รำไทย : นาฏศิลป์ไทย ใช่จะไร้ในคุณค่า โดย ธรรมจักร พรหมพ้วย
Group Blog
 
All Blogs
 

ละครหลวงในรัชกาลที่ ๕


ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์

เดิมทีมิได้มีละครหลวงในพระบรมมหาราชวัง ในตอนต้นรัชกาล คงมีแต่ตัวละครสมัยรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๔ ครั้งได้ช้างเผือกเป็นช้างด่างจากเชียงใหม่ ชื่อ พระเสวตวรวรรณ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ ก็ยังไม่มีละครหลวงเล่นสมโภชตามประเพณี จนกระทั่งได้ช้างเผือกที่ ๒ จากนครศรีธรรมราช ชื่อ พระมหารพีพรรณคชพงศ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๓ จึงได้สมโภชพร้อมกัน
การสมโภชช้างเผือก ปลูกโรงสมโภชที่ท้องสามหลวง เรียกว่า สมโภชโรงนอก มีการมหรสพต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไปได้ดู เสร็จจากการสมโภชโรงนอกแล้ว นำช้างเผือกไปในโรงช้างต้นมีการสมโภชในพระบรมมหาราชวัง เรียก สมโภชใน ซึ่งมีละครหลวงแสดง
ละครหลวงในครั้งนี้ แสดงเรื่องสังข์ทอง โดยใช้ตัวละครข้าวของบทเดิมครั้งรัชกาลที่ ๒ แสดง ได้แก่ คุณบัว เป็นท้าวสามนต์ คุณท้าววรจันทร์มาลัย เป็นพระสังข์ คุณขำเป็นเจ้าเงาะ คุณจาดล่าสำเป็นเขยใหญ่ คุณองุ่น สีดา เป็นนางมณฑา คุณเอี่ยม บุษบา เป็นนางรจนา คุณขำ บาหยัน เป็นหัวหน้านางทั้งหก นอกนั้นใช้ตัวละครในรัชกาลที่ ๔
ละครหลวงไม่ได้แสดงเพื่อความบันเทิงในในพระนิเวศน์อย่างแต่ก่อน เพียงจัดแสดงในพระราชพิธีสำคัญๆ เท่านั้น ส่วนงานโสกันต์และงานอื่นๆ โปรดให้ละครข้างนอกเข้าไปแสดงถวาย เช่น ละครพระยาราชสุภาวดี (เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง) และละครพระยาอินทรเทพ (พระยาพิชัยสงคราม) เป็นต้น ละครหลวงได้แสดงในงานพิเศษเพียง ๓ ครั้งในรัชกาลนี้ คือ งานสมโภชช้างเผือกใน พ.ศ.๒๔๑๓ ดังกล่าวแล้วหนึ่งครั้งและสมโภชพระเสวตสุวภาพรรณ์ ใน พ.ศ.๒๕๑๕ อีกหนึ่งครั้งฉลองกรุงเทพมหานคร ใน พ.ศ.๒๕๒๕ หนึ่งครั้ง ในครั้งนี้โปรดเกล้าให้ครูละครหลวงในรัชกาลที่ ๔ หัดตัวละครขึ้นใหม่ทั้งชุด แสดงเรื่องอิเหนาตอนเข้าเฝ้าท้าวดาหา จนถึงลมหอบ ณ โรงละครที่ปลูกขึ้นหน้าพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ ละครหลวงได้แสดงเป็นครั้งสุดท้ายในงานสมโภชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากประเทศยุโรปเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๐ และเนื่องจากผู้แสดงเป็นผู้สูงศักดิ์ จึงโปรดให้แสดงเป็นการภายในโดยปลูกโรงละครในสวนศิวาลัย ริมประตูแถลงราชกิจ แสดงเรื่องอิเหนาตอนเข้าเฝ้าท้าวดาหา และตอนบวงสรวงขับรำเมื่อใช้บน


ละครหลวงในรัชกาลที่ ๖

ละครหลวงนี้มีทั้งละครผู้หญิงของหลวงและละครผู้ชายของหลวง และให้สังกัดอยู่ในกรมมหรสพ
๑. ละครผู้หญิงของหลวง หรือละครหลวงฝ่ายหญิงมีขึ้นใน พ.ศ.๒๔๕๗ โดยที่เจ้าพระยารามราฆพ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายคณะละครผู้หญิงของท่าน ซึ่งมีมารดาของท่าน คือ พระนมทัด พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นผู้จัดการ ละครผู้หญิงของหลวงแสดงในงานพระราชพิธีต่างๆ ตามอย่างโบราณราชประเพณี
๒. ละครผู้ชายของหลวง หรือละครหลวงฝ่ายชาย มีขึ้นใน พ.ศ.๒๔๕๘ เนื่องจากบรรดามหาดเล็กต่างหัดโขนแสดงได้ดีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระยานัฏกานุรักษ์ครูพระนางและพระยาพรหมภิบาล ครูยักษ์ หัดละครในขึ้นโรงหนึ่งแสดงเรื่องรามเกียรติ์และอิเหนาในพระราชพิธีต่างๆ เช่นกัน

ละครในละครนอกแบบหลวงรัชกาลที่ ๒
ในรัชกาลที่ ๖ บรรดาละครรำทั้งละครในและละครนอกแบบหลวงรัชกาลที่ ๒ ซึ่งแสดงเป็นเกียรติยศมีอยู่น้อยโรง อาทิ คณะละครวังสวนกุหลาบของสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ผู้ทรงสนับสนุนดนตรีไทยและนาฏยศิลป์ไทย มีศิลปินสำคัญคือ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี คุณครูลมุล ยมะคุปต์ คุณครูเฉลย ศุขะวณิช ฯลฯ ท่านเหล่านี้ต่อมาได้เป็นคุณครูนาฏยศิลป์ กรมศิลปากร ต่อมาทรงยกคณะละครให้พระอนุชา คือ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ซึ่งทรงจัดแสดงละครในละครนอกแบบหลวงต่อมาจนถึงปี พ.ศ.๒๔๖๒ จึงทรงเปลี่ยนเป็นละครดึกดำบรรพ์ ละครรำกิตติมศักดิ์อีกโรงหนึ่งคือ คณะละครของเจ้าพระยารามราฆพ ซึ่งทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ ๖ ให้เป็นนละครหลวงเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ ดังกล่าวแล้ว กรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติทรงมีละครรำแสดงเป็นการส่วนพระองค์ ต่อมาทรงจัดแสดงแบบละครร้อง นอกจากนี้ยังมีละครของพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์และคณะอื่นๆ อีกบ้าง แต่ละครในละครนอกแบบหลวงคงเป็นสิ่งที่พ้นสมัยเชื่องช้า หัดให้ได้ดีต้องใช้เวลานาน คนดูต้องมีรสนิยมสูงทั้งวรรณศิลป์ ดุริยางคศิลป์ นาฏยศิลป์และทัศนศิลป์ ซึ่งคนทั่วไปสนใจศิลปะร่วมสมัยเช่นละครร้องกันมากกว่า


