Group Blog
 
All blogs
 

เที่ยวสุพรรณบุรี...บึงฉวาก...ตลาด ๑๐๐ ปีสามชุก

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสแวะไปเที่ยวสุพรรณบุรีอีกครั้งค่ะ หลังจากไปมาเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว trip นี้เกิดขึ้นแบบฉุกละหุกอันเนื่องมาจากผู้ร่วม trip นครปฐมคราวก่อน เกิดติดใจอยากเที่ยวต่อกันอีก
สุพรรณบุรีเป็นทางเลือกอันดับแรกของพวกเราเนื่องจากไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก และผู้ร่วม trip หลาย ๆ คนอยากไปเที่ยวตลาดร้อยปีสามชุก ที่กำลัง promote ทาง TV อย่ขณะนี้ เมื่อทุกอย่าลงตัวเราก็ออกเดินทางกันเลย การเดินทางไปสุพรรณบุรี เราใช้เส้นทางถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรีค่ะ โดยที่หมายแรกสำหรับ trip นื้ก็คือ วัดไผ่โรงวัว ค่ะ จากถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี เราเลี้ยวซ้ายก่อนถึงสามแยกลาดบัวหลวงตรงไปเรื่อย ๆ เมื่อเห็น “พระกะกุสันโธ” พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อไหร่ ก็แสดงว่าถึงวัดไผ่โรงวัวแล้วค่ะ



วันนี้มีคนมาไหว้พระยังไม่มากนัก อาจเป็นเพราะเราไปถึงแต่เช้าก็ได้ เลยไหว้พระกันแบบสบาย ๆ ไม่ต้องเบียดคนเหมือนเมื่อวันที่ไปวัดไร่ขิง



วัดนี้แปลกกว่าวัดอื่นตรงที่มีปิดทองลูกนิมิต 9 ลูกเพื่อเป็นสิริมงคลด้วยค่ะ



หลังจากไหว้พระกันแล้วเราถือโอกาสสำรวจรอบ ๆ วัดกันเลย วัดนี้มีงานปะติมากรรมพุทธประวัติมากมายตั้งอยู่รอบ ๆ วัดค่ะ



ส่วนนี้เป็นการแสดงงานประติมากรรม เกี่ยวกับพุทธประวัตินรกภูมิค่ะ



น่ากลัวมั้ยคะ



เราเดินเล่นอยู่ในวัดอย่างเพลิดเพลิน เพราะที่นี่มีอะไรให้ดูเยอะมาก จนสายมากแล้วจึงได้เดินทางต่อไปยังวัดป่าเลไลยก์กันค่ะ วัดป่าเลไลยก์ตั้งอยู่ที่ริมถนนมาลัยแมน ในตัวเมืองสุพรรณบุรี เราเข้าไปนมัสการ “หลวงพ่อโต” ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดสุพรรณบุรีที่ภายในองค์พระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลายจำนวน 36 องค์ค่ะ



จากวัดป่าเลไลยก์ ตอนแรกเรามี program ไปเที่ยวสามชุกกันต่อ แต่ด้วยว่าใกล้เที่ยวแล้ว และผู้ร่วม trip แต่ละคนก็เริ่มหิวกันแล้ว เราเลยตกลงจะไปบึงฉวากกันก่อนค่ะ



บึงฉวาก อยู่ในอำเภอเดิมบางนางบวช ห่างจากตัวอำเภอเมืองสุพรรณประมาณ 64 กิโลเมตรค่ะ เมื่อไปถึงจุดหมายแรกของเราก็ต้องแวะทานข้าวกันก่อนเลย ที่นี่มีร้านอาหารมากมายอยู่ริมถนนเข้าสู่บึงฉวาก เราเลือกแวะทานข้าวกันที่ร้านต้นปาล์ม น้ำปาย ร้านบรรยากาศดี และราคาไม่แพงนักค่ะ เมื่อเติมพลังกันเรียบร้อยแล้วเราก็ลุยกันต่อเลย



เมื่อขับรถเข้าไปภายในบึงฉวากก็จะพบบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,700 ไร่ค่ะ วันที่เราไปนั้นอากาศร้อนพอสมควร เลยเห็นหลาย ๆ คนลงไปปั่นจักรยานน้ำเล่นกันสนุกสนานค่ะ



ภายในบึงฉวากยังมีสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำรวบรวมพันธุ์ปลาน้ำจืด ปลาสวยงามและพันธุ์ปลาหายากเอาไว้ให้ชมกันค่ะ



