Group Blog
 
All Blogs
 

หนังสือ แท็กซี่นิวยอร์ก จาก สนพ a book

เอาปกหนังสือมาอวดก่อนครับ




 

Create Date : 21 มีนาคม 2549    
Last Update : 21 มีนาคม 2549 21:34:03 น.
Counter : 843 Pageviews.  

50-บทจบของแท็กซี่นิวยอร์ก

49-บทจบของแท็กซี่นิวยอร์ก

วันหนึ่ง กลางๆปี 1993 ก็อยู่ในช่วงซัมเมอร์หน้าร้อน( อีกแหล่ว ยังงี้เกือบทุกตอนเลยอะ)
เช้าวันนั้น ผมตื่นขึ้นมา ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
มันไม่เหมือนเช้า ตีห้าของทุกวันที่ผ่านมาเลย

คิดไปถึง กิจวัตร์ปกติประจำวันที่เคยมาห้าหกปีก่อนนี้
อาบน้ำอาบท่า นั่งกินกาแฟสักแก้ว สูบบุหรี่สักมวนสองมวน แล้วออกจากบ้าน
ในใจก็นึก อีกวันแล้วสิ ที่จะต้องออกไปขับแท็กซี่ เหนื่อยเสียก่อนจะออกจากบ้านแล้วละ
เริ่มจากว่า แท็กซี่ที่จอดไว้ในลานจอดรถ ใกล้บ้านนะ จะโดนทุบกระจกอีกหรือไม่นะ
ตั้งแต่จอดที่นั่นมา เกือบหกปี โดนทุบไป แปดครั้ง
ไอ้คนงัด คนทุบมันเอาหมดทุกอย่าง ไหนๆทุบทั้งทีแล้วไม่เว้นแม้แต่ปากกาถูกๆสักด้าม
หนังสือโป๊ปกขาว จากไทยแลนด์ เอาไว้อ่านตอนรอคิวสนามบิน
มันอ่านไม่ออกหรอก แมร่ง ยังเอาเลย
มันเอา อีเล็กไปสองครั้ง เอ้อ อีเล็กโทรนิก อีตัวกล่องควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์นะครับ
และมีครั้งหนึ่ง มันจับถอดล้อเสียสองล้อด้วย เอาทั้งล้อทั้งยางเส้นใหม่ไป
แล้วเอาตัวเพลาล้อนั้น วางบนลังนม ดูแล้วเหมือนรถขาหักเสียสองขา
ครั้งนั้นแสบมากๆ ดีที่ไปทันเห็นแต่เช้ามืด
ไม่งั้นหากปล่อยไว้จะมีคนมาตอดโน่นตอดนี่ นึกว่าเป็นรถที่คนขโมยมาทิ้ง
วันไหนมาที่รถ เหตุการณ์ด้านตะวันตกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เป็นปกติ
ก็เหมือนจะยกมือไหว้เจ้าที่เจ้าทางได้ แถ่งกิ๊ว ว๊อทเอฟเวอร์
เอ้อ รถปลอดภัยไม่โดนงัดโดนทุบ แล้วพอนั่งขับหากินไปละ
จะปลอดภัยจากเอกซิเดนท์ จากรถคันอื่น หรือจะขับไปชนคนชนใครเขาไหม
จะเจอไอ้คนเลวๆขึ้นรถมาหาเรื่องให้เสียเส้น สักคนไหมวันนี้
ยามค่ำคืนไปส่งใครที่เปลี่ยวๆ จะโดนเอามีดจิ้มพุง กวาดเงินไปเรียบไหมหนอ
เฮ้อ มันต้องคิดครับ คิดบ่อยๆด้วยละ คิดแล้วเครียด

ก็ได้แต่คิดละครับ หลังจากนั้นก็มุ่งสู่จุดเริ่มต้นเที่ยวแรก ในวันนั้นของแท็กซี่ ที่แมนฮัทตั้น
สายเข้าหน่อย หากเป็นวันทำงานปกติของนิวยอร์กเกอร์
ทุกย่านที่ผ่านไป จะมีคนโบกมือเรียก เฮ้ แท็กซี่ๆๆๆๆๆๆๆๆ
คนนี้ลง คนนั้นขึ้น จากตึกที่เป็นบ้านย่านคนอาศัย
ไปยังตึกหลายชั้น ย่านที่ทำงาน ที่เรียงรายก่ายก่อเหมือนป่าคอนกรีต
บ้างสูงเหมือนจะเอามือจับเมฆมาเล่นได้
บ้างเห็นเหมือนแต่กระจกทรงเหลี่ยมรอบด้าน และรูปทรงอีกหลากหลายมีให้เห็น
เสียงจอแจ กับความรีบร้อนของผู้คนเริ่มให้ได้ยิน ได้เห็น
คนเดินข้ามถนน บนทางข้ามเป็นกลุ่มนับร้อยนับพัน เดินๆๆ รีบๆๆ เหมือนจะเดินชนกันให้ได้
เมืองใหญ่ที่ไม่เคยอยู่นิ่ง เริ่มส่ายระบำ ให้ตื่นเต้นอีกวันแล้วละครับ
รถราเริ่มขวักไขว่ รถบรรทุกเริ่มจอดดับเบิ้ล พาร์ก โหลดของลง ส่งให้ร้านค้า ร้านอาหาร
การจราจรเริ่มติดขัด เสียงบีบแตรไล่ เสียงด่า เอฟยูเอฟฮิม
ที่เห็นบนถนน เหลืองไปหมด นั่นแหละจ้าวถนน YELLOW CAB
ก็พวกผมกระเหรี่ยงไทย จีน พี่บัง พี่โก้พี่มืด พี่ปีแอร์ พี่โบริส
ช่วงเช้านี้ เรียกว่า แท็กซี่ด้วยกันไม่ต้องแย่งไม่ต้องชิงกันหรอก
ลูกค้ามีมาให้เองแหละ จะเล่นตัว ไม่รับ หากลูกค้าที่เห็นขี้เหร่เกินไปก็ยังได้นิ หุหุ
หรือเห็นที่ยืนเรียงแถวข้างถนนคอยโบกมือเรียก ก็แกล้งหาเรื่องให้คนด่า สะใจเล่นๆ
ขับผ่านคนหน้าๆ แรกๆนะ ไปรับคนที่อยู่หลังสุด
หุหุ เซอไพร์ส คนหลังสุดที่โชคดีมาหลังได้ไปก่อน ก็แถมด้วยคำยอไปนิดหนึ่ง
ไอเห็นหน้ายู ดูกู้ดกว่าใครนะ จึงรับยูก่อนไง แหะๆ เด๋วคงได้ทิปงามๆ
ว่าก็ว่านะ อาชีพที่ต้องพบเจอบริการผู้คน ทำให้อ่านคนออกได้ดีเชียวละ
ตอนผมเป็นเวทนั้น ผมมองลูกค้าออกเลยละครับ ว่า หมอนี่ โต๊ะนี้ จะทิปมากน้อยแค่ไหน
เวทบางคนเห็นเป็นคนขาว อยากได้มานั่งโต๊ะมากกว่าคนดำ
ผมเคยบอกเอาไปเลยยู ไอ้เวทนั่นนอกจากไม่ได้ทิปเท่าที่คิดแล้ว
ยังเจอฮาร์ดไทม์ สมาร์ทแอส จากไอ้นายคนขาวอีกด้วย แอบด่า และทึ่งที่ผมเหมือนจะรู้
พอมาขับแท็กซี่ ผมก็อ่านคนไม่ค่อยผิดเท่าไร ตั้งแต่ขึ้นรถจนถึงลงไป
เสียแต่ว่า กฎของแท็กซี่นิวยอร์กนี่ มีบังคับคนขับเสียมาก จนเลือกคนขึ้นนั่งไม่ได้
เมื่อล่วงเข้ายามเที่ยง ไปจนบ่าย
นิวยอร์กเกอร์เข้าประจำทำงานกันไป บนตึกสูง บนถนน ที่ร้านค้า ร้านอาหาร
หรือจับจ่ายใช้สอย ต่างคนต่างทำธุระของตัว
พวกจากต่างเมือง พวกทัวริสท์ ก็เริ่มพากันออกท่องเที่ยวไปยังจุดที่ไม่ควรพลาดของนิวยอร์ก
ทั้งมิวเซี่ยม ทั้งตึกสูงมีชื่อ อัพทาวน์ยันดาวน์ทาวน์
ก็อาศัยการบริการของพวกเราเหล่าสีเหลือง นามกระเดื่อง เย็ลโล่แค้บ
บ้างก็ได้ยินชื่อด้านลบๆ ของแท็กซี่นิวยอร์ก นั่งไปกลัวไป
บ้างก็พูดอิงลิชไม่ได้ แต่ยังกลัวว่าแท็กซี่หน้ากระเหรี่ยงจะพูดอิงลิชไม่ได้ก็มี
ถามแต่ว่า ดูยูสปีกอิงลิช พอผมบอก เยส ไอดู
มันก็บอกว่า บัท ไอ ด๊อนท์ แล้วมันจะถามไปทำไม
หน้าตาแบบนี้ มันจะให้พูดสเปนิช พูดอิแท๊เลี่ยน กับมันรึ บ้านิ
ผมเคยเจอฝรั่งสองแม่ลูก สำเนียงพูดคงมาจากรัฐทางใต้ๆ
เรียกรถผม พอจอด ก็ขึ้นนั่ง แต่ยังไม่ปิดประตูก่อนนะ ท่าทางลนๆกลัวๆ
ถามผมก่อนว่า ดู ยู สปี๊ก อิงลิช
ผมบอกไป ว่า.. ดีเพ็น ออน.. แวร์ อาร์ ยู โกอิ้ง ทู..........
ฝ่ายตัวแม่ ทำไม่เข้าใจ แต่ลูกสาวสกิดบอก โน หมาม ผมเลยถามว่า ยูจะไปไหนละ
แกบอกว่า ยูโหนว ฮาว ทู เก็ท ทู ร้อกกี้เฟลเลอร์ เซ็นเตอร์
พอแกก็ปิดประตู ผมออกรถ กดมีเตอร์
ขับมาอีกหนึ่งนาฑีกว่าๆ ผมก็จอด แล้วกดปิดมีเตอร์ บอกราคา ไม่ถึงสองเหรียญ กับสองแม่ลูกไป
แล้วผมก็กล่าวต่อว่า ซี .. ยู โน นีด มาย อิงลิช
โธ่ว๊อย เดินก็จะถึงอยู่แล้ว ตึกร้อกกี้เฟลเลอร์แค่นี้ เสือกมาเรียกแท็กซี่ แล้วลองภูมิจะให้พูดอิงลิช