นาฏยศิลป์ไทยในรัชกาลที่ ๗

ภาพของนาฏยศิลป์ไทยในรัชกาลที่ ๗ มักถูกมองว่าเป็นภาพแห่งการล่มสลาย เพราะกรมมหรสพถูกยุบใน พ.ศ.๒๔๖๘ หลังจากรัชกาลที่ ๖ เสด็จสวรรคตได้ไม่นาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลที่กะทันหันและรุนแรงจนศิลปินข้าราชบริพาร นักเรียน ตั้งตัวไม่ทัน ภาพนั้นจึงเป็นความจริงส่วนหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาให้ละเอียดจะพบว่าส่วนที่ถูกกระทบมากที่สุด คือ กรมโขน ซึ่งถูกปลดออกหมด ส่วนข้าราชการกรมปี่พาทย์และกองเครื่องสายฝรั่งหลวงยังคงได้รับราชการเป็นบางคน ข้าราชการกรมโขนบางคนได้รับการช่วยเหลือให้ทำงานในตำแหน่งอื่นๆ ในกระทรวงวังพอให้ยังชีพอยู่ได้ และประมาณ ๕ เดือนต่อมา ใน พ.ศ.๒๔๖๙ งานมหรสพก็เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งในสังกัดกองมหรสพเพื่อข้าราชการด้านนาฏยศิลป์ที่จำเป็น ครูผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของนาฏยศิลป์ ในแผ่นดินขณะนั้นก็ได้กลับเข้ามารับราชการต่อเพื่อสืบสานนาฏยศิลป์ไทยอีกครั้ง
เมื่อพิจารณาภาพรวมของนาฏยศิลป์ไทยในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดก็จะพบนาฏยศิลป์บรรดาศักดิ์และนาฏยศิลป์เชลยศักดิ์ หรือเอกชนรับจ้างยังมีอยู่หลายราย และน่าจะมีคุณภาพดี เพราะเมื่อเริ่มมีโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ขึ้นสอนนาฏยศิลป์ในปี พ.ศ.๒๔๗๗ นอกจากมีคุณครูจากองมหรสพแล้วยังมีครูจากสำนักอื่นๆ มาร่วมงานด้วยหลายท่าน
ผู้วิจัย วินิจฉัยว่า การยุบกรมมหรสพในรัชกาลที่ ๗ กระทบกรมโขนโดยตรง และโดยเฉพาะไม่ได้มีผลถึงแก่ทำให้นาฏยศิลป์ล่มสลายดังที่เข้าใจกัน และเพื่อสนับสนุนข้อวินิจฉัยดังกล่าว ผู้วิจัยได้ลำดับเหตุการณ์สำคัญๆ โดยย่อมาแสดงให้เห็นการเปลี่ยนถ่ายอำนาจการบริหารและการจัดการงานมหรสพจากงานในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นงานในระบอบประชาธิปไตย หรือจากกรมมหรสพสู่กรมศิลปากร ดังนี้
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยความยากลำบากตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ สภาพวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้ทรงต้องตัดทอนค่าใช้จ่ายในแผ่นดินลงเป็นอันมาก ทำให้ต้องทรงลดจำนวนข้าราชการ ลดหน่วยงาน รวมหน่วยงานเพื่อให้งบประมาณสมดุล พระองค์จึงทรงพิจารณาว่า โรงเรียนพรานหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ซึ่งเป็นโรงเรียนฝึกหัดโขนละครและให้การศึกษาวิชาสามัญ ซึ่งนักเรียนได้รับอุปการะค่าที่อยู่ เสื้อผ้า อาหาร ค่าเล่าเรียน ค่าเบี้ยเลี้ยง นั้น “เปลืองเงินมากนักในเวลาขาดแคลน” และ “ไม่สู้จะปรากฏเป็นล่ำเป็นสัน” จึงโปรดให้ยุบเลิกในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๘ เพียง ๓๕ วัน หลังจากที่รัชกาลที่ ๖ เสด็จสวรรคต นับว่ากะทันหันสำหรับนักเรียน ในส่วนกรมมหรสพนั้นโปรดให้โอนข้าราชการในสังกัดไปกระทรวงวังเท่าที่จำเป็น คือ ข้าราชการสายปี่พาทย์ เครื่องสายฝรั่งหลวง และช่างบางคน ส่วนกรมโขนนั้นยุบเลิกโดยปลดข้าราชการทั้งหมด และผู้วิจัยเข้าใจว่าหมายถึงกองรำโคมด้วย จำนวนข้าราชการกรมโขนดูจากทำเนียบนามพบว่า มีผู้บังคับ ๗ คน ครูและนักรำตัวดี ๒๐ คน พนักงานเจรจา ๒ คน จำอวด ๔ คน กองรำโคม ๒ คน กองคลังเครื่อง ๒ คน แผนกรักษาโรงโขนหลวง ๒ คน นับทั้งหมดได้ ๓๙ คน เป็นครูและศิลปินเพียง ๒๙ คน ในจำนวนนี้ เจ้าพระยาวรวงศ์พิพัฒน์เสนาบดีกระทรวงวังขณะนั้นเห็นว่าหากปลดครูและศิลปินโขนออกจากราชการจนหมด นาฏยศิลป์โขนละครของหลวงอาจสูญ จึงใช้วิธีให้พวกโขนไปทำงานอื่นๆ ในกระทรวงวังเท่าที่จะช่วยได้
และเพียง ๕ เดือนต่อมา ใน พ.ศ.๒๔๖๘ รัชกาลที่ ๗ ทรงเห็นว่างานนาฏยศิลป์ยังจำเป็นในกิจการของหลวง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาวรวงศ์พิพัฒน์ ตั้งกองมหรสพขึ้นและเรียกพระยานัฏกานุรักษ์กลับเข้ารับราชการเป็นหัวหน้ากองและดูแลงานนาฏยศิลป์ หลวงประดิษฐ์ไพเราะเป็นหัวหน้าแผนกดุริยางค์ไทย และพระเจนดุริยางค์เป็นหัวหน้าดุริยางค์สากล ครั้งถึงปี พ.ศ.๒๔๗๐ โปรดเกล้าฯ ให้คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ กลับเข้ารับราชการเป็นครูละครหลวงอีกครั้ง ล่วงมาถึงปี พ.ศ.๒๔๗๒ กองมหรสพขาดคนรุ่นใหม่ออกแสดงในงานราชการ จึงเปิดรับนักเรียนชายหญิงเข้ามาหัดโขนละคร ดนตรี เป็นการเฉพาะ ไม่มีการสอนวิชาสามัญอย่างโรงเรียนพรานหลวง นักเรียนเหล่านี้ได้แก่ อาคม สายาคม อร่าม อินทรนัฏ กรี วรศริน ม.ล.รุจิรา อิศรางกูร ณ อยุธยา สมพงษ์ พงษ์มิตร เดช ปัญญาพล และเอื้อ สุนทรสนาน นักเรียนโขนละครถูกส่งตัวไปฝึกตามสถานที่ต่างๆ พระ นาง ไปฝึกที่เรือนไทยวังสวนกุหลาบ ยักษ์ ลิง ฝึกที่บ้านเจ้าพระยาวรวงศ์พิพัฒน์ ถนนพระอาทิตย์ ส่วนเด็กผู้หญิงฝึกที่โรงเรียนท้ายวัง ในพระบรมมหาราชวัง นักเรียนชุดนี้ได้ออกแสดงเป็นครั้งแรกใน “โขนนั่งราว” บริเวณหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมในปี พ.ศ.๒๔๗๖ และในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๘ กองมหรสพ จึงโอนมาสังกัดกรมศิลปากร
สำหรับกรมศิลปากรเดิมตั้งมาเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๖ ก็ถูกยุบโดยโอนไปรวมกับกับราชบัณฑิตยสภา ในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๙ มีชื่อรียกว่า ศิลปากรสถาน ในวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๗ โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมศิลปากรขึ้นในกระทรวงธรรมการ มี ๔ กอง คือ กองศิลปวิทยาการ กองประณีตศิลปกรรม กองสถาปัตยกรรม กองพิพิธภัณฑ์และโบราณคดี กองศิลปวิทยาการ แบ่งเป็น ๔ แผนก แผนกวรรณคดี แผนกโบราณคดี แผนกละครและสังคีต แผนกวาที ผู้ที่คิดและร่างพระราชกฤษฎีกรมศิลปากรใหม่นี้คือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงธรรมการในขณะนั้น ซึ่งเปิดช่องให้กองมหรสพมาสมทบได้โดยสะดวก
ในวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๘ ได้มีคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ คือ พระสารสาสน์ประพันธ์ให้ตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ กิจการด้านการแสดงและการศึกษาโขนละครก็เริ่มเป็นปึกแผ่นถาวรอีกครั้งหนึ่งและในช่วง พ.ศ.๒๔๖๘ ที่ยุบกรมมหรสพและโรงเรียนพรานหลวงถึง พ.ศ.๒๔๗๘ ที่มีโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ขึ้นในกรมศิลปากรกระทรวงธรรมการมีระยะขาดตอนของนาฏยศิลป์ไทยในราชการเพียง ๕ เดือน
นอกจากนี้ยังมีข้อยืนยันว่าสภาพนาฏยศิลป์ไทยนอกราชสำนักมิได้ถูกกระทบกระเทือนจากการุบกรมมหรสพก็คือ เมื่อเริ่มกิจการโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ได้มีคุณครูจากสำนักละครบรรดาศักดิ์ได้มารับราชการด้วย เช่น ผัน โมรากุล ยอแสง ภักดีเทวา และสะอาด อัมผลิน จากคณะละครเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ ลมูล ยมะคุปต์ ตากคณะละครวังเพ็ชรบูรณ์และวังสวนกุหลาบ มัลลี คงประภัศร์ จากละครพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์ หม่อมต่วน ภัทรนาวิก จากละครเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ และในชั้นหลังมีท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี และเฉลย ศุขะวณิช จากวังสวนกุหลาบอีกด้วย
ในท้ายที่สุดของการวินิจฉัยนี้ ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นหลัง ซึ่งผ้ได้ยินได้ฟังมาก็นำไปปะปนกับเหตุการณ์ตอนยุบกรมมหรสพในเบื้องต้น นั่นคือ เมื่อโอนข้าราชการกองมหรสพมาอยู่ในสังกัดกรมศิลปากรแล้วในยุคประชาธิปไตย กิจการด้านโขนละครรำยังมิได้เริ่มขึ้นในทันทีเพราะขาดความพร้อมหลายอย่าง ผู้บังคับบัญชาจึงหาทางให้คนเหล่านั้นมีงานทำประจำในวันและเวลาราชการ จึงได้มีข้าราชการโขนละครบางคนต้องไปเป็นยามบ้าง เสมียนบ้าง เล่นดนตรีสากลบ้าง ทำให้เกิดความคับข้องใจกันมาในตอนนั้น แต่เมื่อธนิต อยู่โพธิ์ หัวหนากองศิลปวิทยาการ จัดโขนสำเร็จในเวลาต่อมาไม่นานเรื่องดังกล่าวก็หมดไป ผู้วิจัยพบว่า เมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องราวการยุบกรมมหรสพในรัชกาลที่ ๗ นั้น มักไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่แท้จริงในระหว่าง พ.ศ.๒๔๖๘-๒๔๗๗ ดังที่ผู้วิจัยแสดงมา แต่มักนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นหลังประมาณ พ.ศ.๒๔๗๘ ไปผนวกเข้ากับเรื่องเม ทำให้ดูประหนึ่งเกิดขึ้นในครั้งกระโน้น เมื่อเป็นเช่นนี้คนในยุคต่อมาย้อมเห็นเป็นภาพแห่งความล่มสลายของนาฏยศิลป์ไทยไปได้เหมือนกัน
เพื่อสนับสนุนข้อวินิจฉัยของผู้วิจัยเพิ่มเติม จึงใคร่ขอนำเอกสารสองชิ้นมาประกอบการพิจารณา ชิ้นแรกเป็นร่างหนังสือราชการ ประกาศระเบียบการและจดหมายที่เกี่ยวกับการจัดตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ซึ่งเปิดในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๗ มายังกระทรวงศึกษาธิการ ความว่า
“(๑) พวกโขนละครและดนตรีของกระทรวงวังหลายคนที่กินเงินเดือนเปล่า โดยไม่ทำอะไรเลยนั้น ถ้ามาอยู่ในกรมศิลปากรจะต้องให้ทำงาน เช่น สอนในโรงเรียน เป็นต้น ถ้าผู้ใดไม่ยอมทำงานและจะกินเงินเดือนเปล่าอย่างที่ได้รับจากกระทรวงวังเวลานี้ผู้นั้นจะต้องถูกปลดทันที
(๒) การวางอัตราเงินเดือนทางกระทรวงวังไม่มีกฎเกณฑ์อันใด และทั้งๆ ที่กระทรวงวังร้องว่างบประมาณไม่พอ เมื่อเร็วๆ นี้เองก็ยังมีการขึ้นเงินเดือนมากมาย ถ้าหากโอนมาอยู่กับกรมศิลปากรจะต้องปรับปรุงอัตราเงินเดือนใหม่ อาจมีการเพิ่มการลดสุดแต่เหมาะแก่ความรู้และผลที่ทำให้แก่ราชการไม่ถือเอาการส่วนตัวเป็นประมาณ
(๓) พวกที่โอนมาจะต้องถูกบังคับให้เรียนหนังสือและจรรยาความรู้ทั่วไปตามหลักสูตรของโรงเรียนทั้งจะต้องเป็นผู้นิยมลัทธิรัฐธรรมนูญด้วย”
และชิ้นที่ ๒ เรื่องการเงินของโรงเรียนศิลปากร แสดงให้เห็นข้อแตกต่างในงบประมาณระหว่างกรมมหรสพ กรมวังนอก กับโรงเรียนศิลปากร ในปี พ.ศ.๒๔๗๘ความว่า
“ปัญหามีว่า เราต้องการเงินอีกเท่าไหร่ สำหรับโรงเรียนศิลปากรเมื่อปีกลายนี้ (พ.ศ.๒๔๗๗) โรงเรียนศิลปากรคงต้องใช้เงินอย่างมาก ๑๗,๐๐๐ บาท ในจำนวนนี้ได้ค่าใช้สอยงบประมาณไว้แล้ว ๔,๖๕๐ บาท เป็นอันว่าโรงเรียนศิลปากรต้องการเงินอีกราว ๑๒,๐๐๐ บาท จำนวนเงิน ๑๒,๐๐๐ บาทนี้ ถ้าได้รับโอนกองมหรสพ และกองวังนอกมาก็ตัดมาเฉลี่ยได้โยง่าย เพราะทั้งกองมหรสพและกองวังนอกมีงบประมาณรวมกันกว่าแสนบาท”
เอกสารหลักฐานทั้งสองชิ้นน่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า บรรดาข้าราชการโขนในกรมมหรสพ เมื่อบรรจุกลับเข้ามาในกองมหรสพก็ยังมีความสุขสบายพอสมควรในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนั้น
โดนสรุปก็คือ การยุบกรมมหรสพ เป็นความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ แต่ทางราชการก็แก้ไขสถานการณ์มาโดยลำดับ ทำให้กิจการด้านการแสดงและการศึกษานาฏยศิลป์ไทยยังคงสืบทอดต่อมาได้ไม่ขาดสายและมีผลกระทบเกิดขึ้นบ้างกับบุคคลจำนวนจำกัดซึ่งไม่ถึงกับทำให้นาฏยศิลป์ไทยล่มสลายอย่างที่เข้าใจกัน





 

Create Date : 22 เมษายน 2550    
Last Update : 22 เมษายน 2550 23:42:50 น.  

