Group Blog
 
All Blogs
 

มะหมาสี่ขา รับมรดก12 ล้านเหรียญ

ข่าวหน้าหนึ่งจากหนังสือพิมพ์ที่นิวยอร์กฉบับวานนี้ ครับ
"A DOG GOT BONE-ANZA-12 MILLION $ " -New York Post
"RICH BITCH -12 MILLION LEONA'S WILL "-New York Daily News
จากเนื้อข่าวมีว่า หลังจากการเปิดพินัยกรรมของนาง Leona Helmsley มหาเศรษฐินี
วัย 87 ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา
พินัยกรรมในมรดกของนางลีโอน่าซึ่งมีมูลค่าถึง สี่พันล้านเหรียญ หรือ 4 billion นอกจากจะ
ระบุการบริจาคมอบให้องค์การ หรือมูลนิธิเพื่อการกุศลต่างๆคิดเป็นเงินจำนวนมากแล้ว เธอก็มอบเป็นมรดกให้กับคนที่เธอนับว่าเป็นผู้ที่สมควรจะได้รับ คนที่ใกล้ชิดและวางใจในบั้นปลายของชีวิตเธอ เช่น น้องชายของเเธอนาย Alvin Rosenthalและเหลนสองคนนาย David และนายWalter Panzirerที่เป็นลูกของลูกชายคนเดียวของเธอกับนายเฮ็นรี่
สามีเธอที่เสียชีวิตไปก่อนแล้ว
ได้รับไปคนละ5 ล้านเหรียญ แต่มีข้อบังคับให้ด้วยว่า สองคนนี้ต้องไปเคารพหลุมฝังศพพ่อเขา อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ไม่ทำตามจะไม่ได้เงิน
แต่เหลนอีกสองคนของเธอที่ชื่อ Craig กับ Meegan Panzirer เธอเขียนไว้ว่า
" I have not made any provissions in this will for my grandson Craig or my granddaughter Meegan for my reason which are known to them"
มันต้องมีเหตุอะไรแน่ที่นางลีโน่าไม่ได้แบ่งสมบัติให้เหลนสองคนนี้
นอกจากนั้น นายคนขับรถประจำตัว ได้รับไป 1 แสนเหรียญ

แตในส่วนที่มอบเป็นมรดกรายบุคคลนั้น ไม่มีใครที่ได้เงินมากเท่าเจ้าคนนี้ เอ้ย เจ้าตัวนี้ครับ
นางสาว Trouble หมาครับ หมา สุนัข Dog ที่เป็นที่รักสุดหัวใจของนางลีโอน่า เธอยกให้เป็นเงินถึง12 ล้านเหรียญ มากกว่าน้องชายเธอเสียอีก ที่ได้ไป10 ล้านเหรียญเอง
เงินสิบสองล้านนั้นเธอมอบให้นางสาวมะหมา Trouble เป็นสินเชื่อ(Trust)ซึ่งวัตถุประสงค์ของผู้ตาย บอกว่าจะเป็นเงินที่จะต้องเลี้ยงดูนางสาวมะหมาอย่างดี พิเศษสุด ในคำสั่งเจ้าของมรดก ยังระบุว่า หากถึงวันเจ้าหมาน้อยอันเป็นที่รักต้องตายไป ต้องเอาร่างมันมาฝังให้ชิดติดกันกับหลุมฝังศพนางลีโอน่า และนายเฮ็นรี่สามีเธอ ในสุสานตระกูล Helmsley ที่โอ่อ่า ยิ่งใหญ่ ที่ Sleepy Hollow -Westchester County และมอบงบสำหรับดูแลปรับปรุงสุสานให้จำนวนสามร้านเหรียญ มีเป็นคำสั่งด้วยว่า "I direct that my trustrees arange for the Mausoleums to be acid-washed or stream-cleaned at least once a year "
นางีโอน่า เฮ็ลมส์ลี่ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เป็นเจ้าของโรงแรมหรู New York Helmsley Palace เธอจะลงมาดูแลการทำงานของพนักงานโรงแรมด้วยตัวเองเลย เฮี๊ยบมากและจู้จี้ จนได้ฉายาว่า Queen of Mean และเธอเป็นเจ้าของประโยค Only little people pay tax จนต่อมาก็ถูก IRS
ตรวจสอบและดำเนินคดีหลบเลี่ยงภาษี จนเธอต้องเข้าไปอยู่ในคุก เมื่อออกมาจากคุกก็เป็นช่วงขาลงของชีวิต มีเงินแต่ไร้สุข จนดูเหมือนจะเป็นคนที่น่าสงสาร ประกอบกับสามีเธอก็มาตายจากไปอีก
บั้นปลายของชีวิตเธอดูเหมือนเงียบเหงา ว้าเหว่ อ้างว้าง เธอก็จะถือเอาเจ้าหมาTrouble นี่แหละเป็นเพื่อนสุดที่รัก กินนอนด้วยกัน ไม่ห่างกัน หรือเธอได้เรียนรู้ปรัชญาชีวิตจากหมาตัวนี้ก็ว่าได้
เหมือนว่าหมาดีกว่าคนเสียอีก ทั้งญาติทั้งมิตรคิดจะด่า ยกสมบัติให้หมาดีกว่าโว้ย
ผมคิดๆไปแล้ว ผมว่าผู้หญิงคนนี้น่าสงสารมากนะ เงินซื้อความสุขไม่เคยได้เลย เมื่อตอนเธอทำผิดคดีหนีภาษี ผมเกลียดท่าทางดูถูกคนของเธอมาก และนึกสมน้ำหน้า และอดเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศนี้กับประเทศอื่นๆไม่ได้ คนรวยล้นฟ้ายังติดคุกได้ หากทำผิด
..REST IN PEACE..LEONA
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,


