Group Blog
 
All Blogs
 

32-BET WITH YOUR HEAD... not over it

**เรื่องเล่าแทกซี่นิวยอร์ก**(ตอน BET WITH YOUR HEAD...NOT OVER IT)

ผมว่าคนไทยส่วนมากในเมกานี่ โดยเฉพาะ นิวยอร์ก ที่ผมรู้ผมเห็น
พอมีข่าวอะไรที่เกี่ยวกับไทยๆ ที่เป็นเหมือนตัวแทนจากประเทศไทย
ได้เดินทางมาถึงที่นี่ ทั้งคนในวงการกีฬา ทั้งหนัง หรือ ดาราดังๆ
พวกเราจะพยายามติดตามข่าว ถามไถ่กำหนดการ เผื่อว่าจะได้มีโอกาศได้สัมผัสตัวเป็นๆของเขา
หรือย่างน้อย ก็จะเอาใจช่วยห่างๆ

หนังไทยเรื่องดังเรื่องดี ที่เอามาฉายที่นี่ หลายเรื่อง เราก็จะตื่นเต้นไปดูไปชม หรือคอยเอาใจช่วย
ให้ประสบความสำเร็จกับรายได้ หนังเรื่ององค์บาก นอกจากจะทำเงินได้ในขั้นน่าพอใจแล้ว
ยังเป็นเหมือนได้ประกาศความสามารถ ของพระเอกคนเก่งของเรา จา พนม หรือ Tony Ja
กับทั้งได้เพิ่มชื่อ มวยไทยให้ติดปากกับคนเมกันทั่วไปได้อีก เราก็ดีใจแทนไปด้วยนะ
นักกีฬาไทย ที่มาแข่งขันที่นี่ เช่นนายบอล ภราดร นักเท็นนิส ที่มาแข่ง รายการ TD WATERHOUSE
กับ US OPEN ทุกปี รวมทั้ง แทมมารีน แทมมี่ สาวเท็นนิสมือหนึ่งของไทยเราด้วย
เราคนไทยก็จะยกพวกไปเชียร์กัน ถึงกับมีแห่กลองยาวไปร่วมมาละเหวย ไปละหวา
ให้ฝรั่งได้เห็นได้หนวกหู ถึงในสนามด้วยเชียวหละ เอ้า โห่โห่ โห่ ฮิ๊ววววว โอ่ มายก้อด
ที่ไม่ได้ไปดู ก็คอยลุ้นฟังข่าว อยากให้นักกีฬาของเราชนะการแข่งขัน

การแข่งขันชกมวย ก็เป็นอีกกีฬาหนึ่ง ที่เราคนไทยที่นี่
โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายหลายวัย จะตั้งใจเชียร์เป็นพิเศษ
ไม่ต้องไปดูถึงสนามก็โอเค เพราะค่าดูมันแพงมาก
และหากไม่ได้ใกล้ๆเวที ก็ดูทางทีวีดีกว่า

บรรดาเหล่าผู้ชายก็จะถือโอกาศจัดปาร์ตี้ดูมวยกัน ชวนเพื่อนมากินเบียร์ เชียร์มวย
นักมวยไทยที่บินมาชกถึงเมกานี่ จะชกกับนักมวยเมกันเจ้าถิ่นบ้าง
พี่แมก แมกซิกัน พี่โก้ ปัวโตริกันบ้าง
ส่วนมาก ก็จะมาชกเพื่อชิงแชมป์ หรือป้องกันแชมป์ ไม่ได้เป็นคู่เอก ก็คู่รองหละ

ตั้งแต่มีปาร์ตี้กินเบียร์ เชียร์มวยนี่ ไม่มีครั้งไหนจะสนุก และสะใจ
ทั้งตื่นเต้น ตลก ได้เท่าที่วันชกออกทีวี ระหว่างนักมวยไทย สมาน ส จาตุรงค์
พบกับ นาย ที่มีชื่อเล่น ว่า "ชิกิต้า" กอนซาเลส นักมวยแมกซิกัน ที่เป็นแชมป์โลก
จะรุ่นไหนผมก็จำไม่ได้เพราะผ่านมากว่าสิบปีแล้ว

นายสมานของเราเป็นผู้ท้าชิง ก็เป็นรองหลายขุม ทางฝ่ายทีวีเมืองไทยเห็นว่า มีแต่แพ้แน่ๆ
จึงไม่ได้คิดจะถ่ายทอดสด ไปให้แฟนมวยเมืองไทยได้ดู
ผมก็ไปร่วมเชียร์กับเพื่อนๆที่บ้านไอ้แอ้ว ไอ้หนุ่มหนวดงาม ชื่อเล่นยังกะผู้หญิง

พอถึงคู่ที่กล่าวมา เป็นคู่เอกซะด้วย ไอ้หมานของเรา เมื่อเห็นแล้วผมก็คิดว่า
คงสู้ไอ้เตี้ย ชิกิต้าไม่ได้แน่ ไม่รู้จะครบยกหรือเปล่านะ ไอ้คู่ต่อสู้เป็นแชมป์มีชื่อ ชกดี มีเชิง หมัดไว
พอเรื่มชก ตั้งแต่ยกหนึ่ง ถึงยกสามไอ้หมานเรา ก็โดนเอาๆ มีถูกนับแปด โดนหมัดจังๆก็หลายครั้ง
ยกที่สี่ ไอ้หมานโดนนับแปดอีก ตาปิดบวมเป่ง เราคนไทยเงียบ เชียร์ไม่ออก ยกนี่คงจอดแน่ๆ
กรรมการเกือบยุติการชกเสียแล้ว แต่พอระฆังหมดยก เห็นกรรมการ มาบอกอะไรกับฝ่ายไทยนะ
เหมือนว่าให้โอกาศยกนี้อีกยกละกัน

มีคนในปาร์ตี้คนหนึ่ง ผมเรียกมันว่าไอ้เสี่ยถุง บอกขอเล่นต่อไอ้แมก ยี่สิบต่อหนึ่ง
ผมก็ยังเอาใจช่วยไอ้หมานของผมอยู่นะ แม้ความหวังจะริบหรี่ เฮ้อ ช่างมัน บอกไอ้ถุงว่า
ขอรองยี่สิบ ยื่นเงินให้เลย เอาไป แล้วจับมือกับมัน คนอื่นไม่เอาหะ บอกบาทเดียวก็ไม่รอง

พอยกห้าเริ่ม ปาฎิหารมีจริงครับ ไอ้หมานเดินเข้าหา ใจมันสู้จริงๆแม้จะเจ็บ ตาก็จะปิด
มันปล่อยหมัดจังๆโดนไอ้ ชิกิต้า พอเซไอ้หมานก็ตามอีกด้วยหมัดชุด ไม่รู้มันฮึดมาได้ไง
คนไทยทั้งห้องนั้น เฮกันลั่น เอ้า ตามไปๆๆ เย้ๆๆ

ไอ้หมานไม่ปล่อยโอกาศ ตามติดชกเอาๆตอนที่ไอ้เตี้ยกอนซาเลสยังมึนๆ
ต้อนไปติดมุม ไอ้หมานเลือกชกข้างเดียวกะน้อค ไอ้เตี้ยก็พยายามจะหลบ
มันคาดไม่ถึงว่า ไทยแลนเดอร์หมาน ของเราจะบ้า กลับมาได้ผิดคาด
เหมือนมันประมาท และไม่ฉลาดนะ ไอ้หมานเราก็ตามเผด็จศึกได้ในที่สุด
น้อคไอ้แชมป์ได้แบบปาฎิหารจริงๆ ไม่รู้มันคิดไงตอนพักยกสี่ คงเพราะใจมันนะ
ต่อยได้ต่อยไปกรูไม่กลัวมรึง มันฮึดสู้ แบบยอมตายแล้วมั้ง

เราทุกคนที่เชียร์กันสะใจมากๆที่เชียร์ไอ้หมานขึ้น ไอ้ถุงยื่นแบงค์สี่ร้อยกับอีกยี่สิบให้ผม
เอาละ ได้เงิน ได้สะใจ ดีจังว๊อย แต่ที่ว่าได้ตลก ก็ยังมีอีกนะครับ

คืนนั้น เราหัวเราะกันแบบไม่มีหูรูดกันเลย ขำกันมากๆ จนเอามาคุยเล่ากันต่อๆกันไป มันดีอะ
เพราะว่า หลังจากกรรมการชูมือ และโฆษกเวทีประกาศชื่อ ซาม่าน ซ้อ จาทูรอน เป์นนิวแชมป์แล้ว
โฆษกของเคเบิลทีวี ที่ทำการถ่ายทอดมวยคืนนี้ ก็ได้เร่มาสัมภาษณ์ ที่ทางมุมผู้ชนะ

โฆษกกล่าวถามนำกับคนที่เป็นคนคุมนายสมานมานะ พร้อมนายสมานยืนยิ้มตาปิดอยู่ข้างๆ
เขาถามว่า ยู สปี๊ก อิงลิช นายคนคุมทีมไทย คงเป็นผู้จัดการนะบอก เยส เยส
โฆษกกล่าวว่า นี่เป็น one of the best comeback แล้วต่อว่า ยูทำไง อาฟเตอร์ ราวด์ ฟอร์
นายคนที่เป็นผู้จัดการนะ ตอบแทนสมานด้วยภาษาอังกฤษ ว่า
" มาย บ๊อกเซอร์ นัมเบอร์ วัน ไทยแลนด์ กู้ด กู้ด" แล้วชูมือไอ้หมานที่ยืนขำๆหัวเราะอยู่
โฆษกถามต่อแบบว่า ไอ้หมานเจ็บตัวยกแรก บัท ฮี อิส เอ ทัฟท์ กาย ยู ทำไงกับ ไฟท์นี้
นายผู้จัดการก็กล่าวเป็นอิงลิชบอกว่า
" ราวด์ ทรี ฮี อิส อะ อะ จุก.. "แล้วหันไปถามไอ้หมานข้างๆที่หัวเราะฟังอยู่ว่า
" เฮ้ย คำว่าจุก นี่ว่าไงวะ"
เสียงคนในกลุ่มพูดบอกให้ได้ยินออกอากาศว่า พูด เพนpainก็ได้พี่
"เยส ฮี อิส อะ เพน สตอหมัก บัท ฮี สตรอง ฮาร์ท เวรี่กู้ด ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ "
ผมเห็นไอ้หมานและคนในกลุ่มที่ขึ้นไปบนเวทีด้วย หัวเราะออกมาดังๆ แม้ตามันจะปิด
โฆษกทำหน้างงๆ แล้วประกาศต่อหน้ากล้องทีวีว่า
" I don't think ,he understands English .Does anyone speak English?..Please"

มีคนไทยที่มาชมนั่งแถวหน้าๆ ขึ้นไปเป็นล่ามให้สมาน จนสัมภาษณ์แบบสั้นๆได้ จบในที่สุด
นี่นะเอ้อ คิดทำการไร ไม่เตรียมไว้เผื่อไอ้หมานจะชกชนะเล้ย ล่ามก็ไม่เตรียม รู้ว่าเขาออกทีวีด้วย
คืนนั้น ผมขำมากจนปวดท้อง ขณะที่พิมพ์อยู่นี่ พอนึกภาพตอนนั้นมาได้
ผมก็ต้องปล่อยก้ากคนเดียวกลางดึกที่นิวยอร์กตอนนี้

โอย ขำจริงๆ คุณต้องได้ดูเอง ในวันนั้นจะรู้ได้ขำกว่าที่ผมบอกมานะ
มันสะใจ ดีใจที่นักมวยเรา เหมือนผีจะเอาขึ้นเตาเผา แล้วกลับฟื้นมาน๊อคเขาได้
แถมตลกบนเวทีอีก คนนิวยอร์กจำวันนั้นกันได้เกือบทุกคน
เสียดายที่เมืองไทยไม่ได้เห็นเหมือนเรา

คนไทยที่เป็นผู้ชายจะสนใจกีฬากันมาก อ้อ ที่จริงก็มีคุณผู้หญิงมากเหมือนกันนา
ยิ่งได้มีพนันเข้ามาเพิ่มกับการดู การชมกีฬา ตามนิสัยไทยชอบมันๆด้วยแล้ว ยิ่งน่าสนใจมากๆ
บางคนซื้อหนังสือพิมพ์ฝรั่ง อ่านทุกวัน แต่อ่านแต่หน้ากีฬา หน้าหลังๆแค่นั้น
อ่านแต้มต่อ ฟุตบอล (เมกัน)ทั้งPRO ทั้ง COLLEGE NBA บ้าสเก็ตบอล หรือ BASEBALL
อ่านสถิติของคนเล่น ของทีม รู้เรื่องไปเสียหมด
หากถามอะไรเกี่ยวกับรัฐมนตรีของไทยเรา ชื่อไร กระทรวงไหน เขาจะไม่ค่อยรู้กันนะ ตอบไม่ได้

แต่หากถามถึงควอเตอร์แบคฟุตบอล สักคน มันจะอธิบาย รู้ไปถึงหมดว่าไอ้นั่นมันปาบอลล์กี่ ทัชดาวน์
จำถึงจำนวนหลาที่ปาไปรวมทั้งหมด
ตัวมันเองสูงเท่าไรไม่เคยวัด เลยไม่รู้
แต่ถามว่า โคบี้ ไบรอั้น สูงเท่าไรมันตอบตรงเป๊ะ

