Group Blog
 
All Blogs
 

ไอน์สไตน์

มนุษย์คนหนึ่งเป็นทั้งอัจฉริยะ นักมนุษยนิยม นักเล่าเรื่องตลก กวี นักฝัน นักไวโอลินฝีมือดี บิดาแห่งระเบิดนิวเคลียร์ นักต่อต้านสงคราม เพื่อนผู้ซื่อสัตย์ คนเจ้าชู้ นักต่อสู้เพื่อสันติภาพ คนหัวดื้อ และคนเพี้ยน, ได้อย่างไร-ในเวลาเดียวกัน

ปีหน้า, คือปีครบรอบ 1 ศตวรรษ ของการที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ค้นพบสิ่งยิ่งใหญ่ให้กับคลังความรู้ของมวลมนุษยชาติ

สิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์เป็นรูปธรรม แต่มันคือความเข้าใจต่อจักรวาลอันไพศาล และความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างอวกาศกับกาลเวลา แน่นอน, ทั้งหมดนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งของที่มองเห็นหรือจับต้องได้

ลองทำความรู้จักกับสิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบ และเรียนรู้ว่าชีวิตของชายผู้ยิ่งใหญ่คนนี้เป็นอย่างไร เขาเคยทำอะไรผิดพลาดบ้างหรือไม่ ทั้งในเรื่องทฤษฎี ชีวิต ความรัก และความหัวดื้อของเขา

แล้วคุณจะพบว่า ไอน์สไตน์ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ที่ต้องทุ่มเทเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ แต่ความสำเร็จก็ไม่ได้เดินทางมาหาเขาเสมอไป 30 ปีสุดท้ายของชีวิต เขาต้องลิ้มรสความล้มเหลว และตายจากโลกนี้ไปพร้อมกับมัน

แต่กระนั้น ก็มีบางสิ่งในตัวเขา สิ่งซึ่งยากอธิบาย-ที่ทำให้มนุษย์คนนี้แตกต่างไปจากคนอื่น !

ชีวิตมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์

ไอน์สไตน์ไม่ได้ประดิษฐ์อะไร แต่เขาได้ค้นพบความลับบางอย่างของจักรวาล ไอน์สไตน์มีวิญญาณความเป็นครูอยู่ในสายเลือด เขาชอบสอนผู้คนให้เรียนรู้ในสิ่งที่เขารู้ ทว่าในสายเลือดเส้นเดียวกัน ยังมีความเป็นเด็กผู้ชายซุกซนหมกมุ่นกับของเล่น ความเป็นศิลปินผู้ละเอียดอ่อนและบอบบางในความรู้สึก ผสานอยู่กับความหัวดื้อไม่มีขีดจำกัดอีกด้วย






ตัวตนของไอน์สไตน์นั้นซับซ้อนพอๆ กับทฤษฎีที่เขาค้นพบ การจำกัดเขาด้วยนิยามใดนิยามหนึ่งไม่เคยพอสำหรับมนุษย์ผู้นี้ ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1879 ที่อูล์ม เยอรมนี แม้ร่ำลือกันว่า ไอน์สไตน์เป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง หัวทึบจนครูบ่น แต่นั่นก็เป็นเพียงคำร่ำลือและเป็นมายาคติที่ทั้งจริงและไม่จริง

ในหนังสือชื่อ Einstein : A Life ของ เดนิส ไบรอัน ผู้เขียนค้นพบว่า ที่จริงแล้วไอน์สไตน์ไม่ได้หัวทึบ เขาเก่งคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก แค่อายุ 10 ขวบ เด็กชายไอน์สไตน์ก็สนทนากับแม็กซ์ ทาล์มีย์-นักศึกษาแพทย์ที่มากินข้าวกลางวันที่บ้านเขาเป็นประจำได้โดยมีสติปัญญาเท่าเทียมกันแล้ว และทาล์มีย์นี่แหละ สอนไอน์สไตน์ให้รู้จักอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากมาย

ไอน์สไตน์ทำอะไรฉับพลันทันที ใจร้อน แต่มุ่งมั่น และไม่สนใจต่อกฎเกณฑ์

เมื่ออายุ 19 ปี เขาตกหลุมรักกับ มิเลวา มาริก เพื่อนร่วมชั้นเรียนชาวเซอร์เบีย วิธีจีบหญิงของไอน์สไตน์นั้นโรแมนติกพิลึกพิลั่น เพราะเขาแต่งเพลงให้เธอ แต่เนื้อหาของเพลงดันเป็นเรื่องความรักของหมา 2 ตัวที่ชื่อจอห์นนี่กับดอลลี่-หมาที่เขาเลี้ยงไว้

Oh my! That Johnnie boy!

So crazy with desire, While thinking of his Dollie,

His pillow catches fire.

มิเลวาไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา เธอเป็นทั้งเพื่อน คู่คิด และคู่ทำงานร่วมกับไอน์สไตน์ และว่ากันว่า เธอมีส่วนในงานของไอน์สไตน์มากทีเดียว ไอน์สไตน์หลงรักความชาญฉลาดของเธอ เขาถึงกับเคยพูดว่าเขาโชคดีที่ได้พบมิเลวา เพราะเธอทั้งฉลาด แข็งแกร่ง และเป็นอิสระเท่าเทียมกับเขา


มิเลวา วาริก (1875-1948)