เอ้อ หิวแล้วสิ แท็กซี่ก็ต้องกินเหมือนกันนิ
ส่วนมากผมและกระเหรี่ยงแท็กซี่ จะไปจอดที่ แท็กซี่สะแตนด์ ซึ่งมีหลายถนนทั่วแมนฮัทตั้น
แท็กซี่จะจอดกันที่นั่น เมื่อถึงเวลากิน หรือเปลี่ยนกะขับกับคนขับอีกคนเมื่อถึงเวลา
แถวๆนั้น จะมีร้านอาหารจีน แบบฟ้าสท์ฟูด หลายร้านด้วย
พวกแท็กซี่นี่ จะกินอาหารจีน นี่ได้ทุกวัน ไม่น่าเบื่อเหมือนพวกเบอเกอร์ ฮ้อทดอก
ราคาก็ถูก ปริมาณ ก็มากกว่า กินอิ่ม
ก็กระเหรี่ยงนี่ ไม่ว่ามาจากไหน ต้องกินข้าวเป็นหลัก กินข้าวกันเป็นทุกคน
ร้านจีนนี่ เรียกว่า เป็นที่ชุมนุมสโมสรก่อนขับต่อ อย่างดีเลย
มีเรื่องราวมาเล่ากัน ทั้งขำทั้งสนุก หรือ ฮาร์ดไทม์ กับแอสโฮล บางตัว ที่ผจญกันมา
ทั้งการที่ต้องเจอบทหาเรื่อง จากเจ้าหน้าที่ TLC หรือจาก NYPD
บางครั้ง บางคราวพวกแท็กซี่นี่ ก็ดูๆ จะเข้ากันดี ปรองดองรักใคร่กันได้
มีเห็นใจ กัน รับฟังปัญหากันด้วยความเข้าใจ
แต่พอมันอยู่บนถนนกันหมด มันเหมือนจะต่างคนต่างขับ ไม่รับรู้กับใครทั้งนั้น
กรูจะรับท่าเดียว รถมันขับทางขวาอยู่ พอเห็นคนโบกมือเรียกทางซ้าย
มันก็ปาดชั๊บให้ ไม่เกรงใจเพื่อนมันที่ขับทางซ้ายอยู่กันบ้างเล้ย
บทมันจะแซงคิว ที่สนามบิน ที่พวกคันอื่น มารอเป็นชั่วโมงในคอกคิวแท็กซี่
มันก็ไม่แคร์ใคร บ้างก็เล่นพวกกัน ให้พวกมันเองแทรกคิวคันหน้าจากรถมัน
ผมเกลียดพวกเห็นแก่ตัว เพราะพวกมาก นี่จังเลย
อุตส่าห์หนีไกลจากไทยแลนด์แดนพรรคพ้องน้องพี่ ประชาชีชอกช้ำแล้วนิ
ยังต้องมาเจอจนได้ที่นิวยอร์กนี่

กินข้าวอิ่มดีแล้วนิ น่านอนสักงีบนะ
เอา เอา บางทีบางวัน หนังท้องตึง หนังตาหย่อนก็นอนกันในรถ สักงีบก็ยังดี
ไปดูสิ รถจอดกันเป็นแนวยาว เห็นสีเหลืองพรืดดูสวยดีนะ
ในรถพวกพี่บัง พี่เหรี่ยงทั้งหลายนอนพักเอาแรง
บางคนนอนลืม จนเพื่อนที่มาเปลี่ยนกะขับตอนเย็น ต้องมาปลุก
หุหุ ก็ขาดทุนอีกแน่แล้ว ไม่รู้ขับมาแต่เช้าได้พอค่าเช่ารถหรือเปล่า

พอตกเย็นหลังสี่โมง ทุกอย่างบนถนนกลับไปเป็นเหมือนช่วงเช้าอีกแล้วละครับ
RUSH HOURS เริ่มแต่สี่โมงไปถึงทุ่ม
ภาพสีเหลืองมาแต้มแต่งแลนด์มาร์กให้กับนิวยอร์กอีกครั้ง
จากตึกทำงาน สู่ตึกย่านที่อยู่อาศัย โอ เดอะ บิ๊ก แอปเปิล
ผู้คนต่างใช้บริการแท็กซี่ แย่งกันเรียก แย่งกันโบก
มีด่ากัน เถียงกัน แต่ไม่เคยใช้กำลังกัน ขำดีเหมือนกัน

ผ่านช่วงเย็น ย่างเข้าค่ำคืน นิวยอร์กก็ยังคึกคัก
THE CITY THAT NEVER SLEEP
ผู้คนยังเรียกหาบริการอยู่ เพื่อให้ไปถึงซึ่งแหล่งราตรีบันเทิง
NEW YORK NIGHTLIFE มีให้เลือกหลายแบบ
ทั้งโรงหนัง โรงลคร ดนตรี คอนเสริ์ท แจสคลับ ร้อคคลับ พังค์คลับ ด๊านส์คลับโอเปร่า เกย์บาร์
ร้านอาหารทั้งระดับห้าดาว จองกันเป็นเดือนกว่าจะได้กินสักมื้อ
ไปจนถึงร้านขายฮ้อทดอก สองอันหนึ่งเหรียญเอง
ไม่ว่า อาหารประเภทไหน อเมริกัน สะเต๊กเอาส์ เฟร็นช์ อิตาเลี่ยน มิดเดิลอีสท์ จีน ไทย ญี่ปุ่น
แม้อาหารธิเบต ก็ยังมีให้กิน หรือจะกินพวกฟาสท์ฟูด แมก เบอร์เกอร์คิง ซับเวย์ วินดี้ เคเอฟซี
หากินกันได้ ไปจนดึกดื่น บ้างก็เปิดไม่มีปิด ในแถวๆไทม์สแคว์ หรือ กรีนิช วิลเลช
กินเที่ยวดูไรไปเสร็จ ก็เรียกรถแท็กซี่อีกละครับ จะกลับบ้าน จะไปโมเต็ลไหน โรงแรมไหน
บ้างก็เคยรับอีตัวที่ยืนหัวมุมถนนหนึ่งทางอีสท์ ให้ไปส่งเพื่อจะยืนอีกมุมถนนหนึ่งทางเว็๋สท์
บ้างก็ให้ไปส่งที่ย่านน่ากลัว ถิ่นสลัม คนผิวดำอยู่มีชื่อในด้านลบ
แท็กซี่บางคนได้พบเรื่องราวร้ายๆ เกือบเอาชีวิตไม่รอด โดนจี้ โดนปล้น โดนทำร้าย
ที่ถึงตายก็มีบ่อยๆ

วันแล้ววันเล่า ผ่านมาหลายปี
ผมได้พบเจอมาทั้งดีทั้งร้าย
เริ่มแต่วันแรก เที่ยวแรก ยังทำเงินไม่ได้สักเหรียญ ก็โดนรถมาชน ความซวยที่ลืมไม่ได้
เมื่อเริ่มเข้าที่เข้าทาง กับเขาเหล่าแท็กซี่อื่นๆบ้าง
ก็ขับรถหากินไป ได้เงินมากมั่ง น้อยมั่ง แม้บางวันขับไม่พอค่าเช่าก็มี
ได้พบผู้คนทุกประเภท ผู้ดี เศรษฐี ดารา คนดัง จิ๊กโก๋ แมงดา อีตัว คนขายยา คนติดยา เกย์ เลสเบียน
ไอ้คนที่แต่งตัวเสียดี แต่นิสัยแสนเลว แล้วมาตายให้เห็นต่อหน้า เพราะถูกรถชน
ทั้งไอ้โจรที่จะปล้นจี้ ไอ้ที่คิดโกงแท็กซี่ วิ่งหนีค่าโดยสาร ไอ้บ้าจอมกวนยวนประสาท ไอ้วิตถาร
ไอ้พวกเอารถแท็กซี่เป็นที่ทำรัก มีไอ้บ้าคนหนึ่งขี้ในรถผม และเคยมีสาวโกโก้บาร์มานั่งฉี่เฉยตอนรถติด
มีสาวน้อยมาตกเลือดในรถ มีแม่ใจร้ายเอาลูกมาทิ้งในรถ เคยเห็นคนตาบอดตีกัน มันถึงใจ
เคยมีเรื่องกับแท็กซี่ด้วยกัน และกับคนขับลีโมถึงขั้นโดนมันอัดเสียสลบ จำได้หมดครับ ไม่เคยลืม
แต่ที่ได้ประทับใจกับคนดีๆ หลายต่อหลายคน ก็ไม่ลืมเหมือนกัน
เจออุบัติเหตุรถชน เจ็บตัวก็หลายครา แต่ผ่านมาได้จนถึงวันนี้

อยากบอกตรงๆว่า งานขับแท็กซี่นี้มันโคตรเซ็ง โคตรเครียด
ความจำเจที่ต้องเจอมาตลอดหกปี ทำไมตัวเองถึงทนได้นานถึงปานนั้น
เมื่อไรนะ จะถึงกับคำว่า พอกันที กรูไม่เอาแล้ว

เช้าวันนี้ เมื่อปีนั้น
ผมรู้สึกแบบที่บอกไงครับ คือบอกไม่ถูก
วันนี้จะเป็นวันสุดท้าย ที่ผมจะขับแท็กซี่สีเหลืองบนถนนนิวยอร์ก
จะว่าดีใจที่การจับพวงมาลัยขับไปทุกวัน มาถึงบทจบเสียที ก็ไม่ใช่เสียหมด
แต่ไม่ได้คิดเสียดายกับอาชีพนี้ ไม่เสียดายแน่นอนครับ
สำหรับ ทุกอย่างที่ผ่านมาให้พานพบ นี่แหละ อดที่จะเศร้าใจกับมันไม่ได้
หากถามว่า ผมได้อะไรกับหกปีที่มาจมอยู่กับอาชีพนี้
ขอตอบว่า นอกจากประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตแล้ว
ผมไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เงินทองก็นับเป็นขาดทุนเสียอีกกับการลงทุนลงแรงไป

