Group Blog
 
All Blogs
 

22-อเมริกันวิปโยค-9/11

เรื่องเล่านิวยอร์ก 1
ตอน อเมริกันวิปโยค 9/11
9/11-NEW YORK-WTC....ครบรอบ..๔..ปี..

..ผมอยู่ NEW YORK มานานพอที่จะอดมีความรักความหลังฝังใจกับตึกแฝด WORLD TRADE CENTER ไม่ได้...

วันนี้11 กันยา.อีกครั้งแล้วครับ ครบรอบสี่ปีกับเหตุการณ์ไม่น่าเชื่อ ที่ติดตาสลดใจ มาตลอด..
เมื่อวานนี้ผมได้ดูสารคดี จาก national geography channel ชื่อINSIDE 9/11
ดูอีกก็เศร้าอีกครับ ภาพต่างๆที่ไม่เคยลืม ก็กลับมาเตือนให้ยิ่งคิดถึงตึกแฝดคู่นี้ ภาพน่าตกใจ ภาพน่าสพรึงกลัว และสยดสยอง ที่ติดตาอยู่แต่วันนั้นมา
ก็ต้องน้ำตาซึม นั่งนิ่งสงบไปนานพักหนึ่ง

..ขอมอบกลอนบทนี้ เป็นคำอาลัย
..จากผม แด่...ผู้สูญเสีย และพลัดพราก......................


...สิบเอ็ดกันยามาถึงอีกหนึ่งรอบ
ความเศร้าครอบคลุมซ้ำเพราะจำได้
กับเหตุการณ์เกินคาดอนาถใจ
ความสูญเสียยิ่งใหญ่ที่ได้พบ

........เคยเห็นอยู่คู่กันทุกวันเอ๋ย
.........เป็นคู่เคียงข้างเคยไม่เลยหลบ
.........เป็นคู่สร้างคู่สมนิยมนบ
.........ชื่อสองเจ้าลือจบพิภพนี้

......สองเจ้าเงียบเทียบทานตระหง่านฟ้า
......เป็นจุดจ้างามฉากจากทุกที่
......เป็นศรีเมืองเลื่องลือชื่อเสียงดี
......ใครได้เห็นเป็นมีรี่ถามทัก
......เจ้าอยู่มานานครัน..แล้ววันหนึ่ง
..........วันที่ซึ่งทำให้ใครอกหัก
..........เจ้าจากไปทั้งที่ยังมีรัก
..........เศษสลักหักพังเหลือฝังใจ

......เขาฆ่าเจ้าทั้งเป็นเช่นนั้นหรือ
.....ภาพที่เห็น..เป็นถือว่าไม่ใช่
......กับความตายหลายชีวิตที่ปลิดไป
......จะคงจำ..เจ้าไว้..ไม่มีลืม..............
....................................
.................................
น่าเศร้า น่าใจหาย น่าน้ำตาไหล จริงๆครับ
เพราะตึกแฝดคู่นี้ ผมเห็นมาทุกวัน ขับรถข้ามสะพานมาก็เห็นเด่นสูงสง่าอยู่ตอนล่างของเกาะแมนฮัทตั้น
เป็นฉากที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญขอนิวยอร์ก ยิ่งได้เห็นสะพาน brooklyn bridgeประกอบเข้าในภาพด้วย ยิ่งทำให้ภาพนิวยอร์กสวยงามยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เวลาไหน
ผมกับตึกแฝดนี้รู้สึกจะผูกพันกันมานาน ตอนผมมานี่ใหม่ๆ ก็เป็นช่วงที่ตึกนี้เพิ่งเปิดทำการไม่นาน
เคยพาใครต่อใครขึ้นไปชมวิว กว่าสิบห้าครั้ง เคยพาเพื่อนจากเมืองไทยไปนั่งกินดินเนอร์ บนชั้นที่ตั้งภัตตาคารหรู Window of the world ชั้นที่หนึ่งร้อยสาม
เมื่อผมมาขับแทกซี่ก็ชอบไปจอดรับผู้โดยสาร นักท่องเที่ยวที่หน้าตึกนัมเบอร์สอง ที่เป็นที่ตั้งของโรงแรม VISTA INTERNATIONAL ด้วย
ผมมีเลขที่เกี่ยวพันกับผมที่จำได้ง่ายกับตึกแฝดนี้ เลขนั้นก็ 2/ 2 6/ 93 กับเลข 9/11/01
ไอ้เลขห้าตัวแรกนั้น เป็นเลขวันเกิดผมวันที่ 26 กุมภา เลข 93 ไม่ใช่ปีเกิดผมหรอกอะ แต่เป็นปีที่ตึกนี้ โดนลอบวางระเบิดครั้งแรก
ก็ทำให้มีคนตายคนเจ็บไปหลายสิบคน ที่พวกก่อการร้าย นำรถติดระเบิดพลังสูง ตั้งเวลาด้วยรีโมทคอนโทรลไปจอดที่ชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นที่สำหรับจอดรถ
ก็เป็นการศูนย์เสียครั้งแรกของตึกแฝดคู่นี้ สิบสองปีแล้วครับ
วันนั้นจะเรียกว่าเป็นวันเคราะห์ยังดี ของผมก็ได้ คือเป็นวันเกิดผมนะ ผมหยุดขับแทกซี่วันนึง
เวลาช่วงที่เกิดระเบิดเป็นตอนบ่ายๆ วันนั้นใครจะไปรู้ ผมอาจจะไปจอดรอผู้โดยสารที่หน้าตึกเหมือนทุกวันก็ได้
ช่วงนั้นอากาศยังอยู่ในหน้าหนาว วันเกิดเหตุร้ายนั้นนั้นมีหิมะตกด้วย
นักท่องเที่ยวคงไม่มากนักที่จะขึ้นไปชมวิวบนยอดตึก แต่ผมก็อาจจะมาคอยที่โรงแรมวิสตา เพื่อหาผู้โดยสารลูกค้าไปสนามบินก็ได้
ยิ่งบ่ายๆเป็นเวลาสำหรับ CHECK OUTพอดี ช่วงที่เกิดระเบิดจนตึกส่วนล่างพังไปตั้งแต่ชั้นใต้ดินสองชั้น ขึ้นมาถึงชั้นลอบบี้ของโรงแรม
ผมอาจจะเป็นคนหนึ่งผู้โชคร้ายก็ได้นะ หากวันนั้นไม่ใช่วันเกิดผม
ผมจำสองวันนี้ได้ดีก็ด้วยการเอาเลขนี้แหละมาจำ
2- 2- 6 –93 และอีกเลข 9-1-1-01
เลขนี้ 911 เป็นเลขที่บอกความหมายได้กับทุกคนทั่วโลกแล้วนะ
โดยไม่ต้องบอกเกริ่นว่าหมายถึงอะไร
และก็911 เป็นหมายเลขโทรศัพท์สำคัญคนอเมริกัน ที่ใช้รายงานเหตุฉุกเฉิน เหตุร้าย ทุกเรื่อง ของไทยเราใช้ 191 ใช่เปล่าครับ
เอ้อ มีเรื่องที่คนนิวยอร์กที่ชอบเล่นหวยรัฐ มาเล่านิดนึงด้วย
คือเลข 911 นี่จะเป็นเลขที่หาซื้อได้ยากมาก ตั้งแต่วันเหตุถล่มตึกเป็นต้นมา
หากไม่รีบซื้อหรือใช้ระบบผูกซื้อเป็นเดือนเป็นปี จะไม่มีโอกาสได้เลขนี้เด็ดขาด ทางรัฐนิวยอร์กก็จำกัดการขายด้วยครับ
ผมจำไม่ได้ว่าเขาล็อกอั้นการจ่ายรางวัลไว้กี่ล้านเหรียญ แต่เลขนี้ SOLD OUT ทั้งปีหละ
ผมว่าเลขนี้มันเป็นเหตุให้ชาวนิวยอร์กบ้าหวยยังคงงุนงงมาจนทุกวันนี้ ว่าเป็นไปได้หรือ หากเป็นที่เมืองไทยก็กล่าวหากันไปว่า เป็นเลขล็อกไปเลย
ก็คือวันที่เลขนี้ออกตัวตรง 911นั้น ก็คือวัน 9-11-ปี 02 วันที่11 กันยาปี 2002
ก็ครบรอบหนึ่งปีพอดีของเหตุการณ์เศร้าสลดนี้
ผมและใครๆ ก็อยากได้เลขนี้ แต่เขาบอกโซลเอาท์ไปนานแล้ว
คืนที่เขาถ่ายทอดสดการออกเลขนั้น คนที่ดูเชียร์กัน เมื่อเลขตัวแรกเลขเก้านำมาก่อน ไนน์ - วัน -เฮ้ วัน -ไนน์ วัน วัน
แล้วเรื่องเลขที่ออกนี้ คนทั่วไปเขาคิดกันว่า ทางรัฐนิวยอร์ก ล็อกเลขเก้าหนึ่งหนึ่ง เพื่อเป็นของขวัญปลอบใจผู้สูญเสีย
ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้ว่า ผู้ที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ หรือได้ผลกระทบกับการสูญเสียญาติหรือใครในครอบครัว เพื่อนที่รู้จัก คงจะเอาวันนี้เป็นเลขประจำตัว
แล้วอาจต้องมีบ้างมากมายหลายคนที่จะคิดซื้อลอตเตอรี่ ก็ซื้อหนึ่งเหรียญ หากเลขออกตัวตรงก็ได้ห้าร้อยเหรียญ

แต่ยังดีที่ว่าคนที่คิดว่า ที่เลขล็อกเลขนี้ ไม่ได้คิดแบบทางลบมากเท่าไร ส่วนมากจะบอกดีแล้วละ ออกเลขนี้ รัฐเขาให้พิเศษนะ เลขนี้ 9-11......….....ปี-01
วันนั้น เขามีพิธีการรำลึก ไว้อาลัยแก่ผู้สูนย์เสีย บรรยากาศชวนให้เศร้าใจเมื่อระลึกถึง
มีการถ่ายทอดออกทางทีวี มีเกล็ดที่ไม่เคยรู้เคยเห็นมาให้ชมกัน
ที่ผมได้ดูและอัดเทปเก็บไว้ ก็ของ HBO ชื่อ สารคดีชุดนี้ คือ IN MEMORIAL น่าไปหากันดูนะครับ หาgoogle ก็คงได้นะครับ
เขารวมภาพเหตุการณ์ ที่ไม่เห็นทางทีวีทั่วไป รวมถึงตอนเครื่องลำแรกบินชนตึก north towerด้วย
........................................