บางคนทำเหมือนเป็นศิษย์เก่าของ คอลเลจน์ มหาวิทยาลัยดังๆ เลยนะ
ถามฝรั่ง"Hey, you.. Michigan win?"
พอเขาตอบ "Yeah, they won "
ไอ้หมอนั่น จะยกมือไปประกบ " give me five ...GOOD.."
ฝรั่งถามว่า" Was that your school?" สงสัยนะ เพราะไม่รู้ว่าคอลลเลจน์ทั้งหลาย พี่ไทยรู้หมด
นึกว่าเป็นศิษย์เก่า เคยเรียนมา
ถามว่ามีชื่อด้านไหน ก็ตอบแต่ว่า มันดังด้านฟุตบอลหวะ

บางคนก็ไปเปลี่ยนชื่อคอลเลจน์เขา อ่านเอาตามใจชอบตอนโทรไปแทงกับเจ้ามือ
"ขอ ด้าทเมาท์ สองร้อยครับ บวกสามนะ" คำนี้ DARTMOUTH อ่านว่า ด๊าร์ทมัท
เหมือนรถไอ้กันPLYMOUTH พลี๊มัท ก็ไปอ่านเองว่า พลายเมาท์
ผมเคยบอกเพื่อนๆในวันที่มีแข่งcollege football วันเสาร์นะ
มันแข่งกันหลายสิบคู่ เริ่มแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน เพื่อนถามว่า เลือกทีเด็ดให้ซักสามทีมสิ
ผมว่าจะไปยากอะไร เลือกเอาสามทีมที่สะกดตัวหน้า มารวมกันให้ได้เป็น WIN ก็ได้แล้ว
เช่นเลือก West Virginia ,Indiana, Notre Dame - - W-I-N
เพื่อนผมเศือกเชื่ออีกนะ เอาไปแทงพาร์เลย์ หาก ถูกสามทีมได้เงินหกต่อ
ผลออกมา ผิดทีมเดียว คือNotre Dame มาบอกผม
ผมเลยว่า ก็ไม่เลือก ตัว N อันที่ชนะเองนี่หว่า นี่หากเอา Nebraska แทนก็รับแล้ว


เพราะการพนันที่ถูกกฎหมาย ของบรรดาบ่อนคาสิโนที่ LAS VEGAS
มีอัตรา ต่อรอง ทั้งแต้มต่อ หรือ ต่อกี่เท่าของจำนวนเงิน แล้วแต่จะเลือกแทงเอา
มันจึงเกิดเจ้ามือเถื่อน ไปทั่วทุกแห่งทุกรัฐ ทุกกลุ่มชนชาติ
จีนแทงจีน โก้แทงกับโก้ ไทยแทงไทย มีเจ้ามือคนไทยหลายเจ้าเหมือนกันนะ

ผมนี่นะส่วนดีก็มีพอตัว แต่ส่วนชั่วไม่รักดี ทำให้ตนเองเดือดร้อนก็เรื่องการพนันนี่แหละ
นี่หากไม่เล่นแทงบอล ไปบ่อนคาสิโน คงซื้อป้ายแทกซี่ได้สองคันแล้วมั๊ง
เพราะการพนันไง จึงต้องเช่าป้ายเขาขับ
แอบแทงบอล จนเมียมารู้ทีหลัง เกือบให้กินแกงเหลืองเหมือดฟุตบอลไปแล้ว
(เหมือด = ปักษ์ใต้ หมายถึง ใส่ ผสม)
ตอนนี้ เลิกแล้วคับ ไม่เอาแล้ว เอาเวลามาเขียนไรเล่นๆ แบบเรื่องแทกซี่นี้ดีกว่านิ เอ้า พนันไม๊ละ

พวกบ่อนการพนัน หรือสถานที่รับแทงม้า OTB - OFF TRACK BETTING
เขาจะมีคำเตือนกันด้วยนะ ว่าการเล่นพนัน ควรใช้หัวหน่อย อย่าให้เกินไปนะ
"BET WITH YOUR HEAD ,NOT OVER IT"
มีฮ้อทไลน์ แนะนำปรึกษา หากหลวมตัวเล่นพนัน
จนถึงกับเรียกว่า addicted หรือติดกับมันจนถอนไม่ขึ้น

คืนหนึ่งวันจันทร์ MONDAY NIGHT FOOTBALL สักสิบกว่าปีที่แล้ว
ประมาณสัก 11.45 ผมขับแทกซี่เพิ่งส่งลูกค้าเที่ยวสุดท้าย แถวถนน53rd.กับ 3rd.avenue
ก็จะกลับบ้านแล้วละ ขึ้นป้ายOFF DUTY
ขับขึ้นสพานqueensborough เพื่อข้ามฝั่งมาqueens
วันนี้ทำเงินจากสิบโมงเช้า ได้สองร้อยสิบเหรียญ พอแล้ว
ท่าจะโชคดีนะวันนี้ หยอดแทงฟุตบอลคืนนี้ไปสองร้อย แทงทีมDENVER ลบสามแต้มครึ่ง
ฟังวิทยุ ตามเกมมาแต่สามทุ่ม ทีมเราก็นำมาตลอด
นี่ควอเตอร์สี่ จะหมดเวลาแล้ว นำสิบแต้ม น่าจะได้เงินนะ 27-17
ผมขับรถขึ้นสะพาน วิทยุก็ฟังอยู่ ทีมอินเดียน่าที่แพ้อยู่ เล่นลูก เหลือเวลาแค่ สี่วินาที
โอ๊ะ ได้เงินแน่ อินเดียน่าขอเวลาครั้งสุดท้าย ฟอร์ทดาวน์กับอีกตั้งสี่สิบกว่าหลา
ต้องทัชดาวน์อย่างเดียว จึงจะcover แต้มต่อ ยากหวะ

เกมต่อแล้วครับ วิทยุตอนขึ้นสพานนี่ เสียงรบกวนขัดจังหวะตอนสำคัญ
เสียงคนพากษ์บอกอะไร ผมต้องเอียงหูมาฟังตอนสำคัญ
เพี้ยงอย่าฟลุ๊กอีกนะ ซวยตายเลย
หากเกิดอินเดียน่าทำทัชดาวน์ได้นี่ เตะอีกหนึ่งแต้ม
ผลจะออกมาเป็นเด็นเวอร์ชนะ 27-24
ก็ไม่COVER เพราะต่อสามแต้มครึ่ง ผมจะต้องเสียเงิน คงไม่น่า ยากจาตายนิ

"... gonna be a hailmary ..last chance ,he threw the ball.... it's going..
.. going. .it's caught TOUCHDOWN Indiana"

SHIT
โครม.. ..โอ้ย
เสียงแรก shit คือเสียงผมเอง แยะแม่ โดนจนได้
เสียง โครม คือเสียงรถผมไปชน ตูดรถคันหน้าผม
เสียงโอ้ย คือเสียงร้องเพราะเจ็บมากที่หัวผม ไปโดนส่วนหน้ารถที่เรียกว่าdashboard
ลงรถมาดู ทั้งผม ทั้งคนขับคันหน้า เป็นรถแวน
รถผมกันชนหน้ายุบ กระโปรงรถบุบบี้ ไฟหน้าด้านซ้ายแตกกระจาย
รถแวนไม่เสียไรมากเลย แค่กันชนบุบไปนิด
คนขับแวนเห็นผมหัวโน ปูดมาทันที มีเลือดนิด บอกโอเค ไม่เอาเรื่อง
ผมแถ่งกิ๊ว แอนด์ซอรี่ แล้วขึ้นรถขับไปได้ช้าๆ ซวยจริงวะ เสีย หมด หมด
เงินที่ขับได้วันนี้ ให้ไอ้อินเดียน่าไป แล้วต้องเอารถไปซ่อมอีก ตายแน่ๆกรู
ตามองไปข้างหน้า รถบัสใหญ่ที่แซงไปเป็นรถจากคาสิโน คงพาคนไปเล่นมา นี่ขากลับนะ
เห็นข้อความชัดเจน ด้านหลังรถ อ่านว่า
BET WITH YOUR HEAD ..NOT OVER IT
ฮือ ๆ ตูนี่ใช้หัวนะนี่ เลยหัวโนไปเลย สมน้ำหน้า

** การพนันทุกรูปแบบ ไม่ดีครับ มีแต่ผลร้าย ไม่มีใครรวยจากการพนัน มีแต่จะหมดอนาคต
น้องๆหลานๆ ทั้งที่เมืองไทย และเมืองนอก ขอบอกว่า อย่าริเลยครับ ที่เล่นกันมาก็เลิกซะนะ**


















 

Create Date : 11 สิงหาคม 2548    
Last Update : 23 สิงหาคม 2548 11:53:27 น.
Counter : 296 Pageviews.  

31-เรื่องของซูซี่ พิตะวัน









**เรื่องเล่าแทกซี่นิวยอร์ก**( ตอน เรื่องของซูซี่ พิตะวัน)
วันหนึ่งในช่วงปลายๆปี1990ผมรับคนไปสนามบินJFK
เป็นคนไทย จะบินกลับเมืองไทยถาวร จะไม่มาหยียบเมกาอีกแล้ว
ไม่ใช่ผมรับจากที่โบกมือริมถนน หรือจากโรงแรมไหนหรอกครับ
เที่ยวนี้เป็นเที่ยวพิเศษ รับจากตึกอพาร์ทเมนท์ที่ผมอยู่ ในย่านbrooklyn สมัยนั้น
เที่ยวพิเศษนี้ มีภรรยาผมนั่งไปด้วย

ไม่ใช่ว่าผมต้องให้เมียมานั่งคุมการขับรถของผมหรอกนะ
หลังจากที่เกือบโดนพี่มืดกระซวกไปคราวนั้น
และไม่ใช่ผู้โดยสารคนที่ผมจะไปส่งนี่ เป็นสาวไทยสวยด้วยหรอกครับ
จึงต้องให้เมียมาคุม หุหุ

เธอสาวไทย คนที่จะกลับไปใช้ชีวิต ที่เมืองไทย นี่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่ง
ที่ผมกับภรรยา รู้จักดี อยู่ในตึกเดียวกัน แต่ต่างคนต่างอยู่ ต่างอพาร์ทเมนท์กัน
เครื่องบินจะออกจาก JFK เที่ยงครึ่ง เราออกจากบ้าน สิบโมงเช้า

บรรยากาศ ตั้งแต่ผมขนกระเป๋าหนักมากๆสองใบ เหมือนมันเงียบๆเศร้าๆไงไม่รู้
สาวคนที่จะบินวันนี้ หน้าตาหม่นหมอง ผิดกับทุกวันก่อนนี้ที่เคยเห็น
เมื่อถึงสนามบิน เช็กอินเช็กกระเป๋า เรียบร้อยแล้ว

มีเวลาเหลืออีกเกือบชั่วโมง จึงไปนั่งกินกาแฟกันที่ค้อฟฟี่ช้อบ ที่เทอร์มินัล ขาออก
ภรรยาผมก็พูดคุยปลอบใจ คุยถึงเรื่องราวที่สาวนั้นจะไปพบพานที่เมืองไทย
สาวนั้นก็ยังเหมือนจะฟังๆไปอย่างงั้นเอง ดูซึมๆเศร้าๆ

อ้อ เธอเป็นคนปักษ์ใต้ เหมือนผมเหมือนแฟนผมนี่แหละ
ผมก็นั่งฟังเฉยๆ นานๆก็แนะนำอะไรไปบ้าง
พลางก็คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ทั้งหมด แต่วันแรก ที่ได้รู้จักสาวไทยคนนี้

เมื่อได้เวลาจะเข้าข้างใน gate สำหรับผู้เดินทาง
ก็ได้ร่ำลากันก่อนเธอจะเดินเข้าไปในเกท
สาวคนสวยน้ำตาไหลพราก โอบกอด กับแฟนผม และผมต่อมา
ผมก็ใจหายเหมือนกันนะ ก็พูดไรไม่ออก
นอกจากกล่าวคำให้เดินทางปลอดภัย และโชคดีกับชีวิตที่จะเริ่มใหม่ที่เมืองไทย

เมื่อเธอเดินเข้า เกท ไปแล้ว เธอเหลียวหลัง มาโบกมือ บ๊ายบาย
หน้าสวยพรางพร่าด้วยน้ำตา
และ นั่น ก็เป็น การเห็นเธอ ครั้งสุดท้าย
.......................................................................................................................................................

..................." ก่อนอยู่เคียนซาเขาเรียกกันว่าอีส้าว
มาอยู่นิวยอร์กเมืองหนาว
เปลี่ยนจากอีส้าวมาเป็นซูซี่" ...................................................


