วันหนึ่ง อยู่ๆ ป๋ายหลีก็หายตัวไปโดยไม่บอกกล่าวอะไรทั้งสิ้น แถมตัดขาดไม่ให้ฉีหลิงรู้ได้ว่าไปอยู่ที่ไหน

ตั้งแต่ผ่านไฟศักดิ์สิทธิ์เป็นเผ่าอสูรเต็มตัว ป๋ายหลีก็เหมือนหยุดอายุอยู่แค่นั้น มาตอนนี้ป๋ายหลีได้แปลงร่างเป็นอายุประมาณ 15-16 ปีออกเดินทางเรื่อยเปื่อยไปตามลำพังโดยได้ม้าขาวสัตว์ภูตที่เจอกลางทางและยอมทำสัญญาเป็นสัตว์ภูตเพราะหลงหน้าตาท่าทางใจดีที่หลอกตาของป๋ายหลี ป๋ายหลีขี่ม้าขาวเข้าไปในเมืองแห่งหนึ่ง

ตอนจูงม้าเดินเล่นอยู่ในเมือง บังเอิญได้พบกับชายฉกรรจ์บ้าม้ามาขอซื้อม้า แล้วชายหนุ่มท่าทางเรียบร้อยที่อยู่กับชายฉกรรจ์มีกลิ่นอายเซียนของเซียนดอกท้ออยู่จางๆ ป๋ายหลีสงสัยว่าชายหนุ่มนี้อาจจะเป็นพ่อของชิงฟ่านที่มาเกิดใหม่เป็นชาติที่สอง จึงวางเงื่อนไขให้ชายฉกรรจ์พาเที่ยวบ้านเกิดแลกกับม้า ชายฉกรรจ์จึงขอเวลาสะสางธุระในเมือง

ระหว่างที่ชายฉกรรจ์สะสางธุระในเมือง ป๋ายหลีเดินเที่ยวเมืองและได้รู้ว่าลูกสาวเจ้าเมืองที่อายุสิบขวบโดยภูตผีปิศาจตามรังควานตั้งแต่เด็ก ก็แวะเข้าไปดู และพบว่าคือเจ้าหญิงชิงเหลียนนั่นเอง จากนั้นรู้สึกได้ว่าคนสร้างเขตแดนป้องกันให้เจ้าหญิงชิงเหลียนเก่งพอตัว แถมฟังจากคำบอกเล่า เป็นคนมีรอยแผนเป็นใหญ่มากผ่ากลางหน้า จึงตามไปหาที่บ้านทันที ก็พบว่าผู้อาวุโสฉินกับภรรยาและศิษย์พี่สามได้มาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนั้น และศิษย์พี่สามแต่งงานแล้ว

ผู้อาวุโสฉินดีใจมากที่ป๋ายหลียังมีชีวิตอยู่และดูสบายดีแถมเก่งขึ้น เล่าให้ฟังว่าพวกเขาเพิ่งรู้เรื่องป๋ายหลีโดนล้อมเล่นงานตกเหวตายหลังจากเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ก็เสียใจมาก และหลังจากป๋ายหลีตายไป สำนักส้าวหัวได้เปลี่ยนไปจนไม่เหมือนกับเมื่อสมัยที่ท่านพ่อของป๋ายหลีเป็นเจ้าสำนักอีก พวกเขาจึงตัดสินใจปลีกตัวแยกจากมา หลังจากนั้นจึงได้รู้ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับสำนัก

ป๋ายหลีเห็นคนที่ห่วงใยทุกคนสบายดี ก็จากมาอย่างวางใจ รอจนชายฉกรรจ์บ้าม้าจัดการธรุเสร็จ ก็พาป๋ายหลีนั่งรถม้ากลับไปบ้านเกิด ระหว่างนี้ป๋ายหลีใจร้อน จึงแยกร่างทิ้งเงาไว้ในรถม้าให้อยู่กับชายฉกรรจ์ ส่วนตัวเองล่วงหน้าไปในเมืองแห่งนั้น สืบหากลิ่นอายจนไปถึงบ้านของชิงฟ่านที่มาเกิดใหม่

ในสวนของบ้านหลังนั้นมีต้นท้ออยู่หนึ่งต้นที่ออกดอกบานสะพรั่งและมีกลิ่นอายของเซียนดอกท้อลอยอบอวลเห็นชัด ระหว่างที่ยืนดูต้นท้อเพลิน ก็ได้ยินเสียงเด็กผู้ชายร้องถามว่า

“เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาโผล่อยู่ในสวนบ้านข้าได้?”

ป๋ายหลีหันกลับไปดู ก็เห็นเด็กชายอายุประมาณสิบเอ็ดปี หน้าเหมือนชิงฟ่านขนาดย่อส่วน เอามือไพล่หลังวางมาดผู้ใหญ่ ก็ดีใจมาก สุดท้ายแอบหัวเราะในใจว่าสมัยซือฝุยังเด็กก็ดูเป็นเด็กแสบเหมือนกันนะนี่ แล้วยื่นมือไปหยิกแก้มอย่างเอ็นดู ชิงฟ่านโวยวายว่า “ยายเด็กป่าเถื่อนมาจากไหนกันนี่ ไม่รู้รึไงว่าหญิงชายไม่พึงชิดใกล้กัน”

ชิงฟ่านขนาดย่อส่วนจะก้าวถอยหนี แต่แก้มถูกหยิกแน่นจนเจ็บหนีไม่หลุด จึงยื่นมือไปหยิกแก้มป๋ายหลีบ้าง แล้วต่อรองว่าให้ปล่อยมือพร้อมกัน นับสามแล้วปล่อยมือ ปรากฏว่าชิงฟ่านเพิ่งกลับมาจากเรียนหนังสือ รอยหมึกดำที่มือจึงติดแก้มของป๋ายหลี ชิงฟ่านกลั้นหัวเราะ วิ่งไปที่สระก้มหน้าลงส่องดูกับน้ำ เบะปากโวยว่าหน้าบวมเลย แล้วหันมากวักมือให้ป๋ายหลีพูดหน้าเฉยแบบเนียนๆ ว่า

“กูเหนี่ยง มาชมปลาด้วยกันเถอะ!” พอพูดจบถึงได้เห็นว่ารอยหมึกบนหน้าป๋ายหลีกับรอยแดงหายไปหมดแล้ว ชิงฟ่านงงมาก ดูหน้าป๋ายหลีที่ยืนยิ้มแป้นอย่างพิจารณา แล้วรู้สึกว่าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ในใจสั่นไหวอย่างรุนแรงจนต้องขมวดคิ้ว ถามว่า “เจ้าคือใครกัน? เราเคยเจอกันมาก่อนใช่หรือไม่?”

ป๋ายหลีนึกตกใจว่าหรือซือฝุที่มาเกิดใหม่จะจำนางได้ ยังไม่ทันได้พูดตอบ ชิงฟ่านก็พูดต่อว่า

“ทำไมรอยหมึกบนหน้าเจ้าถึงหายไปแล้วล่ะ แล้วเมื่อกี้ข้าหยิกแรงมาก ทำไมไม่เห็นมีรอยแดงเลยซักนิด ทำยังไงข้าถึงจะทำให้รอยแดงบนหน้าหายไปได้น่ะ? แบบนี้น่าเกลียดออกจะแย่...” จากนั้นเด็กหลงตัวเองบางคนก็หันกลับไปดูเงาตัวเองในน้ำอีกครั้ง หันหน้าไปซ้ายทีขวาที แล้วถอนหายใจอย่างจนใจ ก่อนจะนึกได้ หันมาถามป๋ายหลีว่า “จริงสิ เจ้าเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่ในสวนข้าได้?”

ป๋ายหลีรู้สึกพูดไม่ออกอย่างแรง นิ่งกลอกตาคิดแล้วโกหกออกไปว่าข้าคือเซียนดอกท้อ ชิงฟ่านเงียบไป แล้วถามว่า “เจ้าคือเซียนดอกท้อรึ? เจ้าเป็นคนทำให้ดอกท้อที่บ้านข้าออกดอกบานอยู่ตลอดหรือ?”