.........ผมหยุดขับแท็กซี่หลายปีก่อนเหตุการณ์ 9/11 แต่ก็มีเหตุที่เกี่ยวพันกับแท็กซี่ในวันที่เกิดเหตุการณ์อีกจนได้
วันที่ 11 กันยาปี 2001
ก็วันนั้นตอนเช้านะ
ผมนั่งแทกซี่เป็นผู้โดยสารครับ เที่ยวนี้ไม่ได้ขับเองอะ วันนั้นผมไปติดต่อธุระเรื่องโรงเรียนของหลานชายผม
ที่เรียนอยู่ ..???........High school โรงเรียนดังของนิวยอร์ก ที่อยู่ใกล้กับตึกแฝดนะครับ
ขามาผมก็มากับหลานทาง SUBWAY พอธุระเสร็จเช้าแปดโมงครึ่งกว่าๆ เกิดขี้เกียจเดินไปขึ้นซับเวย์หรือรถไฟใต้ดิน ก็เรียกแทกซี่ไป QUEENS ซึ่งเป็นย่านที่ผมอยู่อาศัยครับ
ผมบอกให้แท็กซี่ขึ้นสะพาน BROOKLYN BRIDGE แล้วเข้า B.Q.E EXPRESSWAY
พอแท็กซี่เข้า WEST STREET หรือด้านใต้ของWESTSIDE HIGHWAY ซึ่งเป็นที่ตั้งของตึก WTC ไม่ทันสักสองนาที
ผมอยู่ในรถก็ได้ยินเสียงสนั่นกัมปนาท เสียงดังเหมือนระเบิด ที่เราคงเคยเห็นในหนังนะ แต่นี่เป็นเสียงจริงๆ สดๆ ผมก็เดาไม่ได้ว่าเสียงเกิดจากอะไร อย่างไร

ในครู่นั้น รถที่ขับบนถนนมาด้วยกันก็เบรกแบบกระทันหัน แล้วก็จอดกันหมด
ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คนขับแทกซี่คนผิวดำ โผล่หน้าไปดูแล้วอุทานเสียงลั่น โอ มายก้อด
แล้วกระโดดออกจากรถ คนขับคันอื่นที่ผมเห็นก็ทำแบบนั้นกันหมด
ตอนนั้น ผมก็ออกจากรถ แบบงงๆ ด้วย เห็นคนชี้ไปที่ตึก WTC ผมก็แหงนดูด้วย
โอ้ย น่ากลัว น่าระทึกขวัญที่สุด ภาพตึกนัมเบอร์หนึ่ง north tower
ส่วนเกือบค่อนสุดยอดตึก เห็นจากด้านนอกตึก เหมือนกับแหว่งเว้าทะลุเข้าไปด้านใน
เห็นไฟลุกแดงฉานปนกับ กลุ่มควันดำทึบลอยเร็วสบัดๆ ขึ้นท้องฟ้า ในเช้าที่อากาศสดใส จะเริ่มฤดู FALL ของกันยายนอีกไม่นาน
คนที่เห็นเหตุการณ์ช่วงเดียวกับผมนั้น ไม่มีใครรู้สาเหตุครับ
ผมก็อยากรู้อยากเห็น ก็เดินไปให้ใกล้กว่านั้น ลืมแท็กซี่ที่นั่งมาไปแล้วละ เพราะเหตุการณ์ใหญ่โต อย่างนี้ มันจะมีไรตามมาอีกมาก
เมื่อได้อยู่ในเหตุการณ์ก็ต้องอยู่ดูเป็นพยานสายตา เพื่อจะได้จำเอาเป็นช่วงหนึ่งกับ MEMORY ของตัวเอง ผมเริ่มได้ยินคนบอกกล่าวแก่กันว่า
‘เห็นเครื่องบิน บินชน ตึกเวิร์ลเทรดทะลุ เข้าไปในตัวตึก’
โห จริงหรือ แค่ได้ยินผมก็ตกใจแล้ว คงเหมือนในหนังเลยสิ
ผมก็คิดว่าเป็นอุบัติเหตุนะ
แล้วผมก็ได้ยินเสียงหวอ ของรถดับเพลิง รถตำรวจเริ่มดังใกล้มาๆ คันแล้วคันเล่า
ตาทุกคู่ของทุกผู้คนที่ลงมาจากรถมายืนบนถนน ต่างเพ่งมองไป ที่ตึกแฝด
บ้างก็วิ่งไปให้ใกล้ตัวตึก ด้วยความอยากรู้ อยากเห็น
เสียงตะโกน เรียกกัน เสียงหวีดร้อง คละคนปนกันไปหมดทั่วบริเวณ
สักกว่าสิบกว่านาทีหลังจากนั้น
ทุกคนก็ได้ยินเสียง เครื่องบินที่บินต่ำผิดปกติจากด้าน SOUTHWEST
คนตะโกนบอกกัน ว่า that plane 's coming ,it's coming
ผมก็ได้เห็นเหมือนที่ทุกคนเห็น โอย เฮ้ย ทำไมเครื่องบิน บินต่ำแบบนี้ละ
นี่เกิดสงครามแล้วหรือ
แค่ครู่ไม่กี่วินาทีต่อมา
เครื่องบินลำนั้นบิน ตรงลิ่วเข้าหาตึกอีกตึกหนึ่ง ตึกนัมเบอร์สอง south tower
โอ้ย นี่อะไรกัน ผมร้อง ทั้งหวาดเสียว ทั้งน่ากลัว ทั้งงงไปหมด สมองไม่วิ่ง ไม่รู้อะไรกัน
กับภาพที่เห็น เป็นได้ยังไง เสียงดังสนั่นอีกครั้ง
แต่ภาพที่ตอนเครื่องบินพุ่งชนนั้น เห็นกี่ครั้ง ก็ต้องสบัดหัว ถามตัวเองว่านี่เป็นภาพจริงหรือเขาถ่ายหนังกันแน่
เครื่องบินลำนี้มันดิ่งหัวพุ่งชนทะลุเข้าไปในตึก ก็ประมาณชั้นบนๆเกือบชั้นสูงสุดเหมือนลำแรก ที่ทลวงตึกแรก
ไฟลุกท่วมพร้อมกับกลุ่มควันโขมงเหมือนที่เห็นจากตึกแรก
ผมเหมือนร้องไห้ออกมาเลยนะ ทั้งตกใจ ทั้งขวัญเสีย นึกไปไกลถึงว่านี่คง เกิดสงครามกันแล้วแน่ เพราะยังไม่รู้รายละเอียดไรเลย
เสียงและภาพคนที่เห็นเหตุการณ์ตอนนั้น พร้อมกับผม รอบข้างผม เห็นสีหน้าตกใจ บ้างร้องไห้ออกมา บ้างก็หวีดร้อง บ้างเหมือนกับช็อก หน้าตาเหมือนคนขาดสติไปชั่วขณะ
ผมเดินผ่าเข้าไปใกล้อีก ตอนนั้นตำรวจยังไม่มาจัดการกับการปิดทาง
ผมก็ยืนดูบนถนนสมองผมตอนนั้นงงจนไม่อาจจะอยากรับรู้ไรมากกว่านี้ได้แล้ว
กับภาพอีกไม่นานต่อมา ผมเห็นคนตกหรือกระโดดลงมาจากตึก โอย ทนไม่ได้แล้ว
ผมไม่ได้ใกล้จนเห็นที่เขาตกมาถึงพื้นนะครับ แต่ผมก็ต้องปิดตา ไม่กล้าดู
ร่างหลายร่าง ที่เหมือนตุ๊กตา ลอยร่วง คนแล้วคนเล่า น่าอนาถนัก
ผมยืนเป็นพยานกับตัวเองกับภาพจริงๆ ที่เห็น
จนอีกสามสิบกว่านาฑีต่อมา วาระสุดท้ายของตึกสองตึกนั้นก็มาถึง
ตึกแรกnorth towerถล่มเหมือนบีบตัวจากบนสู่ล่าง นึกถึงหีบเพลงชักรุ่นเก่าสิครับ เสียงสนั่นที่เขาว่าฟ้าถล่ม ผมคิดว่าคงแบบนี้เอง
ควันดำเหมือนที่ดูหนังสงครามนิวเคลียร์
บานแผ่กระจายเหมือนดอกเห็ดยักษ์
ทั้งกลิ่นไหม้ ทั้งขี้เถ้าสีดำสีเทาที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ผมเริ่มกลัวแล้ว ก็วิ่งตามคนอื่นไปด้วย ไปให้ไกลที่สุด จากบริเวณนี้
ผมเริ่มนึกถึงหลานชายผมที่กำลังเรียนอยู่โรงเรียนนั้น ผมก็รีบวิ่งไปที่โรงเรียน
ตอนนั้นโรงเรียนเขาประกาศ EMERGENCY กักนักเรียนไว้
นักเรียนที่เห็นเหตุการณ์ ต่างร้องไห้ ด้วยความกลัวเสียขวัญ และสุดที่จะรับได้ บ้างก็หวีดโวยโหยหวน
พวกเขายังเด็กเกินไปกับภาพ ทำร้ายจิตใจที่เห็นกันจะจะอย่างนี้ครับ
ผมคอยรับหลานผม ที่โรงเรียนนี้ จะได้กลับไปด้วยกัน เมื่อทางโรงเรียนปล่อยนักเรียน.....
อีกสักสิบกว่านาฑีต่อมา เสียงและภาพของอีกตึกหนึ่งก็ให้ได้เห็นได้ยินอีก เหมือนกันกับที่เห็นจากตึกแรก
หมดแล้วครับ สองตึก WTCเ หลือแต่ซากสยดสยอง
ผมหันไปทางไหน ก็เห็นผู้คน สีหน้าตกใจ น้ำตาไหล ร้องไห้ออกมาดัง บ้างโผเข้ากอดกัน ซบไหล่กัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าอาลัย ใจหาย
ฝุ่นควัน สีขาวสีเทาสีดำ แผ่กระจายไกล มาติดทั้งหน้าตาและเนื้อตัว เสื้อผ้า
ตัวผมก็เละไปหมด ก็คงเหมือนกันทุกคนนะ แต่ ช่างเถอะไม่ได้สนใจมันมาก
(** ผมยังนึกเสียดายมาจนถึงวันนี้ ที่ไม่ได้คิดไรล่วงหน้า เมื่อกลับบ้าน ผมทิ้งเสื้อลงถังขยะกางเกงยังใหม่อยู่ก็เอาแช่ให้น้ำให้ชะฝุ่นนั้นออก ผมน่าจะเก็บมันไว้ เหมือนเห็นคนบางคนเก็บใส่ถุงพลาสติกไว้ในสภาพเดิมเวลานั้น วันนั้น** )
อีกนานเมื่อทางโรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนกลับบ้าน แต่บอกว่าให้ไปในทางที่ปลอดภัย คือเดินให้ห่างที่เกิดเหตุ ให้มากที่สุด มีตำรวจ ซึ่งคิดว่า ทั้งกรมละ มาเสริม มาป้องกัน มาควบคุมสถานการณ์
ผมพาหลานผมเดินจากโรงเรียนอ้อมแถวที่เกิดเหตุ
เดินข้ามสะพานBROOKLYN ร่วมกับผู้คนจำนวนหมื่นแสน
เสียงเงียบงัน ไม่มีใครพูดอะไรกันมาก
ในบางช่วง ผมและเกือบทุกคน ก็หันกลับไปดูปลายเกาะแมนฮัทตั้น
เห็นเพียงกลุ่มควันทะมึน ครอบคลุมไปทั่ว แต่ไม่มีตึกแฝด นั้นอีกแล้ว
ยิ่งใจหาย หลายคนปล่อยโฮออกมา
ไม่มีคำพูด มีคนมากอดโอบไหล่ ปลอบใจกัน แม้ไม่รู้จักกัน เห็นคราบน้ำตา
ผมก็บอกตรงๆว่า ยิ่งเห็นยิ่งใจหาย ทั้งขวัญเสีย
ทั้งสงสาร คนที่เป็นเหยื่อเหตุการณ์ร้ายนี้ ก็น้ำตาไหลโดยไม่ต้องเสแสร้งไปด้วย
ต้องกอดโอบหลานชาย ปลอบมันเหมือนกัน
เด็กอายุเท่าแกนะ คงหวั่นไหวมากเกินจะบอกได้ และคงเป็นจุดดำในชีวิตแต่วัยเยาว์ที่ได้ผ่านพบ
วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ผมรู้สึกรักประเทศนี้ และคนอเมริกันขึ้นมากแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ตอนปกติ ผมจะค่อนข้างแอนตี้ด้วยซ้ำ แม้ผมจะเป็นอเมริกันซิติเซ็นไปนานแล้วก็ตาม
ผมสงสาร และรันทดมากครับกับเหตุการณ์วันนี้
เสียงเพลง GOD BLESS AMERICA ที่จะมีให้ฟังทุกวันทุกเวลา ต่อจากวันนี้
ฟังเศร้า ซึ้ง จนผมต้องหัดร้อง
ที่ทำงานผมหลังจากเหตุการณ์วันนี้ ก็ให้พนักงานทุกคน มายืนไว้อาลัย จุดเทียนหน้าตึกข้างถนน ร้องเพลงนี้ และ AMAZING GRACE ก็เพลงแห่งการสูญเสีย เศร้าซึ้ง อีกเพลงหนึ่ง
กว่าผมจะเดินถึงบ้านก็นานเกือบสองชั่วโมง แต่ไม่รู้สึกเหนื่อยไรเลย
มองเห็นไปอีกฝั่งของแมนฮัทตั้นตอนล่างสุด ตลอดเวลาที่เดิน
นอกจากกลุ่มควันดำลอยกระจายไปไกลแล้ว มันดูผิดปกติไปจากภาพที่เห็นจำเจทุกวัน เมื่ออยู่บนที่สูง เช่น บีคิวอี เอ็กเพรสเวย์ที่เดินอยู่
มันขาดไรไปจริงๆ มันเหมือนสองสาวยืนคู่กัน เคียงข้างกันมานาน
แล้วจู่ๆวันหนึ่ง ทั้งคู่ก็ล้มหายตายจากไป
มีคนที่เดินกันมาเปิดวิทยุฟังข่าว ก็เลยได้รู้ว่า เป็นการก่อการร้าย
เมื่อผมกลับถึงบ้าน ก็มาดูข่าวทางทีวี ติดตามข่าว
มีการถล่มตัวยุบของอีกหลายตึก บริเวณนั้น
ก็ดูติดตามทั้งคืนไม่ได้นอนเลย ได้รู้จำนวนคนตาย คนเจ็บ
มีโทรศัพท์จากญาติพี่น้องทางเมืองไทย โทรมาถามว่าปลอดภัยกันไหม
ผมอัดเทปข่าวนี้ไว้ เอามาดูเมื่อไร ก็ต้องระทึกกับเหตุการณ์นี้
เหมือนไม่น่าเชื่อว่าที่เห็นที่รู้นะ เป็นเรื่องจริงๆ ร้ายๆ ที่ผมได้พบมาด้วยตาเอง
มันไม่ใช่บุญตาหรอกครับ เป็นบาป เป็นจุดดำที่ต้องจำจดมันตลอดไป
มีคนไทยเราที่ต้องมาร่วมรับเคราะห์ในจำนวนผู้รับร่วมชตากรรมร้ายนี้ด้วย
ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว คุณ..???????????................................
ผมเอาวันนี้เป็น วันระลึกถึง WORLD TRADE CENTER นะครับ
ขอให้ โลกเราอยู่กันด้วยสันติภาพ และรักเห็นใจในความเป็นมนุษย์ด้วยกัน เถิด
...GOD BLESS AMERICA
... BLESS THE WORLD..............