ข้างบนนี่เป็นเพลงแปลงที่ผม ร้องล้อแม่สาวจากปักษ์ใต้ ชื่อแม่ซูซี่
เพราะที่หลังจากรู้จักแม่สาวนี่ ผมขำ ผมหมั่นใส้หล่อนเอามากๆ
ทั้งนิสัย การพูดจา เหมือนที่เพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่ง ร้องไว้จริงๆเล้ย

ซูซี่เป็นคนปักษ์ใต้จังหวัดหนึ่ง ที่ไม่ไกลจากบ้านเกิดผมนัก
หล่อนไม่เคยบอกใคร ไม่พูดไม่แหลงใต้
แต่แกบอกแฟนผม และผมนะ ผมว่างั้นเรามาแหลงใต้ดีกว่านิ

ที่ผมและภรรยาได้รู้จัก ก็เพราะ ซูซี่ อีส้าวย้ายมาอยู่ในตึกที่ผมอยู่มาก่อนแล้ว
วันนั้น วันที่เธอขนกระเป๋าลงจากแทกซี่เข้ามาในตัวตึก
ผมและภรรยา กำลังเข้าบ้านพอดี จึงช่วยขนกระเป๋า เข้าลิฟท์
และยกไปส่งให้ถึงหน้าห้องของเธอ ซึ่งอยู่คนละชั้นกับผม
เลยได้รู้ว่าเป็นคนไทย

หน้าตาก็สวยดีนะ แต่ผมมองตาและกิริยาท่าทาง
หล่อนคงเบ่งน่าดูนิ การแต่งตัวก็ดูดี มียี่ห้อ ทั้งเครื่องประดับ กระเป๋าถือ
หรือกระเป๋าเดินทาง

ต่อมาบ้านผม คือ อพาร์ทเมนท์นะ เรียกบ้าน ง่ายดีกว่าครับ
homeนะครับไม่ใช่ house
ก็ได้แม่สาวซูซี่เป็นแขกประจำบ้าน เพราะเห็นว่า คนไทยด้วยกัน รู้จักกันไว้ก็ดี

ผมยังจำ วันแรกๆที่ซูซี่มาบ้านผม ผมกำลังชงกาแฟ
ที่บ้านผมยังกินกาแฟใส่นมข้นอยู่นะ ไม่ชอบคอฟฟี่เมต หรือนมสด
แม่ซูซี่เห็นนมข้น หล่อนทักว่า
"อ้าว นี่กินนมข้นกันหรือ ที่บ้านใช้เลี้ยงหมานะ"
ผมถามกลับว่า แล้วที่บ้านกินกาแฟกับไรละ
ซูซี่บอกว่า กินคอฟฟี่เมท มานานแล้ว
หุหุ อายุเกือบเท่ากัน ที่ปักษ์ใต้ ตำบล อำเภอที่หล่อนอยู่
ยังเป็นดินลูกรัง เดินทางลำบาก ยังเฉือกมีคอฟฟี่เมตขายอีกด้วยนิ
แฟนผมปรายตามาทางผม เหมือนเตือนผม อย่านะๆ
เพราะแกรู้เหมือนกัน ว่าปากผมก็ร้าย
แปลกนะผมนี่ กับคนที่ไม่เป็นอันตรายอะไร
เรื่องปากหมาอย่างเดียวผมไม่กลัวครับ
และผู้หญิง สวยด้วย เอาไว้ตอกกลับแสบๆคันๆดีกว่า
ผมแก้แกไปว่า "อือม์ งั้นหรือ ดีนะ นมข้นนี่เลี้ยงจนหมาโตหมาสวย มาเมกาได้" หุหุ
ก็ทำเอาซูซี่ เชิดคอค้อนเอาเสียหลายค้อน แต่ไม่กล่าวไรอีก

พอรู้จัก กันนานไป ก็สนิทกันพอสมควร แฟนผมใจดี และใจเย็น
ชอบช่วยคนด้วย
เลยทำให้ซูซี่ ไม่กล้าทำไรน่าเกลียดมาก ถึงแกไม่ชอบผม แต่ก็ไม่กล้ากับผมเท่าไร
เพราะผมจะตอกแกแบบน้ำนิ่งไหลลึก รู้สึกได้ทุกที

แกชอบเอาเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับ คนชั้นไฮโซ มาคุยทับ แฟนผม
ผมก็ต้องทนฟังไปด้วย บางที่ก็แค่ฟังเฉยๆ บางที่ หล่อนก็แว้งกับผม
ผมเลยต้องใช้เขี้ยวงับเข้าบ้างพอแสบๆ

แต่นึกอีกที ก็น่าสนุกนะ เรารู้เขา เขาไม่รู้เรา
ผมนี่ชอบให้คนมาประมาณตัวผมให้ดูต่ำ under estimate อยู่ด้วย
แล้วก็ได้สะใจ ที่ได้ทำไรแก้ลำบ้าง

มีวันหนึ่ง ซูซี่ ให้คนมาส่งเปียโนที่บ้านแก
ผมเห็นพอดี ถามว่า อ้าวใครเล่นอะ เปียโน
แกว่า แกจะเล่น จะจ้างครูมาสอน
พอค่ำซูซี่มาเรียกให้ไปบ้าน เพื่อจะอวดเปียโน
ผมว่าเคยเรียนมาก่อนหรือ
ซูซี่บอกที่บ้านเคยเล่น ตอนเรียนโรงเรียนคาทอลิก ที่เมืองไทย ซิสเตอร์สอนให้

ผมก็ไปลองนั่ง ขยับเพลง ที่เคยขอให้คนหนึ่งสอนให้นานแล้ว
ขอแบบว่า ขอให้เล่นเพลงเดียวท่อนเดียว
เอาให้ถูกคอร์ด ถูกคีย์ เหมือนคนเล่นเป็นเลยนะ
ผมก็ฝึกแต่ท่อนนั้น เขียนเอา จำเอาจนเล่นได้ฟังเป็นเพลง

พอผมเริ่มวางนิ้ว เต๊ะท่าแบบไม่สนใจเท่าไร
แล้วพรมนิ้ว อุ๊ย พรมนิ้ว พูดแล้วขนลุก
เพลงเก่ง as time goes by ขึ้นเป็นเพลง จนจบไปท่อนแรก เพราะหัดจนเป็น
แม่สาวซูซี่ งง และตาแกบอกทึ่งกับผมสุดขีด
หน้าอย่างไอ้นี่ เล่นเปียโนได้ เป็นไปได้ไง

ผมก็วางมือ ไม่เล่นต่อ ไม่กลัวว่าซูซี่จะขอให้เล่นเพลงอื่นหรอกครับ
แค่คนที่ขี้โม้นี่ ต้องอ่านให้ออกครับ ใครจะมายอมเสียหน้าละ
ให้มันจุกอกตายไปเองเถอะ ซูซี่แค่บอกว่า เสียงใช้ได้นะ
ผมก็ว่า อือม์ เสียงดี แต่คีย์ แฟลทไมเนอร์นะต้องจูนหน่อย
หุหุ แฟลทไมเนอร์นี่ ผมดำน้ำนะ นึกออกผิดๆถูกๆก็พูดไปงั้นเอง
ไม่รู้คืออะไรแน่ มีปะไม่รู้เลย แต่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ซูซี่ไม่รู้
...................................................................................................................................
คุณๆเคยอ่านนิยาย หรือดูลครไทยเรื่องหนึ่ง ของ ว วินิจฉัยกุล ไหมครับ
ชื่อเรื่อง มายา นะ ที่เป็นเรื่องใช้ฉากเมืองหนึ่งของเมกา
เป็นเรื่องชีวิตนักเรียนนอก ในมหาวิทยาลัยหนึ่ง
สนุกดีนะผมว่า ให้ข้อคิดดีๆด้วย

เป็นเรื่องของเด็กสาว ที่ คุณย่าผู้ดีคนรวยขอมาเลี้ยงแต่เด็ก
พอโตก็ให้ใช้นามสกุล และเพราะเด็กคนนี้หัวดี เรียนเก่ง
เลยได้ทุนมาเรียนเมกา ในหัวแกจำได้ถึงแต่การถูกย้ำๆ
กับชาติกำเนิดตัวเอง โดยคุณย่า ผู้ดีคนนั้น ตอกเอาๆให้เป็นปมด้อย ตลอดมา
จนแกต้องมาสร้างปมเด่น หลอกคน หลอกนักเรียนนอกด้วยกัน
สรวมรอยเป็นผู้ดีกับเขาไปด้วย ผมจำชื่อ ตัวเอกนั้นได้ดี ครับ
ชื่อ พิตะวัน แต่จำชื่อสกุลในเรื่องไม่ได้

ผมก็เรียกแม่ซูซี่นี่แหละว่า คุณพิตะวัน
ซูซี่ไม่อ่านนิยาย ไม่ดูลครไทย เลยไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แกคงเห็นว่าแปลกและเพราะดี
เลยไม่ได้ว่าอะไร จนผมเรียกติดปากไปเลย

มีวันหนึ่ง ที่นิวยอร์ก มีงานบอลล์การกุศล สายใจไทย หรือไรนี่แหละครับ
ซูซี่ พิตะวัน อยากไปมากเลย แต่ไม่มีเพื่อน
ไม่มีเพื่อนจริงๆครับ การงานที่ทำ ผมก็ไม่ได้สนใจไปอยากรู้มาก
แกเคยบอกกับแฟนผมว่า ทำงานที่ ออฟฟิส บริษัทอินชัวรันใหญ่แห่งหนึ่ง
แต่ผมเรื่องไรจะไปสืบ จะไปหาปมด้อยแกเพิ่มละครับ
ที่จริงมันก็ไม่ได้เป็นภัยกับใคร กับการขี้โอ่ของแก จิตใจแท้จริงก็ไม่ได้ร้ายหนักหนา

ผมไม่ใช่แพทย์ทางจิตวิทยาไรหรอก แต่ผมว่าผมเข้าใจมนุษย์พอ
สิ่งที่แม่พิตะวัน ทำมาแต่ต้นนั้น มันต้องมีที่มาหรอก
มนุษย์นะ ความอยากได้โน่น ได้นี่ เป็นโน่น เป็นนี่ มันมีอยู่ในสัญชาติญานนะ
แต่หากไม่รู้ตัว ก็ย่อมมีผลกับตัวเอง ไปหลายทางได้เหมือนกัน ทั้งดี และร้าย

ผมกับแฟนผมนี่ ก็ช่วยพิตะวันแกหลายเรื่องนะ อย่างน้อยก็นับแกเป็นเพื่อนด้วย
มีของ มีกับข้าว ก็ไปให้ บางที่เรียกมากินข้าวที่บ้าน
ให้แกมาคุย มาโม้ให้ผมฟังเพื่อจะตอกกลับบ้างเบาๆเบาะๆ

ตกลงเราก็ไปงานบอลลล์นั้นกันนะครับ
ชวนเพื่อนอีกหลายคน ซื้อบัตร์โต๊ะใหญ่ครบสิบคน
คืนนั้นซูซี่ พิตะวัน สวยเริดสุดหรูมากครับในชุดราตรีสีเทาๆ
ผมนี่ไม่ชอบงานแบบนี้เลยนะครับ แต่ที่ไปเพราะไม่อยากขัด
และได้ข่าวมีนักร้องดัง จากเมืองไทยมาร่วมด้วย
พอบอกเพื่อนๆไปกันหลายคนก็โอเค สนุกได้ละทีนี้

หัวคิดการอำคนของผมเริ่มออกลายอีกแล้ว วันนี้แม่ซูซี่หน้าเชิดโชว์โฉม
ผมไปนัดแนะกับเพื่อนคนหนึ่ง คู่หูการอำที่แนบเนียน ไอ้โทนี่ ขับแทกซี่ ไงครับ
ผมให้มันเลิกชับแทกซี่แต่หัววัน เพื่อมางานพร้อมกับ เพื่อนๆอีกห้าหกคน

ผมแนะนำ ไอ้โทนี่ให้คุณซูซี่พิตะวัน รู้จัก ต่อหน้าเพื่อนคนอื่น ผมให้มันเป็นหมอ
และบอกว่าให้มันทักผมแบบเป็นวิศกรเหมืองแร่ จบจากมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของไทย
ดูสิคุณ หนักไปไหมครับ แต่มันไม่ใช่พวกลวงโลก แอบอ้างเพื่อการไรนะ
นี่เพื่อการเอามัน เอาสนุกอย่างเดียว

" อ้อ หมอณรงค์ครับ นี่พิตะวัน เพื่อนผมครับ"
ไอ้โทนี่ เอ้ย หมอณรงค์ ยกมือไหว้พร้อมกันเลย ที่แม่พิตะวันยกมือ
"สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ"

ซูซี่ ชักทึ่งผมนะที่มีเพื่อนเป็นหมอ วันนี้ ท่าทางจะข่มผมไม่มีเลย วางตัวน่ารัก
แล้วไอ้โทนี่ก็ขึ้นมาว่า" เฮ้ย (ชื่อผม )ได้ข่าว นายช่างสมศักดิ์ไหม นี่เพิ่งคุยกันวานนี้
โห ได้เป็นไดเเรกเตอร์ฝ่ายผลิตที่ฟอร์ดมอเตอร์แล้วนะ"

หุหุ ไอ้นี่หน้าตายดี แต่ผมแกล้งทำ แบบ จุ๊ปากยกนิ้วเหมือนบอกว่าเบาๆ อย่าพูดๆ
เพราะรู้ว่า แม่พิตะวันกำลังฟังอยู่ ไอ้โทนี่ ไปตามแผนต่อว่า
"ตอนที่นายไปสำรวจแร่ที่พังงา หนังสือกรมลงข่าวนายนะ หุหุ นายช่างใหญ่(ชื่อผม)"
แม่พิตะวัน ทำหน้าเหมือนสงสัยว่า สองคนนี่คุยไรกัน
แต่ผมว่าแกมองผมอย่างทึ่งและนับถือขึ้นมาก

คืนนั้นแกคุยกับไอ้โทนี่ เอ้ย หมอณรงค์ อย่างสนุก แต่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับแพทย์นะ
เป็นเรื่องหนังเรื่องลคร เพราะไอ้โทนี่พยายามหลบๆเรื่องนั้น
แต่มาดหมอมันไม่เลวครับ ไอ้หมอเถื่อนเอ๊ย
แฟนผมและเพื่อนคนอื่นๆก็พากั้นกลั้นหัวเราะ จนผมเกือบหลุดการแสดงแล้ว

พิตะวันซูซี่ไปถามแฟนผมทีหลัง ว่าผมจบไรมา แฟนผมบอกว่า
ไอ้หมอนี่ มันไม่เหมือนใคร ไปถามเขาเองสิ
แต่ซูซี่ไม่กล้าถามผมหรอกครับ แกกลัวว่าผมจะถามกลับนะ