เช้าวันนั้น ผมเอารถไปให้อู่ที่ผมเช่าป้ายแท็กซี่ ถอดอุปกรณ์รถรับจ้าง
จะให้เอาตรา NYC MEDALLION TAXI NO. 8B38 ออกจากฝากระโปรงรถ
แล้วถอดป้ายบนหลังคาออก เอาหมายเลข ทะเบียนรถออก
แต่เมื่อไปถึง เจ้าของอู่จะรับซื้อรถผมต่อเพื่อเอาเป็นรถให้เช่าเป็นกะต่อไป
ราคารถน่าจะได้สักพันห้า ถึงสองพันเหรียญ
แต่ก็โดนมันโขกอีกแหละ มันให้ราคารถผมแค่ 800 เหรียญเอง
ก็ต้องยอม ดีกว่าเอามาแล้วขายต่อไม่ได้ง่ายๆ
เหมือนเช่นที่คราวรถโดนชน เกิดเอกซิเดนท์ หลายครั้ง เงินจากอินชัวรัน มันก็เบี้ยวจ่ายไม่ครบ
เพราะผมต้องใช้ชื่อเจ้าของป้าย ก็คือไอ้อู่แท็กซี่นี่แหละ เลยโดนเบี้ยวเฉย
เอ้อ ทำได้ทำไป ผมขี้เกียจต่อความให้เสียเวลา ก็ต้องยอมให้หมาแดะไป
พอเสร็จสิ้นวีธีการทั้งหลาย ผมเซ็นชื่อส่งคืนป้ายในสัญญาที่ตกลงกันแต่แรก
เป็นอันจบสิ้น พอกันทีจริงๆ แล้วนะ

ผมก็เดินจะมาขึ้นซับเวย์กลับบ้าน ลาก่อนชีวิตแท็กซี่
เหลียวไปดูด้านหลัง จากอู่ที่เพิ่งเดินออกมา อีกที
ผมเห็นแท็กซี่คันหนึ่งขับออกจากอู่ เลี้ยวมาทางด้านหลังของผมแล้วขับผ่านผมไป
ไอ้เจ้าแท้กซี่คู่ยากของผม 8B38 เองแหละ มันได้เพื่อนใหม่แล้วครับ
คนขับหน้าตาอาบัง คงมาเช่าขับเป็นกะ ขอให้โชคดีทั้งคนทั้งรถนะ
มันขับแบบลองๆรถอยู่ก่อนนะ
มีเร่งมีเบรคมีชลอรถ สักครู่ก็ขับหายลับตาผมไป

ใจหายเหมือนกันนะครับ เมื่อผมมองอย่างเหม่อไปที่รถแท็กซี่คันนั้น
มันอยู่กับผมมาตั้งเกือบหกปี ตระเวณไปทุกถิ่นแถวของนิวยอร์ก
มันพาผมให้ได้พบเจอมาหมดทั้งดีทั้งร้าย
ผมหยุดนั่งในพาร์กเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆแถวนั้น
น้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว เมื่อหวนคิดไปแต่วันแรกๆเรื่อยมาจนถึงวันนี้

ลาก่อนแท็กซี่ที่รัก Good Bye

…………………………….
ทุกวันฉันนั่งหลังพวงมาลัย
ขับแท็กซี่ไปอยู่ในถนน
มีเรื่องราวมากมายหลายผู้คน
มีผจญภัยสบให้พบพาน

เริ่มบทแรกเล่ามากล้ากล้าหลบหลบ
จนบทจบฉากขึงจึงปิดม่าน
หลังเวทีแอบฟังอีกตั้งนาน
เสียงคนขานโห่เห่โอเวชั่น

จึงออกมาก้มโก่งโค้งคำนับ
ขอบคุณครับด้วยสำเนียงเสียงสั่นสั่น
นำ.. น้ำ.. น้ำตาไหล.. จะ.. ใจ.. ใจ..ใจตื้นตัน
เมื่อถึงวันเอ่ยลาก็อาลัย

ขออวยพรทุกท่านผ่านตรงนี้
จะขึ้นลงแท็กซี่ที่ไหนไหน
ถึงจุดหมายเร็วตลอดและปลอดภัย
จงสดใสมีสุขทุกท่านเทอญ

สวัสดี แล้วพบกันใหม่ครับ
Smartupid- NYC CABBIE

















 

Create Date : 24 มกราคม 2549    
Last Update : 24 มกราคม 2549 18:21:01 น.
Counter : 764 Pageviews.  

49- ใครตดในรถผม

49- ใครตดในรถผม


นานมาแล้วครับ เมื่อผมยังเด็กอยู่เลย ผมเคยได้ยินที่แถวบ้านปักษ์ใต้บ้านผม เขาเล่ากันมา
ถึงเรื่อง สาวสวยผู้ดีสุดยอดกุลสตรีนางหนึ่ง ที่ได้ก่อเรื่องเศร้า ดับชีวิตตัวเองด้วยการผูกคอตาย
สาเหตุก็แค่กับการที่คิดว่า ได้ทำให้เกิดความอับอายแก่ตัวเอง ต่อหน้าผู้คน
ก็คือ นางสาวคนนี้ แกเกิดต้องมีอันให้ผู้คนในที่สาธารณะนั้น ได้เห็นรูปกายท่อนล่างของเธอ
โดยตัวเองไม่ได้มีเจตนาจะเผย หล่อนสรวมกระโปรงนิวลุกทันสมัย ของสมัยนั้น
ลมแรงจากเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ในท่าอากาศยาน
พาพัดสบัดโบกให้กระโปรงนิวลุกของเธอเลิกขึ้นสูง สุดปัญญาที่จะเอามือเอาแขนป้องปิดได้หมด
และเป็นกรรมเวรอะไรก็ไม่รู้ เธอไม่ได้นุ่งอันเดอร์แวร์เสียด้วย
ส่วนเนื้อแท้ๆท่อนล่าง เป้าของเธอ ก็ปรากฎ กลายเป็นเป้าของสายตาทุกคนในบริเวณนั้น
โดยเฉพาะเหล่าคุณผู้ชาย ทั้งข้าหลวง ทั้งปลัดจังหวัด นายหัว นายเหมือง เห้นกั่นหม้ด ห้ายต่ายโห้ง
และผู้มีชื่อเสียงของจังหวัดทั้งหลาย รวมถึงไอ้บรรดาเหล่าผู้ไม่มีเกีรยติ ที่บังเอิญยืนอยู่แถวๆนั้นด้วย
โอ้ หัวอกปาหนันบุหลันบุหงาย่าหยาแห่งแดนใต้เอ๋ย จะอยู่เฉยให้อายผู้คนเขาไย
สิ่งพึงสงวน มิได้ด่วนจะให้ใครชม กลับมาโดนลมจากดาโกต้าพาให้บัดสี
เมื่อกลับถึงอั่งหม่อหลาว หรือบ้านใหญ่ในเมือง ก็หาเชือกมาผูกศอคอสาว
ทิ้งไว้แต่เรื่องราวกล่าวขาน แข่งกับเรื่องสะพานรักสารสิน ให้ได้ยินกันทุกวันนี้
ผมได้ยินเรื่องนี้ตอนที่ความคิดนึก ยังเป็นเด็กอยู่นะ
ผมก็ว่า อือม์ อี่ส้าวปักษ์ใต้บ้านเรานะ ช่างรักศักดิ์รักศรีดีจริงๆ หากต้องอายก็ขอตายเสียดีกว่า
แต่พอผมโตมา กลับไปคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็ว่า อี่สั่วเต้งนั่นสมควรตาย
โถ แค่เรื่องให้คนเห็นจุ๋มจิ๋มโดยอุบัติเหตุก็ฆ่าตัวตาย
แล้วแบบนี้ แกจะไปทนอยู่สู้ชีวิต สู้โลกที่มีเรื่องราวฉาวโฉ่ มาได้ถึงสมัยนี้ทั้งดีทั้งร้ายได้อย่างไร
สมัยนี้นะพวกผู้หญิงเขามีดีต้องโชว์ เขาไม่ค่อยแคร์กันแล้วว่าใครจะมองอะไรของเขา
ไม่มองเขาเสียเลย นี่แหละเขาจะอายเสียมากกว่า
มันต้องเป็นแบบที่เรียกกันว่า สาวมั่น สาวให้สุด อะไรประเภทนั้นแหละ
ผู้หญิงเด๋วนี้ เขาเรอ เขาตดให้ได้ยินกัน ก็ไม่เห็นถือเป็นเรื่องเอาเป็นเอาตายแล้วนะ
เขามีวิธีที่ทำให้ตัวเองดูไม่แย่มากด้วย หลายวิธี
เช่นยิ้มหวานพร้อมกับกล่าว ขอโทษนะคะ วันนี้ระบายลมดีคะ เพิ่งทานนมไปคะ
หรือ Excuse me หลังที่เรอออกมา เรอเบอเริ่มแล้วทำหน้าเฉยในลิฟท์
พูดถึงเรื่องคนในลิฟท์นี่ ผมนึกได้ตอนผมทำงานโรงแรมหนึ่งก่อนนี้ นานหลายปีแล้ว
ก็ครั้งที่ทำคู่กับไอ้โฮเซ่ น้องชายประธานาธิบดีประเทศหนึ่งไงครับ จำกันได่บ่
มีคนงานแผนกแม่บ้านเฮาส์คีพปิ้ง คนหนึ่งครับ ก็คนมาจากประเทศที่พูดภาษาสเปนิช อีกแหละ
ไอ้หมอนี่เราให้ฉายามันว่า UNA BOMBER
ฉายาเหมือนนายคนที่วางระเบิดตึกที่เมืองโอคลาโฮม่าเลย โดนประหารไปแล้วครับ
ไอ้นายจอมระเบิดของผม ที่ชื่อมารีโอ นี่ นับว่ามันมีพรนรกพรสวรรค์อย่างหนึ่ง
คือมัน "สั่งได้" ครับ สั่งตัวเอง ต้องการให้ตูดตัวเอง ตด ตอนไหนก็ได้ ที่มันต้องการ
ไม่รู้ลำใส้เครื่องในมันพิกลพิการหรือเปล่าก็ไม่รู้ได้
บางที่มันจะแกล้งพวกเราตอนอยู่ในลิฟท์กันหลายคนทั้งผู้หญิงผู้ชายปนกันไป
คนที่จะขึ้นไปชั้นไหน ต่างก็รอคอยให้ถึงที่ชั้นที่ต้องการ ต่างคนต่างรอ นิ่ง และเงียบ
แล้วสักครู่ทุกคนในลิฟท์นั้น ก็จะได้กลิ่นเหม็นบรรลัย ทนดมกันไป ด่ากันไป ยูพิก ยูชิต ยูดิสคัสติ้ง
เรารู้กันว่า ต้องเป็นไอ้มารีโออีกแล้ว หากประเภทภัยเงียบนี่ โคตรเหม็นเลยละครับ
วันไหนหากเป็นพวกผู้ชายล้วนๆขึ้นลิฟท์กันไป มันก็จะอัดด้วย ภัยจากเสียง ปู้ดๆ จากตูดของมันลั่น
แล้วเราก็จะยกเท้ายกทีนไปเตะตูดมัน พร้อมเสียงด่า ยู เมียร์ด๊า ก่าล๊าโฮ้ ทำนองนั้น
หุหุ พวกสแปนิชนี่ มันชอบอาหารพวกถั่วๆกันด้วยนิ RICE AND BEAN
เอ้อ มันชอบกินผ้าขี้ริ้ว เครื่องในเหมือนชาวเราด้วยนะครับ เรียกกันว่า มอนดองโก้ ครับ
ผมยังเจ็บใจอยู่ที่ พวกมันไปเจอรูปในหนังสือ คนไทยกินหมา แล้วเอามาให้ผมดู และว่าผมก็กินหมา