........LOVE AND PEACE ..FOR ALL.......................

......เขาฆ่าเจ้าทั้งเป็นเช่นนั้นหรือ
.....ภาพที่เห็น..เป็นถือว่าไม่ใช่
......กับความตายหลายชีวิตที่ปลิดไป
......จะคงจำ..เจ้าไว้..ไม่มีลืม..............


.สวัสดีครับ
9/11/05




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2548    
Last Update : 9 กันยายน 2548 15:41:38 น.
Counter : 345 Pageviews.  

21-รถไฟสายนั้น ..ชื่อ..ประทับใจ

เรื่องเล่าจากนิวยอร์ก 2
ตอน..รถไฟสายนั้นชื่อ...ประทับใจ

ผมว่าจะเล่าเรื่องขับแทกซี่ต่อนะครับ แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะเอาเรื่องไหนดี พยายามนึกถึง ไอ้ที่แสบๆมันๆ บางเรื่องก็ธรรมดาเกินไป กลัวคุณเบื่ออะวันนี้เลยเอาเรื่อง จริงอิงน้ำเน่ามาเล่าดีกว่า ผมเคยเอาไปลงที่ หรรษา ดอทคอม แล้วนะ เอามาให้อ่านที่นี่อีกที ให้คุณได้หมั่นไส้ ในความเป็นเย็นตะละแมนของผม จะอ้วกก็ไม่ว่ากันครับ
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,............................,,,,,,,,,,,

…..อยากเล่าเรื่องจริงที่ประทับใจของตัวเองและใครคนหนึ่ง คุณอ่านแล้วคงคิดว่า คล้ายบทเริ่มเรื่องของภาพยนตร์โรแมนติกสองเรื่อง ที่คุณเคยดูมาแล้วก็ได้ คือ BRIEF ENCOUNTER หนังเก๋ากึ๊ก กับ FALLING IN LOVE ประมาณปี 1985-86 ทั้งสองเรื่องนี้เนื้อเรื่องก็เริ่มจากการใช้ MASS TRANSIT หรือขนส่งมวลชนนี่แหละ ร่วมทาง ไป-กลับทำงานเหมือนคนนับหมื่นแสนทั่วไป ตัวเอกในหนังสองเรื่องนั้น ก็พบกันที่สถานีรถไฟประจำทาง นั่งขบวนเดียวกัน ตู้เดียวกัน เห็นกันทุกวัน จนนำไปสู่ความสัมพันธ์ ความรักต้องห้าม เพราะทั้งคู่ต่างมีพันธะผูกพันธ์ หนังจบแบบเศร้าซึ้งกินใจ ประเภทรักต้องพราก พบเธอเมื่อสาย อะไรปานนั้น.................
....เรื่องของผมไม่ไปไกลขนาดนั้นหรอกครับ เป็นแค่เรื่องประทับใจความรู้สึกดีดีที่มีต่อกัน ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

….เรื่องมีว่า…….ผมอยู่ NEW YORK ก็นานเกินยี่สิบปีแล้วละ อาศัยอยู่ในย่านที่เรียกว่า QUEENS แต่ที่ทำงานก็อยู่ใจกลางของ NEW YORK บนเกาะ MANHATTAN ก็ต้องพึ่งการเดินทางที่สะดวก รวดเร็วที่สุดของ NYC-SUBWAY คือรถไฟใต้ดินอันลือชื่อของนิวยอร์กนี่แหละ …ผมทำงานช่วงเวลา สี่โมงเย็นเลิกงานห้าทุ่มก็เดินทางโดยรถไฟสาย ?? ซึ่งใกล้บ้านที่สุดการเดินทางก็แค่ 30 นาที ถึงที่ทำงานใกล้สถานี ?? ใน MANHATTAN ทุกคืนหลังเลิกงาน ผมจะคอยรถไฟสายนี้กลับบ้าน ผมมักจะเจอะเจอผู้คนร่วมทางหลายชาติ หลายภาษา ซึ่งส่วนมากก็เป็นคนทำงาน หลากหลายอาชีพ ที่ช่วงเวลางานใกล้เคียงกับผม..เธอ.ผู้นี้ก็เช่นกัน ผมจะเห็นเธอทุกคืน หลังเลิกงาน เธอจะยืนคอยรถใกล้ๆ ผม โดยกะเอาตู้รถที่ใกล้บันไดสถานีที่สุด เมื่อรถจอดจะได้เดินขึ้นรวดเร็ว ไม่ต้องรอเดินตามหลังคนอื่นๆ…ผมและเธอมักจะนั่ง หรือบางทีอาจต้องยืน ในรถตู้เดียวกัน เป็นเช่นนี้มาตลอด หกเดือนที่ผ่านมา ที่ผมสนใจเธอ แอบมองเธอบ่อยๆ ซึ่งเธอก็คงรู้บ้างหรอก
เธอ…เป็นผู้หญิงสเปนิช แถวอเมริกาใต้ อายุคงเลยสามสิบแล้วละ ไม่ได้สวยล้ำฉ่ำโฉมมากนักหรอก แต่ผมดูเธอสวยไปอีกแบบ สวยแบบเศร้าๆ ยังไงบอกไม่ถูก แต่วางตัวเรียบร้อย กิริยาท่าทาง ต่างกับผู้หญิงสเปนิชส่วนใหญ่ เธอไม่มีทีท่าสนอกสนใจใครที่นั่งมาด้วยกันเลย บางครั้งผมจะเห็นเธอนั่งอ่าน POCKET BOOK ผมเหลือบดูก็เห็นนิยายภาษาสเปนิช…สำหรับผม พอขึ้นรถได้ ก็จะฟังเพลงจากหูฟังเครื่องเล่น MP3 ทำท่าว่าสนุกสุขสันต์กับบทเพลงเหมือนกัน แต่ตาก็แอบมอง แอบสังเกตเธอบ่อยๆ รู้สึกชอบๆ เธอในใจ อยากรู้จัก อยากพูดคุย เป็นเพื่อนกับเธอ แต่ผมก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่กล้าด้วยละ กลัวเธอคิดว่าหวังอะไรจากเธอ จริงๆ นะ ผมไม่ได้คิดจีบแน่ เพราะจีบไม่เป็น และถึงจะจีบ ก็ไม่มีทางที่เธอจะเออออด้วย แต่ผมรู้สึกดีกับเธอจริงๆ และมีความห่วงปนไปด้วย ห่วงนะ ไม่ใช่หวง มีบางคืนตอนที่คอยรถ ผมไม่เห็นเธอ ก็รู้สึกกังวลแปลกๆ เธอเป็นอะไรไปหรือ มาทำงานรึปล่าว อาจจะเลิกงานสายก็ได้นะ เดี๋ยวคงตกรถเที่ยวประจำแน่….ผมเคยยอมให้ขบวนรถที่มาถึง ผ่านไป แล้วยืนคอยเที่ยวถัดไป คอยเธอ เดี๋ยวเธอคงมาหรอก….ผมรู้สึกห่วงเธอ เมื่อเธอขึ้นจากสถานีมาบนถนนใหญ่ เธอต้องเดินไปรอรถ BUS ที่อีกฟากถนน ผมจะหยุดยืนสูบบุหรี่ที่หัวมุมถนน ตาก็มองตามเธอไป จนกว่าเธอจะได้ขึ้นรถ ผมจึงเดินกลับบ้านคืนที่มีฝนตก หลังเลิกงาน ผมจะติดร่มสำรอง ไว้ใน BACKPACK กะว่าหากเธอไม่มีร่ม ก็จะยื่นร่มให้เธอ และคงเป็นโอกาสดี ที่จะได้เริ่มพูดคุยกับเธอ แบบไม่น่าเกลียด….แต่ไม่เคยมีโอกาส ฝนหยุดก่อนทุกทีเมื่อถึงปลายทาง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมได้ที่นั่งตรงข้ามกับเธอ เธออ่านหนังสือนิยายของเธอ ผมไม่ได้เปิดเพลงฟังเหมือนคืนอื่นๆ แต่แกล้งทำเป็นหลับ หลับแบบง่วงมากๆ อยากรู้ว่าเธอจะเรียก หรือสะกิดผมไหม เมื่อถึงที่…พอรถจอด ผมแอบหรี่ตา เห็นเธอสองจิตสองใจมองมาที่ผม…แต่ไม่ครับ เธอไม่ปลุกผมตอนรถปิดประตูและเริ่มเคลื่อนตัวออก ผมเหลียวกลับไปดู เห็นเธอเดินหันหน้ามองมาที่ผม ที่ยังอยู่ในรถ ผมอ่านภาษาตาของเธอได้ว่า “ขอโทษ” และมีอยู่ครั้งหนึ่งอีก คืนนั้น ผมทำตัวเป็น GENTLEMAN ช่วยผู้หญิงผิวดำ ยกรถเข็นเด็กที่มีเด็กน้อยหลับสนิทอยู่ ผมยกเดินขึ้นบันไดมาจนถึงบนถนน ก็หนักพอดู เธอ…ผู้นั้นเดินตามมา ผมเห็นรอยยิ้มชื่นชมจากเธอ มองมาที่ผมตรงๆ เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่พูดอะไร…
.คืนนั้น ผมอิ่มใจนิดๆ ……หกเดือนผ่านแล้ว เพื่อนร่วมทางที่พบเจอกัน ทุกคืนวันทำงาน ทุกอย่างดูเป็นกิจวัตรปกติ…ผมและเธอก็ไม่ได้พุดกันเลย แม้แต่คำเดียว ก็เราไม่รู้จักกันนี่
จนมาถึงเมื่อสักสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี่ วันนั้น 24 JULY 2003 …..
คืนนั้นผมทำงาน เลิกงานตามปกติ แต่มาถึงสถานีช้าไปยี่สิบนาที เพราะเจอะคนรู้จักเลยหยุดคุยกัน รู้ว่าพลาดรถเที่ยวประจำแน่ และคงไม่ได้เจอเธอด้วย จึงไม่ได้เร่งรีบเท่าไร แต่พอผมลงบันไดมา ใช้บัตรผ่านเหล็กที่กั้น ก็ต้องแปลกใจมากๆ ที่เห็น เธอ ผู้นั้น ยืนคอยรถอยู่ที่ยืนประจำ ยิ่งแปลกไปอีกที่เห็นเธอยิ้มมาที่ผม ผมไม่แน่ใจ หันไปดูข้างหลัง ก็ไม่เห็นมีใคร อะไรกันนี่…พอดีรถไฟมาถึง ผมและเธอขึ้นพร้อมกัน และบังเอิญ มีที่นั่งสำหรับคนสองคน ผมให้เธอนั่งก่อน ยิ้มให้เธอ กะว่าตัวเองยืนดีกว่า เพราะการมีอะไรอยู่ในใจนี่ ทำให้ผมไม่เคยคิด จะหาที่นั่งติดกับเธอ กลัวตัวเองเขินหรือประหม่า ทำตัวยากจัง…แต่แปลกอีกละ ......
คืนนี้…….เธอยิ้ม และขยับตัว ชวนให้ผมนั่ง ผมเลยนั่งชิดติดกับเธอ แต่ผมรู้สึกเขินจริงๆ นะ ไม่สมกับที่อยู่เมืองนอก เมืองใหญ่มาได้ตั้งยี่สิบปีเลย พอรถแล่นมาได้สามสถานี ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง เมื่อเธอหันมาทางผม แล้วเอ่ยปากว่า Are You Chinese? – คนจีนหรือ? ผมไม่คิดว่าเธอจะเป็นฝ่ายทักถามผมก่อน ก็ตอบไป….นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว ที่จะได้รู้จักเธอ หลังจากนั้น เราก็คุยกันแบบถามตอบขั้นพื้นฐานของการเริ่มเป็นมิตร เธอบอกว่าเธอชื่อ TERESA เป็นชาวเวเนเซุเอล่า ในอเมริกาใต้….และแล้วก็ผ่านมาถึงช่วงหนึ่งของการพูดคุย เธอบอกผมว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้เห็นเธอ เธอจึงกล้าพูดคุยกับผมก่อนพรุ่งนี้เธอจะบินกลับบ้าน ประเทศของเธอ และจะไม่กลับมานิวยอร์กอีกเลย เธอบอกว่า แม้เราจะไม่เคยนรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยได้พูดคุยกัน แต่การเจอะเจอทุกวัน
ที่นี่ เวลานี้ ก็เป็นเช่นเพื่อนได้ เมื่อจะจากไป ก็อยากกล่าวคำลา เธอว่าเธอจำวันที่ผมหลับในรถได้ แต่ไม่ปลุกผม เธอขอโทษด้วยละ ที่ทำให้ผมต้องเสียเวลานั่งรถย้อนกลับผมรู้สึกดีดีในตัวเธอมาก ไม่ผิดหวังที่ได้รู้จักเธอ แม้จะแค่วันเดียว ….วันสุดท้าย
ผมบอกความรู้สึก และความห่วงใย ให้เธอรู้ เป็นความชื่นชมส่วนตัว ความประทับใจจริงๆ กับเพื่อนร่วมทาง ที่ได้พบเจอทุกวัน แม้จะไม่ได้รู้จักกันเลย .....
..................
............
….. คุณๆที่อ่านอยู่ล่ะ ตอนที่คุณกำลังยืนรอรถเมล์ หรือรถไฟฟ้าอยู่ คุณเคยมีความรู้สึกอย่างนี้กับใครบ้าง……..สวัสดีจากนิวยอร์กครับ
................................................................................................................................................