เอ้อ แล้วคุณๆก็อย่ามาเชื่อผมอีกนะว่า เป็นแบบไอ้เพื่อนผมว่า
ผมไม่ได้จบไรแบบนั้นมาหรอกครับ และถึงถามว่า จริงๆผมเรียนไรมา
ผมก็ไม่บอกอยู่ดีแหละ อย่ามาถามผมอีกนะ ไม่มีคำตอบถูกต้องให้อะ
แต่ที่อำกันเรื่องนี้ก็แค่ในหมู่กันเอง ไม่ได้คิดแอบอ้างจริงจัง เพื่อการอื่นใดครับ
ขอโทษมานะที่นี่ด้วย

พิตะวันซูซี่ อายุก็น่าจะมีแฟนได้แล้ว หน้าตาก็สวย
แต่งกายก็ดูดี มีรสนิยม
แต่แกไม่มีแฟนจริงๆครับ พอมีชายใดมาคบหา มาจีบ
คบกันสักพักก็เลิกลาไป เพราะไม่มีใครทนกับการขี้โอ้ ขี้อวดของแกได้
ไอ้ที่ทน ก็ไม่มีไรที่น่าสนใจสำหรับ ซูซี่
แต่นิสัยส่วนอื่นที่ผมแอบสังเกตุ ซูซี่ไม่ได้ร้ายเหมือนปากเลย
มีน้ำใจและช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า เคยเห็นแกให้เงิน พวกโฮมเลส ตั้งห้าเหรียญแนะ
.....................................................................................
เรื่องเล่าตอนนี้คุณคงคิดว่า เล่าแบบเอาคนมาเผา เอาสนุกอย่างเดียว
แต่ไม่ใช่นะ ตอนจบเรื่องนี้เศร้าครับ
หลังจากที่ผมกับภรรยาส่งซูซี่เข้าเกท ที่สนามบินไปแล้ว

ตอนนั่งมาในรถ ภรรยาผมบอกความจริงที่ทำให้ผมตกใจ เพราะคาดไม่ถึง
ที่ซูซี่กลับเมืองไทยกระทันหัน และร้องไห้จนผมเห็นว่ามันเกินไป
กับแค่การกลับไทย ถึงแม้จะไม่มาอีกแล้ว นิวยอร์ก
ภรรยาผมบอกว่า ซูซี่โชคร้าย น่าสงสารมาก พูดแล้วน้ำตาไหลด้วย

ซูซี่ถูกไอ้เลวข่มขืนครับ

ขณะกลับบ้านคืนหนึ่ง ถูกไอ้โก้สองคนลากขึ้นรถ
แล้วขับรถพาไปข่มขืนบนรถ ในแถวถิ่นใกล้ๆชายป่ารกแห่งหนึ่งของbrooklyn
โห นี่อะไรกัน ทำไมเธอโชคร้ายอย่างนี้
เธอได้แจ้งตำรวจ บอกตำรวจว่าจำคนร้ายไม่ได้

แต่ที่น่ากลัวกว่านั้น เธอหวาดผวา กับผู้คน และทุกอย่างที่เห็นในนิวยอร์ก
เมื่อเธอเดินอยู่ แม้แค่กลางวัน ได้ยินเสียงรถยนต์ที่แล่นมาทางหลัง
เธอจะหันมาดู แล้วออกท่าตกใจกลัว เหมือนใครจะมาจับตัวเธอขึ้นรถอีก
เธอบอกภรรยาผมว่า อย่าไปเล่าใคร แม้แต่ผม เธออาย
เธอทำใจไม่ได้หากที่จะอยู่นิวยอร์กต่อไป
เธอเจ็บ เธอปวด กับแผลลึกในใจที่จะต้องฝังกับตัวกับใจไปตราบวันตาย
ผมรู้สึกสงสารเธอมาก นึกไม่ถึงว่าเหตุร้ายจะเกิดกับเธอได้
มันร้ายเกินจะทนได้กับผู้หญิงคนหนึ่ง จริงๆแหละ
โดยเฉพาะกับเธอซูซี่ ผู้วางตัวไว้เสียสูง
.....................................................................................................................................
เมื่อตอนภรรยาผมกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยประมาณปี 91-92 ไปคนเดียวครับ
และหวังจะได้ไปเยี่ยม ซูซี่ ที่บ้านแกที่กรุงเทพ ที่ซูซี่เคยบอกที่อยู่ไว้ แต่ไม่มีเบอร์โทรศัพท์
ภรรยาผมไปหาจนเจอบ้านนะ และเมื่อถามหาซูซี่
หญิงชราคนหนึ่งเป็นยายแกนะ บอกด้วยคำพูดปนสะอื้น ที่ทำให้ภรรยาผม ตกใจยิ่งนัก
" เขาสบายไปแล้วนะคุณ "

ซูซี่กินยาเวเลี่ยม ระงับประสาทเกินกำหนด ฆ่าตัวตายครับ
ขอให้เธอจงได้พบความสุข จริงๆ มีเพื่อน มีคนรัก ในภพหน้านะ ซูซี่ พิตะวันของผม.............
.........................................
...............................
**ขอเพิ่มเติม เรื่องราว ซูซี่ พิตะวัน อีกนิดครับ
ซูซี่ แรกๆก็ได้วีซ่านักเรียนมาเมกาครับ มาเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อต่อทาง
business admins. สมัยนั้นได้ง่ายมาง่ายอยู่ครับ แต่ก็แค่ได้เรียนภาษาเพื่อต่ออายุวีซ่าไปเรื่อยๆนะครับ
ก็เรียนไปทำงานไปเหมือนคนไทย ที่ไม่มีใบเขียวแหละครับ
ก่อนย้ายมาอยู่บรุคลิน ก็แชร์ห้องกับรูมเมทที่แมนฮัทตั้น แถวๆอัปเปอร์เว็สท์ไซด์
หลายปีต่อมามีเพื่อนกระเทยฝรั่ง ช่วยแต่งงานหลอกๆทำใบเขียวให้
เมื่อได้ใบเขียว ก็ไม่เรียนแล้ว ทำงานมาหลายแห่ง เป็นเวทร้านอาหารฝรั่งดังๆ
ฐานะทางบ้านที่เมืองไทย ต่างจังหวัดก็ปานกลาง ไม่จน ไม่รวย
แกกลับไปเมืองไทยหลายครั้ง ไปซื้อบ้านให้พ่อแม่พี่ๆน้องๆอยู่ที่กรุงเทพ ส่งเสียน้องเรียนด้วย
คุณอาจสงสัยว่าแกกลับไทยกระทันหัน แบบนี้ จัดการกับของใหญ่ๆยังไง เช่น เปียโน แกไม่ได้กลับทันที ที่เกิดเรื่องครับ อีกสองอาทิตย์ต่อมานะ ก็ประกาศขายสิ่งของเครื่องใช้ไปก่อน ขายถูกๆ หรือแจกๆข้างห้องไป ผมยังได้เครื่องครัวหลายอย่างมาเลย เปียโนนั้น แกขายไปอีกปีกว่าๆหลังจากซื้อมา แกว่า ไม่มีเวลาเล่น ก่อนนั้นวันหนึ่ง ผมเอาแกงไตปลาไปให้แก ไม่โทรไปก่อน ได้ยินเสียง โ่ด่ โด่ เร เร แบบนิ้วเดียวกดคีย์นะ หัดเล่นนะครับเสียงลอดมาจากในห้องแก
ผมรู้สึกว่า ผมไม่น่าให้แกอายผมอีกนะ ใจหนึ่งเวทนาสงสารแกขึ้นมามากด้วย
สงสารผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่คนเดียว เป็นตัวแท้ๆที่คนอื่นไม่เห็น แกคงเหงามากสินะ
ในต่างแดน ไกลบ้าน ไกลญาติพี่น้อง ไม่มีเพื่อน เช่นนี้
ผมต้องเอาแกงขึ้นมาที่ห้องผมก่อน ไม่เคาะเรียกซูซี่
แล้วให้แฟนผมโทรไป ให้แฟนเอาไปให้เอง
ผมเข้าใจแกมากขึ้น จนต่อมา ผมไม่นึกแต่จะอำ จะโต้กลับ กับที่ซูซี่จะพูดจะอวด
จะโม้อย่างไรอีก
ความจริงในตัวเธอคร่าวๆนี้ แกเล่าให้แฟนผมฟัง เมื่อหลังที่เธอเจอเหตุการณ์ร้าย
และตัดสินใจกลับเมืองไทย

จากคุณ : smartupid - [ 2 ส.ค. 48 17:05:08






 

Create Date : 11 สิงหาคม 2548    
Last Update : 11 สิงหาคม 2548 13:44:52 น.
Counter : 645 Pageviews.  

30-เรื่องของไอ้มืด



**เรื่องเล่าแทกซี่นิวยอร์ก**( ตอน เรื่องของ ไอ้มืด)

เมื่อประมาณปลายๆปีของยุค70's ครับ ABC-TV นำเอาซี่รี่ย์ เรื่อง ROOT -
ของนาย Alex Haleys คนเขียนเรื่องผิวดำ ซึ่งได้บอกไว้ว่า
เรื่องรู้ท นี่เหมือนเป็นตำนานเชื้อสายสืบทอดชีวิต ของทาษผิวดำชื่อ KUNTA KINTE
ซึ่งหากนับญาติย้อนๆขึ้นไป ก็คงเป็นปู่ของปู่ของปู่ของปู่ ของคนเขียนเรื่องนี้ด้วย

การออกอากาศครั้งแรก ของหนังทีวีเรื่องนี้ ฉายห้าคืน ห้าตอนจบ ตอนละสองชั่วโมง
เอาเรื่องแต่เริ่มแรกของชีวิตทาษผิวดำ เริ่มแต่พวกผิวขาว ล่องเรือสำเภาใหญ่
ไปจับตัวทาษ จากป่าในอัฟริกา ซื้อขายกันกลางเมือง ประมูลตัวเหมือนสัตว์ชนิดหนึ่ง
แล้วนำตัวฝูงทาษเหล่านั้น มาก่อกำเนิดระบบทาษในอเมริกา

คนที่ได้ดูเรื่อง รู้ท สมัยนั้น โดยเฉพาะพวกผิวดำ เกิดปฎิกิริยามาก
เมื่อได้รับรู้เรื่องราวความทารุณ ของผิวขาวที่ทำกับ พวกทาษผิวดำ
บ้างก็ตั้งตนเป็นอริ เป็นเดือดเป็นแค้น กับพวกผิวขาว
จนถึงกับมีการประทะ พอประปรายให้เป็นข่าว คนดูทั่วไป
แบบเราๆคนไทย ที่ขี้สงสารก็จะสะเทือนใจกันไปด้วย
มีน้ำตาไหลตอนทาษโดนทารุณกันเหมือนกัน

ถึงแม้ระบบทาษจะหมดไปแล้ว ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีลินคอล์น ประกาศเลิกทาษ
แต่การเหยีดผิว แบ่งพรรณในเมกาก็คงยังมีอยู่

สมัยหนึ่ง ถึงกับมีการแอนตี้ คนดำ ไม่ให้ร่วมกิจกรรม หรือกันคนดำออกไปจากสายตาเลย
ร้านค้า หรือที่ชุมนุมต่างๆ ถึงมีป้ายบอกไว้เลย ว่า คนดำห้ามเข้า" NO BLACK ALLOWED"

ที่เห็นๆกันอยู่ทุกวันนี้ แม้ว่าการอ้างเอา สิทธิเสรีภาพ ของคนเมกันทุกคนจะเท่าเทียมกัน
แต่ในทางปฏิบัติ ก็ไม่เหมือนคำเพราะๆ ในรัฐธรรมนูญเลย
คนดำก็ยังคงมีอคติกับคนขาว ที่ผม เคยแอบสังเกตุเอานะ
เพราะเคยทำงานในที่ๆมีคนดำเป็นส่วนใหญ่
พวกคนดำนี่โดยเฉพาะผู้หญิงจะ ทำตัวเหมือน เออ เหมือนไรดีนะ
หากว่ากันตรงๆ เมื่อเห็นผิวขาว เหมือนอิจฉานะ
เริ่มแรกที่ผิวพรรณ หน้าตา ผมเผ้า รูปร่าง มันจะดูดีกว่าพวกผิวดำ แน่ชัดเลย
ทั้งหน้าที่การงาน การศึกษา ฐานะ ภูมิรู้
ทักษะในเกือบทุกอย่าง ที่เป็นสากล ก็เทียบกันไม่ได้อีก
คนผิวขาวก็ฉลาดกว่านะ รู้ว่าตนเองก็คงยอมรับผิวดำไม่ได้
แต่ก็ไม่แสดงออก เหมือนที่ผิวดำทำกัน

แรกๆนั้น ทางการเมกัน ไม่นับวันเกิดวีรบุรุษผิวดำ DR. MARTIN LUTHER KING
เป็นวันFEDERAL HOLIDAY มีแต่บางรัฐ ที่มีคนดำอยู่มากๆเท่านั้น
เอาเป็นSTATE HOLIDAY
แต่มีการสนับสนุนของคนดำมากขึ้นเรื่อยๆมาทุกปี
จนตอนนี้ วัน นาย มาร์ติน ลูเทอร์ คิง ก็นับเป็นวันหยุดสำคัญชองชาติไปได้ในที่สุด