อย่างไรก็ตาม เมื่อแต่งงานแล้ว มิเลวาก็เสียสละเป้าหมายทางอาชีพของเธอ เธอเลิกเรียน และหันมาเป็นเพียงผู้ช่วยของไอน์สไตน์เท่านั้น มีคนตั้งข้อสังเกตในภายหลังว่า มิเลวานั้น อยู่ในชีวิตของไอน์สไตน์ในช่วงชีวิตที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุด จึงเป็นไปได้ว่า มิเลวาน่าจะมีส่วนในงานของไอน์สไตน์ด้วย ความรักผลักดันให้เกิดลูกสาวคนแรกก่อนการแต่งงานในปี 1902 ลูกสาวคนนี้ชื่อลีสเซอร์ล เป็นลูกสาวที่ไอน์สไตน์ไม่เคยปริปากถึง เพราะเป็นลูกที่เกิดก่อนสมรส ไม่นานนัก ลีสเซอร์ลก็หายไปจากชีวิตของไอน์สไตน์อย่างลึกลับ ไม่มีใครรู้ความจริงเรื่องนี้ ว่ากันว่า วันหนึ่งเมื่อครอบครัวออกไปปิกนิกกัน ลีสเซอร์ลก็เดินหายไปดื้อๆ บางกระแสบอกว่า มิเลวายกลีสเซอร์ลให้คนอื่นเลี้ยง และเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เรื่องนี้ก่อให้เกิดบาดแผลในชีวิตของทั้งไอน์สไตน์และมิเลวาขึ้น จนทำให้ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ไม่ราบรื่น

ไอน์สไตน์แต่งงานกับมิเลวาในปี 1903 และอยู่ด้วยกันจนถึงปี 1919 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาผลิตงานสร้างสรรค์ได้มากที่สุดในชีวิต เพียง 2 ปี หลังแต่งงาน ไอน์สไตน์ก็บรรลุถึงปีทองแห่งชีวิต นั่นคือปีอันแสนมหัศจรรย์...ปี 1905 ซึ่งจะครบ 100 ปี ในปีหน้านี้

ในปีนั้น ไอน์สไตน์วัย 26 ปี เขียนบทความสำคัญขึ้นมา 4 ชิ้น มันคือบทความที่เปลี่ยนแปลงวิธีคิดของฟิสิกส์ไปทั้งหมด ชิ้นที่โด่งดังที่สุดคือชิ้นที่ชื่อ On the Electrodynamics of Moving Bodies ซึ่งพูดถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเวลา ระยะทาง สสาร และวัตถุ ทั้งยังเป็นบทความที่โจมตีวิธีมองโลกแบบนิวตันของ เซอร์ไอแซค นิวตัน ด้วย

ปี 1905 อาจเป็นปีมหัศจรรย์ที่ไอน์สไตน์แนะนำให้โลกรู้จักกับทฤษฎีสัมพัทธภาพก็จริงอยู่ แต่ปีที่เขาโด่งดังไปทั่วโลก ก็คือเมื่อเกิดสุริยุปราคา และนักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ทฤษฎีของไอน์สไตน์ว่ามันเป็นความจริงขึ้นมา นั่นก็คือปี 1919 เพราะสุริยุปราคาแสดงให้เราเห็นว่า แสงเดินทางเป็นเส้นโค้งเมื่อเดินทางผ่านดวงอาทิตย์

เมื่อนักข่าวขอให้ไอน์สไตน์อธิบายคำว่า "สัมพันธภาพ" อย่างง่ายให้ฟัง ไอน์สไตน์เลือกตอบว่า ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่าเวลาและอวกาศแยกขาดจากสสาร แต่ทฤษฎีของผมบอกว่า เวลาและอวกาศนั้นแยกจากกันไม่ได้

เขาแต่งงานครั้งที่ 2 ในปี 1919 กับ เอลซา โลเวนธาล ซึ่งมาคอยพยาบาลตอนเขาป่วย และหลังจากนั้น ตลอดทศวรรษ 1920 ไอน์สไตน์ก็ต้องตระเวนทัวร์ไปทั่วโลกเพื่อเลกเชอร์และสอนถึงทฤษฎีของเขา แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียงมากที่สุด, เป็นความกล้าหาญที่จะต่อกรกับนาซีของเขาต่างหาก

ไอน์สไตน์อาจเกิดที่เยอรมนี แต่เขามีเชื้อสายยิว เขาจึงต่อต้านนโยบายโหดเหี้ยมของนาซีอย่างสุดขั้ว ทั้งยังประณามนาซีผ่านสื่อด้วย ในปี 1919 เขาเริ่มต้นช่วยเหลือชาวยิวให้หนีออกจากเยอรมนีไปสู่ยุโรปตะวันออก แน่นอน, ไอน์สไตน์เองก็ตกเป็นเหยื่อของขบวนการต่อต้านยิว เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจในปี 1933 เขาต้องหนีออกจากเบอร์ลินไปอเมริกา ได้รับสัญชาติอเมริกัน รวมทั้งได้ตำแหน่งทางวิชาการที่พรินซ์ตันด้วย เขาอยู่ที่นั่นจนเสียชีวิต

ไอน์สไตน์กลายเป็นคนดัง กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักวิทยาศาสตร์ผู้รักสันติภาพ เขาตระเวนทัวร์พูดเรื่องเกี่ยวกับการเมืองไปทั่วยุโรป เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีรูสเวลท์ ให้อเมริกาเร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์ก่อนเยอรมันจะทำได้ แต่ต่อมา เมื่อเห็นว่าระเบิดนิวเคลียร์อาจส่งผลร้ายได้ถึงเพียงไหน เขาก็ผลักดันให้มีการห้ามใช้อาวุธนิวเคลียร์ ต่อมา เขาได้รับข้อเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอล แต่เขาปฏิเสธ และมีความเห็นที่ทำให้ชาวยิวต้องอึ้งว่า ชาวยิวอาจไม่จำเป็นต้องสร้างรัฐอิสราเอลขึ้นมาก็ได้ ถ้าหากวิธีนี้จะทำให้โลกเกิดสันติภาพระหว่างยิวและอาหรับขึ้นมาได้ ไอน์สไตน์ได้รับการยอมรับนับถือในระดับโลก ว่าเขาเป็นเสมือนนักบุญผู้อุทิศตนให้แก่สันติภาพ