ละครหลวงในรัชกาลที่ ๔


พระราชกรณียกิจอันสำคัญที่ควรกล่าวถึงในเรื่องการอนุรักษ์และการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย คือการพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้หัดละครผู้หญิงกันได้โดยทั่วไป และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทพระราชนิพนธ์ไปเล่นได้
เมื่อเริ่มรัชกาล ยังไม่มีละครหลวง เพราะละครหลวงเลิกไปเสียแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นถึงรัชสมัยของพระองค์มิได้ทรงรังเกียจ ดังนั้นสมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี จึงทรงหัดละครเด็กผู้หญิงในพระบรมมหาราชวังขึ้นชุดหนึ่ง แต่ไม่ทันได้ออกแสดง เนื่องจากสมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดีได้สิ้นพระชนม์ก่อน ต่อมาเมื่อทรงรับช้างเผือก (คือพระวิมลรัตนกิริณี) สู่พระบารมี ใน พ.ศ. 2396 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมละครของสมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี ฝึกหัดเป็นละครหลวงได้ออกโรงเล่นสมโภชช้างเผือกเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2397
ในรัชกาลนี้ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าด้วย ละครผู้หญิง พ.ศ. 2398 โปรดอนุญาตให้เจ้านาย ขุนนาง และผู้มีบรรดาศักดิ์หัดละครผู้หญิงขึ้นได้ แต่ได้ขอจำกัดสิทธิ์บางประการไว้สำหรับละครหลวง เช่นรัดเกล้ายอด เครื่องแต่งตัวลงยา พานทอง หีบทอง ซึ่งใช้เป็นเครื่องยศ เครื่องประโคมแตรสังข์ และห้ามมิให้บังคับผู้ที่ไม่สมัครใจเล่นละครให้ได้รับความเดือดร้อน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ออกประกาศในประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 ภาค 2 58 (หอพระสมุดวชิรญาณ 2465 : 55-56) ความว่า
"...แต่ก่อนในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แลแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย มีลครผู้หญิงแต่ในหลวงแห่งเดียว ด้วยมีพระราชบัญญัติห้ามมิให้พระราชวงศานุวงศ์แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝึกหัดลครผู้หญิง เพราะฉนั้นข้างนอกจึงไม่มีใครเล่นลครผู้หญิงได้ ครั้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดลคร แต่ทว่าทรงแช่งชักติเตียนจะไม่ให้ผู้อื่นเล่น ถึงกระนั้นก็มีผู้ลักเล่นเงียบ ๆ อยู่ด้วยกันหลายราย มาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ พระราชวงศานุวงศ์ แลข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อย ผู้ใดเล่นลครผู้ชายผู้หญิงก็มิได้ทรงรังเกียจเลย ทรงเห็นว่ามีลครด้วยกันหลายรายดี บ้านเมืองจะได้ครึกครื้น จะได้เปนเกียรติยศแผ่นดิน เดี๋ยวนี้ท่านทั้งปวงเห็นว่าลครในหลวงมีขึ้นก็หามีใครเล่นลครเหมือนอย่างแต่ก่อนไม่ คอยจะกลัวผิดแลชอบอยู่ การอันนี้มิได้ทรงรังเกียจเลย ท่านทั้งปวงเคยเล่นอยู่แต่ก่อนอย่างไรก็ให้เล่นไปเถิด ในหลวงมีการงานอะไรบ้าง ก็จะได้โปรดหาเข้ามาเล่นถวายทอดพระเนตรบ้าง จะได้พระราชทานเงินโรงรางวัลให้บ้าง ผู้ใดจะเล่นก็เล่นเถิด ขอยกเสียแต่รัดเกล้ายอดอย่างหนึ่ง เครื่องแต่งตัวลงยาอย่างหนึ่ง พานทองหีบทองเปนเครื่องยศอย่างหนึ่ง เมื่อบททำขวัญยกแต่แตรสังข์อย่างหนึ่ง แล้วอย่าให้ฉุดบุตรชายหญิงที่เขาไม่สมัคเอามาเปนลคร ให้เขาได้ความเดือดร้อนอย่างหนึ่ง ขอห้ามไว้แต่การเหล่านี้ ให้ท่านทั้งปวงเล่นไปเหมือนอย่างแต่ก่อนเถิด"
การที่ประกาศพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใครก็มีละครผู้หญิงได้ การแสดงละครชายจริงหญิงแท้ เริ่มมีเป็นครั้งแรกในสมัยของพระองค์นี้เอง และเกิดการเปลี่ยนแปลงการเล่นละครซึ่งเดิมเป็นละครผู้ชาย กลายเป็นผู้หญิงเล่นแทบทั่วทั้งเมือง ผู้คนก็ชอบดูละครผู้หญิง ดังนั้นละครผู้หญิงจึงแพร่หลาย เจ้าของละครได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการรับงานละครไว้มาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งภาษีโขน-ละคร เพื่อให้เจ้าของละครได้ช่วยเหลือแผ่นดินบ้าง เรียกว่าภาษีโรงละคร พิกัดที่เก็บภาษีละคร เก็บดังนี้คือ

ละครโรงใหญ่เล่นเรื่องละครใน
เล่นเรื่องรามเกียรติ์ เล่นวันกับคืน 1 หรือวัน 1 ภาษี 20 บาท
เล่นเรื่องอิเหนา เล่นวันกับคืน 1 หรือวัน 1 ภาษี 16 บาท
เล่นเรื่องอุณรุท เล่นวันกับคืน 1 หรือวัน 1 ภาษี 12 บาท
ละครเล่นเรื่องละครนอก
ละครกุมปนี คือเลือกคัดแต่ตัวดีเล่นประสมโรงกัน เล่นวัน 1 ภาษี 4 บาท
ละครสามัญ เล่นงานปลีก เล่นวันกับคืน 1 ภาษี 3 บาท
ละครสามัญ เล่นงานปลีก เล่นวัน 1 ภาษี 2 บาท
ละครสามัญ เล่นงานปลีก เล่นคืน 1 ภาษี 1 บาท
ละครเล่นงานเหมา เล่นวันกับคืน 1 ภาษี 1 บาท 50 สตางค์
ละครเล่นงานเหมา เล่นวัน 1 ภาษี 1 บาท
ละครเล่นงานเหมา เล่นคืน 1 ภาษี 50 สตางค์

ละครหลวง และละครที่เกณฑ์เล่นงานหลวง ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี กับยังมีการเล่นอย่างอื่นรวมอยู่ในภาษีละครอีกหลายอย่าง จะกล่าวไว้ด้วยพอให้ทราบความเป็นมา คือ

โขน เล่นวัน 1 ภาษี 4 บาท
ละครหน้าจอหนัง เล่นเรื่องรามเกียรติ์ ตัวละครตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป เล่นคืน 1 ภาษี 2 บาท 50 สตางค์
ละครชาตรีและละครแขก เล่นวัน 1 ภาษี 50 สตางค์
เพลง เล่นวัน 1 ภาษี 1 บาท
แคน มอญรำ ทวายรำ เล่นวัน 1 ภาษี 50 สตางค์
กลองยาว เล่นวัน 1 ภาษี 12 สตางค์ครึ่ง
หุ่นไทย เล่นวัน 1 ภาษี 1 บาท
หนังไทย เล่นคืน 1 ภาษี 50 สตางค์
งิ้ว เล่นวัน 1 ภาษี 4 บาท
หุ่นจีน เล่นวัน 1 ภาษี 1 บาท
หนังจีน เล่นวัน 1 ภาษี 50 สตางค์

การแสดงเบิกโรงละครใน ก่อนที่จะแสดงละครใน จะต้องมีการแสดงชุดเบิกโรงเสียก่อน โดยผู้แสดงละครใน 2 คน แต่งกายยืนเครื่องพระ สวมหัวเทวดาโล้น สองมือกำหางนกยูง (หัวเทวดาที่ไม่มีมงกุฎ) ออกมารำเบิกโรง เรียกว่า รำประเลง จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงคิดประดิษฐ์ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง โดยเอาแบบมาจากเครื่องราชบรรณาการ เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้ในการรำเบิกโรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงการแสดงรำเบิกโรงละครในจากชุดรำประเลง มาเป็นรำดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง โดยใช้ผู้แสดงละครใน 2 คน แต่งกายยืนเครื่องพระ สวมชฏาแทนสวมหัวเทวดาโล้น สองมือถือดอกไม้เงินดอกไม้ทองแทนหางนกยูง แล้วทรงพระราชนิพนธ์บทขับร้องประกอบการรำดอกไม้เงินดอกไม้ทองขึ้นใหม่ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2463 : 1)

“เมื่อนั้น ไทท้าวเทพบุตรบุรุษสอง
สองมือถือดอกไม้เงินทอง ป้องหน้าออกมาว่าจะรำ
เบิกโรงละครในให้ประหลาด มีวิลาศน่าชมคมขำ
ท่าก็งามตามครูดูแม่นยำ เปนแต่ทำอย่างใหม่มิใช่ฟ้อน
หางนกยูงอย่างเก่าเขาเล่นมาก ไม่เห็นหลากจืดตามาแต่ก่อน
คงแต่ท่าไว้ให้งามตามละคร ที่แต่งตนก้นไม่งอนตามโบราณ
รำไปให้เห็นเปนเกียรติยศ ปรากฏทุกตำแหน่งแหล่งสถาน
ว่าพวกฟ้อนฝ่ายในใช้ราชการ สำหรับพระภูบาลสำราญรมย์
ย่อมช่วงใช้ดอกไม้เงินทอง ไม่เหมือนของเขาอื่นมีถื่นถม
ถึงผิดอย่างไปใครจะไม่ชม ก็ควรนิยมว่าเปนมงคลเอย”
ฯ 10 คำ ฯ

ละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่
1. เจ้าจอมมารดาวาด เป็นตัวอิเหนา มีชื่อเสียงมาก ร่ายรำได้งดงามทั้งฝีมือและรูปร่าง ได้เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นท้าววรจันทร์ เป็นครู อิเหนา ละครหลวงกรมมหรสพ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นครูพิเศษแก่คณะละครวังสวนกุหลาบ
2. เจ้าจอมมารดาเขียน เป็นตัวอิเหนา เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นผู้หัดละครรำของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (พระราชโอรส) เป็นครูพิเศษให้กับละครวังสวนกุหลาบ กระบวนท่ารำที่ท่านคิดค้นขึ้น คือ ท่ารำของละครพันทางเรื่องพระลอ ท่ารำในละครร้องเรื่องสาวเครือฟ้า (ละครร้องเรื่องแรก) ตอนสาวเครือฟ้าแต่งตัวคุณครูเฉลย ศุขะวณิช ท่านได้จดจำนำมาถ่ายทอดให้กับศิษย์ในวิทยาลัยนาฏศิลป
3. เจ้าจอมมารดาสุ่น เป็นตัววิหยาสะกำ ได้เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาเป็นท้าววนิดาวิจาริณี
4. ท้าวชื่น เป็นตัวประสันตา ได้เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอม- เกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาเป็นท้าวอินสุริยา
5. คุณสัมฤทธิ์ เป็นตัวจรกา ได้เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
6. เจ้าจอมมารดาสาย เป็นยืนเครื่องชั้นเด็กในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นครูละครในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และครูละครคณะละครวังสวนกุหลาบ ได้รับการถ่ายทอดกระบวนท่ารำของนางละครหลวง อาทิ ท่ารำฉุยฉายสองนาง (รำเบิกโรงที่แต่งขึ้นใหม่ ใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
7. คุณลิ้นจี่ เป็นตัวทศกัณฐ์ มีชื่อมาก ไม่มีผู้ใดสู้ได้ทั้งหญิง-ชาย เล่ากันว่า เมื่อท่านถึงแก่กรรม (ในรัชกาลที่ 4) แล้ว ไม่โปรดให้ละครหลวงเล่นเรื่องรามเกียรติ์ตอนที่มีบททศกัณฐ์ตลอดรัชกาล ท่านเป็นครูละครให้กับเจ้าจอมมารดาวัน
8. คุณเล็ก เป็นตัวนนทุก เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้เป็นท้าวโสภานิเวศน์
9. คุณกุหลาบ ธิดาเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) เจ้าเมืองสงขลา เป็นตัวทศกัณฐ์นั่งเมือง ได้ไปเป็นครูฝึกละครที่เมืองสงขลาด้วย
10. เจ้าจอมมารดาเอม เป็นตัวนางมะเดหวี เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
11. เจ้าจอมมารดาห่วง เป็นตัวนางจินตะหรา เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
12. เจ้าจอมมารดาทับทิม เมื่อยังเป็นเด็กอยู่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตัว นางแมว ถึงรัชกาลที่ 5 เป็นตัวนางเกนหลงหนึ่งหรัด ได้เป็นเจ้าจอม เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นครูละครคณะวังสวนกุหลาบ กระบวนท่ารำที่สืบทอดมาในปัจจุบัน ท่านได้ถ่ายทอดกระบวนท่าตัวนางเอกทั้งหมดให้กับละครวังสวนกุหลาบ โดยเฉพาะท่านางเมขลานั่งวิมาน ท่านางแมวในเรื่องไชยเชษฐ์
13. คุณลำไย เป็นตัวนางประเสหรัน ได้เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
14. คุณลำไย (น้องคุณลิ้นจี่) เป็นตัวนาง บาหยัน ได้เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
15. คุณอรุน เป็นตัวนางบุษบาชั้นใหญ่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เป็นภรรยาพระยาอรรคราชวราทร (เนตร) ได้กลับเข้ามาเป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
16. เจ้าจอมละม้าย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เป็นตัวนางชั้นเด็ก ได้เป็นครูละครหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เป็นครูละครวังสวนกุหลาบ

ละครสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
1. หม่อมแก้ว เป็นตัวไกรทอง (ศิษย์คุณน้อยงอก) เป็นครูละครท้าวราชกิจวรภัตร (แพ) ธิดาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ) เป็นครูละครในกรมมหรสพ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เป็นท้าวศรีสุนทรนาฎ
2. หม่อมแย้ม เป็นตัวอิเหนา ได้เป็นครูละครท้าวราชกิจวรภัตร และละครผสมสามัคคี เป็นครูพิเศษให้กับละครวังสวนกุหลาบ
3. หม่อมศิลา เป็นตัวยักษ์ได้เป็นครูละครของเจ้าพระยาสุรพันธุ์พิสุทธิ์
4. หม่อมแสง เป็นตัวนางจินตะหรา ได้เป็นครูละครเจ้าจอมมารดาเอมวังหน้า
5. หม่อมวัน เป็นตัวนางเอก ได้เป็นครูละครท้าวราชกิจวรภัตร และเป็นครูละคร กรมมหรสพ
6. หม่อมหุ่น เป็นตัวนาง ได้เป็นครูละครท้าวราชกิจวรภัตร