เมื่อประมาณปลายๆปี90's มีคดีหนึ่งที่ฮือฮา จนกลายเป็นการจราจลกลางเมือง ลอส แอนเจลิส
คงจำกันได้นะครับ ที่นายRODNY KINGS คนผิวดำ
ถูกตำรวจแอล เอ สามหรือสี่นาย ลากมาจากในรถ บนฟรีเวย์แล้วทุบตีด้วยกระบอง
และใช้เท้าแตะ จนนายคิงส์ ตัวอ่วมไป

แต่การกระทำป่าเถื่อนนั้น ถูกบันทึกด้วยกล้องวีดีโอ มาแพร่ออกทางทีวี
คนที่เห็น ทั้งพวกคนดำคน ขาว หรือใครไหนผิวไหนก็ว่า ตำรวจเลวมาก ทำเกินไป

พอคดีนี้ขึ้นศาล การพิจารณาสิ้นสุดด้วยการ ปล่อยตัวตำรวจจำเลยทั้งหมด
วันนั้นที่ศาลตัดสินนะ มีการเดินขบวนต่อต้าน มีประท้วงรุนแรงทั่วแอลเอ
และเมืองใหญ่อื่นๆที่มีคนดำอาศัยมากๆ จนกลายเป็นความน่ากลัว
ที่แอลเอ มีการจุดไฟเผาร้านค้า คนขาว เลยไปถึงคนเอเชีย ที่ไม่รู้เรื่องไปด้วย
ร้านของคนเกาหลี จีน มีไทยด้วยรายสองรายนะ แต่ไม่แน่ใจตอนนี้ครับ

มีการประกาศ เคอร์ฟิว ส่งทหาร มารักษาการ เพราะเป็นการจราจล ที่ลามแรงไปมากแล้ว
พออีกวัน ที่นิวยอร์กมีข่าวว่าพวกผิวดำจะยกพลเดินข้ามสะพาน บรุ้กลีน บริดย์
และจะก่อความไม่สงบให้ทั่วแมนฮัทตั้น
วิทยุออกข่าว ฟังแล้ว น่ากลัว เหมือนจะมีสงครามกลางเมืองเลยนะครับ
ที่ทำงาน ปล่อยพนักงานกลับบ้าน ตำรวจระดมกำลังกัน เตรียมรับมือเหตการณ์

วันนั้นผมก็ขับแทกซี่อยู่นะครับ แต่ฟังข่าวจากวิทยุ ดูทีวีตั้งแต่คืนเกิดเหตุแล้ว
ก็เลิกขับ รีบกลับบ้านเลยละ ไม่เอาอะ จะไปขับหาใครละ พวกพี่มืดมา พี่มืดเอาตายแน่
เพราะแทกซี่เหลืองนี่ก็เป็นหนึ่ง ที่พี่มืดหมายหัวไว้
แทกซี่ไม่กี่คันเองที่จะรับคนดำไปย่านของคนดำ
คนนิวยอร์ก โดยเฉพาะคนขาวนี่ ตกใจกลัวกันมากเลย
และนิวยอร์กนี่ ก็มีข่าวเรื่องการทรีทของตำรวจ
หรือคนขาว ที่ทำกับคนดำหลายเรื่องมาก่อนแล้วด้วย

แต่ในที่สุด ก็มีแค่ประปราย โชคดีที่ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
นาย รอดนี่ คิง ตัวต้นเหต ประกาศออกอากาศทางวิทยุ ทีวี
ด้วยการนำประโยค เด่น ของ นายมาร์ติน ลูเทอร์ คิง มาพูด
" WE SHALL OVERCOME... MY BROTHERS AND MY SISTERS"
บอกกล่าว ให้ ทุกคน หยุดการกระทำ ร้ายๆ

คนขับแทกซี่นี่ ส่วนมากหากหลบคนดำได้ จะหลบ ไม่รับกันนะครับ
ผมมาคิดๆนี่ ก็ว่าพวกเราทำไม่ถูกนะ เราๆหมายถึงพวกขับแทกซี่นี่
เกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ไม่ได้เกิดในเมกา มาจาก อีกมุมหนึ่งของโลก
มาจากประเทศที่ด้อยกว่ามากๆ
มาสร้างตัว สร้างอนาคต ด้วยโอกาศที่ประเทศนี้ยื่นให้
แต่กลับไปปฎิบัติกับเจ้าของประเทศเขา ถิ่นเกิดพวกเขา แม้จะเป็นผิวดำ
แต่เราเป็นแค่มาอาศัยเขาอยู่ มีสิทธ์อะไรที่จะไปร่วมแบ่ง ร่วมแยกผิวพรรณไปกับเขาด้วย
ส่วนมากจะเอาที่เล่าลือกันมาถึง เหตุที่ไม่รับคนดำ เพราะไม่อยากไปย่านที่คิดว่าอันตราย
อาจโดนจี้ โดนปล้นได้
สำหรับผมนี่ ผมไม่มองคนที่ผิว รูปลักษณ์ภายนอกก่อนนะ
เพราะไม่เคยลืมตัวมองตัวเองดีกว่าคนอื่น ผมดูจากการกระทำ กิริยา ท่าทางครับ
มีมากเลยที่เจอไอ้คนขาวเห้ๆ มีมากด้วยที่เจอคนดำดีๆ
และที่เคยว่าคนขับแขกส่วนมากจะขี้โกงเลวๆนะ
ก็มีแขกที่เห็นแล้ว ประทับใจมากก็หลายคนอยู่
คนไทยก็ด้วยแหละครับ ดีเลวปนกันไป
ไม่มีที่ไหน มีบวก หรือ ลบข้างเดียวหรอกครับ
แต่สำคัญเราต้องอ่านเขาเฉพาะคนไป ให้ได้ด้วย

ไอ้โทนี่ เพื่อนผมที่เคยบอกว่าเริ่มขับแทกซี่พร้อมกัน วันเดียวกันด้วย
โทนี่มีเมียเป็นสาวมืดครับ แรกๆก็คิดเอากรีนคาร์ดแค่นั้น
จ้างแม่สาวมืดแต่งงานด้วย
แต่พอคบๆกันไป แม่สาวนี่ ดูเหมือนจะเป็นคนดี นิสัยดี
เลยกลายเป็นรักกันจริง แต่งงานกันจริงไปเลย มีลูกสองคนโตแล้วด้วย
ตอนนั้น ที่ผมขับแทกซี่นะ วันเกิดลูกสาวคนเล็ก ครบรอบ หกขวบ
ผมก็ไปงานแกนะ โทนี่บอกให้ช่วยเอากล้องไปถ่ายรูป ให้หน่อย
สมัยนั้น กล้องไม่ใช่ดิจิตอลนะครับ ใช้ฟลิ์มแนกกาทิฟอยู่
ถ่ายรูปเสร็จก็ไปอัดให้ด้วยเลย สองม้วน เจ็ดสิบกว่ารูป
ผมก็ติดไว้ในรถนะ กะวันไหนเจอมันก็จะเอาให้
แต่บางที่ก็ลืมไปบ้าง ว่ารูปยังอยู่ในเก๊ะหน้ารถ

คืนหนึ่งหน้าร้อน สักสองอาทิตย์หลังจากที่ลูกสาวโทนี่ครบรอบหกขวบครับ
ราวสามทุ่ม ผมไปรอคิวที่สนามบิน LA GUARDIA ครับ
เมื่อถึงคิวที่ผมจะได้ผู้โดยสารที่ทางเจ้าหน้าที่ TLC จัดให้
และควบคุม ความเรียบร้อยของแทกซี่

โอ๊ะโอ่ ไอ๊หยา ลูกค้าผม เป็นคุณมืดครับ หน้าตาน่ากลัวด้วย
มันบินมาจากเมืองไหนหว่า มีกระเป๋าเดินทางขนาดกลางๆรูปแบบกระเป๋าก็เก่า
เก่าเอามากๆ มีรอยขาดด้วย
ผมก็เปิดท้ายรถยกกระเป๋าใส่ กระเป๋าไม่หนักเหมือนที่คิดเลย
พอนายมืดเข้ารถ ผมกดมีเตอร์ นายมืดบอกว่า ไป BRONX
ผมถามว่า บร๊องส์ แถวไหนละ
แกบอกด้วยเสียงดุๆว่า ขึ้นสพาน triborough ออก bruckner expressway
หลังจากนั้นจะบอกทางเอง
ผมชักคิดไปไกลแล้วอะ ไปแถวนั้น south bronx น่ากลัวหวะ

นี่หากไม่ใช่รับมาจากแอร์พอร์ท ที่เจ้าหน้าที่จัดให้นะ
ผมคงไม่รับนายนี่บนถนน ที่แกโบกเรียกแน่
จากการแต่งกายและคำพูด ดูมันจะผิดไปนะ กับคนที่เพิ่งลงจากเครื่องบิน

ผมก็ชักกลัวแล้วอะ รถผมก็เพิ่งเอาไอ้ที่กั้นคนขับ กับคนโดยสาร หรือ partition ออกไปด้วย
นึกแล้วเสียว เดี๋ยวมันอาจเอามีดมาจ่อที่เอว มันอาจให้จอด และให้เอาเงินให้มันให้หมด
พอได้เงินแล้ว มันกลัวว่าจะจำหน้าได้ อาจแทงซ๊วบ หรือปาดคอเหวะ โอ๊ยกลัวอะครับ

นายนั้น ชวนคุยถามโน่นนี่ แล้วเอ่ยเหมือนตำหนิด้วยคำหยาบๆว่า
ทำไมฟักกิ้งแทกซี่ ไม่รับฟักกิ้งแบล้ก รับแต่ไอ้ฟักกิ้งไวท์ ยูฟักกิ้งไชนิสทู๊ ไรท์?
ผมก็ต้องคุยดีแล้วละครับ นึกว่าดีแล้วนะ ตอนขึ้นรถมาเราเรียก SIR กับแกไปก่อนแล้ว
เลยเรียก เซอร์ต่อได้อีก แม้ใจจะหดลดวูบไปอยู่ฝ่าเท้า แต่ก็ ต้องหาทางให้ดีที่สุด
ผมว่า เซอร์ ยูไม่รู้หรอก ไอนะ รับทุกคน ไม่ว่าผิวดำ ผิวขาว
พี่มืดหน้าดุ เสียงดัง คอยบอกทาง หลังจากออกเอ็กเพรสเวย์

โอ๋ยโย่ กรูโดนแน่ ถนนนั้น เปลี่ยวจริงๆเลย เป็นที่ว่างเหมือนสลัม
ทรากรถเก่าหลายคัน ข้างถนน ที่คงถูกขโมยมางัดแงะเอาพาร์ทออก
บรรยากาศยังกะหนังเรื่อง น่ากลัวร้ายๆหลายเรื่องที่มีฉากโลเกชั่น นิวยอร์ก
ตำรวจไม่มีผ่านมาเลย นึกแล้ว เจ็บใจ ผลัดวันมาเรื่อย
ว่าจะเอารถไปทำไฟ สัญญานที่พอกดปุ่ม แล้วหลอดไฟสีเหลืองที่ติดไว้ท้ายรถจะกระพริบ สว่าง
หากตำรวจเห็นไฟนี้ จะอ่านออกว่า กำลังอยู่ในเหตุการณ์ร้าย จะเข้ามาหยุดรถถามไถ่

ตอนนี้ต้องหลอกแต่งเรื่องแล้วมั๊ง ผมว่า
ไอนะ เกลียดไอ้ไวท์ กว่าพวกแบล็กอย่างยูอีกนะ
มาย บราเทอร์ วอส คิลด์ บาย ไอ้ ไวท์โพลิส
ฮี ไปกับเพื่อน แบล็ก เหมือนยู ที่บรุกลินกลางคืนนะ
ไอ้มืด ท่าทาง งงๆสงสัย ผมก็เลยโม้ต่อว่า
พี่ไอ ไม่อันเดอร์สะแตนด์อิงลิช นะ พอแด้ท ฟักกิ้งค้อบ บอกให้หยุด
มายบราเทอร์ไม่หยุด ขยับตัว รีบเดิน เลยโดนยิงนะ

ไอ้มืด ชักสนใจเรื่องแล้ว บอกผมว่าฟักกิ้งโพลิส มันเกลียดมายพีเพิล
ผมก็ว่า ยูไม่รู้อีกว่า เมียไอก็แบล๊กนะ
พี่มืดถามว่า จริงหรือหวะ เฮ้ บราเทอร์

ผมนึกถึงไอ้โทนี่กับลูกสาวขึ้นมาได้อีก
ไอ จะให้ ยู ดูรูป ลูกสาวไอนะ หกปีแล้ว
ผมเปิดเก๊ะ หยิบซองใส่รูปออกมา

เอารูปแรกที่เป็นหน้าของ เบอร์นาเด็ทท์ ลูกครึ่งไทย เมกันดำ
กำลังเป่าเทียนวันเกิด ยื่นให้พี่มืดดู
พี่มืดเอาไปดูอย่างสนใจจริงๆ ผม เหลือบมองทางกระจกหลัง

พี่มืดบอกทาง ผมไปเรื่อยๆนะ จนมาถึงถนนใหญ่ ดีขึ้นหน่อย
มีไฟสว่างบ้าง แล้วผมก็ได้ยิน พี่มืดเอ่ยขึ้นว่า
จอดให้ไอที่แก๊สสเตชั่น อโมโก้ ข้างหน้า โอ่เค้
."and tell you the truth brother ,I don't have any money "

ผมรีบบอก "that's okay my brother " แล้วก็กลัวนายนี่จะเปลี่ยนใจ ไปอีก
ผมหยิบแบ๊งค์ทั้งกำให้นายนั่น ก็เป็นใบหนึ่งเหรียญทั้งหมดแหละ
ที่ใส่กระเป๋าเสื้อด้านซ้ายไว้เพื่อไว้เป็นเงินทอนง่ายๆ
แต่แบงค์ใหญ่ ผมเก็บใส่กระเป๋ากางเกง