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2548    
Last Update : 11 สิงหาคม 2548 13:13:38 น.
Counter : 311 Pageviews.  

20-เกือบซวยเพราะช่วยคน

เรื่องเล่าแทกซี่นิวยอร์ก 17

ตอน เกือบซวยเพราะช่วยคน

สวัสดีครับ คุณๆ คนอ่านที่เคารพทุกท่านครับ นึกว่าต้องแย่นานกว่านี้แล้วสิ ก็ไอ้คอมผม วินโดว 54 เจ้านั่นไงครับ
บทจะเกจะพัง มันทำไมต้องมาทำกันตอนนี้ ตอนที่ผมกำลังจะพังหรือจะดังกับเขา
หุหุ ทีแรกก็คิดว่าคงต้องซื้อใหม่แล้วอะ เพื่อนก็ดีครับ นี่หากผมใช้พูดเอาก็จะเอ่ยชื่อขอบใจเพื่อนออกอากาศซักหน่อย
เขายกของผมไปซ่อม แล้วก็ยกเครื่องที่ใช้ อยู่ตอนนี้มาให้ เครื่องเก่ากว่าของผมตั้งสี่ปี แต่ใช้งานดีกว่ามากเลย หากเขาซ่อมอันนั้นได้ ก็จะขอแลกกันเลย
แถมจอมอนิเตอร์ LCD-19" ให้อีกยังได้
เมื่อเขาเอามาเมื่อคืนตี่สี่เครื่องนี้มันเป็นฝรั่งไปแล้ว พูดไทยไม่ได้ กว่าจะทำให้มันพูดไทยได้ก็ล่อเอาเหนื่อย
วานนี้ผมดัดจริต เขียนภาษาอังกะหลิด ไปตอบในกระทู้ ถามหลานอายุเก้าขวบว่า ลุงเขียนแบบนี้ใช้ได้ไหม หลานบอกโอเค๊
ยังไงๆ หากผิดพลาดก็ไปโทษหลานผมละกัน ขออภัยในความไม่สดวก ด้วยครับ

.......................................................................................................................................................................................................................................................
ตอนที่แล้ว ผมเล่าเรื่องแม่สาวน้อยวัยสิบสี่อ่อนหน้า สิบห้าอ่อนรู้ ตอนจบผมไม่ได้บอกไว้ว่า แม่สาวนั่นจะเป็นไงบ้างหลังจากนั้น
บางท่านก็คงสงสัย ว่าผมอาจจะกักเก็บตัวแกไว้กับน้องพยาบาลไปเลยมั๊ง
ไม่ได้หรอกครับ พรากลูกสาวเขามาแม้เจตนาจะไม่ร้าย แต่ผิดกฎหมายครับ
ตอนเย็นวันนั้น ผมก็โทรไปถามอาการจากน้องพยาบาล น้องบอกว่าหลังจากพักผ่อน อาการดีขึ้นมาก เลือดหยุดไปนานแล้ว แค่เพลียจากเสียเลือด และความกลัว กับสิ่งที่ตนเอง ไม่ประสีประสา
น้องพยาบาลโทรศัพท์ถามและขอคำแนะนำพี่หมอคนไทยใจดีของชาวนิวยอร์ก

ผมไปรับแม่สาวมาเรียตอนค่ำๆ แกใส่เสื้อ กางเกง ของน้องพยาบาล แล้วก็พาแกไปส่งจนถึงบ้าน จอดรถรอดูจนแน่ใจว่าเธอเข้าบ้าน เฮ้อ เด็กเอ๋ย เด็กน้อย....

ผมยังมีเรื่องสาวๆ กับปัญหาที่เริ่มจากการไม่รู้จักป้องกันตนเอง การเอาแต่ได้ เห็นแก่ตัวของฝ่ายชาย วัยพอๆกัน
ตอนสนุกสุขด้วยกัน ตอนมีครรค์ปัญหายู
บ้างคิดจะทำอะไรหลังจากรู้ตัวว่าป่องแน่ๆๆ ก็สายเกินการไปแล้ว
การทำแท้ง ทำabortion ไม่ใช่คิดจะฆ่า จะทำลายเมื่อไร ตอนไหนก็ได้
หมอเขาก็ต้องดูด้วยว่า สี่เดือน ห้าเดือนนี่ มันเป็นตัว มีหัวมีตาแล้ว ทำไม่ได้
เบ่บี๋ ยูน่าจะมาหาไอ แต่เดือนแรกๆ แล้วนะ
ก็ต้องทน ต้องแบกท้องไป กว่าทารกจะออกมาดูโลก
ดูเมืองนิวยอร์ก ดูย่านที่มีพวกเจอปัญหานี้มากกว่าย่านอื่นๆ
คือ ย่านที่อยู่อาศัยของคนผิวดำหรือพวกสเปนิช
ย่านที่รับเงินช่วยจากรัฐบาลกินเงิน welfare ได้ค่ารักษาพยาบาล medicaid ก็เงินจากภาษีที่เรากระเหรี่ยงไทยจีนได้ร่วมด้วยช่วยเมกา

พูดถึงพวกเราชาวเอเชียนี่ เราทำงานกันค่อนข้างจะหนัก ใช้แรงงานแลกเงิน
นอกจากคนจีนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ หรือฮ่องกง ซึ่งมีจำนวน immigrant มากกว่าชาวเอเชียอื่นๆ แล้ว
เราไทย ฟิลิบปินส์ อินโด ก็นับว่าเราได้งานที่ทำเงินดีกว่า สบายกว่า พวกอื่นๆ มาก เช่น พวกแมกซิกัน พวกโดมินิกัน รีปับลิก พวกเฮติ
คนเอเชียต้องพูดภาษาที่หนึ่งในเมกา คือพูดภาษาอังกฤษ ทางที่จะได้รับรู้กับภาษาที่สองเหมือนพวกสปนิช ก็ไม่มี หรือน้อยมาก
แต่พวกเราเป็นพวกที่สร้างปัญหาให้ทางรัฐน้อยมากไปด้วย
เราทำงาน เราเก็บ เราสร้างอนาคต หรืออย่างไม่เอาไหน ก็พอใจกับสภาพที่เรียกว่าสบายพออยู่ได้ เหมือนคนเมกัน ชั้นกลางๆทั่วไป
หากคุณมาเดินบนถนนนิวยอร์กสักวันสองวัน คุณได้เจอคนร่อนเร่ ไม่มีบ้าน homeless หรือ bum ที่เป็นคนเอเชีย ผมว่าคุณโชคดีนะ
มันก็ต้องมีบ้างหรอก แถวไชน่าทาวน์ สักคนสองคน
แต่ที่เห็นๆ กันนะ คนดำ คนขาว หลายชาติพันธ์เชื้อ เอ้อ ที่เราคนไทยรู้ๆ กันนะครับ มีคนไทยแค่ หนึ่งคนครับ ที่เป็นถึงขั้นเรียกว่า ‘บัม’ ต้องคุ้ยเขี่ย เศษอาหารจากถังขยะ ตัวเหม็น นอนตามสถานีรถไฟใต้ดิน
แล้วสักวันจะเล่าถึงเขา แบบไม่ใช่ซ้ำเติมเขาครับ
ผมรู้จักเขาดี สนิทด้วย จากผู้ที่เรียกว่าชีวิตกำลังไปได้ดี มีเงิน มีเพื่อน
แล้ววันหนึ่ง ต้องสูญเสียหมดทุกอย่าง เรียกว่า เอาเป็นอุธาหรณ์ สอนคนได้ดี
เล่ามายาวจนเกือบเลี้ยวกลับ ยูเทิร์น ไปหาเรื่องที่เกริ่นไว้ไม่ทัน เรื่องนี้ขอเล่าเสียตอนนี้ดีกว่า เพราะมีเรื่องคล้ายๆกับตอนที่แล้วด้วย ก็แค่สองเรื่องเองนะ