ป๋ายหลียิ้มพยักหน้า ชิงฟ่านถามว่ามีอะไรเป็นหลักฐาน? ป๋ายหลีจึงเด็ดกิ่งท้อติดดอกตูมลงมากิ่งหนึ่ง แล้วทำให้ดอกตูมบานออกให้ดูต่อหน้า ชิงฟ่านตาโต ถามซ้ำว่าเจ้าใช่เซียนดอกท้อจริงๆ น่ะ? ป๋ายหลีถามว่าทำไมถึงยังไม่เชื่ออีก? ชิงฟ่านบอก เซียนผู้หญิงเขาต้องมีอกมีเอวกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ ส่วนเจ้าน่ะตัวกะเปี๊ยกเดียวเรียบตรงเป็นท่อนไม้!

ป๋ายหลี “เนี่ยซือฝุ ท่านน่ะปากจัดเป็นบ้าตั้งแต่เด็กเลยนะ!”

“เจ้าว่าอะไรนะ?”

“ไม่มีอะไร ใครบอกเจ้ากันว่าเซียนหญิงมีอกมีเอวกันทั้งนั้น?” ป๋ายหลีถลึงตาใส่

“อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่เคยเห็นพวกภาพวาด!” ชิงฟ่านแกล้งทำหน้าตกใจแบบกวนบาทามาก “เจ้าเป็นเซียนดอกท้อแน่หรือ?”

“ยังจะถามอีก!”

ชิงฟ่านถลึงตาใส่โวยวายว่า “ข้าโตจนป่านนี้ยังไม่เคยได้กินลูกท้อของบ้านตัวเองเลย ท่านเอาแต่ให้ต้นท้อออกแต่ดอกทำไมกันฮะ?”

“อะไรนะ?”

“ข้าบอกว่าอยากกินลูกท้อของบ้านข้าเอง เจ้าเป็นเซียนดอกท้อไม่ใช่หรือ? ทำไมต้นท้อของบ้านข้าถึงออกแต่ดอกตลอดทั้งปีไม่เคยติดลูกเลยล่ะ! เซียนเขาเป็นแบบเจ้ากันทั้งนั้นรึไง คำพูดง่ายๆ แค่นี้ยังต้องฟังตั้งสองรอบ...”

ป๋ายหลีฟังแล้วเหงื่อตกมาก คิดในใจว่าซือฝุ การที่ทำไมต้นท้อบ้านท่านออกแต่ดอกไม่เคยติดลูกน่ะมันเป็นปัญหาของตัวท่านเองไม่ใช่เรอะ แล้วเมื่อก่อนน่ะใครกันที่ชี้หน้าข้าพูดใส่ข้าอย่างดูถูกว่า “ดอกท้อสีชมพูสวยออกอย่างนี้ ทำไมต้องออกลูกท้อด้วย? ไม่ออกลูกสิถึงจะตรงกับใจข้า”

มาตอนนี้ท่านกลับอยากจะกินลูกท้อขึ้นมาเสียแล้วรึ?




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2554    
Last Update : 16 มิถุนายน 2554 8:46:52 น.
Counter : 323 Pageviews.  

เล่านิยาย เรื่องที่ 1-13

ในดินแดนของเผ่าอสูรมีเผ่าอีกเผ่าอาศัยอยู่ด้วย เป็นเผ่าสัตว์ที่อาบไฟศักดิ์สิทธิ์แล้วจะสามารถเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้ ในจำนวนนี้มีอยู่คนชื่อหานลั่ว เป็นเหมือนพ่อบ้านคนสนิทของเหลียนจิ้ว ร่างเดิมเป็นนก เป็นคนที่เหลียนจิ้วส่งออกไปตามหาชิงเหลียนน้องสาว และเป็นคนพบป๋ายหลี ตอนป๋ายหลีอยู่ในดินแดนอสูร หานลั่วก็คอยดูแลไม่ให้เหลียนจิ้วทำอะไรเกินเหตุอยู่เหมือนกัน เนื่องจากป๋ายหลีที่นิสัยเปลี่ยนก้าวร้าวขึ้นมาก และเหลียนจิ้วก็ความอดทนต่ำ เกือบได้กันก็หลายครั้ง ส่วนป๋ายหลีเอง หลังจากมาอยู่ดินแดนเผ่าอสูรได้ไม่กี่วัน ก็เดารู้ได้ด้วยตัวเองจากความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างว่าเหลียนจิ้วคือเซี่ยงเผิง ซึ่งเหลียนจิ้วก็ไม่ได้ปฏิเสธ

หลังจากป๋ายหลีตกเหวไป ลูกชิ้นก็อยู่กับชิงฟ่านและชิงหลวนที่จำมันกับป๋ายหลีไม่ได้ ชิงเหลียนที่มาใหม่ชอบลูกชิ้น ให้ชิงฟ่านจับมาให้นางเลี้ยง ชิงฟ่านก็ช่วยจับให้ ลูกชิ้นโกรธมากที่ชิงฟ่านลืมป๋ายหลี จึงข่วยมือชิงฟ่านแล้วหนีไป ชิงฟ่านเองก็ปล่อยไปทั้งที่จะจับจริงๆ ก็ได้ โดยไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ชิงหลวนเองก็ไม่เข้ามาช่วยเจ้านาย ทั้งที่มันเองก็จำลูกชิ้นไม่ได้และชอบคนสวย แต่มันก็รู้สึกเหมือนกันว่ามันไม่อยากให้ชิงฟ่านจับลูกชิ้นไปเป็นสัตว์เลี้ยงให้ชิงเหลียน

เหลียนจิ้วตัดสินใจจับลูกชิ้นกลับมาให้ป๋ายหลี เพื่อให้ป๋ายหลีมีชีวิตจิตใจขึ้นจากที่เย็นชามากเนื่องจากหัวใจถูกเปลี่ยนเป็นก้อนหิน และนิสัยเปลี่ยนไปเป็นเย็นชาไร้น้ำใจไม่แยแสอะไรทั้งสิ้น เหลียนจิ้วแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทั้งที่เขารักน้องสาวมาก น้องอยากได้อะไรทูนหัวให้หมด แต่น้องสาวเขาอยากได้ลูกชิ้น แทนที่เขาจะช่วยจับให้น้อง ก็กลับจับไปให้ป๋ายหลี

ป๋ายหลีเอง ตั้งแต่ผ่านไฟศักดิ์สิทธิ์เป็นเผ่าอสูรโดยสมบูรณ์ ด้านความคิดต่างๆ ก็เปลี่ยนจากเมื่อก่อนที่ยังเป็นเด็กใสซื่อไม่เข้าใจโลกมาเป็นเข้าใจกระจ่าง รู้และเข้าใจถึงความรู้สึกที่หมิ่นจือมีให้

เหลียนจิ้วให้ลูกน้องแม่ทัพของตัวเองช่วยฝึกวิชาให้ป๋ายหลีจนป๋ายหลีเก่งขึ้นมาก ใช้อัคคีโกมุทได้คล่อง ลูกชิ้นเองหลังจากมาอยู่กับป๋ายหลี ก็ถูกป๋ายหลีโยนลงอาบไฟศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเด็กทารกตาสีแดงเพลิง เรียกป๋ายหลีว่าเหนียงชิน (แม่) เรียกฉีหลิงว่าเตียเตีย (พ่อ) และโตอย่างรวดเร็ว แค่ไม่กี่เดือนก็โตประมาณเด็ก 4-5 ขวบ ไม่มีความสามารถอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ตามติดป๋ายหลีตลอด หลังจากลูกชิ้นกลายเป็นเด็ก 4-5 ขวบได้ไม่นาน เหลียนจิ้วก็พาหมี่ตัวตัวมาหาป๋ายหลีอีกตัว เพราะหลังจากหมิ่นจือตายไป หมี่ตัวตัวก็ไม่ยอมมีเจ้านายใหม่ ทั้งที่มีศิษย์สาวๆ ในสำนักที่เคยหมี่ตัวตัวแสดงฝีมือในงานประลองมาแล้วเข้าแถวกันยาวเหยียดอยากได้หมี่ตัวตัวไปเป็นสัตว์ภูตของตัว

ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้ยินข่าวว่าราชามารตื่นจากนอนหลับยาวแล้ว ราชามารเป็นสัตว์เทพ หน้าตาก็ไม่น่าดูตามประสาสัตว์ มีเขามีเขี้ยวโง้งออกมานอกปาก แต่ดันรักสวยรักงาม อยากจะเป็นหนุ่มรูปงาม ปัญหาคือแปลงร่างทีไร เขากับเขี้ยวก็ยังโผล่ทุกที แล้วแหล่งพลังของราชามารคือเลือดของหญิงสาวที่นิกายมารหามาให้ เพื่อรักษาผิวหน้า ราชามารจึงชอบนอนทีละยาวนานหลายๆ ปี พอตื่นมาทีก็ต้องกินเลือดของสาวบริสุทธิ์จำนวนมาก นิกายมารก็ไปจัดหามาให้ พอหญิงสาวโดนจับตัวไปเซนเยอะเข้า มนุษย์ก็โวยวายขอให้เทพช่วย เง็กเซียนฮ่องเต้เดือดร้อน เพราะเทพบนสวรรค์รบไม่เก่ง ไม่เหมือนเผ่าอสูร จึงมาขอให้เหลียนจิ้วช่วยยกทัพไปจัดการกำราบเผ่ามาร เหลียนจิ้วจึงส่งป๋ายหลีนำทัพชาวเผ่าอสูรแปดพันนายไปเหยียบดินแดนมาร

ป๋ายหลีใช้อัคคีโกมุทเผาทหารเผ่ามารกับดินแดนมารเสียหายไปมากมาย เนื่องจากอัคคีโกมุทของป๋ายหลีโหดมาก แม้แต่เผ่าอสูรเองยังดับไม่ได้ ทหารแปดพันนายเลยไปอยู่ห่างๆ เพื่อเซฟตัวเอง ไปอัดชาวเผ่ามารกันแถวอื่น สุดท้ายราชามารออกมาฉะกับป๋ายหลีเอง ใช้ไฟมารสีดำของตัวเองเผาป๋ายหลีสลบไป แต่ตัวราชามารเองก็โดนเผาวอดไปครึ่งตัว พลังหายไปจนเหลือแค่ 1/10 ด้วยความแค้นมากจึงจับป๋ายหลีที่โดนไฟตัวเองเผาอยู่ในตัวกลับไปขังคุก

ปกติคนที่โดนไฟนี้เผาจะต้องตาย แต่กลายเป็นว่าในตัวป๋ายหลีมีเลือดเผ่ามารหรือไงไม่รู้ได้ ไฟนี้ไม่แค่เผาป๋ายหลีไม่ตาย ยังดันไปกระตุ้นเลือดเผ่ามารให้แสดงพลังออกมา + รวมตัวกับพลังไฟโกมุทของราชนิกุลเผ่าอสูรที่มีอยู่แต่เดิม พอป๋ายหลีฟื้นขึ้นมา บนหัวจึงมีเขางอก แถมจากสีของเขาบ่งบอกว่าเป็นชนเผ่ามารชั้นสูง แถมเป็นชาวเผ่ามารในตำนานที่กล่าวกันว่าเก่งกาจไร้เทียมทาน (เก่งกว่าราชามาร) ราชามารรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ ตอนแรกจึงเสนอให้ป๋ายหลีมาเป็นราชินีของเขา ป๋ายหลีไม่รับปาก และเนื่องจากรู้ว่านิกายมารในโลกนับถือราชามารเป็นเจ้า จึงขอพบท่านแม่ ราชามารหน้าซีด เพราะตอนตื่นมาเนื่องจากเสียพลังไปเยอะ บวกกับรู้มาว่าหญิงศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบันอายุมากแล้ว เลยดูดเลือดแบบไม่มีการเกรงใจจนนางเลือดหมดตัวตายไปแล้ว

เนื่องจากป๋ายหลีถูกเปลี่ยนหัวใจเป็นหิน พอฟังว่าแม่ตายแล้วเลยเฉยๆ ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร แค่นิ่งไป หลังจากนั้นราชามารที่สู้ป๋ายหลีไม่ได้ก็กลายเป็นสัตว์เลี้ยงของป๋ายหลี ป๋ายหลีจะให้เลือดกินวันละไม่เกินหนึ่งถ้วยชา และพอได้กินเลือดของป๋ายหลี เขี้ยวที่เคยโผล่ตลอดเวลาราชามารแปลงร่างเป็นคนก็หายไป เหลือแต่เขา ทำให้ราชามารดีใจมาก

ข้างเหลียนจิ้ว พอทหารทั้งแปดพันนายที่บุกไปเหยียบดินแดนมารกลับมาครบถ้วนทุกคนขาดแต่ป๋ายหลีที่หายไปก็โกรธมาก ตัดสินใจจะยกทัพไปเหยียบดินแดนมารช่วยป๋ายหลีกลับออกมา



หลังจากได้ราชามารเป็นลูกน้องและพลังอัพเกรดเป็นไร้ผู้ต้าน ป๋ายหลีก็กลับไปเยี่ยมสำนักส้าวหัวโดยมีราชามารติดสอยห้อยตามไปด้วย ระหว่างทางได้เจอหน้าแอปเปิ้ล ป๋ายหลีวางท่ากร่างว่าสำนักตัวเองมีเทพสององค์หนุนหลัง ป๋ายหลีจึงแกล้งให้โดนฟ้าผ่าเฉียดๆ จนผมไหม้หยิกหย็อย เผ่นหนีกลับสำนักไปฟ้องตวนมู่อาจารย์ของตัว

ป๋ายหลีล่วงหน้ากลับสำนักส้าวหัวไปก่อน สำนักส้าวหัวตอนนี้เจริญรุ่งเรืองมากเพราะได้เทพชั่วสองคนช่วย บนยอดเขาสูงสุดมีกระบี่เทพสองเล่มปักอยู่แผ่ไอเซียนเป็นเขตแดนคุ้มครองทั่วทั้งเขตสำนัก เจ้าสำนักจางฝึกเซียนถึงขั้นสุดท้าย จึงเข้าปิดด่านกักตัวรอด่านสวรรค์สายฟ้ามาเยือน

ป๋ายหลีไม่พบผู้อาวุโสฉินกับศิษย์พี่สาม แต่ไปเจอชิงฟ่านนั่งดีดพิณโดยมีชิงเหลียนร้องเพลงคลอ ดูเหมือนคู่รักที่มีความสุขมาก ป๋ายหลีเห็นชิงฟ่านอ่อนโยนกับชิงเหลียนและลืมนางไปแล้วก็เสียใจ เข้าไปพูดโดยที่ชิงฟ่านมองไม่เห็นตัว ได้ยินแต่เสียงว่า “ซือฝุ เหตุใดท่านจึงต้องลืมข้า? เหตุใดท่านจึงต้องลืมป๋ายหลี? ป๋ายหลี...ป๋ายหลี...ท่านจำป๋ายหลีได้หรือไม่?”

ชิงฟ่านได้ยินเสียงนี้แล้วตกตะลึง หัวใจปวดแปลบโดยไม่รู้สาเหตุ ชิงเหลียนเห็นชิงฟ่านท่าทางผิดปกติ ก็เข้ามาถามอย่างเป็นห่วง ป๋ายหลีเห็นแล้วเสียดแทงใจและโกรธมาก ใช้พลังเปลี่ยนสำนักส้าวหัวทั้งสำนักทั้งคน สัตว์ พืช และสิ่งของ กลายเป็นผลึกสีแดงไปในพริบตา รวมทั้งชิงฟ่านและชิงเหลียน จากนั้นเดินเข้าไปแตะตัวชิงฟ่าน

พริบตาที่มือแตะโดนตัว ก็รู้สึกว่าวิญญาณของชิงฟ่านได้หลุดวูบออกไป และความทรงจำตอนที่อยู่กับชิงฟ่านได้ไหลทะลักผ่านนิ้วเข้ามา ป๋ายหลีได้ตระหนักว่า ความจริงแล้วทุกช่วงเวลาที่อยู่กับชิงฟ่านมีแต่ความสุข ชิงฟ่านไม่เคยทำให้นางต้องเสียใจเลยสักครั้ง ที่นางโกรธจนฆ่าเขาเพราะอารมณ์ชั่ววูบแค่เพราะหึงที่เห็นชิงฟ่านดีกับชิงเหลียนนี้ ที่จริงก็เป็นเพราะชิงฟ่านถูกใครสักคนทำให้ความจำเสื่อม ไม่ได้ลืมนางไปด้วยเจตนาของตัวเองเลย