".. Nothing but 'TROUBLE' ..."
ข่าวเพิ่มเติม จาก NY Dailynews วันนี้ครับ
นาง Zamfira Sfara อดีตแม่บ้านส่วนตัวของนาง ลีโอน่า ให้สัมภาษณ์กับหนังสอพิมพฉบับนั้น พูดออกมาอย่างนั้นจริงๆ " Nothing but Trouble" ความหมายนอกจากจะหมายถึง นาวสาวหมาที่ชื่อTrouble แล้วยังหมายถึงการเกิดแต่เรื่องtrouble เรื่องเวียนหัวร้ายๆ ตั้งแต่นางลีโอน่าได้นางสาวหมาตัวนี้มา
" I never saw a human being so in love with an animal . They were always togetther everywhere... She would lick the dog tongue to tongue ..it was unnatural . It was unhealthy"
อดีตแม่บ้านคนนี้ยังกล่าวถึง การปรนนิบัติของนางลีโอน่ากับหมาตัวนี้ว่า มันจะถูกแต่งตัวด้วยชุดหมาราคาแพง ปลอกคอเประดับด้วยเพชรแท้ๆ เช็ฟส่วนตัวนาวสาวหมาที่อาจยุ่งอยู่กับงานคุ๊กกิ้งที่โรงแรมของลีโอน่าจะถูกเรียกตัวมาปรุงอาหารพิเศษให้ ส่วนมากจะเป็นผักนึ่ง ไก่อบ หรือปลาเนื้อดีอบ ภาชนะที่ใช้เสริ์ฟนางสาว Trouble ก็จะเป็นเครื่องลายคราม วางมาบนถาดเงิน การเสริฟนั้นก็ให้อดีตแม่บ้านคนนี้ กึ่งคลานเข่ามาป้อนให้ด้วยการใข้สองนิ้วของเธอ เธอบอกว่าตั้งแต่ป้อนอาหารเสิร์ฟโคตรหมาตัวนี้ เธอโดนหมากัดนิ้ว12 ครั้งแล้ว
และว่าใครๆก็โดนหมาตัวนี้กัด ไม่ว่า บอดี้การ์ด หัวหน้ารปภ และอีกหลายคน
ตอนนี้อีนางสาวหมาเศรษฐินี หรือ Rich Bitth อายุได้8 ขวบ เขาว่าหมาพันธ์ Maltese อย่างตัวนี้ อายุขัยคงไม่เกิน14 ปี ไม่รู้ มันจะจัดการกับมรดกของมัน ที่เหลือจาก12 ล้านยังไง สงสัยจะต้องไปคุย เอ้ย ไปเห่ากับทนายมั๊ง นึกๆดูคนเรา นี่แปลกดีนะ หมามันคงพูดอย่างนั้น หากมันพูดภาษาคนได้
" She spens 12 million o a dog ad nothing for her grandchildres.., forget about me"
อดีตแม่บ้านกล่าวเมื่อถูกถามถึงว่า ล๊โอน่าไม่นึกถึงหรือให้อะรไบ้างหรือ
..." Leona wanted everybody to love her ,but she knew nobody loved her.. this dog replace that love.."

C:\Documents and Settings\user\My Documents\SMARTUPID-\Leona's dog gets her paws on $12M in will.mht

C:\Documents and Settings\user\My Documents\SMARTUPID-\HEIR OF THE DOG LEONA WILLS $12M TO A POOCH By DAREH GREGORIAN and BRADEN KEIL New York News New York City News NY News.mht








 

Create Date : 30 สิงหาคม 2550    
Last Update : 31 สิงหาคม 2550 4:45:54 น.
Counter : 854 Pageviews.  

เรื่องเล่าย้อนยุค-ELVIS has left the building--30 ปีแล้วนะ

ELVIS has left the building--30 ปีแล้ว-เรื่องเล่าย้อนยุค
ปี 1977
แบบที่ผมเคยเล่าไปแล้วนะครับ
นิวยอร์กปีนั้น มีเรื่องราวน่าตื่นเต้น ให้รับรู้เกือบทั้งปี
เริ่มจากข่าว Son Of Sam ฆาตกรโรคจิต ที่เขย่าขวัญชาวนิวยอร์ก ตลอดทั้งช่วงซัมเมอร์
หรือข่าวBlackout ไฟดับทั้งเมืองนิวยอร์ก ที่เขาเปรียบว่านิวยอร์คเหมือนนรก
หรือข่าวน้อยข่าวใหญ่อีกมากมาย ทั้งดีทั้งร้าย

และเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ปี1977 ข่าวร้ายอีกแล้ว
แต่ไม่ใช่เฉพาะชาวนิวยอร์กหรอกครับ ที่รู้สึกกับข่าวร้ายนี้
มันเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ข่าวหยุดโลก ข่าวโลกตลึง ประมาณนั้น