แต่ในความโด่งดังนี้เอง ไอน์สไตน์กลับต้องโดดเดี่ยวขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะนักฟิสิกส์,

และมีชีวิต 30 ปีสุดท้าย ขลุกอยู่กับความล้มเหลวทางทฤษฎี

ทำไม ? ทฤษฎีสำหรับทุกสิ่ง : 30 ปีแห่งความล้มเหลวของไอน์สไตน์

30 ปีสุดท้ายในชีวิตของไอน์สไตน์

เขาเริ่มถูกกีดกันออกจากสังคมของนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ก็เพราะเขาปฏิเสธที่จะเชื่อทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมอันทรงพลัง ไอน์สไตน์คิดว่า กลศาสตร์ควอนตัมเป็นเรื่องไร้เหตุผล เขารู้ว่ามันเป็นอย่างไร แต่เขาไม่เชื่อ เขาไม่ชอบปรัชญาของกลศาสตร์ควอนตัม โดยเฉพาะเรื่อง "แมวของชโรดิงเจอร์" ที่บอกว่า อนุภาคซึ่งมีคุณสมบัติเป็นคลื่นด้วยนั้น ไม่ได้ดำรงอยู่จนกว่าจะมีผู้สังเกต เขาบอกว่าธรรมชาติไม่น่าจะวิปริตได้ถึงขนาดนั้น และหันหน้าเข้าสู่การคิดค้นเรื่องทฤษฎี Unified คือทฤษฎีที่รวมเอาแรงทั้งหมดในธรรมชาติเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพื่อแข่งขันกับกลศาสตร์ควอนตัม

ในปี 1927 เมื่อไอน์สไตน์อายุ 48 ปี เขาปะทะกับ นีลส์ บอห์ร นักควอนตัมฟิสิกส์ผู้เลื่องชื่อของโลกไม่แพ้ไอน์สไตน์ในการประชุมที่บรัสเซลส์ ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันจนไอน์สไตน์เสียชีวิตในปี 1955 ด้วยเหตุนี้ ในระยะหลัง นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยสนใจงานของไอน์สไตน์นัก ไอน์สไตน์อาจตายไปพร้อมกับความล้มเหลว เพราะเขาไม่อาจค้นพบทฤษฎีสำหรับทุกสิ่ง หรือทฤษฎีรวมแรงในธรรมชาติได้ แต่ในท่ามกลางความขัดแย้งของนักฟิสิกส์ ต่อมาอีกหลายสิบปี นักวิทยาศาสตร์ก็ได้หยิบเอาวิธีคิดของทั้งไอน์สไตน์ บอห์ร ชโรดิงเจอร์ และนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ขึ้นมาผสานรวมกัน

ในช่วงชีวิตของไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์คิดว่าแรงในธรรมชาติมีสองแรง คือแรงโน้มถ่วงและแรงแม่เหล็กไฟฟ้า และไอน์สไตน์ก็พยายามจะรวมแรงสองแรงนี้เข้าด้วยกัน แต่หลังจากนั้น มีการค้นพบว่ายังมีแรงพื้นฐานอีกสองแรง คือแรงนิวเคลียร์แบบอ่อนและแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม จึงเกิดความพยายามจะรวมแรงทั้ง 4 เข้าให้ได้ ทว่าแม้จนปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ยังรวมแรงทั้ง 4 เข้าด้วยกันไม่ได้

คาร์โล โรเวลลี นักฟิสิกส์ทฤษฎีแห่งฝรั่งเศส บอกว่าไอน์สไตน์นั้นมาถูกทางแล้ว เพียงแต่เขาใช้ "ส่วนผสม" ที่ผิดเท่านั้น

ไอน์สไตน์เองอาจบอกว่า 30 ปีสุดท้ายในชีวิตของเขา คือ 30 ปีแห่งความล้มเหลว ในวันที่ 18 เมษายน 1955 เขาอาจตายไปกับคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจ แต่ถ้าเขาได้รู้ว่า ความล้มเหลวของเขา ที่แท้คือพื้นฐานให้กับฟิสิกส์ยุคใหม่ โดยเฉพาะทฤษฎีซูเปอร์สตริง อันเป็นเสมือนทฤษฎีที่ทำให้มนุษย์เข้าใจพระเจ้า เขาคงได้แต่ระบายยิ้ม

(ล้อมกรอบ) ไอน์สไตน์ก็พลาดเป็น!

ไอน์สไตน์ทำผิดพลาดหลายอย่างครับ ไม่ได้ทำครั้งหรือสองครั้ง แต่นับไม่ถ้วนครั้ง

ในปี 1911 ไอน์สไตน์เคยทำนายว่าแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์จะมีผลกับแสงดาวมากแค่ไหน ปรากฏว่าเขาคิดผิดไปมากกว่าครึ่ง ต่อมาก็ใช้สมการทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปอธิบายว่าทำไมจักรวาลถึงอยู่นิ่งไม่ขยายตัว แต่ปรากฏว่าก็ผิดอีก เพราะจักรวาลขยายตัว ว่าแต่, คุณอยากเห็นสมการผิดๆ ของไอน์สไตน์บ้างไหมครับ

สมการที่ว่า คือความผิดพลาดยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา เพราะแม้เขาจะคำนวณทางทฤษฎีออกมา และได้สมการที่บ่งชี้ว่า จักรวาลกำลังขยายตัวอยู่ แต่ไอน์สไตน์ของเราก็เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง คือเขาเชื่อว่า จักรวาลไม่ได้ขยายตัว เขาก็เลยจัดการยัดตัวแปรที่สร้างขึ้นใหม่ใส่เข้าไปในสมการ และสมการที่เราจะได้เห็นเป็นบุญตา (แต่ดูยังไงก็ไม่รู้เรื่องหรอกครับ) ก็คือ...