ที่จริงเรื่องมรรยาท เกี่ยวกับการทำอะไรน่าอายนี่ ฝรั่งเขาถือมากๆนะครับ
เช่นการเรอดังๆ การผายลมดังๆ การหาวการจามไม่ปิดปาก การพูดโดยมีของกินเต็มปาก
บ้างคนที่ทำอะไรให้เห็นโดยไม่ถูกกาละเทศะนี่ ก็ถูกเรียกเป็น พิก เป็นหมู pig น่ารังเกียจไปเลย
แต่ในที่ที่สำหรับปลดทุกข์ เช่นในห้องน้ำนี่ มันแบบว่า ฝรั่งมันไม่แคร์ใครนะ
มันจะตดเสียงลั่นขณะที่ยืนฉี่ หรือ เบ่งขี้แล้วตดปู้ดป๊าดเสียงเหมือนโถส้วมจะแตกไปด้วย
มันไม่มาทำเม้มๆค่อยๆตดเบาๆ เบ่งขี้เบาๆ เหมือนเราๆคนไทยนะ
และไม่ต้องหันหน้ามามองเราแบบเกรงใจเราด้วย
อือม์ พูดก็พูดเถอะมันก็แฟรงค์ดีนะ ยอมรับว่าระบบขับถ่ายนะมันก็เป็นเรื่องสำคัญ
แต่ก็ขึ้นอยู่กับกาละเทศะด้วยนะ จะเรียกว่าวัฒนธรรมการขับถ่ายของฝรั่งเป็นอย่างนี้ก็ได้ครับ

ผมและพวกเพื่อนๆทั้งหญิงทั้งชาย สมัยหนึ่งชอบไปเล่นที่คาสิโน ที่Atlantic City
พอมีใครที่รู้จัก ทั้งเพื่อนทั้งญาติมาจากเมืองไทย ก็จะอาสาพาไปเที่ยวไปเล่นพนันกันที่นั่น
ก็ส่วนมากจะขับรถกันไปนะครับ ไปกันหลายคนสนุกดี ได้คุยได้โม้กันในรถ
มีครั้งหนึ่งครับ มีญาติทางฝ่ายแฟนผม ฝากให้ช่วยเทกแคร์ คุณนายภรรยานายพลตำรวจใหญ่สมัยนั้น
คุณนายมากับเพื่อนคุณนายอีกสองคน ผมก็โอเคครับ ท่านอยากไป ผมก็พาไปด้วยแท็กซี่เที่ยวพิเศษ
ทางด่วนที่ขับไปนะครับ พอมาถึงช่วงหนึ่ง เลยสนามบิน Newark อ่านว่าน๊วกนะครับ ของนิวเจอร์ซี่
มีโรงงานแก๊สใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณนั้น เราผ่านประจำจึงรู้ดีว่า ถึงตรงนี้จะได้กลิ่นเหม็นร้ายกาจ
กลิ่นเหมือนไข่เน่า เหมือนตดที่ไม่ได้รับการขับถ่ายมาหลายวัน น่าอ๊วกนะครับ หุหุ
ผมนี่ก็ชักสนุกและชอบใจ พี่คุณนายของตำรวจใหญ่อยู่นะ ชอบที่แกไม่ถือตัว ติดดิน มีอารมณ์ขันด้วย
เมื่อผมขับรถมาถึงใกล้ๆโรงงานแก๊สนั้น ผมก็เอ่ยถาม คุณนายเลยครับ
"อ้าว นั่งกันมาดีๆใครตดละครับ พี่ศรีตดใช่ไหม "
ผมหันไปดู คุณนายพี่ศรี ก็เห็นแกทำหน้า แบบไม่รู้ไม่ชี้ แต่มียิ้มๆ
ก็พอดีกับที่กลิ่นจากโรงงานแก๊ส เริ่มระเหยเข้ามาในรถแล้วละครับ
เหม็นมากๆ เลย เหมือนไข่เน่า ทุกคนในรถพากันสบัดหน้า ปิดจมูก
ผมได้ยินพี่ศรีเอ่ยมาว่า "พี่ขอโทษนะน้อง ท้องพี่ไม่ค่อยดีเลยวันนี้"
ผมหัวเราะ แล้วบอกว่า "ไม่เป็นไรครับ เรื่องปกติธรรมดา"
แต่คุณนายอีกสองคนที่มาด้วยกัน ต่อว่าพี่ศรีกันใหญ่เลย
"เธอนี่ ทำไมตดเหม็นยังงี้หา กินไรมาฮ๊า"
หุหุ ทำไมบังเอิ๊ญๆ ได้ถึงปานนั้นหว่า ตอนวันที่แกจะกลับนะครับ
ผมแอบถามแกว่า "วันนั้น พี่ศรีตดจริงๆหรือเปล่าพี่"
พี่ศรีตอบว่า" อือม์ พี่ตดจริงๆแต่ไม่คิดว่า มันจะเหม็นขนาดนั้น บ้าจังเลย"
ผมเลยบอกให้แกรู้ว่า ไม่ใช่กลิ่นตดของคุณนายหรอกครับ เป็นกลิ่นจากโรงงานแก๊สนะครับ
เป็นถึงคุณนายนายพลตำรวจใหญ่ หากตดเหม็นขนาดนั้น แย่ตายเลย หมดราศีผู้ดีนะจะบอกให้
อ่านเรื่องนี้แล้ว อยากอ๊วกกันไหมเอ่ย ปู๊ดๆๆๆๆๆๆๆ ขอผมไปขี้ก่อนนะครับ

อีกตอนเดียว ตอนหน้านี่ เรื่องราวแท็กซี่ของผมก็คงจะมาถึงบทจบแล้วละครับ
ผมเห็นว่า เรื่องราวเมื่อผมขับแท็กซี่นิวยอร์กอยู่นั้น ก็คงไม่มีอะไรที่น่าจะมาเล่าสู่กันฟังแล้วครับ
เพราะเป็นแค่ธรรมดาๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจมาก นอกนั้นก็รับคนนั่ง แล้วถึงที่หมายจ่ายตังค์
หากจะเขียนให้ดูเกินจริงก็จะเป็นนิยายไม่น่าเชื่อไป ผมไม่ถนัดการเขียนแบบนั้นครับ
ที่เขียนมานานได้ถึงตอนนี้ ก็เพราะเขียนเหมือนเล่าด้วยปากกันนะครับ เลยผมต้องขอโทษด้วย
หากมีการใช้คำที่ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นเหมือนงานประพันธ์ที่คนเขียนหนังสือทั่วไปเขามีกัน










 

Create Date : 16 มกราคม 2549    
Last Update : 16 มกราคม 2549 17:38:55 น.
Counter : 461 Pageviews.  