ค่าเข้าชมไม่แพงเลยค่ะผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาทค่ะ ได้ชมทั้งปลา แถมโชว์จระเข้ และมายากลด้วยนะคะ คุ้มสุด ๆ ค่ะ



ในอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจะมีโชว์การให้อาหารปลาในส่วนที่เป็นอุโมงค์ลอดใต้น้ำด้วยค่ะ



เราเดินเล่นอยู่ในนี้นานมาก ๆ เพราะแอร์เย็นสบายดีค่ะ จนบ่ายจัดแล้วนั่นแหละถึงได้เคลื่อนตัวกันไปสู่สามชุกที่หมายสุดท้ายสำหรับ trip นี้ของเรา

border=0>

เราออกเดินทางจากบึงฉวากย้อนกลับมาทางเดิมที่มุ่งสู่ตัวจังหวัด จนถึงสี่แยกสามชุกก็เลี้ยวขวาเข้าไปยังถนนสู่อำเภอสามชุก พอข้ามสะพานก็เลี้ยวขวาอีกครั้งเจข้าสู่ถนนไปยังที่ว่าการอำเภอสามชุกค่ะ ตลาด ๑๐๐ ปีสามชุก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนติดกับที่ว่าการอำเภอสามชุกค่ะ



คงเป็นเพราะคราวนี้เราไปช่วงเทศกาลสงกรานต์เลยมีคนไปเที่ยวตลาดสามชุกเยอะมาก ๆ ตลาดสามชุกจึงคึกคักผิดตาจากที่เคยมาเมื่อ 2 ปีก่อนเยอะเลยค่ะ เราแวะเข้าไปชมอาคารพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงค์จีนารักษ์อีกครั้ง ที่คราวนี้ไม่มีน้อง ๆ เด็กนักเรียนพาชมแล้วค่ะ เพราะคนเยอะมาก ๆ



อาคารพิพิธภัณฑ์นี้เป็นอาคารไม้โบราณติดลูกไม้ 3 ชั้น ที่จัดแสดงภาพถ่ายและเครื่องเรือนโบราณ



หลังจากเดินชมพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงค์จีนารักษ์แล้ว เพื่อนร่วม trip หลาย ๆ คนเริ่มถอดใจไม่ขอสำรวจภายในตลาดต่อ เลยมานั่งทานกาแฟที่ร้านกาแฟโบราณตรงหัวมุมตลาดพักเหนื่อยแทนค่ะ กาแฟร้านนี้ไม่แพงเลยแก้วละ 10 บาทเท่านั้น ถ้าซื้อใส่ถุงกลับบ้านก็ถุงละ 20 บาทค่ะ เมื่อทานกาแฟเย็น ๆ หายเหนื่อยแล้วก็ได้เวลากลับบ้านกันแล้วล่ะค่ะ



เราออกเดินทางจากสามชุกเกือบ 5 โมงเย็นมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวจังหวัดสุพรรณบุรี แวะซื้อขนมและของฝากกันที่ร้านเอกชัย (สาลี่อร่อยมาก ๆ ) กับแวะซื้อกุ้งเผาริมทางที่ราคาถูกมาก ๆ กิโลละ 150 แถมย่างให้เสร็จพร้อมน้ำจิ้ม เรียกว่าได้ทั้งเที่ยวและของอร่อยกับบ้านด้วยค่ะ ใครอ่านแล้วสนใจก็ลองขับรถไปเที่ยวสุพรรณฯ ดูนะคะ ไม่ไกลจากรุงเทพฯ เลย แถมถนนดีมาก ๆ ขับรถสบายค่ะ ^ ^

15-04-2007
Story by : SoM SoM
Photo by : SoM SoM
ข้อมูลจาก http://www.tat.or.th




 

Create Date : 23 เมษายน 2550    
Last Update : 22 สิงหาคม 2552 10:43:05 น.
Counter : 5389 Pageviews.  

...วันเดียวเที่ยวนครปฐม...