ชั่วขณะนี้ในอกเหมือนมีเสียงอะไรแตก ป๋ายหลีทรุดลงนั่งน้ำตานองหน้า นึกในใจว่าซือฝุ ขอโทษ

ข้างเหลียนจิ้วที่ยังไม่ทันยกทัพไปเหยียบดินแดนมารจับพลังของป๋ายหลีที่ทำให้สำนักส้าวหัวกลายเป็นผลึกบวกกับหัวใจที่เขาเอามาเก็บไว้มีความเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติได้ จึงรีบตามมา พบป๋ายหลีทรุดนั่งลงร้องไห้ ส่วนน้องสาวเขากับชิงฟ่านตายกลายเป็นผลึกไปเกิดใหม่เสียแล้ว ก็โมโห พูดว่าเขาไม่มีทางยกโทษให้ป๋ายหลีที่ทำลายชีวิตที่มีสุขของน้องสาวเขาเด็โขาด

ป๋ายหลีย้อนถามว่า งั้นแล้วชีวิตที่มีความสุขของนางที่ถูกทำลายไปล่ะ ใครจะมาชดใช้ให้? เหลียนจิ้วก็อึ้งไป แล้วบอกว่าชิงฟ่านคือเซียนดอกท้อบนสวรรค์ลงมาเกิดเพื่อผ่านด่านรักร่วมกับน้องสาวเขา นี่เป็นแค่ชาติแรกเท่านั้น เหลียนจิ้วคืนหัวใจให้ป๋ายหลี บอกว่าหินที่อยู่ในอกนั่นแตกสลายไปแล้ว ป๋ายหลีจึงได้หัวใจกลับคืนมาเหมือนเดิม เหลียนจิ้วบอกให้ป๋ายหลีกลับไปดินแดนอสูร เพราะลูกชิ้นรออยู่และเป็นห่วงนางมาก ป๋ายหลีบอกขออยู่ที่สำนักส้าวหัวสักพัก แล้วให้ราชามารสร้างเขตแดนไม่ให้ใครเข้ามาในแถบนี้ได้

ราชามารถามป๋ายหลีว่าจะไปดูตัวสำรองหญิงศักดิ์สิทธิ์ไหม? เรื่องร้ายๆ ที่เกิดกับป๋ายหลีเกือบทั้งหมดเป็นแผนของตัวสำรองนั่นทั้งนั้น ตอนที่ราชามารตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าป๋ายหลีที่เป็นหญิงศักดิ์สิทธิ์น้อยถูกตัวสำรองฆ่าตายก็โกรธมาก สั่งลงโทษตัวสำรองขังคุกน้ำ ป๋ายหลีถามว่าตัวสำรองหญิงศักดิ์สิทธิ์คือใคร? ราชามารตอบว่า ชื่อเยี่ยเซิงเกอ

โดยน้ำในคุกน้ำนั้นจะขึ้นถึงเอวและลดลง มีน้ำสองชนิดขึ้นและลงสลับกัน หนึ่งคือน้ำเป็น หนึ่งคือน้ำตาย น้ำเป็นจะกัดกร่อนเนื้อหนังจนเน่าเปื่อยเหลือแต่กระดูก ส่วนน้ำตายจะทำให้เนื้อหนังที่หายไปงอกขึ้นมาใหม่ ระหว่างช่วงเวลาที่น้ำลดลงจนหายไป จะมีหนูออกมากัดแทะเศษเนื้อที่ติดกระดูก เซิงเกอถูกทรมานอยู่ในสภาพนี้อย่างทรมานมาก

เซิงเกอเห็นป๋ายหลีมา ก็ด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย ป๋ายหลีจึงได้รู้ว่าเซิงเกอหลงรักฉีหลิง จึงริษยาและแค้นนางจนวางแผนฆ่า แต่เห็นสภาพของเซิงเกอในตอนนี้แล้ว ป๋ายหลีก็โกรธไม่ลง จึงบอกให้ราชามารปล่อยให้เซิงเกอตายไปซะเพื่อให้พ้นทุกข์ จากนั้นป๋ายหลีตัดสินใจฝึกเคล็ดวิชาบังคับสัตว์ภูต เพื่อจะได้รู้ว่าฉีหลิงอยู่ที่ไหน

เคล็ดสัตว์ภูตเรียนรู้ไม่ยาก แค่ไม่นานป๋ายหลีก็เรียนรู้ได้ และส่งกระแสจิตไปหาว่าฉีหลิงอยู่ที่ไหน ปรากฏว่าฉีหลิงถูกขังอยู่ในสวนของเทพกระเทยบนสวรรค์ ฉีหลิงเล่าให้ฟังว่าตอนที่ป๋ายหลีตกเหว เขารู้สึกได้ จึงลนลานออกจากถ้ำจะไปช่วยป๋ายหลีทั้งที่อยู่ในช่วงรอด่านสวรรค์มาเยือน และโดนสองเทพชั่วที่ดักรออยู่ฉวยโอกาสจับตัวไปขังไว้บนสวรรค์ ม่อเฮยเองก็โดนจับไปขังกับฉีหลิงด้วย หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อโดยสิ้นเชิง

เนื่องจากสัตว์ภูตโกหกเจ้านายไม่ได้ ป๋ายหลีจึงรู้ว่าฉีหลิงพูดจริงทุกอย่าง รู้ว่าจดหมายฉบับนั้นฉีหลิงไม่ได้ส่งมา และน่าจะเป็นฝีมือของเทพชั่วสองคนนั้น รวมถึงรู้ว่าฉีหลิงที่แทงกระบี่ใส่หมิ่นจือ คือเซิงเกอปลอมตัวเป็นฉีหลิง ก็นึกเสียใจขึ้นมาหน่อยๆ ว่าไม่น่าปล่อยให้เซิงเกอตายง่ายๆ แบบนั้นเลย

ตอนที่ป๋ายหลีใช้วิชาบังคับสัตว์ภูตได้ ฉีหลิงกับม่อเฮยเองจะได้รับแบ่งพลังจากป๋ายหลีในฐานะที่เป็นสัตว์ภูตของป๋ายหลีด้วย และพลังที่ได้รับแบ่งมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับพลังของเจ้านาย เนื่องจากตอนนี้ป๋ายหลีแกร่งมาก พลังที่แบ่งไปให้จึงทำให้ม่อเฮยเปลี่ยนร่างเป็นมังกร ส่วนฉีหลิงก็มีพลังเต็มเปี่ยมเลื่อนขั้นเป็นเซียนในทันที เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวให้คุ้นกับพลังที่เพิ่มขึ้นมากเล็กน้อย

ระหว่างที่ฉีหลิงนิ่งปรับตัวอยู่นี้ ป๋ายหลีได้ตัดสินใจที่จะขึ้นไปช่วยฉีหลิงบนสวรรค์ แต่ยังไม่ทันได้เคลื่อนไหวอะไร ก็รู้สึกได้ว่ามีเทพสององค์ขี่เมฆวนเวียนอยู่เหนือยอดเขาหลักของสำนักส้าวหัวเหมือนพยายามมองหาอะไร แต่เนื่องจากเขตแดนของราชามารแกร่งกว่าเทพสองคนนั้นมาก เทพสองคนนั้นจึงมองไม่เห็นป๋ายหลี

เทพสองคนนี้คือสองเทพชั่วนั่นเอง ทั้งสองกำลังช่วยเฝ้าหน้าถ้ำให้เจ้าสำนักจางที่กำลังปิดด่านรอรับด่านสวรรค์ พอรู้สึกได้ว่าสำนักส้าวหัวโดนโจมตี ก็รีบพาเจ้าสำนักจางออกมาดู พอลดเมฆลงเข้ามาใกล้เขตแดน สองเทพชั่วก็โดนพลังพิษของราชามารทำร้ายตาบาดเจ็บ ตาลีตาเหลือกรีบไปขอให้เทพดินระเบิดช่วยรักษาโดยลืมไปว่าบนเมฆมีเจ้าสำนักจางอยู่ และสวรรค์มีกฎว่าห้ามพามนุษย์ขึ้นไป เจ้าสำนักจางเองอยากลองขึ้นไปเที่ยวดูสวรรค์อยู่แล้ว เลยแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ติดเมฆไปด้วย