พอนายมืดลงจากรถแค่เสี้ยววินาที ผมกดล็อกประตูทันที
แล้วออกรถเร่ง สปีดทันทีเหมือนกัน
เมือผ่านกลับเข้ามาในแมนฮัทตั้นได้ ผมไปจอดที่ปัมพ์แห่งหนึ่ง แล้วลำดับเหตการณ์
นึกถึงกระเป๋าที่อยู่ท้ายรถของพี่มืด ไปเปิดกระเป๋าดู

ไอ้แยะแม่ มันตั้งใจมาจี้นะ เงินค่าโดยสารก็ไม่มี ในกระเป๋านี่ก็ไม่มีไรมีค่าเลย
นอกจากเศษ ผ้าขี้ริ้ว เก่าๆ เกือบเต็มกระเป๋า ผมยกไปทิ้งในถังขยะใหญ่

เปิดประตูสำรวจเบาะหลัง โอ๊ะโอ่ มีดแบบทำครัวเล่มหนึ่ง ซุกอยู่ในร่องเบาะ
ใจหายมาทันทีอีกแล้ว มันจะเอาแต่เงินนะผมไม่ว่าหรอก จะบอกว่า
เอาไปๆ ไอไม่มองหน้ายูด้วย อย่าเฮิร์ทไอเลยนะ
แต่ที่เห็นเป็นข่าวมันฆ่า พวกแทกซี่ป้ายดำ หรือ car service แล้วเข่าอ่อน
กลับบ้านดีกว่า รุ่งขึ้น ผมก็ไปเอาpartition มาใส่อีก และให้ช่างทำไฟสัญญานฉุกเฉิน

โอยโย่ ตูรอดมาได้ไงวะ มายบราเทอร์ ฮู วอส คิล
ออร์ มาย ด๊อเทอร์ เบอร์นาเด็ทท์
ลุงขอบใจนะแม่หนู.... happy birthday to you Bernadette...............

**เรื่องเล่าแทกซี่นิวยอร์ก**( ตอน เรื่องของ ไอ้มืด)















 

Create Date : 11 สิงหาคม 2548    
Last Update : 11 สิงหาคม 2548 13:43:23 น.
Counter : 744 Pageviews.  

29-แทกซี่กับภาษาทลึ่งๆ

ผมว่าผมนี่มีหัวในทางทลึ่ง สัปดนมากพอสมควร ทีเดียวหละ
ไอ้เรื่องไหนที่เกี่ยวกับ เรื่องตลกๆ
ประเภทเดอร์ตี้โจ๊ก เรื่องขำขันบนเตียง ผมจะรับได้ไวมากๆ
เวลาอ่านโจ๊กฝรั่ง จากเพลย์บอย เพนท์เฮาส์ หรือ ฮัสท์เลอร์
โอย เข้าใจดีทะลุปรุโปร่ง จำมาเล่าต่อได้สบาย

แต่ภาษาอังกฤษเรื่องอื่นๆที่ ไอ้ที่ดีๆนะ อ่านไปได้สักหน้าสองหน้า ก็เลิกแล้ว
ขี้เกียจเปิดดิกฯ ยิ่งหนังสือ เรียน หนังสือวิชาการ จะไม่เอาเสียเลย
ขนาดแปลเป็นไทยแล้ว ก็ยังนึกขยาด ไม่อยากหนักหัว

มีเรื่องหนึ่ง เรื่องเกี่ยวกับผีๆ คนอื่นเขาอ่านบอกน่ากลัว น่าขนลุก
แต่ผมอ่านแล้ว ก็งั้นๆ เพราะเสียเวลาเปิดดิกฯ ตั้งแต่บทแรก จนบทสุดท้าย
ความน่ากลัวเลยหายหมด แต่ปวดลูกตาแทน

ก็เพราะยังงี้ไง มันเลยต้องมาขับแทกซี่

เวลาผมอ่านกระทู้ห้องไกลบ้านนี่ ตอนมีใครมาถามความรู้ภาษาอังกฤษ
แม้แต่กับแค่เขาถามว่าจะไปฉี่ทำยังไง เกือบเข้าไปตอบแล้วนะว่า
ก็เดินไปเข้าห้องน้ำ งัดเจ้าหนูมาแล้วปล่อยน้ำออกไป แค่นั้นเอง ไม่ยาก

แต่มาอ่านอีกทีเขาถามว่า จะใช้คำไหนในภาษาอังกฤษนะ
แค่นี้ ผมยังไม่กล้าตอบเลย กลัวผิดอีก ดูซิ มันอยู่มาได้ยังไงตั้งยี่สิบกว่าปี
มัวเอาเวลาไป คอยสังเกต คอย หมั่นใส้คนอื่นเขา คอยอำเขาเสียสิมาก บ้าจริงๆ ไอ้ตั้ดหั้วนี่

เวลาไปไปกินร้านฝรั่งกับเพื่อนๆ
พอเพื่อนคนแรกคนไหนมันสั่งอาหารกับเวตเตอร์
ทำเสียงสำเนียง แบบดัดๆนะ
พอมันพูดจบ ผมจะลุกขึ้น ชี้มือไปที่มัน
ทำเป็นทึ่งกับมัน จับมือ พูดเสียงดัง กับมันต่อว่า
เฮ้ ยู้ สปี๊กอิงลิช เวรี่กู้ด หา ..อ่าฮ่า เม๊ ไอ่ แหฟ นิ๊วโหยกคัท มี๊เดี่ยม แร๊ร์ ผลีส
เพื่อนมันจะเขินอายไปเลย แล้วคนอื่น จะหัวเราะกันหมด
พอหลังๆนี่ ไม่กล้ามีใคร ดัดเสียงกันอีก
ต้องเอาอังกฤษสำเนียงไทย มาใช้ ต่อ
สำหรับผมนี่ ไม่ใช่สำเนียงไทยอย่างเดียวนะ ไทยปักษ์ใต้ ทองแดงด้วย
ก็เฮ้อ ขนาดพูดภาษากรุงเทพ ยังไม่ชัดเลยนิ จะเอาอะไรกับผมเล่า
ใช่ไหมครับ ดร. ไตรรงค์
ตอนที่มานิวยอร์กใหม่ๆ สมัยนั้น คนไทยเราชอบไปเดินๆ กันแถว ไทม์สแคว์ นะ
เวลาออกจากห้องพัก เพื่อนถาม ไปไหนวะ จะบอกกันว่า
ไปดูหนัง ที่อดุลย์ เล่นนะ
ผมคนใหม่ก็ไม่รู้เรื่องนี้ คิดเอาเองนะว่า เออ มีหนังไทยมาฉาย ด้วย ดีนิ น่าไปดู
แต่ตอนหลัง ถามรุ่นพี่แก จึงรู้ว่า ไม่ใช่หนังไทย
ที่ น้าอดุลย์ ดุลยรัตน์ สมัยยังหล่อเล่นหรอกครับ
แต่เป็นหนัง ADULT........ ONLY หนังโป๊ xxxx นี่เอง
โถ อดัลท์ ยังแผลงจนเป็น อดุลย์ ได้
ผมเคยอ่าน หนังสือวรรณดีเก่า ที่แต่งโดยคนปักษ์ใต้ ไม่ระบุนาม
เรื่องไรนะ นึกชื่อตอนนี้ไม่ออกที่คนแต่งใช้ความสามารถ
แต่งคำร้องกรอง แต่ใช้คำผวนมาใส่เข้ากันฟังเพราะห์มาก จนดูไม่รู้ว่า
หยาบลามก แต่พอมาอ่านผวนคำ โอ้โห คำหยาบเต็มๆเลย
อ้อ นึกออกแล้ว เรื่อง บาลีหวน ไงครับ
แค่ชื่อเรื่องก็ผวนได้แล้ว ลองสิ เคยอ่านกันบ้างไหมครับ
ที่คาเฟ่ ห้องสมุด ก็มีคนเคยเอาเวปที่อ่านได้มาบอกไว้นะ
ผมว่านี่เป็นหนึ่งของคำประพันธ์ร้อยกรอง เป็นความสามารถ ของคนชั้นครูทีเดียว
พวกนายหนังตลุง นี่ผมก็นับถือหลายคน ในความเก่งกาจภาษากวี
ทั้งมุข ทั้งความคล้องจองของคำสัมผัส ยิ่งบทตลก สัปดนนี่ ยกให้เลย
เหมือนๆกับพวก ลำตัด เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ที่ผมก็นิยมชมชอบ
ชอบฟัง ชอบดู มากครับ
กับศิลปพื้นบ้านเหล่านี้ อยากให้ได้อนุรักษ์ไว้ อย่าลืม อย่าทิ้ง กันไปหมดเลยครับ

เคยอ่านเมล์ที่มีคนฟอร์เวิร์ดมาให้ อ่านแล้ว ขำมากๆ ไม่ทราบว่า คุณๆนี่ เคยอ่านกันไหม
ที่เกี่ยวกับเมนูอาหารนะครับ ใช้คำผวน เสียจนไม่อยากกินเลย เช่น
ผัดหมีน้ำมันหอย หรือ ผัดโหกกะเป็ด ฯลฯ

แหม มันช่างคิด กันจริง ผมชอบอ่านด้วย ก็บอกแล้วแต่ต้นๆไงครับ หัวมันไปทางนี้
ที่นิวยอร์กนี่ ผมก็เคยอ่าน เคยฟังไอ้ฝรั่ง พวกทำงานออฟฟิส
มันล้อชื่อเมนูอาหารจีน chinese food กันนะ เพราะพวกทำงาน9 to 5 นี่ส่วนมาก ตอนพัก
กิน lunch กัน มันจะชอบสั่งอาหาร ที่ให้เขามาส่ง เช่นพิซซ่า หรืออาหารจีนที่ว่า

มันก็เอาเมนูมาล้อกัน เป็นทลึ่ง เป็นสัปดน อ่านแล้ว ขำดี ลองสักหน่อยไหมครับ
FUK ME WUN -หุหุ ขอสองไม่ได้หรือ เอาแค่ทีเดียวเอง
FUK YU TU -อ้าว ไหงงั้นละ แอนด์ ยู ทู โอ่เค๊
LONG DONG FUK- ไอ้นี่ยาวแหะ
WUN WUN FUK- เออ ไม่ต้องทำไรแล้ว เอาแต่กินฟัก
SUK MAI CUM- แหวะ อ๊วก บ้าๆๆๆ
SHOW ME YO DONG-หุหุ ไม่เอ๊า ไม่ด๊าย ไม่ให้ดู
.....................................................................................ฯลฯ-etc......................................................
เพราะผมขับแทกซี่ไงครับ จึงได้มีโอกาศตระเวณไปได้หลายแหล่งแห่งหน
แล้วผมมันก็ ชอบสังเกต ไอ้ที่เห็นที่เจอเสียด้วย
เมื่อไปแถว china town ลึกๆออกไปหน่อย ส่วนนอกๆของBOWERY
มีร้านอาหารจีน อีกมากเลยที่เราๆคนไทย ไม่ค่อยเดินถึง
ส่วนมากเอา ถนนcanal street เป็นศูนย์กลาง กิน เดิน ซื้อกับข้าวก็แถวนั้น
เอาอีกแหล่ว ผมเห็นชื่อร้านจีน แล้ว เคยจดชื่อรวบรวมไว้
เพื่อจะส่งไปที่ ต่วยตูนขำขันนะครับ
เอามาอ่านชื่อร้านกันหน่อยสิ มันทลึ่ง และน่าคิดลึก พอไหม

HEE TAO BAAN- ขายอาหารเวียตนามครับ แต่ทำไมมันต้อง บอกขนาดกันด้วยละ หุหุ
MAI ME HEE - ร้านนี้ คงผู้ชายล้วนมั๊ง เอ้อ ไม่มีก็ไม่มี
GUAY DOH- แน้ กลัวคนไม่รู้ กินไวอากร้า มาสิท่า
KAI YEN- วุ๊ย โดนลม หรือ แอร์เย็นไปไม๊เฮีย
MOY GU YAO-แหะ มีดโกน ไม่มีหรือ อาเฮีย โกนซะๆ
MEIN HE CHAO-แหยะ อาซ้อ ไปจัดการ ล้าง ฉ่าวๆ ซะเดี๋ยวนี้
MO CHUN DUM- หึหึ หม้อฉันดำ บอกใคร บอกใคร
.......................................................................etcฯลฯ....................................................................
ขับแทกซี่นี่ หากผ่านไปที่ใด ยิ่งนอกเขตแมนฮัทตั้นแล้ว
ต้องหมั่นสังเกต ถึงถนนหนทางด้วยครับ ตาต้องมองป้ายถนน
จำไว้ในหัว เผื่อสักวันหนึ่ง จะมีคนโดยสารให้มาส่ง แถวถิ่นที่มีชื่อถนน
ที่คนขับแทกซี่เพิ่งอ่านเจอ จากป้ายถนน
มีหลายถนนเหมือนกันนะ ที่ผมและคนไทย หลายคน
อ่านแล้วแผลงให้เป็นคำไทยเพื่อสะดวกในการจำ
ผมขำคนๆหนึ่งตอนเขาบอกทางกับเพื่อนอีกคนในงานปาร์ตี้บ้านเพื่อน