ช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา เห็นใคร ๆ ก็วางแผนไปเที่ยวกันสนุกสนาน คนไม่มี program เที่ยวไหนอย่างเราต่อมอิจฉาพุ่งกระฉูดค่ะ ว่าแล้วก็เลยต้องหาเรื่องเที่ยวรอบ ๆ กรุงเทพฯ นี่ล่ะคะ trip แรกสำหรับวันหยุดยาวนี้ เราเลือกไปเที่ยวนครปฐมกันค่ะ
จุดหมายแรกของการเดินทางของเรา คือ การไหว้พระที่วัดไร่ขิงเพื่อเป็นสิริมงคลรับวันปีใหม่ไทย การเดินทางไม่ไกลเลยจากกรุงเทพฯ เราใช้ถนนกาญจนาภิเษก แล้วเลี้ยวเข้าถนนบรมราชชนนี ใช้เส้นทางสายถนนเพชรเกษม ผ่านสวนสามพราน ก็จะพบป้ายของวัดไร่ขิงอยู่ทางขวามือค่ะ



วัดไร่ขิง หรือ วัดมงคลจินดาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลไร่ขิง บนฝั่งแม่น้ำท่าจีนหรือแม่น้ำนครชัยศรี ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 32 กิโลเมตร เมื่อสร้างวัดเสร็จได้อัญเชิญพระพุทธรูปมาจากวัดศาลาปูน จังหวัดพระนครศรีอยุธยามาประดิษฐานไว้เป็นพระประธานวัด ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง” เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัยแบบประยุกต์



หลังจากไหว้พระนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงกันแล้ว เราเดินมาบริเวณริมแม่น้ำหน้าวัดซึ่งมีปลาสวายตัวโตนับพันอาศัยอยู่ ปลาที่นี่เยอะจริง ๆ แถมตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น เห็นอย่างนี้เราไม่รอช้าที่จะซื้อขนมปังเลี้ยงปลากันค่ะ



ความที่ไม่ค่อยได้เข้าวัดซะนาน ไปคราวนี้เลยได้ความรู้ใหม่อย่างนึงว่า เดี๋ยวนี้นอกจากเค้าจะให้ขนมปังเลี้ยงปลากันแล้ว ยังมีขนมกรอบ ๆ พอง ๆ สีสันสดใสให้เป็นอาหารปลากันด้วย แต่ดูจะเป็นอันตรายกับปลามากกว่านะคะ เพราะเห็นสีตกลงน้ำลอยเป็นแพเลย



หลังจากสนุกสนานกับการให้อาหารปลากันพักใหญ่ ๆ เราก็ออกเดินทางกันต่อไปยังฟาร์มจระเข้สามพรานค่ะ ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมกิโลเมตรที่ 30 ห่างจากสวนสามพรานประมาณ 1 กิโลเมตร ค่าเข้าชมสำหรับคนไทยไม่แพงเลยค่ะ ผู้ใหญ่ 80 บาท และเด็ก 50 บาท



หลังจากซื้อบัตรเรียบร้อยแล้วก็ลุยกันเลยค่ะ เมื่อเดินเข้าไปด้านในเราเจอพนักงานต้อนรับที่น่ารักมาก ๆ คอยนั่ง หมอบ แกว่งงวง ทำหน้าตาน่ารักให้เราโพสท่าถ่ายรูปด้วย ถ้าใครถูกใจจะให้เงินรางวัลกับคนเลี้ยงหรือจะซื้อกล้วยให้เป็นรางวัลกับพนักงานต้อนรับก็ได้นะคะ



นอกจากลูกช้างตัวเล็ก ๆ ที่มายืนบิดไปบิดมาต้อนรับเราแล้ว ยังมีช้างตัวโต ๆ คอยทักทาย(ในที่กั้น) และรอรับกล้วยจากเราด้วยค่ะ งานนี้แต่ละคนหมดตังกันไปหลายสิบบาทกับค่าขนมของช้างนี่ล่ะค่ะ



ถัดจากลานโชว์ช้างด้านหน้าเราก็จะเจอบ่อเลี้ยงจระเข้ที่มีอยู่เยอะแยะมากมาก ทั้งเบบี้จระเข้และจระเข้ตัวใหญ่ ๆ



อันนี้เป็นจระเข้น้ำเค็มอายุ 1-2 ปี ค่ะ นอนอืดเต็มบ่อเลย



มาเที่ยวฟาร์มจระเข้ที่ขาดไม่ได้ก็ต้องซื้อไก่สดให้อาหารจระเข้ค่ะ แต่ขอแซวหน่อย สงสัยจระเข้ตัวโตที่นี่จะแก่มากกกนะคะ ยืนดูตั้งนานเห็นแต่นอนอ้าปากรออาหารกันอย่างเดียวเลย



และกิจกรรมที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อมาฟาร์มจระเข้ก็ต้องดูการแสดงการจับจระเข้ด้วยมือเปล่าค่ะ ที่นี่จะมีโชว์เป็นรอบ ๆ ค่ะตั้งแต่ 12.45 น. จนถึง 16.20 น. ทุกวัน