เทพดินระเบิดรักษาตาให้เทพชั่วทั้งคู่เสร็จก็ทักเรื่องพามนุษย์ขึ้นมาด้วย สองเทพชั่วตกใจ รีบหาทางพาเจ้าสำนักจางกลับลงไปด่วน และขอให้เทพดินระเบิดช่วยปิดเป็นความลับ ซึ่งทางพากลับโลกมนุษย์ที่เร็วที่สุดคือลงไปทางแท่นเกิดใหม่ แปลว่าถ้าเจ้าสำนักจางลงไป ก็คือไปเกิดใหม่เลย ที่ใกล้จะเป็นเซียนแล้วเป็นอันจบสิ้น

แต่ตอนผลักเจ้าสำนักจางลงไป ปี้ฟังได้มาเห็นเข้าพอดีก็ร้องโวยวายฟ้องขึ้น สองเทพชั่วยกเทพดินระเบิด นายของปี้ฟังขึ้นมาอ้างว่าเทพดินระเบิดรับปากทำเป็นไม่รู้เรื่องให้ ปรากฏว่าหนนี้ปี้ฟังพาเง็กเซียนฮ่องเต้มาด้วย และได้ยินเต็มสองหูที่สองเทพชั่วบอกว่าเทพดินระเบิดรับปากไม่รู้ไม่ชี้ จึงทำการสอบสวนสองเทพชั่วทันที โดยในจังหวะนี้ ป๋ายหลีที่ไปขอให้เหลียนจิ้วช่วยพาขึ้นมาบนสวรรค์ก็ได้มาถึงทันเข้าร่วมการสอบสวน แล้วจังหวะเดียวกันนี้ ฉีหลิงกับม่อเฮยก็ทลายเขตแดนสวนหลังวิมานของเทพกระเทยออกมาได้พอดี จึงกลายเป็นว่าโจทก์จำเลยอยู่พร้อมหน้า




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2554    
Last Update : 15 มิถุนายน 2554 1:44:52 น.
Counter : 315 Pageviews.  

เล่านิยาย เรื่องที่ 1-12

เมื่อไปถึงสนามประลอง ชิงฟ่านพาป๋ายหลีเดินดูศิษย์สำนักต่างๆ ที่แต่งตัวในชุดเครื่องแบบประจำสำนักแยกให้เห็นชัดเจน พาเดินไปก็ชี้บอกแนะนำไป เนื่องจากหน้าตาและบุคลิกของศิษย์อาจารย์สองคนนี้เด่นมาก เดินๆ หยุดๆ อยู่กลางฝูงชน จึงตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน และเริ่มถูกทั้งชายและหญิงมองตามและทำเนียนเข้ามาล้อมเต็มไปหมดพร้อมกับแอบสงสัยว่าสองคนนี้เป็นคู่รักกันหรือเป็นอะไรกัน

ป๋ายหลีรู้สึกว่ายิ่งเดินคนยิ่งแน่นเดินลำบากชอบกล จึงดึงแขนเสื้อชิงฟ่านกระซิบบอกให้ฟัง ชิงฟ่านหันมองดูรอบตัว ก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเสกพัดจีบให้ขยายใหญ่ ดึงตัวป๋ายหลีขึ้นไปยืนบนพัดพาเหาะหนีออกจากบริเวณนั้นไปด้วยกัน ทิ้งให้คนที่เหลือพากันถามไถ่ให้แซ่ดว่าสองคนนั้นคือใคร ฝ่ายชิงฟ่านนั้นมีบางคนจำได้ว่าคือวิญญูชนไผ่ใส ส่วนป๋ายหลี ศิษยืสำนักส้าวหัวช่วยเฉลยให้ว่าเป็นลูกศิษย์คนเล็กของชิงฟ่าน พอพวกที่เล็งจะจีบป๋ายหลีรู้ว่าสองคนเป็นศิษย์อาจารย์กันก็พากันโล่งใจ

ชิงฟ่านพาป๋ายหลีออกห่างจากฝูงชนไปไม่ไกลก็ใช้คาถาบังตาซ่อนตัวไว้ เปลี่ยนหน้าตาตัวเองกับป๋ายหลีให้ดูธรรมดา แล้วกลับเข้ามาใหม่ ทีนี้ค่อยเดินได้สบายขึ้นไม่ตกเป็นเป้าสายตาใครอีก ระหว่างที่เดินดูเพลินๆ กระพรวนบนข้อมือป๋ายหลีก็เขย่าดังขึ้น แล้วมีเสียงเป่าเซิงทักเข้ามา ป๋ายหลีรีบหันดูรอบตัว ก็เห็นเป่าเซิงในชุดเครื่องแบบสีม่วงโบกมือให้หย็อยๆ ห่างออกไปไม่ไกลนัก ชิงฟ่านเห็นแล้วเหมือนกัน จึงถามว่าป๋ายหลี เพื่อนของเจ้าหรือ? พร้อมกันนั้นก้นึกแปลกใจว่าฝ่ายนั้นรู้ได้ยังไงว่านี่คือป๋ายหลีทั้งที่ปลอมแปลงโฉมอยู่?

ป๋ายหลีรีบเข้าไปหาเป่าเซิงอย่างตกใจมาก ลากเป่าเซิงไปที่ที่คนน้อย กระซิบถามว่ามาที่นี่ทำไม เดี๋ยวก็ถูกจับได้โดนรุมเล่นงานหนีไม่รอดหรอก

เป่าเซิงตื้นตันใจมากที่ป๋ายหลีเป็นห่วง ตัดบทถามว่าคิดถึงนางบ้างมั้ย? แล้วได้ฝึกทำสายตาหว่านเสน่ห์แบบที่นางสอนไปให้หรือเปล่า? แบบนี้ๆ แล้วทำท่าสะบัดหน้าปรายสายตาให้ดู ทำเอาป๋ายหลีนึกทึ่งอย่างชอบใจ ตาทอประกายปิ๊งๆ ทันที แต่แล้วอยู่ๆ ก็ถูกพัดจีบของชิงฟ่านเคาะใส่หัวป๊อกแรงๆ จนต้องหันไปถลึงตาใส่ซือฝุอย่างโมโห ปรากฏว่าเห็นชิงฟ่านหน้าเครียด จ้องเป่าเซิงเขม็งอย่างเย็นชา แล้วพูดออกมาแบบที่ทำเอาเป่าเซิงแทบกระอักเลือดทันทีว่า

“ยายอัปลักษณ์จากไหนคิดจะมาสอนป๋ายหลีศิษย์ข้าให้เสียคนกันฮะ!”

ป๋ายหลีนึกในใจว่านางเอกก็อยากลองใส่ชุดสีม่วงที่ดูเป็นผู้ใหญ่และทำสายตาหว่านเสน่ห์แบบเป่าเซิงอยู่หรอก แต่ซือฝุดันเตรียมให้แต่ชุดสีฟ้าอ่อนสีชมพูอ่อนทั้งนั้นนี่สิ แล้ววันทั้งวันนางอยู่แต่กับซือฝุ ขืนลองทำสายตาหว่านเสน่ห์ใส่นี่มีหวังถูกตายคามือแหงๆ คิดแล้วอย่าเสี่ยงลองดีกว่า

ขณะที่ป๋ายหลีกำลังนึกว่าจะกลบเกลื่อนแนะนำตัวเป่าเซิงยังไงดี เป่าเซิงก็มองชิงฟ่าน ถามว่าท่านเป็นซือฝุของป๋ายหลีหรือ? ป๋ายหลีพูดโม้ถึงท่านซะแสนดีเลิศประเสริฐศรีวิเศษไปหมด สุดท้ายก็แค่หน้าตาท่าทางดูธรรมดาเองนี่ สำนัก...ของข้าถึงจะไม่ได้ใหญ่โต มีศิษย์ไม่มาก แต่ไม่ว่าคนไหนลากออกมาเทียบก็ดูดีกว่าท่านทุกคนทั้งนั้น!