วันหนึ่ง หน้าร้อนตอนปลาย ประมาณปลายสิงหาคม

ใกล้ๆ กับถนน west 110 -112 street /broadway
หรือใกล้ๆกับ columbia university
ผมจอดรับผู้หญิงผิวดำกับเด็กน้อย
ผู้หญิงนั่นก็อยู่ในวัยคงไม่เกิน 23-24 เรียกว่าดำเมกัน
ผมหยิก ปากหนา ก้นใหญ่ ตูดโด่ง ที่เหล่าชายทั้งหลายชอบหันไปมอง
แล้วบอก ummm nice asssssss แหละครับ
แม่สาวนี้อุ้มเด็กคงไม่เกินหนึ่งขวบ และก็คงลูกชายหล่อนเองด้วยละ
บอกผมไป แถวๆ east village ถนน 8th/2nd.avenue

ผมเปิดมีเตอร์แล้วออกรถต่อ
ขับมาได้สักพัก ผมสังเกตจากกระจกหลังก็ปกตินะ ที่จะต้องสนใจผู้โดยสารบ้าง
ฟังเสียงที่เธอพูดก็ไม่ได้หยาบกระด้างเลย ลูกน้อยนอนพาดตัก ตาปรือเหมือนกำลังจะหลับ มือหล่อนก็โอบประคอง
สองตาผู้แม่ก็จ้องมองหน้า หนูน้อย แบบไม่ละสายตา มีช่วงหนึ่ง ได้ยินเสียงเธอพูดเบาๆ ว่า
" i love you ,oh..my baby i love you..i love you"

ผมดูจากกระจก ก็เห็นเธอยกร่างของเบบี๋นั้น มากอดรัดแน่น แล้วจูบแก้มเด็กชายน้อย เอาตัวเจ้าเบบี๋ตาโตผิวดำ มาแนบอกตัวอีกครั้ง
ผมก็คิดนะ อือม์ แกคงรักลูกผูกพันธ์มากสิ
เจ้าหนูนั่นก็น่ารักจริงๆแหละ
เอ้อ เด็กในโลกนะ น่ารักทุกคนแหละครับ ไม่ว่า เชื้อไหน ผิวไหน จะดูดี หรือส่อเค้าขี้เหร่ ก็มีความน่ารัก ความบริสุทธ์ เท่ากันหมด
ขึ้นอยู่ที่เราจะเอาตาที่เปื้อนโลกเปื้อนกิเลศมาแล้ว หรือ ตาที่ยังรับได้กับความเป็นมนุษย์ไปมองเด็ก
แล้วหล่อนก็เอ่ยขึ้นมา เมื่อผมขับมาได้แค่ถนน 102nd.street บนถนนใหญ่ broadway หล่อนก็บอกว่า

" driver can you stop by the supermarket.. i need a pint of milk for my baby”
"โอ๊เข่ no problem lady."
แล้วผมก็ได้ที่จอดรอใกล้ๆ กับ "associatted supermarket "
ก่อนลงรถเธอบอกผมว่า
"please keep your eyes on him,he 'ssleeping ,thank you"
ผมพยักหน้าตอบ ด้อนท์ วอรี่
ใจอยากคิดจะสูบบุหรี่ซักมวน ระหว่างที่รอ ก็เลิกล้ม
เพราะเห็นแก่เด็ก
แม้ตอนนั้นกฎหมาย no smoking in the cab ยังไม่ออก

ผมหันหน้าไปมองเด็ก ที่นอนหลับ
เด็กนี่ตาโต หน้าตาน่ารัก น่าชังจริงด้วย ท่าจะมีเค้า กู๊ด ลุกกิ้ง แบล้ก เมื่อโตขึ้น
มีสะดุ้งด้วยเมื่อได้ยินเสียงแตรจากรถคันอื่น
แล้วก็หลับต่อ แต่ก็แทรกด้วยเสียงอึมอัม ในภวังค์ประสาเด็กนอนหลับ
แกทำท่าจะพลิกตัว ผมรีบเอามือไปดันตัวเด็กกลับตัวแก ให้ไปชิดขอบพนัก
คุณที่สังเกตุเรื่องและรถแทกซี่ผมอย่าเพิ่งจับผิดนะ ว่าอ้าว แล้วไอ้ที่เรียกว่า partition ที่ว่าเป็นกระจกกั้นอยู่นะ แล้วนายเอามือผ่านไปได้ไงอะ
แหม ผมไม่หลวมตัว ลืมไปว่า เขียนอะไรไว้ร๊อกคุณ
จะโม้ เอ้ย จะเขียนไรก็ต้องกันๆ ไว้บ้างหรอก คือ ระยะหลังๆ นี่ผมไม่ขับกลางคืน จะออกแต่เช้ามืด พอเย็นก็กลับบ้านแล้ว
ก็ยกไอ้ตัวกั้นนั้น เก็บฝากไว้กับอู่แทกซี่

เอ นานแล้วนีหว่า แม่สาวผิวหมึก ยังไม่มาเลย มีเตอร์ก็ยัง เ้ดินขึ้นติ้กๆ ทุกนาทีครึ่ง
เวลาผ่านไป ห้า นาที สิบนาที
หรือคงคิวจ่ายเงินยาวมั้ง
เสียงเจ้าหนูหน้าคล้ายกับไมเคิล แจกสั้น ตอนยังเด็กๆที่ป็น the jackson fives กับพี่ๆ
เบบี๋ร้องไห้แล้ว ตื่นมาไม่เห็นแม่
แกไม่ได้เรียกหาด้วยเสียง หม่าม้าหรือ หมาม หรือ หมอม ครับ
แต่ท่าแกที่ตื่นมาไม่เห็นแม่นี่ เด็กที่ไหนก็เหมือนกันแหละ สีหน้าตกใจ เหลียวหา ตาเบื่ง จากร้องไห้เบาๆ ก็หนักขึ้น ดังขึ้น
mom where 're you แกคงคิดเหมือนกันนะ
ไม่ได้การแล้วนะ นานเกินผิดปกติ จากแค่ซื้อนมหนึ่งไพนท์
ทำไงดีละ เด็กก็ร้องไห้จ้า เสียงดังด้วย
ผมลงจากด้านหน้า ไปเปิดประตูหลังรถแทกซี่
ก็ต้องจับเจ้าหนูมาอุ้ม ออกมานอกรถ
คิดว่าจะรออีกห้านาที แล้วค่อยว่ากันใหม่
อีกห้านาทีผ่านไป ผมล็อกรถแทกซี่ ดับเครื่องยนต์
แต่ปลอ่ยให้มีเตอร์รันไปเรื่อยๆ
แล้วอุ้มเจ้าไมเคิล แจ้กสั้นเดินมาที่หน้าซุปเปอร์มาเก็ต หยุดสักพักรอ
หลังจากนั้นผมก็เข้าไปข้างในร้านซุปเปอร์นั้น
เด็กยังร้องอยู่แต่ไม่ดังเท่าเก่า หน้าตาแกแฉะฉ่ำอาบไปด้วยน้ำตา
ผมเดินรอบๆ ทุกแผนกสินค้า ทุกคิวที่รอการจ่ายเงิน ไม่เห็นเลย
แม่สาวน้อยผู้เป็นแม่นี่อะไรกันวะ หรือคิดจะทิ้งลูก ก็ตอนเห็นแต่แรก แกแสดงออกว่ารัก ว่าหวง ไอ เลิฟยู เบ่บี๊ จะตาย ทำงี้ได้ไง
ผมก็แบบลนๆ พว้าพวัง กังวล และคิดไรไม่ออก ว่าทำไงดี ใจก็นึกด่าแม่สาวนั้นในใจ
นี่แหละ bitch ตัวจริง ของจริงเป็นยังงี้เอง
หมามันยังรักลูก แล้วมาทำแบบนี้ ไม่คิดไรบ้างเลยหนอ ตอนทำไม่คิด ตอนติดจะเอาทิ้ง
ผมถามกับผู้คนในร้านหมดละ ว่าเห็นสาวมืด แม่เด็กไหม
มีคนเริ่มสังเกตุผมด้วย
เหมือนว่าไอ้ไชนิ้สนี่ พ่อเด็กเปล่าหว่า อือ มีเมียสาวมืด black and chinese ดูจะไม่ good combination เท่าไรนา
ผมไปบอก ผู้จักการให้ประกาศทางลำโพงบอกตัวแม่ว่า
ให้ไปรับเด็กที่รถแทกซี่
แล้วผมก็อุ้มเจ้าหนูออกมานอกร้าน
โอ๊ะโอ่ เฮ้ย นั่นนายเจ้าที่ traffic enfrocement
กำลังจะเสียบใบสั่งกับที่ปัดน้ำฝนหน้ากระจกรถ
ผมรีบวิ่ง จะไปให้ทัน อุ้มเจ้าหนูอยู่ด้วย แกยิ่งตกใจใหญ่เข้าอีก ร้องไห้ลั่นเลย
พอไปถึงรถก็สายแล้ว ซวยหวะ
วันนี้ ซวยอีกแล้ว ตู ทำไงดีละ
เด็กตนนี้จะเอายังไง
ผมไม่คิดจะเอากลับไปเลี้ยงที่บ้านหรอกน่า
แบบนั้น มันลครไทยเกินไป
เด๋วได้มีการพิสูจน์ก้นหาปานแดงไอ้หนู
เมื่อปรากฎความจริงทีหลังว่า ไอ้หนู่นี่ที่จริงมันเป็นลูกที่เกิดกับสาวมืดนั่นกับโมฮัมหมัด อาลีบาบา
เอาไงดี ต้องแจ้งตำรวจอย่างเดียว
ผมถามคนเดินผ่านไปมาว่า โพลิส สเตขั่นใกล้สุด อยู่ไหน
คนบอกว่า แถวถนน 100/amsterdam avenue
อ้อ ใกล้แค่นี้เอง ไอ้หนูก็แผดเสียงร้องไห้ไม่หยุด
ผมรีบๆ ไขกุญแจแทกซี่ วางเจ้าหนูที่เบาะที่นั่งข้างหน้า
ดึงเข็มขัดนิรภัยมารัดตัวแกอย่างรวกๆ
สตาร์ทรถแล้วออกรถทันที
ขับมาได้สักช่วงถนน เสียงไซเรน ดังมาจากทางหลัง แบบถี่ๆ เหมือนจะรถตำรวจหลายคันเลย
เสียงใกล้เข้ามา เออ หลายคันนี่หว่า คง chase ผู้ร้าย หรือพวกขับชนแล้วหนมั้ง
ผมก็ขับแอบมาขวาสุด ตามกฎการขับขี่ เสียงหวอยิ่งใกล้มาๆๆ
อ้าวมาถึงเกือบชิด เกือบชนรถเราเลยเสียอีก
แต่ทันใด นายตำรวจไม่ต่ำกว่าแปดคน กระโจนจากรถ nypd วิ่งเข้าล้อมรถผม ทั้งหน้า ข้าง และหลัง
ในมือทุกคนถือปืนด้วยสองมือ จ้องมาที่ตัวผมซึ่งอยู่ในรถ
แบบนี้ผิดท่าแล้ว ผมเคยเห็นจากในหนัง และสารคดี หรือข่าว
หากผมขยับตัวแบบมีพิรุธ ผมโดนแน่
ที่ผมทำได้ด้วยสติ ที่ยังพอมีเหลือคือ ยกมือชูสูงสองข้างเลย
แล้วทันใดประตูรถก็ถูกดึงให้เปิดจากนาย nypd นายหนึ่ง นายหนึ่งรวบตัวผม อีกนายรวบสองแขนผม ให้ต่ำลง แล้วกดกุญแจมือคลิกเข้าที่ข้อมือ ก่อนดันร่างผมให้ออกมานอกรถ
นายตำรวจคนหนึ่งปราดไปอุ้มเด็ก ที่ยิ่งตกใจ
ร้องไห้เสียงดัง นี่อะไรกัน ผมยังงงๆ
แต่ก็ไม่ได้เสียขวัญเท่าไร แม้จะตกใจ กับอาวุธปืนของนายตำรวจเหล่านั้น
มีตำรวจท่าจะขั้น big shot บอกให้ค้นตัวผมละเอียด และแจ้งกับผมว่า
" you're being charged ..as A CHILD KIDNAPPER"
แล้วแกก็พูดเหมือนท่อง ข้อกฎหมาย ที่ให้สิทธ์ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งผมฟังรู้มั่งไม่รู้มั่ง
ผมก็ถูกนำไปสถานีตำรวจ พิมพ์ลายมือ สอบสวน
ผมก็บอกเท่าที่ความจริงที่เป็น
ไม่ได้กลัวหรอกครับ แต่รู้เลยว่า มีแต่ขาดทุน และเสียเวลา
ผมให้ตำรวจไปเอา บันทึกจากในรถ
trip sheet ไงครับ ในนั้นระบุเวลา ลำดับทริปมีเตอร์ยังเดินอยู่
ผมบอกตำรวจว่า กดมีเตอร์สรุปราคาสิ จะตรงกัน
ตำรวจบอกว่าเขารู้ว่าต้องทำอย่างไร
สักพักเจ้าหน้าที่แทกซี่ tlc ก็มาถึง
สรุปให้จบไปเลยครับ
หลังจากที่สอบประวัติ ไม่เคยมีร้ายๆ และการตอบที่พิสูจน์ได้ด้วยหลักฐาน
ผมก็ได้รับการปล่อยตัว เมื่อเย็นๆ ของวันนั้น
ตำรวจบอกผมว่า พ่อของเด็กมารับเด็กเอง
หลังจากตัวนังแม่ใจร้ายโทรไปที่บ้านผู้ชายว่าทิ้งลูกในแทกซี่
ผมพยายามจะพบตัวพ่อเด็ก เพื่อ.............................. ขอค่าโดยสารหรือ?....
ไม่ช่ายๆๆ ......ผมไม่งกเพียงนั้นร้อก แต่จะบอกว่า