ละครเจ้าจอมมารดาจันทร์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
เจ้าจอมมารดาจันทร์ หัดละครในพระบรมมหาราชวังโรงหนึ่ง ตัวละครโรงนี้ได้เป็นครูหัดโรงอื่นต่อไปอีกหลายคน
1. กลีบ เป็นตัวนายโรง เป็นภรรยาเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ต่อมาเป็นครูละครผสมสามัคคี
2. ทิม เป็นตัวนางเอก เป็นครูละครพระยาวิชิตสงคราม จางวางเมืองภูเก็ต
ละครนายทับ เดิมเป็นตัวท้าวล่าสำ (พี่ชายจรกาในเรื่องอิเหนา) เป็นละครกรมหลวงรักษรณเรศร์ ฝึกหัดลูกหลานเล่นเป็นละครนอก สืบมาถึง 3 ชั่วคน คือ นางเอม ธิดานายทับ มารดาพระจัดดุริยางค์ (ป่วน) และพระยาสุนทรเทพระบำ (เปลี่ยน สุนทรนัฎ)

ละครพระยาสีหราชฤทธิไกร (เสือ)
ต่อมาตกเป็นของพระยานรานุกิจมนตรี (เปลี่ยน) ผู้บุตร เล่นต่อมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ

ละครพระยามณเฑียรบาล (บัว)
ต่อมาตกเป็นของธิดาชื่อเกษ เล่นมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ละครขุนยี่สานเสมียนตราวังหน้า บ้านอยู่ที่คลองสะพานหัน เลื่องลือว่าแสดงเรื่องพระอภัยมณี ไม่มีใครสู้ได้

ละครจางวางเผือก
บ้านอยู่ที่ปากคลองตลาดเป็นคู่แข่งกับขุนยี่สานเสมียนตราวังหน้า
ละครนายนวล บุตรเจ้ากรับ ซึ่งรับมรดกละครนอก รับเล่นต่อมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ละครนายเนตร นายต่าย
นายเนตรเดิมเป็นละครคุณหญิงกลีบภรรยาพระยาประจักษ์วรวิไสย นายต่ายเดิมเป็นละครกรมหมื่นภูมินทรภักดี เมื่อทรงเลิกเล่นละครนายต่ายจึงมาผสมโรงกับนายเนตร แล้วถวายตัวเป็นข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อเสด็จประทับอยู่ที่ พระตำหนักสวนกุหลาบ
กระบวนเล่นละครโรงนี้ เป็นที่เลื่องลือมา ตั้งแต่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ หลังจากท่านทั้งสองสิ้นชีวิต นายปลื้มอยู่วัดอรุณฯ เป็นน้องภรรยานายเนตร ยังคุมพวกละครเล่นต่อมา

ละครชาตรีของหลวง
เป็นละครชาตรีของ ผู้หญิง ทั้งโรง เดิมเป็นละครพระองค์เจ้าปัทมราช พระราชธิดากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เสด็จออกไปรักษาพยาบาล เจ้าจอมมารดานุ้ยเล็ก (ธิดาเจ้าพระยานครพัฒน์) พระมารดา ที่เมืองนครศรีธรรมราช ได้ทรงหัดละครขึ้นโรงหนึ่งเล่นเรื่องอิเหนา ครั้นเจ้าจอมมารดาถึงอนิจกรรมแล้ว เสด็จกลับมากรุงเทพฯ พาละครโรงนั้นเข้ามาด้วยแล้วทูลเกล้าฯ ถวายเป็นมรดกแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้เล่นเป็นละครชาตรี จึงมีละครชาตรีของหลวงขึ้น

ละครชาตรีของนายหนู
บ้านอยู่สนามควาย (นางเลิ้ง ปัจจุบัน) เล่นอย่างละครโนราชาตรี นครศรีธรรมราช ผิดกันแต่ตัวนายโรงใส่ชฎา ไม่ใส่เทริด ตัวนาง แต่งตัวอย่างละครในกรุง (แต่งแบบละครนอก)
ละครนายเสือ เล่นแบบละครมะย่ง แต่งตัวแบบมลายู ร้องเป็นภาษามลายูแต่เจรจาเป็นภาษาไทย เล่นเรื่อง อิเหนาใหญ่ มาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้เล่นละครได้อย่างเสรี พวกละครจึงเอาบทพระราชนิพนธ์ละครนอกไปเล่น ทำให้แพร่หลาย การหัดละครผู้หญิงเกิดขึ้นมากมายหลายโรง เจ้าของละครต่างแสวงหาเรื่องเล่นละครของตนให้แปลกใหม่กว่าโรงละครอื่น จึงทำให้เกิดบทละครขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก วิวัฒนาการละครในรัชกาลนี้ กล่าวได้ว่าเฟื่องฟูและนับได้ว่าเป็นยุคทองของศิลปินที่เป็นผลสืบเนื่องมากระทั่งทุกวันนี้




 

Create Date : 22 เมษายน 2550    
Last Update : 22 เมษายน 2550 23:42:04 น.  

รำไทยสมัยราชนิยม รัฐนิยม และประชานิยม

ธรรมจักร พรหมพ้วย



นับเนื่องตั้งแต่สยามได้รับเอาลัทธิเทวราชแบบอินเดียผ่านทางอาณาจักรขอมและมอญ ครอบครองเหนือแผ่นดินแห่งนี้มาตั้งแต่ก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ระบบความคิดและความเชื่อของชาวไทยซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงชนกลุ่มเล็ก เกิดการเปลี่ยนแปลงจากที่เคยนับถือภูติผีและสิ่งเหนือธรรมาชาติ มาเป็นระบบที่ต้องมีผู้นำ ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งทั้งผู้นำทางสังคมและทางผู้นำทางจิตวิญญาณ
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ความคิดความอ่านของผู้คนในอดีตกาลจะนับถือยกย่องราชาให้เป็นเจ้าเหนือหัวอันเป็นที่เคารพรักของเหล่าอาณาประชาราษฎร์ กิจการงานเมืองทั้งปวงจึงต้องปฏิบัติเพื่อเทิดทูนพระบารมีแห่งสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ไม่เว้นแม้งานศิลปะและการช่าง
ศิลปะการฟ้อนรำในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีลักษณะเป็นพิธีกรรมเพื่อขจัดความกลัวจากปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่มีอิทธิพลต่อชีวิตและการทำมาหากิน เช่น การฟ้อนรำเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ พึงใจ ไม่บันดาลให้เกิดน้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ลมพายุ ฯลฯ
จนต่อมาเมื่อสังคมมีผู้ปกครองที่เป็นสมมติเทพ เสมือนเป็นพระนารายณ์อวตารลงมา เราจึงเปลี่ยนมานับถือพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพระประมุขแห่งปวงชน การฟ้อนรำจึงเปลี่ยนบทบาทเพื่อสนองพระผู้ปกครองให้เกิดความบันเทิงเริงใจ การฟ้อนรำถวายพระราชาจึงเสมือนการได้ถวายเทวดาสูงสุดด้วย (โดยเฉพาะตามลัทธิพราหมณ์ฮินดู ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อสยามตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนกระทั่งกรุงรัตนโกสินทร์) ในส่วนสถาบันพระประมุขเองก็ได้ให้การสนับสนุนเหล่านาฏกรในพระบรมราชูปถัมภ์ บังเกิดเป็นศิลปะสกุล “หลวง” ที่มีความประณีต วิจิตร งามสง่าสมพระเกียรติ ฐานะของศิลปินเองก็ได้รับการยกย่อง บรรดาละครผู้หญิงของหลวงในอดีต จึงมักได้รับการอวยยศ ปูนบำเหน็จ หรือตั้งให้เป็น “เจ้าจอมหม่อมละคร” เพื่อสนองพระเดชพระคุณในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทอย่างสูงสุดเท่าที่พึงจะทำได้ จดหมายเหตุหรือพระราชพงศาวดารในอดีต จึงมักมีการกล่าวถึงสถานะและบทบาททางสังคมของศิลปินไว้ เช่น มีการพระราชทานศักดินา ให้แก่ “นายโรง” “ละคร” “โขน” หรือ “ระบำ” ให้มีศักดิ์และสิทธิ์เทียมชนชั้นมูลนาย
ในระยะเวลาหลายร้อยปีของราชอาณาจักรสยามที่ผูกพันกับการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงทำให้วิจิตรศิลป์หลากสาขาเจริญรุ่งเรืองในปริมณฑลแห่งพระมหาเศวตฉัตร จวบจนถึงแผ่นดินในพระราชจักรีวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ศิลปะการฟ้อนรำยังคงได้รับพระมหากรุณาธิคุณดำรงไว้ในฐานะ “ราชูปโภค” แห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏในเอกสารมากมายที่กล่าวถึงละครผู้หญิงของหลวงหรือละครหลวง และมีการห้ามมิให้ผู้อื่นมีละครผู้หญิงไว้ในครอบครองด้วย (พระบรมวงศ์หรือมูลนายจะมีได้ก็แต่เพียงละครผู้ชายหรือโขน)
นับตั้งแต่ต้นกรุงจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความผันผวนอยู่ในวงการนาฏยศิลป์ตลอดเวลา ซึ่งล้วนต้องขึ้นอยู่กับพระราชประสงค์ในแต่ละรัชกาล ซึ่งบางพระองค์ก็โปรดปรานการละครมาก บางพระองค์ก็มิทรงสนพระทัย แต่ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีผลต่อสภาพนาฏยศิลป์โดยรวม เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มิทรงโปรดการละครฟ้อนรำ บรรดาละครหลวงต่างลอบออกมาภายนอก เพื่อถ่ายทอดวิชาให้กับสำนักละครเอกชนต่างๆ ทำให้ศิลปะชั้นสูงแบบหลวง ได้มีโอกาสเผยแพร่สู่ภายนอกจนได้รับความนิยมหลากหลาย เพราะถือว่าเป็นแบบ “พระราชนิยม” คือ เป็นที่พอพระราชหฤทัยและได้รับการขัดเกลาจากครูละครหลวงไว้อย่างประณีตที่สุดเท่าที่พึงทำได้ ดังนั้นเมื่อละครหลวงรูปแบบใดเกิดขึ้นใหม่จนเป็นที่นิยม ละครภายนอกก็ถือเอารูปแบบนั้นมาปฏิบัติตามด้วย เช่น การสร้างสรรค์กระบวนท่ารำกริชของเจ้าจอมมารดาวาด อิเหนา ละครหลวงในรัชกาลที่ 4 เลื่องลือมาว่ามีความงดงามหาผู้ใดเปรียบได้ ละครคณะอื่นๆ ก็ต้องแข่งขันโดยสร้างศิลปินหรือกระบวนท่ารำชุดเดียวกันให้งดงามเทียมกัน เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ดู บ้างก็ต้องลักจำมาเพื่อให้สำนักตนได้มีโอกาสแสดงบ้าง บ้างก็ประดิษฐ์จนมี “ทาง” ในรูปแบบที่แปลกและแตกต่างออกไป
สภาพการณ์นาฏศิลป์แบบพระราชนิยมดำเนินไปเช่นนี้จนกระทั่งชาวสยามได้รับแนวคิดและรูปแบบวัฒนธรรมจากดินแดนตะวันตก (ซึ่งถือว่ามีความศิวิไลซ์มากในขณะนั้น) ซึ่งส่งผลต่อความคิดทุกด้านไม่เว้นแต่การละครฟ้อนรำ ดังปรากฏการกำเนิดของละครพันทาง (ละครที่เล่นเป็นเรื่องราวของเชื้อชาติต่างๆ) หรือละครดึกดำบรรพ์ (ละครที่ได้รับรูปแบบจากการแสดง Tabault Vivant และ Opera ของตะวันตก) ซึ่งมีแสดงหลายคณะ เป็นที่น่าสังเกตว่าบทบาทของการละครฟ้อนรำได้เปลี่ยนจากความนิยมตามละครหลวงในพระบรมมหาราชวัง มาเป็นความนิยมตามละครข้างนอกของพระบรมวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เช่น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ หรือเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ เป็นต้น
บทบาทของนาฏยศิลป์เปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ละครหลวงต้องแตกแยกไปเนื่องจากไม่มีหน้าที่จะต้องเป็นราชูปโภคอีกต่อไป ความนิยมตามแบบพระราชนิยมก็เคลื่อนตัวออกสู่ภายนอก “รัฐบาล” กลายเป็นผู้มีหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์การปฏิบัติตัวของชาว “ไทย” ในยุคประชาธิปไตย ศิลปะการฟ้อนรำเริ่มถูกมองว่าต่ำต้อย เพราะเป็นการ “เต้นกินรำกิน” สะท้อนกรอบความคิดของผู้นำและประชาชนที่มีต่อศิลปะ จนกระทั่งในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กำหนดนโยบายวัฒนธรรม “นิยมไทย” เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจคนในชาติให้หันกลับมาเล็งเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมตนเองมากขึ้น ในด้านนาฏยศิลป์ก็มีการจัดตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ (วิทยาลัยนาฏศิลปในปัจุบัน) และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ก็มีแนวคิดที่จะนำเอาการฟ้อนรำมาผนวกกับมรรยาททางสังคม จึงดำริให้มี “การรำโทน” และ “รำวงมาตรฐาน” (ได้ลักษณะจากการลีลาศเพื่อการสโมสรในประเทศตะวันตก ซึ่งหลายคนอาจยังจำได้ถึงหลักสูตรในการเรียนระดับมัธยมศึกษา) ด้วยการกำหนดวิธีการเช่นนี้จึงทำให้การฟ้อนรำผันแปรบทบาทไปตามความต้องการแห่ง “รัฐ” ก่อให้เกิดรูปแบบ “รัฐนิยม” และยังผลสืบเนื่องแนวทางปฏิบัติมาจนถึงนาฏยศิลป์ในสังกัดกรมศิลปากรซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดรัฐ ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าแบบแผนการแสดงจากกรมศิลปากรเท่านั้นจึงจะได้รับการยอมรับ ยกย่องว่าถูกต้องงดงาม ซึ่งล้วนเป็นการบ่งบอกถึงการช่วงชิงพื้นที่ทางความคิดโดยอ้อมที่ยังผลต่อสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน
เพียงไม่กี่สิบปีของนาฏยศิลป์ในระบอบประชาธิปไตย เป็นที่น่ายินดีว่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้กระแสความนิยมในงานวัฒนธรรมไทย ได้หวนกลับมามีบทบาทในยุคที่ประชาชนมีเสรีภาพทางความคิดมากขึ้น สถาบันการศึกษาเริ่มเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีโอกาสตระหนักรู้ทางคุณค่าของงานศิลปะและวัฒนธรรมไทยแขนงต่างๆ เราจึงได้มีโอกาสเล่าเรียนรำไทยในบทบาทที่เป็น “กระแสของสังคม” ซึ่งเชื่อกันว่าการมีความสามารถพิเศษด้านวัฒนธรรมไทยจะได้รับการยอมรับนับถือ เช่น เมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อต้องประกวดความสามารถพิเศษ หรือเมื่อสมัครงาน จึงทำให้การเรียนรำไทยเป็นไปตามกระแสวัฒนธรรม “ประชานิยม” (Popular Culture) แต่ก็น่าจะเป้นผลดีที่อย่างน้อยเราก็ทำให้เด็กไทยได้ภูมิใจในความเป็นชาติตัวเองบ้าง
เมื่อได้อธิบายถึงสภาพการณ์และบทบาทของการฟ้อนรำไทยมาตั้งแต่สมัยราชนิยม รัฐนิยม และประชานิยมแล้ว ทำให้เกิดข้อขบคิดสนุกๆ ขึ้นมาว่า ในอนาคตต่อไปรำไทย จะอยู่แบบ “อะไรนิยม” และ “ใคร จะนิยมรำไทย”