ELVIS 's DEAD
...............................................................................................................................................
หากใครที่เกิดทัน เป็นหนุ่มสาว ยุค 60' s หากเกิดไม่ทันก็ลองไปถามพ่อแม่ ให้ท่านเล่านะหนูๆ
บันเทิงเมืองไทยยุคนั้น นอกจากที่ยกให้ มิตร เพชรา อมรา สมบัติ สุรพล ผ่องศรี ทูล ก้าน แล้ว
ก็นายเอลวิส นี่แหละครับ ที่เราเหล่าวัยโก๋ วัยกี๋ เคารพบูชาเหมือนเทพเจ้า
ฟังเพลงเอลวิส มือก็กระเดาะ เท้าก็ขยับเต้นตามจังหวะRock & Roll ภาษาไทยแปลให้เสร็จว่า โยกและคลึง
วัยรุ่นสมัยนั้น ไปร้านตัดผมจะบอกช่างว่า เอาทรงเอลวิสนะพี่ ก็แบบว่า เอาครีมแต่งผมตันโจ
โปะ โปะ เข้าไปแบบโดนลมไม่เสียทรง แล้วก็ให้สักสี่ห้าเส้นปอยผม ตวัดไว้ให้ตกมาบนหน้าผาก
ร้านถ่ายรูปประเภทชื่อร้านตกด้วยคำฉายาลักษณ์ จะเอารูปไอ้หนุ่มหน้าใสใจเอลวิส มาโชว์หน้าร้าน
หนังเอลวิส เรื่องไหนเข้าฉายไม่มีพลาด เตรียมกันตั้งแต่ได้เห็นหนังตัวอย่าง
หนังเรื่องBlue Hawaii มาฉายภูเก็ตบ้านผม ที่สมัยนั้น ยังมีแร่ดีบุกทั้งเกาะ
ทำเอาลูกชายนายเหมืองขับรถสปอร์ท เปิดประทุนพาสาวนั่งกันเต็ม ขับไปโชว์แถวหาดราไวย์
เล่นกีต้าร์บนชายหาด ทั้งร้องทั้งเต้น มันให้รู้สึกทึ่งและน่าอิจฉาจังเลย สำหรับแฟนเอลวิสคนยากอย่างผม
เอ้อ พูดถึงเพลงเอลวิสนะ หากเป็นแฟนตัวจริง มีใครไม่เคยร้องเพลงเอลวิสไหม
คิดแล้วขำมาก ภาษาอังกฤษสมัยเรียนมัธยมกันนะ ก็งูๆปลากันทั้งนั้น
แต่ร้องเพลงฝรั่ง เพลงเอลวิสเป็นกันทุกคน บ้างก็แกะเอาจากแผ่น แล้วจดเป็นภาษาไทย
เพลง Because of love จากหนังเรื่อง Girls Girls Girls
เพื่อนผมมันจำเสียงเอลวิสขึ้นใจ มันร้องว่า ... บี่ คอส โส่ โหล่ว.....
ผมนี่โคตรขำ แต่ได้ยินกี่ครั้ง จากในแผ่นเสียง มันก็ไม่หนีจาก บี่ คอส โส่ โหลว จริงๆด้วย
เรื่องร้องเพลงแบบดำน้ำ เพลงเอลวิสนี่ เห็นคณะชาโดว์มาเล่นที่บ้าน
มันร้องมั่วๆ เอาเพลงเร็วๆเต้นมันๆไว้ก่อน ก็ฟังไม่รู้หรอก พอโตมาแหละจึงรู้ ก็ทั้งอายที่ได้ร้องไปด้วย
และขำกับสภาพวัยรุ่นจิ๊กโก๋บ้านนอกของผมและผองเพื่อน
ตอนนั้น ภูเก็ตยังไม่มีสถานีวิทยุ ผมต้องฟังเพลงเอลวิสจากสถานีกรุงเทพ
ฟังไม่ชัด คลื่นรบกวนตลอด แต่ด้วยใจรักเอลวิสก็เอาหูแนบวิทยุฟังเอา
รายการวันอาทิตย์ จะเป็นเพลงเอลวิส สามชั่วโมง คลิฟ ริชาร์ด สามชั่วโมง
รู้จักไหมครับ นายคลิฟ จากอังกฤษคู่แข่งเอลวิส
ที่ร้องเพลง The Young Ones ท่อนแยกว่า
...It's once in a lifetime ....แล้วเพื่อนผมคนที่ว่า มันฟังเป็นและร้องออกมาว่า
....อืท วัน อิน อะ หลาบต๊าบ...