" thank you asshole and .......where is that bitch"

เรื่องลายมือที่พิมพ์นี่ ต่อมามีปัญหากับผม
ตอนที่ผม apply american citizen
ผมต้องไปเอาใบที่เรียกว่า certificate of good conduct จาก nypd
แต่ที่สุดก็เรียบร้อย
ได้เป็นพลเมืองดีของเมกา
แต่ยังคงความเป็นไทยทุกหยดเลือด
ของความรักชาติ ไทย

สวัสดีครับ...........................................




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2548    
Last Update : 21 สิงหาคม 2548 15:21:58 น.
Counter : 344 Pageviews.  

19-แทกซี่ปวีณา

เรื่องเล่าแทกซี่นิวยอร์ก 16
ตอน แทกซี่ประชาสงเคราะห์

ปัญหาวัยรุ่นเมืองไทยที่เราๆ ก็ได้พบเห็นและทราบจากข่าวทางหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์นั้นนับวันดูจะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
ปัญหาก็เริ่มมาจากสิ่งยั่วยุทั้งหลาย การทำตนให้ทันสมัย แข่งกับวัยรุ่นทั่วโลก เช่นการแต่งกาย
ยิ่งวัยรุ่นที่เป็นผู้หญิงแล้ว วัยรุ่นไทยเราก้าวไปได้ไม่แพ้เขานะ น่าเสียวไส้ไม่น้อย
กลัวจะเป็นจุดก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกโดยง่าย
แต่อย่างว่านะยุคนี้มันยุคของพวกเขา
อย่าไปโทษพวกเขาเลย โทษผู้ใหญ่ ผู้นำ ผู้ไม่ได้คิดเตรียมการณ์ไว้แต่ไหนแต่ไรมาแล้วดีกว่า
นี่ปล่อยให้วัฒนธรรมต่างชาติมาล่อ มาดึงเขาไป แต่ไม่เคยคิดจะยับยั้งจริงจัง
ดีแต่พูดว่าไม่เหมาะไม่ควร หากจะให้พวกเขา หันมาหาวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยเรา มันต้องมีมาตรการอะไรที่เห็นได้ชัดมานานแล้ว
มาตอนนี้จะให้พวกเขามาทำตัวที่เขาเห็นว่าเชย วัยรุ่นไหนแกจะยอม
พ่อแม่ผู้ปกครองก็มีส่วนนะครับ
สิ่งแวดล้อมมันจูงใจดีจังด้วย ที่จะทำให้หลงไปง่ายๆ
ทั้งเรื่องยาเสพติด
เพศสัมพันธ์ในวัยเพิ่งจะรุ่น เด็กสาววัยเพิ่งนมตูม มีเพศสัมพันธ์ กับเด็กชายวัยเพิ่งรู้จักการมาสเตอร์เบท
จนมีผลต่อมาแบบน่าเศร้าใจ
บางเด็กสาวก็เกิดมีท้อง บ้างหาทางทำแท้ง บ้างปล่อยให้ลูกคลอดมา ปัญหาอื่นว่ากันที่หลัง
ความอยากลอง อยากรู้รส และการหวานล้อมให้ได้มาของฝ่ายเด็กชาย แต่ไม่เรียนรู้ด้านการป้องกันให้ฝ่ายเด็กสาว
ทั้งจากโรคทางเพศ และปัญหาการตั้งครรค์ ปล่อยให้ฝ่ายผู้หญิงต้องรับกรรม รับภาระไปข้างเดียว

ที่เมกา มันก็มีปัญหาเรื่องแบบนี้ก่อนไทยเรามาตั้งนานแล้ว
แต่ประเทศนี้มันนับถือกับเสรีภาพส่วนตัวมาก ตัวของเขา สิทธ์ของเขาที่ควรเลือกได้
การมีเซ็กที่พอใจของสองฝ่ายไม่ถึงกับเป็นเรื่องน่าอาย น่าเสียหายตรงไหน
พ่อแม่ผู้ปกครองก็เข้าใจ เพราะตัวเองก็ได้ทำมาคิดมาเมื่อตอนตัวเองยังวัยรุ่นวัยเรียนเหมือนกัน
แต่เขาจะแนะนำ สอนเรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง ตามวัย ตามสภาพที่เด็กจะพบเจอ
โอเคยูไปเที่ยวไปนอนกับเขานะ ไม่ว่า คนอื่นๆก็ทำกัน แต่ต้องรู้จักป้องกันการมีท้อง การติดโรค และไม่โง่โดนผู้ชายเอาเปรียบข้าวเดียว
หากมีไรผิดพลาด เช่น ไม่ได้ป้องกัน เกิดจะมีมารหัวขนขึ้นมา ในระยะแรกที่รับรู้
ก็ตัดสินใจเองว่าจะเอาเด็กในครรค์ไว้ หรือจะไปหาหมอที่Abortion clinic ที่มีเป็นร้อยทั่วเมือง (แต่กฎหมายการทำแท้งได้นี่ ไม่มีหมดทุกรัฐในเมกาครับ )
นัดหมอไว้เอาเงินไป ถึงวันก็ขึ้นขาหยั่ง ให้หมอล้วงหมอตรวจ
ไม่นานก็ฟรีดอมหมดปัญหาเรื่องเด็ก
โทรไปบอกฝ่ายชายแท้งกิ้วที่ช่วยค่าทำแท้งว๊อย
แล้วไปฉลองดื่มกินกัน ไปทำอะไรๆๆ กันต่อได้อีก
ที่นี่มันเมกา ตัวของเรา เรามีสิทธ์เลือกจะทำอะไรที่ไม่ผิดกฎหมาย และไม่ก้าวก่ายสิทธ์ของผู้อื่น
หากไม่ดัดจริตว่ารับไม่ได้มันบาป มันผิดศีลธรรม มันก็แฟร์ดีนะ
คนเมกันเขารักตัวเอง ก่อนที่จะรักคนอื่นครับ ซึ่งที่จริงก็โดยสัญชาติญาณ มันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
หากไม่รักตัวเองก่อน ไปบอกรักใคร ใครจะเชื่อ
คนที่บอกกับคนรักว่า ฉันขาดเธอไม่ได้นะ เธออย่าทิ้งฉันไปนะ จริงๆ แล้วนั่นกำลังเรียก หาความรักความสงสาร จากการรักตัวเองมากไปจนเป็นความกลัว ทนไม่ได้
ผมนึกถึงคำที่ท่านพระพยอมเคยพูด แล้วขำ
ที่ท่านว่า อยากรู้ว่าไอ้ผู้ชายจะรักหญิงคนรักมากกว่าตัวมัน
ก็ให้โยนถ่านก้อนแดงๆร้อนๆ ไปที่ตักทั้งผู้ชายและสาวคนรัก
ดูถี ว่ามันจะปัดก้อนบนตักมันก่อน หรือจะปัดบนตักสาวก่อน
ท่านว่าดีไม่ดี มันจะปัดก้อนบนตักมันไปให้สาวอีกก้อนเสียอีกนะ

ก็ไม่ใช่ว่าที่เมกาจะฟรีด้อมยอมได้หมดทุกคน ทุกครอบครัว เหมือนกันนะครับ
ไอ้ที่เคร่งครัด รักษาเกียรติ ไม่อยากอาย ไม่อยากเสียชื่อไปถึงวงษ์ตระกูลก็มี
สอนลูกสอนหลานแบบที่ผู้ใหญ่รุ่นเก่าเขาสอนแหละ
หากสาวใดพลาดพลั้งไปเรื่องเพศนี่ เหมือนเอาส้วมมาตั้งหน้าบ้านเลย
ส่วนมากผู้ที่ยังถือคตินี้ ก็จะเป็นผู้ย้ายมาตั้งรกรากในเมกา แต่ยึดมั่นในธรรมเนียมเก่าของชาติดั้งเดิมมา.....

ในปีที่ผมขับแทกซี่อยู่ครับ............................
.วันหนึ่ง หน้าร้อน
ผมรับเด็กสาวเด็กหนุ่มคู่หนึ่ง แถวอัพเทาน์เว็สท์ไซด์ โคลัมบัส เอฟเวอะนิว
บอกให้ไปสองจุด สองสต้อป ในทางผ่านเดียวกัน จุดหมายก็แถวๆ LOWER EASTSIDE -HOUSTON STREET
เริ่มแต่สองวัยทีนขึ้นมา ฝ่ายชายก็ประคองกอดเด็กสาวที่หน้าตาหม่นหมอง ดูซีดโทรม เห็นชัดเหมือนจะผ่านการร้องไห้มาก่อนด้วย
ผมเหลือบดูทางกระจกหลังนะ บางครั้งก็พูดอังกฤษ บางคำก็พูดภาษาสเปนิช
เท่าที่พอจะอ่านได้จากสำเนียงที่เจอมา ทั้งคู่น่าจะเป็นคนเปอร์โตริกัน มีการปลอบกัน ดอนท์ วอรี่ ไอ เลิฟ ยู
แต่พูดกันน้อย มองตากันมากกว่า
ฝ่ายหญิงท่าทาง มีกังวลเห็นได้ชัดขึ้นมาก บอกฝ่ายชายทำนองว่า ให้รับผิดชอบ อย่าทิ้งไอไปนะ ดาร์หลิง ไรพวกนี้
พอถึงถนน หกสิบกว่า ฝ่ายชายก็บอกให้จอด
กอดสาวพลางจูบแผ่วๆ แล้วลงรถไป
สาวนั่นก็ยิ่งหน้าเศร้า ดูก็น่าสงสาร
ท่าจะเจอปัญหาใหญ่มั้ง คงไม่ใช่แบบมาเรีย กับแอนโทนี่ ในเรื่องWEST SIDE STORY นะ
ผมนึกถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว เพราะสองสาวหนุ่มนี้ น่าจะเป็นเปอรโตริกันด้วย
ผมขับลง 9th.Avenue เรื่อยลงมาจนถึงถนน 54th แล้วผมก็ได้ยินแม่สาวน้อย ตะโกนเรียกผม
"driver.. driver ,help me... help me please"
ผมก็ชลอรถทันที หันไปถามว่า
" Miss ,what's happening? "
"I'm bleeding ,I'bleeding"
แม่สาวน้อยบอกผม
ทีนี้ผมหาที่จอดข้างทาง แล้วหันไปดูเธอ ทันใดเธอก็พูดมาก่อนว่า
"I'm having a mis-carriage"
ผมได้ยินก็ไม่แน่ใจนะ คำนี้ มิสคาริแอจ มันแท้งลูก หรือตกเลือดหรือเปล่าหว่า
แต่ผมหันไปก็ได้คำตอบพอดี
ที่หว่างขาสาวน้อยนั่น เลือดออกมานองเบาะ ไหลลงพื้นรถ เป็นเลือดข้นๆลิ่มๆ
ไม่รู้จะอธิบายไงดีละ กระโปรงสีฟ้าอ่อนที่แกสรวมอยู่ก็แดงเถือก
น้ำตาแกไหล ร้องไห้น่าเวทนามาก
ผมว่าผมจะพาแกไปส่งโรงพยาบาล ทุกอย่างคงโอเค
แล้วผมก็เตรียมออกรถต่อ
แต่สาวน้อยนั้น รีบบอกครับ
“No, please no .. I don't need to go to the hospital.
.please help me ...but no hospital please"

