Group Blog
 
All Blogs
 

my10-เรื่องเฉิ่มๆของคนนิวยอร์กคนหนึ่ง


....วันนี้มีเรื่องมาเล่าให้ฟังอีกแล้วครับ
ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตหรือสำคัญยกระดับตัวผมอะไรหรอกครับ
มันไม่ค่อยมีกับเขานะเรื่องดีๆอย่างนั้น มันมีแต่จะออกไปทางเสียท่า หน้าแหกเสียมากกว่า
ก็แบบที่รู้ๆกันนะ อยู่เมืองนอกจนแก่ แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์เชยเฉิ่ม
จนเพื่อนๆที่เมืองไทยมันไม่เชื่อว่าอยู่นิวยอร์ก
มันจะพิศูจน์ให้ได้ ด้วยการให้พูดฝรั่งให้มันดู หรือให้กินสเต๊กแล้วแอบสังเกตุว่าไอ้นี่มันจะใช้มีดใช่ส้อมเป็นไหม
มีถึงกับสงสัยว่าทำไมผมรู้เรื่องรายการทีวีไทยลครน้ำเน่าไทยมากกว่ามันเสียอีก
บางคนคิดไปว่าผมหนีไปแอบตัวอยู่ที่ตำบลป่าคลอก ดูจะน่าเชื่อกว่าที่ว่าอยู่นิวยอร์ก

หุหุ ที่เกริ่นมาเสียยาวข้างบนนั้น ก็ไม่เกี่ยวกันเท่าไรกับเรื่องที่จะเล่าหรอกครับ
แต่ขึ้นมาถึงแล้วเล่าเลย มันเหมือนดูห้วนๆไปนะ หากจะเอาแต่เนื้อ
ต้องเติมน้ำใส่ถั่วงอกบ้าง สรุปแล้วแก้เขินนะ ไม่มีไรมากหรอก

ว่าแล้วก็เอาเลย....................
นิวยอร์กวันนี้อากาศร้อนพอดู อุณหภูมิขึ้นถึง73 ฟาเรนไฮท์
ก็คงเป็นช่วงกำลังย่างเข้าสู่ซัมเมอร์อีกไม่กี่วันนี่เอง
นิวยอร์กเกอร์เดินกันขวักไข่ เอ๊ยขวักไขว่บนไซด์วอล์กเต็มสองข้างถนน
บ้างก็นั่งตากแดดตากลมบนม้านั่งหน้าตึกออฟฟิสที่ทำงาน
บ้างก็ยืนกินฮ็อทดอกของพ่อค้ารถเข็นที่หัวมุมถนน

.....เขามาแล้วครับ ในท่ามกลางเสียงจอแจ
เสียงแตรรถ เสียงตดของยายอ้วนชอปปิ้งแบ๊กเลดี้
...ชายผู้นั้น ในวัยคงจะต่ำกว่าเก้าสิบมากๆ เดินขึ้นบันไดซับเวย์สถานี57 Street มาอยู่บนถนน 6 Avenue
มือล้วงหาบุหรี่จากกระเป๋ากางเกง เพราะวันนี้มันเสือกใส่เสื้อไม่มีกระเป๋าเอาไว้ใส่บุหรี่
ก็เสื้อตราคนขี่ม้าตีคลีนะ ทำหัวสูงนะมรึง

..ก็ทุกครั้งแหละก่อนมันจะลงซับเวย์ มันจะดูดเสียมวนนึง
แล้วขึ้นจากซับเวย์เอาเสียอีกมวน
เอ้า จุดบุหรี่ก็ดูดมะเร็งไป พลางเดินไปในท่ามกลางผู้คน
แล้วมันก็จะทำอีกอย่างที่คนส่วนมากจะทำกัน
หยิบโทรศัพทฺ์มือถือจากกระเป๋ากางเกงอีกข้างที่เบียดไข่มันอยู่

มันจะคุยไรกันนักหนาตอนนี้หวะ คงเป็นความเคยชินมากกว่ามั๊ง
เห็นที่ไหนๆก็เหมือนกัน ไปกินข้าวตามร้านพอนั่งปุ๊บ
แทนที่จะสั่งอาหารก่อน แมร่งยกมือถือโทรก่อนเลย
" เจ๊หย่ามหรือ เรามากินข้าวนะ ร้านไอ้อ้วนหอยลายนะ จ้าๆๆแค่นี้นะ"

ปากมันก็คาบบุหรี่ดูดไปดูดไป มือขวาล้วงเอามือถือออกมาจนได้
แล้วมันก็จะทำเหมือนทุกครั้งแหละ เพื่อจะบอกกับแฟนมันว่า
" จะเข้าทำงานแล้วจ้า แค่นี้นะ"
แล้วมันก็เพ่งไปที่ตัวเลขบนคีย์มือถือเพื่อจะกดหมายเลขที่มันล๊อกไว้แบบโทรทันที
" โอํะโอ่ อันนี้ไม่ใช่ของกรูนีหว่า ของกรูมันBlackburry
อ้าว ชิท ฟัก กรูหยิบมาผิดหวะ นี่มันรีโมทคอนโทรลเครื่องเสียง Aiwa นีหว่า แมร่งเอ๊ย เวงกำ"

คือพอมันตื่นมาก็แบบไม่มีใครอยู่บ้านนะ เขาออกกันไปหมดแล้ว
มันอยู่คนเดียวก็นั่งดูทีวีบ้าง เล่นเน็ทบ้าง หรือฟังเพลงก่อนออกไปทำงาน
ไอ้มือถือ บุหรี่ และ กุญแจบ้าน ที่วางบนโต๊ะจะเป็นสามสิ่งสุดท้าย
ที่มันหยิบใส่กระเป๋าก่อนออกจากบ้าน
วันนี้มันรีบๆนะ หยิบผิดหยิบถูก มั่วไปหมด บ้าจริงๆๆ

.....หงุดหงิดหวะ แล้วมันก็เดินต่อไป เดินไป เดินไป
" Take one.. take one.. free free'' เสียงใสของสาวๆ กล่าวกับผู้คนที่ผ่านไปมา
เอ้อ แจกไรกันนะ ที่หน้าร้านเยื้องๆร้านCandy Store
ขออันสิ มือมันก็แบไปที่หน้าแม่สาวสวย หุ่นดีแต่นมโตอิ้บอ๋าย
อ้อ แคนดี้สีเหลี่ยมแบนๆแบบนี้ ชอบๆ
ยี่ห้อไรหว่า เห็นแค่ตัว Hตัวแรกแบบหวัดๆ คงจะ Hershey มั๊ง
โอเค ว่าแล้วก็แกะกระดาษแก้ว แล้วหยิบแท่งสี่เหลี่ยมเข้าปาก
" แย๊กส์สสสสสสสสสสสสสสสส์ แหยะ ชิทฟัก อ๊วกส์สสสสสส "
นี่มันสบู่นีหว่า ไอ้แยะแม่เอ้ย
มันเดินวกกลับไปที่สาวนมโตยังยืนแจกอยู่
ตาก็มองไปที่ป้ายหน้าร้านที่อยู่ติดกับCandy Store