ผมรักเอลวิส นะครับ และก็ยังรักมิตร เพชรา สุรพล ทูล ก้าน
รวมไปถึงบรรดาศิลปินท่านอื่นๆ ทั้งฝรั่งทั้งไทยในอดีต
และยังรู้สึกขอบคุณเขาๆ ท่านๆเหล่านั้น ที่ได้ทำให้ชีวิตวัยรุ่นของผมมีชีวิตชีวา และประทับใจไม่รู้ลืม
..................................................................................................................................................................
วันที่ 16 August 1977
ผมกำลังขับรถอยู่ ฟังข่าวที่แทรกมาจากสถานีวิทยุ WCBS เจ้าประจำเพลงเก่ายุค60's
นายดี เจ ประกาศออกมาด้วยเสียงสั่นๆ และตกใจว่า The King 's dead- Elvis 's dead.. Elvis's dead...Elvis dies...........
แล้วต่อจากนั้น ทั้งนิวยอร์กหรือทั้งโลกก็ช๊อกกับข่าวนี้
อีกไม่นานต่อมาเพลงของเอลวิส เพลงแล้วเพลงเล่าก็เปิดให้ฟังกัน
สลับกับการเล่าชีวประวัติ ของนักร้องผู้ยิ่งใหญ่ The King of Rock &Roll
WCBS นำเอาเพลงของเอลวิส ทุกเพลงไม่ตกหล่น มาเปิดทั้งวันทั้งคืน ติดต่อกันเป็นอาทิตย์
เอลวิสจบชีวิตด้วยวัยแค่ 42 ปีเท่านั้น สาเหตุการตายว่ากันว่า โดปยาเกินขนาด
.............................................................................................................................................
เมื่อผมมาถึงนิวยอร์ค ผมก็เคยคิดว่า สักวันหนึ่งผมจะได้ดูการแสดงสดๆของเอลวิส
ผมอิจฉาเพื่อนผมที่มาก่อนผม มันได้ดู Elvis in concert ครั้งสำคัญที่ Madison Square Gardens
เมื่อปี 1972 มันเล่าให้ฟังถึงความยิ่งใหญ่ของราชาเพลงร๊อค ที่เคยเป็นขวัญใจวัยรุ่นอย่างมันสมัยนั้น
แต่อาทิตย์หน้าแล้วนะ ผมจะได้ไปดู Elvis in concert ที่ Nassau Colesium - Long Island, New York

วันที่ 22 August 1977 นี่แหละ เห็นไหม นายเอลวิส มานิวยอร์กอีกครั้งจนได้ และผมจะได้เห็นตัวจริงของเขา
แม้เขาจะอ้วนบวม หน้าใหญ่ จอนยาว และมาในชุดเสื้อคลุมประดับด้วยกากเพชร ผมก็ยังรักเขา
แต่จากข่าววันนี้ ผมไม่มีบุญจะได้เห็นตัวจริงของเขา จะไม่ได้ยินเหมือนที่เพื่อนมันเล่าว่า พอคอนเสริ์ทจบลง แฟนๆจะยังไม่ออกจากตึกของ The Gardens กลับบ้านทันที ทุกคนจะอยู่รอเพื่อดู The King นอกเวที
สักพักหนึ่ง ทุกคนจะได้ยินเสียงประกาศว่า
" ELVIS HAS LEFT THE BUILDING"
.................................................................................................................................................................







มีนักร้องนักแสดง เลียนแบบเอลวิส ที่เรียกว่า Elvis Impersonator ทั่วโลกนับได้ประมาณ 85,000 คน
เปรียบเทียบกันที่ก่อนเอลวิสจะจบชีวิต มีแค่170 คนเท่านั้น เขาเหล่านี้ไม่อยากให้เรียกพวกเขาว่าพวกเลียนแบบเอลวิส แต่เขาอยากให้เรียกเป็น Elvis Tribute Artists
น่าทึ่งไหมครับ คนที่ไม่ค้องใช้ Last name ประกอบชื่อตัวเลย แต่ผู้คนรู้ว่า หมายถึงใคร ยิ่งใหญ๋แค่ไหน
เอลวิส ได้กลายเป็นเหมือนลัทธิ หรือ Cult ไปแล้ว มีสาวกเอลวิส ทั้ง เอลวิสอินเดีย เอลวิสไทย เอลวิสยิว
เอลวิสอาหรับ เอลวิสฮ่องกง เอลวิสเม็กซิกัน เอลวิสเด็ก เอลวิสหญิง ฯลฯ
คุณอยู่เมืองไหนละครับ น่าเอารูปเอลวิส เมืองคุณอยู่มาโชว์กันหน่อยสิ




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2550    
Last Update : 16 สิงหาคม 2550 11:50:14 น.
Counter : 932 Pageviews.  

ny11-เธออยู่ไหนเมื่อไฟดับ -1977 New York City Blackout






ผมอยู่นิวยอร์กมานาน นานพอที่จะได้รับรู้เรื่องราวใหญ่โตของนิวยอร์กที่เป็นข่าวไปทั่วโลก
เริ่มจากปีแรกๆที่ผมอยู่ ได้รับรู้กับการเปิดเป็นทางการของตึกแฝด World Trade Center
จนถึงวันสุดท้ายที่ตึกนี้ล่มสลายหายไปกับตา เมื่อวันที่11 กันยา 2001
และต่อมาได้รับรู้การฉลองครบ200 ปี ของอเมริกา Bicentennial เมื่อปี 1976
ได้เห็นการจุดพลุที่ยิ่งใหญ่สวยงาม ตื่นตาคื่นใจก็ครั้งแรก บริเวณอ่าวฮัดสันใกล้ๆที่ตั้ง เทพีสันตืภาพ
จนเผลอลืมตัวลืมบ้าน และยอมรับว่าเมกามันยิ่งใหญ่ซะจริงๆ เด๋วกรูรักเสียหร๊อก