48-วันแรกเที่ยวแรกของแท็กซี่

ผมซื้อรถยนต์ใหม่ขับคันแรกในเมกานี่ก็สักยี่สิบปีที่แล้วครับ
การไปซื้อรถสักคันก็ไม่ได้ถือเป็นเรื่องสำคัญอะไร ไม่เหมือนคนที่เมืองไทยทำกัน
ก็แค่ซื้อรถเอาไว้ใช้เพื่อสดวกกับตัวเอง ไม่ได้เอาไว้บ่งบอกโอ้อวดใครๆ
เพราะอยู่ที่เมกานี่ มีงานทำ มีเครดิท ใครๆก็ซื้อกันได้ แค่มีเงินดาวน์สักหน่อยก็โอเคแล้ว
ผมยังจำได้ วันที่ผมไปซื้อรถวันนั้น
สมัยที่ทำงานเป็นเวทอยู่นะครับ เห็นยังมีเวลาก่อนเข้าทำงานอีกตั้งชั่วโมงกว่า
ผมเลยบอกเพื่อนที่มาด้วยกันว่า เด๋วกรูจะไปซื้อรถก่อนนะ
แล้วก็เดินไปที่ดีลเลอร์รถ นิสสัน ที่อยู่ใกล้ๆที่ทำงาน
ผมเข้าไปในโชว์รูม เดินไปที่รถนิสสัน แมกซิม่า
สำรวจอยู่ครู่หนึ่ง มีนายเซลล์แมนเข้ามาทัก
ผมเลยถามว่า ในสต๊อก มีแมกซิม่า สีไรบ้าง
นายเซลล์แมนตอบว่า ตอนนี้มีเหลืออยู่สองคันสี บราวน์
ผมก็ถามราคาไปว่าเท่าไรก่อนภาษี เขาบอกราคามาว่า ประมาณหมึ่นหนึ่งพันกว่า เหรียญ
ผมบอกงั้นผมซื้อคันหนึ่ง จ่ายเงินดาวน์ไปสองพันผ่านเครดิทคาร์ด
เขาโทรไปที่แบงค์แห่งหนึ่ง สักพักก็บอกว่า car loan's approved
นายเซลล์แมนคนดำ ท่าจะชอบใจผมที่ขายรถได้ง่ายโดยไม่ต้องพูดชักจูงอะไรเลย
บอกให้มารับรถได้พรุ่งนี้ เอาเบอร์ประจำรถหรือVIN ไปทำประกันภัยได้เลย
ผมไม่ได้บอกภรรยาผมด้วยนะ ไม่อยากให้เหมือนที่คนอื่นเขาทำกัน
เช่น ชั้นต้องเป็นคนเลือกสีนะเธอ หรือพอได้รถแล้วไปให้หลวงพี่หลวงพ่อเจิมรถ
ผมเห็นเป็นเรื่องตลก และคงอายคนน่าดูหากต้องไปทำแบบคนอื่นเขา
โถ ต่อให้หลวงพ่อวัดไหนเจิมด้วยคาถาป้องกันภัยไหนก็เถอะ
หากขับแบบประมาทไม่ระวัง ก็ตายได้อยู่ดี
หรือต่อให้หลวงพี่เจิมด้วยคาถาศักดิ์สิทธ์แท่งทองไหนเพื่อป้องกันขโมย
หากจอดในที่เปลี่ยว ก็โดนพี่มืด พี่โก้ทุบรถ งัดรถเสียทุกทีแหละนะ
อีกอย่างผมคิดตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้วไม่เห็นว่า การมีรถมันจะโก้
หรือเพิ่มคุณลักษณะให้กับตัวเองตรงไหน
เคยเห็นนายเหมืองใหญ่คนหนึ่ง ทำหน้ายักษ์ด่าเด็กข้างบ้านที่เอามือลูบตัวรถคันใหม่ของเขา
เหมือนว่า มรึงอย่ามาแตะรถกรูนะ เด๋วรถกรูจะหมอง
แบบนี้ หากมาทำด่าว่าแค่เรื่องอย่างนั้นที่นี่ ดีไม่ดี จะโดนF..k. Youโดนก้อนหินปารถเอาเปล่าๆ
ก่อนนี้ผมก็เคยคิดนะ เออ วันไหนผมถูกลอตโต้ เป็นล้านๆเหรียญ
ผมจะซื้อรถแพงๆขับ อาจจะรถ เมอร์ซิเดส รถ บีเอ็ม ดับเบิลยู รถพอร์ช
แต่พอเห็นใครๆเมื่อมีเงินเข้าแล้ว ต้องซื้อรถยี่ห้อแพงๆอย่างนี้กันเกือบทุกคน
ผมเลยเปลี่ยนใจ งั้นเอาแบบนี้ดีกว่า เอาของเกาหลี ฮุนเด ฮอนเดรุ่นที่ถูกที่สุดไปเลย
เศรษฐีใหญ่ขับรถกิ๊กก๊อก เท่ห์นะ กวนดีด้วย
เอ้อ ต่อเรื่องรถใหม่นิสสันของผมก่อนนะ
วันแรกที่ไปรับรถนะครับ ไปหาบริษัทประกัน กว่าจะเสร็จ รับรถได้ก็ค่ำแล้ว
ผมพยายามหาที่จอดหน้าบ้าน เอาที่พอมองจากหน้าต่างบนบ้านแล้วเห็นรถนะครับ
ผมยอมขับวนหา เกือบชั่วโมง กว่าจะได้ที่จอด
คืนนั้นทั้งคืนผมไม่ได้เป็นอันนอน ต้องคอยโผล่หัวมาดูรถจากหน้าต่างอยู่ตลอด
คงอายคนน่าดูนะ หากรถที่ได้มาแค่วันแรกโดนขโมย
แถวบ้านผมสมัยนั้น พี่มืด พี่โก้อยู่กันมากด้วย
แล้วมีให้เห็นทุกวันกับรถที่โดนงัด โดนทุบกระจก
กว่าจะนอนได้ก็เกือบสว่างแล้ว เฮ้อ ผ่านไปคืนแรกก่อน ขอให้รถตูปลอดภัยนะ
แต่เมื่อผมตื่นมาแบบเช้ากว่าปกติ กะจะเอารถไปติดสัญญานป้องกันขโมย
เมื่อไปที่รถ ผมเห็นกระจกด้านขวาหน้า โดนทุบแหลกละเอียด
ของในรถก็ไม่ได้มีอะไรเสีย มีแต่ร่องรอยรื้อค้น ท่าจะมีคนผ่านมาพอดีมั๊ง ผมคิด
แต่ หุหุ มันก็โดนจนได้แต่วันแรก น่าอายจัง หากไปบอกใครเขา
ผมก็ไม่ได้บอกแฟนผมนะ เรื่องรถที่โดนทุบแต่วันแรก
เอาไปให้เขาติดกระจกใหม่ แค่เก้าสิบเหรียญ
จะเคลมประกันก็ไม่ได้ เพราะน้อยกว่าค่าdeductible250$
ซวยแต่วันแรกเชียวนะ
หลังจากนั้นรถคันนี้ ก็โดนขโมยอีกสองครั้งครับ
ครั้งแรกตำรวจไปเจอ แต่รถโดนทะลวงของดีไปหมดแล้ว
บริษัทประกันซ่อมให้อย่างดี จนเกือบเหมือนคันใหม่
อีกสามปีต่อจากนั้น ก็โดนขโมยอีกครั้ง
เที่ยวนี้หายจ้อย ไม่รู้ไปเป็นซากทิ้งไว้ที่ไหน
ดีที่ยังมีประกันแบบครบชุด จึงได้เงินคืนหกพันหว่าเหรียญ

สี่ปีต่อมา เมื่อถึงวันที่ผมจะเริ่มอาชีพขับแท็กซี่
หลังจากที่ได้ใบขับขี่แท็กซี่Hack Licence
ผมติดต่อขอเช่าป้ายMedallion Taxi จ่ายค่าเช่าเป็นอาทิตย์
แล้วผมก็ไปซื้อรถแท็กซี่ คันใหม่จากดีลเลอร์
สมัยนั้นมีแค่สองยี่ห้อเองครับ ที่ผลิตรถแท็กซี่ออกมาขาย
คือ Chevrolet- Carprice และFord- LTD ราคาก็ประมาณคันละ หมึ่นหกพันกว่าเหรียญ
วันนั้น ผมจำได้อีกแหละว่า ไปรับรถ Chevy taxi สีเหลืองจ๋อยคันใหม่
กว่าจะออกรถได้ก็เกือบค่ำ ผมต้องขับมาจอดใกล้บ้านอีกแหละครับ
ไว้พรุ่งนี้จะไปติดป้าย ติดมีเตอร์
และให้ทางTLC ตรวจInspect รถ แล้วก็จะได้เริ่มหากิน รับคนโดยสารเสียที
นึกไปถึงไอ้แมกซิม่า คันนั้นขึ้นมาเลยนะครับ
คืนนี้ได้ที่จอด เยื้องหน้าบ้านไปหน่อย
หน้าร้อนอย่างนี้ พี่มืด พี่โก้ไม่ค่อยอยู่บ้านกันนะ
คงออกหากิน คงเล่นเอาตูไม่ได้นอนอีกมั๊ง และคงต้องโผล่หัวมาดูอีกทั้งคืน
จะคอยดักยิงแมร่งด้วยหนังติ๊ก เหมือนเมืองไทยก็ไม่ได้นิ
ขออย่าให้โดนแต่วันแรกเหมือนแมกซิม่าเลย
วันหลังพี่จะทุบจะขโมยก็ยังพอทนได้นิ
หุหุ แต่ใจไม่ดีเลย ใกล้สว่างผมนอนแบบหลับๆตื่นๆก็ได้ยินเสียง เพล้งๆๆ
ผมไม่นอนแล้วละ ลงไปดูที่รถเลย มันจะซวยอีกก็ให้รู้
เมื่อผมไปที่รถ แหะๆๆ ไม่มีไรครับ คันอื่นนะครับที่โดน
ท่านไหนที่ทายไว้ก่อนว่า ผมจะโดนอีก กรุณากล่าวหน่อยครับว่า อือม์ ดีนะที่ไม่โดน
แหม ใครมันจะซวยแต่มีรถวันแรก สองคราซ้อนละครับ จะมากไปแล้วมั๊งน้องเอ๊ย