แม่โว้ย ร้านมรึงขายพวกHealthy Spa
แล้วมรึงก็มายืนแจกหน้าร้านขายแคนดี้ทำไม
ไอ้ตัว H แบบหวัดๆนั่น มาอ่านอีกที
มันอ่านว่า HEALTY BAR SOAP"

ไม่รู้ว่า ตอนมันอมไอ้แท่งบ้านั่น น้ำลายมันจะเป็นฟองไหม
แต่ให้แน่ใจว่ามันได้ Rinse เสียสามสี่น้ำ
มันต้องไปซื้อน้ำมาอีกขวดหนึ่งนะ

มันคนนั้น ผมเองแหละ smart เอ้ย stupid
smartupid ฉลาดแต่โง่ๆ





 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2550 14:33:23 น.
Counter : 601 Pageviews.  

ny9-New York จากในหนัง-The Out Of Towner

กระทู้ก่อนนี้ของผม ผมได้เล่าถึงเรื่อง นิวยอร์กจากในหนัง กล่าวถึงหนังที่ถ่ายทำโดยใช้เมืองนิวยอร์กเป็นฉาก
ซึ่งก็มีนับเป็นร้อยเรื่องเชียวละครับ แต่ก็ยังสงสัยเหมือนหลายคนเหมือนกันว่า
ทำไมหนังอีกหลายเรื่อง ที่มีฉากนิวยอร์ก ไม่มีในลิสท์หนังสือที่ผมกล่าวถึง
Scenes From City
หรืออาจเป็นเพราะว่าหนังนั้น ไม่ได้ยกกองมาถ่ายที่นิวยอร์กจริงๆ
แต่สร้างฉากสมมุติเมืองนิวยอร์กเอาในสตูดิโอ เช่นเรื่อง คิงคอง เมื่อสองปีที่แล้วไงครับ
เขาถ่ายทำ สร้างฉากเมืองนิวยอร์กในสตูดิโอ เมืองเมลเบริ์น อ๊อสเตรเลีย (หากจำเมืองผิด ขออภัย)
รายชื่อหนังในหนังสือนั้น ก็เอามาจากแผนกภาพยนต์ ของซิตี้อ๊อฟ นิวยอร์ก
เขาอาจนับแต่หนังที่ได้ขออนุญาต ขอใช้สถานที่ จ่ายเงินค่าธรรมเนียมให้นิวยอร์กซิตี้
ซึ่งก็นับเป็นเงินมหาศาลทีเดียวครับ กับหนังเรื่องหนึ่ง มีค่าธรรมเนียมปิดถนน ค่าใช้สถานที่เฉพาะ
รวมถึงค่าจ้างตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อำนวยความสดวก และอื่นๆ

ขอพูดอีกที การดูหนังที่ถ่ายในเมืองหรือสถานที่ ที่เราอาศัยอยู่และรู้จัก
ผมว่าทำให้หนังนั้นน่าดูขึ้นอีกมากนะ
สมัยผมเป็นเด็กอยู่ที่ภูเก็ตนะครับ มีหนังไทยยกกองมาถ่ายที่ภูเก็ตก็หลายเรื่องอยู่ครับ
ผมกับเพื่อนๆนี่แบบว่าตามติดคอยดักดูดารา ตามไปทุกโลเกชั่นทั้งชายหาด ทั้งฉากในตลาด
หรือบ้านนายเหมือง บางทีเห็นคนบ้านเราเข้าฉากด้วยก็มี ก็รอวันหนังฉายจะดูอีส้าวนั่นให้ได้
มันตื่นเต้นครับได้เห็นดาราตัวเป็นๆ ตั้งแต่สมัยนางเอกอมรา พระเอกไชยา โน่นแนะครับ
แล้วพอถึงวันหนังเรื่องนั้นฉาย โรงหนังเหมือนจะแตกให้ได้
สมัยนั้นจำนวนพลเมืองภูเก็ตมีแค่ หกหมึ่นกับหนึ่งคนเอง (นับผมด้วยแล้วนะ)
ผมว่าคนภูเก็ตน่าจะไปดูหนังเรื่องนั้น ถึงห้าหมึ่นกับสามคน (ที่ไม่ไปดูเป็นคนแก่มากๆและไม่รู้ข่าว )
คนไปดูก็ดูกันสนุกมากๆ ดูไปชี้มือไปด้วย น๊าน ห๊าดราไว น๊านอั่งหม่อหลาวนายหั๊ว
เห็นไหม ดูหนังที่ถ่ายทำบ้านเรา มันเพิ่มรสชาติให้หนังนั้นจริงๆนะ
มียกเว้นครับ หนังเรื่อง The BEACHนะครับ โคตรห่วย แต่ผมต้องทนดูฉากอ่าวมาหยาจนจบ

เอ้า มาพูดถึงนิวยอร์กในหนังต่อครับ
ก็เช่นเดียวกันครับ กับหัวข้อกระทู้ ดูหนังไปก็ได้ความรู้เรื่องราวของเมืองนิวยอร์ก
ทั้งนิสัยผู้คนและสถานที่ ทั้งด้านดีๆน่าประทับใจ ไปจนถึงด้านร้ายๆน่าเจ็บใจ
แม้เนื้อเรื่องในหนังนั้น จะแค่สร้างเอาจากนิยายหรือการเขียนบทหนังเอาเอง
แต่ก็แฝงความจริง ที่เราพอเห็นได้มากพออยู่เหมือนกันนะครับ
ตอนที่แล้ว ผมเล่าถึงเรื่อง นายเทรวี่ แท้กซี่คลั่ง -TAXI DRIVER ไปแล้วครับ
เรื่องก็เกี่ยวกับคนอยู่ในนิวยอร์กด้วยกัน ก็พอทันเล่ห์ทันเหลี่ยม นิวยอร์กเกอร์กันได้บ้าง
งั้น วันนี้ผมจะเล่าเรื่องของคนจากที่อื่น มาเผชิญกับเหตุการณ์ และผู้คนชาวนิวยอร์กบ้าง