การแสดงของที่นี่ก็จะมีทั้งการจับจระเข้ด้วยมือเปล่า การล้วงคอจระเข้



แต่ที่เป็น highlight ของการแสดงก็ต้องการมุดหัวเข้าปากจระเข้



การแสดงจระเข้ของที่นี่รอบนึงจะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีค่ะ แล้วก็จะพักเพื่อรอแสดงรอบต่อไปซึ่งหากใครมาไม่ทันรอบก็อาจไปดูการแสดงช้างคั่นเวลาก็ได้ค่ะ



กว่าจะออกจากฟาร์มจระเข้ก็บ่ายโมงกว่าแล้วค่ะ ที่หมายต่อไปเราแวะทานข้าว ซื้อขนมและของฝากกันที่ตลาดดอนหวายค่ะ เราแวะทานก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าอร่อยและที่ขาดไม่ได้ก็ต้องขนมตาลป้าไข่ค่ะ แต่คงเป็นเพราะเราไปช่วงสงกรานต์พอดี คนเลยเยอะมาก เรียกว่าถ้าหยุดดูของร้านไหนนี่คนติดกันยาวเลยค่ะ เลยไม่มีรูปมาฝากนะคะ
จากตลาดดอนหวายเรามี program จะไปไหว้พระกันที่พุทธมณฑลกันเป็นที่สุดท้าย



การเดินทางไปพุทธมณฑล เราใช้เส้นทางจากถนนเพชรเกษมแล้วเลี้ยวเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ไปประมาณ 8 กิโลเมตรก็จะถึง



พุทธมณฑลสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2500 บริเวณจุดศูนย์กลางของพุทธมณฑลเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลา เป็นพระประธานของพุทธมณฑลซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามว่า “พระศรีศากยะทศพลญาณประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์”



เรานั่งพักเหนื่อย (จากการขับรถฝ่าขบวนรดน้ำที่เล่นกันตลอดถนนสาย 4) รับลมเย็น ๆ สบาย ๆ อยู่นานเลยค่ะ กว่าจะออกจากที่นั้นก็เกือบ 5 โมงเย็นค่ะ เป็น trip 1 วันที่เรารู้สึกได้เที่ยวคุ้มค่าจริง ๆ ใครมีเวลาว่างลองขับรถไปเที่ยวดูนะคะ ไม่ไกลเลยค่ะ



วันเดียวเที่ยวนครปฐม 14-04-2007
Photo by : SoM SoM
Story by : SoM SoM
ข้อมูลจาก : http://www.tat.or.th




 

Create Date : 19 เมษายน 2550    
Last Update : 22 สิงหาคม 2552 10:43:22 น.
Counter : 3582 Pageviews.  

...เกาะเกร็ด....

"เกาะเกร็ด" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ยินคนพูดถึงบ่อยมาก ๆ แถมอยู่ไม่ไกลจากบ้านด้วย แต่เชื่อมั้ยคะ อยู่เมืองนนท์มา 20 กว่าปียังไม่รู้เลยว่าเกาะเกร็ดอยู่ที่ไหน คราวนี้ได้โอกาสเหมาะ อากาศร้อน ๆ แบบนี้จะนอนอยู่บ้านทำไม ว่าแล้วก็นัดแนะกันไปเที่ยวเกาะเกร็ดกันดีกว่า



การเดินทางไปเกาะเกร็ดไม่ยากเลยค่ะ ถ้าขับรถมาก็ลงทางด่วนแจ้งวัฒนะ ตรงมาห้าแยกปากเกร็ด แล้วเลี้ยวเข้าซอยวัดสนามเหนือ ประมาณ 200 เมตรก็จะถึงท่าน้ำวัดสนามเหนือ ที่นี่มีที่จอดรถให้เราฝากไว้ก่อนจะข้ามไปเกาะเกร็ดค่ะ เรือข้ามฟากจากท่าเรือวัดสนามเหนือไปยังท่าเรือวัดปรมัยยิกาวาส เกาะเกร็ด นั้น มีตลอดเวลาค่ะ ค่าโดยสารก็คนละ 2 บาท แต่แนะนำให้ไปตอนเช้า ๆ ก็จะดีนะคะ ไม่ร้อนมาก