 

Create Date : 22 เมษายน 2550    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2550 0:10:32 น.  

นาฏยศิลป์ราชสำนักกัมพูชา



วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 07

สโมสรศิลปวัฒนธรรม

ชัยวัฒน์ เสาทอง chaiwat1969@hotmail.com

นาฏศิลป์กัมพูชา

นาฏศิลป์กัมพูชามีหลักฐานปรากฏตั้งแต่สมัยก่อนพระนคร (ค.ศ. ๕๔๐-๘๐๐) แล้ว เช่น รูปปั้นดินเหนียวสมัยนครบุรี (Angkorborei) เป็นรูปบุคคลร่ายรำ และจารึกที่กล่าวถึง "คนรำ" เป็นภาษาเขมร ในจารึกสมัยพระนคร (ค.ศ. ๘๒๕-ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔) พบคำสันสกฤต "ภาณิ" ซึ่งหมายถึงการแสดงเล่าเรื่อง และหากดูภาพสลักจำนวนมากในปราสาทหินทั้งหลายแหล่ของขอม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในอาณาจักรขอมมีการร่ายรำ การแสดง เป็นเรื่องปรกติธรรมดาสำหรับการบันเทิงในราชสำนักและประชาชน ในจารึกที่กล่าวถึงข้าพระที่ประจำศาสนสถานนั้นมักมี "คนรำ" ประจำอยู่ด้วย นาฏศิลป์กัมพูชาโบราณน่าจะได้รับอิทธิพลอินเดียเป็นพื้น

นาฏศิลป์กัมพูชาน่าจะสืบต่อและพัฒนามาจนรุ่งโรจน์ไม่แพ้ศิลปวิทยาการด้านอื่นๆ ในสมัยพระนคร และน่าจะมีอิทธิพลไม่น้อยต่ออยุธยาหลังจากที่มีการตีเมืองพระนครแตกและกวาดต้อนผู้คนมาสู่กรุงศรีอยุธยา จำนวนหนึ่งในผู้คนเหล่านั้นน่าจะมีนักรำอยู่ด้วย

หลักฐานทางภาษาอย่างหนึ่งก็คือไทยรับคำ "รำ" ในภาษาเขมรมาแทนที่คำ "ฟ้อน" ที่เดิมใช้ในภาษาไทย และไทยก็รับเอามาผสมผสานกับสิ่งที่มีอยู่เดิมและพัฒนานาฏศิลป์สืบเนื่องต่อจากนั้นและสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตนขึ้นมา และเมื่อมาถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ไทยก็ส่งคืนศิลปวิทยาการด้านนี้กลับสู่ประเทศราชกัมพูชา และกัมพูชาก็รับเอามาประยุกต์ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองและสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เอกสารทางฝั่งกัมพูชาไม่ใคร่กล่าวถึงอิทธิพลของนาฏศิลป์ไทยนัก ด้วยเหตุของลัทธิชาตินิยม และความเชื่ออันเป็นบรรทัดฐานว่าไทยนั้นมักรับเอาวิทยาการทุกๆ อย่างไปจากเขมร ดังนั้นนาฏศิลป์กัมพูชาก็เป็นต้นแบบของนาฏศิลป์ไทยด้วย และมักกล่าวกันว่านาฏศิลป์กัมพูชาสืบทอดมานับพันปีตั้งแต่สมัย "อังกอร์" อันเป็นอุดมคติแห่งชาติพันธุ์กัมพูชา ถึงแม้เอกสารของทางฝรั่งเศสจะมีบันทึกว่าในปี ๑๙๐๔ หลังจากพระบาทนโรดมทิวงคตนั้น ในราชสำนักกัมพูชามี "ศิลปการินี" จากสยามเหลืออยู่เกิน ๓๐๐ คนก็ตาม

เพลงบางเพลง เครื่องละครบางชิ้น และเครื่องดนตรีบางชนิดก็มีชื่อเป็นภาษาไทย เนื้อเพลงบางเพลงนั้นก็แต่งล้อเนื้อเพลงไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เค้ารอยอีกหลายๆ ประการที่บ่งบอกว่าได้รับอิทธิพลไทยก็มีอยู่มากพอที่จะกล่าวยืนยันได้ เอกสารที่กล่าวถึงอิทธิพลจากไทยมักเกี่ยวกับเพลงและดนตรี

ผู้อ่าน "โครงกระดูกในตู้" ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ย่อมได้ทราบเรื่องหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดยกโรงละครทั้งโรงขึ้นเรือสำเภาหนีไปเมืองเขมร และเอกสารฝั่งไทยก่อนหน้านั้นก็มีกล่าวถึงไว้ว่าเขมรได้ครูละครไปจากไทย เช่น "นิราศนครวัด" ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อิทธิพลของละครไทยส่งผลโดยตรงสู่การละครในราชสำนักกัมพูชา อันเรียกเป็นภาษาเขมรว่า "ระบำพระราชทรัพย์" ที่เรียกเช่นนี้เพราะการแสดงในราชสำนักเป็นราชูปโภคของพระมหากษัตริย์นั่นเอง ขณะที่ระบำพื้นเมือง รำวงรื่นเริงของเขมรมีลักษณะเฉพาะตัวและห่างไกลจากนาฏศิลป์ไทยมากกว่า

เขมรแบ่งนาฏศิลป์ออกเป็น ๓ ประเภท คือ ๑. ระบำพระราชทรัพย์ คือระบำในราชสำนัก ๒. ระบำประเพณีเขมร คือระบำพื้นบ้าน ๓. ระบำประชาปรีย์ คือรำวงในงานรื่นเริงทั่วไป นาฏศิลป์กัมพูชาก็เป็นเช่นดังศิลปวิทยาการด้านอื่นๆ ของกัมพูชา คือขาดช่วงและองค์ความรู้ถูกทำลายไปในช่วงเขมรแดง ดังนั้นจึงหาเอกสาร ผู้รู้ วิทยากรที่เหลืออยู่ได้ยากเต็มทน

ต่อมาระบำพระราชทรัพย์เปิดกว้างขึ้น เนื่องจากสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป จึงกลายเป็นระบำชั้นสูงเทียบได้กับกรมศิลปากรของไทย แต่ยังเรียกระบำพระราชทรัพย์อยู่

ครูผู้รู้ฝ่ายไทยมักตั้งข้อสังเกตว่าการแสดงของเขมรนั้นมักรำไม่ครบท่า ไม่ครบเพลง ไม่ครบเครื่อง สัดส่วนมงกุฎไม่งาม เมื่อเทียบกับฝั่งไทย และโดยเฉพาะโขนนั้น ตัวยักษ์ชั้นสูงและลิงชั้นสูงไม่น่าเกรงขาม คงได้ครูยักษ์และลิงชั้นรองจากไทยไปฝึกสอน แต่กระนั้นนาฏศิลป์กัมพูชายังคงมีลักษณะเฉพาะของตัวเองและมีความน่าสนใจเป็นอันมาก ลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจประการหนึ่งนั้นก็คือสามารถรักษาลักษณะเก่าแก่บางประการของละครไทยเอาไว้ได้

เมื่อกัมพูชาเปิดประเทศใหม่ๆ ประมาณปี ค.ศ. ๑๙๙๒ นั้นผู้เขียนชมการแสดงของเขมรเจอแต่นางรำรุ่นป้าๆ แต่ตอนนั้นก็พอใจเพราะว่าเชื่อได้ว่าเป็นนางรำรุ่นเก่า หลงรอดจากสงครามมาได้ คนเก่าน่าจะรักษาของเดิมได้ดีกว่าเด็กใหม่ ครั้นหลังจากนั้นมาได้ไม่นานสักกี่ปี กัมพูชาก็ปั้นนางรำเด็กใหม่หน้าละอ่อนอ้อนแอ้นออกมาสำแดงฝีมือ สร้างความปีติยินดีแก่ผู้ชมว่า ครานี้นาฏศิลป์กัมพูชาไม่ถึงกาลอับเฉา ยังมีผู้สืบทอดการแสดงประจำชาติที่พวกเค้าภาคภูมิใจ

ชาวไทยโดยทั่วๆ ไปโดยมากที่ได้ชมนาฏศิลป์กัมพูชามักให้ความเห็นว่ารำแอ่นเกินไป แต่นี่เป็นลักษณะดั้งเดิมของนาฏศิลป์ไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่เขมรยังรักษาเอาไว้ ขณะที่ครูรำไทยเห็นว่าเขมรนั้นรำช้า หนัก ขณะที่ของไทยนั้นเร็วและเบากว่า ครูรำเขมรก็ให้ความเห็นเช่นเดียวกัน ครูไทยบางท่านก็ว่าไทยนั้น "รำเก๋" ส่วนเขมรนั้น "รำงาม" การร่ายรำที่เชื่องช้าและมั่นคงของเขมรผนวกกับดนตรีประกอบนั้นเองสร้างมนต์ขลังให้คนดู บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถสื่อกันได้ระหว่างผู้แสดงและผู้ชม

ความงามทางสุนทรียะเหล่านี้ทำลายกำแพงขวางกั้นทางวัฒนธรรม คนต่างชาติต่างวัฒนธรรมเมื่อได้ชมก็เห็นว่างามหลาย ลักษณะการแสดงออกของตัวละครเขมรนั้นบางทีก็ดูเป็นโบราณกว่าของไทย เนื่องจากสังคมเขมรทุกวันนี้ยังไม่มีความเจริญทางวัตถุมากเหมือนไทยในปัจจุบัน ดังนั้นจึงรักษาอารมณ์คนโบราณได้ดีกว่า