The Out OF Towner-1970

เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับที่ผมชอบมากๆ หนังแบบตลกร้ายที่จำต้องหัวเราะแบบขื่นๆแฝงเวทนา
เรื่องนี้เหมือนกับที่บ้านเราเคยเรียกคนต่างจังหวัดที่เข้ามากรุงเทพ ว่าบ้านนอกเข้ากรุงเลยละครับ
เรื่องมีว่า นาย George Kellermanกับเมีย จากเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในรัฐ Ohio
นายนี่อยากได้มาทำงานในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก เหมือนว่าความก้าวหน้าคงดีกว่าอยู่บ้านนอกนะ
เริ่มแต่วันบินเพื่อจะมาสัมภาษณ์เรื่องงานที่นิวยอร์ก เลยละ นายจอร์ช ที่แสดงโดย Jack Lemmon
โห ท่าแกนี่ฉอดๆโวยวายน่าดู ผิดกับฝ่ายเมียที่ไม่ค่อยพูด แต่แฝงแนวอึด
แกคุยกับเมียถึงดินเนอร์ ที่ Four Season ด้วยท่าอวดๆ
แต่คืนนั้นทั้งสองผัวเมียไม่ได้กินดินเนอร์หรู ในห้องอาหารที่ดีที่สุดของโลก(สมัยนั้น)หรอกครับ
กลายเป็นนังเมียต้องกินขนมปังทาพีนัท บัตเตอร์ นายผัวต้องแทะแครกเกอร์กับเม็ดโอลิฟแทน
และแบบไม่มีน้ำกลั้วคออีกตะหาก
เครื่องบิน บินวนๆเป็นชั่วโมงบนฟ้าเหนือสนามบิน La Guardia
เพราะสนามบินมีเหตุขัดข้องแลนดิ้งไม่ได้ จนในที่สุด ต้องไปลงที่ เมืองบอสตั้น
สองผัวเมียต้องรีบจับรถไฟ เพื่อมาให้ทันสัมภาษณ์ที่นิวยอร์ก ด้วยอาการทุลักทุเล
นายจอร์ช โวยวายกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ปากแกไวมากๆฉอดๆจังเลย อะไรนิดอะไรหน่อยก็ถามชื่อ
และบอกว่า "You 'll see my lawyer" แบบว่ารู้ทันคนหมดนะ
กระเป๋าเดินทางก็เกิดมาหายเสียอีก ทั้งคู่เลยเหลือตัวเปล่า
แต่ก็มาถึงนิวยอร์กจนได้ในที่สุดที่สถานี Grand Central
ในวันที่ขยะนิวยอร์กเต็มเมือง
เพราะคนงานเก็บขยะสไตรค์
และทรานซิทก็สไตรค์พร้อมกันแถมไปอีก ไม่มีซับเวย์ ไม่มีรถบัส
ต้องผจญกับพายุหนักกระหน่ำเมือง
ต้องโดนจี้จนหมดตัว ด้วยเล่ห์ขี้โกงของนิวยอร์กเกอร์
โดนจี้บนรถตำรวจ NYPD นะแหละ
ไหนจะเดินจนขาแพลง นังเมียซ่นรองเท้าหัก นายผัวเคี้ยวเอาก้อนหินจนฟันหัก
ทั้งสองมาถึงโรงแรม Waldorfที่จองเอาไว้ ก็เกิดไม่มีห้องเสียอีก เขาเอาให้คนอื่นไปแล้ว
แกก็ขอชื่อ พนักงานโรงแรมอีกแหละ "You 'll see my lawyer"
แล้วก็ต้องกระเซอะกระเซิง จนไปหลับบนสนามหญ้าของ Central Park
นาย Jack Lemmon ในเรื่องนี้ยอดมากครับ กับบทคนซ่าบ้านนอก ปากไว อวดฉลาด
แกบ่นตลอดทั้งเรื่องกับความซวยที่ได้พบและเรื่องร้ายในเมืองใหญ่
แบบว่า ปากยังเก่งนะครับ ขี้โวยวาย ทั้งหน้าตาดูสมจริงมากกับแคแรกเตอร์นี้
ผิดกับฝ่ายเมีย แสดงโดยSandy Dennis ที่ใจเย็นและทำใจรับได้หมดไม่โวยวาย
กลายเป็นเมียเกร่งกว่าผัวมากๆ มีเหตุผล ที่นายผัวต้องอึ้ง น่าคิดนะครับ เมื่อแกถามผัวตอนจบว่า
ยูอยู่บ้านเราไม่แฮปปี้หรือไร จึงคิดอยากมาอยู่นิวยอร์กนี่นัก
สุดท้ายทั้งสองก็เปลี่ยนใจ บินกลับเมืองบ้านนอก
อย่าไปเลยนิวยอร์กจะบอกให้ พี่เคยไปมาแล้ว น้องแก้วเอ๋ย
หนังเรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดดีนะครับ ว่าคนเราน่าจะพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่บ้างเหมือนกัน
คนจากเมืองบ้านนอกเล็กๆ หรือจะทันเล่ห์เหลี่ยมของคนในมหานครใหญ่
มีเกร็ดเล็กๆน้อยๆท่าทางเด๋อๆด๋า อีกมากครับ ทั้งน่าขำ น่าสงสาร

THE OUT OF TOWNER กำกับโดย Arthur Hiller
สร้างจากบทลครของ Neil Simon ราชาบทลครบอร์ดเวย์
น่าไปหามาดูนะครับ





 

Create Date : 19 มกราคม 2550    
Last Update : 19 มกราคม 2550 17:55:58 น.
Counter : 501 Pageviews.  