และอีกปีต่อมาก็ได้รับรู้ และผจญกับตัวเองกับเรื่องร้ายของนิวยอร์ก ที่จำได้ไม่ลืม

NEW YORK CITY BLACKOUT 1977
วันนี้ วันที่ 13 July 2007
ครบรอบ30 ปีพอดีครับ กับเหตุการณ์ไฟดับทั่วนิวยอร์กซิตี้
ที่นับเป็นที่สุดของเหตุการณ์เลวร้ายที่ก่อเกิดจุดดำ
ให้กับเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก อย่างสุดยากจะลืม ผมก็อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นครับ
ปี1977 ปีที่เริ่มการมาของวัฒนธรรมดนตรี Disco ผมยังหนุ่มอยู่นะไม่ได้แก่มาแต่เกิด
Studio 54 ที่นิวยอร์กไม่ได้เข้ากับเขาหรอก เพราะเส้นไม่ใหญ่ เงินไม่ถึง มีแต่ไปแอบดูดารามามั่วกัน
กลับไปดูรูปเก่าๆขำดีนะ กับแฟชั่นสมัยนั้น กางเกงซาซูน Oo lala Sasson, Gloria Vandwebilt
อีกไม่นาน เดือนหน้า John Travolta ก็จะพาSaturday night fever ให้สะเทือนวงการดิสโก
เสีบงแหลมๆของ The Bee Gees กระหึ่มทั่วนิวยอร์ก
การจำอะไรเก่าๆมาเล่าก็ขำๆสนุกๆดีเหมือนกันนะ .................
" Where were you when the light went out "
เหมือนชื่อหนังปี1968 ที่ Doris dayเล่นกับใครก็จำไม่ได้แล้วครับ
หนังเรื่องนี้ เขาเอาเหคุการณ์ไฟดับทั่วนิวยอร์กซิตี้ เป็นครั้งแรกเมื่อปี1965 มาใส่ตัวลคร
ผูกเรื่องให้เป็นเรื่องตลกกระจุ๋มกระจิ๋ม
ก็สมัยนั้น ปีนั้น ผู้คนของนิวยอร์กยังเรียกว่าเป็นนิวยอร์กเกอร์ที่เคร่งครัดเอกลักษณ์ มีระเบียบดีอยู่
ยังไม่มีผู้คนผิดผิว ผิดเหล่ามาอยู่กันมาก จนเป็น International city เหมือนสมัยนี้
เขาว่ากันว่า วันที่ไฟดับปี1965 นั้น ชาวนิวยอร์กเขาพากันสนุกสนานกันดีเสียอีก
อือม์ นานๆเจอแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
ไฟเริ่มดับเมื่อกลางวัน เขาเลยมีเวลาเตรียมตัว หาเทียนไข หาไฟฉาย
พอค่ำก็กินดินเนอร์ใต้แสงเทียน พวกหนุ่มสาวก็ว่าน่าโรแมนติกดีออก
กินดินเนอร์เสร็จก็จู๋จี๋กันเฮ้อ มืดอย่างนี้ ไม่มีไรทำ ทำลูกกันดีกว่า
หุหุ เขาว่าเก้าเดือนให้หลัง สถิติการให้กำเนิดกุมารเพิ่มขึ้นคั้ง37%
หุหุ ปี1965 นั้นผมไม่ได้รู้เห็นเรื่องไฟดับนิวยอร์ก หรือได้อยู่ทำลูกกับเขาหรอกครับ
ยังนุ่งขาสั้น ไปเรียนหนังสือที่ภูเก็ตอยู่ แต่ได้ดูหนังเรื่องนั้น และอ่านจากข่าวแค่นั้น

แต่....เหตุการณ์ไฟดับเมื่อวันที่ 13 July 1977 ที่ผมได้เห็นได้รับรู้
ไม่มีอะไรสนุกสานานสำหรับนิวยอร์กเกอร์
หรือใครคนไหนที่บังเอิญมาเยี่ยมนิวยอร์กช่วงนั้นเลย มีแต่ความน่ากลัวมากกว่า
คิดดูสิครับ เมืองใหญ่ที่ทุกอย่างต้องขึ้นกับไฟฟ้า
เมืองที่มีลิฟท์มากที่สุดในโลก มีตึกสูงๆมากที่สุดในโลก
สถาบันการเงิน การแพทย์ที่ทุกขณะจะต้องอาศัยไฟฟ้า
หมอผ่าตัดหัวใจที่มีชื่อเสียงที่สุด กำลังผ่าตัดคนไข้ที่เป็นคนสำคัญของโลก
แล้วเกิดมีอันต้องชงัก เพราะไม่มีไฟฟ้า
คนนับร้อยต้องติดอยู่ในลิฟท์
รถไฟใต้ดินหยุดกระทันหันภายในอุโมงค์รถไฟ
ที่ความร้อนของช่างซัมเมอร์จะเพิ่มเป็นทวีคูณ
ผู้คนหาทางออกจากรถ เพื่อจะเดินตามกันไปบนรางที่ไม่มีแสงสว่าง
ระบบจราจรลืมไปได้เลย ไม่มีไฟเขียวไฟแดง
กับรถยนต์ที่จอแจบนถนนมืดๆนิวยอร์กนี่
มันจะอันตรายแค่ไหน ใครจะไปกอ่นไปหลัง
น้ำมันหมดจะหาทางเติมน้ำมันได้อย่างไร ปั้มไหนจะเปิดอยู่ให้โจรจี้
ทุกคนมีทางเดียวที่ต้องเลือก คือหาทางกลับถึงบ้านอย่างไร ให้ปลอดภัยที่สุด
เขาเดินฝ่าความืดเป็นระยะทางหลายไมล์ กินเวลาเป็นชั่วโมง
บ้างต้องเป็นห่วงกับคนในครอบครัวที่ยังมาไม่ถึง
อาจจะเจอพวกฉวยโอกาศดักจี้ หรือทำร้าย
เขาเปรียบกันว่านิวยอร์กวันนี้ มืดยิ่งกว่านรก