G(( - (g = -( (T(( - 1/2g((T)

โดยตัวที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ก็คือตัว ( ที่ใส่เข้าไปนั่นเอง




 

Create Date : 10 มีนาคม 2548    
Last Update : 10 มีนาคม 2548 12:10:09 น.
Counter : 282 Pageviews.  

อเล็กซานเดอร์ มหาราช

ผู้ครองโลกแต่เพียงผู้เดียว อเล็กซานเดอร์ มหาราช ประสุติ เมื่อ ๓๕๖ ปี ก่อนคริสต์กาล ในจักวรรดิ มาซีโดเนีย ปัจจุบันอยู่ทางตอนเหนือของประเทศกรีซ ซึ่งตอนนั้น มาซีโดเนีย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของจักวรรดิ กรีกโบราณ หลังจากกษัตริย์ ฟิลิบพระบิดา ได้ขึ้นครอบครองกรีกแล้ว ก็ได้สวรรคตไปในสงครามขยายอาณาเขต ราชสมบัติก็ตกเป็นของอเล็กซานเดอร์ การศึกษาของอเล็กซานเดอร์ นั้นสืบทอดภูมิของปัญญาชาวกรีกสืบทอดกันมาหลายชั่วคน ซึ่งแต่ละคนต่างก็ล้วนเป็น ยอดอาจารย์ผู้ทรงภูมิรู้อยู่ในแต่ละยุค จากยุคของ โซคราตีส ที่สั่งสอน เพลโต้ เพลโต้สั่งสอน อริสโตเติล และอริสโตเติล ก็สั่งสอนสืบทอดมายัง อเล็กซานเดอร์มหาราชอีกทอดหนึ่ง จึงจะเห็นได้ว่า พระอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช นั้น ต่างสะสมภูมิรู้ต่างๆของสามยอดพระอาจารย์ มาสะสมรวมมาตกผลึกแล้วกอบรวมๆกันเอาไปใส่ไว้ในสมองของ อเล็กซานเดอร์มหาราช แต่เพียงผู้เดียว ทำให้หนุ่มอเล็กซานเดอร์ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งปรัชญา ทั้งการปกครอง และการที่ได้เคียงคู่บิดาออกศึกตั้งแต่อายุ ๑๖ ก็ทำให้ อเล็กซานเดอร์ มีความสามารถทางด้านการทหารเป็นอย่างดีอีกด้วย เมื่อพระบิดาถูกลอบสังหาร อเล็กซานเดอร์มีอายุได้ ยี่สิบปี ก็ได้ขึ้นครองราชย์แทน การได้ขึ้นครองมหาอาณาจักรในขณะที่อายุเพียง ยี่สิบปี โดยปกติการผลัดแผ่นดินในถ้ากษัตริย์ใหม่ไม่ได้รับการยอมรับจาก กลุ่มขุนนาง และ ขุนศึก แล้วความวุ่นวายไม่สงบในบ้านเมือง แย่งชิงอำนาจกันย่อมเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า แต่ในสมัยอเล็กซานเดอร์เกิดกบฏขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเมื่อตอนที่อเล็กซานเดอร์ขึ้นครองราชใหม่ๆ มีหัวเมืองทางเหนือคิดลองของ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าลองของ กับของจริง การปราบกบฏครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่อเล็กซานเดอร์บัญชาการด้วยตัวเอง และประสบความสำเร็จ แม้จะมีกำลังทหารน้อยกว่า ต่อมาในสงครามตลอดสมัยของอเล็กซานเดอร์ที่ครองราชสิบสามปี อเล็กซานเดอร์ทำสงครามขยายอาณาเขตอีกนับครั้งไม่ถ้วน ชนะทุกครั้ง และ ใช้กำลังทหารแค่เพียง ๓๐,๐๐๐ คน น้อยกว่าฝ่ายข้าศึกทุกครั้ง จนอาณาเขตขยายออกไป ทิศตะวันออกจรดอินเดีย ทิศตะวันตกจรดอิตาลี ทิศเหนือจรดทะเลดำ และทิศไต้ ครอบครองทวีปอาฟริกาเหนือทั้งหมด ครอบคลุมเมืองใหญ่ของโลกในยุคนั้นได้ทั้งหมด นี่แหละผู้ครองโลกเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่แท้จริง คราวนี้จะลองมาสรุปดูกันว่า อเล็กซานเดอร์มีดีอะไร
๑.มีสติปัญญา ครั้งหนึ่งอเล็กซานเดอร์รบมาถึงเมือง กอร์เดี่ยน เมืองนี้มี ปมที่ถักด้วยเชือกหนัง พันกันเป็นก้อน อยู่ก้อนหนึ่ง เรียกว่าปมแห่งกอร์เดี่ยน เป็นของโบราณคู่บ้านคู่เมืองมานาน เล่าสืบต่อกันมาว่าถ้าใครสามารถคลายปมนี้ออกได้ผู้นั้นจะเป็นผู้ครองโลก เมืองมาถึงเมืองกอร์เดี่ยน อเล็กซานเดอร์ก็ รู้สึกสนใจอยากจะแก้ปริศนา ก็เรียกให้เอาปมแห่งเมืองกอร์เดี่ยนมาดู แล้วก็ชักดาบสับปมปริศนาแห่งเมืองกอร์เดี่ยนเป็นสองท่อน เชือกหนังทั้งหมดก็คลายออกจากกัน ตอนแรกที่ผมอ่านถึงตอนนี้ มันเหมือนโดนรถสิบแปดล้อวิ่งมาชนหัวใจผม ชักดาบฟันลงไปโครมหนึ่งมัน เหมือนปลดปล่อย เงื่อนงำที่ค้างคามาเป็นศตวรรษ ของเมืองกอร์เดี่ยน เชื่อว่าตอนนั้นชาวเมืองกอร์เดี่ยวก็คงร้อง อ๋อ ขึ้นมาพร้อมๆกัน ๒.