ny8-NEW YORKจากในหนัง

NEW YORK จากในหนัง
ปีใหม่นี้ผมได้ของขวัญจากที่ทำงานที่ถูกใจมากๆ เป็นหนังสือ เล่มหนึ่งครับ
ชื่อหนังสือคือ SCENES FROM THE CITY :
Celebreting 40 years of film in New York
ก็เป็นหนังสือที่รวบรวมบรรดาหนัง ที่ได้ถ่ายทำโดยใช้โลเคชั่นเมืองนิวยอร์ก
รวมทั้งหมดตั้งแต่ปี1966-2006
ก็เรียกว่ามีนับเป็นร้อยเรื่องเลยละครับ ทั้งหนังดัง หนังไม่ดัง
ตั้งแต่หนังคลาสสิก คอลเล็กชั่นไปจนถึงหนังดูแล้วลืมเลย ไม่น่าต้องจำ
ไม่ทราบว่าคุณๆได้ดูกันครบหมดไหม และดูแล้วชอบเรื่องไหนกันบ้าง
ว่าก็ว่านะครับ สำหรับคนที่อยู่นิวยอร์กตอนนี้ หรือเคยอยู่มาก่อนก็เถอะครับ
มันอดไม่ได้นะที่จะชอบกับฉากเมืองนิวบอร์กที่เห็นในหนังเรื่องนั้น
บางทีก็มองเห็นทะลุกับสภาพจริงๆ จากฉากสถานที่นั้น
จนถึงกับดูหนังไปก็บอกกับคนข้างๆไปด้วยว่า นั่นคือที่นั่น ที่นี่
และกับคาแรคเตอร์ในหนังฝรั่งเกือบทุกเรื่อง ทั้งตัวที่แสดงเป็นนิวยอร์กเกอร์ตัวจริง
ในลักษณะนิสัย การทำตัว การพูด ฉาบฉวย ปากไว ใจกล้า เร่งร้อน มั่นใจ ขี้โกงฯลฯ
หรือตัวที่แสดงเป็นผู้มาจากถิ่นอื่นมาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก
เคว้งคว้าง เหงาหงอย โดดเดี่ยว เคอะเขิน งง หลง สับสน หวาดหวั่น ฯลฯ
ลองไล่ดูนะครับ ว่าคุณดูแล้วชอบเรื่องไหนบ้าง
และเห็นด้วยไหมกับที่เห็นในหนังกับความเป็นจริงของนิวยอร์กที่คุณประสบมา

Filmmaking in New York 1966-2006.


batteries not included (1987)
12 Angry Men (1957)
13 Going on 30 (2004)
15 Minutes (2001)
25th Hour (2002)
A Perfect Murder (1998)
A Thousand Clowns (1965)
Across the Sea of Time (1997)
After Hours (1985)
Alice (1990)
American Psycho (2000)
An Unmarried Woman (1978)
Annie Hall (1977)
Arthur (1981)
As Good As It Gets (1997)
Barefoot in the Park (1967)
Basquiat (1996)
Bed of Roses (1996)
BIG (1988)
Blue in the Face (1995)
Breakfast at Tiffany's (1961)
Broadway Danny Rose (1984)
Cagney & Lacey (1982-1988)
Center Stage (2000)
Chasing Amy (1997)
Chelsea Walls (2001)
Clockers (1995)
Coogan's Bluff (1968)
Cotton Comes to Harlem (1970)
Crocodile Dundee (1986)
Crocodile Dundee II (1988)
Crooklyn (1994)
Crossing Delancey (1988)
Cruising (1980)
Death to Smoochy (2002)
Death Wish (1974)
Desperately Seeking Susan (1985)
Die Hard: With a Vengeance (1995)
Do the Right Thing (1989)
Dog Day Afternoon (1972)
Downtown 81 / New York Beat Movie (1981)
Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)
Fame (1980)
Ferry Tales (2003)
Force of Evil (1948)
Fort Apache the Bronx (1981)
Ghostbusters (1984)
Godspell (1973)
Godzilla (1988)
Goodfellas (1990)
Green Card (1990)
Greetings (1968)
Hair (1979)
Hannah and Her Sisters (1986)
Heights (2005)
Hitch (2005)
Hudson Hawk (1991)
I Like It Like That (1994)
I Shot Andy Warhol (1996)
Inside Man (2006)
It Could Happen to You (1994)
Jeremy (1973)
Jumpin' at the Boneyard (1992)
Jungle Fever (1991)
Kids (1995)
Killer's Kiss (1957)
King Kong (1976)
Kissing Jessica Stein (2001)
Klute (1971)
Kojak (1973-1978)
Kramer vs. Kramer (1979)
Law & Order (1988- Today)
Little Fugitive (1953)
Little Manhattan (2005)
LUV (1967)
Mad Hot Ballroom (2005)
Malcolm X (1992)
Man Push Cart (2005)
Manhattan (1979)
Marty (1955)
McCloud (1970-1977)
Mean Streets (1973)
Men in Black (1997)
Midnight Cowboy (1969)
Mirage (1965)
Mo' Better Blues (1990)
My Dinner with André (1991)
New Jack City (1991)
Next Stop, Greenwich Village (1975)
Nighthawks (1981) No Way to Treat a Lady (1968)
North by Northwest (1959)
On the Town (1949)
On the Waterfront (1954)
One Fine Day (1996)
Other People's Money (1991)
Pieces of April (2003)
Plaza Suite (1971)
Prime (2005)
Ragtime (1981)
Report to the Commissioner (1975)
Requiem for a Dream (2000)
Rosemary's Baby (1968)
Saturday Night Fever (1977)
Searching for Bobby Fischer (1993)
Serpico (1973)
Sesame Street (1969-today)
Sex and the City (1998-2004)
Shadows (1959)
Shaft (1971)
Shaft (2000)
She's the One (1996)
Single White Female (1992)
Six Degrees of Separation (1993)
Sleepers (1996)
Smithereens (1982)
Smoke (1995)
Sophie's Choice (1982)
Spider-Man (2002)
Splash (1984)
State of Grace (1990)
Sugar Hill (1994)
Summer of Sam (1999)
Sweet Home Alabama (2002)
Sweet November (1968)
Sweet Smell of Success (1957)
Taxi Driver (1976)
The Anderson Tapes (1971)
The April Fools (1969)
The Basketball Diaries (1995)
The Bonfire of the Vanities (1990)
The Brother from Another Planet (1984)
The Brothers McMullen (1995)
The Cotton Club (1984)
The Cowboy Way (1994)
The Devil's Advocate (1997)
The Fisher King (1991)
The French Connection (1971)
The Godfather Part II (1974)
The Honeymooners (1955-1956)
The Hours (2002)
The Interpreter (2005)
The Landlord (1970)
The Late Show with David Letterman (1993-?)
The Lost Weekend (1945)
The Naked City (1948)
The Night They Raided Minsky's (1968)
The Out-of-Towners (1970)
The Panic in Needle Park (1971)
The Pawnbroker (1965)
The Pickle (1993)
The Pick-Up Artist (1984)
The Prisoner of Second Avenue (1975)
The Producers (1968)
The Producers (2005)
The Professional (1994)
The Royal Tenenbaums (2001)
The Seven Year Itch (1955)
The Siege (1998)
The Sopranos (1999-2007)
The Squid and the Whale (2005)
The Taking of Pelham One Two Three (1974)
The Warriors (1979)
The Wiz (1978)
The Wrong Man (1956)
Three Days of the Condor (1975)
Times Square (1980)
Tootsie (1982)
Two for the Seesaw (1962)
Up the Down Staircase (1967)
Up the Sandbox (1972)
Uptown Girls (2003)
Vanilla Sky (2001)
Wall Street (1987)
West Side Story (1961)
When Harry Met Sally… (1989)
Wolfen (1981)
Working Girl (1988)
You're a Big Boy Now (1966)
You've Got Mail (1998)