" คุณเข้า บีคิวอี ตรงไปหาหอย ออกจากหอยพอเห็นแมคอยู่บนหอยก็ชิดซ้าย เลย"
ก็ไม่มีไรให้คิดมากหรอกครับ มีคำเดียวเองที่ทำให้คนถามงง
คือ คำว่าถนน หอย ซึ่งก็คือ HOYT STREET นั่นเอง หุหุ ว่าเซี้ย งง

เคยไหมครับ เวลาเราขับรถไปต่างเมือง หรือที่ไหนครั้งแรกๆ
เราจะนั่งอ่านป้ายชื่อเมือง ชื่อตำบล ชื่อถนน บางทีเจอชื่อแปลกๆให้ได้เฮกันก็มีบ่อยนะครับ
นานมาแล้ว เมื่อผมกับแฟมิลี่ ขับรถไปเที่ยวกันทางNEW ORLEANS
ผ่านเมืองไรก็จำไม่ได้แล้ว ก็มาข้ามสะพานเพื่อผ่านแม่น้ำเล็กๆสายหนึ่ง
ผมเห็นชื่อแม่น้ำนั้นมันนะ
แหม ภาษาคนเผ่าที่อยู่มาก่อนก็ได้นะ โคตรยาวๆๆๆเลยครับ
ผมก็จำไม่ได้อีกหละว่าสะกดไงแน่ แต่ผมจะยกตัวอย่างเอานะ
ฟังนะ สมมุต เอาแล้วกันว่าเขียนอย่างนี้
" SHCJITECLFTBVFDTRBPLKTMGTCHSKJYTPFH"
พอมาถึงปัมพ์น้ำมันที่เลยไปหน่อย ผมถามคนที่ปัมป์นะ ว่า
แม่น้ำชื่อยาวนั้น อ่านว่าไง
เขาบอก มาแล้ว น่ากระโดดเตะสองเท้ากับคนตั้งชื่อจังเลย
หุหุ อ่านออกมาได้แค่ว่า
" เซก"
(อ้อ ก็อ่านแบบสมมุตด้วยนะ แหมโว้ย เขียนเสียยาว อ่านได้แค่นั้นเอง เรื่องจริงนะครับ เรื่องนี้)

คนไทยเรานี่อยู่ไหนก็ตาม เรื่องอารมณ์ขันและ sense of humor นี่จะเป็นเหมือน
มรดกตกทอดกันมา
ยิ่งมาอยู่เมกา ได้รู้จัก ได้เพื่อนคนเมกันที่ชอบง่ายๆ และรวยอารมณ์ขันด้วยละก้อ
ก็น่าสนุก มีเรื่องขำขันมาแลกเปลี่ยนกัน ได้หัวเราะ คลายเครียดดีนะ
หาก คุณมีหัว ทางเรื่องนี้พอ
ว่ากันว่าคนไทย ที่นิวยอร์กนี่ ก่อนนี้ชอบไปเล่นการพนันที่ คาสิโน ที่ATLANTIC CITY
เมืองตากอากาศ ขึ้นชื่อมานานเนิ่น ของรัฐ NEW JERSEY
เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ไปบ่อย มากๆ จนผมอำแกว่า
ไปจนเขาตั้งชื่อให้เกียรติเลยนะน้อง
เพราะที่ก่อนจะถึงแอตแลนติกซิตี้ จะมีแม่น้ำสายหนึ่งเล็กๆ
ชื่อตรงเป๊ะกับชื่อน้องคนนั้น
" MALLIKA RIVER" หึหึ ยังเดินทางบ่อยปะจ๊ะ น้อง มัลลิกา
เดี๋ยวนี้คนไทยชอบไป ที่คาสิโน ที่เป็นเขตสงวนของของพวกอินเดียนแดง เผ่าหนึ่ง
หรือ INDIAN RESERVATIONS
คาสิโนนี้ มีชื่อว่า MOHEGAN SUN โมฮีแกน ซัน
สาวๆไทยทาลึ่ง ว่ากันว่า พอหมดตูดจากการพนัน นั่งกันมาในรถ
ก็เปลี่ยนชื่อเป็น "มอง heeกัน "

เข้าเรื่องขับแทกซี่ของผมสักที่นะ

วันหนึ่งผมรับ ผู้หญิงชาติเชื้อเอเชีย จากสนามบิน LA GUARDIA
สนามบินภายในประเทศของนิวยอร์ก
หลังจากที่ถามไถ่กัน เลยรู้ว่าเป็นคนเวียตนาม
แกจะไปแถว green point,brooklyn นะครับ
แถววนี้ก็ไม่ไกลเท่าไร แค่รอยต่อเขตแดนกับqueens
แต่ถนน ที่แม่ เหงียน วัน เดียวจะไปนี่แหละ ผมสดุ้งจนร้องโอยด้วยความขำ
ฟังจากสำเนียงของคนหน้าเหมือนคนไทยอีก
ฟังนะครับ " ก่าโปก สตรีท "
แม่สาวบอกว่า อยู่ใกล้กับซับเวย์สาย G ด้วย
ผมคิดว่าผมไม่เคยได้ยินถนนนี้แน่เลย แต่ก็รู้จัก ย่านนั้นพอสมควร เคยไปเล่นโบว์ลิ่ง
ที่เคยเล่าว่า เจ้าของบริการพิเศษ กับพวกคนไทย ไงครับ
โคตรขำชื่อมันเลย ถนนก่าโปก ฮ่าฮ่า
นี่หากเป็นสาวไทย ใครจะหน้าแดงกันแน่ระหว่างคนขับกับคนโดยสาร
พอลงจากบีคิวอี เข้าหอย เอ้ยไม่ใช่คนละทางกับหอย ผมเข้าถนนใหญ่ได้
ตอนนี้แม่เหงี่ยน วันเดียว บอกทางได้แล้วละ แกบอกตรงไป แล้วเลี้ยวซ้าย
ที่ถนนก่าโปก ผมก็ทำตาม ง่ายดี แล้วก็หาก่าโปก เจอในที่สุด
เห็นป้ายถนน ชัดเลยครับ KAPOKE ST. หุหุ แทกซี่ทาลึ่ง หัวเราะเบาๆ มีจริงหว่า
ผมเลี้ยวตามแล้วจอด ส่งแม่สาวเวียตนาม ที่ กลางบล้อกถนน ก่าโปก
รับเงินแล้วผมก็ออกรถต่อ ตรงไป จอด stop sign ที่ถนนข้างหน้า ผมมองดูชื่อถนน
แม่เจ้าโว้ย อะไรกันนี่ ถนน นั้น ชื่อ BALL (s)street
ทำไมไทยกับเมกันเป็นพันธมิตร์กันดีอย่างนี่เนอะ มีก่าโปก แล้วมี บอลล์....(สองลูก)
ผมขำจนต้องหัวเราะออกมาคนเดียวเลย
นี่แหละนะ ความงดงามของภาษา เอ้ย ความทาลึ่ง ของคนชอบภาษา
.....ห้าห้าห้าห้า .................แทกซี่ ทาลึ่ง
สวัสดีครับ















 

Create Date : 11 สิงหาคม 2548    
Last Update : 11 สิงหาคม 2548 13:41:57 น.
Counter : 640 Pageviews.  

28-เรื่องของ ทัวริสท์

*เรื่องเล่าแทกซี่นิวยอร์ก**( ตอนเรื่องของทัวริสท์)


นักท่องเที่ยว หรือ ทัวริสท์ นี่พอไปเที่ยวไปพักผ่อนที่ไหนก็เป็นอันรู้กันนะครับ
ว่าเป็นที่พิสมัยหมายปอง ของผู้คนเจ้าของถิ่นที่พวกทัวริสท์ไปถึง

ซึ่งก็ส่วนมากจะหมายถึงคนทำธุรกิจทางด้านท่องเที่ยวและ การค้าที่เกี่ยวกัน
พันผูก ไม่ว่า บริษัททัวร์ โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร สถานบันเทิง

ก็เพราะขึ้นชื่อว่านักท่องเที่ยว มันก็ต้องมีเงินมากๆ มาจ่ายเพื่อการเที่ยวอยู่แล้ว
ไม่มีแล้วมาเที่ยวได้ไงละ แม้รู้ว่าอาจต้องเจอกับการถูกโขกถูกฟัน จ่ายทุกอย่าง

แพงขึ้นกว่าคนในท้องถิ่นนั้นๆ ก็ยินดีและรับได้ เอาน่า มาเที่ยวทั้งที
ที่ไหนก็เหมือนกัน ยิ่งสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ยิ่งแพงหนักไปอีก

ไอ้เจ้าถิ่นที่โขกที่ฟันนั่น ก็คิดกันเอง ว่าไอ้พวกชาตินี้ ชาวนี่โง่ หลอกฟันง่าย
เหอะ ลองไปเที่ยวที่อื่นบ้างเถอะ จะรู้เอง ว่าตัวก็เป็นไอ้โง่ ของคนที่นั่น

นักท่องเที่ยว หรือทัวริสท์ นี่เขาไม่โง่ไปทุกคนหรอก แต่เขาอาจจะคิดว่าน่า หยวนๆน่า
มานอกบ้านต่างเมือง ขืนทำเรื่องมาก ไปทำรู้ทำฉลาด เดี๋ยวมีเรื่องมีราว
หมดสนุกกันพอดี

ตอนผมกลับไปเยี่ยมบ้านที่ปักษ์ใต้ เมืองท่องเที่ยวดังที่สุดของไทย ภูเก็ต
ขนาดบ้านเกิดผมเองนะ
เวลาออกไปไหนคนเดียว แค่นุ่งขาสั้นรัดเข็มขัด ใส่เสื้อเชิ๊ตลงในกางเกง
ใส่รองเท้าด๊อกเก็ท ไม่สวมถุงเท้า ผมก็กลายเป็นนักท่องเที่ยว
ในบ้านเมืองผมเองโดยอัตโนมัติ

เริ่มจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างก่อนเลย ขนาดผมแหลงใต้ด้วยนะ
ยังล่อผมสองเท่าราคาคนในเมืองจ่ายเลย เอาเถอะ น้องบ่าวเอ้ย ฉ้านให่ต่น

ไม่เป็นไร คำนวนค่าเงินดอลล์ เออ ให้แกไปเถอะ แถมทิปอีก
ทีหลังแกเห็นผมเดินๆในตลาด ปราดมาทักเลย โก่ๆๆ ไป่ไหน้ๆๆ

เวลาไปเดินหาของ ซื้อของนี่ ผมขำมาก แต่ไม่ได้ว่าไรเขา จะซื้อก็ซื้อ
ไม่ซื้อก็ไม่ไปว่าไรเขา

พวกแม่ค้าพ่อค้านี่ สืบๆกันไปอาจจะเป็น น้องเป็นลูกหลานเพื่อนผม หรือคนรู้จักก็ได้
คือพอพวกเขาเห็นผม หน้าเจ๊ก แต่พูดเจ๊กไม่ได้นี่

จะคิดกันว่า เป็นนักท่องเที่ยวจากสิงค์โปร มาเลย์ ไต้หวัน
ต่างตรงมาเลย เตรียมฟันเต็มที่

บ้างพูดจีนทัก บ้างก็ ฮาโล้ ยูๆ ดิ้ส อิ้ส เวรี่กู้ด วันฮันเดรทบาท โอ่เข
แล้วหันไปบอกกันเองเป็นภาษาบ้านผม อ่าย หม้อนี บ้อกให้เกินซ้ามเถ่าราคา

เผื้อหวามั่น ต่อราคา พอผมพูดบอกพวกเขากลับเป็นภาษาเดียวกัน
ว่าอ่าจี้ เราก่าคนภูเก็ตเด้ ทำไมคิดแพงตั้งสามเท่าเล่า
เขากลับว่า อ้าว ไอ้นี่พูดไทยถูเก็ตได้ด้วยอีก ไอ้ตัดหั้ว

มีวันหนึ่งผมคิดสนุก เพราะเห็นแม่ค้าคิดว่าผมเป็นนักท่องเที่ยวอีก
เอาก็เอา ลองเป็นสิ
ก็ไปคนเดียวอีก ไปสั่งของกินที่ตลาดกลางคืนนะ
แม่ค้าขายพวกก๊วยเต๋ยว บะหมี่

ทัก ฮาโล้ ยูๆ นูดเดิล กู้ดๆ ผมเลยแวะนั่ง ผมยิ้มแต่ไม่พูดนะ
แค่ใช้นิ้วบอกความหมาย
หนึ่งจาน แอนด์ หนึ่งโค้ก ชี้ไปที่ขวดโค้ก

ตอนนั่งคอยผมเห็นราคาที่ป้ายกระดาษแข็ง บอกยังงี้ครับ
ก้วยเตี๋ยวจานละ ๓๕ บาท แต่มีเป็นภาษาอังกฤษว่า Noodle 80 baht

เออ ฉลาดมากคนบ้านเรา ต้องอย่างนี้สิ ฟันนักท่องเที่ยว
อย่าฟันคนไทยกันเอง
พอกินเสร็จ ผมเรียกคิดเงิน แกยื่นบิลให้นะครับ ร้อยสิบบาท หุหุ

ก็ให้ไปแถมทิปอีกยี่สิบ อย่าไปคิดไรเลย กินที่นิวยอร์ก จานละแปดเหรียญ
ยังให้ได้ นี่กับพี่ๆน้องๆเราเองนิ แค่สามเหรียญเองด้วย

กินแล้วนั่งดูคนเล่นๆ แล้วก็เกิดมีเพื่อนรุ่นเรียนมัธยมด้วยกัน ขี่มอเตอร์ไซค์มาซื้อ
ก้วยเตี๋ยวกับเจ้านี้ พอดี มันเห็นผม ทีแรก ทำงงเหมือนจะจำไม่ได้