นรกจะมีจริงแล้วครับ มันมากับความมืด หุหุ
ไฟฟ้าเริ่มดับ เมื่อเวลา สองทุ่มกว่า เมื่อผ่านไป เป็นชั่วโมง สองชั่วโมง ก็ไม่มีเค้าว่ามันคืนกลับสู่สภาพเดิมอย่างไร จะนานแค่ไหน ได้แต่รอ รอ
ในละแวกแถวถิ่นที่มีชื่อในด้านลบด้านร้าย ผู้คนเริ่มจะทำการร้าย อาศัยความมืดอำพราง
เจ้าหน้าที่คำรวจก็จนปัญญากับจะการจะหาทางระงับเหคุร้ายในความมืด
........................................
..............................
.......................
กว่าไฟฟ้าจะสว่างกลับมาได้ ก็อีกวันรุ่งขึ้น วันที่14 July รวมเวลาที่นิยอร์กตกอยู่ในความมืดถึง25 ชั่วโมง
.......................................
นี่คือรายงาน Aftermath
***1,616 ร้านค้าที่ถูก Loot ทั่วนิวยอร์กซิตี้ โดยเฉพาะถิ่นแถวคนดำจะโดนมากหน่อย
ทั้ง Brooklyn -The Bronx -Queens และ Upper Manhattan -Harlem
ฝูงคนพากันพังประตูเข้าไปกวาดเอาสินค้า แบบว่าคว้าอะไรได้ก็เอา
ดูเหมือนร้านรองเท้าสนีกเกอร์จะโดนมากหน่อย วัยรุ่นสมัยนั้นฮิตกันมากก็ Adidas, Converse
ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ มีคนไปแบกโต็ะ แบกโซฟา เอาเข้าบ้านหน้าตาเฉย บ้างขับรถมาขน
นอกนั้นก็มีทั้งร้านขายจิวเว็ลลี่ ร้านเครื่องเสียง อุปกรณ์ไฟฟ้า ร้านขายเสื้อผ้าฯลฯ
เห็นทางข่าวทีวี พวกLooters นี่บ้างก็เฮฮา หัวเราะยิ้มร่าสู้กล้อง สะใจในความพินาศของคนอื่น
น่ากลัวมากๆกับเหตุร้าย ที่ลามไปเป็นจราจลทีหลัง
***1,037 แห่งที่ได้รับรายงานว่าไฟไหม้ รวมถึง 14 สัญญานจากAlarm
***3,776 คน ที่ถูกตำรวจจับ นับเป็นสถิติของกลุ่มคนผู้ทำผิดในเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องที่สูงสุดของนิวยอร์กซิตี้
จับจนที่คุมขังไม่พอทีเดียวละ คนแน่นโรงพัก จนต้องไปตั้งคอกกักตัว (Holding pens) ตามสถานที่ต่างๆ
***300 ล้านเหรียญ ที่ทางการประมาณค่าสูญเสีย กับเหตุการณ์ Blackout ครั้งนี้ เทียบค่าเงินสมัยนี้ คงต้องคูณ
ด้วย10
...........................................................
แล้วผมละ ตอนนั้นไปอยู่ไหน หรือไม่มีไรทำ จะทำลูก.....เด๋วจะเล่าให้ฟัง

.........ผมขับรถอยู่บนไฮเวย์ 278 -BQE
รถยนต์ที่ผมขับอยู่นั้นเป็นคันเรกที่ผมซื้อมาด้วยราคา500 เหรียญ
จำมันได้ดี Chevy Vega คนขายใช้มาแปดปีได้มั้ง
ก็สมัยนั้น ราคารถใหม่ สี่ห้าพันเหรียญเอง
ก็เรียกว่าสมราคานะ ไม่เลวมาก แต่ไม่ดีมากแน่นอน
ผมขับรถมากับแฟนผมเพื่อจะกลับบ้านที่Brooklyn
หลังจากไปบ้านเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่Queens
เวลานั้นก็ประมาณสองทุ่มกว่าๆครับ ถนนหนทางยังสว่างอยู่
เพราะเป็นช่วงซัมเมอร์กลางวันนาน กลางคืนเร็ว
ก็ขับรถเปิดวิทยุฟังเพลงดิสโก ขับไปเรื่อยๆนะครับ
จนมาถึงช่วงหนึ่งระหว่างเขตเชื่อมQueens กับBrooklyn