พอข้ามมายังฝั่งเกาะเกร็ดแล้วก็ต้องไปไหว้พระกันก่อนค่ะ จากนั้นก็เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ภายในวัดที่เก็บรวบรวมวัตถุโบราณ และเครื่องปั้นดินเผาลวดลายสวยงามไว้มากมาย



ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผา และมีการจำลองการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณ



เตาเผาแบบโบราณค่ะ



เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์เราก็เดินชมรอบ ๆ บริเวณวัดซึ่งจะมีขนม และของทานเล่นหลายอย่างให้ได้ชิมกันค่ะ ที่ขาดไม่ได้ก็ต้องทอดมันหน่อกะลาของขึ้นชื่อของที่นี่ และกาแฟโบราณใส่โถดินเผา ราคาก็พอสมควรเลยค่ะ กาแฟเย็นใส่โถดินเผา 20 บาท ถ้าเอาฝาด้วยก็ 25 บาทค่ะ



หลังจากเพลิดเพลินกันขนมแล้ว เราก็ตกลงกันว่าจะนั่งเรือไปดูบ้านขนมไทยกันค่ะ ที่นี่จะมีเรือพาไปเที่ยวรอบเกาะทั้งแบบส่วนตัวคือเหมาทั้งลำราคา 300 บาท หรือจะไปเรือลำใหญ่ก็คนละ 50 บาท ซึ่งจะออกทุก ๆ ชั่วโมงค่ะ เราซื้อตั๋วได้รอบ 11 โมงค่ะ แต่เรือจะออกจากท่าก่อน 10 นาที เรานั่งเรือชมรอบ ๆ เกาะแบบสบาย ๆ แม้แดดจะแรงมากแต่ไม่ค่อยร้อนนัก มีลมพัดไอเย็นจากแม่น้ำเย็นสบาย ที่หมายแรกที่แวะชมคือบ้านขนมไทยคุณแอ๋วริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่นี่บรรยากาศดีมาก ๆ ขนมก็อร่อย มีสาธิตการทำขนมไทยด้วย เรามีเวลาที่นี่ครึ่งชั่วโมงเลยถือโอกาสชิมข้าวแช่หอม เย็น ชื่นใจ และขนมไทยอร่อย ๆ อยู่นานทีเดียว



จากบ้านขนมไทยคุณแอ๋ว ก็มุ่งหน้าเข้าสู่คลองบางบัวทองซึ่งมีบ้านขนมไทยอีกที่หนึ่งที่ให้เราแวะชม ที่นี่ทำขนมไทยกันเป็นอุตสาหกรรมย่อยๆ เลยทีเดียว และขนมก็ราคาถูกว่าที่แรกมาก ๆ เลยเห็นผู้ร่วมเดินทางในเรือลำเดียวกับเราเหมาขนมกลับไปเป็นของฝากกันเต็มไม้เต็มมือทีเดียว



หลังจากออกจากคลองบางบัวทองเรือจะแล่นต่อไปยังแม่น้ำเจ้าพระยารอบ ๆ เกาะ และแวะจุดสุดท้ายคือโรงงานเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งที่นี่ถ้าใครอยากจะเที่ยวเกาะเกร็ดต่อก็ได้ หรือถ้าใครจะกลับเลยเรือก็จะพาไปสงที่ท่าเรือวัดสนามเหนือเป็นจุดสุดท้าย



หลังจากชมโรงงานเครื่องปั้นดินเผาแล้ว เราเลือกเที่ยวเกาะเกร็ดต่อ เพราะยังเดินสำรวจกันไม่รอบเกาะเลย คราวนี้ได้เวลาตะลุยของกินกันแล้ว เราเดินข้ามสะพานเล็ก ๆ จากวัดปรมัยยิกาวาสมายังชุมชนชาวเกาะเกร็ด ซึ่งมีทางเดินเล็ก ๆ ซึ่งตลอดสองข้างทางชาวบ้านแถว ๆ นั้นจะนำของมาวางขายมากมาย ทั้งขนมไทยซึ่งมีหลายร้านจนเลือกไม่ถูก เครื่องปั้นดินเผา และของ otop มากมาย เราแวะทานขนมจีนกันที่ร้านริมน้ำ แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวไปหน่อย แต่ก็ได้บรรยากาศดีค่ะ ขนมจีนที่นี่รสดีทีเดียวค่ะ แต่อาจจะไม่ถูกใจคนชอบทานรสจัดนัก เมื่ออิ่มของคาวแล้ว เราก็เดินลุยหาของหวานทานต่อ ที่นี่มีขนมมากมายให้เลือก แต่เรามาสะดุดใจกับไอติมมะพร้าวอ่อนใส่กระทงใบตอง แซมด้วยดอกกล้วยไม้ เก๋มากๆ แต่ราคาแพงเอาเรื่องเลยค่ะ ใส่กระทงใบตอง 25 บาท แต่ถ้าใครอยากเก๋ใส่ถ้วยดินเผาด้วยล่ะก็ 30 บาทค่ะ