ป๋ายหลีได้ฟังเป่าเซิงบอกว่าเป็นศิษย์ของสำนัก...ก็แปลกใจมาก ชื่อสำนักนี้ชิงฟ่านรู้จักดี เป็นเซียนขนาดกลางแห่งหนึ่งซึ่งถึงจะไม่ใหญ่ แต่มีชื่อเสียงมานาน ชิงฟ่านจึงพูดอย่างไม่อินังขังขอบว่างั้นก็ลากพวกนั้นออกมาเทียบสิ! ป๋ายหลีพูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง เบือนหน้าหนีไปอีกทางทำเป็นไม่รู้จัก คิดในใจอย่างเหงื่อตกว่าซือฝุของเรานี่ช่างหลงตัวเองสุดๆ ของแท้!

ป๋ายหลีถามเป่าเซิงเรื่องที่เป็นศิษย์สำนัก... เป่าเซิงบอกว่าท่านพ่อนางเป็นเจ้าสำนัก นางเป็นลูกสาวคนเดียว ตอนที่นางออกเดินทางท่องเที่ยวฝึกตนได้พบจายซิงเข้าโดยบังเอิญ จึงตามตื๊อขอเป็นลูกศิษย์เขาแล้วติดตามเขาตลอด นี่นางก็มาเข้าร่วมการประลองเหมือนกัน ความจริงไม่ได้อยากจะมาเลย แต่ท่านพ่อส่งจดหมายไปสั่ง ตอนขอซือฝุ นางยังกะว่าถ้าซือฝุไม่อนุญาตจะฉวยโอกาสไม่มา เพราะนางไม่อยากแยกจากซือฝุมา ที่ไหนได้จายซิงดันอนุญาตโดยไม่ว่าอะไรเฉยเลย ทำเอาเป่าเซิงเซ็งมาก จากนั้นดีดนิ้วเรียกพวกศิษย์น้องผู้ชายทั้งหมดในสำนักมา แล้วหันไปพูดกับชิงฟ่านว่า ซือฝุของป๋ายหลี ท่านคิดจะเทียบกับพวกศิษย์น้องข้าดูไม่ใช่หรือ? นี่ไงตอนนี้พวกเขามาแล้ว ท่านจะเทียบยังไงรึ?

ไม่นานก็เห็นพวกศิษย์น้องผู้ชายของเป่าเซิงเกาะกลุ่มกันเดินมาถามว่า “ซือเจี่ย มีอะไรหรือ?” แต่ละคนดูมาดเท่หน้าตาหล่อเหลาเอาการกันทั้งนั้นจริงๆ แถมดูจากมาดนางพญาของเป่าเซิงที่ถูกเหล่าศิษย์น้องห้อมล้อมแล้ว ท่าทางเป่าเซิงจะเป็นอาเจ๊ใหญ่ในสำนักที่พวกศิษย์น้องต่างเชื่อฟังคำสั่งเห็นๆ

ชิงฟ่านลากป๋ายหลีเดินจากไปด้วยกัน แล้วพูดทิ้งท้ายให้เป่าเซิงว่า “วัตถุรวมกันตามชนิด คนแยกกันด้วยกลุ่ม เจ้ากับป๋ายหลีใครเหนือกว่ากัน ย่อมจะสามารถแยกถึงความห่างชั้นของข้ากับพวกเขาได้แล้ว!”

เป่าเซิงไม่โง่ แค่ได้ฟังก็รู้ทันทีว่าในเมื่อป๋ายหลีปลอมแปลงโฉม ชิงฟ่านเองก็ย่อมจะปลอมแปลงโฉมเช่นกัน และที่ต้องปลอมแปลงโฉม ก็คงจะด้วยเหตุผลเดียวกับป๋ายหลี ขนาดพวกศิษย์น้องของเป่าเซิงหล่อขนาดนี้ยังไม่ต้องปลอมแปลงโฉมเลย ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่าหน้าตาชิงฟ่านต้องไม่ด้อยไปกว่าป๋ายหลีเด็ดขาด เป่าเซิงเลยนึกเซ็งขึ้นมาที่ตัวเองแพ้ แต่ยังไงได้เจอป๋ายหลีก็ทำให้ดีใจอยู่ดี จึงบอกขอตัวไปแข่งก่อน ส่วนชิงฟ่านก็พาป๋ายหลีไปดูหมิ่นจือแข่ง

ศิษย์สำนักเยียนอวี่ที่ลูกสาวเจ้าสำนักหลงรักหมิ่นจือเกณฑ์พวกศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักมาตั้งแถวตะโกนเชียร์หมิ่นจือ ทำเอาหมิ่นจืออายมาก ส่วนป๋ายฟลีกับชิงฟ่านรีบออกไปนั่งห่างๆ ทำเป็นไม่รู้จักหมิ่นจือ ป๋ายหลีที่คิดจะตะโกนเชียร์หุบปากนิ่งไปเลย

คู่ต่อสู้ของหมิ่นจือมีสัตว์ภูตเป็นจิ้งจอกขาว แต่พอเริ่มแข่ง หมี่ตัวตัวก็เหาะพรวดเข้าไปพ่นไฟใส่จิ้งจอกขาวหมดสภาพในพริบตา เมื่อสัตว์ภูตแข่งไม่ได้ เจ้าของเลยต้องยอมแพ้ และได้แต่มองหมิ่นจืออย่างแค้นใจ รอบแรกหมิ่นจือชนะไปอย่างง่ายดาย หมี่ตัวตัวเองก็ดังคับฟ้าในชั่วข้ามวัน

หลังแข่งชนะ หมิ่นจือโดนลูกสาวเจ้าสำนักเยียนอวี่ตามประกบตัวขอให้พาเที่ยวชมสำนักส้าวหัว ในฐานะศิษย์ของสำนักเจ้าภาพ หมิ่นจือไม่สามารถปฏิเสธได้ ชิงฟ่านจึงพาป๋ายหลีกลับเรือนพักไปก่อนอย่างขำๆ

วันรุ่งขึ้นถึงตาป๋ายหลีประลอง สนามประลองคือบนน้ำ มีดอกบัวอยู่ประปราย ลูกชิ้นยืนบนใบบัวได้สบายมาก ส่วนคู่ประลงเป็นผู้ชาย สัตว์ภูตคือหมี พอเห็นป๋ายหลี คู่ประลองก็หน้าแดงก่ำ คำนับแนะนำตัวเองเสร็จก็ถามชื่อป๋ายหลีแบบกะชวนคุยแกมจีบ เนื่องจากป๋ายหลีคำนับกลับแต่ไม่ได้บอกชื่อ ป๋ายหลีที่ไม่รู้เรื่อง ตีความไม่ออกก็เคืองนิดๆ ว่าอุตส่าห์คำนับเต็มที่แล้วยังมาทวงเรื่องเล็กน้อยแบบนี้อีก จุกจิกจู้จี้จริงๆ

พอเสียงกลองบอกการประลองเริ่มต้นขึ้น ป๋ายหลีที่ต้องคุ้มครองลูกชิ้นก็ชิงลงมือก่อน พุ่งตรงเข้าไปแทงใส่ฝ่ายตรงข้าม ปรากฏว่าฝ่ายตรงข้ามดันตะลึงมองนางนิ่งเฉยจนกระบี่เกือบถึงตัวถึงค่อยถูกสัตว์ภูตผลักหลบ เนื่องจากการทำให้สัตว์ภูตที่เป็นหมียืนบนน้ำได้ต้องใช้พลังคาถามากพอสมควร พอหมีขยับตัว บวกกับเจ้านายมัวแต่ตกตะลึง คาถาพยุงจึงไม่พอ หมีตกตูมลงน้ำทันที น้ำสาดใส่ป๋ายหลีเปียกไปหมดทั้งตัวจนเสื้อผ้าแนบกับตัว ทำเอาพวกผู้ชายรวมถึงคู่ประลองยิ่งมองตาค้าง ป๋ายหลีก็ไม่รู้เรื่อง ยังยืนนิ่งอยู่แบบนั้นไม่มีการเอามือปิด

ชิงฟ่านรีบกระโจนออกไปเอาผ้าคลุมผืนใหญ่จากถุงเฉียนคุนห่อตัวบังให้ลูกศิษย์ทันที แล้วช้อนตัวป๋ายหลีอุ้มทำท่าจะเหาะกลับที่นั่ง ก็นึกขึ้นได้ว่านี่ต่อหน้าสายตาคนเยอะแยะ อุ้มลูกศิษย์แบบนี้มันดูไม่ดี จึงเปลี่ยนเป็นหิ้วคอป๋ายหลีกลับที่นั่งไป เป็นอันว่ารอบนี้ป๋ายหลีชนะไปแบบง่ายดายสุดๆ