ทันใดนั้น เจ้ารถห้าร้อยเหมือนราคา ก็มีเสียงกึกกึก
แล้วเสียงเหมือนโลหะครูดลากกับพื้นถนน
แล้วมันก็มีอาการเอียงกระเท่เร่ ผมต้องประคองรถให้ได้มาจอดที่ข้างทาง
โชคดีที่ไม่มีรถตามหลังผมมา
พอจอดสนิท รถมันก็เหมือนคนขาหักเอียงล้อพับอยู่ตรงนั้น
ไอ้ตัวที่เขาเรียกว่า Ball Joint มันหักนะครับ
.......ซวยแล้วละสิ ทำไงดีละ ผมอยากข้ามยุคมาสู่ยุคมือถือ
หุหุ สมัยนั้นหากมีโทรศัพท์ไร้สาย
มันน่าจะต้องแบกขึ้นบ่า มากกว่าถือไว้ในมือเหมือนสมัยนี้
งั้นใช้มือนี่แหละโบกรถให้ใครสักคนที่เมตตารับชายหนุ่มและหญิงสาว
ที่ยังหล่อและสวยอยู่เวลานั้นขึ้นรถไปด้วย ........
..แต่ ยังไม่มีใครใจดีผ่านมาเลย......ชักเริ่มมืดด้วยแล้วละ จะสามทุ่มแล้ว
ผมยืนบนไฮเวย์ที่อยู่ระดับสูง มองไปด้านข้าง
เห็นแมนฮัตตั้น เป็นฉากสวยเหมือนรูปโปสสะการ์ด
เห็นตึกเอ็มไพร์สเตท และตึกสูงๆอื่นติดไฟแสงสีสวย นิวยอร์กสว่างไสวเจิดจ้า
........แล้วทันใด ที่ผมมองความจ้าเจิดของนิวยอร์กอยู่
พลันก็เหมือนใครปิดสวิทปิดโลกให้มืดลง
ไฟดับ ไฟดับ เธออยู่ไหนเมื่อไฟดับ อ้อ ยังยืนอยู่ด้วยกัน..แฟนผ้ม....
ทุกอย่างมืดลงทันใด มองไปทางไหนก็มืดๆ
บนไฮเวย์นั้น ที่เคยสว่างเพราะแสงไฟเป็นแนวยาวตลอด
กลายเป็นเหมือนนอกๆเมืองออกไป ที่อาศัยแสงไฟจากรถยนต์ที่แล่นผ่านไปมาเท่านั้น
ตายละสิ ผมยกแขนโอบกอดปลอบใจสาว
ไม่หรอกๆๆ ล้อเล่น นั่นมันพระเอกนางเอก
ผมแค่บอกให้แฟนผมเข้าไปนั่งในรถก่อน
ส่วนผมก็ยืนโบกขอความเมตตาจากใครสักคนในความมืด
คงยากนะ ตอนยังไม่มืด ยังไม่มีคนจอดรับเลย
มืดอย่างนี้ และยิ่งวันBlackout อย่างนี้ ใครมันจะกล้ารับละ
ใครๆก็กลัวกันทั้งนั้น เป็นผม ผมก็ไม่กล้ารับนะ
นึกห่วงและสงสารก็แต่หวานใจเสียจริง เป็นผู้หญิงก็ต้องหวาดผวา
เฮ้อ ขอให้ไฟมาก่อนเถอะแล้วเราจะเดินไปข้างหน้ากันสองคน สองคนหัวใจเดียว หุหุ

และแล้ว ซูปเปอร์แมน Clack Kent ก็มา....
มีรถกลางๆใหม่ คันหนึ่งจอดที่ข้างๆรถผม
เขาถามว่า Need help อะไร อย่างไรไหม
พอผมบอกไป เขาบอกว่าขึ้นมาๆ
วันนั้น ผมใช้คำ Thank you เปลืองมากๆ
แต่ปนไปด้วยน้ำใสใจริง จนน้ำตาซึมๆ
นึกไม่ถึงว่าจะได้รับความเมตตาและเชื่อใจ จากคนคนนี้
เขาชื่อ Andrew ครับ เป็นคนเชื้อสายอิตาเลี่ยน
หน้าตาบอกว่าเป็นคนใจดี อายุก็ห้าสิบกว่า
หลังจากที่ได้คุยกันถามไถ่กันพอเขารู้ว่าผมเป็นคนไทย
แกยิ่งเหมือนดีใจที่ว่าได้ช่วยคนไม่ผิดคน
แกเล่าว่า ลูกชายแกเป็นทหารไปรบเวียตนาม ตอนพักรบ ไปเที่ยวกรุงเทพ
แล้วไปมีเรื่องกับนักเลง โดนทุบหัวสลบนอนกองอยู่ในที่รกร้าง
แล้วมีคนมาช่วยแกพาส่งโรงพยาบาล
และเอาเป็นธุระ มาเยี่ยมเยียนตลอด แม้คนช่วยจะพูดอังกฤษไม่ได้สักคำ
แต่ก็แสดงถึงความมีน้ำใจ
แต่นั้นมา เขาและครอบครัวจะมีความรู้สึกดีๆต่อคนไทยตลอด

หลังจากวันไฟดับ ผมและแฟนก็กลายเป็นเหมือนลูกหลานคุณ Andrew
ไปมาหาสู่กัน โทรถามข่าวกัน
ได้รู้จักภรรยาและลูกชาย ลูกสะไภ้
ทุกปีของเทศกาลThankgivings เขาจะเชิญไปร่วมกินไก่งวง..........
........และเมื่อห้าปีที่แล้ว ก็ได้ไปงานศพ Andrew แกตายแล้วครับ

....................
ผมจำวันไฟดับปี1977 ได้ดี เพราะเหตุนี้ด้วยครับ
วันนี้ขอผมเล่าความหลังหน่อยเถอะ..........
สวัสดีครับ














 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2550 15:44:38 น.
Counter : 1037 Pageviews.  