.................................
ผมว่าจะขอพูดถึงหนังที่ใช้ฉากนิวยอร์กที่ผมชอบเป็นส่วนตัว สักเรื่องสองเรื่อง
หรือว่าอาจจะมากกว่า หากคุณสนใจจะอ่านบ้าง
(หุหุ ที่จริงคุณก็ไปหาอ่านเอาเองก็ได้ ดีกว่าอ่านจากผมอีก)
งั้นยังไงๆวันนี้เอาสักเรื่องก่อนนะ เป็นเรื่องที่ผมชอบมากด้วย แม้จะไม่ติดอันดับต้นๆของผมเท่าไร
แต่ชอบเพราะเรื่องนี้ พระเอกขับแท็กซี่ไงครับ

TAXI DRIVER -1976

จำประโยคนี้ได้ไหมครับ "You talkin' to me?
ที่นาย Travis Bickle แท็กซี่ไดร์เวอร์ผู้มีความเหงาเป็นเพื่อนพูดกับกระจกเงาในห้องน้ำ
ที่ American Film Institute ยกให้เป็น Movie Quote อันดับ 10
ในบรรดา ประโยคจากหนังเด่น หนังดัง หนังคลาสสิกทั้งหลาย
อันดับหนึ่ง หรือต้นๆน่าจะเป็น"Frankly my dear,I DON'T GIVE A DAMN"
จากหนังเรื่อง Gone With The Wind

Martin Scorsese กำกับหนังเรื่องนี้ จนกลายเป็นตำนานยอดผู้กำกับไปแล้ว
Robert De Niro รับบทเป็นทหารเดนตายจากสงครามเวียตนาม มาพบกับความโดดเดี่ยว
นอนไม่หลับ ใช้ชีวิตกลางคืนด้วยการขับแท็กซี่รับจ้าง ก็ยิ่งได้พบกับสภาพสกปรกของถิ่นแถวและผู้คน
จนพาตัวเองให้กลายเป็นแท็กซี่จิตไม่ปกติ คุ่มแค้นและ กักขละ
"On every street in every city,there's a nobody
who dreams of being a somebody"
ตอนที่พี่แกอยู่แถวๆTimes Square ได้เห็นทั้งโสเภณีราคาถูก และแมงดา คนติดยา ไอ้ขี้ขโมย
สมัยนั้น ไทม์สแควร์ สกปรกจริงๆนะครับ คนดีๆไม่กล้ามาเดินหรอก มีแต่โรงหนังโป๊ เซ็กชอป
หุหุ แกปล่อยอีกประโยคเด็ด ที่นิวยอร์กเกอร์ส่วนใหญ่ยังเอามาพูดเล่นกันอยู่
"Someday a real rain will come and wash all the
scum off the streets"
นาย เดอ นีโร่ ตัวพระเอกนี่ ก่อนแกจะมารับบทเป็นแท็กซี่ ไดร์เวอร์ในหนังเรื่องนี่
แกต้องไปขับแท็กซี่จริงๆ ได้ใบขับขี่จากTLC จริงๆด้วย
แก ขับกะกลางคืน 12 ชั่วโมง อยู่เป็นเดือนเชียวละ ได้พบปะผู้คนหลายหลากในชีวิตจริงๆ
และเห็นว่าต้องไปศึกษาเกี่ยวกับ Mental ILLness เพื่อจะตีบทให้แตกด้วย

ฉากจริงๆที่นายพระเอกและคนขับแท็กซี่สมัยนั้น ชอบไปhangoutกันก็คือ
Belmore Cafeteria -28th Street/Park Avenue South
ตอนนี้ ร้านกาแฟและตึกนั้นถูกรื้อ และเขาสร้างเป็นตึกอพาร์ทเมนท์ใหญ่โต แต่คงชื่อBelmoreอยู่

ผมดูหนังเรื่องTAXI DRIVERนี้ เมื่อระยะหลังๆนี่แหละครับ
แรกๆก็งั้นๆ ต้องดูอีกหลายรอบจึงพอเข้าถึงและรับได้
มันไม่ใช่หนังแอคชั่นบ้าเลือดนะครับ แต่จากการแสดงบทที่สมจริงของดารา และการกำกับที่ละเอียดละออ
จึงทำให้หนังน่าดู ให้เห็นถึงชีวิต ความเป็นคนและพิษร้ายของผลพลอยหลังจากการไปสงคราม
มาพบกับชีวิตโดดเดี่ยว ไร้เพื่อน ไร้คนรักในเมืองใหญ่ ผสมกับสิ่งสกปรก ร่าร่าน ขี้โกงของผู้คน
จนกลายเป็นบ้าบิ่น โหดร้าย และเป็นฆาตกรในที่สุด

สวัสดีครับ
จาก X- NYC TAXI DRIVER




 

Create Date : 05 มกราคม 2550    
Last Update : 5 มกราคม 2550 0:39:38 น.
Counter : 838 Pageviews.  

ny7-เรื่องเล่าจากนิวยอร์ก** Taxi and the ex-Bunny**

ข่าวย่อยจาก New York Daily News วานนี้ครับ
"Cabbie catch hail from bunny"
ก็ข่าวเกี่ยวกับคนขับแท็กซี่นิวยอร์ก ที่ผมเองนับได้ว่าเป็นศิษย์เก่าคนหนึ่ง
ใน Yellow Cabby college ทั้งหลายแหละครับ
ซึ่งผมก็เคยเล่าไปหลายครั้งแล้ว ทั้งการขับรถและนิสัยแย่ๆ ของพวกพี่น้องผองเหล่ารถเหลือง
การไม่ปฏิบัติตามกฏข้อบังคับ การโกงค่าโดยสาร และการแสดงออกอย่างไร้มรรยาทต่อผู้โดยสาร