เช้านั้นผมก็เอารถไปให้เจ้าที่TLC จัดการตีตราครั่ง ตอกป้ายแผ่นโลหะกลม
"NYC MEDALLION TAXI NO. 8B38" ล้อกแน่นกับฝากระโปรงรถ
หลังจากนั้นก็ไปที่ ร้านขายและซ่อมมีเตอร์ ให้เขาติดตั้งมีเตอร์ให้ประจำรถ
และก็ติดป้ายเลขทะเบียนแท็กซี่ บนหลังคา ที่เราเห็นๆกันนะครับ
จะได้หากินแล้วนิ อ้อ เด๋วๆๆ ต้องเอารถไปที่อู่ซ่อมรถยนต์ที่ทาง TLC authorize ก่อนครับ
ก็เป็นการตรวจสภาพที่เรียกว่า NY state Emission Inspection นะครับ
ผมได้รู้ว่า ไอ้พวกเจ้าหน้าที่นี้ มันก็กินแบบเก๋าเจิ๊ยะเหมือนเมืองไทยด้วยนะ
คือมันรู้กันกับเจ้าของอู่นะ เจ้าหน้าที่ก็ทำหน้าที่ตรวจไป หากเจอไรที่ไม่ผ่านการตรวจ
ก็ต้องซ่อมกับอู่ ส่วนบุคคลนั้น ที่ทางTLCรับรอง
อู่ขี้โกงนั้น ก็โขกราคาเอากับเจ้าของรถ ที่จำใจต้องยอม เพื่อให้การตรวจนั้นผ่านไป
ปีหนึ่งต้องตรวจสภาพทุกๆสามเดือน
รถผมเพิ่งออกมาใหม่แค่วันเดียว เจ้าหน้าที่มันว่า คาร์บอนโมนอกไซด์ เกินอัตราเฉลี่ย
ผมว่า งั้นทำไงละ มันว่า ก็ต้องให้ช่างปรับให้ งั้นไม่ผ่าน
ดูมันสิ มันจะเอาให้ได้ ผมก็ต้องกัดฟัน ด่าแม่มันในใจ
ช่างมันเรียกสามสิบเหรียญแค่เอาไขควงปรับแต่ง ที่คาร์บูเรเตอร์
สมัยนั้นรถยังใช้ระบบน้ำมันแบบนี้อยู่นะครับ เด๋วนี้ คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักแล้ว
หลังจากนั้น เมื่อผมขับแท็กซี่นานวันเข้า พอวันจะต้องไปตรวจสภาพรถ
ก็ต้องได้เจออะไรในทางเสียเงินตลอด พวกคนขับ เจ้าของรถด่ากันและเกลียดพวกนี้เข้าใส้
จนในที่สุด TLC ทนโดนด่าไม่ได้ ก็รับช่วงมาเปิดอู่ตรวจสภาพเสียเอง
ตรวจอย่างเดียว หากไม่ผ่านไปซ่อมที่ไหนก็ได้ ให้เวลาสิบวัน
เรื่องเก๋าเจิ๊ยะหากิน กับพวกกระเหรี่ยงมาจากประเทศที่สามนี่ ไปไหนก็หนีไม่พ้น
เกลียดแมร่งจริงครับ ขอแช่งมัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

เอาแล้วนะ แท้กซี่คนใหม่เอี่ยมอ่อง จะเริ่มหากินกับอาชีพใหม่แล้วนะ
ขออำนวยอวยพรให้ประสบผล ทำเงินดี มีคนขึ้นรถ ขับได้ตลอดปลอดภัยเถอะ สาธุ
เอ้อ การจะเริ่มอะไรใหม่ๆในชีวิตนี่ ผมก็ต้องทำใจ และมีพิธีการมากพอสมควรนะ
ผมมักเก้ๆกังๆ ไม่มั่นใจอะไรกับการทำไรครั้งแรกๆ มากเลยครับ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการของรถแท็กซี่คันใหม่ ทุกอย่างเรียบร้อยหมด
นาทีต่อจากนี้ไป รถคันนี้ก็มีสิทธิ์ ตามกฎหมาย ที่จะเป็นรถรับจ้าง
จะรับส่ง ผู้คน ทุกเพศผิวพันธ์เผ่า จะเป็นส่วนหนึ่งของนิวยอร์กแลนด์มาร์ก
จะได้พบพานกับชีวิต ทุกรูปแบบ ทุกอุปนิสัย จะได้ยินทั้งเสียงชม และเสียงด่า
และต้องยอมรับกับตัวเองด้วยว่า ทุกคนขับแท็กซี่จะต้องเอาตัวเองมาเสี่ยงกับภัยอันตรายต่างๆ
ทั้งจากการให้ตัวเองปลอดภัยจากรถอื่นๆ ที่เห็นบนท้องถนนทั่วไป
หรือต้องเสี่ยงกับอันตรายจากผู้คนที่ต้องพบเจอ อาจเป็นโจรผู้ร้าย ที่อาจทำร้าย ฆ่าฟัน จี้ปล้น
นี่เราเลือกทางหากินอย่างนี้ ถูกแล้วหรือ
ที่เคยคิดว่า เป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องคอยให้ใครบงการ
แน่ใจหรือว่า มันจะเป็นอย่างนั้น

ผมขึ้นป้ายบนหลังคา OFF DUTY มาตลอดนะครับ
ขับจากQueens ข้ามสะพานเข้าสู่เกาะ Manhattan จุดเริ่มหากินของแท้กซี่เหลืองทุกคัน
ผมขับไปเรื่อยๆ ผ่านไปหลานถนน แต่คิดว่ายังไม่พร้อมที่จะรับผู้โดยสารเที่ยวแรกครับ
มีคนโบกรถเรียกอยู่ก็หลายคนนะ เอ้อ ไม่มั่นใจ ตื่นเต้นทำไมก็ไม่รู้
จนคิดเอาเมื่อขับเรื่อยๆมาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว ว่า เอานะ พร้อมนะ
เอางี้ดีกว่า ขอประเดิมเที่ยวแรกของชีวิตแท็กซี่ ด้วยการบริการฟรี
ไม่ว่าคนเรียกรถจะเป็นใคร จะให้ไปส่งที่ไหน
เหมือนที่กิจการค้าอะไรๆที่ไหนเขาทำกันนะ ฟรี ฟรี ฟรี เร่เข้ามา พ่อแม่พี่น้อง
ว่าแล้วผมก็กดสวิทปิดไฟป้าย OFF DUTY มันก็จะเหลือแต่ไฟบอกเลข 8B38 บนหลังคาให้เห็น
แสดงว่า รถคันนี้ ว่าง และพร้อมแล้วจะรับผู้โดยสาร
นั่นไง ผมเห็นแล้วเหยื่อ เอ้ย คนที่จะเอาตูดมาประทับกับเบาะที่นั่งรถผมเป็นรายแรก
เป็นผู้หญิงสาวเสียด้วย โบกมือหยอยๆ ผมจอดรับ
พอเธอขึ้นรถมา ก่อนที่เธอจะบอกอะไร ผมทักสวัสดีเป็นอิงลิช
แล้วต่อด้วยอิงลิชแปลแล้วเป็นว่า ยูนี่นะเป็นคัสตอมเมอร์คนแรก ทริปแรก
และวันแรกของการขับแท้กซี่ของไอ
โซ ไม่ว่ายูจะไปไหน ไอจะเซอร์วิสยูฟรี โนเปย์ โนมันนี่ โอเค
สาวคนนั้น ทำหน้าเซอร์ไพร์ งง ไม่รู้จะว่าได้เจอสตูปิดแท็กซี่หรือไงมั๊ง
อย่างนี้ก็มีด้วย เออ ดีหว่า นานๆเจอของฟรีที่นิวยอร์ก
หล่อนก็ว่า โอ ฮาวไนซ์ ออฟยู แถ่งกิ๊ว
แล้วบอกปลายทางให้ผมรู้
หุหุ ของฟรี แต่ไปควีนส์ซะอีก เอาน่า ไหนๆก็บอกเขาไปแล้ว
จะไปแถวASTORIA ครับ
ผมก็ต้องกดมีเตอร์ แล้วเขียนไปใน ทริปชี๊ท กระดาษรายงานการขับนะครับ
ผู้โดยสารคนแรกในชีวิต ก็ชวนผมคุยนะครับ
ถามไถ่ มาจากไหน แล้วอวยพรให้ผมโชคดีกับการทำมาหากิน ให้ปลอดภัย
ผมก็ขับเข้าถนนหนึ่ง เป็นทางเอกถนนใหญ่ ผ่านตลอด นอกจากที่มีสัญญานไฟแดง
เมื่อใกล้จะถึงจุดหมายของสาวคนนี้ อีกสักสองบลอกถนนนะครับ
ผมขับมาถึงสี่แยก แล้วก็เกิดเหตุการณ์ ไม่คาดคิด
รถเก๋งคันเล็กสีดำจากอีกถนน ไม่หยุดที่ป้าย STOP
พุ่งเข้าชนรถผม ที่ด้านข้างส่วนหน้า โครมใหญ่
รถแท็กซี่ผมพังไปแถบหนึ่ง ด้านข้างขวา ยุบไปถึงกระโปรงรถส่วนหน้า
ดีที่ตัวผมไม่เป็นไร ไม่มีอาการเจ็บ คุณสาวสวยนั้นแกก็บอกไม่เป็นอะไรด้วย
แต่หน้าซีด ด้วยความตกใจกลัว
ผมโทรแจ้ง911 และโทรบอกไปที่เจ้าของป้ายแท็กซี่ที่เช่าอยู่
เมื่อตำรวจมาก็เขียนรายงาน ผมกับเจ้าของรถที่ชนผมเป็น ผู้ชายวัยหนุ่ม
ก็แค่แลกเปลี่ยน รายละเอียด จากบริษัท ประกันภัย
งานนี้ แม้ผมจะไม่เป็นฝ่ายผิด แต่ขาดทุนอยู่ดี รถต้องซ่อม เสียเวลาหลายวัน
รายได้ยังไม่ได้สักเหรียญเลย กว่าจะเคลมค่าเสียหายได้ก็อีกเดือนต่อมา
หุหุ บทมันจะซวยไงครับ โดนจนได้วันแรกของแท็กซี่
เที่ยวแรกแจกฟรี ยังโดนเลย
น่าฉงฉานที่ซู๊ด ว่าไม๊คุณ













 

Create Date : 12 มกราคม 2549    
Last Update : 12 มกราคม 2549 19:26:21 น.
Counter : 405 Pageviews.  