ผมเห็น Brad Pitt แบบจะจะ

ปกติผมไม่ใช่คนบ้าดารานะ แต่อยู่นิวยอร์กนี่ บางทีก็มีอะไรๆ แบบบังเอิญให้ได้พบเห็นอยู่เรื่อยๆนะครับ เช่นบังเอิญเห็นกองถ่ายหนังที่เอาโลเคชั่นบนถนนคับคั่งแถวไทม์สแควร์ หรือบนตึกสูงๆ หรือบางทีก็เห็นดาราดังมาเปิดหนังรอบพรีเมียร์ ที่โรงหนังใกล้ๆที่ทำงานผม
มีบ่อยมากเสียด้วย ผมก็เลยไม่ค่อยสนใจ หรือตื่นเต้นไปกับคนอื่นเขา และก็เพราะว่าการจะได้ใกล้ชิดดารา ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ กว่าจะได้ที่ดีๆเห็นกันจะๆ ก็ต้องจองที่เป็นชั่วโมงเลยนะ ดาราดังพอเขาลงจากรถลีโมซีน ก็ตรงไปที่Red Carpet ที่บรรดาช่างภาพนับร้อยรุมกันปล่อยแสงแฟลช
แต่วานนี้ครับ ผมเจอทีแรกก็คิดว่า คงเหมือนทุกครั้ง เดินผ่านๆแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่ดาราดังสองคนลงจากรถลีโม แองเจลิน่า โจลี่ กับแฟนเธอ แบร๊ท พิทท์ กับการเปิดพรีเมียร์หนังเรื่อง A Mighty Heart ทั้งสองไม่ตรงไปที่ที่เขาจัดก่อนนะ แต่เธอและเขาเดินทักทาย แจกลายเซ็น ให้แฟนๆที่ออกันอีกฟากถนน ให้แฟนๆถ่ายรูป อย่างจะๆกว่าสิบนาฑี ใบหน้า ยิ้มแย้ม น่ารักมากทั้งสองคนเลยครับ เสียดายที่ผมไม่ได้รูปของโจลี่ มาเลย เพราะคิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นใกล้ๆอย่างนี้ มานึกได้เธอก็ข้ามถนนไปเดินบน Red Carpet เลยได้แต่รูปนายสุดหล่อ มาคนเดียว




 

Create Date : 29 มิถุนายน 2550    
Last Update : 29 มิถุนายน 2550 10:34:31 น.
Counter : 18690 Pageviews.  

i pod-ไอ้ป้อด ไอปอด ไอปู๊ด ปู๊ดๆ

คืนหนึ่งของอาทิตย์ที่แล้ว ขณะที่ผมรอรถไฟใต้ดินสถานีประจำ
หลังเลิกงาน จะกลับบ้าน
เหมือนทุกคืนนะครับ ผมจะเปิดฟังเพลงจากไอ้ป๊อด ipod
ก็เปิดเสียเสียงดังฟังเพลงมันส์ๆ
ไอ้หูฟังชนิด in ears นี่มันกลบเสียงอื่นๆภายนอกได้ดีแฮะ

แล้วตอนนั้น ผมเกิดจะตดขึ้นมาพอดี
ตด ผายลมนะครับ
ผมก็ปล่อยไปตามสบาย ไม่ได้คิดปิดบังหรือสนใจใคร
รู้แค่ว่า มีลมผ่านออกมาจากตูด แต่ไม่คิดว่าเสียงมันจะดังขนาดไหน

แต่หลังจากนั้นแค่วินาฑี
ผมเห็นทุกคนที่ยืนรอรถใกล้ๆผม หันมามองดูผมด้วยสายตาประหลาดๆ
บางคนมียิ้มๆ บางคนมียิ้มเยาะๆ บางคนทั้งฝรั่ง ทั้งพวกพี่โก้ พี่แมก ทำหน้าเบ้ๆ

มีน้องคนไทยที่ทำงานที่เดียวกัน เดินมาที่ผม
ทำมือเหมือนให้เอาหูฟังออกจากหู แล้วบอกผมว่า
"พี่พงษ์ๆ พี่ตดเสียเสียงลั่นเลยนี่ ไม่อายเค้าเหรอ แหยก เหม็นด้วยพี่"

หุหุ ผมรู้ว่า ผมต้องหน้าแดงแน่ๆเลย
เพราะที่จริงเรื่องแบบนี้ ผมระวังและอายมากๆ
หากเผลอทำไรผิดท่าไป
แล้วผมก็เดินหนีไปจากที่แถวนั้น
ไปรอรถไฟให้ไกลๆจากคนที่ได้ยินเสียง UNA BOMBER ของผม
น่าอายมากๆๆๆๆๆ


ต่อไปนี้ ระวังนะ หากใครจะตด ขอให้ลดเสียงipod ก่อนนะครับ
หุหุ
ผมจะเปลี่ยนชื่อให้มันใหม่แล้วละ
จากไอ้ป๊อด เป็น ไอปู๊ด ปู๊ดปุ๊ด

ลป วันนี้มีสองเรื่องนะ อีกเรื่องเฉิ่มๆ อยู่ถัดไปข้างล่างนะครับ
'
'
'
'




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2550 23:07:39 น.
Counter : 422 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

smartupid
Location :
New York United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




กรุณาตรวจตราสิ่งของก่อนลงจากรถไป แค่ลืมหัวใจไว้ในรถ คนขับก็สดชื่น.... โอ่เค้
Please check your belongings before leaving my cab, just leave your heart here ...Thank You
Friends' blogs
[Add smartupid's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.