นี่อาจจะเป็นการคิดนอกกรอบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ค้างคาเป็นปริศนาอยู่ก็เพราะ คนที่ตั้งปริศนานี้ขึ้นอาจจะรู้ว่า มือเปล่าหรือเครื่องมือใดๆก็คลายปมนี้ไม่ออก ต้องใช้ดาบเท่านั้น แล้วคนที่กล้าเอาดาบขึ้นฟันปมคู่บ้านคู่เมือง ขาดสองท่อนอย่างนี้ได้ ช้าเร็วก็ต้องได้ครองโลกแหงๆ ๓.เป็นการบอกถึง อำนาจแห่งดาบ ว่าในที่สุดแล้วไม่ว่าปริศนาใดๆ ก็อาจจะคลี่คลายลงไปด้วยการใช้ดาบแก้ปัญหา
๒. อเล็กซานเดอร์ ลงเผชิญกับข้าศึกเท่าเทียมกันกับ พลทหาร อเล็กซานเดอร์ไม่ใช่แม่ทัพที่เอาแต่บัญชาการอยู่ในกระโจม ทุกครั้งที่ออกรบอล็กซานเดอร์ออกนำทหารเป็นคนแรกที่จะต้องประอาวุธกับข้าศึกอยู่เสมอ จากบันทึกของแพทย์ที่ทำการรักษาอเล็กซานเดอร์ พบว่าร่างกายของอเล็กซานเดอร์ เต็มไปด้วยแผลเป็นจากศึกสงคราม
๓.ปฏิบัติต่อผู้ขัดขวางอย่างรุนแรง ปฏิบัติต่อผู้ยินยอมอย่างนุ่มนวล เนื่องจากประวัติศาสตร์ยุค อเล็กซานเดอร์ย้อนหลังไปไกลมาก ทำให้แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่บางครั้งค่อนข้างขัดแย้งกัน ทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่าแท้จริงแล้ว กษัตริย์อเล็กซานเดอร์เป็นคนอย่างไรกันแน่ ด้านหนึ่งก็ว่า เป็นกษัตริย์ที่โหดร้ายทารุณ กินเหล้าหัวราน้ำ แถมยังเป็นเกย์ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เป็น เขียนเป็นกษัตริย์ที่คุณธรรม ปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างดี ถึงขนาดว่ากองทัพของอเล็กซานเดอร์ต้องการทหารเพิ่ม เพื่อบุกไปอินเดียฝ่าทะเลทรายไปอีกเป็นหมื่นไมล์ ก็มีทหารเปอร์เซียอาสาไปร่วมรบด้วย จำนวนมากถึง ๓๐,๐๐๐ คน ซึ่งการเข้าร่วมสงครามกับต่อสู้เพื่ออดีตศัตรู มันน่าจะเป็นเรื่องที่ฝืนความรู้สึกนักรบ หรือ แม้กระทั้งส่วนที่ว่า แม่ของกษัตริย์ดาริอุส กษัตริย์เปอร์เซียพ่ายแพ้ต่อ อเล็กซานเดอร์ รักอเล็กซานเดอร์มากยิ่งกว่า ดาริอุสบุตรในอุทร ถึงขนาดมีอะไรดีๆต้องเก็บไว้ให้ อเล็กซานเดอร์กินแทนที่จะให้ลูกตัวเอง และเมื่ออเล็กซานเดอร์ตาย แม่ของดาริอุสก็ถึงขั้นตรอมใจตาย ตายตามอเล็กซานเดอร์ วิสัยความเป็นแม่จะรักลูกคนอื่น แถมยังเป็นผู้ที่เข้ามาย่ำยี่ประเทศของตัวเองได้อะไรขนาดนั้น แต่ที่ยืนยันตรงกันก็ตรงที่ว่ามีหลายเมืองยอมแพ้โดยไม่ต่อสู้ ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อเล็กซานเดอร์ขยายอาณาจักรไปได้อย่างรวดเร็ว ก็อาจจะเป็นเพราะการปฏิบัติต่อศัตรู และ ปฏิบัติต่อมิตร อย่างสุดขั้ว ของอเล็กซานเดอร์ ก็เป็นไปได้.
จากการตรากตรำศึกสงครามมาทั้งชีวิต ท้ายที่สุดในการรบที่อินเดีย ทหารส่วนใหญ่เบื่อสงครามและอยากกลับบ้าน ทำให้อเล็กซานเดอร์ต้องถอนทัพกลับ อเล็กซานเดอร์กลับมาเสียชีวิตที่นครบาบิโลน เมื่ออายุเพียง ๓๓ ปี มาถึงปัจจุบันเมื่อเราได้ยินชื่อเมือง อเล็กซานเดรียในอียิปต์ก็ขอให้ทราบไว้ประดับความรู้ว่าตั้งชื่อตามอเล็กซานเดอร์ ที่ครั้งหนึ่งเป็นผู้ครองอียิปต์ทั้งหมดและสร้างเมืองนี้ขึ้น และ เมืองบรุซฟาล่า ในปากีสถาน ก็ตั้งชื่อตาม บรุซฟาลัส ม้าตัวโปรดของอเล็กซานเดอร์ที่มาตายที่เมืองนี้ ถ้าไม่นับไดโนเสาร์แล้ว ผู้ที่เคยครองโลกแต่เพียงผู้เดียว นี้ก็คือ อเล็กซานเดอร์มหาราช เวลาคุยกันเรื่องความเป็นผู้นำ และความเก่งกล้าสามารถจะลืมอเล็กซานเดอร์มหาราชไปได้อย่างไร .