และที่คนขับทำผิดกฎของ TLC(Taxi & Limousine Commission) มากที่สุด
น่าจะได้แก่การไม่หยุดรถรับผู้โดยสารที่ยืนเรียกตามท้องถนนในนิวยอร์ก
การปฎิเสธไม่ไปในย่านที่อยู่คนดำ เช่น Bronx ,Harlem,Brooklyn
เห็นคนโบกมือเรียกริมถนน ก็เลือกเอาตามแต่ใจเองคิดอยากรับ หรือไม่รับ
คนเมกันผิวขาวจะไม่มีปัญหา ลุงขาวพี่ขาวสาวบลอนด์โบกมือไปก็ได้รถแท็กซี่มารับ
แต่หากเป็นคนผิวดำ ลุงดำพี่มืดนี่ เรียกแล้ว รอไปเถอะ โย่ว แท็กซี่ๆๆ
หากมีคันไหนจอดรับ ก็เรียกว่า เหมือนถูกหวยเลยละ
ต่อให้เป็นคนดำผู้หญิง จะสาวจะสวยก็เถอะ
ก็ไม่ใช่ไอ้คนขับมันจะเห็นสวยเห็นงามไปด้วยหรอก
ไม่รู้ว่าไอ้คนขับพี่บังทั้งหลายจะรู้จักคนดำสวย เคยดูเคยฟังเพลงป๊อปฝรั่งบ้างไหม
นอกเหนือไปจากที่ฟังแต่แม่เฮเลนา ปันจาบี หรือ แม่ ซาลินี ศรีบอมเบย์
นี่วันไหน หากแม่Latoya Jackson มานิวยอร์กแล้วลองโบกมือเรียกบ้าง
ผมว่าพี่บังแกเห็นแล้วคงขับผ่านนะ มีตาแต่ไม่รู้จะมีแววไหมนี่
หุหุ คงไม่เคยดูนมหกในสนามซุปเปอร์โบวล์ ครั้งนั้น

ในข่าวนิวยอร์กเดลินิวส์ ที่ว่านั้น เขาบอกว่า
แม่สาวผิวดำ ซึ่งก็เคยเป็นถึง คอฟเวอร์เกิร์ลเป็นบันนี่เป็นเพลย์เมทในหนังสือ เพลย์บอย
เป็น Miss November ปี 1992 ตอนนี้อายุ35 แต่ก็มีเค้าสวยเค้าเซ็กซี่หลงเหลือให้เห็นอยู่
แม่สาวมืดอดีตเป็นกระต่ายคนนี้ ชื่อ Staphanie Adams ครับ
ส่วนนายคนขับนี่ชื่อ Eric Darko ฟังชื่อลาสท์เนมแล้วไม่น่าจะเป็นคนขาวหรือคนแขกเลยนิ
แกเป็นคนดำ มาจากประเทศกาน่า โน่นแนะ
แต่มันน่านัก มาทำวางท่า ทำไม่ดีกับคนดำด้วยกันได้ไง โย่ว
แม่สาวStaphanie แกไปฟ้องร้องเรียนกับ TLC เมื่อวันที่25 เดือนMay ว่า
แกได้นั่งแท็กซี่ของนายอีริกๆ ดาร์กี้ เอ้ยไม่ใช่ อีริค ดาร์โก้
แล้วเกิดมีปากเสียงกัน เมื่อสาวกระต่ายสีดำบอกให้พี่มืดอีริค
ขับไปอีกหนึ่งบล๊อคถนนส่งให้ถึงบ้านแกที่ถนน West 22 nd Street
พี่มืดคนกาน่าที่คงไม่มองใครสวยไปกว่าเมียชาวกานาของตนเลย
ก็ไม่ทำตาม แถมยังไล่ให้ลงจากรถซะอีก แถมด้วยคำด่าหยาบๆ
หุหุ ไอ้หมอนี่ ใช้คำด่าได้ถูกต้องครับ
ไม่เหมือนผมนิ ที่เคยไปด่าสาวสวยคนหนึ่ง ว่าAsshole ไงครับ จำได้ไหมเอ่ย
ที่แม่สาวคนนั้นไม่โกรธ กลับฟังเป็นขำด้วย แล้วก็สอนผมให้ด่าให้ถูกคำซะเด๋วนี้
นายอีริค กาน่า ก็ด่าแม่สาวกระต่ายไปคำหนึ่งว่า "Yo.. Bitch.. get the fcuk out of my cab"
เท่านั้นยังไม่พอ นายอีริค ยังลงจากรถมาเปิดประตูรถแท็กซี่ด้านหลัง
แล้วก็ใช้มือกระแทกประตูไปโดนท้องน้อยสาวมืดนั้นด้วย

ศาลของTLC ก็พิจารณาคดีความนี้
ได้พบเจอประวัติการขับรถแท็กซี่ของนายมือกาน่า มาตั้งแต่ปี2001 ก็ไม่มีไรดีเสียเลย
เห็นว่านายอีริค" dangerous and violent behavior"
มีอุบัติเหตุ หก ครั้ง มีการขับรถเร็วเกินกำหนดกฏหมายมากครั้ง
มีการปฏิบัติตนไม่ดีต่อผู้โดยสาร จนถูกร้องเรียนก็หลายครั้ง
และก็ไม่ได้นำรถแท็กซี่ไปรับการตรวจสภาพรถตามระยะเวลาที่กำหนด
รวมๆแล้วนายอีริคนี่ ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับการจะเป็นแท็กซี่ที่ดีกับทางTLC เลย
ศาลยังได้สืบสาวราวเรื่องไปจนรู้ว่า นายนี่โกหกกับตำรวจ
ว่าสาวมืดนางกระต่ายจะดูดเลือดด้วยการแสยะปากให้เห็น "vampire teeth" หุหุ
และก็ขู่ตามด้วยว่า " I 'm gonna shoot you"

ศาลได้ตัดสินให้เพิกถอนเว้นวรรคใบอนุญาตขับขี่รถแท็กซี่ เป็นระยะเวลา สามสิบวัน
และมีทีท่าว่า อาจจะไม่ได้รับการอนุญาตให้ขับขี่แท็กซี่รับจ้างอีกตลอดไป
"poses a treat to the public and thus is no longer to fit " to hold a TLC license
พร้อมกับให้นายอีริคจ่ายเงินค่าปรับเป็นเงิน2,700$
นี่หากเมืองไทยเรา มีกฎข้อบังคับแรงๆอย่างนี้ก็คงจะดีนะ แท็กซี่ร้ายๆจะได้ลดลงบ้าง
ขอแต่อย่าให้พี่ตำมะหรวด เป็นไอ้ตัวร้ายเสียเองละกัน