บรรยากาศ 2 ข้างทางระหว่างเดินชมรอบ ๆ เกาะเกร็ดค่ะ



หลังจากเพลิดเพลินกับไอติมหวาน ๆ เย็น ๆ (และแพง ๆ) แล้วเป้าหมายต่อไปก็ต้องขนมถ้วยหอม ๆ หวาน ๆ ค่ะ ขนมถ้วยที่นี่เก๋มากเพราะใส่มาในถ้วยแล้วให้เราใช้พายแคะทานกันเองเลย ไม่แพงค่ะ ถาดละ 10 บาท ถาดนึงก็ 7 ถ้วย ยิ่งเดินต่อไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งเจอของอร่อยค่ะ แต่เราเดินได้พักนึงก็ไม่ไหวกันแล้วเพราะอากาศตอนบ่ายร้อนมากๆ ต้องถอดใจกลับบ้านกันด้วยความเสียดายเพราะยังเดินไม่ทั่วเลย คราวหน้าถ้ามีโอกาสคงต้องมาอีกแน่ ๆ ค่ะ



จบแล้วค่ะ trip 1 วันที่เกาะเกร็ด รูปน้อยไปหน่อยนะคะ หุหุ คนถ่ายมัวแต่ทานขนมเพลิน ใครยังไม่เคยไปลองหาโอกาสไปเที่ยวดูนะคะ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ ^ ^

Story by : SoM SoM
Photo by : SoM SoM




 

Create Date : 03 เมษายน 2550    
Last Update : 22 สิงหาคม 2552 10:43:39 น.
Counter : 1024 Pageviews.  

ไป ~Cha-Am~ กันดีกว่า

ขอคั่น trip วันเดียวเที่ยว 2 วัง ไปเที่ยวทะเลกันค่ะ trip นี้เป็นการรวมตัวกันแบบฉุกเฉินของเพื่อน ๆ ที่อยากหาที่กินข้าวนั่งเมาส์กันไกล ๆ กรุงเทพฯ หน่อย เลือกกันไปเถียงกันมาจนมาลงตัวที่ชะอำนี่แหละ



เ้ราออกเดินทางกันแบบไม่รีบไม่ร้อน แวะซื้อขนมซื้อน้ำกันตลอดทาง 2 ชั่วโมงกว่า ๆ จากถนนกาญจนาภิเษก เข้าสู่ถนนธนบุรีปากท่อ แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 4 เลยตัวเมืองเพชรบุรีไปประมาณ 40 กว่ากิโลเมตรก็จะเจอถนนแยกเข้าสู่ริมหาดชะอำ เราจอดรถแวะซื้อหมูย่างเจ้าอร่อยตรงปากทางเข้า ที่ย่างขายกันเป็นตัว ๆ อยู่ริมทางนั้นเอง ก่อนจะขับรถไปเรื่อย ๆ ตามถนนเลียบหาดเลยเข้าไปชายหาดด้านในที่คนไม่พลุกพล่านนัก เมื่อได้ทำเลเหมาะเราก็ลงมาจับจองเก้าอี้ผ้าใบริมหาดกันเลย (อ้อ...แอบนินทาหน่อย ตอนแรกเราลงมาจากรถกัน 5 คนคุณป้าที่ให้เช่าเก้าอี้ผ้าใบริมหาดบอกกับเราว่ามากัน 5 คน เหมาทั้งโต๊ะไปเลย 100 บาท แต่พอบอกว่าเดี๋ยวเพื่อนจะมาอีกคนเท่านั้นแหละคุณป้ารีบบอกเลยว่า ถ้ามา 6 คนต้อง 120 บาทนะ 100 เดียวไม่ได้ แหม ราคาขึ้นไวจังค่ะ ^ ^)