 

Create Date : 09 มีนาคม 2548    
Last Update : 9 มีนาคม 2548 11:22:48 น.
Counter : 559 Pageviews.  

มูซาชิ มิยาโมโตะ

เคยอ่านคัมภีร์ห้าห่วงของ มุซาชิ มิยาโมโตะ มั้ยครับ

อยากให้ลองอ่านกันดูเลยก๊อปมาให้
"มูซาชิ" - จอบดาบผู้ชนะปัจเจก
จอมดาบผู้ชนะฝูงชน
และจอมดาบผู้ชนะยุคสมัย

ผมไม่เคยสงสัยเลยแม้แต่น้อยว่ามิยาโมโต้ มูซาชิ (ค.ศ. 1584-1645) คือจอมดาบอัจฉริยะผู้หนึ่งโดยแท้ ในชีวิตของเขา มูซาชิผ่านการต่อสู้ที่ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันกว่า 60 ครั้ง และไม่เคยแพ้แม้แต่ครั้งเดียว มิหนำซ้ำ คู่ต่อสู้แต่ละคนของเขาล้วนไม่ใช่ย่อยเลย ไม่ว่าจะพวกสำนักโยชิโอกะ หรือซาซากิ โคยิโร่ บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคู่มือที่ถ้าหากมูซาชิพลาดแต่ก้าวเดียว เขาต่างหากที่จะเป็นฝ่ายตายก่อน เหตูที่มูซาชิสามารถเอาชนะและรอดตายมาได้ คงเป็นเพราะเขามี"ความสามารถรบชนะ"นั่นเอง

"ความสามารถที่จะรบชนะ " นี้แหละคือ บทเรียน ที่มีความหมายที่สุดที่คนรุ่นหลังสามารถจะเรียนรู้มาจากมูซาชิได้ ไม่ว่าคนนั้นต้องการจะ"ชนะ"อะไรก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ก็คือความสามารถที่จะรบชนะนั้นมได้มาเพราะความโชคช่วยอย่างแน่นอนมูซาชิเป็นบุคคลประเภทที่เราสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า เขาไม่เชื่อในเรื่องของดวงชะตาหรือโชคชะตา ดังแนวทางชีวิตที่เขาบัญญัติไว้ 19 ประการ ชื่อ "วิถีที่เด็ดเดียวแม้โดดเดี่ยว" ข้อสิบแปดของเขาที่กล่าวไว้ว่า "จงเคารพบูชาพระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธ์ แต่จงอย่าขอร้องอ้อนวอนให้ท่านช่วย! "

แม้ใน "คัมภีร์ห้าห่วง" (โกะรินโนะโฉะ) ซึ่งเป็นคัมภีร์ดาบเพียงเล่มเดียวที่มูซาชิเขียนทิ้งไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง ก็ยังเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า…ในวิถีแห่งดาบนนั้น ความบังเอิญไม่เคยดำรงอยู่ สำหรับตัวมูซาชิแล้ว โชคชะตาเป็นสิ่งที่เขาจะต้องแผ้วถางสร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น

ยุคสมัยที่มูซาชิมีชีวิตอยู่เป็นยุคสมัยแห่งความไร้ระเบียบที่บ้านเมืองวุ่นว่ายโกลาหลเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนในยุคนี้คิดอยู่อย่างเดียวว่าทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตอยู่รอดไปได้ ในท่ามกลางยุค"อภิมหาโกลาหล" อย่างญี่ปุ่นในช่วงนั้น การมีชีวิตรอดเป็นกระบวนการเดียวกับการหล่อหลอมฝึกฝนตนเองให้ฉลาดและเข้มแข็งด้วย

การที่มูซาชิสามารถก้าวไปถึงระดับนั้นได้ แน่นอนว่าเพราะเขามีพรสวรรค์อยู่ในตัว มิใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถเป็นอย่างเขาได้ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่พวกเราไม่ควรมองข้ามไปก็คือว่า มูซาชิได้ใช้ความมานะพยายามวิริยะอุตสาหะอย่างยิ่งยวดและอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งในการคิดปรับปรุงและฝึกฝนเพื่อขัดเกลาพรสวรรค์ที่มีอยู่ภายในตัวเขาให้เจิดจ้าขึ้นมาโดยพึ่งการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก

ลูกผู้ชายที่ชื่อมิยาโมโต้ มูซาชิในทัศนะของผม คือ บุคคลที่สามารถบ่มเพาะ พัฒนาบุคลิกภาพที่โดดเด่นอันหนึ่งขึ้นมาภายหลัง จากที่ได้ผ่านการขัดเกลาตนเองอย่างถึงที่สุดแล้วนั่นเอง' เขามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์เป็นเครื่องยืนยันรับรองบุคคลิกภาพอันนี้ของเขา ซึ่งยังต่อกับ "ลี้คิมฮวง" ของโกวเล้ง ผู้เป็นบุรุษอุดมคติในนิยายกำลังภายในเท่านั้น

