good-for-you
Group Blog
 
All blogs
 
Smoothies Jurney - "ผมคือใคร??"

ตัวผมชื่อ “ป้อม” ครับ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2003-2004 ช่วงนั้นผมเรียนจบ ออกแบบภายใน ม.รังสิต แล้วไปต่อกราฟฟิคดีไซน์ที่ออสเตรเลีย อ้อ!! ได้ไปอยู่กับน้า อาหารการกินจากอาหารไทย ก็กลายเป็นขนมปัง แฮมเบอเกอร์ เนย และอะไรที่เป็นอาหารฝรั่งหมดเลย กินแบบนี้มันทุกมื้อ ด้วยความเลี่ยนความเบื่อกับรสชาติเลยอยากทำอะไรกินให้มันสนุกลิ้นบ้าง ก็เปิดตู้เย็นดูว่ามีอะไรแล้วก็เอามามิกซ์ผสมรวมกันตามสไตล์ตัวเอง กินได้บ้าง ไม่ได้บ้าง (หนักไปทางคำหลังมากกว่า 555) แรกๆก็ยังงงๆกับวัตถุดิบ กับขั้นตอนวิธีปรุงอาหาร ก็เรียกว่าปิดตาคลำหาทางสว่างอยู่สักพัก กว่าจะเริ่มกินได้มากกว่ากินไม่ได้ ก็หมดผัก หมดเนื้อ หมดเครื่องปรุงไปมากโข
ต้องบอกก่อนว่า ตอนไปที่ออสเตรเลียก็ไม่ได้เริ่มเรียนทันทีหรอก ก็ไปอยู่กับน้าที่นั่น ก็ว่างๆอยู่ 6 เดือน ก็เลยมีเวลาหัดทำอาหารอย่างที่ว่าไป ซึ่งมันทำให้ตัวเรารู้สึกลึกๆเลยว่า เฮ้ย ไอ้การทำอาหารนี่มันสนุกมีความสุขเว้ย ทำเสร็จแล้วรสชาติมันจะอร่อยไม่อร่อย กินแล้วอ้วกหรืออิ่ม ยังไม่รู้สึกดีเท่าขณะที่เราได้เป็นคนทำอาหาร จับนั่น ผสมนี่ จับโน่น หั่นนี่ เพลินมากๆ
หลังจากนั้นก็ได้ย้ายออกมาอยู่กับน้องอีกคนนึงที่ก็ไปเรียนที่นั่นเหมือนกัน ซึ่งก็บังเอิญที่น้องเขารู้จักกับคนเปิดร้านอาหาร เริ่มแรกก็เป็น Kitchen Hand หั่นผัก ล้างจาน ล้างพื้น ทิ้งขยะ ทำหมด
อยู่ร้านนี้ได้ 4 เดือน พอเริ่มเรียนจริงๆ ก็เจอเพื่อนที่โรงเรียนสอนออกแบบคนนึงชวนมาทำร้านอาหารไทยอีกร้านนึง ชื่อ อิงดอย ก็ทำเหมือนเดิมคือหั่นผัก เตรียมของ ทำทุกอย่างอยู่ 1 เดือน ด้วยความที่เราคงขยัน และดูมีแวว(อันนี้คิดเองนะ) เจ้าของร้านเริ่มขยับฐานะ โปรโมทตำแหน่งให้ขึ้นมาทำอาหารเองเลย โอ้โห ดีใจมาก แต่ก็เกร็งๆอยู่เหมือนกันว่าจะทำได้ไหม แต่โอกาสมาแล้ว ยังไงก็ต้องคว้าไว้ มีคำพูดนึงเขาบอกว่า ความโชคดี หมายถึง ความพร้อม มาเจอกับโอกาส เราคงโชคดีละมั้ง โอกาสมาถึงแล้ว แต่ถ้าพูดถึงความพร้อมต้องบอกว่า ที่พร้อมคือใจ แต่ถ้าเป็นฝีมือนี่ยังไม่พร้อมแน่นอน
แล้วมันก็เป็นอย่างที่คิดไว้
“จานนี่ใครทำ ไปเรียกพ่อครัวมาดูสิ” (อันนี้คือแปลมาจากที่ฝรั่งมันพูดให้เลยนะ)
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
“เนื้อยังไม่สุดเลย เอามาให้ฉันกินได้ยังไงเนี่ย จานนี้ฉันไม่จ่ายตังค์นะ”
“จริงหรอครับ”
“แกหาว่าฉันอยากกินฟรีเลยอ้างว่าเนื้อไม่สุกหรอ คิดว่าคนอย่างฉันต้องโกหกหาเรื่องเองหรอ ไปเรียกผู้จัดการร้านมาเดี๋ยวนี้”
กูแค่อุทานความคิดออกมาทางปาก กลายเป็นไปกล่าวหามันอีก ซวยเลย
“นี่ผู้จัดการใช่มั้ย ร้านคุณทำอาหารไม่สุก กินไปก็ท้องเสีย ถ้าเข้าโรงพยาบาลร้านคุณต้องรับผิดชอบด้วย”
เราต้องขอโทษขอโพย แสดงวัฒนธรรมไทยด้วยการยกมือไหว้ขอโทษมันสุดฤทธ์ กว่ามันจะหมดฤทธ์อาละวาดได้ แล้วผมก็ต้องทำให้ใหม่ แถมไม่เก็บตังค์มื้อนั้น เพื่อถือเป็นคำขอโทษจากทางร้าน (ซึ่งถ้ามันจะแอ๊คติ้งเพื่อกินฟรีนี่ก็นะ อืมม์ ถ้ามึงลงทุนทำถึงขนาดนี้ละก็ กูยอม)