ผมก็ตกใจนะ เพราะไม่ค่อยรู้เรื่องระบบสรีระภายในของจริงเท่าไร
เคยแค่อ่านเอา ไม่ได้เจอสภาพสดๆ ก็ทำไรไม่ถูก
กลัวแกเป็นอะไรไป ก็ถามแกว่า แล้วแกมีอาการปวดไหม

แกว่า ไม่มาก เอ มันปวดด้วยไหมนะ
การตกเลือดแท้งลูกมีอะไรเป็นเลือดๆ คงไม่เหมือนการมีประจำเดือนหรอก
มันคงเหมือนการคลอดมั๊ง
ผมก็บอกว่า งั้นจะให้ผมช่วยยังไง ผมผู้ชายไม่ค่อยรู้เรื่องนะ
" I don't want to go home now..my dad 'll kill me"

อ้าว มีปัญหาจากทางบ้าน ท่าทางเด็กนี่ คงไม่เกินสิบห้า หน้าตาใสซื่อ เกลี้ยงเกลา
ผมเห็นแกร้องไห้แล้วสงสารมากขึ้นอะ
ผมบอกว่า โอเค ยูไม่ต้องพูด แล้วยูทนปวดได้หรือ
ผมยังเห็นเลือดเหมือนจะไม่หยุดนะ
แกไม่อายผมแล้วละ แกถลกกระโปรงขึ้นจนเห็นชั้นในที่เปลี่ยนเป็นสีเลือด
น้ำตาแกไหลเผาะๆ น่าเวทนาที่สุด
ผมถามแกอีกว่า หากเลือดไม่หยุดยูเป็นอันตรายมากนะ ยูปวดที่ข้างในเปล่า
คิดดูสิครับ เด็กอายุเท่านี้ ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ แกจะไปรู้ไรมากกับ สรีระตัวเอง
ผมเริ่มนึกถึง เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งที่เป็นพยาบาล
ผมเลยบอกแม่สาวว่า ยูเร็สท์แอนด์ เวท นะ ไอจะ ไปคอลล์หาเพื่อนไอ ที่เป็นเนิร์ส
แกรีบบอกต่อเลยว่า ยูอย่าไปคอลล์โพลิสนะ พลีส ๆ
ผมก็ว่า อือ ไม่ก็ไม่
ผมเดินไปที่ตู้โทรศัพท์ ต่อถึงน้องพยาบาล เล่าให้ฟัง
แล้วบอกแกว่าผมจะพาสาวนี่ไปที่บ้านแก ให้แกมาคอยหน้าตึกเลย พร้อมด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำหรือชุดคลุมไหนก็ได้
น้องพยาบาลก็ตกลงตามนั้น
ผมกลับมาที่รถ แต่นึกไรขึ้นได้ ก็เดินไปที่ร้านของชำ grocery store ซื้อผ้าอนามัยแบบขนาดใหญ่สุด
ถามเขาว่ามีผ้าเช็ดตัวไหม เขาว่าไม่มี
ผมเลยต้องซื้อผ้าทำความสะอาดทั่วไป ที่ห่ออยู่ในพลาสติกก็คงสะอาดนะ พร้อมด้วยน้ำสปริงวอเตอร์หนึ่งขวดใหญ่
เมื่อกลับมาที่รถ แม่สาวนั่นเอนกายนอนแผ่ไปเลย เลือดคงหยุดแล้งมั๊ง น้ำตายังกรังแก้มเลย
เฮ้อ เด็กเอ้ย
สักครู่แกก็พยายามลุกจากท่านอน ท่าแกอ่อนเพลียมากเสียจริงๆ จนผมเกือบเปลี่ยนใจพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้วละ
ผมยื่นของที่ซื้อมาให้แก จัดการทำความสะอาดส่วนนั้นเอง
แกมองหน้าผมแล้วร้องไห้
บอกแท้งกิ้วไดรเวอร์ ยู อาร์ เวรี่ ไนซ์
แล้วผมก็ขับเปลี่ยนถนนต่อไปอัพทาวน์ แถวๆถนน97street ที่ตึกน้องพยาบาลอาศัยอยู่กับแฟนแก

ผมอธิบายให้แม่สาวมาเรียฟังว่า
เพื่อนไอเป็นเนิร์สจะให้ยูพักที่บ้านเขา
จนกว่า ยูจะโอเค ดีไหมแบบนี้แล้วไอจะมารับยูไปส่งบ้าน หากยูโอเคแล้ว
สาวน้อยมาเรีย บอกโอเค แต่ตาที่มองมาที่ผม มันอ่านกันได้เหมือนลูกที่ได้ความรักจากพ่อแบบเข้าใจกันได้
เมื่อถึงหน้าตึกน้องพยาบาล
น้องแกมาคอยอยู่ พอเห็นแทกซี่ก็มาที่รถ ซึ่งผมจอด
แสตน บาย ที่ปั้มน้ำดับเพลิง
แกเข้ามาก็ไม่พูดไรมาก ถามแบบผู้หญิงต่อผู้หญิงกัน
น้องพยาบาลแกเอาผ้าเช็ดตัวสีขาวลงมาด้วย โดยที่ผมไม่ได้บอก
แกเช็ดตัวและจะเช็ดที่ส่วนลับ
ผมก็ไม่ได้ดูนะ รีบออกไปยืนไกลๆหน่อย
แล้วแม่สาวนั่นก็คลุมตัวด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำ ลงจากรถน้องพยาบาลประคองเดินเข้าไปในตึก เพื่อพาไปอพาร์ทเมนต์สองห้องนอนของแก บนชั้นที่แปด
ผมบอกลาน้องพยาบาลใจดี ขอบใจน้องเขา
และบอกกับสาวน้อยนั่น อีกครั้ง
ผมจะโทรมาถามตอนเย็นๆ ให้แกพักผ่อนให้สบายก่อน

แล้วผมก็ออกรถ ไปต่อ
ไปไหน ไปไหน พี่แทกซี่ ไปได้ไง ยัง ยัง ยังก่อน
เอ่อสิวะ ให้ได้แบบนี้
สองเดือนก่อน ไอ้บ้ามาขี้ใส่รถ ซวยต้องจ้างพี่แมกล้างตั้งสามสิบห้า
นี่อีกโดนเลือดสาว แดงเถือกไปทั้งเบาะ และพื้นรถ
ก็อีกแหละ ไปที่เก่า ไปหาไอ้แมกอีกครั้ง
พอบอกมัน มันหัวเราะเลยว่า
อมิโก ลาสท์ไทม์ ก๊ากา ทูเดย์ โช๊ชา บลั้ด เทอร์ตี้ เปโซ อเมริกาน่าโอ่เค๊ อ่ามีโก้

ผมตอบ โอ๊เข่ อามีโก้ ลิ๊มเปียวๆๆๆ โอ่เค้




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2548    
Last Update : 21 สิงหาคม 2548 14:42:37 น.
Counter : 354 Pageviews.  

18-ไปวัดไปวา

เรื่องเล่าแทกซี่นิวยอร์ก 15
ตอน ไปวัดไปวา

ผมเล่าเรื่องตลกๆขำขัน ที่ได้พบพานจากการขับแทกซี่มา ก็หลายเรื่องแล้วสินะ
วันนี้ชักอยากพูดเรื่องพระบ้างละ
ว่าไงครับ ไม่ต้องประณมมือครับ
เดี๋ยวครับ คือพระ ที่ผมกล่าวจะพูดถึงนี่ ก็พระไทยในต่างแดน ซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อยเลยละ
วัดไทยที่ใช้เป็นที่ปฎิบัติ ศาสนะกิจสำหรับพุทธศาสนิกชน นับแล้วทั่วโลก ในหลายประเทศ ทั้งเมกา ยูโรป เอเชีย ก็ต้องเกินกว่าร้อยวัดอยู่แล้ว
หากคิดแค่ว่า แต่ละวัด มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ประมาณเจ็ดแปดรูป ก็เกือบพันรูปสินะ
ที่จริงก็คงมีคนเขียนถึงเรื่องวัดไทย พระไทย มาก่อนนี้แล้ว
เราคนไทยในต่างแดนก็ส่วนมากจะรู้กันบ้างพอสมควร ว่ามีวัดชื่อไร อยู่ไหน ใกล้ไกลจากรัฐ จากเมืองที่อยู่แค่ไหน ผมจะไม่เขียนเรื่องวัด เรื่องพระแบบนั้นนะ เพราะมันไกลจากความรู้ละเอียดกับผมเกินไป
อีกอย่าง ผมก็เรียกได้ว่าเป็นคนไกลพระไกลเจ้าอยู่ด้วย แม้ระยะทางการไปวัดก็ไม่ได้ ไกลเกินกว่าจะไปให้ถึง
แต่ผมจะแค่เล่าให้คุณฟัง ถึงเรื่องพระเรื่องวัด ที่เกี่ยวพัน ให้ผมได้พบได้เห็น มาบ้าง แล้วกันนะครับ
เอ จะเริ่มไงดีละ พอจะเขียนถึงทางไปวัดไปนิพพาน จะต้อง หาทางเข้ายากทุกที แบบนี่ นรกจะกินหัวผมสักวันแน่
เริ่มเอาดื้อๆแบบนี้ดีกว่า ที่นิวยอร์กนี่ มีวัดไทยหลายวัดเหมือนกันนา เกินห้าวัดด้วยละ
ผมนี่ไม่ค่อยได้ไปแบบ ไปทำกิจกรรมบูรณะศาสนการ ไรเท่าไรครับ
แต่เมียผมสิ ไปวัดบ่อยมาก (ในสมัยหนึ่ง) บางที่ผมว่างๆ ก็ตามแกไปบ้าง
แต่ไปแบบไปกินข้าววัด ในวันทำบุญ หรือเทศการสำคัญ ได้พบเพื่อนเก่าๆ พอรื้อฟื้นความหลังได้บ้าง
หรือบางครั้ง ผมก็ไปชมการแสดงดนตรีหรือนาฎศิลป์ไทยที่วัดไทย โดยลูกหลานคนไทย ซึ่งเกิดและเติบโตที่เมกา เรียนภาษาไทย ประเพณี ขนบธรรมเนียมไทย
แต่ผมขอบอกตรงๆเลยครับว่า ผมนี่ไม่เคร่งกับพิธีการทางศาสนาเลยครับ
เช่น ตอนฟังพระเทศน์นานๆ ก็ขี้เกียจพนมมือ เอามือลง เพราะเมื่อยมือ
ผมเห็นคนอื่นยังยกมือประณมแต้ แต่นั่งหลับคร้อก
บางคนยกสองมือแต่ปากคุยจ้อกับเพื่อนข้างๆ มีหัวเราะเบาๆด้วย
บางครั้งผมก็ว่า เอาน่า ก็เหมือนกันแหละ ยกไม่ยกมือ ได้หรือไม่ได้เท่ากัน กับคำที่พระสอนนั่นนะ
ในกลุ่มเพื่อนๆผม มีคนหนึ่ง ที่ชอบสนุก ทะลึ่ง ชอบอำคนหน้าตายเหมือนผม
ขอสมมุติ ชื่อมันว่า ไอ้จ๋องแล้วกันนะ
ไอ้จ๋องเคยบวชเรียนมาแล้ว แต่เมืองไทยครั้งโน้น มันเลยรู้เรื่อง เกี่ยวกับพระๆ วัดมากๆ
แล้วมันก็ไปวัดกับเมียประจำเหมือนเมียผมแหละ
มันอาราธนาศีล เป็นด้วย จัดการเรื่องพิธีสงฆ์ ต่างๆได้ดี ใครไปวัดไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจอะไร มันก็แนะนำเขาได้