มูซาชิเป็นคนที่มีความสามารถหลายด้าน รูปภาพเขาก็วาดได้ งานแกะสลักเขาก็ทำได้ มิหนำซ้ำผลงานทุกชิ้นของเขาล้วนไม่ธรรมดา มันเป็นความสามารถของคนซึ่งบรรลุสูงสุดในศิลปะหนึ่ง ๆ ซึ่งสำหรับเขาก็คือ ดาบ แล้วนำไปใช้ประยุกต์กับศิลปะแขนงอื่นๆ

ใช่หรือไม่ว่า ปัจจุบันพวกเราก็กำลังมีชีวิตอยู่ในยุค "อภิมหาโกลาหล" เฉกเช่นเดียวกับยุคสมัยของมูซาชิ ? ถ้าหากพวกเราเห็นด้วยเช่นนั้น เหตุไฉนพวกเราจึงไม่หันไปศึกษาวิถีชีวิตของคนที่เคยผ่านยุคอภิมหาโกลาหลมาแล้วอย่างองอาจหฤหรรษ์ สง่างามและด้วยความเป็นอิสระเป็นไทแก่ตัวอย่างมูซาชิกันเล่า ? เพราะฉะนั้นผมจึงจับปากกาขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดบทเรียนชีวิตจากมูซาชิ มาให้แก่พวกเรา

แน่นอนว่า ยุคนั้นของมูซาชิกับยุคนี้ของพวกเราย่อมมีความแตกต่างกันบ้างอย่างน้อยในสมัยนี้ พวกเราคงไม่จำเป็นต้องจับดาบขึ้นมาประจันหน้ากับศัตรูของพวกเราอีกต่อไปแล้ว และการต่อสู้ที่ต้องการจะเด็ดชีวิตของคู่ต่อสู้ในฝ่ามือเดียวก็คงไม่มีอีกแล้ว แต่การต่อสู้ในยุคปัจจุบันก็ยังคงใช้ "ปากกา" "คำพูด" และ "ความคิด" ประหัตประหารปรปักษ์แทนดาบอยู่มิใช่หรือ ? ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว พวกเราทุกคนคงหลีกเลี่ยงชะตากรรมของการเป็น "นักรบ" กันได้ยากเต็มที ไม่ว่าพวกเราจะต่อสู้กับอะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นพวกเราจึงสามารถเรียนรู้ได้มาเหลือเกินจากมูซาชิโดยเฉพาะจาก "คัมภีร์ห้าห่วง" ของเขาที่เขาเขียนขึ้นมาในช่วงสองปีก่อนวาระสุดท้ายของชีวิตเขา ซึ่งเราอาจจะถือไว้ว่า หนังสือเล่มนี้ของเขาคือตัวแทนแห่งการบรรลุการพัฒนาบุคลิกภาพขั้นสุดยอดของเขาก็ไม่ผิดอย่างแน่นอน

เวลาที่คนทั่วไปนึกถึงมูซาชิ ส่วนใหญ่มักจะจิตนาการถึงบุคคลที่ใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมไปด้วยพลังและความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งคงถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรลืมก็คือว่า ชีวิตของมูซาชิเป็นชีวิตที่เปลี่ยวเหงายิ่ง เดียวดายยิ่งราวกับเขาได้ใช้ชีวิตแบบที่เจาะถึงแก่นแท้ของความจริงในโลกนี้ว่า ชีวิตทุกชีวิตล้วนมีชีวิตของตนเองเพียงลำพังเท่านั้น สำหรับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา เพื่อน คู่รัก หรือบุตรหลาน อย่างมากก็เป็นได้แค่ "คนร่วมทาง" ที่เดินทางร่วมกันค่อนข้างยาวนานเท่านั้น ไม่ช้าก็เร็ว แต่ละคนก็ต้องแยกทางกันไปเดินตามวิถีของแต่ละคน

มูซาชิเริ่มเขียน "คัมภีร์ห้าห่วง" ในปี 1643 และเขียนเสร็จปี 1645 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเพียงเจ็ดวันเท่านั้น เขาเริ่มเขียน "คัมภีร์ห้าห่วง" เมื่ออายุหกสิบปีซึ่งในสมัยนี้ต้องถือว่าเขาอยู่ในวัยชรามากแล้ว….ชายชราคนหนึ่งผู้ทุ่มเทชีวิตที่เหลืออยู่อีกเพียงสองปีของเขาให้กับการเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง อันเป็นหนังสือที่เขากลั่นกรองประสบการณ์ชีวิตเกือบหกสิบสองปีของเขาทั้งหมดบรรจุใส่หนังสือเล่มนี้…หนังสือเล่มนั้นย่อมไม่ต่างไปจาก "พินัยกรรม" ที่เขาเขียนทิ้งไว้นั่นเอง ปัญหาอยู่ที่ว่ามูซาชิเขียน "พินัยกรรม" ชิ้นนี้ไว้ให้ใครอ่าน ? เพราะเรารู้อยู่แน่ ๆ ว่า เขาเขียนคัมภีร์เล่มนี้ขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นพินัยกรรมมิใช่เพื่อการค้า เพื่ออำนาจหรือ เงินตราอย่างเด็ดขาด

คำตอบก็คือ เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นพินัยกรรมให้แก่ "ยุคสมัยของเขา" ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ผู้คนยังบูชา "อำนาจ" และ "ความมั่นคงในชีวิต" อยู่ โดยมองไม่เห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตในวิถีอื่น ๆ ที่ต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้ "คัมภีร์ดาบ" ของมูซาชิจจึงกลายเป็นหนังสือที่วิจารณ์ยุคสมัยของเขาไปด้วยโดยปริยาย โดยเป็นหนังสือที่วิจารณ์ยุคสมัยและสังคมของเขาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เขียนถึงสังคมและยุคสมัยของเขาไว้เลย นอกจากวิชาดาบ!