ตรงริมทะเลแถว ๆ ชายหาดที่เรานั่งกันนั้น มีร้านขายอาหารทะเลจำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ใส่กะละมังวมาวางขายกันเป็น ๆ อยู่ริมหาดเลยค่ะ พร้อมบริการปิ้ง ย่าง แถมน้ำจิ้มให้เสร็จเรียบร้อย อยากทานอะไรก็ไปสั่งเอาได้เลย เราจัดการสั่งปูทะเลกับกุ้งอย่างละ 2 กิโลฯ ให้ร้านนึ่งให้เสร็จ ปลากะพงย่างเกลือตัวใหญ่ ๆ อีกตัว แถมหอย shell ผัดซอสกระเทียมกับปลาหมึกย่างซีอิ๊วอีกจานโต งานนี้เราทั้ง 6 คนเลยได้ทานอาหารทะเลสด ๆ อร่อย ๆ สมใจในราคาพันกว่าบาทเท่านั้นเอง (ฮือ ๆ แต่ถ้ารวมค่าน้ำมันรถขับมาชะอำนี่คงแพงน่าดู T_T)



หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้วหลาย ๆ คนเริ่มพักสายตา เราจึงถือโอกาสเดินสำรวจริมหาด ชายหาดที่นี่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย ไม่ค่อยมีฝรั่งมากนัก และกิจกรรมชายหาดที่ไม่ว่าหาดไหนก็ต้องมี คงหนีไม่พ้นเรือกล้วยหรือ banana boat ที่ไม่ว่าแดดจะแรงแค่ไหน ก็มีคนเล่นกันตลอด เห็นแล้วคนกลัวแดดอย่างเรายอมแพ้ขอเป็นคนดูแล้วกัน



เรานั่งเล่นรับลมริมทะเลจนบ่ายคล้อย จากแดดจ้า กลายเป็นครึ้มฝนมาแต่ไกล จึงได้เวลากลับกรุงเทพฯ กันเสียที เราออกจากชะอำตอนบ่าย 4 โมงกว่า ๆ พักเดียวฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก เลยต้องขับรถตาม ๆ กันไปช้า ๆ แถมมีอุบัติเหตุตลอดทางกว่าจะกลับถึงกรุงเทพก็เกือบ 2 ทุ่มแล้ว trip นี้นั่งรถนานซะจนไม่รู้ว่าคุ้มค่ากับการขับรถมาทานอาหารทะเลกันไกลถึงชะอำมั้ยเนี่ย ^ ^



Photo by SoM SoM
Story by SoM SoM




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2549    
Last Update : 22 สิงหาคม 2552 10:44:13 น.
Counter : 376 Pageviews.  

Saraburi...day 1

"สระบุรี" จังหวัดที่อยู่ใกล้ ๆ กรุงเทพฯแค่นี้เอง ที่เคยแต่ผ่านมาก็ผ่านไป แวะซื้อกระหรี่ปั๊ปบ้าง ซื้อน้อยหน่าบ้าง แต่ไม่เคยได้เที่ยวจริง ๆ ซักที พอได้โอกาสเหมาะช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เลยไม่พลาดที่จะไปเที่ยว

เราออกดินทางจากกรุงเทพฯ ตอนสายของวันเสาร์แบบสบาย ๆ และเราก็คงจะสบาย ๆ กันมากไปหน่อยกว่าจะถึงสระบุรีก็เกือบเที่ยงแล้ว program แรกของเราที่สระบุรี คือ แวะนมัสการรอยพระพุทธบาท ที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เพื่อเป็นสิริมงคลก่อน



วัดพระพุทธบาท ตั้งอยู่ที่ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาตร การเดินทางจากจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ถึงแยกวงแหวนต่างระดับอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้แยกขวาเข้าถนนมิตรภาพ เมื่อถึงถึงตัวเมืองจังหวัดสระบุรีแล้วนี้ขับรถต่อไปอีกประมาณ 28 กิโลเมตร จะเจอมีทางเลี้ยวซ้ายก่อนถึงอำเภอพระพุทธบาทเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตรก็จะถึง




"วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร" เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2167 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปูชนียสถานที่สำคัญ คือ "รอยพระพุทธบาท" ที่ใครผ่านไปต้องแวะเข้าไปสักการะ เราไปถึงวัดเมื่อเวลาเที่ยงวันแล้ว และแม้จะเลยช่วงเทศกาลปีใหม่มาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีคนแวะเวียนมาสักการะรอยพระพุทธบาทมากพอควร




เราใช้เวลาอยู่ที่วัดพระพุทธบาทไม่มากนักเพราะอากาศร้อน แดดแรงมาก และแต่ละคนก็เริ่มหิวกันแล้ว หลังจาก check in เข้าที่พักที่รีสอร์ทริมแม่น้ำป่าสัก ในอำเภอแก่งคอย เรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางสู่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันเป็น program ถัดไปของเราทันที