ลักษณะของการร่ายรำที่เชื่องช้าทำให้นางรำเขมรรำได้พร้อมเพรียงกันราวกับมีลมหายใจอันเดียวกัน หากชมระบำหมู่จะพบว่าการตั้งมือตั้งไม้เท่ากันหมดแสดงให้เห็นการฝึกซ้อมด้วยกันเป็นอย่างดี ขณะที่ผู้เขียนไม่พบลักษณะเช่นนี้ในนาฏศิลป์ไทย

เครื่องละครเขมรเมื่อดูบนเวทีอาจดูอับแสงกว่าเครื่องละครไทย เนื่องจากใช้เพชรน้อยและเม็ดเล็กกว่า แต่เมื่อหยิบมาดูใกล้ๆ แล้วจะเห็นฝีมือเชิงช่างที่แสดงความสามารถในการปักเครื่องที่ยังรักษาไว้ได้ดี เราอาจเห็นเค้ารอยบางอย่างในละครเขมรที่เคยเป็นของไทย ขณะที่ไทยเราปัจจุบันไม่ได้รักษาลักษณะเช่นนี้แล้ว ในการสวมเครื่องละครบางชิ้น เช่น ดอกไม้ปลายมือ ปะวะหล่ำกำไลข้อมือข้อเท้าเต็มเครื่องเหมือนละครไทยโบราณ

สมเด็จพระมหากษัตริยานีกุสุมะนารีรัตน์ พระราชมารดาของเจ้าสีหนุ พระนางทรงทำนุบำรุงการละครเขมรให้รุ่งเรือง พระนางจึงทรงเป็นพระมารดาแห่งนาฏศิลป์กัมพูชาก็ว่าได้

ระบำอัปสราเกิดขึ้นด้วยคุณูปการของพระนาง โดยนางอัปสราตัวเอกองค์แรกคือเจ้าหญิงบุพผาเทวี พระราชธิดาในเจ้าสีหนุ เป็นระบำที่กำเนิดขึ้นเพื่อเข้าฉากภาพยนตร์เกี่ยวกับนครวัดที่กำกับโดย Marchel Camus ชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า L"Oiseau du Paradis ก็คือ The Bird of Paradise หลังจากนั้นระบำอัปสราก็เป็นระบำขวัญใจชาวกัมพูชา ใครได้เป็นตัวเอกในระบำอัปสรานั้นเชื่อได้ว่าเป็นตัวนางชั้นยอดแห่งยุคสมัย

นครวัดเป็นอุดมคติแห่งชาติกัมพูชา นางอัปสราในนครวัดก็เป็นอุดมคติแห่งสตรีเขมร ดังนั้นการชุบชีวิตนางอัปสราออกมาเป็นระบำระดับชาตินั้นมีความหมายในเชิงชาติพันธุ์นิยม เพื่อให้เข้าถึงสัญลักษณ์สูงสุดแห่งสตรีแขมร์ ระบำอัปสรามีชื่อเสียงขึ้นมาด้วยการอิงบนความยิ่งใหญ่ของนครวัด และระบำอัปสราก็จำลองภาพสลักที่แน่นิ่งไร้ความเคลื่อนไหวในนครวัดให้หลุดออกมามีชีวิต

ผู้เขียนสันนิษฐานว่าดอกไม้เหนือเศียรนางอัปสราส่วนใหญ่ในปราสาทนครวัดคือดอกฉัตรพระอินทร์ เนื่องจากรูปทรงของดอกชนิดนี้พ้องกันกับภาพสลัก เขมรเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่า "ดอกเสนียดสก" เสนียด คือสิ่งที่เอามาเสียด และสก คือผม ชื่อของดอกไม้บ่งบอกว่าเป็นดอกสำหรับเสียดผม เข้าใจว่าสมัยโบราณสตรีชั้นสูงของเขมรคงประดับศีรษะด้วยดอกไม้หลายชนิด หนึ่งในนั้นคือดอกฉัตรพระอินทร์ ดังหลักฐานภาพสลักนางอัปสราที่พบในปราสาทหินขอม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของช่างสลักจากที่ได้เห็นของจริง

นาฏศิลป์ของเขมรนั้นมีดีอยู่อย่าง คือคนที่มารำไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนต้องได้รับฝึกมาเป็นอย่างดีก่อนขึ้นเวที และมักเป็นนักเรียนนาฏศิลป์โดยตรง หามีซ้อมก่อนออกงานเดือนสองเดือนแล้วขึ้นเวทีไปควักกะปิให้คนดูรำคาญตารำคาญใจอย่างใดไม่

นักเรียนนาฏศิลป์ก็นุ่งผ้าแดงเช่นเดียวกับไทย ตัวพระนุ่งผ้าน้ำเงิน แต่บางภาพก็เห็นนุ่งแดงกันทั้งโรง แต่สวมเสื้อคอกลมรัดตัว แขนสั้น เสื้อรัดตัวนั้นทำให้สังเกตสังกาการดัดและจัดสรีระได้ง่าย ปัจจุบันมีสอนกันที่มหาวิทยาลัยภูมินท์วิจิตรศิลปะที่ข้างพระบรมมหาราชวังกรุงพนมเปญ และสากลวิทยาลัยวิจิตรศิลปะ

เขมรอ้างว่าท่าร่ายรำของเขมรมีถึง ๔,๕๐๐ ท่า เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะมานั่งนับว่ามีเท่านั้นจริงหรือไม่ ท่ารำที่ดูโดดเด่นของเขมรคือท่าพักเท้าไว้บนน่องอีกข้างหนึ่ง โดยรับน้ำหนักตัวไว้บนขาข้างเดียว ซึ่งท่านี้เราก็พบในท่ารำเก่าๆ ของไทย แต่คงไม่ตั้งชันเท่ากับที่ปรากฏในภาพสลักฝาผนังบนปราสาทหินขอมดอก และอีกท่าคือนิยมตั้งส้นเท้าค้างกับพื้นเมื่อก้าวเท้า ซึ่งนับได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของเขมรอีกประการหนึ่ง

ตัวนางเขมรมักอวบ เหตุผลก็คือตัวนางที่ห่มสไบนั้นจำต้องเปิดหัวไหล่ หากตัวนางผอมโกร่งเวลาห่มสไบจะเห็นกระดูกไหปลาร้า ดูไม่งามตา หากสูงยาวเข่าดีควรต้องไปหัดพระ

ผู้เขียนเคยเห็นนางละครเขมรเก็บขนตาปลอมโดยม้วนไว้กับใบตองแห้ง ก็แปลกตาดี ขนตาที่ถักเองจะงอนไปตามม้วนใบตองแห้งนั้น ทั้งๆ ที่สมัยนี้ก็มีขนตาปลอมจากเมืองไทยวางขายในตลาดแล้ว

ละครโขนยังมีแสดงอยู่บ้าง แน่นอนไม่พ้นตอนสั้นๆ ของเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนหนังใหญ่นั้นที่มีชื่อเสียงคือคณะที่จังหวัดเสียมเรียบ นับว่ายังรักษาจังหวะท่าทางเป็นหนังใหญ่อยู่ ขณะที่คณะที่พนมเปญคนแสดงเป็น "นาฏการี" ซึ่งมีพื้นละครโขนและนาฏศิลป์ เล่นได้จับฉ่าย ท่าทางจึงเป็นท่าทางแบบนาฏศิลป์ไม่ใช่ลีลาหนังใหญ่แบบเสียมเรียบ ครูหนังใหญ่รุ่นเก่าของเสียมเรียบเรียกหนังใหญ่ว่า "นัง" ซึ่งก็มาจากคำไทย "หนัง" นั่นเอง แต่ส่วนคณะนาฏศิลป์ที่เสียมเรียบที่นิยมจัดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติดูนั้นฝีมือทรามกว่าคณะที่พนมเปญ ก็เหมือนระบำของไทยที่รำให้นักท่องเที่ยวดูนั้นแล กระไรจะสู้กรมศิลป์

ส่วนระบำพื้นบ้านนั้นมักเป็นระบำที่แสดงวิถีชีวิตชาวบ้าน การทำมาหากิน หรือการเลี้ยงฉลองพิธีกรรมของชนกลุ่มน้อย เช่น ระบำจับปลา ระบำเก็บกระวาน ระบำสวิง ระบำตรุด ระบำนกยูง ระบำกะลา ระบำของชนกลุ่มน้อยต่างๆ ทั้งชาวจาม ชาวส่วย ชาวพนอง และรำวงในงานรื่นเริงนั้นก็เป็นประเพณีที่ดีงาม แต่ลีลาของมือนั้นแตกต่างจากไทย คือหมุนมือเข้าหาตัวขึ้นบนและผายออกนอกตัว ไม่มีการจีบนิ้ว

ผู้เขียนเคยไปเที่ยวจังหวัดกำปงจามและเห็นคนหนุ่มสาวที่นั่นเล่นเพลงปฏิพากย์กัน ร้องรำโต้ตอบกันเองเมื่อพากันมาเที่ยวบนเขา โดยไม่มีผู้ชม นับว่าการละเล่นพื้นบ้านชนิดนี้ของกัมพูชายังสดและมีชีวิตอยู่ แถมยังเล่นกันโดยคนหนุ่มสาว ขณะที่บ้านเราเพลงปฏิพากย์กลายเป็นการแสดงหรือการสาธิตไปหมดแล้ว ก็ยินดีแก่ใจเมื่อได้เห็นของจริง

กัมพูชานั้นจัดการแสดงละเม็งละครให้ได้ชมอยู่เนืองๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เจ้านาย และต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อัลลิยอง ฟรองเซส์" ศูนย์วัฒนธรรมฝรั่งเศสที่กรุงพนมเปญ ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนศิลปะประจำชาติชนิดนี้ของกัมพูชาเป็นอย่างยิ่ง

การแสดงนาฏศิลป์กัมพูชาที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวไปด้วยคือมหรสพอังกอร์ จัดแสดงรามเกียรติ์นานาชาติที่จัดแสดงที่นครวัดและนครธม ผู้ชมจะได้มีโอกาสเที่ยวนครวัด ปราสาทหินทั้งเมืองเสียมเรียบและชมนาฏศิลป์กัมพูชาที่แสดงโดยนักแสดงฝีมือระดับชาติด้วย เป็นงานที่ไม่ควรพลาด และมีผู้คนจากทั่วโลกรอชมงานนี้

ผู้เขียนก็เป็นผู้หนึ่งที่รอชมและหวังว่าจะได้มีโอกาสไปชมอีกสักครั้งสองครั้ง



นางละครไทยคนสุดท้าย

ในราชสำนักกัมพูชา

"แม่เมือน" ดาราภาพยนตร์เขมรที่ชาวเขมรทุกคนรู้จัก "ยายเป็นคนปากน้ำโพค่ะ" แม่เมือนกล่าวเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำกับผู้เขียนซึ่งพบแม่เมือนในปี ๑๙๙๔ ตอนนั้นเธออายุปาเข้าไป ๗๙ ปีแล้ว "ยายเป็นคนไทยค่ะ" เธอบอกกับผู้เขียนขณะที่ประวัติของเธอในหนังสือพิมพ์มีพ่อเป็นไทยมีแม่เป็นลาว เธอติดตามแม่ซึ่งเป็นนางรำมารำในราชสำนักตั้งแต่อายุ ๑๔ ในปี ๑๙๒๙ ตามคำชักชวนของเจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ และอยู่ได้ปีเดียวแม่เธอก็ต้องกลับไปดูแลพ่อซึ่งป่วย แต่แล้วแม่ก็เสียชีวิตด้วยกาฬโรคและสิ้นไปก่อนพ่อ เมื่อแม่เสียก็อยู่รำต่อ

สมัยอยู่ในวังนั้นแม่เมือนเล่าว่ากลัวจะต้องถูกเรียกให้ "ถวายตัว" แทบแย่ และต่อมาผันตัวเองมาเป็นดาราภาพยนตร์ เธอผ่านช่วงเขมรแดงมาได้เนื่องจากเธอเป็นดารายอดนิยม พวกเขมรแดงไม่ฆ่าเธอเพราะชอบบทบาทการแสดงของเธอ พวกเขมรแดงชอบให้เธอแสดงนู่นแสดงนี่ให้ชม เธออยู่รอดมาได้จนได้รับรางวัลทางการแสดงเมื่อปี ๑๙๙๖ หลังจากนั้นไม่นานแม่เมือนก็เสียชีวิตลง
หน้า 40






 

Create Date : 22 เมษายน 2550    
Last Update : 22 เมษายน 2550 23:35:36 น.  