พอลองทักเป็นภาษาใต้เรียกชื่อเล่นผมถูก ก็ตะโกนลั่น
แล้วแหลงใต้กันลั่นทั้งคู่ ถามไถ่ทุกข์สุขกัน

แม่ค้าได้ยินหันมาดู หน้าแกเสียๆ ได้ยินแกว่า อ่าว ม้ายหรู่ นึกว่า พวกถั่วร์
บอกจะคืนเงินที่คิดเกินให้ ผมบอกไม่เอา ไม่พรือ ทำถูกแหล่ว อี่ส้าวเอ้ย

ที่นิวยอร์กนี่ ขอบอกหากเราคนไทยใครๆมาเที่ยวมาเดินๆแถวไทม์สแคว์
เห็นร้านขายพวกอีเล็กโทรนิก กล้องดิจิทัล หรืออะไรๆ ที่ออกใหม่ๆ

พอเห็นราคาขายแล้วโห ทำไมมันถูกจัง
อย่าไปคิดถาม คิดซื้อเลยนะครับ มันเอาไว้ดักพวกทัวริสท์นะ

ราคาที่มันติดไว้ ขายกันไม่ได้หรอก มันจะมีลูกไม้
อาจจะเอาของใช้แล้วให้ หรือ
ของไม่ครบเหมือนกับที่นอกกล่องบอกไว้ คืนก็ไม่ได้

ผมตอนมาใหม่ๆก็โดนมาแล้วเจ็บใจเกือบร้องไห้เลย
และได้ข่าวก็อีกหลายคนที่โดนมันหลอก มันโกง

หากจะซื้อพวกนี้ ต้องไปร้านที่เป็นเชนใหญ่ๆดังๆ
เช่นbestbuy,circuit city,b&h, j&r
หรือเช็กจากเวปไซท์ก่อน ค่อยหาซื้อ

ในนิวยอร์ก พวกทัวริสท์ ที่เป็นที่โปรดปราน ของคนทำธุรกิจบริการ
ทุกหนแห่งมากที่สุด น่าจะเป็น พวกทัวริสท์ญี่ปุ่นครับ
พวกทำงานเวท ร้านอาหารก็ชอบ
ทำงานเสริฟก็ง่าย ทิปก็คิดสิบห้าเปอร์เซ็นรวมไปเลยได้อีก

มีหัวหน้าทัวร์นำไป จะสั่งอาหาร ก็ไม่เอะอะเสียงดัง หัวหน้าทัวร์ถาม
เอาสะเต้กแบบไหน ก็ยกมือ รวมสั่ง สิบ มีเดี้ยม แปด แรร์ หก มีเดี้ยมเวล

เวลาเดินก็เดินเรียงแถวยาว ไม่ซ้อนเดินแบบเต็มทางเดิน
ผมชอบการมีระเบียบของพวกเขาจัง

พวกพี่ยุ่นมาเที่ยวนิวยอร์ก จะไม่เรื่องมาก และไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ
บางทีจึงตกเป็นเหยื่อแทกซี่นิวยอร์กที่ ขี้โกงง่ายๆ พวกแทกซี่ชอบนัก

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เวลาไฟลท์ แจแปนแอร์ไลน์ ลง
พวกพี่ยุ่นนี้จะนิยมขึ้นแทกซี่
กระเป๋าเดินทางก็ส่วนมาก มีใบเดียว ไม่หนัก ไม่ขนกันมาเหมือน
หุหุหุ เหมือนใครพวกไหนนะ ทั้งขาไปขากลับ อ๋อ พี่ไทยหรือ ใช่มั๊ง

แทกซี่ขี้โกงนี่ พอเห็นเป็นญี่ปุ่นแน่ใจได้เลยว่า เข้าแมนฮัทตั้น
และพักโรงแรมสดวกต่อการขับไม่ต้องไปเที่ยวหา
และไม่มีที่จะนั่งแทกซี่ไปใกล้ๆแถวควีนส์เหมือนคนเอเชียชาติอื่นๆ

เลยโดนมันโกงพาอ้อมให้ไกลเสียอีก และไอ้ที่มีตัวทำ
โกงมีเตอร์ zapper ก็ได้มีโอกาศใช้ กับพี่ยุ่นอีกต่อหนึ่ง

วันนั้น ก่อนเที่ยงผมก็ไปรอคิวที่แทกซี่ไลน์ ที่ JFK AIRPORT
หลังจากที่ได้ทริปจากแมนฮัทตั้น ส่งลูกค้าที่เทอร์มินัลหนึ่งไปแล้ว

ก็ต้องรอเกือบชั่วโมง เพราะคิวเลื่อนช้า ก่อนเวลาเที่ยง
ไฟลท์แอร์ไลน์ขาลงไม่มีมาก

แล้วผมก็ได้ขยับมาอยู่ในคิว สองข้างสองไลน์ ขั้นแรกสุด
หมายถึงผู้โดยสารมาขึ้นรถได้เลย มีเจ้าหน้าที่ของTLC ทำหน้าที่ควบคุมคิว ให้มีระเบียบ
เรียกว่า taxi dispatcher
ปกติไฟลท์ขาลงของแจแปนแอร์ไลน์ จะถึงเที่ยงวัน เสียเวลาจากการตรวจ
ของimmigration ผู้โดยสารเที่ยวนี้ ก็คงออกกันมาได้ราวๆเที่ยงครึ่ง

แต่ เอ นั่นกลุ่มชาวญี่ปุ่น มากันหลายสิบเลย พากันมาที่คิวแทกซี่
พวกนี้มันลงจากไฟลท์ไหนกันหว่า หรือ เที่ยวบิน เปลี่ยนตารางบินแล้ว

นายคนควบคุมคิว ก็จัดให้ขึ้นแทกซี่ แบ่งกันไป สองคน บ้าง สามคน บ้าง
ผมอยู่นับได้คันที่สิบครับ
นายแทกซี่คนแรก พี่บังเราเอง มีคนขึ้นรถแกสามคน

พี่บังเดินมากระซิบไรไม่รู้กับคันที่สอง ที่สาม แล้วบอกให้บอกต่อไรอย่างนั้น
คันที่เก้าก็เดินมาบอกผมต่อ บอกผมว่า พวกยุ่นจะไปที่เดียวกันหมด

คือ ร้านอาหารดังของนิวยอร์กtavern on the green
ที่อยู่ติดกับ central park west 66th.street

ให้ทุกคันตามคันแรก ไปทาง belt parkway อ้อมเข้าbrooklyn
แล้วเข้าอุโมค์ ที่battery tunnel เมื่อออกจากอุโมงค์ก็ขึ้นwestside highway เลย

โห ดูมันกล้ากันอย่างนี้เลยหรือ มันอ้อมแบบนั้น
มีเตอร์ต้องเป็นสองเท่าราคาที่ไปทางตรงง่ายๆแน่เลย
มันจะเอาดาบซามูไรฟันพวกซามูไรนะครับ
ผมในใจคิดนะ ตูไม่เอาแน่ โกงเห็นชัดเกินไป หากจะมีบ้างเช่นหลบรถติด
ก็เคยทำบ้าง แต่จะบอกผู้โดยสารก่อน ว่าหากจะอ้อมก็ต้องจ่ายแพงขึ้น

ผู้โดยสารพี่ยุ่นของผมมีสองคนเอง ยังหนุ่มทั้งคู่เลย ใส่สุท เรียบร้อย
ท่าทางเหมือนนักธุรกิจ นายคนนึงบอกผมเป็นสำเนียง
เหมือนด้อยในภาษาอังกฤษมากๆเลย
แล้วยื่นกระดาษให้ อ่านได้ว่า ก็ที่ๆจะไปกันนี่แหละ tavern on the green

เอ้ารถคันแรก พี่บังอินตะระเดียออกแล้ว คันต่อมาก็ตามกันไป
จนมาถึงคันของผม ก็ขับออกนอกสนามบินตามกันไปอยู่นะครับ

พอมาใกล้ถึงสองทางแยก คือไป belt parkwayเพื่อผ่าน brooklyn
กับทางที่จะพาเข้าแมนฮัทตั้นโดยตรง คือvan wick expressway
แล้วค่อยไปแยกทางเข้าแมนฮัทตั้นอีกที

ผมเห็นคันหน้าผมเลี้ยวเข้าทางที่มันบอกกันนะ
ผมตัดสินใจ ไม่เอาดีกว่าจะไปทางตรง
เลยหันมามองหน้าพี่ยุ่นทั้งสอง พี่ยุ่นเหมือนจะว่าผมคิดไรอยู่นะ ผมชลอรถ

นายยุ่นพูดขึ้นมาก่อนว่า follow.. follow แล้วใช้มือชี้ตามรถแทกซี่คันหน้าๆผม
ผมจะพูดอะไรก็ไม่ทันแล้ว พอได้ยินว่า follow ก็ทำตามนั้น
คือไปทางอ้อม ทางที่ผิด ที่ไกล เหมือนคันอื่นๆ

ผมได้ยินพี่ยุ่นคุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่น ฟังไม่เข้าใจ แล้วตามองทางกระจกหลัง
เห็นนายหนึ่งเอาอุปกรณ์ไรไม่รู้ออกมา วางไว้หน้าตักแก

พอได้โอกาศผมพยายามบอกแกว่า มาทางนี้ ยูต้องจ่ายแพงเกือบสองเท่านะ
นายนั่นก็ ตอบว่า จริงหรือ วาย โดส แทกซี่ คัม ดิสเวย์ ละ

ผมบอก ไอ ด้อนท์ โหนว แต่ยูบอกเองนะ ว่าให้ไอฟอลโล่ว
พี่ยุ่นก็หัวเราะ โอเค ซอรี่ๆๆ นอท ยัว ฟอล์ท

ตอนเที่ยงรถยังไม่ติด ไปได้เร็วรวดดีจริงนิ มีเตอร์ก็ขึ้นๆทุก หนึ่งในสี่ไมล์
ติ๊กละ15 เซ็นต์สมัยนั้น (ตอนนี้ ติ๊กละ40 เซ็นต์แล้วครับ)

ก็ผ่านทางเรียบติดทะเลช่วงของ new york harbor อ้อมมาจนถึงเข้าอุโมงค์ battery
ออกจากอุโมงค์ ก็ตรงเข้าwestside highway มาออกที่ west 72nd.street
แล้วก็ผ่านมาจนถึงจุดหมาย tavern om the green

อ้าวผมเห็น ที่ลานกว้างหน้าร้าน อะไรกันนิ รถแทกซี่ที่มาถึงก่อนผม
ทั้งเก้าคัน ยังจอดอยู่ คนขับออกมานอกรถหมด
พี่บังคันแรกและอีกสามคน ถูกล้อกด้วย กุญแจมือ ยืนอยู่กับตำรวจ
ที่กำลังสอบอะไรกันอยู่

มีตำรวจ มีเจ้าหน้าที่ TLC กระจายเต็ม มีรถtow truck คือรถลากรถจอดเตรียมพร้อม

ค่าแทกซี่มีเตอร์รถผมอ่านได้ 58$ บวกค่าโทลผ่านอุโมงอีก2.50$ ก็เป็น60.50$
นายยุ่นที่นั่งมาในรถ บอกขอใบเสร็จ และบอกให้รอก่อน
ด้วยสำเนียงอังกฤษ ชัดเปรี๊ยะแบบคนเมกัน

มีตำรวจคนหนึ่ง กับ เจ้าหน้าที่ TLC มาที่รถผม ผมได้ยินนายยุ่นพูดออกไปว่า
"normal .. one and a half per cent slow meter...no zapper"

แล้วยื่นเงินค่าโดยสารให้ผม เจ็ดสิบเหรียญ รวมทิป
ก่อนลงรถนายยุ่นคนหนึ่งบอกว่า
"you good..you can go now..and don't try to be a crook.. okay"

วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์NEW YORK DAILY NEWS พาดหัวข่าว และภาพเต็มหน้า
"BAD CABBIES BUSTED"
เพราะได้รับรายงานการถูกแทกซี่โกง จากพวกชาวญี่ปุ่นมานาน
โดยเฉพาะพวกทัวริสท์
เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและTLC จึงวางแผนให้ตำรวจชาวเอเชียคนจีนอเมริกัน
ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยว จัดการกับพวกแทกซี่ขี้โกงทั้งหลาย
ข่าวว่า นายสี่คนนั่น ใช้zapper บวกกับการอ้อมระยะ กับทริปเมื่อวานนี้
ค่าโดยสารจากJFK เข้าแมนฮัทตั้น ที่น่าจะไม่เกิน 32$
แต่มันชาร์ท ไปตั้ง 110$ ถูกดำเนินคดีฉ้อโกง ยึดใบขับขี่
และยึดป้าย taxi medalion ยึดรถแทกซี่ สมน้ำหน้า

หลังจากนั้นมา ข่าวการโกง เลยซาไปพักหนึ่ง

แทกซี่ไทยคนนี้ ไม่เอ๊า ไม่เอาไม่โกงอะ เสียชื่อไทยแลนด์หมดนะ หากทำอย่างนั้น
เอ้า ปรบมือกันหน่อย โอ่เค๊















 

Create Date : 11 สิงหาคม 2548    
Last Update : 11 สิงหาคม 2548 13:40:13 น.
Counter : 393 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

smartupid
Location :
New York United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




กรุณาตรวจตราสิ่งของก่อนลงจากรถไป แค่ลืมหัวใจไว้ในรถ คนขับก็สดชื่น.... โอ่เค้
Please check your belongings before leaving my cab, just leave your heart here ...Thank You
Friends' blogs
[Add smartupid's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.