แรกๆก็มักจะมีอะไรแบบนี้ให้หวาดเสียวเล่นเสมอ ครั้งนี้ไม่สุก ครั้งหน้ากลัวไม่สุก เลยกลายเป็นไหม้แทน หั่นชิ้นเล็กไปบ้าง ใหญ่ไปบ้าง หนาไป บางไป เผ็ดเกิน หวานน้อย จืดโคตร เค็มจัด โดนด่าสารพัด
ทำอยู่สักเดือนกว่า (คิดดูสิ ทั้งหมดนี้เจอในเดือนแรกเดือนเดียว ไม่ทำร้านเขาเจ๊งก็เฮงสุดๆแล้ว) ฝีมือก็ดีขึ้น อยู่มือมากขึ้น รสชาติสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ที่สำคัญมันทำให้ผมค้นพบ และตอกย้ำอีกครั้งว่าการทำอาหารเป็นสิ่งที่เราชอบ เรามีความสุขกับมันจริงๆ (ไม่งั้นผมคงเลิกไปนานแล้วถ้าเทียบกับปัญหาที่เจอ)
และแล้วก็ผ่านเดือนแรก เดือนรับน้องอันหฤโหดมาได้อย่างบอบช้ำ (ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยถามเจ้าของร้านว่าทำไมไม่ไล่ผมออก แล้วเอาคนอื่นมาทำแทน มีสองทางคือ หนึ่งเขาให้โอกาสและเชื่อมั่นในตัวเรา ว่าต้องทำได้ กับสองคือ ไม่มีใครแล้ว มึงนี่แหละทำไป 555)
หลังจากนั้นผมก็ชักสนุกกับอาชีพเสริมหลังจากเรียนเสร็จก็มาเป็นพ่อครัวที่ร้านนี้
ผมอยากจะบอกว่าบางทีเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเราชอบอะไร มันต้องลองทำดู คนที่เกิดมาแล้วรู้ตัวว่าอยากทำอะไรแล้วได้ทำสิ่งนั้นอยู่กับมันมีความสุข คนนั้นคือคนที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก แต่จะมีสักกี่คนหล่ะที่เป็นแบบนี้ ผมได้ค้นพบว่าชอบทำอาหารก็จากการที่เลี่ยนอาหารฝรั่ง เลยอยากหาอะไรกินที่มีรสชาติอื่นๆบ้าง ก็ทำมั่วๆไป แล้วจึงมารู้สึกว่าระหว่างที่ทำ มันเพลิน มันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก แล้วผมก็เอาตัวเองไปอยู่กับมันเรื่อยๆ บ่อยๆ มากขึ้นๆ
มันอาจจะไม่ได้เป็นวิธีที่ถูก หรือเป็นสูตรในการค้นพบตัวเองหรอกนะ แต่มันเป็นวิธีที่ผมใช้ค้นหาความสุขของตัวเอง ถ้าใครยังไม่รู้ว่าตัวเองสนใจอะไร ชอบอะไร ก็ลองทำดู เอาตัวเข้าไปหามันไปทำมันเลย ชอบก็คือใช่ ไม่ชอบก็เปลี่ยนไป แล้วหาใหม่ ดีกว่านั่งคิดนอนคิดว่าชีวิตนี้อยากทำอะไร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันเป็นตัวเรารึเปล่า คนเราหนีเงาตัวเองไม่พ้นหรอก ถ้าคุณอยากรู้ว่าเงาคุณเป็นยังไงมีรูปร่างแบบไหน หาที่มีแดดส่อง แล้วเอาตัวเองไปยืนอยู่ตรงนั้นสิ สักพักเดียวเดี๋ยวคุณก็จะเห็นเงาตัวเองปรากฏขึ้นมา แต่คุณต้องยอมยืนทนร้อนสักหน่อยนะ... แล้วคุณก็จะรู้
“ยิ่งร้อนแรง ยิ่งรู้เร็ว”



Create Date : 19 กันยายน 2552
Last Update : 19 กันยายน 2552 21:41:05 น. 2 comments
Counter : 312 Pageviews.

 
ขอชื่นชมค่ะ อืมมม สามารถค้นพบตัวเองและรู้ว่าชอบแล้วก้อทำ โดยไม่รอช้า... เมื่อไหร่จะเป็นได้แบบนั้นบ้างนะ


โดย: PrettyNatty วันที่: 21 กันยายน 2552 เวลา:12:29:55 น.  

 
โอ่วว .. นอกจากถนัดด้านอาหารและเครื่องดื่มแล้ว .. พ่อค้าไปเขียนบทความด้วยดีกว่า .. อ่านแล้วเพลินจริงเชียว


ปล. น้องตามมาฝึกเขียน blogบ้าง .. ทำไรไม่เป็นเลย .. ป่อยย

เดี๋ยวจะรีบตามไปชิมเมนูใหม่ๆนะจ๊ะ


โดย: เน็ท (nenetty ) วันที่: 9 ตุลาคม 2552 เวลา:0:48:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Smoothies Tea Time by Pomp
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Smoothies Tea Time by Pomp's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.