นาฏยศิลป์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช




ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์

ในรัชกาลนี้มีการฝึกหัดโขนละครเพื่อประดับเกียรติของเจ้าหรือมูลนาย ดังความที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๔ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ว่า

“มีความนิยมเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งว่า การฝึกหัดโขนทำให้ชายหนุ่มที่ได้ฝึกหัดโขนนั้น คล่องแคล่วว่องไวในกระบวนรบพุ่งเป็นประโยชน์ไปจนถึงการต่อสู้ข้าศึก จึงพระราชทานอนุญาตให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้ว่าราชการเมืองหัดโขนได้ไม่ห้ามปราม”

เมื่อพิจารณาจากความข้างต้น วิเคราะห์ได้ว่าในตอนต้นรัชกาลคงมีโขนเฉพาะวังหลวง และวังหน้า เพราะเห็นว่าโขนเป็นเครื่องแสดงบารมี มีก็มีถือว่ามีกำลังผู้คนที่พร้อมรบด้วย การหัดโขนคือการหัดอาวุธและการเล่นต้องใช้คนมาก ใช้ทรัพย์มาก ใครทำอาจถือว่าคิดว่าทำเทียบหรือคิดมิชอบ โขนจึงอยู่ในวงจำกัด เมื่อมีพระราชานุญาตดังกล่าวโขนก็ขยายตัวอย่างกว้างขวาง ไปสู่วังเจ้านายและบ้านขุนนาง และแม้แต่ตามหัวเมือง นับว่าพระราโชบายนี้มีความสำคัญ ๒ ประการ คือ เป็นสิ่งแสดงว่าบ้านเมืองคงจะเรียบร้อย มีความสามัคคีที่ต้องการรวมพลังเพื่อราชการสงครามประหนึ่งและส่งผลให้โขนขยายวงออกไปอย่างกว้างขวางอีกประการหนึ่ง และหากจะพิจารณาต่อไปก็คงจะคาดคะเนได้ว่าเมื่อมีโขนหลายคณะก็ย่อมเกิดการประชันขันแข่งกันอยู่ในที ทำให้ศิลปะการแสดงโขน ครูโขน ตัวโขน บทโขนและเครื่องแต่งกายโขนพัฒนาไปด้วย
อนึ่ง ผู้วิจัยเห็นว่าโขนและละครมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก การที่เจ้านายและขุนนางมีโอกาสหัดโขน ก็ย่อมเป็นไปได้ที่จะมีผลต่อการขยายตัวของละครผู้ชายในเวลาต่อมา
แม้ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ปรากฏว่ามีชนชั้นทางสังคมแตกต่างกันก็ตาม สังคมไทยได้ให้ความสำคัญแก่สถานภาพของสตรีมาก จึงปรากฏว่ามีการส่งสตรีเข้าไปในพระราชสำนัก วังเจ้านายหรือตามบ้านขุนนางเพื่อฝึกหัดใช้สอยทำราชการและมีโอกาสรับความดีความชอบต่อสกุลวงศ์อีกต่อหนึ่ง สตรีบางคนมีโอกาสเล่าเรียนวิชาการต่างๆ ทั้งงานช่าง งานดนตรี และนาฏยศิลป์ พวกที่มีอุปนิสัยทางนาฏยศิลป์ก็ได้รับการฝึกหัดไปตามอุปนิสัย
งานสถาปัตยศิลป์ และงานวิจิตรศิลป์ เช่น งานจิตรกรรมฝาผนัง เป็นอาทิ เป็นเครื่องยืนยันว่าช่างกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งใจสืบทอดสกุลศิลปะมาจากกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ดังนั้นจึงพออนุมานได้ว่า เครื่องแต่งกายโขนละคร ก็คงพยายามให้วิจิตรงดงามและรักษารูปแบบเดิมเอาไว้ อย่างไรก็ตามเมื่อทรงมีพระราชานุญาตให้หัดโขนกันได้อย่างแพร่หลาย และผู้วิจัยคาดคะเนว่าคงมีการประชันขันแข่งกันดังกล่าวแล้วนั้น ปรากฏว่าการแข่งขันด้านการแต่งกายคงจะงดงามและวิจิตรถึงขึ้นเลียนแบบเครื่องต้นเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ ทำให้ต้องทรงมีพระบรมราชโองการในเครื่องแต่งกายโขนละครไว้ดังนี้

“ด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว อยู่ทรงทศพิธราชธรรม อันมหาประเสริฐเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน มีพระราชโองการ มานพระบันทูลสุรสีหนาทตำหรัดเหนือเกล้าฯ สั่งว่า เจ้าต่างกรมและข้าทูลละอองฯ ผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการ ช่างโขนละครทุกวันนี้ แต่งยืนเครื่อง แต่งนางย่อมทำมงกุฎฉะฎา กรระเจียก ดอกไม้ทัด แลชายไหว ชายแครงนุ่งจีบโจงไว้หางหงษเหมือนหย่างเครื่องต้นเป็นอันขาดทีเดียว แลกำหนดให้แต่งตัวยืนเครื่อง นุ่งห่มผ้าตีปีก ผ้าจีบโจงหย่างโขนก็ตาม แต่งตัวนางรัดเกล้าอย่าให้มีกรรเจียกจอร ดอกไม้ทัด ถ้าผู้ใดมิฟังยังทำมงกุฎ ฉะฎา ชายไหว ชายแครง กรรเจียกจอร ดอกไม้ทัด นุ่งจีบโจงไว้หางหงษ ต้องหย่าง ให้โขนให้ละคอรไปเล่นผิด้วยกฎรับสั่ง ห้าม จับได้เอาตัวเป็นโทษจงหนัก ให้ไว้ ณ วันปรหัษ เดือนสิบ ขึ้นสิบค่ำ จุลศักราชพันห้าร้อยหกสิบ ปีขาล ฉ้อศก”

อนึ่ง มีข้อสงสัยกันอยู่ว่า ศีรศะมนุษย์และเทวดานั้น ปัจจุบันไม่ใช้แล้วจะยกเลิกไปเมื่อใดก็พบว่าในรัชกาลที่ ๑ นี้ ยังคงใช้อยู่ดังที่รัชกาลที่ ๔ ทรงเล่าว่า เพ็งซึ่งเล่นพระราม ในรัชกาลที่ ๑ นั้น “ดีแต่บทบาท แต่รูปพรรณหน้าตานั้นก็ไม่สู้งาม ถึงเมื่อออกโรงก็เป็นแต่สวมหน้าโขน” พิเคราะห์ดูจากพระราชดำรัสอาจเข้าใจได้เป็นสองนัยคือ ผู้แสดงอาจเปิดหน้าหรือสวมศีรษะโขนก็ได้ ซึ่งหากเป็นจริงดังที่ผู้วิจัยเข้าใจ ก็อาจเป็นได้ที่ละครในนั้น ตัวพระอาจไม่สวมศีรษะโขน และเลยเป็นตัวอย่างให้โขนในชั้นหลังเลิกสวมศีรษะโขนตัวพระในเวลาต่อมา
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นระยะต่อเนื่องจากกรุงธนบุรีบ้านเมืองอยู่ในระยะฟื้นฟู ซึ่งนอกจากจะทรงเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นเสมือนสถาปนิกในการที่จะสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นรวมทั้งการพื้นพูวัฒนธรรมของบ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง การปกครอง การศาสนา งานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม ตลอดจนด้านนาฏกรรมด้วย
สำหรับงานด้านนาฏยศิลป์ พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่อย่างใกล้ชิด ทำให้งานด้านนาฏยศิลป์ในรัชกาลนี้เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ทั้งยังได้พัฒนารูปแบบให้เป็นมาตรฐานอันอาจถือได้ว่าเป็นต้นแบบของนาฏยศิลป์ในรัชกาลต่อมา โปรดให้มีการหัดโขนละครของหลวง ขึ้นทั้งฝ่ายวังหลวงและวังหน้า โดยมีครูละครตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรีมาเป็นผู้ฝึกหัด ทรงมีพระราชานุญาตให้เจ้านายและขุนนางหัดโขนได้ทำให้โขนแพร่หลายรวมทั้งพระราชนิพนธ์บทละครในเรื่องรามเกียรติ์ อุณรุท ดาหลัง และอิเหนา และโปรดให้จัดแสดงมหรสพสมโภชต่างๆ เช่น ในการพระเมรุ ในการฉลองพระนคร และฉลองวัดใหญ่น้อยที่โปรดให้สร้างขึ้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโปรดให้มีการละเล่นของหลวงแสดงงานต่างๆ ตามแต่โอกาสดังความปรากฏในพระราชพงศาวดาร บันทึกความทรงจำฯ ฯลฯ ที่จะยกมากล่าวต่อไปนี้

การสมโภชพระนคร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ นอกจากทรงโปรดมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ยังโปรดให้จัดการสมโภชพระนครต่อเนื่องกันไป ในการนี้โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ทุกอารามทั้งในและนอกกรุงขึ้นสวดพระพุทธมนต์บนเชิงเทิน ทุกๆ ใบเสมา เสมาละรูปรอบพระนคร ทรงพระราชทานเงินและขอแรงให้ข้าราชการทำกับข้าวเลี้ยงพระสงฆ์ โปรดให้ตั้งโรงทานรอบพระนคร พระราชทานเลี้ยง ยาจกวณิพก พร้อมให้มีละครผู้หญิงโรงใหญ่ เงินโรงวันละ ๑๐ ชั่ง เป็นเวลา ๓ วันด้วย

การสงคราม
ในรัชกาลนี้ ศึกสงครามต่างๆ ยังมีปรากฏอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำศึกกับญวน พม่าหรือหัวเมืองทางใต้ คือ เมืองตานี หรือเมืองปัตตานี ดังความปรากฏในพงศาวดารว่า
“สำหรับศึกที่เมืองตานีครั้งนั้น สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรฯ ทรงเป็นแม่ทับ และได้รับชัยชนะ จึงได้กวาดต้อนเชลยศึกทั้งที่เป็นชาวพม่า และแขกพร้อมศาสตราวุธขึ้นมายังกรุงเทพฯ ในเดือน ๑๑ ปีมะเมีย อัฐศกจุลศักราช ๑๑๔๘ ได้ถวายปืนใหญ่ชื่อพระยาตานี แด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ซึ่งเป็นพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดฯ ให้หล่อปืนใหญ่อีกเลาหนึ่งเพื่อคู่กับ “พระยาตานี” โดยให้ตั้งโรงหล่อและรับทองที่โรงละครใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ริมถนนประตูวิเศษไชยศรี
ในการนี้ โปรดให้จัดพวกโขนข้าหลวงเดิม และละครให้เล่นโขน ละครกลางแปลง ตั้งแต่บ่ายจนค่ำ และประทับทอดพระเนตรจนละครเลิก เมื่อรุ่งเช้าจึงได้หล่อปืนใหญ่ทรงพระราชทานชื่อว่า “นารายณ์สังหาร”
อนึ่ง ในรัชกาลนี้ยังมีเจ้าญวนและชาวญวนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อย่างองเชียงสือ ซึ่งเป็นเจ้าญวนเมื่อเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารก็ได้ช่วยราชการงานทัพ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวประทับในพระนครก็เฝ้าแหนรับราชการ องเชียงสือได้ฝึกญวนหก ญวนรำกระถาง สิงโตล่อแก้ว ซึ่งแสดงได้ในเวลากลางวันและสิงโตคาบแก้วซึ่งใช้สำหรับเล่นในเวลากลางคืน ทั้งหมดนี้เป็นการเล่นถวายตัวของญวน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้เล่นหน้าพลับพลาเวลามีการมหรสพและได้ถือเป็นแบบแผนมาจนทุกวันนี้

พระราชพิธีอื่นๆ ของหลวง
งานนาฏยศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีต่างๆ ของหลวงมีปรากฏในส่วนต่างๆ ดังความที่จะกล่าวต่อไปนี้

๑. การสังคายนาพระไตรปิฎก
พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งใหญ่ประกายหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีต่อการศาสนาก็คือ การสังคายนาพระไตรปิฎกอันเปรียบเสมือนเป็นงานวรรณกรรมเอกเรื่องหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ ในครั้งนั้นพระองค์โปรดให้ชำระพระไตรปิฎกทุกฉบับที่มีในพระนครไว้เป็นหมวดหมู่ และเป็นภาษาเดียวกัน คือฉบับใดที่เคยจารึกเป็นภาษาลาว อักษรรามัญก็ให้ชำระเป็นอักษรขอม แล้วจารึกลงลานเป็นฉบับทองเก็บไว้ในตู้ ณ หอมณเฑียรธรรม กลางสระในวัดพระศรีรัตนศาสดารามและสร้างพระไตรปิฎกถวายพระสงฆ์ทุกๆ พระอารามหลวงได้เล่าเรียน
เมื่อสร้างพระไตรปิฎกเสร็จแล้วก็โปรดให้มีมหรสพสมโภชครั้งนั้นมีละครผู้หญิงด้วย