47-Remember your first time

สวัสดีปีใหม่ครับ ชาวห้องไกลบ้าน พันทิพทุกคน
ผ่านไปสองวันแล้วนะครับ วันเริ่มของปีใหม่
วันที่พอใกล้จะถึงวันสิ้นปีเก่า เราจะพากันเตรียมตัวจะต้อนรับมัน
รู้สึกตื่นเต้น รอบตัวเราดูคึกคัก จัดหาของขวัญ หาคำสวยๆมาเรียงร้อยเป็นคำอวยพรให้กัน
และเมื่อผ่านถึงวาระปีใหม่ไปแล้ว ก็จะเริ่มชินกับมัน คลายความสำคัญของมันลงไปมาก
และเราก็ต่างพากันดำเนินชีวิตไปตามปกติ
เพื่อจะรอให้ถึงวันคืนส่งท้ายปีนี้ และได้ต้อนรับวันใหม่ของปีหน้ากันต่อไป
เป็นแบบนี้เองนะหนอ โอ้ วันคืนล่วงเลยไปเร็วจัง
ชีวิตไม่หยุดนิ่ง มีวันแห่งความหวัง มีวันที่รอคอย มีวันที่มาถึง
และแล้ววันนั้นก็ผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป

เอ้อ พอพูดถึงวันคืนที่ผ่านไป ยิ่งในวันแรกๆของปีใหม่เช่นนี้
ผมคิดหวนทวนความหลัง ไปถึงวันแรกครั้งแรกของผมกับหลายสิ่งหลายอย่าง
ที่ผมได้ปฎิบัติมา หรือได้พบเจอ เรียกว่า ครั้งแรกในชีวิต ยังจำกันได้ไหม
REMEMBER ..YOUR FIRST TIME อะนะ
ผมอยากเล่าถึงเรื่องครั้งแรก ให้ฟังกันนะ
ทุกคนต้องมีครั้งแรกอยู่แล้ว ไม่ว่าเรื่องไหน อะไร แน่นอน ชัวร์
คุณละครับ จำกันได้หรือเปล่า หรือลืมกันไปหมดแล้ว
หากจะว่ากันไป เริ่มแต่ตอนยังเป็นเด็ก
วันแรกที่ต้องไปโรงเรียน ใครไปถึงวันแรกแล้วทำซ่าแต่เด็กวันนั้นเลย มีไหม
ส่วนมากที่ฟังมา ก็เห็นมีแต่กลัว ร้องไห้ ไม่อยากเรียน
บ้างก็บอกแม่ หนูเกลียดไอ้ครูหน้าดุคนนั้นจังเลยแม่
พอโตมาหน่อยมีเพื่อนมีพวก ก็อยู่เรียนกันมา พอจะลืมวันแรกๆไปได้
หุหุ คุณๆผู้ชายพอเลยมาถึงวัยหนุ่ม วัยนี้น่าสนุกจริงแหะ
อย่าหาว่าผมทลึ่งหรือลามกเลยนะครับ
สมัยวัยหนุ่ม สมัยนั้น จำวันที่ไปขึ้นครูเรื่องอย่างว่าได้ดีเลยครับ
ก็เรื่องอย่างว่านี้ คนวัยหนุ่มรุ่นผม ต้องหาอ่านหาเรียนเอาเองครับ
ถามครูกันไม่ได้หรอกครับ เรื่องเพศศึกษานี่
ครูจะด่ากลับเสียอีกว่า บ้าตัณหาแต่เดะๆเลยนะมรึง
ผมกับเพื่อนๆนี่ บ้าตัณ เอ้ย ไม่ใช่ครับ กลับคิดว่าทำไมเรื่องนี้รู้ไม่ได้
มีความรู้สึกที่ธรรมชาติมอบมาให้ ดีจังเลยธรรมชาตินี่ ขอบใจๆๆ
แฟนตาซีเรื่องอย่างว่าก็เป็นแล้วด้วย
วัยก็ไม่ใช่เดะๆแล้วนะ ทำคนท้องได้แล้วนะจะบอกให้
ผมกับพวกสองสามคน เลยไปลองของจริงกันในวันหนึ่ง
หลังจากที่ปรึกษากันแล้ว ว่า สิบตาเห็นก็ไม่เท่าหนึ่งมือกำ เอ้อ สองมือทำนะ
โอย ยังจำได้ ครั้งแรก ช่วงสองนาฑีนั้น มันอย่างนี้เอง มันๆๆ
รู้งี้กรูมาเองตั้งนานแล้ว
เราไปปฎิบัติการ กันที่ซ่องป้าเอี่ยม ต้นตะขบ ที่จังหวัดบ้านผมนะ
ป้าเอี่ยมเลือกน้าผู้หญิงคนหนึ่งให้ผม เราไม่คิดมาก เลือกมากกันหรอกครับ
เข้าห้องไปก็ไม่มีไรให้ดูให้เห็น น้าแกดับไฟเสียมืดหมด
แกจัดการให้เสร็จในช่วงนั้นว่าต้องทำไรบ้าง หุหุ
แต่อารมณ์ความรู้สึกของเด็กหนุ่มสิครับ มันจะตายเสียให้ได้
ตื่นเต้นมาก อะไรกันวุ๊ย โอ โอ โอ มายก้อด
เสพสมก็เสร็จสม สิอารมณ์เหมือนจมหาย
เจียนเจียนเหมือนจะตาย แต่สบายจนตัวเบา
ของอย่างนี้พอครั้งแรกเกิดชอบ เกิดติดใจ(หุหุ ใครไม่ชอบ ไม่ติดใจ ยกมือขึ้น)
มันก็ต้องมีครั้งต่อๆไปสิครับ
ผมและพรรคพวกกลายเป็น สมาชิกประเภทนักเรียน ของป้าเอี่ยมไปแบบอัตโนมัติ
บางทีมี deal กับป้าเอี่ยมด้วยละครับ เช่น buy 1 get 1 free
วันไหนลูกค้าไม่มีมาก มีลดราคา on sale ด้วยนะจะบอกให้
เฮ้อ เขียนเรื่องครั้งแรกเรื่องไอ้อย่างว่านี้ ก็รู้สึกเขินๆเหมือนกันนะครับ
แต่ดีที่ว่า ผมไม่แคร์กับภาพพจน์ตัวเองเท่าไร
และก็ไม่ได้คิดว่า ผมคนเดียวเองหรือที่เป็นอย่างนั้น คนอื่นไม่ทำกันหรือไง หุหุ

แล้วต่อมาเรื่องครั้งแรก ของอะไรต่ออะไร ก็มีให้ผมจดจำมาจนถึงบัดนี้
บางทีพอนึกได้เรื่องไหนที่พบเห็นมา ผมก็อดขำอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้
เอ จะเอาเรื่องครั้งแรกของอะไรมาว่ากันต่อดีละครับ
ก่อนจะเล่าถึงครั้งแรก เที่ยวแรกของการขับแท็กซี่ของผม

เอางี้ดีกว่า ผมเห็นในหลายกระทู้ ที่คนอยู่เมืองไทย ถามกันบ่อยๆ
บางกระทู้ก็คิดกลัวไปเอง กับภาพที่มองไม่เห็นจริงๆของสภาพเมืองนอก
บ้างถามถึงว่าที่นั่น ที่นี่ น่ากลัวไหม ไม่เคยนั่งเครื่องบินเลย ต้องทำยังไง
เอาเรื่องครั้งแรกที่นั่งเครื่องบินก่อนดีไหมครับ

เรื่องนี้ผมคิดอยู่เสมอ เมื่อเห็นอะไรต่ออะไรของผู้คนที่เดินทางกัน
บางทีก็ขำกับมนุษย์ขี้เหม็น มีทั้งหมั่นใส้ และอยากด่าว่า
เมื่อปีที่แล้วเองครับ ผมบินกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย
ก็บินไปกับแอร์ไลน์สายหนึ่งของเอเชียนี่แหละครับ
เที่ยวบินนั้น มีคนไทยบินกันไปหลายคนนะครับ
แต่ไม่มีเลยสักคนที่ผมรู้จักส่วนตัว พอจะทักทายได้
พอขึ้นเครื่องกันแล้ว แยกย้ายกันไปตามที่นั่งแต่ละคนแล้ว
หุหุ คนที่ได้ที่นั่งข้างผม เป็นผู้หญิงไทยครับ วัยก็ประมาณ สี่สิบกว่าๆได้มั๊ง
พอแกนั่งปั๊บ ก็ทำแบบว่า ผู้ชำนาญการเดินทางด้วยการบิน เลยสิครับ
คือทำไม่สนใจกับใครอื่น บนเครื่องแล้วละ
แล้วหยิบผ้าห่มมาคลุมตัว จะนอนแล้วละครับ
เหอๆ แน๊ ตาหลับด้วย เหมือนง่วงมาก
ตอนอยู่ที่ภายในสนามบิน ก่อนจะ boarding ผมยังเห็นแกวี๊ดว้ายกับเพื่อนๆที่มาส่งอยู่นี่นา
ทำไมนี่นั่งปั๊บหลับเลยหว่า หุหุ ผมรู้แล้วละว่า
แกต้องการให้รู้ว่า ชั้นนี่นะเดินทางบ่อยมากๆจนชินเสียแล้วละ
พอถึงตอนที่ทางแอร์ไลน์เขา ฉายวีดีโอ สาธิตการเอาตัวรอดให้ผู้โดยสารดู
บอกขั้นตอนการใช้เครื่องชูชีพ หนึ่ง สอง สาม ทำยังไงบ้าง
ผมก็นั่งไปดูไปนะครับ เพราะที่ผ่านมาก็ดูบ้างไม่ดูบ้าง
ผมจำได้ไปถึงครั้งแรกที่ผมได้นั่งเครื่องบินเลยนะครับ
สมัยนั้น บดท บริษัท เดินอากาศไทย จำกัด บินจากภูเก็ตไปกรุงเทพ เจ็ดร้อยกว่าบาท
วันนั้นผมขึ้นเครื่องบินครั้งแรก โถใครจะไปรู้ละครับว่าต้องทำยังไงบ้าง
พอพนักงานสาว บดท สาธิตแนะนำการใช้ชูชีพให้ผู้โดยสารดู
ผมก็จ้องเลยละครับ ว่าทำไง มีการเอาปากกาจดช๊อร์ทโน๊ทด้วยละ
ผมเหลือบไปดูคนอื่นรอบข้าง บนเที่ยวบินนั้น คนเต็มลำเลยครับ
หุหุ ทุกคนไม่เห็นสนใจ จดจ้องเหมือนผมสักคน อ่านหนังสือพิมพ์กันเฉยซะอีกแน๊ะ
ผมเห็นลูกชายนายเหมืองใหญ่คนดัง กับพรรคพวก มองมาที่ผมด้วย
ในสายตานั้น มีแววขำขัน และส่อเหมือนว่า ไอ้เฉิ่มเอ๊ย ไม่เคยนั่งเรือบิน
ผมเลยรู้สึกตัวว่า ผมนี่เชยเฉิ่มเสียจริงแหละ
การไม่ทำไรเชยๆนี่คือต้องทำเป็นรู้ แม้ไม่รู้อะไรเลย
อยากถามไอ้ลูกนายหัวคนนั้นนักว่า มรึงเกิดมานี่
ไม่มีวันแรกที่นั่งเรือบินเลยหรือไงหวะ
ในใจก็นึกว่า หากเครื่องบินตก มรึงนี่น่าจะตายก่อนเลยนะ
เพราะมึงไม่สนใจสิ่งดีๆที่เขาบอก และอาจมีอะไรที่อุปกรณ์นี้ เขาเปลี่ยนวิธีการใช้
และมรึงไม่รู้ว่าเขาทำยังไง เฮ้อ ขำมนุษย์จัง กับเรื่องอย่างนี้ก็คิดเอาเป็นอวดดีอวดเด่นกัน
คุณสาวไทยคนนั้นที่นั่งข้างผม ก็เหมือนกันเลยครับ
ผมเห็นแกเผยอตามามองผมด้วยนะ ผมไม่มีไรทำนี่ ตาก็ดูไปอย่างนั้นเอง
แต่แม่คุณนี่ ทำเหมือนจะยิ้มเยาะผมจริงๆนะ
เชอะ นานๆบินที อาจเป็นโรบินฮู้ด ได้เวลากลับบ้านก็ได้นะ
แม่นั่นก็รู้ว่าผมเป็นคนไทยนะ จากหนังสือป้อกเก็ตบุ๊ค ที่ผมถือในมือ
แต่ไม่เลย ที่ทำท่าจะสนใจ ทักทายกันบ้าง
ที่จริงผมก็ได้เคยเจอนะแม่คนนี้ ก็จาก หนังสือพิมพ์ไทยในนิวยอร์กนี่แหละครับ
ทำตัวเป็นคนดังคนเด่นในสังคมนิวยอร์ก งานโน้น งานนี้ มีชื่อมีรูปให้เห็นบ่อยๆ
ก็ช่างคุณปะไร ผมก็ไม่สนใจคุณเหมือนกัน ฮึ อาเดียวรำพึงกับตัวเอง