หมิ่นจือเห็นชิงฟ่านพุ่งเข้าไปเอาผ้าคลุมห่อตัวป๋ายหลีก็นึกเจ็บใจว่าเมื่อกี้ตัวเองดันมัวแต่ตกตะลึง เลยไม่ทันออกไปทำตัวเป็นพระเอก หมี่ตัวตัวย้อนถามว่าหมิ่นจือออกไปแล้วจะเอาอะไรห่อตัวให้ป๋ายหลี? กางเกงตัวเองเรอะ? หมิ่นจือเลยนึกได้ว่านั่นสิ ใครจะไปเหมือนชิงฟ่านที่พกของบ้าบอพิลึกกึกกือสารพัดอย่างติดตัวเต็มไปหมด

ชิงฟ่านเอาป๋ายหลีมาส่งที่เรือนพักเสร็จก็คิดอยู่แป๊บว่าควรจะสอนอย่างจริงจังสักครั้งถึงเรื่องที่ผู้หญิงสาวควรระวังให้ป๋ายหลีฉลาดขึ้นดีมั้ย แต่พอดูตาแป๋วแหววของป๋ายหลีแล้วก็เปลี่ยนใจ สั่งว่าให้ฝึกเอาเองไปก่อน ส่วนชิงฟ่านออกไปหาตัวเซี่ยงเผิงต่อ

เป่าเซิงเองก็ประลองวันนี้เหมือนกัน คู่ประลองเป็นผู้หญิง พอเป่าเซิงปล่อยสัตว์ภูตของตัวเอง ซึ่งคือผึ้งทั้งฝูงออกมา คู่ประลองก็กระโดดหนีบอกยอมแพ้ทันที ชนะไปอย่างง่ายดาย เป่าเซิงจึงรีบร้อนจะมาดูคู่ของป๋ายหลีประลอง ปรากฏว่าคู่ของป๋ายหลีประลองเสร็จก่อนเป่าเซิงเสียอีก เป่าเซิงจึงส่งเสียงผ่านกระพรวนติดต่อป๋ายหลี ป๋ายหลีชวนเป่าเซิงมาที่สวนดอกท้อ อวดว่าดอกท้อที่นี่บานสวยที่สุด เป่าเซิงไม่ค่อยเชื่อ เพราะตอนนี้ไม่ใช่ฤดูดอกท้อบาน แต่พอมาถึงก็ต้องทึ่งมากว่าดอกท้อที่นี่ยังบานอยู่ แถมบานสะพรั่งสวยมากด้วย เป่าเซิงจึงบอกว่าได้ยินมาว่าเซียนดอกท้อบนสวรรค์เป็นผู้ชาย โดนลงโทษให้ลงมาเกิดเพราะทำความผิด ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบซือฝุของนางเอกหรือเปล่า

การแข่งถัดๆ มา ป๋ายหลีก็ชนะผ่านไปได้อย่างง่ายดาย จนถึงการแข่งรอบรองสุดท้าย คู่แข่งคือสาวที่มาชอบหมิ่นจือ เป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าสำนักแห่งหนึ่ง คุณเธอพอของพิเศษที่แม่ให้มาสารพัดอย่าง แต่สุดท้ายก็แพ้เพราะโดนกระพรวนของป๋ายหลีดูดพลังฝึกปรือจนหมดแรง

พอสู้จบ อยู่เจ้าสำนักจางก็ออกมาพูดว่าป๋ายหลีกับเป่าเซิงเป็นพวกนิกายมาร เป่าเซิงเป็นศิษย์ของจายซิง หนึ่งในหกขุนพลของนิกายมาร หลักฐานคือกระพรวนนั่นเป็นของจายซิง ส่วนป๋ายหลี ก่อนหน้านี้ถูกคนของนิกายมารลักพาตัวไปแล้วปล่อยกลับมาโดยไม่บาดเจ็บอะไรเลย บวกกับแม่ของป๋ายหลีเป็นหญิงศักดิ์สิทธิ์ของนิกายมารอยู่แล้ว ยิ่งทำให้น่าสงสัยมาก เซิงเกอยังออกมายืนยันว่าตอนที่ป๋ายหลีถูกลักพาตัวไป ได้ยินจายซิงเรียกป๋ายหลีว่า “หญิงศักดิ์สิทธิ์น้อย”

เจ้าสำนักจางแอบติดคาถาดักฟังไว้ที่ตัวเป่าเซิง ก็เอามาขยายเฉพาะคำพูดช่วงที่เป่าเซิงพูดเล่นว่าถ้าวางยาพิษที่นี่ทีนี่ สงสัยได้ตายกันเป็นเบือแน่ ใช้คำพูดนี้เป็นหลักฐานกล่าวหาว่าทั้งสองคนคิดวางแผนวางยาพิษฆ่าทุกคนในงาน

ระหว่างที่เป่าเซิงเถียงกลับ ก็มีศิษย์สำนักอื่นคนหนึ่งล้มลงตายเพราะยาพิษ เป่าเซิงเข้าไปดูแล้วช็อคมาก เพราะยาพิษที่ฝ่ายนั้นโดนเป็นยาพิษที่มีแต่นางกับจายซิงที่รู้จัก คนอื่นไม่มีทางรู้จักแน่นอน

ป๋ายหลีกับเป่าเซิงถูกสั่งพาตัวไปขังในคุกน้ำชั่วคราวรอการลงโทษ จากนั้นมีการประชุมตัดสินโทษทั้งสองคน ชิงฟ่านโกรธมาก ลุกขึ้นบอกว่าเขาขอเอาชีวิตเป็นประกันว่าป๋ายหลีลูกศิษย์เขา ซึ่งตอนที่ลุกขึ้นพูดแบบนี้ ชิงฟ่านได้แสดงพลังฝึกปรือของตัวเองออกมา ทำให้ทุกคนตกตะลึง เพราะทั้งสำนักส้าวหัวในตอนนี้ ไม่มีใครที่มีพลังฝึกปรือสูงมากขนาดนี้ ซึ่งบ่งบอกว่าถ้าชิงฟ่านคิดจะพาตัวป๋ายหลีจากไป ทั้งสำนักส้าวหัว ไม่มีทางมีใครขัดขวางได้แน่นอน การตัดสินโทษจึงชะลอออกไปก่อน

ในตอนนั้น ฉีหลิงที่อยู่ในถ้ำได้ฝึกถึงขั้นสุดท้ายแล้ว รอให้ด่านสวรรคืส่งสายฟ้าลงมาแล้วผ่านด่านสายฟ้าไปได้ ก็จะสำเร็จเป็นเซียน สองเทพชั่วไม่สามารถทำอะไรเขาได้อีก

ในการประชุมตัดสินโทษวันถัดมา มีการตัดสินให้ฆ่าป๋ายหลีกับเป่าเซิง ชิงฟ่านไม่ได้เข้าร่วมประชุม หมิ่นจือรู้ผลการประชุมก็โกรธมาก ไปหาชิงฟ่านเพื่อหารือเรื่องช่วยป๋ายหลี แต่ปรากฏว่าชิงฟ่านกลับถามมาว่าป๋ายหลีคือใคร? หมิ่นจือตกใจมากที่ชิงฟ่านเหมือนความจำเสื่อม จำป๋ายหลีไม่ได้โดยสิ้นเชิง

ช่วงเวลานี้ คุณหนูบ้านสกุลหวางที่ชิงฟ่านกับป๋ายหลีเคยช่วยไว้ ชื่อว่าชิงเหลียน ได้นั่งเกี้ยวขึ้นเขามาเพื่อกราบชิงฟ่านเป็นอาจารย์



ตอนที่ป๋ายหลีกับเป่าเซิงถูกพาตัวไปขังในคุกน้ำคนละห้องโดยถูกปิดผนึกพลังฝึกปรือไว้ ป๋ายหลีกลับยังคงสามารถจุดไฟสีม่วง ไฟสีม่วงนี้ได้ลุกไหม้เผาน้ำในคุกน้ำห้องที่ป๋ายหลีอยู่จนแห้งหมด และมีช่องทางลับโผล่ให้เห็น ป๋ายหลีลองไปตามช่องนี้ ปรากฏว่าไปโผล่ข้างนอกตรงหลังเขา ก็บอกเป่าเซิงอย่างดีใจ ประจวบกับหมิ่นจือแอบเข้ามาช่วยป๋ายหลีพอดี จึงพาป๋ายหลีออกจากทางลับนี้