ในคำนำ (คำขึ้นต้น) ของคัมภีร์ห้าห่วง มูซาชิได้เขียนถึงตัวเองไว้ว่า ตัวเขา "ตั้งแต่อายุสิบสามจนถึงอายุสี่สิบเก้าได้ทำการประลองฝีมือกับผู้คนไม่ต่ำกว่าหกสิบครั้ง และก็ไม่เคยสูญเสียความได้เปรียบเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ครั้นพอมีอายุล่วงวัยสามสิบไปแล้ว และกลับมาพิเคราะห์การต่อสู้ของตนเองในอดีตก็ได้ข้อสรุปว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะวิทยายุทธ์ของตัวเองที่สูงกว่าคู่ต่อสู้หรอกที่ทำให้ได้รับชัยชนะ อาจเป็นเพราะตัวเองมีไหวพริบดี รู้จักช่วงชิงโอกาสจึงทำให้ได้ชัยมากกว่า ดังนั้นหลังจากนั้นแล้ว ตัวเองจึงมุ่งที่จะแสวงหาความลึกซึ้งในมรรคาแห่งวิทยายุทธ์ของตนมุ่งมั่นฝึกฝนทั้งเช้าและเย็น จนเมื่อมีอายุห้าสิบปีถึงได้รู้สึกว่าบรรลุมรรคาแห่งดาบได้เป็นผลสำเร็จ"

สรุปสั้น ๆ ก็คือ ชีวิตของมูซาชินั้นแบ่งออกได้เป็นช่วงใหญ่ ๆ สองช่วง ช่วงแรกก่อนถึงอายุสามสิบปี เป็นช่วงที่เขาแสวงหาคู่ต่อสู้เพื่อโค่นล้มเอาชนะ ในขณะที่ช่วงหลังอีกสามสิบปีเป็นช่วงที่เขาอุทิศเวลาและพลังงานส่วนใหญ่ให้กับการฝึกจิตเพื่อเอาชนะศัตรูภายในตัวเอง ทำการยกระดับวิทยายุทธ์ของเขาให้กลายเป็น "มรรค" (เต๋า) สายหนึ่ง ดังที่ปรากฏใน "คัมภีร์ห้าห่วง" ของเขา

ถ้าหากผมจะพยายามดึงบทเรียนจากมูซาชิจากมุมมองของ ความสามารถที่จะรบชนะ ตามที่เขียนไว้ใน "คัมภีร์ห้าห่วง" ผมก็สามารถสรุปออกมาได้เป็นคำคมและหลักการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
-ไม่ถูกความคิดเก่า ค่านิยมเก่าและประเพณีที่คร่ำครึครอบงำ
-ไม่ขายวิชาเพื่อการพาณิชย์
-แม้ยามสงบก็หมั่นลับเขี้ยวเล็บเอาไว้เสมอ
-จิตใจมิใช่สิ่งที่ฝึกฝนได้ด้วยตำรา แต่จะต้องฝึกฝนโดยผ่านการต่อสู้จริง ๆ โดยผ่านการปฏิบัติที่เป็นจริง
-"การเมือง" คือวิทยายุทธ์ของการต่อสู้แบบรวมหมู่
-หลักการต่อสู้ที่เอาชนะปัจเจกได้ย่อมสามารถประยุกต์ใช้กับการต่อสู้เพื่อเอาชนะคนหมู่มากได้
-จงใช้อาวุธทุกชนิดที่มีอยู่ทั้งหมดในการต่อสู้
-จะต้องสำเหนียกให้ดีว่า อาวุธที่ตนเองมีอยู่คืออะไร
-ไม่ยึดติดกับการใช้อาวุธประเภทเดียว
-จงมีจิตใจที่หนักแน่น ราบเรียบ ไม่หวั่นไหวโดยง่าย จิตใจเช่นนี้จะได้มาจากการฝึกฝนเท่านั้น ไม่อาจเกิดขึ้นเองได้เป็นอันขาด
-การลำเอียงเข้าข้างตัวเอง เป็นอุปสรรคของการพัฒนาจิตใจ
-พยายามรักษาความคึกคัก และ กระตือรือร้นในชีวิตประจำวันเอาไว้ตลอดเวลา
-ไม่ติดกับ "กระบวนท่า" หรือ "สามัญสำนึก" ที่ตัวเองมีอยู่
-มีกระบวนท่าก็เหมือนไม่มี ยามมีกระบวนท่าก็คือยามไม่เคลื่อนไหว
-อ่านคู่ต่อสู้ให้ออก มองให้เห็นด้วยธาตุแท้ของเขาให้ได้
-หัดวางตัวเองให้อยู่ในฐานะของคู่ต่อสู้
-"ศัตรู" มักอยู่ในพวกเดียวกันเอง
-ศัตรูเป็นสิ่งไม่ถาวร เพราะศัตรูคือความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงกับสถานที่เวลา และผู้คน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงได้
-ก้าวแรกของชัยชนะอยู่ที่การขจัดเงื่อนไขของการเป็นศัตรู
-สร้างความหวั่นไหวให้กับจิตใจของคู่ต่อสู้
-แสวงหาวิธีที่จะเปล่งพลังและศักยาภาพของตัวเองออกมาได้จนถึงขีดสูงสุด
-เป้าหมายคือสิ่งที่ตัวเองสามารถบรรลุได้
-จงอย่ากลัวการมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว
-การฝึกฝนตนเองนี้ไม่มีที่สิ้นสุดและสุดท้าย
-จงต่อสู้เมื่อคิดว่าจะชนะ




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2548    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2548 10:24:52 น.
Counter : 695 Pageviews.  


bb8
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add bb8's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.