อีกสักเรื่องไหม ครั้งแรก วันแรก ของคนเมืองนอก
ตอนผมมานิวยอร์กใหม่ๆ นี่มีมากเลยที่ผมทำไรที่ไม่เคยพบเจอที่เมืองไทยมาก่อน
ไปหยิบไอ้โยเกิร์ตมากิน นึกว่าเป็นไอสครีม เขวี้ยงทิ้งเกือบไม่ทัน
แหยะ จะอ๊วกแตก ไอติมไรวะรสชาดเหมือนแหวะทารก
และเคยไปหยิบยาสีฟัน ยี่ห้อหนึ่งที่ไม่ค่อยคุ้นชื่อ
พอแปรงแล้ว เตาะใจเหมาะเลย ทั้งฟันทั้งปากเหมือนติดด้วยกาว
กว่าจะเอาออกได้ เกือบตาย
ก็ผมไปหยิบเอากล่องที่เป็น กาวสำหรับติดฟันปลอมให้แน่นของคนแก่ ใช้กันนะ
รูปทรงมันเหมือนกันเด๊ะ มีคำว่า DENTAL ด้วยนะครับ เฮ้อ ไอ้เฉิ่มเอ๊ย

ผมและแฟนผมคิดว่า อยู่นิวยอร์กก็นานแล้ว แต่ไม่ได้ลองกินสะเต๊กเมกันเลย
คืนนั้นก็ไปกินกันที่ BEEFSTEAK CHARLIE'S ร้านนี้ดังพอใช้สมัยนั้น
สั่งสะเต๊ก ได้กินกุ้งสดๆ ฟรี สลัดฟรี เครื่องดื่มฟรี ราคาก็ไม่แพงเท่าไร
และที่สำคัญ มีคนไทยทำงานเป็น เวทเตอร์ เวทเตร็ส กันเกือบทั้งร้าน
ผมและแฟนรู้จักทุกคนครับ คนไทยร้านนี้ ทั้งเพื่อนๆและรุ่นน้องๆ
คืนนั้น ได้บริการจากน้องเป้า เวทคนสวยน่ารัก มรรยาทดี
ผมสั่งเครื่องดื่มที่พี่มืด พี่โก้ชอบกัน pe'na colada (ไม่รู้ยังสกดถูกปะ)
แต่ไม่ใส่เหล้า rum นะเอาเป็นเวอร์จิ้น พีน่า คอล๊าด๊า เพราะผมกินเหล้าไม่เป็น
น้องเป้ายิ้มนิดๆเมื่อได้ยินผมสั่ง และยิ้มมากกว่าเดิม เมื่อผมสั่งแกไปว่า
ขอสะเต๊ก new york cut WELL DONE สองที่
เมื่อสะเต๊กสองที่มาถึง ผมกับแฟนก็เริ่มกิน ใช้มีดใช้ซ่อมนะพอเป็นอยู่
ผมก็กินได้ของผมดีนะ เนื้อสุกๆเกือบไหม้นี่ คนไทยกินได้อยู่แล้ว เนื้อย่างบ้านเราก็แบบนี้
สักพักเพื่อนๆน้องๆที่ทำงานในร้านนี้ ก็ทะยอยมาทักทายผมกับแฟน
แต่ตาทุกคนมองมาที่สะเต๊กไหม้ๆดำๆนั้น มีบอกยิ้มๆขำๆ
แต่ไม่ได้แสดงว่าดูถูก นะครับ เพราะเราดีๆกัน รู้จักกันสนิทพอสมควร

อีกปีหลังจากนั้น ผมกับแฟนผมก็ได้ทำงานเป็นเวทร้านสะเต๊กนั้นด้วยครับ
เลยได้รู้ว่า พวกเพื่อนๆน้องๆนั้น มันขำกันที่ผมสั่งสะเต๊กเว็ลดันกิน
เหมือนคนกินสะเต๊กไม่เป็นนะครับ มันต้องกินแบบRARE หรือMEDIUM RARE
ผมก็ย้อนทุกคนกลับไปอีกว่า พวกมรึงนี่ กินเนื้อสดๆกันแต่เมืองไทยหรือ
และไม่มีสักคนที่เป็นคนอีสาน ที่กิน ลาบ ลู่ เลือด กันเป็น
ดูมันดิ แค่เรื่องกินนี่ ยังเอาเป็นข้อด้อยกันอีก
ยังกับว่า มันไม่มีครั้งแรก ที่กินไม่เป็นเหมือนกัน
แต่ต่อมาผมก็เห็นด้วยครับ ว่ากินสะเต๊กให้อร่อย ต้องRAREหรือ MEDIUM RARE
แล้วก็กินอะไรที่ดิบๆเป็นหมด ชอบหมด ทั้งปลาดิบ หอยดิบ เนื้อดิบเกาหลี
แต่ไม่ได้กินเพราะกลัวว่าคนจะว่า กินไม่เป็นนะครับ
พอลองๆไปหน่อยก็ชอบด้วยตัวเองแหละครับ
เมื่อทำงานเวท มีครั้งหนึ่งครับผมเคยเสริ์ฟลูกค้าร้านสะเต๊กนั้น
เป็นหนุ่มมืดกับสาวสวยผิวขาว
สาวสวยสั่งNew York cut RARE ก่อนครับ
พี่มืดเราก็เอาบ้างครับ บอก same as her RARE
พอสะเต็กมาถึง สาวสวยก็ตัดสะเต๊กกินเอาๆอย่างอร่อย
ผมก็เลี่ยงมายืนดูอยู่ห่างๆครับ
ผมเห็นพี่มืดร้อง SHIT เมื่อตัดเนื้อเห็นเนื้อแดงอมเลือดสดๆ
แกไม่กินนะครับ กวักมือเรียกผม บอกให้ไปทำให้ MORE FIREDอีกหน่อย
ผมถามว่า งั้นเอา MEDIUM ละกันนะยู
นายมืดรีบบอกเลยครับ
"make it WELL WELL WELL DONE okay"
เห็นไหมละครับ เทสท์ใครเทสท์มันนะครับ ไม่ว่าเรื่องไหน ว่ากันไม่ได้
พี่มืดนี่ตอนผมรับออร์เดอร์จากแก ผมก็คิดๆอยู่เหมือนกันนะครับว่า
แล้วพี่จะแดะลงหรือนี่ หุหุ แกก็คงเพิ่งลองครั้งแรกเหมือนผมแหละนะ
สาวแฟนแกนะ ยิ้มๆแล้วสอนบอกว่า ยูต้องลองอีกทีหลัง แล้วยูจะชอบ
เพราะเนื้อจะมีรสชาด ที่ว่าไรนะ ซักคูแหล่น จู๊ส ไรแบบนั้น
หุหุ ที่ผมเห็นมานะ พี่ไทยนี่นะเฮ้อ ชอบนักละกับเรื่อง จับปมด้อยคนอื่น
ถามหน่อยเถอะครับ Do you remember.. your FIRST TIME ?
...................................................................................................................
เอ้อ ผมว่าจะเล่าวันแรก ครั้งแรกของการขับแท็กซี่
แต่นี่วกมานานเกินไป ยาวไปแล้วอะ
ไว้วันหลังนะครับ ผมจะมาเล่าใหม่อีก
ขอขอบคุณกับ กำลังใจ และคำอวยพรปีใหม่ ที่ทุกๆคนมอบให้ผมครับ
ผมก็ขออวยพรให้ทุกๆคน จงมีแต่ความสุขตลอดไปนะครับ













 

Create Date : 02 มกราคม 2549    
Last Update : 3 มกราคม 2549 14:11:32 น.
Counter : 309 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

smartupid
Location :
New York United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




กรุณาตรวจตราสิ่งของก่อนลงจากรถไป แค่ลืมหัวใจไว้ในรถ คนขับก็สดชื่น.... โอ่เค้
Please check your belongings before leaving my cab, just leave your heart here ...Thank You
Friends' blogs
[Add smartupid's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.