๒. การพระเมรุ
ปีจุลศักราช ๑๑๕๗ (พ.ศ.๒๓๓๘) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเห็นว่าบ้านเมืองว่างจากการศึกสงคราม เห็นสมควรให้มีการถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิพระชนกาธิบดี จึงโปรดให้สร้างพระเมรุขนาดใหญ่ และเครื่องมหรสพสมโภช เหมือนอย่างการพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงเก่า ถึงปี พ.ศ.๒๓๓๙ พระเมรุแล้วเสร็จ จึงโปรดให้แห่พระบรมสารีริกธาตุออกสู่พระเมรุ มีมหรสพสมโภช ๓ วัน ๓ คืน จากนั้นจึงแห่พระบรมอัฐิและถวายพระเพลิง มีมหรสพสมโภชดังความในพงศวาดรกล่าวว่า

“อนึ่งในการมหรสพสมโภชพระบรมอัฐิครั้งนั้น มีโขนชักรอกโรงใหญ่ ทั้งโขนวังหลวงและวังหน้า แล้วประสมโรงเล่นกลางแปลง เล่นเมื่อศึกทศกรรฐ์ ยกทัพกับสิบขุนสิบรถ โขนวังหลวงเป็นทัพพระราม ยกไปแต่ทางพระบรมมหาราชวัง โขนวังหน้าเป็นทัพทศกรรฐ์ ยกออกจากพระราชวังบวรฯ มาเล่นรบกันในท้องสนามหน้าพลับพลา ถึงมีปืนบาเหรี่ยมรางเกวียนลากออกมายิงกันดังสนั่นไป…”

นอกจากงานพระเมรุของสมเด็จพระชนกาธิบดีแล้ว ยังมีการพระเมรุของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งโปรดให้มีมหรสพสมโภช ๗ วัน ๗ คืน และสมโภชพระอัฐิ รวม ๘ วัน การสมโภชพระบรมอัฐิ และพระอัฐิซึ่งปรากฏในรัชกาลที่ ๑ ได้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในรัชกาลต่อๆ มา
๓. การฉลองพระอารามหลวง
รัชกาลที่ ๑ โปรดให้สร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ให้เป็นเช่นครั้งกรุงเก่าซึ่งเตยเจริญรุ่งเรือง เมื่อสร้างเสร็จก็โปรดให้มีมหรสพสมโภช งานด้านนาฏยศิลป์จึงเกี่ยวข้องกับการพิธีนี้ทุกครั้งไป ดังความที่จะกล่าวตอนนี้

วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระแก้วมรกต
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ โปรดให้มีการเฉลิมฉลองพระนครไปด้วยในครั้งนั้นซึ่งตรงกับเดือน ๘ ปีมะเส็ง รับสั่งให้มีละครผู้หญิงเพื่อสมโภชพระแก้วมรกต ทรงพระราชทานเงินโรง วันละ ๑๐ ชั่ง เป็นเวลา ๓ วัน ต่อมาปี พ.ศ.๒๓๓๑ โปรดให้มีการฉลองสมโภชพระมณฑปในวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งปลูกแทนหอมณเฑียรธรรมที่ไฟไหม้ไป
ปี พ.ศ.๒๓๕๑ โปรดให้บูรณะและปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อแล้วเสร็จโปรดให้ฉลอง มีพระราชโองการรับสั่งให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอหลานเธอ ข้างหน้าข้างในข้าราชการเจ้าพระยาและพระยาผู้ใหญ่ผู้น้อย รับเงินทำสำรับวันละบาท เลี้ยงพระ ๕๐๐ รูป มีละครผู้หญิง ๓ วัน และการมหรสพสมโภชอื่นๆ
พ.ศ.๒๓๕๒ ซึ่งเป็นปีที่ ๒๕ ในรัชกาลที่ ๑ โปรดให้มีการมหรสพสมโภชพระแก้วอีกครั้งหนึ่ง ตอนเย็นมีหนัง และดอกไม้ไฟสมโภช ๗ วัน ส่วนกลางวันมีละครผู้หญิงข้างใน แสดงที่โรงละครใหญ่ มีการละเล่นต่างๆ สมโภช

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ปี พ.ศ.๒๓๓๒ รัชกาลที่ ๑ โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธารามทางทิศใต้ของพระบรมมหาราชวังซึ่งแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๓๔๔ แล้วโปรดให้มีการฉลองพร้อมพระราชทานชื่อว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในครั้งนั้นโปรดให้ตั้งโรงฉ้อทานเลี้ยงสมณะชี พราหมณ์ และอาณาประชาราษฎร์ ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทาน ในการนี้โปรดให้เครื่องโขน โรงโขน เครื่องเล่น ในการมหรสพสมโภชด้วย
มหรสพสมโภชวัดพระเชตุพนนับว่าเป็นงานใหญ่มาก ด้วยว่ามีเครื่องเฉลิมฉลองสมโภชหลายอย่างคือ “โขนอุโมงค์โรงใหญ่ หุ่น ละคร มอญรำ ระบำ โมงครุ่ม คุลีตีไม้ ปรบไก่ งิ้วจีน ญวนหกคะเมน ต่ายลวด ลอดห่วง รำแพน นอนหอกนอนดาบ สิงโตล่อแก้ว และมวย เวลากลางคืนประดับประทีปแก้ว ระย้าแก้ว แล้วให้มีหนังคืนละ ๙ โรง ดอกไม้เพลิงคืนละ ๒๐๐ พุ่ม ระทาใหญ่ ๘ ระทา ประทัด พะเนียง ดอกไม้ม้า ดอกไม้กระถาง ดอกไม้กล มังกรล่อแก้ว ณวนรำโคม”

วัดสระเกศ
วัดสระเกศ หรือชื่อเดิมว่า วัดสะแก เป็นวัดหลวงที่เก่าแก่อีกวัดหนึ่งมาแต่แรกสร้างกรุงดังความที่ปรากฏในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ว่าเมื่อแรกสร้างพระนครนั้น รัชกาลที่ ๑ โปรดให้ขุดคูคลองเหนือวัดเพื่อว่าจะได้เป็นประโยชน์ในแง่ยุทธศาสตร์รวมทั้งราษฎรจะได้ใช้เป็นที่เล่นเพลงพื้นบ้านเช่นเมื่อครั้งกรุงเก่า ต่อมาคงมีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดขึ้น เมื่อแล้วเสร็จ เข้าใจว่าประมาณ พ.ศ.๒๓๔๓ จึงโปรดให้มีการเฉลิมฉลองดังความที่กล่าวว่า

“ณ เดือน ๑๒ ฉลองวัดสระเกศ มีพระโองการรับสั่งให้ข้างหน้าข้างในตั้งเลี้ยง พระให้สิ้นทั้งวัด ประทานเงินหลวงกัลปพฤกษ์พระราชทาน การมหรสพสมโภชเสร็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอหลานเธอแต่งเรือประพาสคูเคียง ประสานเสียง ร้องดอกสร้อยสักรวา ดุริยางค์จำเรียงถวายลำร้องรับกับเสียงดอกไม้น้ำสทา โป้งปีป ไฟพะเนียงพุ่มพลุกกรวด เสียงสนั่นครื้น”

๔. การโสกันต์และการผนวช
พระราชพิธีซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่โบราณคือ การโสกันต์และการผนวชของพระเจ้าลูกเธอ ในการนี้มีมหรสพสมโภชดังความที่จะกล่าวต่อไปนี้

“ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีพระชนม์ได้ ๑๑ พรรษา ทรงพระราชดำริว่า ตั้งแต่ต้นแผ่นดินยังไม่เคยทำพระพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าให้เต็มตำรา จึงโปรดให้จัดพระราชพิธีเหมือนครั้งกรุงเก่า ตามที่เจ้าฟ้าพินทวดี พระราชธิดาพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงสอนไว้เป็นแบบอย่างเมื่อครั้งโสกันต์พระองค์เจ้าในพระราชวังบวรฯ
ในการนี้โปรดให้ตั้งเขาไกรลาส ณ ชาลาในพระราชวังตั้งการพระราชพิธีที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ แต่งพระองค์ฉลองพระองค์ครุยทรงชฎาเดินหนสมมติเป็นพระอิศวรมีการตั้งกระบวนแห่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีมาตามถนนริมกำแพงพระราชวังเข้ามาทางประตูพิมานไชยศรี เพื่อเสด็จมายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีการเล่นต่างๆ สองข้างทางเดกิน มีการสมโภชต่ออีก ๒ วัน”

ส่วนการผนวชในรัชกาลนี้ ปรากฏความการผนวชสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์และได้มีการแห่ที่สนุกสนานและใหญ่โตมาก ด้วยรัชกาลที่ ๑ โปรดให้เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ทรงเครื่องต้นฉลองพระองค์ทรงพระพาสพระกรน้อย มีฉลองพระศอและเครื่องประดับ ทรงพระมหามงกุฎ ทรงพระยานมาศ นักพระองค์เอง เจ้าเขมร สวมพระชฎามหากฐิน พระพงษ์นรินทร สวมชฎาเบี่ยง ทัดกรรเจียก ขึ้นยานมาศตามเสด็จเป็นหางนาคมีการมหรสพสมโภช โขน หุ่น ละคร งิ้ว มอญรำ กระบวนแห่แต่งเครื่องละครเรื่องรามเกียรติ์ อุณรุท อิเหนา ให้ตัวโขน ละครขึ้นบนล้อเลื่อนลากไปในกระบวนร้องรำไป”

๕. สมโภชช้างเผือก
ในปี พ.ศ.๒๓๔๔ มีช้างเผือกมาสู่พระบารมีอีกเชือกหนึ่ง ซึ่งเจ้าเมืองนครราชสีมา ได้ทูนเกล้าฯ ถวาย จึงโปรดให้มีการสมโภชถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกมีขึ้นที่บ้านช้างเริงราง ท่าเจ้าสนุก สระบุรี เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จไปรับ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลและพระยานครศรีธรรมราช พร้อมด้วยข้าทูลละอองธุลีพระบาทได้ทำพระราชพิธีถวาย ในงานสมโภชมีละครโรงหนึ่ง มวยสิบ ๑๕ คู่ ปรบไก้วงหนึ่ง หนังโรงหนึ่ง แล้วพระราชทานเงิน ๕ ชั่ง จากนั้นได้ล่องแพมายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จไปรับด้วยพระองค์เอง โปรดให้ตั้งกระบวนแห่ ประกอบด้วยหมู่กลองชนะ แตรสังข์ ฯลฯ และตั้งโรงสมโภชอันมี ละครโรงใหญ่โรงหนึ่ง ละครชาตรีโรงหนึ่ง กลางคืนมีหนัง ๒ โรง มีขับไม้บัณเฑาะว์ และพระราชทานชื่อว่า พระเทพกุญชรบวรศรีเศวต อมเรศนฤมิตร เผือกผ่องพิศโสภณ มิ่งมงคลเฉลิมขวัญ ชาติฉัททันต์สูงศักดิ์ วิลัยลักษณเลิศฟ้า

๖. พระราชพิธีแห่สระสนานใหญ่และแห่พระกฐิน
พระราชพิธีสำคัญอีกพระราชพิธีหนึ่งซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่โบราณ คือ พระราชพิธีแห่สระสนานใหญ่ และแห่กฐิน ซึ่งเป็นพิธีเกี่ยวเนื่องกับพุทธ ในงานนี้มีการมหรสพสมโภชเช่นเดียวกันดังความที่ว่า

“กระบวนแห่งพยุหเรือ...เกณฑ์พระราชวงศานุวงศ์และขุนนาง ข้าราชการ ทำเรือแห่ต่างๆ ตามแต่ปัญญา ทำเป็นจระเข้บ้าง เป็นหอยบ้าง เป็นปลาบ้าง เป็นสัตว์น้ำต่างๆ และมีเครื่องเล่นไปในเรือนั้นด้วย”

แม้ว่าความในพงศาวดารข้างต้นไม่ได้กล่าวอ้างว่า มีการแสดงนาฏยศิลป์ประเภทใดปรากฏอยู่ แต่มีคำว่า “เครื่องเล่น” ทำให้พออนุมานได้ว่าคงมีการแสดงที่เกี่ยวข้องกับนาฏยศิลป์ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดในครั้งนั้นด้วย




 

Create Date : 22 เมษายน 2550    
Last Update : 22 เมษายน 2550 23:30:27 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  
จินตะหราวาตี
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




สำนักละครอนุรักษ์นัจยากร
Friends' blogs
[Add จินตะหราวาตี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.