ที่จริงการไปวัดแล้วได้เจอเพื่อน ๆสนิทกัน นี่น่าสนุกครับ เอาเป็นที่คุย ได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเมกันฟุตบอลล์เรื่อง NBA บาสฯ การพนันที่คาสิโน ไปจนถึงเรื่องข่าวซุบซิบนินทา ถึงใครต่อใคร ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก
แต่ไม่มีเลยครับ ที่จะคุยกันเรื่อง ศาสนาเรื่องวัด เรื่องพระ แม้อยู่ในบริเวณวัดอย่างนั้น
ไอ้จ๋อง นี่ มันโคตรอำหน้าตาย ทำให้พวกเราต้องกลั้นหัวเราะ เวลามันอำใคร มันพูด มันอ้างฟังดูแล้วจริงจังมากเลยครับ
คนที่เป็นเหยื่ออำมัน หลงเชื่อไปจะไปทำแบบที่มันบอก ก็หลายคนแล้ว แต่ก็แค่สนุก ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดความเสียหายกับคนถูกอำเท่าไร
เหล่าเพื่อนๆก็จะไปบอกที่หลังเองว่า เรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่จริงอย่างไอ้จ๋องว่านะ
ไอ้จ๋องนี่ วันไหนได้ผมเป็นลูกคู่ด้วยแล้ว สนุกมากครับ ปากหมานทั้งคู่
ไอ้จ๋องมันอำแม้กระทั่งพระนะครับ
ผมว่าหากนรกมีจริง ผมกับมันจะต้องรีบจองที่ก่อนตาย กลัวได้ที่ไม่ดี เอาให้ไกลๆ กระทะทองแดงหน่อย

วันนั้นพวกผมไปวัดกันแต่เช้าครับ เมียไอ้จ๋องจะทำบุญวันเกิด
มีตั้งแต่ตักบาตร เลี้ยงเพล กรวดน้ำ ฟังเทศน์
มันก็บอกเชิญเพื่อนๆให้ไปกัน วันนั้นวันอาทิตย์ด้วย วันหยุด ก็มีเพื่อนไปมากเป็นสามสิบสี่สิบคนเชียวนะ
มีหลายคนทำอาหารไทย ซื้ออาหารจีน เป็ดย่าง หมูแดงไปช่วยงานบุญ ด้วย
พระวัดนี้ ( ไม่ออกชื่อวัดดีกว่า มีหลายวัด เดาเอาเองอะนะ) ก็มีอยู่ประจำการ เอ้ย พูดผิด ตบปากตัวเองสามทีก่อน ไม่ใช่ทหาร
เอ้อ มีพระจำวัตรอยู่ประมาณ หกถึงเจ็ดรูปครับ
พระรูปหนึ่งเพิ่งเดินทางมาเพิ่มกำลัง อือ์ เพิ่มจำนวนครับ มาถึงก่อนวันทำบุญหนึ่งวัน
พวกเราก็ได้สนทนากับท่านนิวยอร์กเกอร์รูปใหม่ ตอนที่คุณฝ่ายผู้หญิงจัดแจง ตระเตรียมภัตตาหารถวายพระ
พวกเราได้ยินไอ้จ๋องกล่าวแก่ท่านรูปใหม่ด้วยคำ
" wellcome to new york ครับ หลวงพี่ "
มันประนมมือพูดด้วย ท่าเคร่งวัด
หุหุ พวกเราฟังก็แอบๆอมยิ้ม
หลวงพี่รูปนี้ ท่าทางท่านก็คงตื่นๆ กับสภาพวัดไทยเมืองนอกอยู่นะครับ
และเห็นท่าทางโยมจ๋อง ก็จ้องหน้ามันนิดหนึ่ง ไอ้จ๋องนมัสการถามต่อว่า
"หลวงพี่ คิดจะมาจำพรรษา ที่นิวยอร์ก ด้วยเหตุใด ครับ "
หลวงพี่ก็ตอบว่า
" อาตมา อยากได้รู้ภาษาด้วยนะโยม และได้ข่าวคนเมืองนอกห่างพระไกลเจ้ากันมากด้วย ไม่ค่อยนับถือพระ อาตมาเกรงว่าจะเหลิงไปกับธรรมเนียมอเมริกัน นะโยม"

ไอ้จ๋องก็ว่า
"เยส ไอ ซี ไอซี "
หน้ามันบอกไม่ใช่แกล้งล้อนะ ทั้งๆ ที่ภาษามันก็ไม่เอาไหนเท่าไรหรอก
แต่เที่ยวนี้ มันดัดเสียงโชว์พระด้วยสิ
ผมชักขำ และคิดว่ามันจะอำอะไรหลวงพี่แน่
หันไปมองคนอื่นๆ ก็เห็นเฉยๆฟังอยู่ไอ้จ๋องถามหลวงพี่ต่อว่า
" หลวงพี่ ท่าเคร่งดีอย่างนี้ ไม่อยากไปจำวัดที่ เมืองเงียบๆหรือครับ"
หลวงพี่ถามกลับว่า
"เมืองไหนละโยม” "
ไอ้จ๋องก็ยังยกมือประนมบอกหลวงพี่นะว่า
"วัดไทยที่ เมือง ฟีนิกส์ อริโซน่าครับ หลวงพี่ "
พวกเราเริ่มกลั้นหัวเราะแล้วครับ
โห แมร่งมันปล่อยมุขนี้ได้ไง ข่าวใหญ่เพิ่งผ่านสองวันนี้เอง แลัวเราก็ได้ยินพระพูดว่า
"มันมีดีอย่างไรหรือ โยม"
"สองวันนี้ หลวงพี่ไม่ได้ข่าวเลย หรือ "
ไอ้จ๋องพูด แล้วทำหน้าขรึม ก่อนพูดต่อกับหลวงพี่ว่า
"มันยิงพระไทยตาย เจ็ดศพนะหลวงพี่ พระสอนเก่งๆ ด้วยครับ"
พวกเรากลั้นหัวเราะ แต่ก็ออกมาให้เห็นนะ
ผมนี่หัวเราะมาดังๆ ต้องรีบเดินออกจากวงเลย
แหม มันเล่นให้พระกลัวแต่วันแรกเลยนะ
หลวงพี่รูปใหม่นิวยอร์กเกอร์ แสดงสีหน้า บอกไม่ถูก แต่ผมว่าท่านต้องใช้ขันติพอสมควรอยู่หรอก ก่อนท่านจะบอกแก่ไอ้จ๋องว่า
" ฆ่าพระนี่ตกนรกสิบชาติ เสียดสีพระก็ตกนรกโดนเหล็กทิ่มปากนะ โยม "

พวกเราปล่อยฮากันมาทั้งกลุ่มเลยละที่นี้ แต่ไอ้จ๋องยังหน้าตายอยู่อีก บอกว่า
"ตกลงท่านจะไป ผมจะหาตั๋วให้ครับ"

คือข่าวฆ่าพระทั้งวัดที่อริโซน่าครั้งนั้น เป็นที่สะเทือนขวัญชาวไทย ชาวพุทธ เรามากเลยครับ
มีการสวบสวนต่อมาว่าจากสาเหตุไร ผมก็ไม่ได้ตามข่าว รู้ว่าเขาจับคนสองคน เป็นคนไทยวัยรุ่นกับเพื่อนเมกัน ทารุณมากและยังเป็นที่กล่าวขวัญจนทุกวันนี้
บ้างก็ว่าคนทางโน้น ไม่ชอบพวกต่างชาติ และแอนตี้พิธีการ ลัทธิ หรือขบวนการเหมือนCULT..........

เอ้า เล่าต่องานทำบุญวัดเกิดคุณ ใสสวย(ชื่อสมมุติ ) ตัดต่อให้ฟาสท์ ฟอร์เวิร์ดไปแล้วกันนะ
หลังจากพระสงค์ฉันท์เพลเสร็จ และรอให้พวกมากินข้าววัดทั้งหลาย กินกันอิ่มหนำดีแล้ว
กับข้าวเพียบเลยครับวันนั้น
ก็ได้เวลาพระสงฆ์สวดเจริญพุทธมนต์ให้เจ้าของวันเกิด พวกเราก็ทั้งหมดก็มารวมกัน มีเค้กวันเกิดขนาดไม่เล็ก วางอยู่บนโต๊ะเล็กๆ มีเทียนวันเกิดเสียบอยู่จำนวนเท่าอายุ

คนเกิดวันนี้คุณใสสวย นั่งหมอบคู่กับไอ้จ๋อง แถวหน้า
พิธีก็เริ่ม พระเริ่มสวด
ผมเรียกไม่ถูกนะครับ และแปลไม่ได้ด้วยว่าพระสวดบทเรียกว่าอะไร
แต่ก็คงมีความหมายที่แปลจากภาษาบาลีที่เดาได้ว่า คงเป็นการสวดให้พร
จำได้แต่บทจบ ว่า อายุ วัณโน สุขัง พลัง
ก่อนที่เหล่าฆราวาส จะได้กล่าว คำว่า สาธุ ตอบรับพรนั้น

พวกเราในนั้นก็ได้ยินบทสวดต่อทันที ของพระสงค์ทั้งแปดรูป ผมนึกว่าจบแล้วซะอีก
บทนี้ผมแปลได้ครับ ทุกคนก็แปลและเข้าใจได้ฟังเสียงจาก พระทั้งแปดครับ

" แหบปี่ เบิร์ท เด่ ทู้ ยู้ แหบปี่ เบิร์ทเด่ ทู้ ยู แหบปี่ เบิ้ร์ท เด ทู ยู แฮ้ป ปี๊ เบิ๊ร์ท เด ทู้........ยู "
โห สุดยอดครับ สุดยอด แปดอรหันต์คอรัส
ทุกคนในที่นั้น ก็สวด เอ้ย ร้องตามไปด้วยอย่างสนุกสนาน
ผมนี่หัวเราะจนร้องตามไม่ได้เลยครับ
ไอ้จ๋อง มันบอกกับพระต่ออีกครับว่า
" วัน มอร์ ไทม์ พลีส"
แต่พระรูปหนึ่ง บอกว่า พอแล้วโยม ขอเชิญ โยมสดสวย เป่าเทียน..................... โอ่เข

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2548    
Last Update : 21 สิงหาคม 2548 14:56:49 น.
Counter : 285 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

smartupid
Location :
New York United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




กรุณาตรวจตราสิ่งของก่อนลงจากรถไป แค่ลืมหัวใจไว้ในรถ คนขับก็สดชื่น.... โอ่เค้
Please check your belongings before leaving my cab, just leave your heart here ...Thank You
Friends' blogs
[Add smartupid's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.