ตอนป๋ายหลีออกมาจากคุกน้ำได้ จดหมายจากฉีหลิงได้บินมาถึง บอกให้ป๋ายหลีไปรอเขาที่นั่น (ระบุมา) หมิ่นจือเห็นจดหมายก็แปลกใจว่าฉีหลิงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับป๋ายหลีได้ยังไง แต่ป๋ายหลีเชื่อใจฉีหลิง จึงยืนกรานให้หมิ่นจือพาไปที่จุดนัดพบที่ฉีหลิงบอก พอหมิ่นจือพาไป และจะกลับไปช่วยเป่าเซิงมาอีกคน เป่าเซิงก็บอกมาว่าจายซิงมาช่วยนางแล้ว ระหว่างหมิ่นจือพอป๋ายหลีไปที่จุดนัดพบ ป๋ายหลีถามถึงชิงฟ่าน หมิ่นจือโกหกว่ากำลังช่วยเบนความสนใจคนอื่นในสำนักให้เขาเข้ามาช่วยป๋ายหลี

เมื่อจายซิงช่วยเป่าเซิงออกมาสมทบ ก็ได้พาเป่าเซิงหนีไปก่อนขณะที่ป๋ายหลีรอให้ฉีหลิงมารับ ตอนพาเป่าเซิงหนี จายซิงได้จงใจทำให้ศิษย์สำนักส้าวหัวที่กำลังตามหาตัวพวกป๋ายหลีรู้ตัว แห่กันมาสกัดทาง จนป๋ายหลีกับหมิ่นจือตกอยู่ในวงล้อมหนีไม่ได้ หนึ่งในคนที่มาล้อมคือฉีหลิง แล้วยังมีชิงฟ่าน ป๋ายหลีเห็นแล้วปวดใจมากที่ชิงฟ่านลืมนางไปแล้ว สุดท้ายหมิ่นจือช่วยสู้ปกป้องป๋ายหลีจนโดนฉีหลิงแทงกระบี่ใส่อก ส่วนป๋ายหลีโดนผลักตกเหว หมิ่นจือโดดตามลงไปช่วยกอดคุ้มครองไว้ ป๋ายหลีจึงรอดตาย

ส่วนชิงฟ่าน หลังจากป๋ายหลีตกเหวไป ทั้งที่จำไม่ได้ เขาก็ยังยืนมองที่ปากเหวอยู่นาน หัวใจปวดมากโดยที่ตัวเองไม่รู้สาเหตุ

ที่ชิงฟ่านลืมป๋ายหลี เพราะถูกเทพชั่วสองคนใช้เข็มทองแทงใส่สมองพร้อมลงคาถาที่ทำให้ลืมคนที่เคยรักจนหมดสิ้น เทพกระเทยรู้ว่าชิงฟ่านคือเซียนดอกท้อมาเกิดเพื่อผ่านด่านรักร่วมกับเจ้าหญิงชิงเหลียน จึงเห็นว่าที่ตนทำแบบนี้ นอกจากเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองแล้ว ยังเพื่อให้ชีวิตของชิงฟ่านเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เพราะป๋ายหลีไม่ใช่เจ้าหญิงชิงเหลียน



ตกลงไปถึงก้นเหว ป๋ายหลีฝังศพหมิ่นจือแล้วนั่งเหม่อ ชายหนุ่มสวมหน้ากากคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้น พูดกับป๋ายหลีว่าจะช่วยทำให้เก่งพอที่จะไม่ถูกใครรังแก แลกกับหัวใจของป๋ายหลี ตกลงไหม? ป๋ายหลีบอกตกลง ชายหนุ่มสวมหน้ากากก็ล้วงเอาหัวใจของป๋ายหลีออกมา แล้วใส่ก้อนหินเข้าไปแทน บอกว่านับจากนี้ไป หัวใจของเจ้าจะเป็นหิน จะไม่เจ็บปวด จะไม่เสียใจอีก แล้วพาป๋ายหลีไปด้วยกัน

ชายหุน่มสวมหน้ากากชื่อว่าเหลียนจิ้ว เป็นราชาเผ่าอสูร พี่ชายของเจ้าหญิงชิงเหลียน เขาพาป๋ายหลีไปที่ดินแดนเผ่าอสูร ให้อาบไฟศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้กลายเป็นคนเผ่าอสูรโดยสมบูรณ์ พอขึ้นมาจากไฟ ปรากฏว่าไฟได้ติดตัวขึ้นมาเป็นชุดให้ป๋ายหลี ทำให้เหลียนจิ้วทั้งตกตะลึงและอิจฉา

ตั้งแต่น้องสาวลงมาเกิดใหม่ เหลียนจิ้วก็พยายามตามหาเพื่อจะช่วยคุ้มครอง ก่อนหน้านี้ตอนที่ป๋ายหลีทำพิธีรับม่อเฮยเป็นสัตว์ภูต ปานรูปดอกบัวเพลิงได้โผล่ขึ้นบนอก ตอนนั้นเหลียนจิ้วจับพลังได้ จึงขึ้นมาตามหาจนพบ ก็พอดีว่าช่วงนั้นจะมีการแข่งขันคัดเลือกศิษย์เข้าสำนัก เหลียนจิ้วเห็นเป็นโอกาสดี จึงปลอมตัวเข้าร่วมด้วย โดยปลอมเป็นเซี่ยงเผิง และจงใจทำให้ตัวเองดูไม่ค่อยมีพรสวรรค์ ไม่มีใครอยากเลือก โดยพนันว่าสุดท้ายคนที่ใจดีเลือกป๋ายหลีเป็นศิษย์ น่าจะเลือกเขาเป็นศิษย์ด้วย และเขาเดาถูก จึงได้มาเป็นศิษย์ของชิงฟ่านด้วยกันกับป๋ายหลี สามารถจับตาสังเกตดูป๋ายหลีอย่างใกล้ชิดได้

แต่จากการจับตาสังเกตมาสองปี เหลียนจิ้วพบว่าหัวใจของป๋ายหลีคือเลือดหนึ่งหยดจากหัวใจของชิงเหลียน แต่ป๋ายหลีไม่ใช่ชิงเหลียนอย่างแน่นอน เมื่อแน่ใจแล้วเหลียนจิ้วจึงเลิกเป็นเซี่ยงเผิงตอนที่ชิงฟ่านลงจากเขาไปตามหาป๋ายหลี เซี่ยงเผิงจึงสาบสูญไปเลยเพราะเหตุนี้ และเพราะอยู่ด้วยกันในฐานะศิษย์พี่ศิษย์น้องมาสองปี เขาจึงเริ่มผูกพันและสงสารป๋ายหลี ไม่อยากให้ป๋ายหลีตรอมใจที่จะมีชีวิต

นอกจากนี้ เหลียนจิ้วหาตัวเจ้าหญิงชิงเหลียนน้องสาวเขาพบแล้ว ว่ามาเกิดเป็นคุณหนูสกุลหวางนั่น และตอนนี้ก็ขึ้นเขามาพักอยู่ที่เรือนพักของชิงฟ่าน พยายามจะกราบชิงฟ่านเป็นอาจารย์ ชิงฟ่านไม่รับปาก แต่ก็อ่อนโยนดูแคร์นางดี เหลียนจิ้วอยากให้น้องสาวมีความสุข เขารู้ว่าชิงฟ่านรักป๋ายหลี รู้ด้วยว่าชิงฟ่านลืมป๋ายหลีเพราะอะไร แต่ไม่คิดจะช่วย เพราะเห็นว่าชิงฟ่านเป็นของน้องสาวเขา เขาต้องการให้ชิงฟ่านทุ่มเทใจให้น้องสาวเขาแค่คนเดียว




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2554    
Last Update : 14 มิถุนายน 2554 20:49:58 น.
Counter : 556 Pageviews.  

1  2  

ซีเรีย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add ซีเรีย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.