เขื่อนป่าสักฯ ตั้งอยู่ที่บ้านแก่งเสือเต้น ตำบลหนองบัว จังหวัดลพบุรี ถ้าเดินทางมาจากตัวเมืองลพบุรีใช้เส้นทางลพบุรี - โคกตูม - พัฒนานิคม (ทางหลวงหมายเลข 3017) ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร แต่เส้นทางที่เราไปนั้นเป็นเส้นทางจากอำเภอแก่งคอยไปเขื่อนป่าสัก จึงใช้เวลาไม่นานนักก็ถึง โดยตลอดทางที่เราไปนั้นมีทุ่งดอกทานตะวันขึ้นเต็มสองข้างทาง แต่ในช่วงที่เราไปอาจเลยช่วงทานตะวันบานแล้วกระมัง ต้นทานตะวันที่เราเห็นตลอดสองข้างทางจึงเป็นต้นที่เหี่ยวบ้าง แก่บ้าง ตายบ้างหมดแล้ว



เราไปถึงเขื่อนป่าสักบ่ายจัดแล้ว แดดร้อนมาก ๆ แต่อากาศกลับไม่ร้อนเท่าที่ควร คงเป็นเพราะลมที่พัดไอเย็นจากน้ำในเขื่อนช่วยให้บรรยากาศไม่อบอ้าวมากนัก เรานั่งรถนำเที่ยวที่พาเราชมบริเวณสันเขื่อน และแวะซื้อขนมปังให้อาหารปลาบริเวณริมเขื่อน ซึ่งมีปลาตัวเล็ก ตัวโตมากมายว่ายเวียนรอขนมปังเราอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนเลย เลยหายสงสัยว่าตอนอยู่บนสันเขื่อนทำไมไม่เห็นปลาสักตัว



ตอนแรกเราคิดว่าจะรอชมพระอาทิตย์ตกน้ำกันที่เขื่อน แต่เนื่องจากเราไปถึงเร็ว และแดดร้อนมาก สี่โมงเย็นเราเลยถอดใจกลับที่พัก แต่จะด้วยว่าถนนมันคล้าย ๆ กันไปหมดหรือคนขับจำทางไม่ดีก็ไม่รู้ กว่าเราจะถึงที่พักก็เย็นมากแล้วเพราะหลงกันอยู่นานทีเดียว ความตั้งใจที่จะสำรวจรอบ ๆ รีสอร์ทที่เราพักจึงต้องยกยอดไปพรุ่งนี้แทน



เราตื่นแต่เช้าวันอาทิตย์ ที่อากาศเย็นสบายมาก ๆ ผิดกับเมื่อเย็นวานที่อากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าวทีเดียว เราเริ่มออกเดินเที่ยวรอบ ๆ รีสอร์ทที่อยู่ริมแม่น้ำป่าสัก แล้วก็ไม่ผิดหวังสำหรับการตื่นแต่เช้าของเราเลย เพราะบรรยากาศริมแม่น้ำป่าสักในตอนเช้าตรู่นั้น แดดค่อย ๆ ไล่ลงมาตามแนวภูเขา ต้นไม้เขียว ๆ และแม่น้ำป่าสักที่ทอดยาว สวยจนเกินความคาดหมายของเราจริง ๆ



ภาพที่เราเห็น ทำให้เราไม่รอช้าเลยที่จะลงไปริมแม่น้ำป่าสัก เพื่อเก็บภาพสวย ๆ และอากาศเย็น ๆ ที่พอลมพัดทีเล่นเอามือแข็งถ่ายรูปไม่ออกเหมือนกัน



เราเก็บภาพกันอยู่นานจนเวลาล่วงเลยไปมาก พระอาทิตย์สูงแล้ว เราจึงได้ละจากภาพความงามแบบเรียบ ๆ ที่เราคาดไม่ถึงว่าจะเห็น เพื่อเก็บของเตรียม check out เพื่อออกเดินไปไร่องุ่นปภัสรา ที่เป็น program สุดท้ายของ trip สระบุรีของเราครั้งนี้





(ติดตามต่อใน Sarabury...day 2 ค่ะ)

Story by SoM SoM
Photo by SoM SoM

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.tat.or.th




 

Create Date : 23 มกราคม 2549    
Last Update : 22 สิงหาคม 2552 10:44:50 น.
Counter : 770 Pageviews.  

1  2  

som som
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add som som's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.