นายคนขับอารมณ์ร้าย อายุก็42 บ้านอยู่Bronx บอกกับนักข่าวว่า Unfair
กับการตัดสินคดีนี้ เขาว่าปัญหาไม่ใช่เริ่มจากเขา
เริ่มจากคนโดยสารก่อน เขาไม่ได้ทำไรผิด
แต่ว่าไม่ได้คิดจะอุทธรณ์ สู้ความอะไรต่อไปแล้วละ
" I 've three kids here and two back in Ghana"
หุหุ ลูกห้าแล้ว ไม่รู้เมียกี่คนนิ ยังใจร้อน ทำปายด้าย
"what I have to do now is get another job"

หุหุ คงไม่นานนักนะ ที่ตามหัวมุมถนนแถวๆ Times Square
อาจมีคนจากกาน่าเพิ่มอีกคน ที่ยืนเสนอสินค้ากับนักท่องเที่ยว ด้วยเสียงไม่ดังนัก
" Luise Vuitton ... Prada .. Gucci ...bags bags bags "
นายอีริค คนนี้ อาจตามเพื่อนแกไปทำอาชีพนี้ก็ได้









 

Create Date : 26 สิงหาคม 2549    
Last Update : 26 สิงหาคม 2549 14:31:27 น.
Counter : 483 Pageviews.  

ny6-เรื่องเล่าจากนิวยอร์ก** ตอน นักเรียนนอก.. ในลครไทย**

ช่วงนี้ผมต้องทนได้ยินเสียงและต้องทนดูไปด้วย
กับเทปลครจากเมืองไทย ที่คนบ้านเดียวกับผมที่นี่ชอบดูกัน
ผมไม่ได้สนใจอยากดูจริงจัง แต่ก็ต้องดูแบบไม่มีทางเลี่ยงครับ
ดูไปก็บ่นไปกับเนื้อเรื่องน้ำเน่าหลายเรื่อง ใจก็คอยแต่จะค้านว่าทำไมต้องอย่างนี้ อย่างนั้น
บางเรื่องนี่นางเอกแสนจะใสซื่อบริสุทธ์ ไม่ทันเหลี่ยมเล่ห์ของพวกตัวร้ายๆ
ก็พูดบอกผ่านทีวีไปว่าทำไงโง่อย่างนี้ละเธอ ทำไมไม่ทำแบบคนปกติทั่วไปเขาทำกัน
ในชีวิตจริงมันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกจ้า คนสวยมากๆอย่างหนูนี่ จะต้องทนเป็นแม่พระนี่ มีด้วยหรือ
แต่นางเอกนั่น ไม่เคยฟังผมเลย เรื่องเลยยุ่งไปหมดทั้งเรื่อง
หรือไอ้บทพระเอกที่แสนเป็นคนดี รอบรู้ ฉลาด แต่เอาชีวิตทั้งชีวิตมาบ้าเรื่องรักกับนางเอก
ไม่เป็นอันต้องทำอะไรอื่นแล้วละ

บางเรื่อง หุหุ น่าขำมากๆ หากพระเอก นางเอกเป็นนักเรียนนอกด้วยแล้ว
ผมเลยสงสัยว่า ยังมีกันอีกหรือ นักเรียนนอกแบบนั้น ทั้งนักเรียนจากเมกา หรือนักเรียนอังกฤษ
มันสร้างภาพพจน์นักเรียนนอก เสียเลิศเลอให้ประชาชนชาวบ้านทั่วไปที่ไม่รู้ความจริง
มองนักเรียนนอกเป็นสัญญลักษณ์ของความโก้หรู เป็นพระเอกนางเอกกันหมด
มีการให้พระเอกคาบไปป์หากเรียนจบมาจากอังกฤษ
ถึงกับมีตอนหนึ่งให้พระเอกใส่สูทสวมหมวกสักหลาด ถือร่มสีดำ
ไปเดินบนถนนแถวสาธร ยังกับเดินบนถนนในลอนดอน
ในวันที่รู้กันว่าฝนที่อังกฤษนี่มันจะตกเมื่อไรก็ได้ หุหุ ผมนึกถึงหนังทีวีรุ่นเก๋ากึ๊กมาได้ทันทีเลยละ
เรื่องไรนะ ลืมๆเหมือนกัน AVENGER ใช่ไหมเอ่ย
หรือหากมีเรื่องไหน ตอนไหน พระเอกในวันกลับจากเมกานี่
นางตัวร้าย ที่มักจะให้เป็นคู่หมั้นพระเอก จะต้องไปรับที่สนามบิน
แล้วจะต้องมีเรื่องเวอร์ๆมาให้เห็นกันในตอนนั้น
อาจจะมีการชิงดีชิงเด่นกับสาวอื่นๆ หรือไม่ก็ให้ตัวแม่พระเอก คอยทำท่าหมั่นใส้
กับสาวๆที่มารุมตอมพระเอก มีกล่าวเหน็บๆแนมๆให้เจ็บใจเล่น
และแล้วพระเอกก็ผ่าน ต. ม ออกมา แต่น แต่น แต๊น
พระเอกนี่เรียนจบเอกจบโทกลับบ้านมา
แมร่งทำไมไม่มีกระเป๋าลูกใหญ่ๆหนักๆสองใบใส่รถเข็นมาเลยวะ
ไปเมกาทีนึง มีแค่กระเป๋าใบเดียว ขนาดกลางๆไม่คิดซื้อของดีๆแพงๆขนกลับมาฝากใครเลยนะ ใจดำ
แต่ยังไงๆก็ต้องให้ใส่สูทไว้ก่อน หน้าตาคนบินนานเกือบยี่สิบชั่วโมงนี่ แหม ไม่โทรมบ้างเลยนะเรา
ไม่รู้สึก เจ็ทเลก ไม่เมื่อยล้า ขาแข็งกันหรือไง เก่งมากๆ ไปกี่ปีกลับมาก็หล่อกว่าเก่า หุหุ น่าอิจฉานิ
ตัวนังแม่ ก็คอยแต่จะโอ้อวดลูกชาย ถามไปว่า"เป็นไงเหนื่อยไหมลูก"
พระเอกก็อาจจะจะตอบด้วยศัพท์การเดินทางให้ดูดีหน่อย
"เครื่องดีเลย์ฮะคุณแม่ ตอนทรานเฟอร์ส ไฟล์ท ที่นาริตะนะครับ"
หน้าตาผู้คนยกโขยงไปรับไปห้อมล้อมพระเอก แสดงออกถึงความปลาบปลื้ม
เอ้อ ใส่แม่นมลงไปสักคนดีไหม" โถ พ่อคุณของนม ไปเสียหลายปี นมคิดถึงๆ"
พระเอกก็จะพูดอะไร เป็นเชิงล้อๆกับแม่นม แม่นมนี่เรื่องไหนๆเขาให้เป็นฝ่ายพระเอก นางเอกครับ
แม่นมฝ่ายตัวร้ายไม่ค่อยมีครับ ตัวร้ายจะมีพวกก็เป็นคุณแม่บ้าน คนที่ควบคุมคนใช้ชายหญิง
บางทีมีบทแนะนำตัวพระเอก นางเอกให้เครือญาติ หรือพวกผู้ดีไฮโซได้รู้จัก
" วันนี้เดี๊ยนพาลูกชายมากราบค๊ะ ศิธาวารี เค้าเพิ่งกลับจากอเมริกา "
หุหุ ก็ยังตื่นเต้นกันทั้งโขลงผู้ดีนะ แม้ว่าเดี๋ยวนี้การไปเมกาไปง่ายยิ่งกว่าไปแม่ฮ่องสอน
คุณนายก็กล่าวบ้าง" เอ้อ ยายวินัถริยาของดิชั้น ก็เรียนทำพี เฮช ดี ที่ พรินส์ตั้น
ไม่ทราบว่าได้เคยเจอกันไหมนี่"

แล้วก็มีการเลี้ยงน้ำชาตอนบ่ายกัน หุหุ ผมไม่ยักรู้ว่า คนไทยเค้ากินชาทุกบ่ายๆแบบอังกฤษ
เสริฟออร์เดริ์ฟกี่งานๆ ก็ต้องแซนวิชปลาทูน่าอันเล็กๆพอคำหรือขนมพายใส้ไก่
เอาละ ถึงวันที่พระเอกนักเรียนนอกไปบ้านนางเอกนักเรียนนอกซะที
"ทานของว่างแกล้มไฮเนเก้นก่อนนะคุณ วันนี้แนทจะโชว์ฝีมือสปาเก็ทตี้ให้ทานค๊ะ"
หุหุ นักเรียนนอกนี่มันทำเป็นแต่สปาเก็ทตี้กันทุกคนเลยหรือนี่
ของโคตรทำง่ายแบบนี้ เอามาบอกชาวบ้านให้ดูเป็นของยาก
โธ่เอ้ย ลวกเส้นขนมจีน ให้ออกมาสวยยังยากกว่าอีกนะ
แหมโว้ย ไปเมืองนอกมาหลายปี แทนที่จะทำขนมจีนน้ำยา หรือส้มตำกินกันให้แซป
นางเอกไทยนี่เกือบทุกเรื่องเลยอะ ทำไมชอบทำสปาเก็ทตี้เลี้ยงกันนัก
ขนาด บางรักซอยเก้า เรื่องนี้ผมชอบครับ โคตรตลกกับบทพูด บทอำดูสนุกดี
เค้ายังให้แม่แป้งของผม ทำสปาเก็ทตี้เลี้ยงแฟนเลย แต่แม่แป้งไม่ใช่นักเรียนนอก นะ
คนเขียนบทอาจคิดไปเองว่า สปาเก็ทตี้นี่ คืออาหารสุดยอดของคนอยู่เมืองนอก
เค้าไม่รู้ว่า คนไทยเอาเส้นสปาเก็ทตี้ มาราดด้วยแกงเผ็ดๆโรยพริกป่น กินแนมด้วยถั่วงอกแตงกวา
กินแทนขนมจีนกัน นับครั้งกันได้กับที่กินสปาเก็ทตี้ มีทบอลล์ หรือชิกเก็นคาชาโทเร่
หรือไปกินของแท้ร้านอิแท้เลี่ยน ก็ไม่ได้ไปกันบ่อยนัก มันแพงด้วยนิ

แล้วในเนื้อเรื่องสังคมไฮโซนะ ส่วนมากจะมีชาติสกุลสูง ผ่านเมืองนอกเมืองนากันมาไม่น้อย
แต่แค่พระเอกได้ถูกหอมแก้มจากสาวนักเรียนนอกสักคนให้เห็น ก็เป็นฟืนเป็นไฟให้กับคุณหญิงแม่แล้ว
"ฮึ ไม่รักนวลสงวนตัว หน้าด้าน นี่ชั้นจะเอาหน้าไปไว้ไหน หากมาได้แม่นี่เป็นสะใภ้"
หากนางเอกได้เห็นกับตาด้วยนี่ เป็นเรื่องยาวไปเกือบถึงบทจบเลยนะ
"ชั้นเกลียดคุณ ๆ "
แล้วเรื่องก็ดำเนินไป เรื่อย ผ่านบท อิจฉาตาร้อน อาฆาตพยาบาท ทั้งรักทั้งแค้น มีการวางแผนฆ่า
มีนักเรียนนอกมาตายกับการชิงรักหักสวาท บ้างถึงกับเป็นบ้า เสียสติ
น่าเสียดายแทนกับความรู้ที่อุตส่าห์มาร่ำมาเรียนถึงเมืองนอก
และที่เป็นแบบว่า ในที่สุดรักก็ย่อมเข้าใจในรัก ก็มีแค่สองคนนักเรียนนอกทั้งคู่
พระเอกกับนางเอก ที่จบเอกจบโทมา เพื่อมาขับเคี่ยวกับชีวิตเกือบทั้งชีวิต
ด้วยแค่เรื่อง ผู้หญิง ผู้ชาย

อ่านกันแค่สนุกๆนะครับ อย่าซีเรียสกันครับ ก็แค่เรื่องน้ำเน่าจากลครแค่นั้นเองครับ
.......................................................................................................................
หุหุ ขอเอาข่าวมาบอกครับ หนังสือ Yelow Cabby-แท็กซี่นิวยอร์ก ของผม
เขาขอพิมพ์เป็นครั้งที่3 แล้วครับ
ผมไม่ลืมว่า ที่เป็นหนังสือมาได้ และพอขายได้อยู่
ก็มาจากการเริ่มต้น ด้วยเสียงเชียร์และกำลังใจจาก ทุกๆคนในห้องไกลบ้าน พันทิป
ขอให้คิดยินดีกับผม เหมือนว่าทุกคนมีส่วนกับหนังสือนี้ด้วยเถอะครับ
ขอบคุณครับ จากแท็กซี่คนซื่อ
นิวยอร์ก








 

Create Date : 19 สิงหาคม 2549    
Last Update : 19 สิงหาคม 2549 14:55:19 น.
Counter : 540 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

smartupid
Location :
New York United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




กรุณาตรวจตราสิ่งของก่อนลงจากรถไป แค่ลืมหัวใจไว้ในรถ คนขับก็สดชื่น.... โอ่เค้
Please check your belongings before leaving my cab, just leave your heart here ...Thank You
Friends' blogs
[Add smartupid's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.